ทำบุญใหญ่ต้นปี เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026”

ทำบุญใหญ่ต้นปี เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต  ในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026”

ทำบุญใหญ่ต้นปี เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026”

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.31 น.

เริ่มต้นปีใหม่อย่างเป็นสิริมงคล ในงานเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ”  Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ขอเชิญร่วมทำบุญใหญ่ต้นปี ท่ามกลางความสงบร่มรื่นของสวนป่าเบญจกิติ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล และน้อมรำลึกถึงพระราชปณิธาน “ป่ารักน้ำ” ที่ทรงมุ่งดูแลผืนป่าและต้นน้ำของแผ่นดิน ซึ่งเป็นรากฐานของความอุดมสมบูรณ์ สู่สวนป่าเบญจกิติ ที่วันนี้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจของคนเมืองด้วยธรรมชาติอันยั่งยืน

พบกับกิจกรรมเจริญสุขอย่างดีงาม ต้อนรับปีใหม่

ต้อนรับปีใหม่ด้วยบุญแรกอย่างเป็นสิริมงคล ด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 109 รูป จาก 11 วัด ในบรรยากาศสงบร่มรื่นของพื้นที่สีเขียวกลางเมือง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 9 มกราคม 2569  เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณองค์พระพุทธวิสุทธิมงคล และริมทะเลสาบ สวนเบญจกิติ

เปิดใจรับพลังบวกในยามเช้า พร้อม “ธรรมะปลุกใจ” ให้กาย–ใจอ่อนโยน กับ “เสียงธรรมยามเช้า” โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ภายใต้หัวข้อ “เสียงธรรมยามเช้า เริ่มต้นปีใหม่ด้วยใจตื่นรู้ : เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต” วันที่11 มกราคม 2569 เวลา 08.00-09.30 น. ณ สวนเบญจกิติ

แล้วพบกันในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026 เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2569 ณ สวนลุมพินี  สวนเบญจกิติ อุทยานเบญจสิริ  และสวนปทุมวนานุรักษ์ ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ FB:กรุงเทพดีต่อใจ

ไอคอนสยาม สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง CNN ถ่ายทอดสดเคานต์ดาวน์ไทยไปทั่วโลก

ไอคอนสยาม สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง CNN ถ่ายทอดสดเคานต์ดาวน์ไทยไปทั่วโลก

ไอคอนสยาม สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง CNN ถ่ายทอดสดเคานต์ดาวน์ไทยไปทั่วโลก

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ไอคอนสยาม กับบทพิสูจน์ความสำเร็จของ Global Countdown Destination จากมหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ริมเจ้าพระยา สู่เวทีสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศในสายตาโลก โดยในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไอคอนสยาม ได้ก้าวข้ามบทบาทของผู้สร้างสรรค์การจัดงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปี สู่การเป็น Top of Mind Global Countdown Destination ที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 3 จุดหมายปลายทางเคานต์ดาวน์ระดับโลกบนเวทีนานาชาติ ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยบนแผนที่การเฉลิมฉลองระดับโลกอย่างสง่างาม ภายใต้แนวคิด Win the World for Thailand ที่ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และ Soft Power ไทย เชื่อมโยงสายตาผู้ชมจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน พร้อมบทพิสูจน์สำคัญคือ การที่ CNN ปักหมุดถ่ายทอดสดการเคานต์ดาวน์ 2026 ที่ไอคอนสยาม พร้อมสำนักข่าวรอยเตอร์, AFP และอีกหลากหลายประเทศ ส่งภาพการเฉลิมฉลองริมแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่สายตาชาวโลกเคียงข้างมหานครชั้นนำระดับสากล

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่าน การรวมพลังระดับชาติครั้งประวัติศาสตร์ ในการสร้างสรรค์ปรากฏการณ์เหนือผืนฟ้าเจ้าพระยาอย่างเต็มรูปแบบต่อเนื่องกว่า 20 นาที ผสานแสง สี เสียง โดรน และพลุ เข้ากับภูมิทัศน์เมืองระดับไอคอนิก กลายเป็นภาพจำใหม่ของการเฉลิมฉลองข้ามปีที่งดงาม ทรงพลัง และแตกต่างในระดับโลก รวมทั้งการส่งมอบความสุขผ่านประสบการณ์ความบันเทิงสุดอลังการจากศิลปินไอคอนิกระดับโลก มาร์ค ต้วน และศิลปินไทยทุกค่ำคืนกว่า 200 ชีวิต สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 1.8 ล้านคน

งาน Amazing Thailand Countdown 2026 ณ ไอคอนสยาม เป็นศูนย์กลางเฉลิมฉลองส่งท้ายปีที่ดึงดูดชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ มากกว่า 1.8 ล้านคน  พร้อมสร้างการรับชมถ่ายทอดสดและคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลกหลายร้อยล้านวิว ผ่านสื่อระดับนานาชาติและแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่กระแสบนโซเชียลมีเดียพุ่งขึ้นติด อันดับ 1 เทรนด์บนแพลตฟอร์ม X และอีกหลายแพลตฟอร์ม ตอกย้ำสถานะของไอคอนสยามในฐานะ Global Experiential Destination ในทุกเทศกาลของประเทศไทยอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จที่สำคัญ คือการที่ CNN ปักหมุดถ่ายทอดสดการเคานต์ดาวน์ 2026 จากไอคอนสยาม ให้เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ถ่ายทอดภาพการเฉลิมฉลองอันงดงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก เคียงข้างมหานครชั้นนำระดับสากล พร้อมด้วยการรายงานข่าวจากสำนักข่าวระดับโลก อาทิ Reuters, AFP และสื่อชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ภาพที่ปรากฏจึงไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปี หากแต่ทำหน้าที่เสมือน เวทีสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศ (Nation Branding Platform) ที่สะท้อนความสง่างาม ความร่วมสมัย และอัตลักษณ์ความเป็นไทยในมิติที่ลึกซึ้ง ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการเฉลิมฉลองแห่งศักราชใหม่อย่างแท้จริง

ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนประวัติศาสตร์ คือการปรากฏตัวของ มาร์ค ต้วน ศิลปินไอคอนิกระดับโลก ที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับ เจฟ ซาเตอร์ ศิลปินไอคอนิกของไทย ถ่ายทอดพลังดนตรีข้ามพรมแดน สร้างโมเมนต์ประวัติศาสตร์ที่ยกระดับค่ำคืนข้ามปีให้พิเศษและทรงคุณค่ากว่าที่เคย เป็นอีกหนึ่งภาพแทนของการผสาน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกอย่างมีรสนิยม

ในมิติทางเศรษฐกิจ งานเคานต์ดาวน์ที่ ไอคอนสยาม ยังทำหน้าที่เป็น กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง อย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงเทศกาล อัตราการจองโรงแรม ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเรือดินเนอร์เต็ม 100%  ขณะที่ทราฟฟิกทางน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว สร้างรายได้และความคึกคักให้กับชุมชนโดยรอบ

ความสำเร็จทั้งหมดนี้ ทำให้ ไอคอนสยาม ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลก หากแต่ก้าวขึ้นสู่การเป็น Global Countdown Destination ของประเทศไทย ที่สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพของประเทศในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของปีได้อย่างทรงพลัง

เมื่อมองภาพรวม ไอคอนสยาม คือแลนด์มาร์กที่ทำหน้าที่ “ขยายเพดาน” ของการเคานต์ดาวน์ไทย จากเวทีระดับเมืองสู่เวทีระดับโลก จนกลายเป็น Top of Mind Global Countdown Destination ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงยกระดับการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี หากแต่พัฒนาเป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์ประเทศ การท่องเที่ยว และ Soft Power ไทย ที่มีคุณค่าและยั่งยืนในระยะยาว

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชวนน้องๆ เด็กและเยาวชน พร้อมผู้ปกครอง เที่ยวงาน วันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00  น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังคุณค่าการพึ่งพาตนเองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบที่สนุกสนาน และลงมือปฏิบัติจริง เสริมทักษะ สร้างประสบการณ์ความสุขในวิถีเกษตรและการพึ่งตนเอง กิจกรรมภายในงานมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร ควบคู่กับการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านรูปแบบ Walk Rally วิถีเกษตร กว่า 30 ฐาน ครอบคลุมทั้งกิจกรรมความสนุกหรรษา ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมลุ้นรับของรางวัลตลอดงาน

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการเล่น และลงมือทำ ฝึกทักษะการใช้จินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพื่อที่จะเติบโตอย่างมั่นคง พึ่งพาตนเองได้ และเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยในปีนี้จัดเต็มความสนุกสนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมาภายใต้แนวคิด “เด็กไทยหัวใจเกษตร” ที่พร้อมใจกันมาร่วมแจกจ่ายความสนุก และของรางวัล

ภายในงานวันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 สนุกจัดเต็ม และสอดแทรกสาระความรู้การเกษตร พร้อมลงมือปฏิบัติจริง กิจกรรมเด่น อาทิ จักรยานสูบน้ำ ต่อวงจรโซลาร์เซลล์ พลังงานเท้าเหยียบ บิงโกเกษตร บันไดงู นาปาเป้า หนูน้อยจ่ายตลาด  คีบเมล็ดพันธุ์ รวมถึงกิจกรรมเอาใจเด็กรุ่นใหม่กับเกมแบบเทคโนโลยีดิจิทัล ชวนตะลุยภารกิจ ตอบคำถาม Kahoot ตะลุย VR 1 ไร่ พึ่งตนเองบนโลกเสมือนจริง จับคู่ดูดู้บัฟ สำหรับน้องๆ หนูๆ อายุต่ำกว่า 4 ขวบ เราก็มีโซนฐานกิจกรรมให้ได้ลองประลองทักษะ และกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ พร้อมรับของรางวัลมากมายกว่า 30 ฐาน และลุ้นรางวัลใหญ่กลับบ้านทุกชั่วโมง

นอกจากนี้ยังเปิดเข้าชมฟรีพิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมรับชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน 3 มิติ 14 รอบ ตลอดทั้งวัน เต็มอิ่มอร่อยกับอาหารคาวหวาน และช่วงเวลา 08.00 น. พบกับกิจกรรมพิเศษ “ฝนหลวงโปรยยิ้ม” พร้อมแจกของรางวัลจากเครื่องบินฝนหลวง…ลุ้นรับรางวัลใหญ่

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าเด็กทุกคน คือ “เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง” ที่รอการดูแล บ่มเพาะ และเติมเต็มด้วยความรู้ คุณค่า และแรงบันดาลใจ งานวันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งความสนุก หากคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่หล่อหลอมหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน ให้เติบโตอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง มีรากฐานแห่งคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต และสามารถยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลง งานวันเด็กในครั้งนี้จึงเป็นการร่วมกันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต เพื่อให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยอย่างงดงามและยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

รัฐบาลอิหร่านเผชิญแรงต้านรอบใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมา ต่อเนื่องเข้าสู่ศักราชใหม่ 2026 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนชาวอิหร่านพร้อมใจออกมารวมตัวประท้วง ทั้งในกรุงเตหะรานเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ เช่น อิสฟาฮาน (Isfahan), ชีราซ (Shiraz), มาชฮัด (Mashhad) และเคอร์มานชาห์ (Kermanshah) โดยมีกลุ่มนักศึกษาจากกว่า 10 มหาวิทยาลัยเข้าร่วม จนถึงขณะนี้ล่วงเลยมาแล้วเกือบ 1 สัปดาห์ มีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและกลุ่มผู้ประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตายิงใส่เพื่อสลายผู้ชุมนุมในหลายจังหวัด รวมถึงมีรายงานกลุ่มผู้ประท้วงพยายามจะบุกเข้าไปยังที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดฟาร์สด้วย

การประท้วงเริ่มต้นจากกลุ่มพ่อค้าในตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) กรุงเตหะราน ที่ปิดร้านประท้วงเพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และออกมาเดินขบวน พร้อมคำขวัญเชิงสัญลักษณ์อย่าง “No Gaza, no Lebanon, my life for Iran” เพื่อสื่อว่ารัฐบาลควรเลิกนำงบประมาณไปสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในต่างประเทศและหันมาดูแลคนในชาติ ก่อนจะขยายตัวไปยังกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไปในกว่า 12 จังหวัด

การประท้วงระลอกนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ มาห์ซา อามินี ในปี 2022 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากปากท้อง หลักๆ คือ ค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะลุไปถึง 1.42 – 1.45 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2015 ที่เคยอยู่ที่ 32,000 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร่วงลงกว่า 95% ตามด้วยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 42-50% โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เนื้อสัตว์และข้าว ที่พุ่งขึ้นถึง 72% ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นได้

รัฐบาลอิหร่านเร่งรับมือ

เริ่มจากมาตรการความมั่นคง กองกำลังความมั่นคงและบาสิจ (Basij) ได้เพิ่มกำลังในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น จัตุรัสสำคัญในเตหะราน และมีการคุมเข้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่เพื่อสกัดกั้นการนัดรวมตัว ส่วนอัยการสูงสุดเตือนว่ารัฐบาลจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด ต่อความพยายามใดๆ ที่จะสร้างความไร้เสถียรภาพในประเทศ

ขณะที่รัฐบาลประกาศให้วันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) เป็นวันหยุดธนาคารและหน่วยงานรัฐ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “สภาพอากาศหนาวเย็นเพื่อประหยัดพลังงาน” แต่ถูกมองว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้คนรวมตัวกันประท้วง ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน ได้สั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง และแต่งตั้ง อับดอลนัสเซอร์ เฮมมาตี กลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอีกครั้ง เพื่อกู้สถานการณ์ค่าเงิน หลังจากเคยดำรงตำแหน่งนี้ปี 2018-2021 โดยมีภารกิจหลักคือการ “รื้อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลายชั้น” (Multi-tier exchange rate) ที่เป็นช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชัน ขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งศูนย์เจรจากับตัวแทนพ่อค้าในตลาดเพื่อขอความร่วมมือในการพยุงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านพยายามหาทางรับมือปัญหานี้มาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสนอแผนงบประมาณที่ ปรับขึ้นภาษีถึง 62% เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณเนื่องจากรายได้จากน้ำมันลดลงเหลือเพียง 16% ของเป้าหมายในปี 2025 แต่นโยบายนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนเพราะซ้ำเติมเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 50% ส่วนรัฐสภาได้อนุมัติแผนการเปลี่ยนหน่วยเงินจาก “เรียล” เป็น “โตมัน” (Toman) โดยการตัดศูนย์ออก 4 ตัว (10,000 เรียลเดิม = 1 โตมันใหม่) เพื่อลดความซับซ้อนของธุรกรรมและผลกระทบทางจิตวิทยาจากเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเกิดรอยร้าวระหว่างสำนักงานของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และฝ่ายประธานาธิบดี โดยฝ่ายอนุรักษนิยมวิจารณ์ว่ารัฐบาลของเปเซสเคียน “อ่อนแอเกินไป” ในการรับมือกับผู้ประท้วง ขณะที่ฝ่ายประธานาธิบดีพยายามเน้นย้ำสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ

วิกฤตซ้อนวิกฤต

นับว่าน่าเห็นใจรัฐบาลอิหร่านไม่น้อย เพราะวิกฤตเศรษฐกิจของอิหร่านในปีที่ผ่านมานี้ ถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมากเนื่องจากเป็นการบรรจบกันของปัจจัยภายนอก อันได้แก่นโยบายของมหาอำนาจต่างชาติ และปัจจัยภายใน ซึ่งก็คือความขัดแย้งในภูมิภาค

นโยบาย “Maximum Pressure 2.0” ของทรัมป์

ภายหลังการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อฟื้นนโยบายกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินเรียล สหรัฐฯ ได้ผลักดันให้มีการใช้กลไก “Snapback” เพื่อรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติทั้งหมดต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศและการห้ามซื้อขายอาวุธ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกระดับการตรวจสอบเครือข่ายธนาคารเงาที่อิหร่านใช้หลบเลี่ยงการคว่ำบาตรเพื่อทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทำให้กระแสเงินตราต่างประเทศ อันหมายถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าสู่อิหร่านถูกตัดขาดเกือบสมบูรณ์

อีกมาตรการสำคัญ คือสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดกับบริษัทต่างๆ ที่ยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยเฉพาะในจีน ทำให้รายได้หลักของอิหร่านลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2025 อิหร่านจัดเก็บรายได้จากน้ำมันได้เพียง 16% ของเป้าหมายเท่านั้น ขณะที่ทรัมป์ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างพักผ่อนปลายปี ที่รีสอร์ตส่วนตัว มาร์-อา-ลาโก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยระบุว่า “เศรษฐกิจอิหร่านพังพินาศแล้ว” และเน้นย้ำเรื่องเงินเฟ้อที่รุนแรง ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของตลาดและทำให้นักลงทุนเทขายเงินเรียล

ส่วนปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งในภูมิภาค หนีไม่พ้นสงคราม 12 วันกับอิสราเอลในช่วงกลางปี 2025 ทำให้งบประมาณด้านกลาโหมของอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 145% เพื่อเตรียมการป้องกันประเทศ ส่งผลให้งบประมาณที่จะนำมาพยุงเศรษฐกิจถูกดึงไปใช้ในกิจการทหารแทน ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกเพราะหวาดกลัวภัยสงคราม และพยายามเปลี่ยนเงินเก็บจากสกุลเรียลไปเป็น ทองคำ เงินดอลลาร์ หรือคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินเรียลดิ่งเหวลงอย่างรวดเร็วจากแรงเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Selling)

นอกจากปัญหาเงินเฟ้อ อิหร่านยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานและน้ำอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาจากปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงรุนแรง เป็นตัวเร่งให้ความไม่พอใจของประชาชนปะทุขึ้นในวงกว้าง

ล่าสุดทรัมป์ระบุว่าเขายัง “ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง” (No regime change) ในตอนนี้ แต่เน้นย้ำว่าเขาจะรอดูว่าอิหร่านจะจัดการกับเศรษฐกิจที่ล่มสลายอย่างไร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นท่าทีที่กดดันให้ปฏิวัติจากภายใน

สถานการณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินว่า นโยบายการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ ธนาคารกลางของประธานาธิบดีเปเซสเคียนจะช่วย “ห้ามเลือด” เศรษฐกิจได้ทันเวลาหรือไม่ และถือเป็นบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอิหร่าน ว่าจะสามารถพยุงค่าเงินและลดอุณหภูมิความโกรธแค้นของประชาชนได้ทันเวลาก่อนที่การจลาจลจะบานปลายหรือไม่

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2569 แด่ชาวไทยทุกคน 

เราได้ผ่านพ้นปี 2568 ไปแล้ว โดยหลายคนอาจจะผ่านปีเก่าไปอย่างสะบักสะบอม แต่ก็ยังผ่านมาได้ ก็ต้องนับว่ายังโชคดีที่ผ่านพ้นมาได้ ส่วนบางคนอาจจะไม่ต้องประสบพบเจอเรื่องราวร้าย ๆ แต่ประการใดในรอบปีที่ผ่านไป ก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้าย หรือพบเรื่องดีในปี 2568 ก็ต้องบอกว่ามันผ่านไปแล้ว แล้วเราก็ต้องร่วมกันแสดงความยินดีที่เราได้ผ่านพ้นมันมาได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียน 

บัดนี้ เวลานี้เข้าสู่ปี 2569 แล้ว เข้าสู่พุทธศักราชใหม่ คือ พ.ศ. 2569 ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่รักษาตัว รักษาชีวิตให้ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ได้พร้อมกัน อะไรที่ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไป เก็บไว้เพียงความทรงจำและบทเรียน อะไรดีอยู่แล้วก็ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อะไรที่มันเลวร้าย ก็จงมองข้ามผ่านมันไป แล้วเก็บไว้เป็นบนเรียนของชีวิต เพราะชีวิตที่ดีต้องไม่ประสบปัญหาซ้ำเดิมเป็นครั้งที่สองที่สาม เพราะหากประสบปัญหาเดิม ๆ ปัญหาซ้ำ ๆ ก็หมายความว่าไม่เรียนรู้ ไม่สำนึก 

ปีนี้จะเป็นปีที่ดี หรือปีที่ไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะดำเนินชีวิตอย่างไร เพราะเราเลือกทางเดินของชีวิตของเราเองได้ เราต้องการได้ดี ก็ทำดี หากเราไม่ต้องการได้ดีก็ทำสิ่งเลวร้าย นี่คือความจริง ไม่มีทางที่คนทำดีจะประสบความเลวร้าย แล้วก็ไม่เคยที่คนทำเลวจะประสบความสุข ความดีเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ต้องทำ และต้องตั้งใจทำโดยตลอด แต่ความชั่วเป็นเรื่องง่ายที่จะกระทำ แต่ทำแล้วนำมาซึ่งปัญหาสารพัด แต่ก็น่าประหลาดที่คนทุกคนรู้เรื่องนี้ดี แต่ก็ยังมีคนทำความเลว 

หลายคนบอกว่าปีนี้จะมีปัญหาสารพัดสารพันรุมเร้าประเทศไทยและคนไทย แต่ก็ต้องบอกว่าต่อให้มีปัญหานานาประการมากมายสักเพียงใด เราก็ต้องเอาชนะมันให้ได้ และเราก็ต้องไม่เป็นตัวสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้บ้านเมืองของเรา และไม่เพิ่มปัญหาให้ตัวของเองด้วย ปัญหาเกิดขึ้นได้ก็ต้องแก้ได้ ถ้าเรามีสติปัญญา และมีความรู้เท่าทัน ขออย่างเดียวอย่างสร้างปัญหา อย่างเพิ่มปัญหาให้หนักกว่าเดิม หากเราไม่สร้างปัญหา ก็เท่ากับช่วยลดปัญหาได้แล้ว แล้วเมื่อเรามีสติปัญญา เราก็จะช่วยแก้ปัญหาได้

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์วันนี้ เป็นภาพพุลสวยงาม สว่างไสว เสียงดัง ดูแล้วสวยสดงดงาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบพลุ แต่ก็ต้องบอกว่าแม้พลุจะสวยงาม สว่างไสว แต่ก็มีผลเสียต่อชีวิตของหมาแมวเช่นกัน เพราะหมาแมวหลายตัวต้องตายเพราะตื่นตกใจกับเสียงพลุ จนวิ่งเตลิดไปถูกรถชนตาย บางตัวก็วิ่งเตลิดหนีออกจากบ้านจนหลงกลับบ้านไม่ถูก ซึ่งนั้นก็ต้องบอกว่าในดีมีร้าย ในร้ายมีดี เพราะพลุสวยงาม ทำให้เราชื่นตาชื่นใจ แต่ก็มีผลร้ายต่อสัตว์ร่วมโลกของเราด้วย ทั้งนี้คงจะต้องมาหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในอนาคต เพื่อให้คนสดชื่นรื่นเริงเบิกบานสำราญใจ แล้วไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขออวยพรให้คนไทยมีสติ มีปัญญา ที่เข้มแข็ง ไม่หลงในอบายทั้งปวง ไม่ถูกนักการเมืองหลอกล่อ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้กลายเป็นเหยื่อของคนเลวคนพาล ไม่ตกเป็นอาหารอันโอชาของหมู่มารและพาลชน ปีใหม่นี้ หากคุณต้องการความสุขสถานใด คุณต้องเลือกและต้องทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครทำให้คุณมีความสุขได้ หากคุณไม่บรรดาลความสุขให้ตัวเอง ความสุขอยู่ที่ใจ เมื่อใจมีสุข ทุกอย่างก็มีสุข 

สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอประเทศไทยจงเจริญ หมดคนพาล สิ้นคนเลว ขอคนไทยมีสติ มีปัญญากล้าแข็งทุกคน 

และขอแจ้งข่าวว่าวันเด็กปีนี้ Mr. Flower และมวลมิตรจะไปเลี้ยงอาหารกลางวัน และมอบของขวัญวันเด็กให้นักเรียนโรงเรียนบ้านกลาง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นักเรียนมีจำนวน 120 คน ครูและเจ้าหน้าที่จำนวน 17 คน หากคุณ ๆ สนใจไปร่วมกิจกรรมนี้ กรุณาติดต่อ 091 7233615 เราไปร่วมทำกิจกรรมดี ๆ ให้สังคมด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ขอบคุณภาพจาก Viv Pithaksuwan 

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

ห้องปฏิบัติการตงหูในมณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน ประกาศความสำเร็จครั้งใหม่ในด้านเทคโนโลยีแม็กเลฟความเร็วสูง หลังจากมีการทดสอบเร่งความเร็วของรถไฟต้นแบบขนาด 1.1 ตัน แตะ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาเพียง 5.3 วินาที ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการวิจัยแรงขับเคลื่อนพลังแม่เหล็กไฟฟ้า

การทดสอบข้างต้นใช้รางรถไฟยาว 1,000 เมตร ตัวรถไฟทำความเร็วแตะระดับสูงสุดที่ตำแหน่งราว 600 เมตร และหยุดวิ่งได้อย่างมั่นคง ณ จุดสิ้นสุดราง โดยการทดสอบวิ่งครั้งนี้ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 8 วินาที เป็นการสร้างสถิติโลกครั้งที่ 3 ของห้องปฏิบัติการนี้ในรอบ 6 เดือน ต่อจากความสำเร็จก่อนหน้านี้ที่ทำความเร็วแตะ 650 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. และ 700 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากระบบ “กำกับทิศทางแรงยกลอยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าแบบถาวร+แรงขับเคลื่อนพลังแม่เหล็กไฟฟ้า” ซึ่งเอาชนะความท้าทายหลายประการอย่างความเสถียรทางอากาศพลศาสตร์ความเร็วสูง การสื่อสารไร้สายแบบความหน่วงต่ำ และการควบคุมมอเตอร์เชิงเส้นอย่างแม่นยำ

ห้องปฏิบัติการตงหูระบุว่า รางรถไฟยาว 1,000 เมตรจะเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาระบบขนส่งแม็กเลฟรุ่นถัดไป การส่งยานอวกาศด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า และโครงการเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ โดยส่งเสริมการคิดค้นเทคโนโลยีการขนส่งอันล้ำสมัย

พัฒนา ‘เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

พัฒนา ‘เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

พัฒนา ‘เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พัฒนา เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต ทุเรียน อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488 % ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย

ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing) นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย

การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อยๆพัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ในปีสุดท้ายของหลักสูตร ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริม Soft Power ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับรางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 และได้รับรางวัล Excellence Award ในงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 จาก Korean Society of Fashion Business ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

งานวิจัยนวัตกรรมฯไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย ซึ่ง ดร.อุษา กล่าวว่า แบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)

ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล ดร.อุษา กล่าวและว่า

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

รัฐบาลเวียดนามโดยกระทรวงสาธารณสุข จะจัดการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) และโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสให้เด็กโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2026 เพื่อขยายอัตราความครอบคลุมของการสร้างภูมิคุ้มกันและลดภาระทางการเงินของพ่อแม่ผู้ปกครอง

สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นแบบจำกัดวงตั้งแต่ไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้เด็กหญิงอายุ 11 ปี จะเริ่มต้นไตรมาสสาม (กรกฎาคม-กันยายน) คาดแต่ละปี จะมีเด็กประมาณ 18,000 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ในช่วงปี 2026-2028

วัคซีนทั้งสองตัวข้างต้นจะถูกเพิ่มเข้าโครงการขยายภูมิคุ้มกันแห่งชาติของเวียดนาม เพื่อช่วยรับประกันการเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคด้อยโอกาส ขณะปัจจุบัน การฉีดวัคซีนทั้งสองตัวจะมีค่าใช้จ่ายหลายล้านดองเวียดนามต่อโดส

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

ประมวลภาพการแสดงพลุดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า 2025 และต้อนรับปีใหม่ ปีม้าทอง 2026 ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในกรุงเทพมหานครบ้านเรา ที่สถานีโทรทัศน์ CNN ถึงกับมาตั้งกล้องปักหลักถ่ายทอดสดเป็นศูนย์กลางการเฉลิมฉลองในย่านเอเชีย-แปซิฟิก ในปีนี้กันเลยทีเดียว ขอให้ผู้อ่านรวยๆ เฮงๆ รับปีใหม่กันถ้วนหน้าทุกท่านด้วยนะครับ

(ภาพ 1-8)

แบรนด์ “กรีน พลาสวู๊ด – พาราซโซ่ – คอนเนคซ์ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย”

แบรนด์ “กรีน พลาสวู๊ด - พาราซโซ่ - คอนเนคซ์  “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย”

แบรนด์ “กรีน พลาสวู๊ด – พาราซโซ่ – คอนเนคซ์ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย”

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายประตูและชุดเฟอร์นิเจอร์คุณภาพภายใต้แบรนด์ กรีน พลาสวู๊ด (Green Plastwood) พาราซโซ่ (PARAZZO) และคอนเนคซ์ (Connex) ร่วมผนึกกำลังในโครงการ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย” โดยนำทีมผู้บริหารลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งมอบความห่วงใยและกำลังใจให้การเริ่มต้นใหม่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

จากเหตุการณ์อุทกภัยนี้ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ทางแบรนด์ฯ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมช่วยเหลือด้วยการมอบบานประตูจำนวน 987 บาน มูลค่า 1,480,500 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นห้าร้อยบาทถ้วน) สำหรับการปรับปรุงอาคารและที่อยู่อาศัย ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและจิตใจผู้ประสบอุทกภัยให้พร้อมต่อการเดินหน้าครั้งใหม่อย่างมั่นคง

ต่อศักดิ์ สงวนสุข ผจก. ผลิตภัณฑ์ กรีน พลาสวู๊ด (ที่ 2 จากขวา) มณธิรา เสาวคนธ์ ผอ.ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ซ้ายสุด) 
พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนโครงการ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย” วรัชญ์ ปริสุทธิ์กุล นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดสงขลา (ที่ 3 จากซ้าย) และ กนกศักดิ์ โกวิทยา บจก.เพชรสยามรวมไม้ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลือไปยังชุมชนในพื้นที่(ที่ 3 จากขวา)

ต่อศักดิ์ สงวนสุข ผู้จัดการทั่วไป ผลิตภัณฑ์ กรีน พลาสวู๊ด และ มณธิรา เสาวคนธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ พร้อมทีมงาน เดินทางลงพื้นที่ส่งมอบบานประตู โดยได้รับเกียรติจาก วรัชญ์ ปริสุทธิ์กุล นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จังหวัดสงขลา และ ดร.กาญจน์ เพียรเจริญ ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับมอบเพื่อนำส่งบานประตูไปยังผู้ประสบอุทกภัยในชุมชน รวมทั้งผู้บริหารจากแบรนด์ฯ ได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาด ณ วิทยาลัยพาณิชยการหาดใหญ่ โรงเรียนมัธยมจิตจัณ ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

นอกจากนี้ ทางแบรนด์ฯ ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยภายหลังสถานการณ์อุทกภัย โดยจัดเตรียมข้อเสนอพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ ประตู วงกบ บานซิงค์ และตู้แขวน สามารถสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ ผู้แทนจำหน่าย ร้านค้าวัสดุก่อสร้างท้องถิ่น โฮมโปร เมกาโฮม และไทวัสดุ ที่ร่วมรายการ ได้แก่ แบรนด์ กรีน พลาสวู๊ด ที่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างท้องถิ่นในพื้นที่ แบรนด์พาราซโซ่ ที่โฮมโปร สาขาหาดใหญ่ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า หาดใหญ่ (กาญจนวนิช) นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี เมกาโฮม สาขาหาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ทุ่งสง และแบรนด์ คอนเนคซ์  ที่ไทวัสดุ สาขาหาดใหญ่ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง และ สุราษฎร์ธานี

กรีน พลาสวู๊ด พาราซโซ่ และคอนเนคซ์ พร้อมทีมงาน ขอร่วมส่งกำลังใจให้ทุกท่านในพื้นที่ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ได้โดยเร็ว พร้อมเริ่มต้นใหม่ด้วยความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม