เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

27 พ.ย. 2568 10:43 น.

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นายคิม (ไม่ระบุชื่อ) วัย 50 ปี อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

แถลงการณ์ระบุว่า นายคิมเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม ในพื้นที่ดอแนตสค์ โดยทางการยูเครนได้แจ้งข้อมูลการเสียชีวิตและกำหนดการพิธีศพให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทราบล่วงหน้า และได้มีการจัดพิธีศพขึ้นที่กรุงเคียฟ เมื่อวันอังคาร (25 พ.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่กงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำยูเครนได้เข้าร่วมในพิธี 

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังระบุว่า ได้ให้ความช่วยเหลือด้านการติดต่อกงสุลที่จำเป็นแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สื่อรัสเซียรายงานโดยอ้างหน่วยงานความมั่นคงรัสเซียว่า มีชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งเข้าร่วมรบในฐานะทหารอาสา และบางรายถูกสังหาร แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังไม่เคยยืนยัน โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล.

ที่มา Yonhap

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

27 พ.ย. 2568 09:52 น.

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ระทึก ไฟไหม้โรงพยาบาลในสเปน ไฟลุกลามรวดเร็วเพราะฉนวนติดไฟง่ายที่ติดด้านนอกอาคาร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้ป่วยทั้งตึก ควบคุมเพลิงได้ทัน เคราะห์ดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงพยาบาล ซานตา ลูเซีย ในเมือง การ์ตาเฮนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน หลังเปลวไฟปะทุจากบริเวณชั้นดาดฟ้าของอาคาร 5 ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามผนังอาคาร เนื่องจากกระแสลมแรง และวัสดุปิดผิวอาคารที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดควันดำพวยพุ่งเห็นได้ทั่วเมือง

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ และสามารถสกัดเพลิงได้ภายในไม่นาน แต่ก่อนหน้านั้นต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและบุคลากรการแพทย์จำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยง ส่งต่อไปยังโซนปลอดภัยของโรงพยาบาลและศูนย์แพทย์ใกล้เคียง

หน่วยงานท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ได้เปิดใช้แผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้าและพื้นที่ส่วนกลางของตึก ขณะที่หอผู้ป่วยวิกฤตและหน่วยดูแลสำคัญยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยคาดว่าจุดเริ่มต้นมาจากพื้นที่ระเบียงชั้นบนของอาคาร.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

27 พ.ย. 2568 09:45 น.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้ชุมชนแออัดกลางกรุงธากา เผาผลาญบ้านเรือนกว่า 1,500 หลัง แม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ประชาชนหลายพันคนต้อง ไร้บ้านในชั่วข้ามคืน นับเป็นเหตุอัคคีภัยที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้

เพลิงไหม้เริ่มขึ้นเมื่อค่ำวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชุมชนแออัดที่มีบ้านเรือนปลูกชิดกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลานานกว่า 16 ชั่วโมง กว่าจะสามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะที่ควันดำขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นปกคลุมกรุงธากาตลอดคืน

พันโท โมฮัมหมัด ทาจูล อิสลาม เชาฮ์ดูรี ผู้อำนวยการดับเพลิง เปิดเผยว่า บ้านมากกว่า 1,500 หลัง ถูกไฟไหม้หรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกมา มีเพียงเสื้อผ้าติดตัว

ชุมชนคอเรลเป็นสลัมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงธากา มีพื้นที่กว่า 160 เอเคอร์ หรือประมาณ 406 ไร่ มีผู้อยู่อาศัยกว่า 60,000 ครอบครัว หลายคนเป็นผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ ที่ย้ายหนีภัยน้ำท่วมและความยากจนจากชนบท แต่กลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ในเมืองหลวง

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ย่านหรูของธากา ทำให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำเด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อเปลวไฟลุกท่วมชุมชนราคาต่ำที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารสูงสุดทันสมัย

ช่วงเช้าวันพุธ ผู้ประสบภัยจำนวนมากต่างกลับมาค้นหาของมีค่าที่อาจเหลือรอดอยู่ใต้เศษซากไฟไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การเข้าถึงพื้นที่ล่าช้าเนื่องจากตรอกซอกซอยแคบ ทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก

กรุงธากาซึ่งมีประชากรกว่า 10.2 ล้านคน เต็มไปด้วยชุมชนแออัดที่ผู้คนอพยพจากชนบทเข้ามาหางาน แต่ต้องเผชิญทั้งความยากจน ความแออัด รวมถึงต้องเสี่ยงภัยไฟไหม้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

27 พ.ย. 2568 06:01 น.

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

เจ้าหน้าที่ฮ่องกงกำลังยังคงพยายามดับเพลิงที่ลุกไหม้อาคารสูงหลายแห่งตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ศพ ขณะที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 3 คน

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 44 ศพ แล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 45 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ทางการระบุว่า มีผู้สูญหายอย่างน้อย 279 ราย เมื่อวันพุธ หลังจากที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสามทศวรรษของฮ่องกง โดยไฟลุกลามไปทั่วอาคารสูงที่ถูกหุ้มด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ที่ติดไฟได้ง่าย และสะเก็ดไฟถูกลมพัดไปติดอาคารใกล้เคียงอีกหลายแห่งซึ่งมีนั่งร้านห่อหุ้มอยู่ในสภาพเดียวกัน

หลายชั่วโมงหลังจากที่เพลิงเริ่มไหม้ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเมือง เปลวไฟและกลุ่มควันหนาทึบยังคงปกคลุมอาคารสูง 32 ชั้น ซึ่งเชื่อว่ามีผู้คนจำนวนมากติดอยู่ข้างใน ในขณะที่ทีมกู้ภัยระดมพลเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในสถานที่สุดท้ายในโลกที่ยังคงใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุก่อสร้างนั่งร้าน โดยทางการฮ่องกงทยอยเลิกใช้งานนั่งร้านไม้ไผ่เหล่านี้ตั้งแต่เดือนมีนาคมด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RTHK ของฮ่องกงรายงานว่า ตำรวจจับกุมชาย 3 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยไม่เจตนาจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ โดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อพยายามเข้าถึงชั้นบนของโครงการที่พักอาศัยหว่อง ฟุก คอร์ต ซึ่งมีอพาร์ตเมนต์ 2,000 ห้องในอาคารซึ่งแบ่งเป็น 8 บล็อก เนื่องจากความร้อนที่รุนแรง

นาย จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย ในขณะที่มีประชาชนประมาณ 900 คน ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวซึ่งจัดเอาไว้แล้ว 8 แห่ง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดับเพลิงและช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยที่ติดอยู่ภายใน ประการที่สองคือการสนับสนุนผู้บาดเจ็บ ประการที่สามคือการสนับสนุนและฟื้นฟู จากนั้น เราจะทำการสอบสวนอย่างละเอียด” นายลีกล่าว

ส่วนนายเดเร็ก อาร์มสตรอง ชาน รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยดับเพลิง กล่าวว่า “อุณหภูมิในที่เกิดเหตุสูงมาก และมีบางชั้นที่เราไม่สามารถเข้าถึงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือได้ แต่เราจะพยายามต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ช็อก ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ถูกยิงดับ 2 นาย ในวอชิงตัน ดี.ซี.

ช็อก ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ถูกยิงดับ 2 นาย ในวอชิงตัน ดี.ซี.

27 พ.ย. 2568 04:21 น.

ช็อก ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ถูกยิงดับ 2 นาย ในวอชิงตัน ดี.ซี.

ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายยิงปะทะกับคนร้ายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนร้ายถูกจับกุมตัวได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) ถูกยิงเสียชีวิต 2 นาย ในย่านกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. 2568 โดยที่ตำรวจท้องถิ่นยืนยันว่า คนร้ายถูกควบคุมตัวได้แล้ว และถูกนำตัวออกจากที่เกิดเหตุในสภาพนอนเปล

ในเบื้องต้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ ขณะที่มือปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งนายทรัมป์ย้ำว่า คนผู้นี้ต้องชดใช้อย่างแสนสาหัส

“สัตว์ร้ายที่ยิงเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสองนาย จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและตอนนี้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสองแห่งนั้น ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มันจะต้องชดใช้ในราคาที่สูงลิ่ว” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ขอพระเจ้าอวยพรแก่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ยิ่งใหญ่ของเรา รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทั้งหมดของเรา พวกเขาเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ผมในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประธานาธิบดี อยู่เคียงข้างพวกคุณ!”

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายแพทริก มอร์ริเซย์ ผู้ว่าการรัฐเวสต์เวอร์จิเนียก็ออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกยิงทั้ง 2 นายเสียชีวิตแล้ว

“ด้วยความโศกเศร้าอย่างที่สุด เรายืนยันแล้วว่า สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนียทั้ง 2 นาย ที่ถูกยิงในวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนหน้านี้ เสียชีวิตแล้วเนื่องจากอาการบาดเจ็บของพวกเขา” ข้อความของนายมอร์ริเซย์ระบุ “ชาวรัฐเวสต์เวอร์จิเนียผู้กล้าหาญทั้งสองเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศของพวกเขา เรากำลังประสานงานอย่างต่อเนื่อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย ยกฟ้องทรัมป์ข้อหา แทรกแซงเลือกตั้งปี 2563

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย ยกฟ้องทรัมป์ข้อหา แทรกแซงเลือกตั้งปี 2563

27 พ.ย. 2568 03:25 น.

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย ยกฟ้องทรัมป์ข้อหา แทรกแซงเลือกตั้งปี 2563

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย มีคำสั่งยกฟ้องคดี แทรกแซงการเลือกตั้ง ที่นายทรัมป์กับจำเลยร่วมนับสิบคนถูกฟ้องร้องแล้ว หลังจากมีการเปลี่ยนอัยการคนใหม่

เมื่อ 26 พ.ย. 2568 ผู้พิพากษาในรัฐจอร์เจียตัดสินใจยุติการดำเนินคดี การแทรกแซงเลือกตั้งปี 2563 ซึ่งมีผู้ฟ้องร้องนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจำเลยร่วมคนอื่น ๆ แล้ว หลังจากที่อัยการซึ่งรับช่วงต่อคดีนี้กล่าวว่าเขาจะยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมด

คำตัดสินของผู้พิพากษา สกอตต์ แมคอาฟี จากศาลสูงเขต ฟูลตัน เคาน์ตี เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่อัยการ ปีเตอร์ สแกนดาลาคิส ได้แจ้งต่อผู้พิพากษาว่าเขาจะไม่ฟ้องร้องตามข้อกล่าวหาต่อไป โดยนายสแกนดาลาคิสเข้ารับช่วงต่อคดีนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่อัยการคนเดิม คือ ฟานี วิลลิส ถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ

นายสแกนดาลาคิสโพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์ว่า “ในความเห็นทางวิชาชีพของผม การดำเนินคดีนี้อย่างเต็มรูปแบบต่อไปอีกห้าถึงสิบปีนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองของรัฐจอร์เจีย” และว่าเขากำลังยุติคดีนี้ “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและส่งเสริมความยุติในการพิจารณาคดี”

เขาระบุด้วยว่า “การตัดสินใจนี้ ไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาที่จะขับเคลื่อนวาระใด ๆ แต่ตั้งอยู่บนความเชื่อและความเข้าใจในกฎหมายของผม”

ด้านนายสตีฟ ซาโดว์ ทนายฝ่ายจำเลยของทรัมป์ได้กล่าวชื่นชมการตัดสินใจของอัยการ โดยออกแถลงการณ์ระบุว่า “การกลั่นแกล้งทางการเมืองต่อประธานาธิบดีทรัมป์โดยอัยการเขตที่ถูกตัดสิทธิ์ ฟานี วิลลิส ได้สิ้นสุดลงแล้ว คดีนี้ไม่ควรถูกนำมาฟ้องตั้งแต่แรก อัยการที่เป็นธรรมและเป็นกลางได้ยุติสงครามทางกฎหมายนี้แล้ว”

ทั้งนี้ ทรัมป์และจำเลยร่วม 18 คน รวมถึง รูดี จูลิอานี ทนายความส่วนตัวของเขา และ มาร์ค เมโดว์ส อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ถูกตั้งข้อหา “ข่มขู่กรรโชก” (racketeering) เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 โดยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในแผนการที่จะล้มล้างผลการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชี้ขาดสำคัญ

จำเลยร่วมของทรัมป์ 4 คนได้ทำข้อตกลงรับสารภาพในคดีนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่เหลือ รวมถึงทรัมป์ จูลิอานี และเมโดว์ส ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

27 พ.ย. 2568 03:01 น.

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

ทางการเมืองเวนิสสั่งแบน เกรตา ทุนแบร์ก ห้ามเข้าเมืองชั่วคราว หลังเทสีย้อมลงไปในคลองแกรนด์คาแนล จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง เพื่อรณรงค์ด้านสภาพอากาศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพอากาศคนดัง ถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นการชั่วคราว หลังจากเธอก่อเหตุประท้วงด้วยการเทสีลงไปในคลองแกรนด์คาแนล อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จนทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง

หนังสือพิมพ์ The Telegraph รายงานว่า ทุนแบร์กในวัย 22 ปี ได้เข้าร่วมกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม Extinction Rebellion ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขาเทสีย้อมลงในคลอง โดยอ้างว่าสีย้อมดังกล่าวซึ่งเป็นสารที่ไม่เป็นพิษและมักใช้ในการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

กลุ่ม Extinction Rebellion ยังแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “หยุดทำลายระบบนิเวศ” จากสะพานรีอัลโต เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึง ผลกระทบครั้งใหญ่จากการล่มสลายของสภาพภูมิอากาศ และส่งผู้ประท้วงที่สวมผ้าคลุมสีแดงเดินฝ่าฝูงชนกับนักท่องเที่ยวในเมืองเวนิส

Extinction Rebellion ระบุว่า พวกเขาเทสีย้อมดังกล่าวลงในทางน้ำและน้ำพุในเมืองของอิตาลีอีกหลายแห่ง รวมถึงเมืองมิลาน, ปาแลร์โม และ โบโลญญา

นายลูกา ซาเอีย ผู้ว่าการแคว้นเวเนโต ประณามการประท้วงดังกล่าว โดยโพสต์บนอินสตาแกรมว่านี่เป็นการกระทำที่ทำลายเมืองเวนิส “การทำลายทรัพย์สินไม่ได้ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม การกระทำเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับเวนิส ต้องใช้การซ่อมแซม และที่น่าขันก็คือ กลับสร้างมลพิษเสียเอง”

ทั้งนี้ ทุนแบร์กถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นเวลา 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ เธอและผู้ประท้วงอีกหลายสิบคนยังถูกปรับเป็นเงิน 172 ดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทุนแบร์กเพิ่งถูกควบคุมตัวในอิสราเอล หลังจากที่เธอเข้าร่วมในกองเรือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม และพยายามฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลไปยังฉนวนกาซา โดยเธอถูกเนรเทศกลับไปยังสวีเดนบ้านเกิดของตัวเองในเวลาต่อมา

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ประท้วงได้หันมาใช้การทำลายทรัพย์สิน เป็นการประท้วงเพื่อสภาพอากาศรูปแบบหนึ่งมากยิ่งขึ้น

ในช่วงฤดูร้อนปี 2565 เกิดเหตุการณ์หลายครั้งที่ผู้ประท้วงทำลายงานศิลปะ เช่น สาดซุปมะเขือเทศ ใส่ภาพวาด “ดอกทานตะวัน” ของแวนโก๊ะ ที่หอศิลป์แห่งชาติในลอนดอน และมีการปามันบดใส่ภาพวาดของโมเนต์ที่พิพิธภัณฑ์บาร์เบรินี ในเมืองพอทสดัม ประเทศเยอรมนี

ในปี 2566 สมาชิก 2 คนของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศชื่อ Declare Emergency ถูกตั้งข้อหา หลังก่อเหตุสาดสีแดงและสีดำใส่ตู้กระจก ที่เก็บประติมากรรม “นักเต้นรำตัวน้อยอายุ 14” ของเอ็ดการ์ เดอกา ที่หอศิลป์แห่งชาติ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังจับประธานาธิบดี

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังจับประธานาธิบดี

27 พ.ย. 2568 00:22 น.

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังจับประธานาธิบดี

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจการปกครอง หลังจากมีรายงานเกิดเสียงปืนดังขึ้นในเมืองหลวง และประธานาธิบดีกับรัฐมนตรีหลายคนถูกจับกุมตัว

เมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. 2568 กลุ่มทหารในประเทศกินี-บิสเซา ออกมาประกาศว่า พวกเขายึดอำนาจการควบคุมประเทศเอาไว้แล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดี อูมาโร ซิสโซโก เอ็มบาโล ถูกจับกุมตัว เช่นเดียวกับคณะทำงานฝ่ายทหารของประธานาธิบดี และรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง

หลังจากมีรายงานว่า เกิดเสียงปืนดังขึ้นในกรุงบิสเซา เมืองหลวงของกินี-บิสเซา ได้ไม่นาน แหล่งข่าวในรัฐบาลท้องถิ่นก็แจ้งกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ประธานาธิบดีเอ็มบาโลถูกควบคุมตัวไว้

ผู้เห็นเหตุการณ์ในกรุงบิสเซากล่าวว่า เขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นในเวลาประมาณ 13:00 น. ตามเวลาสากล (GMT) ของวันพุธ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า ใครเป็นคนยิง หรือมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหรือไม่ ขณะที่สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้คนหลายร้อยคนทั้งที่เดินเท้าและโดยสารรถยนต์ ต่างพากันหลบหนีและหาที่กำบังขณะที่เสียงปืนดังขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังจากกินี-บิสเซาจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยที่ผู้สมัครจากฝ่ายค้านหลายคนถูกตัดสิทธิ์ ขณะที่ทั้งประธานาธิบดีเอ็มบาโลและคู่แข่งคนสำคัญที่สุดของเขาอย่าง เฟอร์นันโด ดิอาส ต่างอ้างว่าตนเองได้รับชัยชนะ

ต่อมา พลเอก เดนิส เอ็นคานยา หัวหน้าฝ่ายทหารประจำทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวปราศรัยทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ โดยระบุว่าพวกเขาได้ระงับกระบวนการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะมีการประกาศผลในวันพฤหัสบดีนี้ พร้อมกับจัดตั้ง “กองบัญชาการทหารสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูกฎระเบียบ” ขึ้น และทำการปิดชายแดน

พลเอกเอ็นคานยาระบุว่า กองทัพจะเข้าควบคุมดูแลประเทศแห่งนี้จนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป พร้อมกับสั่งให้ประชาชนอยู่ในความสงบ

ทั้งนี้ กินี-บิสเซา ซึ่งมีประชากรเกือบ 2 ล้านคน เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสแห่งนี้เคยเกิดการรัฐประหารหรือความพยายามรัฐประหารมาแล้วถึง 9 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2523

ประธานาธิบดีเอ็มบาโลก็เคยเผชิญกับความพยายามโค่นล้มอำนาจของเขามาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2566

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 13 ศพ ไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกง ยังดับเพลิงไม่ได้

ดับแล้ว 13 ศพ ไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกง ยังดับเพลิงไม่ได้

26 พ.ย. 2568 22:22 น.

ดับแล้ว 13 ศพ ไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกง ยังดับเพลิงไม่ได้

เหตุไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในฮ่องกงทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพไปอยู่ที่พักชั่วคราว

เหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ของฮ่องกง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายของวันพุธที่ 29 พ.ย. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ โดยเจ้าหน้าที่กำลังพยายามอย่างหนักในการควบคุมเพลิง ซึ่งลุกลามผิวนอกอาคาร

น.ส. โจว วิง-ยิน จากสำนักงานดับเพลิงฮ่องกงกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเวลาประมาณ 20:15 น. วันพุธว่า เจ้าหน้าที่พบผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสิ้น 28 ราย โดย 9 รายในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 6 รายถูกนำส่งโรงพยาบาลโดยมีอาการสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 4 ราย

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่นามสกุลโฮ (Ho) เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 10 คน ขณะที่ประชาชนอีกราว 700 คน ถูกอพยพไปยังที่พักพิงชั่วคราว

รัฐบาลยังจัดตั้งจุดลงทะเบียนผู้สูญหาย โดยมีผู้มาลงทะเบียนว่าไม่สามารถติดต่อญาติมิตรได้จำนวนกว่า 200 คน ณ เวลา 20:30 น.

ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ออกมาแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่พยายามอย่างเต็มกำลังในการดับเพลิง และลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด

ทั้งนี้ สำนักงานดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ หว่อง ฟุก คอร์ต ในเขตไท่โป (Tai Po) เมื่อเวลา 14:51 น. ก่อนจะยกระดับเตือนไฟไหม้เป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในเวลา 15:34 น. โดยไฟได้ลุกลามไปยังนั่งร้านที่ทำจากไม้ไผ่และตาข่ายก่อสร้างที่ถูกติดตั้งอยู่รอบนอกของโครงการที่พักอาศัยดังกล่าว และลามไปยังอาคารที่อยู่ติดกัน ส่งเปลวไฟและกลุ่มควันหนาทึบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

หลังตกกลางคืนทางการตัดสินใจยกระดับการเตือนอีกครั้งเป็นระดับ 5 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด เนื่องจากไฟยังคงลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ส่งรถดับเพลิง 128 คัน และรถพยาบาล 57 คันไปยังที่เกิดเหตุ และต่อสู้กับเพลิงไหม้มาจนถึงตอนนี้ โดยยังคงมีควันดำหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากอาคารสูง 31 ชั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องชุดที่พักอาศัยเกือบ 2,000 ห้อง ซึ่งเป็นที่อยู่ของประชาชนราว 4,800 คน

เจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า พวกเขาไม่สามารถยืนยันได้ว่ายังมีผู้อยู่อาศัยติดอยู่ในอาคารหรือไม่ พร้อมเสริมว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังไม่สามารถเข้าไปภายในอาคารได้

โหล ฮิ่ว ฟุง (Lo Hiu-fung) สมาชิกสภาเขตไท่โป บอกกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น TVB เมื่อช่วงเย็นวันพุธว่า เชื่อว่าผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ที่ยังติดอยู่ในอาคาร เป็นผู้สูงอายุ

TVB รายงานว่า โครงการที่พักอาศัยแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยโครงการ หว่อง ฟุก คอร์ต เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระตุ้นให้คนเป็นเจ้าของบ้านโดยมีรัฐช่วยจ่ายเงินอุดหนุน โดยเริ่มมีผู้เข้าอยู่อาศัยในปี 2526

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง?

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง?

26 พ.ย. 2568 18:29 น.

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง?

น้ำท่วมหาดใหญ่-ภาคใต้ ความล้มเหลวระบบรัฐ ใครคือผู้บัญชาสถานการณ์ตัวจริง ไล่ไทม์ไลน์การแต่งตั้งระดับบน ปมซ้ำซ้อน คนหน้างานสับสน ประชาชนได้แต่รอความหวัง

🚨 สรุปสถานการณ์และโครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พ.ย. 2568

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลาและหาดใหญ่ ในเดือนพฤศจิกายน 2568มีความรุนแรงและซับซ้อน นำมาสู่การปรับโครงสร้างและผู้รับผิดชอบในการบัญชาการสถานการณ์ตามลำดับเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการการทำงาน แต่ก็อาจนำมาสู่ประเด็นปัญหาด้านเอกภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติได้

📅 ไทม์ไลน์การแต่งตั้งผู้บัญชาการสถานการณ์

จากข้อมูลเบื้องต้นและพัฒนาการของสถานการณ์ สามารถสรุปการแต่งตั้งผู้บัญชาการสถานการณ์ตามไทม์ไลน์ได้ดังนี้:

วันที่ (โดยประมาณ)บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง/ตำแหน่งบทบาท/ตำแหน่งที่ได้รับ
ก่อน/ประมาณ 24 พ.ย. 2568ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า (รองนายกรัฐมนตรี)ผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)
24 พ.ย. 2568กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ปภ.กลาง)จัดตั้งเป็น ศูนย์บัญชาการส่วนหน้า(สำหรับ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง: สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)
25 พ.ย. 2568ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน จ.สงขลา โดยนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)เป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

สรุปประเด็นการแต่งตั้งผู้บัญชาการน้ำท่วม :

  1. จุดเริ่มต้น: นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล (ในฐานะประธาน คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ – คอภ.) ได้ลงนามจัดตั้ง ศนภ. และแต่งตั้ง ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้อำนวยการ เพื่อกำกับดูแลและบูรณาการการบริหารจัดการน้ำ
  2. ศูนย์ส่วนหน้า: มีการจัดตั้ง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) ที่ จ.สงขลา เพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานและสั่งการทรัพยากรเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง
  3. ยกระดับสถานการณ์: เมื่อสถานการณ์ในจังหวัดสงขลารุนแรงขึ้น นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และแต่งตั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เข้ามาเป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบ/ผู้บัญชาการสถานการณ์ ตามกฎหมาย (ในเขตท้องที่ จ.สงขลา)
  4. 26 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 11/2568 เรื่อง มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยเพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมเป็นรายจังหวัด

❓ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการภัยพิบัติแบบหลายศูนย์บัญชาการ

การมีผู้บัญชาการหรือศูนย์อำนวยการหลายระดับในช่วงเวลาเดียวกัน (ศนภ. โดย ร.อ. ธรรมนัส, ศูนย์ส่วนหน้า ปภ.กลาง, และ ผบ.ทสส. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน) แม้จะมีเจตนาเพื่อเสริมกำลังและเร่งรัดการช่วยเหลือ แต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิด ปัญหาในการจัดการภัยพิบัติ ดังนี้:

  • 1. ขาดเอกภาพในการสั่งการ (Unity of Command):
    • หน่วยปฏิบัติในพื้นที่อาจสับสนว่าต้องรับคำสั่งจากศูนย์ใดเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออำนาจสั่งการซ้อนทับกัน (เช่น ผอ.ศนภ. กับ หัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน)
    • การสั่งการที่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันจะทำให้การเคลื่อนย้ายทรัพยากร (คน, เครื่องมือ, งบประมาณ) ไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

2. ปัญหาการประสานงานและการสื่อสาร (Coordination & Communication):

  • ศูนย์บัญชาการหลายแห่งต้องใช้เวลาในการ “สื่อสารข้ามศูนย์” ซึ่งจะทำให้ข้อมูลล่าช้า การตัดสินใจที่สำคัญไม่ทันต่อสถานการณ์

อาจเกิดการแย่งชิงหรือการใช้ทรัพยากรที่ซ้ำซ้อนกันในพื้นที่เดียวกัน ทำให้พื้นที่อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือถูกละเลย

3. ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน (Accountability):

  • เมื่อมีหลายผู้รับผิดชอบ อาจทำให้การประเมินผลและการตรวจสอบย้อนหลังทำได้ยาก เนื่องจากไม่มี “ผู้นำเหตุการณ์” (Incident Commander) ที่ชัดเจนเพียงคนเดียวที่รับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งหมด

🏛️ บทบาทและผู้ดูแลหลักของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

ปภ. เป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550

  • ผู้ดูแลหลัก: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และกำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • ผู้อำนวยการตามกฎหมาย: ในภาวะปกติ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขาธิการและผู้ดูแลการปฏิบัติงานของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.)
    • การเตรียมความพร้อม: วิเคราะห์ความเสี่ยง จัดทำแผน ป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
    • การเผชิญเหตุ: เฝ้าระวัง รับแจ้งเหตุ แจ้งเตือนภัย จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจในระดับจังหวัด/พื้นที่ และบริหารจัดการ/สนับสนุนทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัย
    • การฟื้นฟู: ประเมินความเสียหายและประสานงานการฟื้นฟูเยียวยา

🌐 ตัวอย่างการจัดการภัยพิบัติในต่างประเทศ: ความสำคัญของผู้อำนวยการสถานการณ์ที่มีเอกภาพ

ประเทศที่มีระบบการจัดการภัยพิบัติที่ก้าวหน้ามักใช้หลักการ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System – ICS) ซึ่งเน้นย้ำถึง “ผู้อำนวยการสถานการณ์ (Incident Commander – IC)” เพียงคนเดียว

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา (FEMA) และระบบ ICS:

  1. ผู้อำนวยการสถานการณ์ (IC) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ:
    • IC เป็นบุคคลเดียวที่รับผิดชอบในการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) และกลยุทธ์(Strategies) ของการตอบโต้ภัยพิบัติทั้งหมด
    • IC อาจเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (เช่น ผู้ว่าการรัฐ, นายกเทศมนตรี) หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการมอบหมายเฉพาะกิจ ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของภัย
  2. โครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนได้:
    • ICS ช่วยให้โครงสร้างองค์กรตอบโต้ภัยพิบัติสามารถขยายหรือย่อขนาดได้ตามความรุนแรงของสถานการณ์ (Scalability)
    • มีศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (Emergency Operations Center – EOC) เป็นศูนย์กลางการสนับสนุนทรัพยากร การสื่อสาร และการวางแผน โดยมี IC เป็นผู้นำการตัดสินใจในสนาม
  3. การบูรณาการหน่วยงาน (Integrated Operations):
    • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ตำรวจ, ดับเพลิง, กู้ภัย, ทหาร, สาธารณสุข) จะทำงานภายใต้โครงสร้าง ICS เดียวกัน โดย IC เป็นผู้สั่งการและมอบหมายภารกิจที่ชัดเจน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนและการสื่อสารขัดข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรเรียนรู้:

การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพต้องยึดหลัก “เอกภาพแห่งการสั่งการ (Unity of Command)” กล่าวคือ ควรมี ผู้อำนวยการสถานการณ์ (Incident Commander) เพียงคนเดียวในแต่ละพื้นที่ปฏิบัติการที่มีอำนาจและหน้าที่ชัดเจนในการสั่งการหน่วยงานทั้งหมดที่เข้ามาปฏิบัติงาน เพื่อให้การตัดสินใจและการใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกันทั่วทั้งพื้นที่ประสบภัย