ทรัมป์เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ บอกนายกฯ ซานาเอะ ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์เท่าญี่ปุ่น

ทรัมป์เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ บอกนายกฯ ซานาเอะ ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์เท่าญี่ปุ่น

20 มี.ค. 2569 00:25 น.

ทรัมป์เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ บอกนายกฯ ซานาเอะ ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์เท่าญี่ปุ่น

โดนัลด์ ทรัมป์ เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ระหว่างคุยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระบุใครจะรู้เรื่องการทำเซอร์ไพรส์ได้ดีไปกว่าญี่ปุ่น หลังถูกนักข่าวถามว่า ทำไมโจมตีอิหร่านโดยไม่บอกชาติพันธมิตร

ในวันที่ 19 มี.ค. 2569 นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเข้าพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และเรื่องความร่วมมือกับสหรัฐฯ

ในระหว่างการสนทนา ทั้งสองเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวถามคำถาม โดยหนึ่งในนั้นถามนายทรัมป์ว่า เหตุใดเขาจึงไม่แจ้งให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นทราบถึงความตั้งใจที่จะโจมตีอิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบคำถามส่วนหนึ่งด้วยมุกตลกเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

“อย่างหนึ่งคือ คุณคงไม่อยากส่งสัญญาณมากเกินไป คุณก็รู้ว่าตอนที่เราบุกเข้าไป เราบุกเข้าไปหนักมาก และเราไม่ได้บอกใครเรื่องนี้เพราะเราต้องการเซอร์ไพรส์” ทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ “ใครจะรู้เรื่องการทำเซอร์ไพรส์ได้ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ?” ทรัมป์กล่าวเสริม “แล้วทำไมพวกคุณไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ? โอเคไหม?”

ทั้งนี้ ทรัมป์สั่งการให้กองทัพโจมตีอิหร่านเป็นครั้งแรกเมื่อเกือบ 3 สัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคพุ่งสูงขึ้น และนำไปสู่คำถามจากชาติพันธมิตรเกี่ยวกับการประสานงานและการสื่อสาร

อนึ่ง เหตุการณ์โจมตีฉับพลันที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ดังกล่าว คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปมากกว่า 2,400 คน และเป็นชนวนเหตุที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านโวย UAE ขับนักเรียนอิหร่าน 2,500 คน พ้นประเทศ

อิหร่านโวย UAE ขับนักเรียนอิหร่าน 2,500 คน พ้นประเทศ

19 มี.ค. 2569 23:47 น.

อิหร่านโวย UAE ขับนักเรียนอิหร่าน 2,500 คน พ้นประเทศ

อิหร่านโวยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สั่งขับไล่นักเรียนชาวอิหร่านกว่า 2,500 คนออกจากประเทศ รวมถึงสั่งปิดโรงเรียนอิหร่านด้วย โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสหประชาชาติกับยูเนสโกแล้ว

เมื่อ 19 มี.ค. 2569 นายอาลี ฟาร์ฮาดี โฆษกกระทรวงศึกษาธิการของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลาม (IRNA) ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สั่งเนรเทศนักเรียนชาวอิหร่านจำนวน 2,500 คนอย่างกะทันหัน และสั่งระงับการดำเนินงานของโรงเรียนรัฐบาลอิหร่านทุกแห่งในประเทศ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ UAE เกิดขึ้นหลังจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขาถูกอิหร่านโจมตีหลายต่อหลายครั้งในช่วงเกือบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงที่คลังน้ำมันใกล้ท่าเรือฟูไจราห์ ศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันของ UAE โดยอิหร่านอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม นายฟาร์ฮาดีระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นตัวอย่างของ “นโยบายที่เป็นศัตรู” ซึ่งสอดรับกับความต้องการของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลอิหร่านจะยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยโต้แย้งว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ฟาร์ฮาดีกล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนอิหร่านได้เปิดทำการใน UAE มานานกว่า 50 ปีโดยได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ทางการอิหร่านกำลังดำเนินการเพื่อให้นักเรียนที่ได้รับผลกระทบสามารถไปศึกษาต่อที่ประเทศโอมาน จนกว่าจะสิ้นสุดปีการศึกษานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟลุกไหม้โรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในคูเวต หลังโดรนอิหร่านโจมตี

ไฟลุกไหม้โรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในคูเวต หลังโดรนอิหร่านโจมตี

19 มี.ค. 2569 23:07 น.

ไฟลุกไหม้โรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในคูเวต หลังโดรนอิหร่านโจมตี

(ภาพจาก AFP PHOTO / KNPC)

โดรนอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามซึ่งทำให้เกิดวิกฤตอุปทานน้ำมันไปทั่วโลก

เมื่อ 19 มี.ค. 2569 บรรษัทปิโตรเลียมคูเวต (KPC) เปิดเผยว่า หน่วยหนึ่งภายในโรงกลั่นน้ำมัน “มินา อัล-อาห์มาดี” (Mina Al-Ahmadi) ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในคูเวต ถูกโดรนโจมตีส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลาต่อมา โดยที่ไม่มีรายงานพบผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี กองทัพคูเวตระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศกำลังตอบโต้ต่อ “ภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนของฝ่ายศัตรู”

ทั้งนี้ โรงกลั่นมินา อัล-อาห์มาดี ตั้งอยู่ห่างจากกรุงคูเวตซิตี เมืองหลวงของประเทศ ไปทางทิศใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร และถือเป็นสถานแปรรูปน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของคูเวต และเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค โดยมีกำลังการกลั่นน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 730,000 บาร์เรลต่อวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

19 มี.ค. 2569 22:13 น.

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ อาจผ่อนคลายการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน เพื่อเพิ่มอุปทานทั่วโลก ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำนักข่าว Fox Business เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อ 19 มี.ค. 2569 โดยนายเบสเซนต์เผยว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณายกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่าน ในขณะที่รัฐบาลกำลังมองหาแนวทางในการควบคุมระดับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เบสเซนต์ชี้ให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อน้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรล ที่อยู่ในระหว่างการขนส่งทางเรืออยู่แล้ว ทั้งนี้ ในปัจจุบันทั่วโลกมีปริมาณการบริโภคน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน

มาตรการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาด ซึ่งรวมถึงการระงับการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซีย และการระบายน้ำมันสำรองจำนวน 172 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดโลก โดยก่อนหน้านี้เบสเซนต์เคยระบุว่า สหรัฐฯ ยังอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านแล่นผ่านได้แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นก็ตาม

อนึ่ง การ “ยกเลิกคว่ำบาตร” ในครั้งนี้จะหมายถึงการอนุญาตให้มีการขายน้ำมันดิบที่เคยถูกจำกัดไว้ให้กับยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ได้อย่างเปิดเผย ซึ่งกระแสการไหลเวียนของน้ำมันใหม่นี้จะช่วยเพิ่มอุปทานทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาที่โรงกลั่นและแหล่งน้ำมันหลายแห่งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งจนส่งผลกระทบต่อการผลิต

อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันมากน้อยเพียงใด

เมื่อถูกถามถึงความกังวลที่ว่า สหรัฐฯ กำลังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ศัตรูของตนเองหรือไม่ เบสเซนต์ตอบว่า สหรัฐฯ จะ “ใช้น้ำมันของอิหร่านเพื่อจัดการกับอิหร่านเอง” โดยการนำมาใช้เพื่อกดราคาพลังงานให้ต่ำลงในช่วง 10-14 วันข้างหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผอ.ข่าวกรองชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอลเป้าหมายต่างกัน ในการทำสงครามอิหร่าน

ผอ.ข่าวกรองชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอลเป้าหมายต่างกัน ในการทำสงครามอิหร่าน

19 มี.ค. 2569 21:38 น.

ผอ.ข่าวกรองชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอลเป้าหมายต่างกัน ในการทำสงครามอิหร่าน

ผอ.ข่าวกรองของสหรัฐฯ เผยว่า อเมริกากับอิสราเอลมีเป้าหมายในการทำสงครามกับอิหร่าน “แตกต่างกัน” และไม่รู้ว่าอิสราเอลจะสนับสนุนเรื่องการทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 นางทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (DNI) กล่าวว่า สหรัฐฯ กับอิสราเอล มีเป้าหมายในการทำสงครามกับอิหร่าน “ต่างกัน” พร้อมเสริมว่าเธอไม่แน่ใจว่าอิสราเอลจะสนับสนุนการทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่

“เราสามารถเห็นได้จากการปฏิบัติการต่างๆ ว่า รัฐบาลอิสราเอลมุ่งเน้นไปที่การทำลายขีดความสามารถของผู้นำอิหร่านและกำจัดสมาชิกหลายราย โดยเริ่มจาก อยาตอลเลาะห์ (อาลี คาเมเนอี) ผู้นำสูงสุด และพวกเขายังคงมุ่งเน้นในความพยายามนั้นต่อไป” แกบบาร์ดกล่าวในการแถลงต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎร

แกบบาร์ดกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป้าหมายของเขาคือการทำลายขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ศักยภาพในการผลิตขีปนาวุธ รวมถึงกองทัพเรือ โดยเฉพาะกองทัพเรือ IRGC และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิด

ผอ. DNI ระบุว่า เธอ “ไม่ทราบจุดยืนของอิสราเอล” เกี่ยวกับการทำข้อตกลงกับอิหร่าน และไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าเธอเห็นด้วยหรือไม่ที่ว่า อิสราเอลตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดยไม่สนใจจุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์

“ดิฉันไม่ได้รับรู้ถึงการหารือภายในหรือการคำนวณปัจจัยต่างๆ ของพวกเขาในการเปิดฉากโจมตีครั้งนี้หรือครั้งอื่นๆ” แกบบาร์ดกล่าว “เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการปฏิบัติการ แต่เรามีการจัดทำรายงานประเมินด้านข่าวกรองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

19 มี.ค. 2569 16:42 น.

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงแห่ขับรถข้ามไปเติมน้ำมันในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หลังเหตุการณ์สงครามทำให้ราคาน้ำมันในฮ่องกงสูงขึ้นกว่าในจีน 3 เท่า

เหตุการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่นเดียวกันกับในฮ่องกงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึงประมาณ 140 บาทต่อลิตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร จึงทำให้ประชาชนในฮ่องกงหลายคนตัดสินใจขับรถไปเติมน้ำมันที่ประเทศจีน

ริงโก้ ลี ผู้นำระดับสูงในวงการยานยนต์ของฮ่องให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า แม้ว่าราคาน้ำมันในจีนแผ่นดินใหญ่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เเต่ก็ยังคงถูกกว่าในฮ่องกงถึง 3 เท่า 

เขายังบอกอีกว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนชาวฮ่องกงที่ขับรถไปประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หนึงในผู้ที่เดินทางไปเติมน้ำมันที่จีน ให้สัมภาษณ์ว่า ปกติเขาใช้เงินไปกับการเติมน้ำมันในฮ่องกงประมาณ 5,000 บาทต่อสัปดาห์ แต่ถ้าเขาขับรถไปเติมน้ำมันที่เมืองเซินเจิ้นเเละเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน เขาจะใช้เงินในการเติมน้ำมัน รวมกับค่าน้ำมันในการเดินทางไปกลับอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อรอบ 

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมา การขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนอาจทำให้ชาวฮ่องกงประหยัดไปเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เพราะการจะขับรถข้ามพรมแดน จำเป็นต้องใช้ป้ายทะเบียนสองใบ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำหนดเเละการอนุมัติภายใต้โครงการเดินทางขึ้นเหนือของฮ่องกง ซึ่งทำให้การขับรถข้ามพรมเเดนนั้นมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการข้ามพรมเเดนอยู่ประมาณ 1,000 บาท เมื่อคำนวณเเล้วชาวฮ่องกงประหยัดเงินเพียง 1,000 บาท เเต่ต้องเเลกกับการขับรถเดินทางไกล

ในขณะที่บางคนยังคงเลือกที่จะยังขับรถไปที่ประเทศจีน ไม่เพียงเเต่ไปเติมน้ำมัน แต่พวกเขาเลือกที่ซื้ออาหารเเละของใช้จำเป็นหลาย ๆ อย่าง ที่มีราคาถูกกว่าเพื่อความคุ้มค่าในการเดินทางเเต่ละครั้ง

ขณะที่ชาวฮ่องกงอีกจำนวนหนึ่งหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี เพื่อประหยัดในส่วนของค่าใช้จ่ายเเละประหยัดเวลาในการเดินทางไกล.

ที่มา : CNA

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ "นักจิตวิทยา"

19 มี.ค. 2569 16:29 น.

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางปฏิบัติใหม่ด้านสาธารณสุข สั่งให้แพทย์ส่งตัวผู้หญิงที่ปฏิเสธการมีบุตรเข้าพบนักจิตวิทยาคลีนิกเพื่อ “ปรับทัศนคติ” หลังอัตราการเกิดในประเทศวิกฤตหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบ 200 ปี ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางด้านสาธารณสุขฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีบุตร ถูกส่งต่อเข้ารับคำปรึกษากับนักจิตวิทยาคลีนิก เพื่อส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขวิกฤตประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวมาจากกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า ในการตรวจสุขภาพด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ แพทย์จะสอบถามจำนวนบุตรที่ผู้หญิงต้องการมี หากคำตอบที่ได้รับคือ “ศูนย์” หรือไม่มีความประสงค์จะมีบุตร แพทย์จะได้รับคำแนะนำให้ส่งตัวคนไข้รายนั้นเข้ารับการปรึกษาจาก “นักจิตวิทยาคลีนิก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร” ซึ่งแนวทางนี้ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐในสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ซึ่งปกครองรัสเซียมานานกว่า 25 ปี แสดงความกังวลอย่างมากต่อปัญหาประชากรลดลง โดยเขาระบุว่านี่คือ “เรื่องของความอยู่รอดของชาติ” และเคยเตือนในปี 2024 ว่ารัสเซียอาจเผชิญกับภาวะ “สูญพันธุ์” หากไม่สามารถยกระดับอัตราการเกิดได้

ปัจจุบัน อัตราการเกิดของรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 1.4 ต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 200 ปี และต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 2.1 ซึ่งนักประชากรศาสตร์ระบุว่าเป็นระดับที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของจำนวนประชากร

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากรัสเซียส่งชายฉกรรจ์หลายแสนคนไปประจำการในแนวหน้าของสงครามยูเครน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนประชากรวัยเจริญพันธุ์อย่างหนัก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการเกิด เช่น การคุมเข้มการทำแท้ง โดยปรับปรุงกฎระเบียบให้ทำแท้งได้ยากขึ้น รวมถึงการออกกฎหมายให้การโฆษณาหรือเผยแพร่แนวคิด “การไม่มีลูก” เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และการเชิดชูครอบครัวที่มีลูกมากให้เป็นวีรบุรุษของชาติ พร้อมมอบสวัสดิการและเงินช่วยเหลือมหาศาล

นโยบายการส่งพบนักจิตวิทยานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามครั้งล่าสุดของทางการรัสเซียในการแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัวของพลเมือง เพื่อแก้ปัญหายุทธศาสตร์ระดับชาติที่กำลังสั่นคลอนอนาคตของรัสเซีย.

ที่มา AFP

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

19 มี.ค. 2569 16:28 น.

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งประหารชีวิต 3 ผู้ต้องหาฐานฆาตกรรมเจ้าหน้าที่และก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์แก่สหรัฐฯ-อิสราเอล ในการชุมนุมช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเผย ยอดผู้เสียชีวิตเกิน 7 พัน

เว็บไซต์ข่าวของฝ่ายตุลาการอิหร่าน มีซาน ออนไลน์ (Mizan Online) เปิดเผยว่าทางการได้ประหารชีวิตผู้ต้องหา 3 ราย โดยการแขวนคอในช่วงเช้าวันนี้ (19 มี.ค.) หลังศาลตัดสินให้ทั้ง 3 มีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมตำรวจ และก่อปฏิบัติการที่เอื้อประโยชน์แก่สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ในระหว่างเหตุความไม่สงบท่ามกลางการชุมนุมประท้วงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ถูกประหารชีวิตจากการกระทำผิดในฐาน “โมฮาเรเบห์” (Moharebeh) หรือการ “ก่อสงครามต่อพระเจ้า” จากการสังหารเจ้าหน้าที่ 2 นาย ระหว่างเหตุความวุ่นวายในเดือนมกราคมหรือเดือนดี (Dey) ตามปฏิทินของประเทศอิหร่าน โดยการประหารครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องมาจากการประท้วงครั้งใหญ่

ชนวนเหตุการชุมนุมประท้วงครั้งนี้มาจากความไม่พอใจในค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ก่อนจะลุกลามจนกลายเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเกิดความรุนแรงที่สุดในช่วงวันที่ 8-9 มกราคม ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลอิหร่านยอมรับว่า เหตุความไม่สงบดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 3,000 ศพ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมกล่าวโทษว่าเหตุรุนแรงทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่ม “ผู้ก่อจลาจลที่รับคำสั่งจากต่างชาติ” และการก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับข้อมูลของสำนักข่าวสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ (Human Rights Activists News Agency หรือ HRANA) ที่ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ตรวจสอบได้จริงนั้นพุ่งสูงเกินกว่า 7,000 ศพแล้ว และส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือกลุ่มผู้ประท้วง นอกจากนั้นจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขนี้อีกหลายเท่าตัว เนื่องจากยังคงมีผู้สูญหาย และกระบวนการยุติธรรมในหลายพื้นที่ยังขาดความโปร่งใส.

ที่มา: The Economic Times

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

19 มี.ค. 2569 15:28 น.

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

ทางการอินโดนีเซียสั่งคุมตัว 4 นายทหารต้องสงสัยพัวพันเหตุลอบสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนจากกลุ่ม KontraS จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ ด้านประธานาธิบดีปราโบโวสั่งสอบสวนอย่างโปร่งใสท่ามกลางความกังวลเรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารอินโดนีเซียยืนยันการควบคุมตัวทหาร 4 นายสังกัดหน่วยข่าวกรอง หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายนายอันดรี ยูนุส เจ้าหน้าที่จาก KontraS องค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำที่ตรวจสอบคดีอุ้มหายในอินโดนีเซีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อันดรีกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังจากอัดรายการพอดแคสต์เกี่ยวกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทัพในวงการเมือง เขาถูกชายสองคนขี่รถประกบและสาดน้ำกรดเข้าใส่ ส่งผลให้ได้รับแผลไหม้รุนแรงกว่า 20% ของร่างกาย ครอบคลุมบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และดวงตา ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตา

นายอันดรีเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญที่คัดค้านการแก้ไขกฎหมายทหารฉบับใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเปิดทางให้นายทหารสามารถดำรงตำแหน่งในหน่วยงานรัฐบาลได้มากขึ้น นอกจากนี้ เขายังอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประชุมต่อต้านรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มพันธมิตรภาคประชาสังคมเปิดเผยว่า อันดรีได้รับคำขู่และถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอดในช่วงหลายวันก่อนเกิดเหตุ

นายโฟลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยมองว่าเป็นการ “พยายามปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ” ขณะที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ จัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนคดีนี้

ล่าสุด โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่าง “ตรงไปตรงมา เปิดเผย และรวดเร็ว” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประชาคมโลก

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความกังวลของนักกิจกรรมในอินโดนีเซียที่ต้องเผชิญกับการข่มขู่มาอย่างยาวนาน โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เคยมีกรณีกลุ่มรณรงค์สิทธิฯ ถูกข่มขู่ด้วยซากไก่และระเบิดขวด หลังจากวิพากษ์วิจารณ์การจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองที่กำลังถูกบีบคั้นอย่างหนักในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัย รับคอนเสิร์ต BTS ใจกลางโซล คาดคนร่วมงานกว่า 2.6 แสน

เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัย รับคอนเสิร์ต BTS ใจกลางโซล คาดคนร่วมงานกว่า 2.6 แสน

19 มี.ค. 2569 14:27 น.

เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัย รับคอนเสิร์ต BTS ใจกลางโซล คาดคนร่วมงานกว่า 2.6 แสน

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการเตือนภัยก่อการร้ายขึ้น 1 ขั้น เป็นระดับ “เฝ้าระวัง” ในพื้นที่เขตจงโนและเขตจุง ใจกลางกรุงโซล ตั้งแต่เที่ยงคืนวันพุธถึงเที่ยงคืนวันเสาร์ เพื่อเตรียมรับคอนเสิร์ตของวง BTS ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 มี.ค. นี้ ที่จัตุรัสควางฮวามุน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากถึง 260,000 คน จากทั่วโลก นับเป็นการรวมตัวขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของฝูงชนในเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2002

นายกรัฐมนตรี คิม มินซอก ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานวางมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยระบุว่าไม่สามารถละเลยความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในสถานการณ์ปัจจุบันได้ เจ้าหน้าที่จะเพิ่มการตรวจตราสถานที่สำคัญและประสานงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักงานตำรวจนครบาลโซลคาดการณ์ว่าจะมีฝูงชนหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ตั้งแต่จัตุรัสควางฮวามุนไปจนถึงประตูซุงนเยมุน สูงถึง 260,000 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2002 โดยตำรวจได้เตรียมมาตรการต่างๆ เช่น การจัดโซนควบคุมฝูงชน โดยจัดพื้นที่รองรับคนได้ 100,000 คน โดยจำกัดความหนาแน่นไม่เกิน 1 คนต่อตารางเมตร เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนั้นยังมีการติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะและตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามก่อนเข้าพื้นที่จัดงาน การระดมตำรวจปราบจลาจล 72 ชุด และทีมสืบสวน 35 ชุด พร้อมเจ้าหน้าที่รวมกว่า 8,200 นาย เฝ้าระวังสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่ามาตรการที่เข้มงวดนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเหตุไม่ให้ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมอิแทวอนเมื่อปี 2022

นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดเตรียมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 3 จุด ติดตั้งรั้วนิรภัยในพื้นที่เสี่ยง และจัดเตรียมห้องน้ำสาธารณะกว่า 2,500 ห้องไว้บริการ รวมถึงขยายบริการล่ามภาษาต่างประเทศ (รวมถึงภาษาเวียดนามและมองโกเลีย) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แฟนคลับทั่วโลก

ด้านสมาชิกวง BTS ได้ส่งข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Weverse แสดงความตื่นเต้นที่จะได้เปิดตัวอัลบั้มใหม่ชื่อ “Arirang” ต่อหน้าแฟนๆ ในสถานที่ที่มีความหมายอย่างจัตุรัสควางฮวามุน

RM ลีดเดอร์ของวง ได้ฝากถึงแฟนๆ ว่า “เนื่องจากจะมีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก ผมขอให้ทุกคนสนุกกับการแสดงอย่างปลอดภัย โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และผมเชื่อว่าความเคารพซึ่งกันและกันของแฟนๆ จะทำให้โชว์ออกมาดีที่สุด” พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณตำรวจ ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหนักเพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ “จิน” พี่ใหญ่ของวงกล่าวเสริมว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาทักทายทุกคนในสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายเช่นนี้ เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และขอให้ทุกคนในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยของตัวเองด้วยนะครับ”

ที่มา Yonhap