ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

7 ธ.ค. 2568 10:55 น.

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เครื่องบินขับไล่ของจีนได้ทำการ “ล็อกเรดาร์ควบคุมการยิง” ใส่เครื่องบินทหารญี่ปุ่นใกล้หมู่เกาะโอกินาวาถึง 2 ครั้งในวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประณามการกระทำดังกล่าวว่า “อันตราย” และเกินความจำเป็นต่อการบินอย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ตอกย้ำความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองชาติเพื่อนบ้าน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เปิดเผยวันนี้ (7 ธ.ค.) ว่า เครื่องบินขับไล่ของกองทัพจีนได้พุ่งเป้าเรดาร์ควบคุมการยิงใส่เครื่องบินของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นใกล้กับหมู่เกาะโอกินาวา ถึง 2 ครั้งในวันเสาร์

นายโคอิซูมิระบุผ่านโพสต์บน X ว่า การใช้เรดาร์ส่องเป้าเหล่านี้ “เกินกว่าสิ่งที่จำเป็นต่อความปลอดภัยในการบินของอากาศยาน” และกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “น่าเสียใจ” โดยญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงต่อประเทศจีนแล้ว

การล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงถือเป็นการกระทำที่คุกคามอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินทหาร เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการโจมตี ซึ่งจะบีบให้เครื่องบินที่ถูกล็อกเป้าต้องใช้มาตรการหลบหลีกทันที

ในการประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลียที่กรุงโตเกียว นายโคอิซูมิกล่าวว่า ญี่ปุ่นจะตอบโต้การกระทำของจีนอย่าง “เด็ดเดี่ยวและสุขุม” เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

เหตุการณ์เผชิญหน้านี้เกิดขึ้นใกล้กับหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างญี่ปุ่นและจีน ถือเป็นการเผชิญหน้าทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี และมีแนวโน้มที่จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

ญี่ปุ่นระบุว่า เครื่องบินขับไล่ J-15 ของจีนที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนั้น ขึ้นบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง ซึ่งกำลังทำการซ้อมรบทางตอนใต้ของหมู่เกาะโอกินาวา พร้อมด้วยเรือพิฆาตติดขีปนาวุธอีก 3 ลำ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-จีนย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดความตึงเครียดต่อประเด็นไต้หวัน ด้านสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพขนาดใหญ่ที่สุดในต่างประเทศตั้งอยู่ในโอกินาวา ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการกล่าวอ้างของญี่ปุ่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเครื่องบินรบจีน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า จีนได้ส่งเรือรบและเรือหน่วยยามฝั่งจำนวนมาก โดยมีจำนวนรวมกันกว่า 100 ลำ เข้าประจำการในน่านน้ำเอเชียตะวันออก ซึ่งรัฐบาลไต้หวันมองว่าเป็นการคุกคามภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ในวันอาทิตย์ หน่วยยามฝั่งไต้หวันกล่าวว่า กำลังเฝ้าติดตามการซ้อมรบของเรือรักษาความปลอดภัยทางทะเลของจีน 3 ลำ ทางด้านตะวันตกของเส้นมัธยฐานในช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่าสถานการณ์ในน่านน้ำรอบไต้หวันยังคง “เป็นปกติ”.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

7 ธ.ค. 2568 10:31 น.

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

เกิดเหตุสลดในรัฐกัว ประเทศอินเดีย เมื่อไนต์คลับชื่อดังถูกไฟไหม้กลางดึกวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุถังแก๊สระเบิดในห้องครัว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำคลับและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นายกรัฐมนตรีโมดีร่วมแสดงความเสียใจ ด้านทางการสั่งสอบสวนหาผู้รับผิดชอบอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐกัว ประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ไนต์คลับยอดนิยมชื่อ “Birch by Romeo Lane” บริเวณหาดบากา ซึ่งเป็นหนึ่งในชายหาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาค ในพื้นที่เมืองอาร์โปรา ทางตอนเหนือของกัว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ศพ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็น พนักงานของคลับ  ขณะที่มีนักท่องเที่ยว รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

ตำรวจเชื่อว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันเสาร์ (6 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยสันนิษฐานเบื้องต้นว่าถังแก๊สในห้องครัวของคลับระเบิดทำให้เพลิงลุกโหมอย่างรวดเร็ว

นายอาล็อก กุมาร อธิบดีกรมตำรวจกัว ระบุว่า “ไฟไหม้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่บริเวณห้องครัวที่ชั้นล่าง” และศพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกพบอยู่บริเวณรอบห้องครัว “ซึ่งบ่งชี้ว่าเหยื่อเหล่านั้นทำงานที่คลับ”

หลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ที่กัว ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเศร้าอย่างยิ่ง”

ด้าน ดร.ปราโมด สาวันต์ มุขมนตรีแห่งรัฐกัว เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 3 รายจากบาดแผลไฟไหม้ ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ มาจากการ ขาดอากาศหายใจ และยืนยันว่ามีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตประมาณ 3-4 คน แต่ยังไม่ทราบอายุหรือสัญชาติที่แน่ชัด

นายสาวันต์กล่าวว่า ได้เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้แล้ว และเน้นย้ำว่า: “ผู้ที่ถูกพบว่าต้องรับผิดชอบจะต้องเผชิญกับการดำเนินการทางกฎหมายที่เข้มงวดที่สุด การละเลยใด ๆ จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด”

มีรายงานว่า ความพยายามในการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ของผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งให้ครอบครัวทราบ

พ่อครัวที่ทำงานในร้านใกล้เคียงกล่าวกัว่า เขารู้จักพนักงานบางคนของคลัและแสดงความกังวลต่อเพื่อนร่วมงานชาวเนปาลและชาวอินเดียที่มาจากรัฐอื่น ๆ เนื่องจากโทรศัพท์ของพวกเขาไม่สามารถติดต่อได้

กัวเป็นอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสที่มีชื่อเสียงด้านชายหาดและสถานบันเทิงยามค่ำคืน ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตาม อินเดียเคยเผชิญเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงตามสถานบันเทิงหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำกว่าเกณฑ์.

ที่มา BBC

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

7 ธ.ค. 2568 05:58 น.

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

ประธานาธิบดียูเครนส่งสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ และยืนยันว่า ยูเครนมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ต่อไป

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขามีการสนทนาทางโทรศัพท์อย่างสร้างสรรค์มากกับนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเรื่องแผนการสันติภาพ

เซเลนสกีระบุว่า พวกเขาได้หารือกันถึงวิธีที่จะรับประกันว่ารัสเซียจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อยุติสงครามกับยูเครน และเขามี “ความมุ่งมั่น” ที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ต่อไป

เจ้าหน้าที่ทีมเจรจาของยูเครนได้เข้าร่วมการสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าวด้วย โดยเข้าร่วมจากเมืองไมอามีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขากำลังดำเนินการเจรจาเรื่องการทำข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดันเป็นวันที่ 3 แล้ว แต่รัสเซียยังไม่มีท่าทีประนีประนอมใดๆ และยังคงทิ้งระเบิดในยูเครนต่อไป

“ยูเครนมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายอเมริกันด้วยความจริงใจเพื่อบรรลุสันติภาพอย่างแท้จริง” เซเลนสกีระบุผ่าน X “เราคุยกันครอบคลุมหลายแง่มุม และทบทวนประเด็นสำคัญที่สามารถรับประกันการยุติการนองเลือดและกำจัดภัยคุกคามจากการรุกรานเต็มรูปแบบครั้งใหม่ของรัสเซียได้”

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เขาได้พูดคุยกับนายเซเลนสกีแล้ว และขอมอบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ยูเครนอย่างเต็มที่ “ฝรั่งเศสมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งหมดเพื่อออกมาตรการลดความรุนแรงและบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง”

ก่อนหน้านี้ นายมาครงยืนยันว่า เขาจะเข้าร่วมการเจรจาในลอนดอนในวันจันทร์กับนายเซเลนสกี, เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี โดยจะหารือกันเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ของยูเครนกับสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อหาข้อตกลงรับประกันความมั่นคงหลังสงครามให้ยูเครน

2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้ง 4 คนหารือกันเรื่องการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพของยุโรปไปประจำการในยูเครนหลังจากมีการหยุดยิง ซึ่งเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า กองกำลังรักษาสันติภาพจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการรับประกันความมั่นคงของยูเครน

แต่วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ต่อต้านแนวคิดเรื่องกองกำลังรักษาสันติภาพดังกล่าว โดยระบุว่า กองกำลังใดๆ ก็ตามที่ถูกส่งไปยูเครนจะกลายเป็น “เป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย” ของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

7 ธ.ค. 2568 05:03 น.

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

โดรนโจมตีเมืองทางใต้ของซูดาน โจมตีโรงเรียนอนุบาล มีผู้เสียชีวิต 50 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก กองทัพรัฐบาลกล่าวหากลุ่มติดอาวุธคู่อริเป็นผู้ก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีเมืองคาโลกี ในภูมิภาคเซาท์คอร์โดฟาน ทางตอนใต้ของประเทศซูดาน โดยการโจมตีถูกโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 ศพ เป็นเด็กถึง 33 ราย

เครือข่ายแพทย์ซูดาน (Sudan Doctors’ Network) กับกองทัพรัฐบาลซูดาน กล่าวหากองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (RSF) กองกำลังกึ่งทหารซึ่งกำลังต่อสู้ในสงครามกลางเมืองกับกองทัพรัฐบาลซูดาน ว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว

ด้าน RSF ยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุโจมตีโรงเรียนอนุบาล แต่พวกเขากล่าวหากองทัพรัฐบาลว่า ใช้โดรนโจมตีตลาดแห่งหนึ่งในภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางตะวันตกของซูดาน และโจมตีคลังเชื้อเพลิงใกล้จุดผ่านแดน “อาเดร” (Adre) ซึ่งติดกับชายแดนประเทศชาด

ทั้งนี้ ซูดานได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 หลังกองกำลัง RSF กับกองทัพรัฐบาลที่เคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อน กลับต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน

ตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นแนวร่วมกับกองทัพ ระบุว่า โรงเรียนอนุบาลถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากโดรนถึงสองครั้ง พลเรือนและบุคลากรทางการแพทย์ที่รีบไปยังโรงเรียนก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ด้านโฆษกขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ออกมาแสดงความเห็นเรื่องการโจมตีครั้งนี้ว่า “การสังหารเด็กในโรงเรียนของพวกเขาเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง” “เด็ก ๆ ไม่ควรต้องเป็นผู้จ่ายราคาของความขัดแย้ง”

UNICEF เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการโจมตีเหล่านี้ทันที และอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างปลอดภัยและไม่มีสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

7 ธ.ค. 2568 03:47 น.

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

(AFP PHOTO / TAKE BACK POWER / HANDOUT)

ตำรวจอังกฤษจับผู้ต้องสงสัย 4 ราย ฐานก่อเหตุสาดอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎอิมพีเรียลสเตต ซึ่งกษัตริย์สวมใส่ในพิธีสำคัญของประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาล

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน ฐานก่อเหตุขว้างและเทอาหาร ซึ่งเชื่อว่าเป็น คัสตาร์ดกับแอปเปิลครัมเบิล ใส่ตู้กระจกจัดแสดง “มงกุฎอิมพีเรียลสเตต” เครื่องราชกกุธภัณฑ์อันประเมินค่าไม่ได้ของอังกฤษ ที่หอคอยแห่งลอนดอน

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการหลังจากได้รับแจ้งว่า มีผู้สร้างความเสียหายต่อตู้กระจกจัดแสดงมงกุฎอิมพีเรียลสเตต โดยผู้ต้องสงสัย 4 คนขว้างปาอาหารเข้าใส่ตู้จัดแสดงดังกล่าว ก่อนที่ 2 คนจะออกจากที่เกิดเหตุ

กลุ่ม “ทวงคืนอำนาจ” (Take Back Power) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วงดังกล่าว อ้างว่าทำเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรก่อตั้ง “สภาพลเมืองถาวร” หรือ “สภาประชาชน” (House of the People) ที่มีอำนาจในการ “จัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งมหาศาล และแก้ไขปัญหาของอังกฤษ”

พวกเขายังโพสต์วิดีโอแสดงให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งแปะถาดฟอยล์ที่บรรจุครัมเบิลกับแผ่นกระจก ก่อนที่ชายอีกคนจะสาดคัสตาร์ดใส่ตู้จัดแสดง

อนึ่ง มงกุฎอิมพีเรียลสเตต (Imperial State Crown) เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งตามปกติแล้วพระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรงสวมในพิธีการอย่างเป็นทางการ เช่นพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อปี 2566 และในโอกาสสำคัญอย่างพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

ผู้ต้องสงสัย 2 คนที่ปรากฏในวิดีโอสวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า “take back power” โดยฝ่ายหญิงตะโกนใส่กล้องว่า “ประชาธิปไตยพังทลายแล้ว!” ก่อนที่ชายซึ่งเทคัสตาร์ดจะกล่าวเสริมว่า “อังกฤษแตกสลายแล้ว เรามาที่นี่ ที่เครื่องประดับอัญมณีแห่งชาตินี้ เพื่อทวงคืนอำนาจ”

ด้าน น.ส.ซาราห์ โจนส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ “น่าอับอาย” พร้อมเสริมว่า “มีความแตกต่างชัดเจนระหว่างสิทธิ์ในการประท้วงตามระบอบประชาธิปไตย กับพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้”

หลังเกิดเหตุ “จีเวล เฮาส์” (Jewel House) ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงภายในหอคอยแห่งลอนดอน ถูกปิดไม่ให้สาธารณชนเข้าชม เพื่อเปิดทางเจ้าหน้าที่เข้าสืบสวน

“เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจนครบาลลอนดอนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้ว 4 คนในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้สร้างความเสียหายทางอาญา” ตำรวจนครบาลกล่าวเสริมในแถลงการณ์ โดยระบุว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

ช็อก กราดยิงบาร์แอฟริกาใต้ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 คน ยังจับมือปืนไม่ได้

ช็อก กราดยิงบาร์แอฟริกาใต้ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 คน ยังจับมือปืนไม่ได้

7 ธ.ค. 2568 02:15 น.

ช็อก กราดยิงบาร์แอฟริกาใต้ ดับ 12 ศพ รวมเด็ก 3 คน ยังจับมือปืนไม่ได้

เกิดเหตุมือปืนกราดยิงที่บาร์แห่งหนึ่งใกล้กับกรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ รวมเด็กชายวัย 3 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บอีกนับสิบราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ อัธเลนดา มาเธ โฆษกสำนักงานตำรวจแอฟริกาใต้ยืนยันว่า เกิดเหตุกราดยิงที่บาร์แห่งหนึ่งในเมืองซอลส์วิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพริทอเรียไปทางตะวันตก 18 กม. โดยมีผู้ถูกยิง 25 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 12 ศพ รวมถึง เด็กชายวัย 3 ขวบ เด็กชายวัย 12 ขวบ และเด็กหญิงวัย 16 ปี

เหตุกราดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่นาง มาเธระบุว่าเป็น บาร์ผิดกฎหมาย ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อเวลาประมาณ 4.30 น. ของวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. โดยมือปืน 3 คนกราดยิงแบบไม่เลือกหน้าเข้าใส่กลุ่มชายที่กำลังดื่มกินกันอยู่

ตำรวจไม่ได้รับแจ้งเหตุจนกระทั่งเวลาประมาณ 6.00 น. ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าตัวคนร้าย ในขณะที่ยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุที่แน่ชัด

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมมากที่สุดในทวีปแอฟริกา แต่พวกเขากำลังต่อสู้กับปัญหาอาชญากรรมและการทุจริตที่ฝังรากลึก ซึ่งขับเคลื่อนโดยเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม

แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่วนใหญ่เป็นการปล้นและการใช้ความรุนแรงของกลุ่มแก๊ง โดยในระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายนปีนี้ ในแอฟริกาใต้มีอัตราคนถูกฆาตกรรมถึงประมาณ 63 ศพต่อวัน

“เรากำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากเมื่อพูดถึงสถานประกอบการจำหน่ายสุราผิดกฎหมายและไม่มีใบอนุญาตเหล่านี้” นางมาเธกล่าว พร้อมเสริมว่าสถานที่เหล่านี้เป็นที่ที่เกิดเหตุกราดยิงมากที่สุด “ผู้บริสุทธิ์หลายคนโดนลูกหลงจากการกราดยิงนี้ด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 900 ศพ ผู้ว่าฯ เตือน ปชช.กำลังอดอยาก

เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 900 ศพ ผู้ว่าฯ เตือน ปชช.กำลังอดอยาก

6 ธ.ค. 2568 22:58 น.

เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 900 ศพ ผู้ว่าฯ เตือน ปชช.กำลังอดอยาก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในอินโดนีเซียทะลุ 900 ศพแล้ว ขณะที่ผู้ว่าฯ จังหวัดอาเจะห์เตือนว่า ผู้คนกำลังเสียชีวิตจากความอดอยากไม่ใช่จมน้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตรา ของประเทศอินโดนีเซียในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 900 ศพแล้ว ในขณะที่ประชาชนในหลายพื้นที่ รวมถึงเขต “อาเจะห์ตามียัง” กำลังรอความช่วยเหลือจากทางการ

ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมและดินถล่มที่เกิดจากพายุไซโคลนในสามจังหวัดของอินโดนีเซียบนเกาะสุมาตรา รวมถึงอาเจะห์ เพิ่มขึ้นเป็น 908 ราย ในวันเสาร์ และมีผู้สูญหาย 410 ราย และระบบสภาพอากาศเดียวกันนี้ยังคร่าชีวิตผู้คนในภาคใต้ของไทยและในมาเลเซียรวมกันกว่า 200 ศพ

สำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า ฝนอาจกลับมาตกในจังหวัดอาเจะห์และสุมาตราเหนืออีกครั้งในวันเสาร์ หลังเหตุอุทกภัยก่อนหน้านี้ สร้างความเสียหายให้ท้องถนน และตัดขาดเส้นทางลำเลียงเสบียง

นายมาซากีร์ มานาฟ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาเจะห์เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยกำลังค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในโคลนที่ลึกระดับเอว อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนอาหารเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด ที่กำลังเล่นงานหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและเข้าถึงยาก

“ผู้คนจำนวนมากต้องการปัจจัยพื้นฐาน หลายพื้นที่ในดินแดนห่างไกลของจังหวัดอาเจะห์ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ” นายมานาฟกล่าว “ผู้คนไม่ได้กำลังเสียชีวิตจากน้ำท่วม แต่เสียชีวิตจากความอดอยาก นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น”

นายมานาฟบอกอีกว่า หลายหมู่บ้านในเขตอาเจะห์ตามียัง ซึ่งปกคลุมไปด้วยป่าฝน ถูกน้ำพัดพาไปทั้งหมด “พื้นที่อาเจะห์ตามียังถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ด้านบนลงไปด้านล่าง ตั้งแต่ถนนหนทางลงไปจนถึงทะเล” เขากล่าว “หมู่บ้านและตำบลหลายแห่งตอนนี้เหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น”

ด้านนายมูนาวาร์ ลิซา ไซนาล ชาวจังหวัดอาเจะห์กล่าวว่าเขารู้สึก “ถูกทรยศ” โดยรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังคงปฏิเสธแรงกดดันให้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติ

“นี่คือภัยพิบัติที่ไม่ธรรมดาที่ต้องรับมือด้วยมาตรการที่ไม่ธรรมดา” เขากล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี “หากมีการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติในภายหลัง จะมีประโยชน์อะไร?”

ทั้งนี้ การประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยปลดล็อกทรัพยากรต่างๆ และช่วยให้หน่วยงานของรัฐประสานงานการรับมือกับภัยพิบัติได้

นักวิเคราะห์คาดว่า รัฐบาลอินโดนีเซียอาจลังเลที่จะประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติ และขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพิ่มเติม เพราะจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ เห็นได้จากที่รัฐบาลยังคงยืนกรานว่า พวกเขาสามารถจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

6 ธ.ค. 2568 11:48 น.

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

เรื่องราวใจฟูจากรัฐมิชิแกน สหรัฐฯ เมื่อชาวเน็ตแห่บริจาคเงินราว 54 ล้านบาท ผ่านแคมเปญ GoFundMe หลังผู้คนเห็นคลิปเล่าเรื่องชีวิตอันน่าเห็นใจของคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ที่ยังต้องทำงานสู้ชีวิต

เหตุการณ์สุดประทับใจเกิดขึ้นเมื่อ แซม ไวเดนโฮเฟอร์ ครีเอเตอร์วัย 22 ปีจากออสเตรเลีย ซึ่งมีผู้ติดตามบนโซเชียลรวมกว่า 10 ล้านคน ได้เดินทางไปถ่ายคลิปที่ร้าน Meijer ในเมืองไบรท์ตัน ก่อนพบคุณตาเอ็ด แบมบาส (Ed Bambas) ซึ่งทำงานเป็นแคชเชียร์อยู่ที่นั่น และทราบว่าเขายังต้องทำงานเพราะมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ หลังภรรยาเสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง

แซมจึงเปิดแคมเปญบน GoFundMe พร้อมข้อความขอให้ชาวโลกช่วยชายชราใจดีคนนี้ ผลคือผู้คนกว่า 15,000 คน ร่วมบริจาค ทั้งยอดหลักสิบดอลลาร์ ไปจนถึงยอดหลักหมื่น

โดยวินาทีที่แซม ไวเดนโฮเฟอร์ มอบเช็คให้ คุณตา เอ็ด ถึงกับสะอื้นพร้อมพูดเบาๆ ว่า “โอ้พระเจ้า… ขอบคุณมากจริงๆ”

เงินบริจาคนี้จะช่วยให้เอ็ดปลดหนี้กว่า 225,000 ดอลลาร์ และเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เขาบอกว่าอยากกลับมาเล่นกอล์ฟ และเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานาน

แม้จะได้ยอดเงินที่ทำให้เกษียณได้ทันที แต่เอ็ดบอกว่าเขาจะทำงานต่ออีกสักพักเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกคนที่เคยคุยและให้กำลังใจเขามาตลอดชีวิตการทำงาน.

ที่มา : AP

ล้ำไปอีก จีนใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

ล้ำไปอีก จีนใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

6 ธ.ค. 2568 10:01 น.

ล้ำไปอีก จีนใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

มณฑลเจ้อเจียง เริ่มทดลองใช้ “หุ่นยนต์ตำรวจจราจร” รุ่นใหม่ ซึ่งสามารถสั่งการ และดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ถือเป็นก้าวสำคัญของการทดสอบใช้งานในภาคสนาม

หุ่นยนต์ตำรวจจราจรตัวนี้มีชื่อว่า “หังซิงหมายเลข 1” (Hangxing No.1) พัฒนาโดยหน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ตำรวจจราจรหางโจว (Hangzhou Traffic Police Tactical Unit: TPTU) หุ่นยนต์ติดตั้งกล้องความละเอียดสูงและเซนเซอร์จำนวนมาก สามารถตรวจจับพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎจราจรได้แบบเรียลไทม์ และสามารถส่งเสียงเตือนให้คนเดินถนนและยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ปฏิบัติตามกฎระเบียบผ่านระบบเสียงอัจฉริยะ

ผู้สัญจรบอกว่า เพิ่งเลยเส้นไปไม่ถึงครึ่งเมตร หุ่นยนต์ก็เตือนทันที ตอบสนองไวมาก ขณะที่ผู้ขับขี่จักรยานยนต์บอกว่า หุ่นยนต์ช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่ได้ และเชื่อว่าน่าจะเป็นเทรนด์ในอนาคต 

นอกจากจับการฝ่าฝืนกฎจราจรแล้ว “หังซิงหมายเลข 1” ยังสามารถทำงานร่วมกับสัญญาณไฟจราจร เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ควบคุมการสัญจรและเฝ้าระวังในจุดเสี่ยงต่างๆ ความคล่องตัวของตัวหุ่นยนต์ยังช่วยให้ในการย้ายตำแหน่งประจำการได้รวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรในพื้นที่ที่มีปริมาณรถหนาแน่น

จาง ว่านเจ๋อ (Zhang Wanzhe) เจ้าหน้าที่อธิบายว่า หุ่นยนต์มี 2 โหมด คือ ยืนกำกับการจราจรกลางถนน และช่วยนำทางตามสี่แยกต่าง ๆ ปัจจุบัน หุ่นยนต์กำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน แต่ในอนาคตทีมวิจัยวางแผนติดตั้งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถโต้ตอบด้วยเสียง ให้ข้อมูลแก่ประชาชน หรือรองรับคำสั่งต่างๆ ได้อย่างอัจฉริยะยิ่งขึ้น.

ที่มา : China Media Group

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์

TikTok เตรียมบล็อกผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ชี้จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย

TikTok เตรียมบล็อกผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ชี้จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย

6 ธ.ค. 2568 09:24 น.

TikTok เตรียมบล็อกผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ชี้จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย

TikTok ยืนยันปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ออสเตรเลีย สั่งแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมนี้ ชี้จำเป็นต้องทำเพื่อให้สอดคล้องตามกฎหมาย แม้จะทำให้ผู้ใช้บางส่วนรู้สึกไม่พอใจก็ตาม

กฎหมายนี้ถือเป็น ฉบับแรกของโลก ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งรวมถึง TikTok, Instagram และ YouTube ต้องป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงบริการ หากไม่ปฏิบัติตาม บริษัทอาจถูกปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 1,000 ล้านบาท

TikTok ระบุว่า ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ บัญชีผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ในออสเตรเลียจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถสร้างหรือใช้งานบัญชีได้ และจะถูกเปลี่ยนเป็น บัญชีไม่ใช้งาน (inactive) รวมถึงคอนเทนต์ที่เคยโพสต์ก่อนหน้า จะถูกซ่อนจากสาธารณะ

หากผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบแต่อายุเกินเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์โดยส่งหลักฐาน เช่น ภาพใบหน้าเพื่อยืนยันอายุ การยืนยันผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐ

ส่วนผู้ที่เข้าข่ายอายุต่ำกว่า 16 ปีสามารถเลือกได้ว่าจะยืนยันอายุ, ดาวน์โหลดข้อมูลบัญชี, ลบบัญชี หรือขอให้ระบบเตือนเมื่ออายุครบ 16 ปี เพื่อกู้บัญชีกลับมาใช้ใหม่

ขณะเดียวกัน กลุ่มสิทธิอินเทอร์เน็ต Digital Freedom Project ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงออสเตรเลียเพื่อหยุดยั้งกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่ไม่ยุติธรรม และกระทบต่อเสรีภาพการแสดงออกอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ มาตรการของออสเตรเลียได้รับความสนใจจากรัฐบาลหลายประเทศ เนื่องจากเป็นความพยายามควบคุมความเสี่ยงบนโซเชียลมีเดียสำหรับเยาวชน โดยล่าสุดประเทศมาเลเซีย ระบุว่ามีแผนจำกัดการสมัครโซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปีในปีหน้า ส่วนนิวซีแลนด์ เตรียมออกกฎหมายลักษณะเดียวกันเร็วๆ นี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ TikTok