แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

ใน Thiel Gallery นอกจากมีผลงานทิวทัศน์ของ Bruno Liljefors, Eugene Jansson และ Karl Nordstrom  3 ศิลปินสวีดิชแล้ว ยังมีผลงานทิวทัศน์ของ Johan August Strindberg นักเขียนบทละครและจิตรกรชาวสวีดิชอีกจำนวนหนึ่ง Strindberg เกิดวันที่ 22 มกราคม 1849 ในครอบครัวที่บิดาทำอาชีพตัวแทนสายเรือ และมารดาเป็นสาวเสิร์ฟ เขาเขียนไว้ในหนังสือ The Son of a Servant ที่บรรยายถึงตัวเองไว้ว่า เขามีชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากจน ถูกละเลยและขาดความมั่งคง เมื่อเขาอายุ 7 ปีบิดาเขาย้ายไปอยู่ทางเหนือ แล้วก็ย้ายอีกทีหลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว แม้เขาจะยากจนแต่ก็ได้เรียนหนังสืออยู่ 4 ปีก่อนจะย้ายไปเรียนอีกเมืองหนึ่งในปี 1860 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีกว่าเดิม แต่ก็เรียนได้เพียงแค่ปีเดียวก็ต้องย้ายอีก ครั้งนี้เขาได้ไปเรียนที่ Stockholm Lyceum ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนของชนชั้นกลาง และได้เรียนอยู่นาน 6 ปี มารดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 13 ปี และบิดาก็แต่งงานใหม่หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึงปี เขาเป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ การถ่ายภาพ และศาสนา เขาสามารถสอบผ่านเข้าเรียน Uppsala University ในปี 1867

The Avenue

เขาลองเรียนหลายสาขาทั้งที่ Uppsala และ Stockholm เพื่อหาแรงบันดาลใจว่าตัวเองถนัดอะไรกันแน่ ส่วนเวลาว่างเขาก็ทำงานเป็นผู้ช่วยเภสัชกรที่ University Town of Lund อีกทั้งยังสอนหนังสือชั้นประถม รวมทั้งเป็นติวเตอร์ด้วยเพื่อหารายได้ หลังจากทำงานเป็นครู เขาก็เข้าเรียนเคมีที่ Institute of Technology Stockholm เพื่อเตรียมเรียนแพทย์ก่อนกลายเป็นติวเตอร์ให้กับนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนแพทย์ เมื่อเขาสอบตกในวิชาเคมีในเดือนพฤษภาคม 1869 เขาเลยเลิกสนใจที่จะเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ และหันไปเรียนต่อทางด้านภาษาและการเขียนบทละครแทนที่ Uppsala University ในปี 1870 เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดของ Charles Darwin และได้ร่วมก่อตั้ง Rune Society ขึ้น เขาได้เขียนบทละครเรื่อง In Rome ซึ่งได้รับการจัดแสดงที่ Royal Theatre ครั้งแรกในวันที่ 13 กันยายน 1870 ในขณะดูละครที่ตัวเองเขียน เขารู้สึกไม่ชอบและผิดหวังกับผลงานตัวเองมาก

Landscape

เขากลับไปเขียนบทประพันธ์ใหม่โดยอาศัยแนวทางของ William Shakespeare แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาตัดสินใจกลับไปเรียนหนังสือและสอบผ่านภาษาลาติน และสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ด้วย เขาย้อนกลับไปเขียนบทประพันธ์เรื่อง Outlaw และได้จัดแสดงที่ Royal Theatre ในวันที่ 16 ตุลาคม 1871 แม้นักวิพากษ์จะวิจารณ์อย่างหนักหน่วงแต่เขาก็ได้รับการสนับสนุนจาก King Charls XV เขากลับไปเรียนอีกครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เลยตัดสินใจเลิกเรียนเด็ดขาด และหันมาเป็นนักข่าวแทน หลังจากนั้นเขาหันมาทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ที่ Royal Library

ปี 1875 เขาได้พบกับ Siri von Essen นักแสดงสาววัย 24 ซึ่งเป็นภรรยาของ Baron หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จได้เป็นดาราและได้แสดงที่ Royal Theatre เธอก็หย่าขาดจากสามี และหันมาแต่งงานกับเขาแทนในวันที่ 30 ธันวาคม 1877 ซึ่งขณะนั้นเธอได้อุ้มครรภ์บุตรชายของเขาไว้แล้ว 7 เดือน เป็นที่น่าเสียดายที่บุตรชายคนแรกของทั้งคู่เสียชีวิตหลังคลอดเพียงแค่ 2 วัน นิยายเรื่องแรกของเขาที่ชื่อ The Red Room ได้รับการวิพากษ์ว่าเป็นหนังสือนิยายรุ่นใหม่เรื่องแรกของสวีเดนส่งผลให้เขาได้รับความชื่นชมไปทั่วทั้ง Scandinavia หนังสือเริ่มนี้ทำให้ชาวบ้านอยากร่วมมือกันต่อต้านคนหน้าซื่อใจคด

Landscape Study

ส่วนผลงานด้านจิตรกรรมนั้น เขาเน้นในเรื่อง Naturalism, Symbolism และ Expressionism เพราะเขาย้ำว่าเขาเป็น Socialist, Nihilist และ Republican ซึ่งชอบทำอะไรกลับหัวกลับหางเพื่อหาแรงจูงใจลึกลงไปอีก เขาเป็นเพื่อนกับ Edvard Munch, Paul Gauguin, Anders Zorn จึงได้รับอิทธิพลมาเต็ม ๆ แต่ก็มาควบรวมกันจนมีแนวทางของตัวเองที่เน้นไปในทาง Expressionism และ Naturalism

จุฬาฯ เปิดตัว ‘Chula XL’ วิทยาลัยใหม่ มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

จุฬาฯ เปิดตัว ‘Chula XL’ วิทยาลัยใหม่ มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

จุฬาฯ เปิดตัว ‘Chula XL’ วิทยาลัยใหม่ มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศจัดตั้งวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) วิทยาลัยใหม่ของมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 พร้อมยกระดับบทบาทจุฬาฯ สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัว Chula XL ณ ชั้น 9 อาคารสยามสเคป และแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “บทบาทของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับโลก ในฐานะประธาน ASEM LLL Hub  ปี 2025 – 2030” ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “Synergy for Lifelong Learning: Driving Future Skills for a Sustainable Thai Society” โดยผู้บริหารและคณาจารย์จากหลากหลายคณะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงกิจกรรม Parallel Session: Learning Platform powered by Chula นำเสนอแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต อาทิ CUVIP, Chula MOOC, CBS Academy, PIES และ MDCU MedUMORE

“Chula XL มีภารกิจในการจัดการและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทสังคม ผ่านหลักสูตร Non-Degree, Microcredentials การอบรม ตลอดจนการ Upskill และ Reskill ที่เชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิต พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบสหวิทยาการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การเปิดตัว Chula XL นับเป็นก้าวสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ และความยั่งยืนในอนาคต”

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า Chula XL สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของจุฬาฯ สู่การเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสังคม การศึกษาไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัยหรือกรอบของวุฒิการศึกษา หากแต่ต้องเปิดกว้าง เข้าถึงได้จริง และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในชีวิตและวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ความรู้คือพลังที่หล่อเลี้ยงการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย เป็นการตอกย้ำบทบาทของจุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาของชาติในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนด้วยการผนึกกำลังทุกคณะ สร้างศูนย์กลางทางวิชาการที่เปิดให้คนไทยทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ทำงาน ไปจนถึงบุคลากรภาครัฐและเอกชนเพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า Chula XL ได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนสำคัญของประเทศ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน การบินไทย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน และเครือข่ายองค์กรต่างๆ สะท้อนพลังการบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตจริงของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในสถานที่ทำงาน บนการเดินทาง หรือในพื้นที่สาธารณะ โครงการ Chula XL  คือหมุดหมายใหม่ของการศึกษาไทย ที่ยกระดับพื้นที่การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดย XL หมายถึงความยิ่งใหญ่ของบทบาทจุฬาฯ ในการสร้างพลังความรู้ให้ประชาชนไทยทั้งประเทศ ซึ่งพลังนี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ แต่ยังร่วมถึงการสร้างอนาคตของสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไปอีกด้วย

รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาฯ มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรและสังคม ให้สามารถปรับตัวและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก มหาวิทยาลัยมุ่งขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา จุฬาฯ ได้มอบ หมายให้บัณฑิตวิทยาลัยทำหน้าที่บริหารจัดการระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงระบบคลังหน่วยกิตและการเทียบโอนหน่วยกิต เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้จากหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตของจุฬาฯ หรือ “Chula Lifelong Learning Ecosystem” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ระบบดังกล่าวเติบโตจากความร่วมมือของคณะและส่วนงานภายในมหาวิทยา

ลัย รวมถึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดสู่การจัดตั้งวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ เพื่อตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคใหม่ ทั้งนี้ โครงการ Chula XL ไม่เพียงขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ ให้มีสมรรถนะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถต่อยอดองค์ความรู้ สร้างคุณค่าให้ตนเอง และปรับตัวได้อย่างเท่าทันอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Impactful Growth” ของจุฬาฯ ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างรอบด้านและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ประธานคณะกรรมการจัดตั้ง Chula XL เผยว่า จุฬาฯ จัดตั้ง “วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน” (Chula XL) ด้วยเป้าหมายสำคัญในการขยายบทบาทจากการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตของคนไทย ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งความ

รู้และทักษะจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Chula XL จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากทุกคณะและหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมทั่วไป แต่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้วิทยาลัยจะเชื่อมโยงระ

บบคลังหน่วยกิต ระบบบริหารการเรียนรู้ และระบบไมโครเครดิตเชียล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสม ต่อยอด และพัฒนาทักษะได้อย่างยืดหยุ่นตลอดชีวิต พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับการทำงานและการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

สถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน กับ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ศูนย์การค้ายั่งยืนต้นแบบแห่งแรกของไทย

สถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน กับ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ศูนย์การค้ายั่งยืนต้นแบบแห่งแรกของไทย

สถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน กับ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ศูนย์การค้ายั่งยืนต้นแบบแห่งแรกของไทย

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.30 น.

ปี 2569  ปีที่เรื่องความยั่งยืนถูกสานต่อและเห็นผลเชิงประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นในทุกมิติ  บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN  พาสัมผัสแง่มุมสถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน ผ่านศูนย์การค้า “เซ็นทรัล กระบี่” สู่การเป็นต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทยและหนึ่งในอาคารพาณิชย์กลุ่มแรกๆของโลกที่มุ่งสู่การรับรองมาตรฐานระดับสากล EDGE Zero Carbon Certification จาก International Finance Corporation (IFC) ภายใต้กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group)

 โครงการนี้สะท้อนพันธกิจของเซ็นทรัลพัฒนาในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เมืองแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน และเป้าหมายเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2050  สอดรับกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดกระบี่ “Krabi Go Green” ที่ต้องการสร้างเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศและศูนย์กลางแห่งวิถีชีวิตสีเขียวของภาคใต้  ผนวกกับการสร้างสรรค์ถนนรักษ์โลกสายแรกของภาคใต้ ร่วมกับเทศบาลเมืองกระบี่ และ พันธมิตร

จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการแผนกพัฒนาธุรกิจใหม่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า เซ็นทรัล กระบี่ ได้รับการพัฒนาให้เป็น “Thailand’s First Prototype of a Sustainable Mall” ที่มุ่งลดคาร์บอนฟุตพรินต์ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง และตั้งเป้ารับรองมาตรฐาน EDGE Zero Carbon Certification ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ พลังงาน (Energy Efficiency), น้ำ (Water Efficiency), และวัสดุ (Embodied Energy in Materials) โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานมากกว่า 40%, ลดการใช้น้ำกว่า 30%, และลดพลังงานจากวัสดุก่อสร้างกว่า 20% เมื่อเทียบกับอาคารทั่วไป

การจัดการพลังงานและอาคารเขียว : อาคารออกแบบในลักษณะ Semi-Outdoor เพื่อให้ลมธรรมชาติถ่ายเท พร้อมระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงแบบ High Efficiency Chiller with Cooling Tower ซึ่งช่วยลดความร้อนและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 14,400 ตร.ม. กำลังการผลิต กว่า 3.2 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่ามากที่สุดของศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล และตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทนหรือชดเชยคาร์บอน 100% ภายใน 1 ปีหลังเปิดดำเนินการ

การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน : มีการพัฒนาระบบประปาและสถานีสูบน้ำใหม่ ด้วยงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท เพื่อเพิ่มแรงดันน้ำและลดการใช้น้ำบาดาล รวมถึงการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำรวมกว่า 30%

วัสดุรักษ์โลก : เซ็นทรัล กระบี่ ใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุลดคาร์บอนในหลายส่วน เช่น แหอวนรีไซเคิลจากโรงงาน,ม้านั่งและกระถางในแบบ Terrazzo ที่ผลิตจากเศษขวดแก้วเหลือใช้, Hybrid Cement และ Calcined Clay Cement ที่ลดคาร์บอนการผลิตกว่า 20%, และวัสดุจากพลาสติกรีไซเคิล รวมถึงเศษวัสดุธรรมชาติอย่างเปลือกหอยและกระดองปู ที่ปรากฎให้เห็นอยู่ในเฟอร์นิเจอร์และฟีเจอร์ต่างๆทั่วศูนย์การค้า

 “เซ็นทรัลกระบี่ มุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทย และหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลก ที่หวังได้มาตรฐาน EDGE Zero Carbon Certification  เราคำนึงถึง Sustainable design โดยได้เลือกใช้วัสดุรักษ์โลก และวัสดุท้องถิ่น  สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน วัฒนธรรม และธรรมชาติ ของจังหวัดกระบี่ เราได้ร่วมคิด ร่วมทำไปกับบริษัทฯสถาปนิก และศิลปินมากมาย อาทิ  สตูดิโอ อาร์คิเทคส์ ดูแลในส่วน Architect, Landscape Collaboration ดูแลด้าน Landscape และ Dot Line Plane ดูแลด้าน Interior รวมถึงการร่วมกัน Collab กับ ศิลปินท้องถิ่น อาทิ Ocyco ที่ช่วยในการฟีดขยะรีไซเคิลมาทำเป็นผลงานต่าง , อาจารย์ธีระพล บุญสุข เจ้าของภาพถ่าย จุด Decoration, ดาหลา – ผู้ออกแบบลายผ้าบาติก ที่ช่วยรังสรรค์ชิ้นงานให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาดีไซน์เป็นองค์ประกอบต่างๆ เพื่อสะท้อนมิติของสังคมและวัฒนธรรม อาทิ เรือหัวโทง สวนปาล์ม ปูดำ และอื่นๆ  ทั้งหมดนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกระบี่ จะเป็น พื้นที่ที่คิดถึงคนกระบี่ ตอบโจทย์ Sustainable Design ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด”  จุฑาธรรม กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายแนวทางการจัดการขยะ ด้วยการให้ความสำคัญกับ พื้นที่เก็บและคัดแยกขยะตามแนวทาง Zero Waste to landfill และโครงการ Krabi CSR Collection ร่วมกับพันธมิตร เช่น Sabina, Good Goods และ Hug Craft ผลิตสินค้าแฟชั่นจากแหอวนรีไซเคิล รวมถึงเสื้อพนักงานที่ผลิตจากแหอวนรีไซเคิล 100% รวมถึงต่อยอดสินค้าชุมชนไหนหนัง ด้วยการนำน้ำผึ้งจากชุมชน มาเป็นเมนูเครื่องดื่มในศูนย์อาหารและร้าน So!CoFF อีกด้วย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของโครงการเซ็นทรัล กระบี่ คือ การริเริ่ม Green Road ถนนรักษ์โลกสายแรกของภาคใต้และจังหวัดกระบี่ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองกระบี่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท CPAC (SCG) ร่วมกับลูกค้าเซ็นทรัล เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคเหนือสู่ภาคใต้ ให้เกิดขึ้นจริงเป็นครั้งแรก โดยใช้ขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้ กว่า 2.5 ตัน และไบโอชาร์ (Biochar) 5.8 ตัน จากถ่านชีวมวลทางเกษตรภาคเหนือ เป็นส่วนผสมในการก่อสร้าง ซึ่งสามารถช่วยสร้างคุณค่าใหม่ให้ขยะที่ไร้ค่าให้กลับมามีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 25.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 1,250 ต้นต่อปี นอกจากนี้ยังมีการเพ้นท์ตัวอักษร ‘KRABI Green Road Green City’ บนถนน โดยใช้สีปลอดสารตะกั่ว ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของ CECI เครือข่ายความร่วมมือขององค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมการก่อสร้างในไทยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ ในการนำร่องผสมผสานแนวคิดด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน มาใช้ทดลองและทดสอบในศูนย์การค้าก่อนหน้านี้ และประสบผลสำเร็จ มาแล้ว อาทิ เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ที่เป็น Low carbon Mall แห่งแรก, เซ็นทรัล อยุธยา ที่ได้รับรางวัล Thailand energy award รวมถึง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ที่ผสมผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการใช้ชีวิตของคนเมือง

จากความมุ่งมั่นของเซ็นทรัลพัฒนา การมีส่วนร่วมจากพันธมิตร สู่ผลงานเชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เซ็นทรัล กระบี่ พร้อมแล้วที่จะเป็นต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของไทย ที่มุ่งสู่มาตรฐานโลก EDGE Zero Carbon Certification ในอนาคต สะท้อนไปยังพันธกิจของบริษัท “Imagining Better Futures for All” อย่างแท้จริง

DMT เปิด ‘DMT Learning Academy’ ปั้นคนเก่งและสร้างผู้นำอนาคต ภายใต้แนวคิด Empowering Smart People for Smart Future

DMT เปิด ‘DMT Learning Academy’ ปั้นคนเก่งและสร้างผู้นำอนาคต             ภายใต้แนวคิด Empowering Smart People for Smart Future

DMT เปิด ‘DMT Learning Academy’ ปั้นคนเก่งและสร้างผู้นำอนาคต ภายใต้แนวคิด Empowering Smart People for Smart Future

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เดินหน้าปรับปรุงอาคารสำนักงานด่านดอนเมืองครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานให้สอดรับกับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

การปรับปรุงครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 2 ชั้น ภายใต้ชื่อ “DMT Learning Academy” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่ทำงานเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขององค์กร โดยยึดแนวคิดหลัก “Empowering Smart People for Smart Future” สะท้อนความเชื่อของ DMT ว่าคนคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรและอนาคตของประเทศ ด้วยลักษณะรูปแบบการทำงานขององค์กร ที่ให้บริการผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานในแต่ละสายงานมีบทบาทและความต้องการใช้พื้นที่แตกต่างกัน  ดังนั้นคณะผู้บริหารระดับสูงของ DMT จึงมีดำริให้ออกแบบ DMT Learning Academy ภายใต้แนวคิด People-Centric & Flexible Workspace เพื่อรองรับการเรียนรู้ในทุกรูปแบบ และเปิดโอกาสให้พื้น

ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างหลากหลาย โดยนำแนวคิด Process Optimization มาปรับใช้กับการบริหารจัดการพื้นที่และรูปแบบการทำงาน ผสานอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การใช้งานพื้นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จากห้องทำงาน สามารถปรับเป็นห้อง Training ห้องอบรมเชิงปฏิบัติการ ห้องประชุม หรือสตูดิโอสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ได้อย่างคล่องตัว นอกจากนี้ การปรับปรุงอาคารยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้อุปกรณ์ เทคโนโลยี และวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อทั้งพนักงานและสังคมในระยะยาว

การเปิด DMT Learning Academy สะท้อนวิสัยทัศน์ของ DMT ในการ พัฒนาคนจากภายใน สู่การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ภายใต้แนวคิดมนุษนิยม ที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พร้อมเตรียมองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอนาคตอย่างทันท่วงทีต่อไป

‘กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026’ เปิดรับศักราชใหม่แห่งความสุข รับ ‘สุขแรกของปี’

‘กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026’ เปิดรับศักราชใหม่แห่งความสุข รับ ‘สุขแรกของปี’

‘กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026’ เปิดรับศักราชใหม่แห่งความสุข รับ ‘สุขแรกของปี’

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เตรียมเพลิดเพลินกับกิจกรรมสุดพิเศษให้คนกรุงเทพมหานคร รับ “สุขแรกของปี” กับ “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026”  9 – 11 มกราคม 2569  ณ พื้นที่สวนป่ากลางเมืองกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สวนลุมพินี สวนเบญจกิติ อุทยานเบญจสิริ และสวนปทุมวนานุรักษ์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เทศกาลแห่งความสุขแรกของปี เกิดขึ้นจากการผสานความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชน นำโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) วัน แบงค็อก (One Bangkok) พร้อมด้วยพันธมิตรด้านความยั่งยืน มูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (BIG Trees Foundation)  เครือข่ายแพลตฟอร์ม Sustainability Expo (SX)  องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือ อพวช. (NSM) เครือข่ายภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคประชาชน ปีนี้ได้ขยายเครือข่ายไปยัง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์  สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ 100 PLUS PRO เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนเมือง

พบกับกิจกรรมฮีลใจ ฮีลกาย อาทิ ทำบุญ ตักบาตร เสริมบุญ ต้อนรับปีใหม่,  เสียงธรรมยามเช้า เริ่มต้นปีด้วยใจที่สงบ โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี), Yoga in the Park and Sound Bath, Biodiversity Survey, Kids Climbing, Nature Walk, นิทานและระบายสีกลางสวน ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมใหม่เกาะกล่อง คือ “One Sense To Nature เปิดประสบการณ์สัมผัส…สัมผัสธรรมชาติ”, กิจกรรมถ่ายภาพนกและธรรมชาติในสวนเบญจกิติ  และ SATI APP “ม้านั่งมีหู”,  FIRST JOY RUN วิ่งรับสุขแรกกับ100PLUS PRO,              ชี่กงในสวน โดย A ROOT by THAI GROUP เป็นต้น

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ Facebook : กรุงเทพดีต่อใจ และร่วมกิจกรรมพิเศษ ยิ่งได้คะแนนใน SX แอปพลิเคชันแลกของที่ระลึกสุด Eco ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ :  iOS AppStore : https://apps.apple.com/us/app/sustainability-expo/id1640414525 Play Store : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.sx2022

คุณแหน: 3 มกราคม 2569

คุณแหน: 3 มกราคม 2569

คุณแหน: 3 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ll สวัสดีวันเสาร์แรกของ เดือนมกราคม ปี 2569…ขอมอบพรดีๆแด่ทุกท่าน ปีใหม่นี้ ขอให้ได้ดำเนินชีวิตในทุกๆวันอย่างมีคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม รวมทั้งประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราต่อไป…

ll เคยประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว( 2568 )ว่า จะขอยุติการทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาต่างๆของ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ชนิดที่ต้องสอนด้วย ออกข้อสอบและตรวจข้อสอบด้วย ตั้งแต่ ธ.ค.68 เป็นต้นไป ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ บอกว่า ขึ้นปีใหม่ 2569 นี้ ท่านมีแผนปลดเปลื้องตัวเองอีกเรื่องหนึ่งคือ หลังวันเกิด มิ.ย.69 ที่อายุ 71 ปีแล้ว จะลดการบรรยายพิเศษตามสถาบันต่างๆที่เชิญมา ด้วยเหตุผล ใช้เวลามาก เหนื่อยหนักหนามาหลายปีแล้ว…ท่านจึงขอออกข่าวประชาสัมพันธ์ให้ทุกหน่วยได้โปรดทราบโดยทั่วกัน…ส่วนงานเขียนหนังสือ และการประชุมต่างๆยังคงทำได้ตามปกติ …

ll ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกปี เกษม สนิทวงศ์ฯ ส่ง ส.ค.ส. อวยพรปีใหม่2569 แก่ญาติสนิทและมิตรรักเป็น “ภาพนกในอิริยาบทต่างๆ” ซึ่งช่างภาพกิตติมศักดิ์บรรจงบันทึกภาพด้วยตัวเอง …ใครมีโอกาสได้เป็นผู้รับจึงรู้สึกปลาบปลื้มเป็นที่ยิ่ง…

ll เรื่องราวเก่าๆ ช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา ถาวรสวัสดิ์ ชวะโนทัย ขนครอบครัวไปทริปญี่ปุ่น อบอุ่นเป็นที่สุด…

ll กำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ พญ.คุณหญิงสุมนา หนุนภักดี มารดา พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผบ.ทหารสูงสุด(ขณะนี้บวชเป็นพระ และธุดงค์อยู่ต่างจังหวัด)มีดังนี้ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ 4 ม.ค.17.00 น.(รดน้ำศพทั่วไป 15.30 น.) ณ ศาลา สารัชถ์-นลินี รัตนาวดี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน พิธีสวดพระอภิธรรมจัด 4 – 10 ม.ค.18.30 น.และบรรจุศพไว้ก่อน…งานนี้เจ้าภาพงดรับหรีด…

ll ไม่มีเวลาไปไหนกับใคร ได้พูดคุยรับลูกค้าก็สุขใจสุดๆแล้ว ณัฐพร โรจนดิษฐ์ แห่ง เพียงตะวันรีสอร์ท อัมพวา มีแขกประจำเข้าพักเป็นกลุ่มๆ หนาแน่น ตั้งแต่เทศกาลลอยกระทง จนเทศกาลปีใหม่ผ่านไป และเมื่อแขกเริ่มบางตา กลุ่มเพื่อนรักจึงขอนัดพบกันปลายเดือนนี้ ณ รีสอร์ทของคุณเธอ…เจอะเจอเกลอเก่าที่เข้าอกเข้าใจกัน สุขสำราญบานฤทัยหาไหนเทียมทันเลยเทียว…

ll การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน พรทิพย์ สาริกบุตร เตรียมท่องเบอร์พรรคการเมืองในดวงใจ เพื่อไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง ตามครรลองประชาธิปไตย โดยพร้อมแล้วไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69…-0- เข้ารับการผ่าตัดสะโพกแล้ว ขนิษฐา สุนทรปักษิน ขอเวลาพักร่างกายให้หายดีก่อนที่จะไป Trip Cruise ให้บันเทิงเริงรมย์ต่อไป…-0- เหตุเกิดจากตื่นขึ้นมาหัวใจหวิวๆ ผลเลือดไม่ดี มีไขมันพอกตับ เบาหวานเตรียมตีสนิท แพรววลัย ตามประทีป จักกะพาก ลูกสาวคนสวยของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ผู้ซึ่งติดตามสามี คิด จักกะพาก ไปอยู่ที่สหรัฐฯหลายปีมาแล้ว เล่าให้เพื่อนๆฟังว่าตอนนี้ เธอทำการ downsizing from size 10 to size 4 เมินเสื้อผ้า Plus size แต่โดยดี…ข่าวว่าอยู่ที่สหรัฐฯ หยิบเสื้อผ้าได้แค่ size s เท่านั้น ว่าแล้วก็ยกกล้องในมือถือ มาบันทึกภาพสาวเอวบางร่างน้อยในกระจกเงา…พร้อมรำพึงเบาๆ “สวยจริงนะตัวเรา”(คนข้างกายยืนยันว่า สวยจริงๆ) !!…

บารอนเนส

มูลนิธิมาดามแป้ง มอบเครื่องมือแพทย์ แก่ รพ.สตูล และอุบลราชธานี พร้อมมอบเงินส่วนตัว แก่มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุขฯ

มูลนิธิมาดามแป้ง มอบเครื่องมือแพทย์ แก่ รพ.สตูล และอุบลราชธานี  พร้อมมอบเงินส่วนตัว แก่มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุขฯ

มูลนิธิมาดามแป้ง มอบเครื่องมือแพทย์ แก่ รพ.สตูล และอุบลราชธานี พร้อมมอบเงินส่วนตัว แก่มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุขฯ

วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

มูลนิธิมาดามแป้ง นำโดย นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานกรรมการ มูลนิธิมาดามแป้ง และ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ส่งต่อน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยการมอบเครื่องมือทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลสตูล จ.สตูล โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี และมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เพื่อให้คนไทยได้รับบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 14 อาคารเมืองไทยประกันภัย วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยได้มอบเครื่องช่วยหายใจอัจฉริยะ สำหรับห้องไอซียู ยี่ห้อ HAMILTON MEDICAL รุ่น HAMILTON-C6 มูลค่า 1,000,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลสตูล จ.สตูล โดยมี นางสาวสุดารัตน์ นาคบรรพต แพทย์ชำนาญพิเศษ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.สตูล และ มอบเครื่องช่วยหายใจพร้อมด้วยเครื่องฟอกไต มูลค่ารวม 1,450,000 บาท แก่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี โดยมีแพทย์หญิงกันตินันท์ มหาสุวีระชัย ผู้อำนวยการ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ เป็นผู้รับมอบ

พร้อมกันนี้ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ และ นางนวลพรรณ ล่ำซำ ยังมอบเงินส่วนตัว จำนวน 1,000,000 บาท แก่ มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อยกระดับการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยมีพลอากาศตรี วีระพันธ์ ภูวจินดา กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุขฯ เป็นผู้รับมอบ และมี นางปุณฑริกา ใบเงิน กรรมการและเหรัญญิก  นางรัชนีกร มีสมมนต์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน

มาดามแป้ง กล่าวว่า “เคยมีคุณหมอท่านหนึ่งบอกกับแป้งว่าจะให้ของสิ่งใดกับใคร หรือจะบริจาคเครื่องมือแพทย์กับที่ใด ต้องมั่นใจว่าเครื่องมือนั้นเป็นที่ต้องการและมีผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมืออยู่ในรพ.นั้นจริงๆ อุปกรณ์ทางการแพทย์ในวันนี้ ทั้งเครื่องช่วยหายใจ และ เครื่องฟอกไต ทั้ง 3 เครื่องจะถูกส่งต่อน้ำใจให้กับพี่น้องใน จ.อุบลราชธานี จ.สตูล และจังหวัดใกล้เคียง”

แพทย์หญิงกันตินันท์ ผอ.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ กล่าวว่า “เมื่อปี 2565 มูลนิธิมาดามแป้งได้มอบเครื่องรักษาจอประสาทตาด้วยลำแสงเลเซอร์ให้รพ. จนถึงวันนี้เครื่องนั้นได้ช่วยเหลือดวงตา หลายร้อย หลายพันดวงแล้วค่ะ เครื่องมือที่เราได้รับจากคุณแป้ง ส่งไปก็ได้ใช้ทันที เป็นสิ่งที่เราขอบคุณจริงๆ”

นางสาวสุดารัตน์ แพทย์ชำนาญพิเศษ รองผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.สตูล กล่าวว่า “ดีใจที่เราได้รับน้ำใจจากมูลนิธิมาดามแป้ง และจะนำไปต่อลมหายใจให้คนไข้ของเราต่อไปได้”

มูลนิธิมาดามแป้ง ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ในวันครบรอบอายุ 55 ปี ของมาดามแป้ง ที่ผ่านมามูลนิธิได้บริจาคเงินเพื่อสาธารณะกุศล ตั้งแต่ปี 2564-2568 เป็นจำนวนเงินรวม 39,257,803 บาท โดยในจำนวนนี้เป็นการบริจาคที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ จำนวน 27,446,938 บาท มูลนิธิฯ ยังคงเดินหน้าเพื่อร่วมแบ่งปันทุกการให้ในสังคมไทย ดังปณิธาน ‘ส่งต่อน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน’

2 มกราคม วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

2 มกราคม วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

2 มกราคม วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  ​ ทรงเป็นพระราชธิดา พระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมีพระอนุชา 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และทรงเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ทรงประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา (คำว่า “วัฒนา” ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ก่อนจะได้รับการเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในสมัยรัชกาลที่ 8 และในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นับว่าทรงเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในพระองค์แรกและพระองค์เดียวในสมัยรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ ทรงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านเคมีจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงมีความเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทย    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงทรงแนะนำให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ ใช้ความรู้ทางด้านภาษาให้เป็นประโยชน์ ด้วยทั้งสองพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การศึกษาจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯจึงได้ทรงรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์พิเศษสอนวิชาภาษาต่างประเทศที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์นานถึง 8 ปี โดยทรงเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ ทรงดูแลและจัดทำหลักสูตรการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีให้เข้ากันอย่างเหมาะสม  ทำให้ทรงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์พิเศษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2521 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ยังทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2532 โดยได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินกองทุนสมเด็จย่าสนับสนุนโครงการ  ทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนการแข่งขัน พระราชทานกำลังใจ และทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากการแข่งขันในทุกๆ ครั้ง ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์ “มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” (สอวน.) ทำให้บรรดาเยาวชนไทยได้ค้นพบตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยติดต่อกันมายาวนานหลายปี ตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน ทรงสนพระทัยเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ

ทุกครั้งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จออกเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลกับ หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (พอ.สว.) พระองค์มักจะเสด็จเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ สอบถามครูถึงแนวทางการเรียนการสอน พระราชทานกำลังใจ คำแนะนำและอุปกรณ์การเรียนการสอน ของเล่นสร้างเสริมสติปัญญาแก่โรงเรียนเหล่านั้น โดยเฉพาะโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนด้วย อีกทั้งยังทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จาก ทุนการกุศลสมเด็จย่า” และ “ทุนการกุศล กว.” ให้แก่โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านการศึกษา สาธารณสุขของประชาชนในถิ่นทุรกันดารและบนพื้นที่สูง

นอกจากนี้ ยังทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อพัฒนาการพยาบาล  ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน

และในวาระครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันประสูติ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้ทรงเป็น บุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์และด้านวัฒนธรรม

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามพระอัฐิ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินีสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2551 ตลอดพระชนมชีพ ได้ทรงงานสนองสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และงานส่วนพระองค์ในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งแม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว 18 ปี แต่สมาคม มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศลต่างๆที่ทรงก่อตั้งและทรงอุปถัมภ์ ยังคงดำรงอยู่และมีผู้สืบสานพระปณิธานในการดำเนินงานองค์กรเหล่านั้นต่อไปอย่างมิสิ้นสุด ตามพระดำรัสที่พระราชทานแก่นักเรียนไทย ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ว่า “ถ้าคิดถึงฉันนะ ก็ให้ไปคิดบ้างว่าเราจะคิดทำอะไรในสิ่งที่ดี

ในวาระครบ 18 ปี วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569 จึงขอเชิญปวงพสกนิกรชาวไทยร่วมสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจในด้านต่างๆ เพื่อความสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วไปทุกคนตลอดมา 

วันเด็ก’69 ปักหมุด! เดอะมอลล์ เปิดโลกแห่งการเล่นและการเรียนรู้

วันเด็ก’69 ปักหมุด! เดอะมอลล์ เปิดโลกแห่งการเล่นและการเรียนรู้

วันเด็ก’69 ปักหมุด! เดอะมอลล์ เปิดโลกแห่งการเล่นและการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ชวนครอบครัวเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติปี 2569 ไปพร้อมกันกับการเปิด “โลกแห่งการเรียนรู้และจินตนาการ” ในงาน THE MALL LIFESTORE KIDS FUNTASIA : WORLD PLAYGROUND ภายใต้แนวคิด “เล่นได้ทุกสิ่ง สร้างได้ทุกฝัน” พื้นที่ที่เด็ก ๆ จะได้สนุกไปกับกิจกรรมเสริมทักษะที่ทั้งเล่นจริง เรียนรู้จริง และช่วยต่อยอดแรงบันดาลใจในอนาคต ระหว่างวันที่ 3-14 มกราคม 2569 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา และเดอะมอลล์ โคราช

งานนี้พร้อมเปลี่ยนศูนย์การค้าให้กลายเป็น “สนามแห่งจินตนาการ” และ First Destination                 ของครอบครัว ด้วยกิจกรรมธีมพิเศษในแต่ละสาขา ได้แก่

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ วันที่ 3-11 มกราคม 2569 เปิด “โลกฟาร์มแห่งความสนุก” ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ที่มาของอาหาร ตั้งแต่ปลูกผัก เก็บไข่ เลี้ยงสัตว์ พร้อมฝึกทักษะจากธรรมชาติอย่างเพลิดเพลิน และกิจกรรมจาก Kids’ Planet ที่นำแบรนด์ MAJORETTE และPLAY-DOH มาร่วมจัดกิจกรรมความสนุก บริเวณลาน M LIFESTYLE HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ วันที่ 7-11 มกราคม 2569 ร่วมกับ Plan For Kids พาน้องๆ ออกท่องกาแล็กซี กับการผจญภัยใน “ระบบสุริยะจักรวาล” ไปพร้อมตัวการ์ตูนขวัญใจเด็ก “กุ๋งกิ๋ง” เสมือนหลุดเข้าไปอยู่ในนิทานจริง ร่วมผจญภัยในอวกาศ พร้อมไฮไลท์กิจกรรมสุดพิเศษ! ท่องอวกาศกับห้องดูดาวจำลอง สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำกับเครื่องเครื่องจำลองแรงหมุนเหวี่ยงระหว่างขึ้นสู่อวกาศ ถ่ายภาพสุดประทับใจกับฐานปล่อยจรวดบอลลูน และกุ๋งกิ๋งสูงกว่า 4 เมตร พบกับกิจกรรมอื่นๆ ภายในงาน และสินค้าอีกมากมาย จาก Plan for Kids, Kid’s Planet, PLAY-DOH และ KIDDO Pacific บริเวณลาน M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค วันที่ 7-14 มกราคม 2569  ภารกิจพิชิตเขาวงกต มันส์ไปกับด่านผจญภัย 5 กิจกรรม ใน “เขาวงกตยักษ์” ฐานกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ด่านแฮปปี้จิ๊กซอว์ , ด่านหนูน้อยนักชู๊ต , ด่านภารกิจพิซิตหลุม , ด่านตักไข่หรรษา , ด่านห่วงมหาสนุก ให้เด็กๆ ได้ใช้ความคิดและปล่อยพลังความสนุกเต็มที่ กิจกรรมความสนุกมากมาย จากแบรนด์ชั้นนำ LEGO, MARAYAT FASHION KIDS, BANDAI, HOT WHEELS, UNO และ  BEYBLADE  พร้อมสินค้าของเล่นมากมายจาก Kids’ Planet บริเวณลาน M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน วันที่ 8-11 มกราคม 2569 มาสนุกกับดินแดนป่าบอลลูนสุดแฟนตาซี BALLOON SAFARI ผจญภัยในป่าแสนสนุก งานนี้ขนมาทั้งสัตว์ป่าสุดน่ารัก 6 ฐานเกมส์สุดมันส์ กิจกรรมการแสดงสุดคูล และพลาดไม่ได้กับของรางวัลอีกมากมาย พบกับกิจกรรมอื่นๆ ภายในงาน และสินค้าอีกมากมาย จาก DUTCH MILL,  MARAYAT FASHION KIDS, YAMAHA MUSIC SCHOOL, KPN MUSIC ACADEMY, MAJORETTE, CREATIVE CHEFS และ STICKI ROLLS บริเวณหน้า MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน

เดอะมอลล์ โคราช วันที่ 10-11 มกราคม 2569 ร่วมกับเทศบาลนครนครราชสีมา, ศูนย์การเรียนรู้ TK Park, ธนาคารออมสิน ภาค 13, AIS, พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน, บ้านสวนเดิ่นยิ้ม และ E-SAN COSPLAY เปิดพื้นที่ “โลกแห่งอนาคต” ให้เด็กๆ ทดลองตามรอยความฝันสู่หลากหลายอาชีพ ทั้งจิตรกรน้อย เกษตรกร นักสำรวจ นักแข่งรถ นักบินอวกาศ ทันตแพทย์ และยูทูบเบอร์ตัวน้อย

พิเศษ! เด็กๆ ที่ร่วมกิจกรรม สามารถรับ PASSPORT สะสมแสตมป์ จากแต่ละฐานกิจกรรม เพื่อลุ้นรับของขวัญวันเด็กสุดพิเศษมากมาย บริเวณ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช

พลาดไม่ได้ ! เทศกาลแห่งความสุขเพื่อเด็ก THE MALL LIFESTORE KIDS FUNTASIA : WORLD PLAYGROUND จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-14 มกราคม 2569 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา และเดอะมอลล์ โคราช ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The Mall Group

อย. และ FoSTAT เปิดตัว ‘Smart Kids with Good Health’ เดินหน้าปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี

อย. และ FoSTAT เปิดตัว ‘Smart Kids with Good Health’  เดินหน้าปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี

อย. และ FoSTAT เปิดตัว ‘Smart Kids with Good Health’ เดินหน้าปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) เปิดตัว “Smart Kids with Good Health” ส่งเสริมโรงเรียนต้นแบบ อย.น้อย เดินหน้าสร้างเยาวชนไทยกินดี สุขภาพดี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) เพื่อขับเคลื่อนการเสริมสร้างความรู้ด้านอาหารและโภชนาการแก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรม “Smart Kids with Good Health” มุ่งส่งเสริมโรงเรียนต้นแบบ อย.น้อย ปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี วางรากฐานการดูแลสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเรียน และต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนนโยบาย “รอบรู้ เพื่ออยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต” โดยยึดหลัก 3 รู้ อยู่รอด คือ รอบรู้ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ตระหนักรู้สถานะสุขภาพของตนเอง และรอบรู้วิธีแก้ปัญหาสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

“การประกาศความร่วมมือระหว่าง อย. และ FoSTAT ในวันนี้ สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน มุ่งยกระดับทักษะชีวิตเพื่อสุขภาวะ (Life Skills for Wellbeing) ของเยาวชนไทย ผ่านการเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยอาหารและโภชนาการที่ถูกต้อง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อสุขภาวะอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ ถ่ายทอดต่อ และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการบริโภคอย่างมีความรู้ มีความรับผิดชอบ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายพัฒนา กล่าว

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียน อย.น้อย อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแก่เยาวชนไทย ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินกิจกรรม “Smart Kids with Good Health” นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกิจกรรม อย.น้อย ในโรงเรียน เพื่อขับเคลื่อนนำไปสู่การพัฒนาเป็นนักสื่อสารผลิตภัณฑ์สุขภาพรุ่นใหม่