โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นกระแสฮือฮาบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อราชินีลูกทุ่ง “สุนารี ราชสีมา” ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

       โดยเจ้าตัวได้เขียนข้อความว่า “ใครที่กังวลเรื่องน้ำหนักสบายใจได้นะจ๊ะ เพราะอีกไม่กี่วันพวกเราก็จะไม่มีจะแ-ด-ก-กันละ”

หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม หลายคนมองว่าเป็นมุกที่เจ็บแต่จริง และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนในยุคนี้ได้ตรงจุด ขณะที่บางส่วนก็ร่วมแชร์ประสบการณ์ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาสินค้า อาหาร และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ขอบคุณที่มา Sunaree Ratchasima – สุนารี ราชสีมา

ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด

ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด

ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตา สำหรับการออกมาเปิดใจครั้งแรกของนางเอกสาว “ริชชี่ อรเณศ ดีคาบาเลส” หลังยุติความสัมพันธ์กับนักแสดงหนุ่ม “ก็อต อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์” เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวย้ำชัดไม่ขอพูดถึงสาเหตุการเลิกรา แต่ยืนยันว่าทำดีที่สุดแล้ว และอย่างน้อยก็ได้รักคนเป็น แม้บางครั้งจะเลือกผิดพลาด

เมื่อวานนี้ (4 เม.ย.) ริชชี่เผยว่า สภาพจิตใจในตอนนี้ดีขึ้นมาก และรู้สึกขอบคุณทุกกำลังใจจากครอบครัวและแฟนคลับที่คอยซัพพอร์ตมาตลอด ช่วงเวลายากลำบากที่ผ่านมานั้น เธอไม่ได้เผชิญเพียงลำพัง โดยมีครอบครัว โดยเฉพาะคุณน้าที่เป็นมิชชันนารี เดินทางมาจาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อพาไปทำกิจกรรมทางศาสนา ทำให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาหนักหนาไปได้

       “มันมีแต่ความรักจนไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปทุกข์หรือเศร้ากับตรงนั้น” ริชชี่กล่าว พร้อมยอมรับว่า แม้เคยจินตนาการว่าการเลิกราจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงกลับไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

สำหรับคำถามเรื่องความเสียดาย ริชชี่เผยว่าไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่งเธอได้รักอย่างเต็มที่ และเป็นความรักที่ตั้งใจจริง พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาเธอเป็นคนจริงจังกับความรักมาก ถึงขั้นเคยคิดอยากมีรักครั้งเดียวในชีวิต แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาด ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เติบโตขึ้น

       อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวไม่ขอพูดถึงสาเหตุการเลิกรา โดยมองว่าไม่มีประโยชน์ บางครั้งเราอาจเลือกคนผิด และมันก็พลาดได้ แม้ชีวิตด้านอื่นจะประสบความสำเร็จมาตลอด แต่เหตุการณ์นี้กลับทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น และเข้าใจชีวิตมากกว่าเดิม

       ริชชี่ขอโฟกัสกับการใช้ชีวิตและการทำงาน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความรักเป็นอันดับแรก พร้อมมองว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน หากทำดีที่สุดแล้วแต่ไม่เวิร์ก ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอง

ส่วนโอกาสกลับไปร่วมงานกับอดีตคนรัก เจ้าตัวเผยว่ายังไม่ทราบว่าจะมีโอกาสหรือไม่ แต่หากต้องร่วมงานกันจริงก็เชื่อว่าสามารถทำงานได้ตามปกติ เพราะจะแยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ริชชี่ยังกล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กำลังพุ่งสูงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ โดยระบุว่าครอบครัวได้ปรับตัวด้วยการอยู่ในบ้าน ปิดหน้าต่าง และใช้เครื่องฟอกอากาศ พร้อมแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

แม้จะมีปัญหาฝุ่น แต่ริชชี่ยืนยันว่าเชียงใหม่ยังคงเป็นเมืองที่น่าอยู่ และหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววัน เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

‘ชมพู่ อารยา’ ฉลองครบรอบ 10 ปี ร้านโปรด ในบรรยากาศสุดอบอุ่น

‘ชมพู่ อารยา’ ฉลองครบรอบ 10 ปี ร้านโปรด ในบรรยากาศสุดอบอุ่น

‘ชมพู่ อารยา’ ฉลองครบรอบ 10 ปี ร้านโปรด ในบรรยากาศสุดอบอุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Kay’s จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี อย่างอบอุ่น กับอีเวนต์สุดพิเศษ “Kay’s Breakfast Party” ที่ชวนแขกคนพิเศษมาร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขในบรรยากาศสบาย ๆ สไตล์ Breakfast Community ของคนรักอาหารเช้า พร้อมตอกย้ำเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็น Best Brunch in Bangkok

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการปรากฏตัวของซูเปอร์สตาร์สาว ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ที่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Kay’s โดยชมพู่เผยว่า Kay’s เป็นหนึ่งในร้านโปรดของเธอ ที่มักแวะมาทานอาหารเช้าและบรันช์อยู่เสมอ เพราะหลงรักทั้งเมนูที่มีเอกลักษณ์และบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง

ภายในงาน ชมพู่ยังร่วมสร้างโมเมนต์สุดน่ารัก ด้วยการเขียนการ์ดอวยพรให้กับ Kay’s โดยเขียนคำว่า “Congrats” พร้อมวาดรูป ขนมปัง ประกอบในข้อความอวยพรอย่างเป็นกันเอง สะท้อนความผูกพันและความประทับใจที่มีต่อร้านแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังร่วมสนุกกับกิจกรรมไฮไลต์ของงานอย่าง “French Toast Painting Workshop” เวิร์กช็อปสุดสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้แขกได้เพ้นท์และตกแต่ง Signature French Toast ของ Kay’s ด้วยครีมชีสหลากสี โดยชมพู่ได้ร่วมลงมือเพ้นท์ French Toast อย่างสนุกสนาน ท่ามกลางบรรยากาศ Breakfast Party ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

Celebrity Gossip : 5 เมษายน 2569

Celebrity Gossip : 5 เมษายน 2569

Celebrity Gossip : 5 เมษายน 2569

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

– แองเจลินา โจลี เดินทางไปเยี่ยมชมโรงละคร Golden Temple และโรงภาพยนตร์ Battambang ในเมืองบัตตัมบัง ระหว่างการเยือนกัมพูชาในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของสื่อ The Phnom Penh Post โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดบัตตัมบอง เจ้าหน้าที่จากกรมวัฒนธรรมและศิลปะ รวมถึงเจ้าหน้าที่เทศบาลให้การต้อนรับและนำชมสถานที่ การเดินทางมาครั้งนี้ของโจลีเป็นไปตามคำเชิญของ Phare Ponleu Selpak หน่วยงานไม่แสวงกำไรในพื้นที่ ซึ่งกำลังมองหาการสนับสนุนสำหรับการบูรณะและปรับปรุงโรงละครเก่าแก่ทั้งสองแห่ง เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัด โดยโรงละครและโรงภาพยนตร์แห่งนี้ สร้างขึ้นในทศวรรษ 1960 เป็นสัญลักษณ์ของยุคทองของวงการภาพยนตร์กัมพูชา แต่ปัจจุบันเสื่อมโทรมลงอย่างมาก

– เกิดดรามาหลังมีการเผยตัวอย่างซีรีส์ Harry Potter ของ HBO ก่อนฉายจริงช่วงคริสต์มาส 2566 เมื่อ พาพา เอสซิอิดู นักแสดงผิวดำชาวอังกฤษ ถูกเลือกให้รับบท ศาสตราจารย์ เซเวรัส สเนป สร้างความแตกแยกในหมู่แฟน ๆ อย่างมาก เนื่องจากตัวละครสเนปตามต้นฉบับของ เจ.เค. โรว์ลิง ถูกบรรยายว่าเป็นชายผิวขาว ผอม และมีผมมัน ๆ การที่ตัวละครถูกเปลี่ยนเชื้อชาติจึงทำให้แฟน ๆ บางส่วนมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องโดยไม่สอดคล้องกับต้นฉบับ เป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาดและไม่ซื่อสัตย์ต่อเนื้อหาต้นฉบับ อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างซีรีส์ยังได้รับคำชมจากแฟน ๆ หลายคนที่เห็นภาพสวยและอารมณ์เข้มข้น

– ร็อบ ชไนเดอร์ นักแสดงและดาวตลกชาวอเมริกัน แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย เสนอว่าสหรัฐฯ ควรนำระบบเกณฑ์ทหารกลับมาใช้อีกครั้ง โดยให้เยาวชนอเมริกันทุกคนเมื่ออายุครบ 18 ปี ต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี หรือสามารถเลือกทำงานอาสาสมัครทั้งในและต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการรับใช้ชาติได้ ชไนเดอร์ยังระบุว่า การเป็นพลเมืองอเมริกันมาพร้อมกับเสรีภาพและโอกาสที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งเป็นที่อิจฉาของทั่วโลก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาโดยไม่มีต้นทุน พร้อมชี้ว่าการให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมกันรับใช้ชาติ ไม่ว่าจะต่างเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อ จะช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวทั้งต่อประเทศและต่อกันเอง สหรัฐฯ ยุติระบบเกณฑ์ทหารตั้งแต่ปี 1973 อย่างไรก็ตาม หลายประเทศทั่วโลกยังคงมีการบังคับรับราชการทหาร อาทิ เดนมาร์ก และเกาหลีใต้

– ภาพของ คริส เจนเนอร์ กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียของจีนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยถูกนำมาใช้เป็น “สัญลักษณ์แห่งความโชคดี” และได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่บนแพลตฟอร์มอย่าง Xiaohongshu, Weibo และ Douyin ผู้ใช้พากันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์และภาพพื้นหลังเป็นรูปของเธอเพื่อดึงดูดความสำเร็จและความมั่งคั่ง ผู้ใช้มีการตัดต่อภาพเธอให้สวมชุดในอาชีพต่างๆ เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในสายงานนั้นๆ หรือขอให้สอบผ่าน  แฮชแท็กเกี่ยวกับคริส เจนเนอร์ มียอดเข้าชมมากกว่า 52.9 ล้านครั้ง และมีโพสต์ที่เกี่ยวข้องเกือบ 100,000 โพสต์ บนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu เหตุผลก็เพราะชาวเน็ตจีนให้การยอมรับ คริส เจนเนอร์ ในฐานะนักธุรกิจหญิงที่ทำงานหนักและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอาณาจักร คาร์ดาเชียน-เจนเนอร์ จนได้รับฉายาว่า “ไท่โฮ่ว” (Tai Hou) หรือ “Queen Mother” ซึ่งสื่อถึงความทรงอำนาจ ความทะเยอทะยาน และความสามารถในการจัดการด้านการเงิน

– เทย์เลอร์ สวิฟต์ สร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนเพลงด้วยการปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลง Elizabeth Taylor ซิงเกิลที่ 3 จากอัลบั้มล่าสุด The Life of a Showgirl เพื่อยกย่องนักแสดงระดับตำนานผู้ล่วงลับ มิวสิกวิดีโอนี้ไม่มีภาพของนักร้องดังปรากฏอยู่เลย แต่เป็นการรวบรวมฟุตเทจจากภาพยนตร์คลาสสิก เช่น Cleopatra, Cat on a Hot Tin Roof, Who’s Afraid of Virginia Woolf?, A Place in the Sun และภาพจากเหตุการณ์จริงในชีวิตของ เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ มาตัดต่อรวมกัน สวิฟต์ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากทายาทของอดีตนักแสดงดัง และมีรายงานว่าเธอจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ฟุตเทจสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ เนื้อเพลงกล่าวถึงประเด็นเรื่องชื่อเสียง ความรัก และการถูกจับตามองจากสาธารณะ ซึ่งสวิฟต์มองว่า ชีวิตของเธอมีความคล้ายคลึงกับเทย์เลอร์ ในฐานะบุคคลที่เป็นที่รักแต่ก็นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์

มิว นิษฐา รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ เซนต์ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย มาริน-มาคิน มาเติมเต็ม

มิว นิษฐา รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ เซนต์ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย มาริน-มาคิน มาเติมเต็ม

มิว นิษฐา รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ เซนต์ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย มาริน-มาคิน มาเติมเต็ม

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.59 น.

“มิว นิษฐา” รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ “เซนต์“ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย “มาริน-มาคิน” มาเติมเต็ม พร้อมยิ้มทุกครั้งที่มองหน้าลูก

เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่น่าอิจฉา สำหรับ ชีวิตของ “มิว นิษฐา” ที่ล่าสุดได้ไปออกรายการคุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 เพราะไม่ว่าชีวิตคู่กับสามีที่ชื่อว่า “เซนต์ ธราภุช คูหาเปรมกิจ” ตลอดหกปีที่เป็นคู่ชีวิตกันมา ความหวานไม่เคยตก มีแต่กราฟพุ่งขึ้นตลอด ยิ่งได้สองจิ๋ว “มาริน-มาคิน” มาเติมเต็ม ชนิดที่ว่าเราไปคนดูทางบ้านยังยิ้มตาม รวมไปถึงความสำเร็จล่าสุดของเจ้าตัว กับผลงานเรื่อง “เส้นตายสายลวง“ ที่ตอนนี้ติดทั้งอันดับหนึ่งในประเทศไทย และอันดับหนึ่งระดับโลก บอกเลยเป็นชีวิตที่น่าอิจฉามาก

อัปเดตพัฒนาการของ 2 จิ๋ว ”มาริน-มาคิน“?

“อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วเราท้องกันคนละรอบนะ แม้คนจะบอกว่าสองจิ๋วเหมือนฝาแฝดกัน พอขนาดเวลาเค้าเล่นด้วยกัน เรานั่งมอง เรายังรู้สึกเลยว่าเค้าเหมือนกัน อย่างมารินในวัยสี่ขวบ เค้าโตเร็ว อย่างล่าสุดก็ปั่นจักรยานสองล้อได้แล้ว เพราะเค้าไปขอคุณครู เค้าเห็นรุ่นพี่ปั่น สรุปปั่นได้เฉย เค้าเริ่มเป็นตัวของตัวเอง มีความคิด ชอบแล้วก็ไม่ชอบ ซึ่งชุดที่เค้าชอบก็จะเป็นเดรส แล้วเค้าชอบไปดูคอนเสิร์ตมาก ซึ่งคอนเสิร์ตแรกที่เข้าไปดูก็คือคอนเสิร์ตของพี่ตูน บอดี้แสลม ตอนนั้นเค้าอายุแค่สามขวบ เค้าไปถึงครั้งแรกเค้าก็ดูตกใจเพราะว่าเสียงมันดัง ไปไปมามาสนุก เต้นใหญ่เลย แล้วอย่างตอนนี้ก็จะชอบพี่ Billkin เป็นพิเศษ”



เราเคยคิดไหมว่าอยากให้ลูกเราเข้าวงการ?

“ไม่ได้คิดเลย เพราะอย่างร้องเพลง หรืออย่างที่เค้าชอบเต้น เราก็มองว่ามันเป็นงานอดิเรกของเค้ามากกว่า มองว่าเป็นความสามารถพิเศษ ซึ่งถามว่าอยากให้เข้าวงการไหม สำหรับมิว มิวเฉยๆ นะคะ ไม่ได้มองว่าอยากให้ลูกตามรอยแม่ หรืออะไร เค้าอาจจะเป็นอะไรอื่นๆก็แล้วแต่น้องเค้าเลย”

แต่ได้ข่าวว่าเค้าเป็นสายลุยมาก ?

“ลุยมาก ลุยกว่าแม่อีก อย่างล่าสุดไปฉีดยา เค้าไม่ร้องทั้งคู่เลย และปกติเด็กต้องฉีดตรงก้นใช่ไหม มารินบอกว่าขอฉีดตรงแขน ซึ่งเขาใจเด็ดมาก ส่วนมาคินก็ไม่ร้องเลย เป็นเด็กที่ไม่ค่อยร้อง อย่างสัตว์เลื้อยคลาน เค้าก็ไม่ค่อยกลัว หรือไปสวนสัตว์เค้าก็จะมีให้จับงู ที่ไม่ได้มีพิษอะไร อย่างเราก็ไม่ชอบจิ้งจก แต่เขาก็จับได้ แต่ที่เขาไม่กล้าจับก็คือตุ๊กแก ส่วนเรื่องความกวนก็น่าจะได้มาจากคุณพ่อ มารินจะมีความกวน ความแสบ อาทิเช่นจะเดินอยู่มาจิ้มก้นแม่ (หัวเราะ) มาแหย่เรา“

เห็นว่าคนเล็กก็ขนาดสองขวบ ก็มีความคิดเป็นของตัวเอง?

”มาคิน ชอบรถ จำยี่ห้อรถได้ เราก็งงมาก จำโลโก้รถได้ ซึ่งเขาก็ก๊อปปี้พี่เค้าเลย เวลาพี่เค้าทำอะไร เค้าก็จะทำเลียนแบบ เค้าติดพี่สาวมาก พี่สาวกลับมาจากโรงเรียน ก็รีบวิ่งไปกอด หรือบางทีเราต้องไปส่งลูกคนโต เค้าก็อยากไปด้วย เราก็ต้องหิ้วเค้าไปด้วย ซึ่งมาคินก็น่าจะให้เข้าตอนอายุสามขวบ อีกอย่างแม่ก็ติดลูก เพราะว่าถ้าไปด้วยกันสองคน เดี๋ยวบ้านเงียบ“

บ้านนี้เลี้ยงลูกแบบไหน?

”บ้านเราสอนเขาทั้งสองคน พยายามให้เขาทั้งสองคนช่วยเหลือตัวเอง เราก็จะสอนให้เขาคั้นน้ำส้ม หรือสอนทำขนม หรือบางทีก็สอนล้างจาน เราก็ให้ดาว เป็นคะแนนความดี นานๆ ก็ทำบ้าง ซึ่งถามว่าเร็วไหมในการที่สอนเขา ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่เขาทำได้ในวัยที่เขาสามารถทำได้ ให้เขาได้ช่วยเหลือตัวเอง หรือให้เค้าอาบน้ำเอง ซึ่งเราก็นั่งเฝ้า นั่งดู หรือบางทีเราก็ให้พี่สาว อาบให้น้องชายด้วย เค้าก็ทำเป็น“



พอสองคนได้ไปโรงเรียนแล้ว เรามีแพลนคนที่ 3 เลยไหม?

”คิดว่าไม่แล้ว เพราะว่าเราวางไว้สองคนตั้งแต่แรกแล้ว แต่อีก 10% อาจจะมีคนที่สาม ถ้าสองคนนี้เค้าโตไปประมาณนึงแล้ว และที่เหลือไว้ 10% เพราะว่าเราเอ็นจอยกับการมีลูกๆ มีเด็กๆ ในบ้าน แต่ตอนนี้สองคนกำลังดี ซ้ายจูงคนนึง ขวาจูงคนนึง“

อย่างระหว่าง เต้ย กับ มิ้นท์ ใครจะมีข่าวดีก่อน?

”อย่างพี่เต้ยไม่ค่อยได้เจอ เพราะว่าเค้าอยู่ต่างประเทศเยอะ เค้ากำลังอินเลิฟ เค้ากำลังแฮปปี้ เพราะคนที่นัดยากที่ 1 คือพี่แมท ถัดมาก็พี่เต้ย แต่เราก็ไม่รู้ว่าระหว่างพี่เต้ย กับมิ้นท์ใครจะมีข่าวดีก่อนกัน แต่เราก็อยากให้ทั้งคู่มีข่าวดีทั้งคู่ เพราะพี่เต้ยเค้าก็คลั่งรักมาก“

ขอถามเรื่องชีวิตคู่หน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง?

”แต่งงานกันมา 6 ปีแล้ว ซึ่งถ้าถามว่าเราเติมความหวานกันยังไงบ้าง ก็ไปทริปด้วยกัน ไปกันสองคน ฝากลูกไว้กับคุณยาย ซึ่งถามว่าคุณเซนต์ เค้าเป็นคนแบบไหน เค้าเป็นคนมีหลายมุม เวลาทำงานก็คือทำงาน ถ้าอยู่บ้านก็จะมีความเล่นๆ กวนๆ บ้าง ถามว่าเค้าเป็นคนตลกไหม แต่ที่เรามอง เค้าเล่น มันก็ตลก ถ้าเค้าอยู่ในมุมกับครอบครัว เขาจะมีมุมเล่นๆ“

ชีวิตก่อนแต่งหลังแต่งแตกต่างกันไหม?

”ก็แอบรู้สึกว่า หลังแต่งทุกอย่างมันดีขึ้น และตั้งแต่มีสองจิ๋ว ชีวิตยิ่งกลมเข้าไปอีก ก่อนที่จะมีสองจิ๋ว มันก็เป็นชีวิตคู่ที่สวีทๆ มันก็เป็นความสุขอีกแบบ แต่พอมีลูกเข้ามา มันเหมือนว่ายิ้มในใจตลอดเวลา มันมีความสุข มองเค้าสองคน เราก็นั่งยิ้มตลอดเวลา แทบจะไม่ทะเลาะกันเลย แต่ถามว่ามันเหนื่อยไหมกับการมีลูก มันก็เหนื่อยขึ้นเยอะ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่าทุกนาที ซึ่งเราสองคนก็มีช่องว่างให้กันและกัน เข้าใจ คุยกันเยอะๆ การสื่อสารกันเยอะเยอะมันก็จะทำให้ชีวิตคู่ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย“



การรับงานแสดงต้องถามสามีสามีก่อนไหม?

”ถ้าพูดถึงงานแสดงเราก็ตัดสินใจเอง เราก็จะบอกเขาว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรติดต่อมาบ้าง ก็จะถามความเห็นเขา คิดว่าเป็นไง แต่เค้าก็ให้สิทธิ์เราในการตัดสินใจเอง เค้าให้อิสระเรามาก เพราะอย่างเรื่องล่าสุด เส้นตายสายลวง ที่ตอนนี้ขึ้นอันดับหนึ่งของ Netflix ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งมิวดีใจมากเพราะว่าขึ้นอันดับหนึ่งในไทยภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง เราก็ตกใจเหมือนกัน แล้วเราก็ดีใจที่หนังไทยเราติดอันดับหนึ่งระดับโลก เพราะเราหายจากการแสดงไป 3 ปี และเรื่องนี้ที่รู้สึกว่ายากสุดก็คือช่วงเวิร์คช็อป มันเป็นช่วงที่เราต้องเคาะ จูนเข้าหาตัวละคร แล้วที่เรากลับมารับงานแสดง ก็เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสแกมเมอร์ เพราะไม่ว่าชนชาติใดเราก็สามารถโดนหลอกได้ ซึ่งทีมได้ทำการบ้านหนักมาก เค้าไปลงพื้นที่จริงมา เค้ามีข้อมูลเชิงลึกมาก ได้คุยกับพี่เขาครั้งแรก เรายังโมโหเลยมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นในข่าว เป็นข้อมูลเชิงลึก ซึ่งเราก็เข้าใจว่าหลายคนลุ้นอยากให้มีภาคสอง มิวก็ลุ้นเหมือนกัน“

อย่างตอนนี้เครื่องมันติดแล้ว เราจะรับเงินแสดงอีกไหม?

”ถ้าของมิวนะ มิวรับอีกแน่นอน ถ้าบทไหนมันน่าสนใจเราก็จะรับ“

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

 

โซเชียลลุกเป็นไฟ ลิซ่า ลลิษา – เดียร์น่า ล่องเรือสุดหรู แท็กทีมแซ่บดีกรีความฮอตพุ่งปรี๊ด

โซเชียลลุกเป็นไฟ ลิซ่า ลลิษา - เดียร์น่า ล่องเรือสุดหรู แท็กทีมแซ่บดีกรีความฮอตพุ่งปรี๊ด

โซเชียลลุกเป็นไฟ ลิซ่า ลลิษา – เดียร์น่า ล่องเรือสุดหรู แท็กทีมแซ่บดีกรีความฮอตพุ่งปรี๊ด

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.02 น.

4 เมษายน 2569 ทำเอาทะเลลุกเป็นไฟเมื่อ 2 สาวสุดสวยเพื่อนซี้อย่าง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล และ นางเอกสาว เดียร์น่า ฟลีโป แท็กทีมเที่ยวทะเลกับแก๊งเพื่อนๆ งานนี้สาวเดียร์น่า ได้เผยภาพบรรยากาศล่องเรือกลางทะเล พร้อมเสิร์ฟช็อตเด็ดผ่านทางไอจีส่วนตัว “@dianaflipo” พร้อมแคปชั่น “nauti” เรียกได้ว่าต้องสะดุดให้กับความสวยและเซ็กซี่ของทั้ง 2 สาวแน่นอน 

โดยหลังจากที่สาวเดียร์น่า ได้ออกมาโพสต์ภาพนี้ออกไปนั้นเหล่าแฟนๆ ก็เข้ามาคอมเมนต์ชมความสวยของทั้ง 2 สาวกันเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่ายอดไลก์รัวๆ กันเลยทีเดียว

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

เยี่ยมค่ายบางกุ้งพบ‘ลุง’ทั้งสอง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสียงร้อง “อุ๊ย” ดังขึ้น เมื่อมีการชี้ชวนให้ดูรูปปั้น “ทหารหาญ” และ “นักรบ” ผู้ปกป้องชาติไทย ณ ค่ายบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม“ลุงตู่กับลุงป้อมนี่”

ใช่แล้ว, หากท่านไปเยือนค่ายบางกุ้ง หรือ “วัดบางกุ้ง” ในปัจจุบัน จะพบว่ามีการจำลองสภาพบางส่วนของ “ค่ายบางกุ้ง” สมรภูมิรบที่สำคัญในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงธนบุรี  โดยมีชายชาติทหารซ้อมมวย ฝึกฝนการต่อสู้ เพื่อร่วมต้านทานข้าศึกอยู่ในสถานที่แห่งนี้

“ค่ายบางกุ้ง” เป็นค่ายเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากถูกพม่าตีแตกในคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ก็ถูกทิ้งเป็นค่ายร้าง จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีใหม่  แล้วทรงมีพระบรมราชโองการให้ลูกเรือสำเภาจีนที่สละเรือมาสวามิภักดิ์ไปเฝ้าไว้  โดยตั้งให้เป็นหน่วยทหาร “ภักดีอาสา” มี “ไต้ก๋งเจียม” ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น “ออกหลวงเสนาสมุทร” เป็นผู้บังคับบัญชา

ออกหลวงเสนาสมุทรได้ปรับปรุงค่ายบางกุ้งขึ้นใหม่ตามตำราพิชัยสงครามฉบับ “ง่อกี้” โดยก่ออิฐเป็นเชิงเทินหอรบไปตามลำน้ำแม่กลอง ล้อมเอา “วัดบางกุ้งน้อย” ซึ่งสร้างขึ้นมาตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้กลางค่าย เพื่อเป็นที่สักการะและขวัญกำลังใจของทหาร ขุดคูป้องกันค่าย ซึ่งปัจจุบันก็คือ “คลองบ้านค่าย” และขุดคลองอีกคลองแยกจากแม่น้ำแม่กลองมาเพื่อใช้น้ำ ปัจจุบันคือ “คลองบางกุ้ง” เรียกค่ายนี้กันว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”

พระอธิการบุญผึ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ซึ่งเกิดที่บางกุ้ง ได้เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ.2521 ขณะที่ท่านมีอายุ 81 ปีว่า ปู่ย่าตายายเล่ากันมาว่า มีเศรษฐีคนหนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางกุ้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีข้าทาสบริวารมากมาย แต่จนเข้าวัยกลางคนแล้ว ก็ยังไม่มีบุตรสืบสกุล  ฝ่ายภรรยามีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา ปรารถนาจะฝากทรัพย์ไว้กับพระศาสนาเพื่อจะได้ติดตัวไปใช้ในชาติหน้า จึงได้สร้างวัดขึ้นที่บางกุ้ง ใกล้บ้านของตน เป็นวัดที่ใหญ่มากในสมัยนั้น

ต่อมาท่านเศรษฐีได้น้องสาวภรรยาเป็นภรรยาอีกคน หวังจะได้บุตรธิดาสืบมรดก แต่อยู่กินกันมาหลายปีก็ไม่มีบุตร ภรรยาคนใหม่ก็หวังจะฝากทรัพย์สมบัติไว้กับพระศาสนาเช่นกัน จึงสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งติดกับวัดบางกุ้งเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า จึงให้ชื่อว่า “วัดบางกุ้งน้อย”

ปลายปี พ.ศ.2310 พระเจ้าอังวะได้รับรายงานจากเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เวียงจันทน์ ซึ่งฝักใฝ่พม่า ว่า  พระยาตากได้ตั้งตัวเป็นใหญ่จะฟื้นฟูกรุงศรีอยุธยาที่พม่าเผาราบไปแล้วขึ้นมาอีก พระเจ้าอังวะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาที่ถูกทำลายจนย่อยยับ ผู้คนก็ถูกกวาดต้อนมาจนเหลือน้อย จะมีใครก่อการใหญ่ได้อีก ประกอบกับกำลังกังวลการทำสงครามกับจีน จึงสั่งให้ “พระยาทวาย” ยกกองทัพเข้ามาดู ถ้าพบใครกำเริบตั้งตัวเป็นใหญ่ก็ให้ปราบเสีย

เจ้าเมืองทวายยกกำลังพล 3,000 คน เข้ามาทางด่านไทรโยคในฤดูแล้งปลายปี พ.ศ.2310 เห็นว่ากาญจนบุรีและราชบุรียังเป็นเมืองร้าง เรือรบของพม่าที่จอดทิ้งไว้ที่ไทรโยค รวมทั้งค่ายริมฝั่งแม่น้ำที่ราชบุรีก็ยังไม่มีใครทำลาย เดินทัพอย่างสบาย จนมาเจอ “ค่ายบางกุ้ง” จึงล้อมไว้

ในพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวว่า

“พระเจ้าตากสินทรงทราบข่าวข้าศึกด้วยความยินดียิ่ง ได้โปรดให้ พระมหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ 20 ลำ แล้วพระองค์ก็ทรงเรือพระที่นั่งสุพรรณพิชัยนาวา เรือยาว 18 วา ปากเรือกว้าง 3 ศอกเศษ พลกรรเชียง 28 คน พร้อมด้วยศาสตราวุธมายังค่ายบางกุ้ง โดยลัดเลาะมาทางคลองบางบอน ผ่านคลองสุนัขหอน และมาออกแม่น้ำแม่กลอง พระมหามนตรีคาดการณ์ว่าค่ายบางกุ้งล่อแหลมกำลังจะแตกอยู่แล้วจึงรีบเดินทัพ พอไปถึงก็เข้าโจมตีทัพพม่าที่กำลังล้อมค่ายไทย-จีนที่บางกุ้งโดยฉับพลัน”

ขณะเรียกประชุมนายทัพนายกองเพื่อปลุกใจก่อนเข้าโจมตีนั้น ทรงเน้นว่า

“ถ้าช้าไปอีกวันเดียวค่ายบางกุ้งจะแตก แล้วขวัญทหารไทยจะไม่มีวันฟื้นคืนดีได้ การรบทุกครั้งการแพ้ชนะอยู่ที่ขวัญกำลังใจ ถ้าไทยแพ้อีกในครั้งนี้ พม่าจะฮึกเหิม พวกไทยจะครั่นคร้ามและกู้ชาติไม่สำเร็จ การรักษาค่ายบางกุ้งไว้ให้ได้ในครั้งนี้ ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายได้ช่วยขวัญกำลังใจของไทยในการรบครั้งต่อไป”

การรบครั้งนี้ถึงขั้นตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น พระมหามนตรีซึ่งต่อมาก็คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 ได้ใช้ดาบสิงห์สุวรรณาวุธ ด้ามและฝักกนกหัวสิงห์ไล่ฆ่าฟันข้าศึก

ฝ่ายทหารจีนในค่าย เมื่อทราบว่าพระเจ้าตากสินนำทัพมาช่วยด้วยพระองค์เอง ก็มีกำลังใจ เปิดประตูค่ายจุดประทัด ตีม้าฬ่อ ตะลุยออกมา ทำให้พม่าถูกตีขนาบ อีกทั้งเป็นคืนเดือนมืด ไม่รู้ว่ากองทัพไทยยกกันมามากแค่ไหน เสียงโห่ร้องอื้ออึงและประทัดม้าฬ่อทำให้ทหารพม่าเสียขวัญ ทหารไทยยิ่งได้ใจไล่ฆ่าฟันทหารพม่าตายเกลื่อน เจ้าเมืองทวายเห็นว่าจะรับไม่ไหวแน่ จึงถอยทัพออกไปทางด่านเจ้าเขว้า ด้านแม่น้ำภาชี เมืองราชบุรี

ขณะที่ พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ กล่าวว่า

“ลุศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก (พ.ศ.2311) โปมัง พะม่านายทัพ คุมพลทหารพะม่าทัพบกทัพเรือประมาณ 2,000 เศษ ยกเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตีล่วงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งเข้าไว้ใกล้จะเสียอยู่แล้ว ครั้นทรงทราบในทันใดนั้นมีพระราชหฤทัยประดุจได้พระลาภอันอุดมกว่าลาภทั้งปวง จึงให้เตรียมพลโยธาทหารเรือประมาณ 20 ลำเศษ แล้วทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณมหาพิชัยนาวา สรรด้วยเครื่องศาสตราวุธ ครั้นได้ศุภมงคลนิทานสกุณฤกษ์ พระทัยพร้อมพหิพยันดรราชฤทธิ์ ก็ยกพลนิกายโดยชลมารคด้วยอาการอันรวดเร็วดุจพระยาชวันราชหงส์อันนำหน้าสุวรรณหงส์ทั้งหลายทั้งปวงไปในราตรีนั้น ฝ่ายทัพเรือพะม่ายกลงมาตรัสเห็นแล้วก็รีบเรือรับ เรือพระที่นั่งกับทั้งเรือทหารทั้งปวงไล่ตะลุมบอน ยิงปืนจ่ารงค์มณฑลนกสับคาบศิลา ถูกพะม่าล้มตายพ่ายขึ้นไปเถิงทัพใหญ่จึงให้ยิงปืนตับใหญ่ พะม่าแตกตื่นล้มตายด้วยฝีมือทหารไทยฟันแทงในน้ำเป็นอันมาก บ้างหนีขึ้นบกเล็ดลอดซ่อนเร้นสะดุ้งใจ ที่หนีไปแว่นแคว้นแดนอังวะได้นั้นน้อยนัก ทหารไทยเก็บได้เครื่องศาสตราวุธเรือรบไล่ครั้งนั้นได้เป็นอันมาก พระเกียรติยศก็ฤาชาปรากฏดุจพระยาไกรสีหราชอันเป็นที่กลัวแห่งหมู่สัตว์จตุบาททั้งปวง” (หมายเหตุ :สะกดตามเอกสารเดิม)

ชัยชนะที่ค่ายบางกุ้งนี้ มีผลอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของกองทัพไทย หากพ่ายแพ้ครั้งนี้การกู้ชาติของพระเจ้าตากสินจะต้องมีปัญหา เพราะขวัญกำลังใจถูกทำลายลงอีก ทั้งเมืองสมุทรสงครามที่อุดมสมบูรณ์และยังไม่เคยถูกพม่ารุกรานเหมือนกรุงศรีอยุธยา ก็คงถูกปล้นสะดมไม่เหลือความมั่งคั่งด้วยศิลปวัฒนธรรมมาถึงทุกวันนี้แน่

ครั้นเผด็จศึกสำเร็จแล้ว พระเจ้าตากสินทรงพาทหารเข้าพักที่ค่ายบางกุ้ง ทรงประชุมเหล่าทหารหาญทั้งไทย-จีนให้มีความสามัคคีปรองดองเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความรักกันฉันญาติมิตร ตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท ตรัสว่า

“เนื้อต่อเนื้อไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา”

มีความหมายว่า คนที่เป็นญาติพี่น้องกัน ถ้ามิได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ แต่คนที่มิใช่ญาติหากได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็เหมือนเป็นญาติสนิท

สงครามที่ค่ายบางกุ้งนี้ นอกจากจะทำให้ขวัญกำลังใจของคนไทยที่สูญสิ้นไปกลับคืนมาแล้ว ยังทำให้ชุมนุมต่างๆที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ยามแผ่นดินว่างกษัตริย์ ได้หันมายอมรับกองกำลังกู้ชาติของพระเจ้าตากสิน รวมกันกลับมาสู่ความเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในปี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพไปรบพม่าที่ค่ายบางแก้ว เมืองราชบุรี เสด็จไปตามลำน้ำแม่กลอง ครั้นเสด็จผ่านค่ายบางกุ้งได้หยุดทัพพักเสวยพระกระยาหารกลางวันที่วัดกลางค่ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2317 ก่อนเสด็จต่อไปราชบุรีเมื่อบ่ายโมงเศษ

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ค่ายบางกุ้งหมดความสำคัญลง ตัวค่ายและโบสถ์วัดบางกุ้งน้อยที่อยู่กลางค่ายถูกทิ้งร้างเกือบ 200 ปี ทำให้ธรรมชาติมีเวลาสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นกับโบสถ์ คือพันธุ์ไม้ 4 ชนิด มี โพธิ์ ไทร ไกร กร่าง ได้อาศัยขึ้นบนหลังคา และแผ่รากกระจายไปตามฝาผนังเลื้อยลงถึงดิน ผนังโบสถ์ทั้ง ๔ ด้านจึงมีรากไม้ทั้ง 4 ชนิดนี้เกาะรัดเหมือนตาข่าย ส่วนกิ่งใบก็ปกคลุมหลังคาจนร่มครึ้ม ตัวหลังคาก็ผุพังไปเหลือแต่โครงไม้บางส่วน จนกลายเป็น “โบสถ์อันซีน” ในกิจกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบันอีกด้วย

ในปี พ.ศ.2510 นายอภัย จันทวิมล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เลือกค่ายบางกุ้งเป็นที่ตั้งค่ายลูกเสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยตั้งศาลเพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2511 ต่อมาค่ายลูกเสือนี้ได้ยุบเลิกไป ทางวัดบางกุ้งใหญ่จึงได้รวมอาณาเขตวัดบางกุ้งน้อยไว้เป็นอารามเดียวกัน และพัฒนาค่ายบางกุ้งให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้าง “พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน” ขึ้น

ส่วนโบสถ์กลางค่ายซึ่งได้ชื่อว่า “โบสถ์ปรกโพธิ์” เป็นโบสถ์ก่ออิฐถือปูนกว้าง 8 เมตร ยาว 23 เมตร มีหน้าต่างด้านข้างด้านละ 3 บาน มีประตูทางเข้าออกทางด้านหน้าประตูเดียว ส่วนภาพเขียนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาบนฝาผนัง ได้ถูกน้ำฝนที่รั่วเข้ามาจนภาพเลือนหายไปหมด จึงได้เทฝ้าเพดานเป็นคอนกรีตกันฝน เพราะไม่อาจซ่อมหลังคาได้ ต้องปล่อยให้อยู่ในสภาพผุพังเช่นเดิม

 ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 2 เมตร นามว่า “หลวงพ่อนิลมณี” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อดำ” ประดิษฐานอยู่

นอกเหนือจากการมาชม “โบสถ์โพธิ์ปรก” ที่เป็นอันซีนเมืองสมุทรสงคราม กราบขอพรหลวงพ่อนิลมณี และขอโชคลาภจาก “ศาลนางไม้เจ้าจอม” กราบถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้ว  อย่าลืมตามหา รูปปั้นเลียนแบบใบหน้า “ลุงตู่” พลอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับลุงป้อม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ให้พบด้วย  จะได้ถือว่า มาถึง “ค่ายบางกุ้ง” อย่างสมบูรณ์แบบ

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง 'โกฮัง..หัวใจโกโฮม' 10/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ 10/10

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังน้องหมาแบบไทยที่ทำให้คูมีความสุข สนุก รู้สึก ฮีลใจ ดีต่อใจ บรรดาทาสหมาหัวใจ ละลายอย่างแน่นอน 1เจ้าหมา3เจ้านายกับความหมายของคำว่าบ้าน การเดินทางเพื่อตามหา ‘บ้าน’ ที่เจ้าหมาจรฝันอยากจะมี ผ่านสามเจ้าของ ในสามช่วงวัย ที่จะอยู่ในใจมันตลอดกาล

หน้าหนังของ โกฮัง..หัวใจโกโฮม ชวนให้นึกถึง หนังเรียกน้ำตา หนังเศร้า เหมือนที่ หนังหมาๆ หลาย เรื่องเรื่อง แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวหนัง โกฮัง..หัวใจโกโฮม กลับไม่ใช่อย่างที่คิด
โกฮัง..เรียกน้ำตา ได้จริง แต่ เป็นน้ำตา ในหลายๆ รูปแบบ ความสุข ความเศร้า ที่ มาจาก การอินไปกับ น้องหมากับ เจ้าของ ไม่ได้มาจากการ ขยี้ ..อะไรมากมาย มาจากข้างในล้วนๆ อารมณ์ได้ น้ำตา..มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตลอดเรื่องโกฮัง..หัวใจโกโฮม พาไปดู หมาจรโกฮัง ใน 3ช่วงวัย สามช่วงเวลา เหมือนดู หนังสั้น3 เรื่อง 3แนว 3อารมณ์ 3ผู้กำกับ ตัวละครหลักไม่ซ้ำกัน

สามหมาสามวัยที่มารับบทเป็น ‘โกฮัง’น่ารัก เล่นดี ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น เจ้าโคริ รับบท โกฮัง ,เจ้ามีโชค รับบท บราวนี่ (โกฮังวัยหนุ่ม) ,เจ้าหิมะ รับบท หิมะ (โกฮังวัยชรา)
ยาซูชิ คิตะจิมะ ดูอบอุ่น ดูแล้วมีความสุข ท่าทางใจดี ดึงให้ขำ/รอยยิ้ม ชวนให้เหงา ไปกับ ภาพคนไกลบ้านเหงา มีแค่ หมาน้อย ตัวเดียว เป็นเพื่อน

พิ้งกี้-ปู มามี ตา นางเอกสาวเมียนม่าในบท ‘น้ำชา’ รักเธอเลย เล่นเก่ง เล่นเป็นธรรมดา สวยน่ารักในแบบ สาวแกร่ง ไกลบ้าน ดูบู๊ลุยๆ สีหน้าแววตา ถ่ายทอด ความในใจ ของตัว น้ำชา ออกมาได้เป็นอย่างดี ดูแล้ว สงสารเอาใจช่วย กับ การเป็นคน จากบ้าน มาเป็นแรงงานเถื่อน เพลินไปกับ การผจญภัย ไปกับ เจ้าบราวนี่-โกฮังฉากร่ำลา หมาน้อย ทาแป้งทานาคา ให้ เพื่อนรักหมาน้อย งดงามดีงาม เล่นเอาน้ำตาซึม

เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน มาแบบน่ารักๆ ทะเล้นๆ ทำให้โลกดูสดใส แต่พอถึง ฉากดราม่า น้ำตาไหล ทั้งกับ คนรักและน้องหมา ก็เล่นได้ดี  ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล สวยใสน่ารัก ในแบบ สาวรุ่นใหม่ GenZ ดูเป็น สาวมั่น สาวเก่งเจ้านาย-ตู จับคู่รับส่งบทกันได้ดี ทั้งรัก ดราม่า หัวเราะ ยิ้ม เสียน้ำตาไม่เพียง นักแสดงหลัก นักแสดงสมทบ/รับเชิญ ก็เข้ามาเติมเต็ม ในแบบที่กำลังดี ไม่แย่งไม่ขโมยซีน เพิ่มความสนุกให้กับ เรื่องได้มากทีเดียว

ตาต้าร์-ชาติชาย ชินศรี ในบท ‘ไพฑูรย์’คนขับของ ฮิโระ สีหน้าคำพูด เรียกเสียงหัวเราะได้ในทุกฉาก เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติในบท ‘เหมียว’สาวที่อยากได้ โกฮัง มาเลี้ยงแทน เจ้ามะลิ หมาเลี้ยงที่จากไป เรียวตะ โอมิ เป็น  ‘ซาวาดะ’พนักงานใหม่ที่มาแทน ฮิโระ เป็นแฟนของ เหมียว อ้น-นพพันธ์ บุญใหญ่ แรงร้ายมจนคนเกลียด กับบท ‘พ่อกุ้ง’เจ้าของเพจ หมาจร โย-อรุณี ขวัญยืน รับบท ‘ป้าศร’ป้าขายข้าวใจดีที่สถานีรถไฟ ที่ปรึกษาของเด็กๆ มหาวิทยาลัยแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกแม่ชมพู่-อาริยา เด็กน้อย ชั้นเรียนศิลปะของ เปเล่ น่ารักสุดๆ รวมทั้งบรรดา พนักงานบริษัทญี่ปุ่น เพื่อนๆ ร่วม มหาลัยของ ใจดีกับเปเล่ เด็กน้อยตัวเล็กๆทั้งในงานวัด ในโรงเรียนสอนศิลปะ หรือ หนุ่มพม่า ที่ให้ น้ำชาติดรถ

ต้องชม หมู-ชยนพ บุญประกอบ, บาส- นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, อัตต้า-อัตตา เหมวดี สามผู้กำกับ ที่ต่างช่วยกำกับในแต่ละช่วงเวลา  โกฮัง..หัวใจโกโฮม ออกมาได้ดี ชัดเจน ในแนวที่ตัวเองถนัดโกฮัง..หัวใจโกโฮม คือ หนังไทยที่ดีงาม ดูลงตัว กลมกล่อม ผสมกันได้อย่างลงตัว ทั้ง เรื่องราว การเล่าเรื่อง นักแสดงเล่นเก่ง ทั้งหมา และคน  งานโปรดักขั่นดีงาม บทดี ภาพสวย ตัดต่อลื่นไหล ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ ที่ไพเราะ ในเพลง Love Me Love My Dog เสียงร้องของ เจ้านายรักหมดใจ โกฮัง..หัวใจโกโฮม คือหนังไทย ที่ดีงามชอบในอันดับต้นๆของ  GDH เข้าไปอยู่ในดวงใจเรียบร้อยแล้วเสียน้ำตา..ยิ้ม..หัวเราะ..แบบนี้ โดนใจ ไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

‘โย-ยศวดี’ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

'โย-ยศวดี'ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

‘โย-ยศวดี’ย่องเงียบ บินเกาหลียกหน้าใหม่ สวยกระชากวัย 47 แล้วงัยใครแคร์!

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

47 แล้วงัยใครแคร์! งานนี้ไม่ต้องพึ่งไทม์แมชชีนย้อนวัยให้เปลืองน้ำมัน โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร ขอปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ อย่างจริงจังและตั้งใจ เพื่อที่จะกลับมาฟาดงานในวงการแสดงและภาพยนตร์อีกครั้ง ย้อนวัยฉ่ำ โดยมีตัวแม่แห่งวงการศัลยกรรมขั้นแอดวานซ์ “มาดามมายด์เวลเนส” หรือ “ครูมายด์กูรูศัลยกรรมเกาหลี” เอเจนซี่ตัวท็อปของประเทศไทย ที่คร่ำหวอดเก็บแต้มประสบการณ์ศัลยกรรมมากว่า  20 ปี  และอยู่ในวงการเอเจนซี่เกาหลี แถมยังเปิดคลินิกเวลล์เนสดูแลด้านสุขภาพและความงามมาแล้วเกือบ 10 ปี คอยดูแลประคบประหงมด้วยตัวเองในทุกๆ ขั้นตอน ระหว่างที่ “สาวโย-ยศวดี” มาทำสวย ศัลยกรรมชุดใหญ่ไฟกระพริบที่ประเทศเกาหลี

งานนี้ “สาวโย” สู้สุดใจ พร้อมสวย ย้อนวัยซะให้เข็ด ท่ามกลางกำลังใจแน่นๆ จากพี่สาวแสนสวย “เอ-อัญชลี”และหลานรัก “น้องไคล่า” คอยดูแลไม่ห่างด้วยความอบอุ่น หลังจากที่ทำศัลยกรรมเสร็จแล้ว พักฟื้นไม่นาน ก็พร้อมเป๊ะเวอร์ ด้วยบริการตัดไหม ดูแลสุขภาพต่อเนื่องและครบวงจรที่สุดในเกาหลี โดยหัตถการที่ “สาวโย” ทำกับ “หมอลี แจ-ฮวา” ปรมาจารย์ อาจารย์หมอ  ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการทำศัลยกรรมมากที่สุด ดูแลทั้งบริบทของใบหน้า ตั้งแต่ ดึงหน้า ตา จมูก โครงสร้างหน้า ครบจบ เรียกว่าสวยยันกระดูก กันเลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่จบ “สาวโย” ขอจัดอีกชุดใหญ่ ทั้งแก้ไขตาบน เก็บหนังตา + เคลียร์กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง, จัดเรียงไขมันตาล่าง เก็บริ้วรอบใต้ตาและยกกระชับมาแก้มขึ้น และ ดึงคอ ดึงเหนียง ดึงหน้า ดึงขมับ ในที่สุดก็ได้ใบหน้าสมปรานา ย้อนวัยสมใจ “สาวโย-ยศวดี”  ส่วนใครที่อยากสวยตามรอย “สาวโย” โอกาสพิเศษมาถึงแล้ว ปรึกษาศัลยกรรมกับ “หมอลี” แจ-ฮวา ปรมาจารย์ อาจารย์หมอ จากโรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง ที่ทำให้โย ยศวดี ดารา K-POP และ Celebrity  ชื่อดังในเกาหลีมากมาย จะเดินทางมาให้คำปรึกษาเรื่องความงามให้กับสาวไทยที่ MWC – Mind Wellness Clinic Center คลินิกความงามและสุขภาพ (ทาวน์อินทาวน์) 

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ ‘จรไม่เจ็บ’ และ Human Kind Society

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ 'จรไม่เจ็บ' และ Human Kind Society

ฉลองครบ 14 ปี มูลนิธิเดอะวอยซ์..เสียงจากเรา เปิดตัวแคมเปญ ‘จรไม่เจ็บ’ และ Human Kind Society

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.46 น.

ณ ลานกลางแจ้ง CRAFT Terrace ของโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ กลายเป็นเวทีแห่งความตั้งใจและน้ำใจ เมื่อคุณเก๋ ชลลดา สิริสันต์ (เมฆราตรี) นางแบบ นักแสดง และพิธีกรรายการโทรทัศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา ร่วมฉลองครบรอบ 14 ปีของมูลนิธิ ท่ามกลางอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงชื่อดัง นักอนุรักษ์สัตว์ และผู้สนับสนุนที่มาร่วมใจกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา คุณเก๋ ชลลดา ได้สร้างเครือข่ายระดับประเทศเพื่อช่วยเหลือสัตว์จรจัด สัตว์ที่ถูกทารุณกรรม และสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ ผ่านการจัดหาที่พักพิง การหาบ้านใหม่ การทำหมัน และการให้ความรู้แก่สาธารณชนเรื่องการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ในงานนี้ยังมีการสัมภาษณ์บนเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับฟังเรื่องราวการเดินทางของเธออย่างใกล้ชิด ทั้งความสำเร็จที่ผ่านมาและแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนมูลนิธิมาตลอด

งานนี้ยังได้เปิดตัว Friends of the Voice 2026 กลุ่มพิเศษที่ประกอบด้วยอินฟลูเอนเซอร์สัตว์เลี้ยงที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในไทย 14 บัญชี ได้แก่ @aivygoodcat, @bellaandmetang, @bigmootoo, @diak_dachshund, @gg.chatt, @jk_labrador, @mc.nrs, @mha.mahamek, @neow_mued, @omkoithemountaindog, @stevejibs_goldenretriever, @tama.theshiba, @thesamoyed.journey และ @tony_thecatsdaddy ซึ่งได้รับเลือกมาเพื่อช่วยขยายพันธกิจของมูลนิธิสู่ผู้ติดตามรวมกันหลายล้านคน โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันยังจะมีการเปิดตัวแคมเปญระดมทุนบนแพลตฟอร์ม Taejai.com ในชื่อ จรไม่เจ็บ โดยยอดบริจาคทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนกองทุนฉุกเฉินช่วยเหลือสุนัขและแมวจร ที่ได้รับอุบัติเหตุ ถูกทำร้าย และโรคร้ายแรงต่างๆ ของมูลนิธิโดยตรง นอกจากนี้คุณเก๋ ชลลดา ยังได้เปิดตัว Human Kind Society องค์กรเพื่อสังคมแห่งใหม่ที่มีเป้าหมายสนับสนุนมูลนิธิ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ได้ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นไทย Maison de Auri และปิดท้ายงานด้วยพิธีตัดเค้กที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอย่างแน่นอน เพื่อเฉลิมฉลอง 14 ปีแห่งความมุ่งมั่น

สำหรับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างลงตัว แพทริค โบธ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมกล่าวว่า “ที่โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ เราเชื่อมาเสมอว่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้มาแค่เยี่ยมเยียน — พวกเขาคือครอบครัวของแขก และเราก็ต้อนรับพวกเขาในแบบนั้น การได้เป็นเจ้าภาพงานครบรอบ 14 ปีของมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา ที่นี่จึงรู้สึกถูกต้องอย่างยิ่ง การทำงานของมูลนิธิสะท้อนพันธกิจที่มาจากหัวใจ ซึ่งสอดคล้องกับทุกสิ่งที่เราเชื่อและยึดมั่น เราภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้างพวกเขาและ Friends of the Voice ทุกคน เพื่อส่งเสียงแทนสิ่งที่ควรได้รับการรับรู้ในวงกว้าง”หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เสียงจากเรา และร่วมสนับสนุนพันธกิจของมูลนิธิ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.thevoicefoundation.org หรือติดตามได้ทาง Instagram ที่ @thevoicefoundation ทาง Facebook ที่ @thevoiceforanimals และทาง TikTok ที่ @thevoicefoundation.org  เว็บไซต์: https://www.kimptonmaalaibangkok.com