ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดมหกรรมส่งเสริมสุขภาพ ครบรอบ 16 ปี รพ.จุฬาภรณ์ สร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดมหกรรมส่งเสริมสุขภาพ ครบรอบ 16 ปี รพ.จุฬาภรณ์ สร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดมหกรรมส่งเสริมสุขภาพ ครบรอบ 16 ปี รพ.จุฬาภรณ์ สร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดงาน “มหกรรมส่งเสริมสุขภาพ ครบรอบ 16 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน” ระ หว่างวันที่ 29 ถึง 31 ตุลาคม 2568 ณ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลด้วยพระปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย และยกระดับคุณภาพการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ภายในงานมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพครอบคลุมทั้ง 4 มิติ-กาย จิต สังคม และปัญญา พร้อมเสวนานวัตกรรมทางการแพทย์ อาทิ การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง, PRP รักษาข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด และเทรนด์อาหารเพื่อความยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีบริการตรวจสุขภาพฟรี จากทีมแพทย์และคลินิกเฉพาะทางของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ รวมถึงนิทรรศการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย ที่ให้ความรู้ในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในยุคสังคมสูงอายุ ผู้เข้าร่วมยังสามารถรับ ต้นไม้และสมุนไพรฟรีวันละ 250 ต้น เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยธรรมชาติ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ภายในงานแบ่งออกเป็น 7 โซนสุขภาพ เช่น SX Food, Exercise, CRA Innovation, Health & Wellness, Green Volunteer, Active Aging และ Space Age “เสืออวกาศ” จำหน่ายผลิตภัณฑ์การกุศล สิริศิลปิน ศิลป์เพื่อชีวิต พร้อมกิจกรรมพิเศษ CRA Charity Run ครั้งที่ 5” รูปแบบ Virtual Run ผ่านแอป Calories Credit Challenge โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับเสื้อวิ่งลายภาพฝีพระหัตถ์ “เสืออวกาศ” และเหรียญที่ระลึกและนิทรรศการภาพวาดฝีพระหัตถ์ “จักรวาลแห่งน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” จัดแสดง ณ ชั้น 1 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและการแพทย์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขอเชิญประชาชนร่วมกิจกรรมดีๆ เพื่อสุขภาพกายใจที่ยั่งยืน และร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 16 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระหว่างวันที่ 29 ถึง 31 ตุลาคมนี้ ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ทาง LINE Official โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพียงเพิ่มเพื่อน @chulabhornhospital

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายจีนในเมืองไทย จากเสื่อผืนหมอนใบสู่เศรษฐีพันล้าน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายจีนในเมืองไทย จากเสื่อผืนหมอนใบสู่เศรษฐีพันล้าน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนเชื้อสายจีนในเมืองไทย จากเสื่อผืนหมอนใบสู่เศรษฐีพันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยในประเทศไทยนั้น ประกอบด้วยคนหลายชนชาติหลายวัฒนธรรม   หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งคือ “คนเชื้อสายจีน” ซึ่งมีรากเหง้ามาจากเมืองท่าต่าง ๆ ในจีนตอนใต้ เช่น แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ และไหหลำ โดยมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา      

ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรคนไทยเชื้อสายจีนประมาณ 9 ล้านคนส่วนมากจะเป็นเชื้อสายแต้จิ๋วประมาณร้อยละ 56 รองลงมา ได้แก่ แคะ(ฮากกา) ร้อยละ 16, ไหหลำ ร้อยละ 11, กวางตุ้ง ร้อยละ 7, ฮกเกี้ยน ร้อยละ 7, และอื่น ๆ ร้อยละ 12

ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว มีนิสัยรักพวกพ้อง   เจ้าระเบียบ ประณีต ละเอียดอ่อน  ไม่มักง่าย  เป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่มีจำนวนมากที่สุด   อพยพมาจากพื้นที่ใกล้เมืองซัวเถา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา   โดยพระเจ้าตากสินทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว   อยู่กันมากที่กรุงเทพและเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทย        เช่น  ตระกูล โสภณพนิช (ธนาคารกรุงเทพ)   สิริวัฒนภักดี (เบียรช้าง)  จึงรุ่งเรืองกิจ (ไทยซัมมิต)

ชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน  เชี่ยวชาญการค้าขายต่างประเทศทางเรือ อยู่กันมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่ภูเก็ต ระนอง ชุมชนฮกเกี้ยนในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใกล้ป้อมเพชร ตรงข้ามวัดพนัญเชิง    ส่วนชุมชนชาวฮกเกี้ยนในกรุงเทพฯอยู่บริเวณตลาดน้อย ใกล้ศาลเจ้าโจวซือกง  เช่น ตระกูล  ณ ระนอง หลีกภัย   ทวีสิน  ซอโสตถิกุล (ซีคอน)  ภิรมย์ภักดี (เบียรสิงห์)  ศรีวัฒนประภา(คิงพาเวอร์)

คนไทยเชื้อสายจีนกวางตุ้ง (Cantonese)  มาจากบริเวณเมืองกวางโจว มีลักษณะนิสัยที่สรุปเป็นอักษรจีน 4 ตัว ว่า “乐天务实” หมายถึง “เบิกบาน ปฏิบัตินิยม” มุ่งเรื่องผลประโยชน์ หรือคุณโทษที่จะเกิดกับตนมาก มีความเบิกบานง่ายๆ ไม่ติดกรอบ ปรับตัวตามสถานการณ์เก่งและรวดเร็ว  มีไหวพริบดี… นิยมอาศัยอยู่ในกรุงเทพแถบถนนสาทร  บางรัก ตรอกซุง ตรอกไก่   จังหวัดตรัง  ภูเก็ต   นิยมเป็นช่างฝีมือ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ช่างซ่อมนาฬิกา ค้าทองคำ เจ้าของภัตตาคาร ขายพวกขนมจีบ ติ่มซำ    หมูย่าง  เช่น ตระกูล  ชาญวีรกูล  โอสถานุเคราะห์   โชควัฒนา

คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ (Hainanese) มาจากเกาะไหหลำ  นิสัยขี้เล่น ฉลาด  เอาเรื่องเล่นมาเป็นงานได้  ตรงไปตรงมา ไม่ทะเยอทะยาน  รักเสรี สนุกสนาน ใจกล้า  เชื่อมั่นในคนเอง ชอบฉวยโอกาสเอาประโยชน์เฉพาะหน้า   ชอบโก้ รักหน้าตา  แต่งตัวดี วางตัวภูมิฐาน    ใจกว้างแต่ไม่ยอมเสียเปรียบใคร    อยู่กันมากที่เกาะสมุย  เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี  นครสวรรค์  พิจิตร  ลำปาง  ชำนาญทางร้านอาหาร และโรงงาน   จีนไหหลำในเมืองไทยชอบทำธุรกิจค้าไม้ โรงเลื่อย  ร้านอาหาร  โรงแรมเช่น ตระกูลจิราธิวัฒน์ (ห้างเซ็นทรัล)  อยู่วิทยา (กระทิงแดง)

คนไทยเชื้อสายจีนแคะ   หรือ ฮากกา (Hakka客家)  สืบเชื้อสายมาจากชาวฮั่นโบราณ   มีนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว   ตรงไปตรงมา  ไม่ชอบพิธีรีตอง  ชอบทำการเกษตร ทำนา รับราชการ   มีนิสัย ประหยัดมัธยัสถ์ กล้าหาญ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ใฝ่ศึกษาทั้งบุ๋นและบู๊ วัฒนธรรมเรียบง่าย หนักแน่น สมถะ  ชอบทำอาชีพหัตถกรรม เหมืองแร่   เช่น ตระกูลลีนุตพงษ์

คนไทยเชื้อสายจีนฮ่อ   ส่วนใหญ่มาจากยูนนาน  บางส่วนนับถืออิสลาม   เดินทางมาค้าขายทางบกด้วยม้าต่างจากยูนนานผ่านประเทศลาวและเมียนมาร์ ชาวจีนฮ่อส่วนหนึ่งคือกลุ่มทหารกองพล 93 ที่ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยในพื้นที่ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งแม้ในช่วงแรกจะถูกมองว่าเป็นชนกลุ่มน้อย แต่บุตรหลานของทหารกลุ่มนี้ก็ได้กลายเป็นพลเมืองไทยที่เข้มแข็ง  มีมากที่เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง  พะเยา  เช่น พวกสกุล  นิมมานเหมินทร์

ในสมัยสุโขทัย มีการค้าขายกับจีนผ่านเส้นทางบก ทะเลและแม่น้ำ  โดยคนจีนยูนนานและกวางสีผ่านแม่น้ำโขงและข้ามภูเขา     ทางทะเลผ่านเมืองท่าที่เชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ เช่น เมืองฟูเจี้ยนและแต้จิ๋ว ซึ่งส่งสินค้าจีนมายังสุโขทัย เช่น ผ้าไหม เครื่องเคลือบดินเผา และสมุนไพร ในขณะเดียวกันก็มีคนจีนบางส่วนเดินทางทางเรือเข้ามาเป็นพ่อค้าและแรงงาน โดยตั้งถิ่นฐานในเมืองท่าภาคใต้  เช่น ภูเก็ตและสงขลา

เมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยา การค้าระหว่างประเทศเฟื่องฟูอย่างมาก โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการตั้ง “โกษาธิบดี” เพื่อดูแลกิจการต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการค้ากับจีนด้วย     คนจีนจากแต้จิ๋วและฮกเกี้ยนเริ่มเข้ามาตั้งรกรากในอยุธยา โดยเฉพาะบริเวณ ประตูจีน  และคลองนายก่าย  ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญกลางเมืองหลวง

สมัยกรุงธนบุรี   คนจีนมีบทบาทมากขึ้น   เพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว (ซัวเถา) จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง โดยพระราชบิดา คือ นายไหฮอง โดยสารเรือสำเภาจากหมู่บ้านอูเอียตี้  ตำบลหัวฟู่ อำเภอเฉิงไห่ เข้ามายังประเทศไทยในช่วง สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พ.ศ. 2277 มีภรรยาเป็นคนไทยชื่อนกเอี้ยง   ประกอบอาชีพค้าขายที่คลองสวนพลูและเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยในกรุงศรีอยุธยา  พระเจ้าตากสินทรงใช้คนจีนหลายคนเป็นทหารในการกอบกู้ชาติไทย   เช่น พระยาราชาเศรษฐี (เฉิน เหลียน)  พระยาพิชัยไอศวรรย์ (หยาง จิ้นจง)  หลวงพิพิธ(ทหารจีนถือง้าว)  พ.ศ. 2324  สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งทูตคือเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชและนายมหานุภาพ ไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีนที่ปักกิ่งผ่านกวางตุ้งโดยเรือสำเภา 11 ลำ  ที่บันทึกไว้ในจดหมายเหตุจีน

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ชิง ที่คนมองโกลครองอำนาจ    คนจีนจำนวนมากที่ไม่ชอบพวกมองโกล หลั่งไหลเข้ามายังกรุงเทพฯด้วยเรือใบสำเภาแล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นเรือกลไฟ       ตั้งบ้านเรืองอยู่บริเวณที่ต่อมาใช้เป็นพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ   โดยให้คนจีนที่อยู่แต่ก่อนย้ายไปที่สำเพ็ง

การถลุงเหล็กที่บ้านท่าซุง สมัย ร.2 มีชาวจีนมาตั้งโรงถลุงเหล็กที่บ้านท่าซุงและ เมืองสรรคบุรีใกล้บ้านสะแกกรังจ.อุทัยธานี (ริมแม่น้ำสะแกกรัง ใกล้วัดจันทาราม ท่าซุง และโรงเรียนวัดท่าซุง ) ต่อมาพบเหรียญ ซุ่นจื๊อทงเป่า  เงินพดด้วง  และตะกรันเหล็ก บริเวณดังกล่าว     ช่วงปลายรัชกาลที่ 3 แท่งเหล็ก เป็นสินค้าส่งออกของสยามที่มูลค่าอยู่ใน ลำดับที่ 9 ส่วนใหญ่ส่งไปจำหน่ายบริเวณหมู่เกาะมลายู กัมพูชาและญวน แต่ต่อมาได้เลิกกิจการ        บาทหลวงปาลเลอกัวซ์(Jean-Baptiste Pallegoix) สมัยรัชกาลที่ 4 ได้กล่าวถึง กิจการถลุงเหล็กของชาวจีนในหนังสือ“เล่าเรื่องกรุงสยาม” ตอนหนึ่งว่า “.. คนไทยเอาเรือไปบรรทุกแร่เหล็ก  แล้วนำเอาไปขายด้วยราคาถูกๆให้แก่โรงถลุงเหล็กของคนจีน ซึ่งทำงานกันทั้ง กลางวันกลางคืนมีคนงานตั้ง ๕๐๐ถึง ๖๐๐ คน หล่อเป็นแท่งหนา ๆ ส่งเข้ามาบางกอกทุกวัน… ขึ้นไปเหนือ ชัยนาท ๑๕ ลิเออจะถึงท่าซุงอันเป็นเมืองคนจีนล้วน ๆ ตั้งอยู่ปากน้ำซึ่งไหลมาจากทางทิศตะวันตก …. พวกจีนมีเตาหล่อราว ๑๒ เตา สำหรับหล่อเหล็กซึ่ง มีอยู่เป็นอันมากในแถบนั้น เหล็กหลอมที่ได้จากเตาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะพอใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ยังเหลือ ส่งเป็นสินค้าขาออกอันสำคัญได้อีกด้วย…. นอกจากตั้งโรงงานถลุงเหล็กแท่งเพื่อ ส่งออกแล้ว ชาวจีนในกรุงเทพฯ ยังได้ตั้งโรงงานตีและหล่อเหล็กเป็นเครื่องใช้เช่น กระทะ  ถัง  มีด จอบ เสียม เหล็กเเบน เหล็กคานกระทะ ตะปู และโซ่เหล็ก เป็นต้น”

พ.ศ. 2391 สมัยรัชกาลที่ 3   เกิดกลุ่มอั้งยี่ชาวจีน “ก๊กเว่งท่ง” ที่ฉะเชิงเทรา ค้าฝิ่นเถื่อนและปล้นสะดม สังหารเจ้าเมือง พระยาวิเศษฤาชัย   ต้องส่งทหารนำโดยเจ้าพระยาบดินทร์เดชา(สิงห์ สิงห์เสนี) ไปปราบ จับหัวหน้าอั้งยี่ไปประหารที่วัด  ทำให้มีคนเสียชีวิตราว 3,000 คน

ในยุครัชกาลที่ 5 คนจีนเริ่มกลมกลืนกับสังคมไทยมากขึ้น โดยมีการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ และเริ่มใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ลูกหลานคนจีนเริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษาไทย และบางส่วนได้รับตำแหน่งราชการ เช่น ขุนนาง นักการเมือง และนักธุรกิจที่มีอิทธิพล มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในยุคต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรม คนจีนจากกวางตุ้ง และไหหลำเริ่มมีบทบาทในกิจกรรมเศรษฐกิจที่หลากหลาย เช่น  โรงสี   โรงเลื่อย   โรงงานน้ำตาล   และธุรกิจการพนัน รวมถึงหวย กข และการค้าฝิ่น  ชาวจีนเป็นผู้รับจ้างขุดคลองภาษีเจริญ  และกรรมกรก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมโดยใช้หินอ่อนจากเมืองคาราร่าของอิตาลี

พ.ศ.2432 สมัยรัชกาลที่ 5  ขณะนั้นธุรกิจการค้าข้าวไปต่างประเทศเฟื่องฟู มีการนำชาวจีนมาเป็นกรรมกรแบกกระสอบข้าวสารลงเรือจำนวนมาก  พวกแต้จิ๋วจากเมืองซัวเถารวมกลุ่มชื่อ “ตั้งกงสี”  พวกฮกเกี้ยนจากเมืองเอ้หมึง รวมกลุ่มชื่อ “ซิวลี่กือ” เกิดทะเลาะยกพวกตีกันกว่าพันคน ที่หลังโรงสีปล่องเหลี่ยมหลังห้างวินเซอร์  ต้องใช้ทหารบกขึ้นรถรางและทหารเรือลงเรือไปปราบ ทหารยิงอั้งยี่ตายไป 10 คน จับได้ 800 คน ผูกหางเปียรวมกันไว้เป็นพวงๆ

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนจีนในไทยเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีไทยลายคนมีเชื้อสายจีน เช่น นายชวน หลีกภัย ซึ่งคนเชื้อสายจีนจากจังหวัดตรัง รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีรากเหง้าจากตระกูลนักธุรกิจจีนชาวกวางตุ้ง สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของชาวจีนจากกลุ่มแรงงานและพ่อค้า สู่กลุ่มผู้นำทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ในด้านธุรกิจ คนจีนในเมืองไทยได้สร้างอาณาจักรเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ของตระกูลเจียรวนนท์ ซึ่งเริ่มต้นจากการค้าพืชผลเกษตรในเยาวราช สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจระดับโลกที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร และเทคโนโลยี ทั้งยังมีเบียร์ช้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องดื่มที่เติบโตจากรากเหง้าของคนจีนตระกูลสิริวัฒนภักดีในไทยด้วย

ถนนเยาวราช  หนึ่งในชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ

เมืองต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น ภูเก็ต หาดใหญ่ ชลบุรี และนครสวรรค์ กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนจีนที่มีบทบาทสำคัญในระดับภูมิภาค ที่ภูเก็ต และระนอง มีชาวฮกเกี้ยนที่เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุก ที่หาดใหญ่มีชาวแต้จิ๋วที่ทำธุรกิจค้าขายและโรงงานน้ำแข็ง ส่วนที่นครสวรรค์เป็นศูนย์กลางของโรงสีข้าวและการค้าส่งที่เชื่อมโยงกับภาคเหนือ

แม้ในอดีตจะมีความขัดแย้งและความหวาดระแวงต่อคนจีนในไทยสมัยลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายผล เช่น การควบคุมโรงเรียนจีน การจำกัดสิทธิพลเมือง และการปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายจีนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างแนบแน่น โดยมีบทบาทในทุกระดับ ตั้งแต่แรงงานจนถึงผู้นำประเทศ

จากเสื่อผืนหมอนใบ ที่กลายเป็นธุรกิจหมื่นล้าน   คนไทยเชื้อสายจีนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการปรับตัว ความขยัน และความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง     บทบาทของคนจีนในเมืองไทยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังคงเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัย.

โดย อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหารและพนักงาน หนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอน้อมกราบส่งเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้และพระราชจริยาวัตรอันทรงคุณแก่มวลพสกนิกร ธ สถิตในดวงใจไทยตราบนิจนิรันดร์..
  • ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวันเวลา 08.30-16.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค. 2568 และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  ภายหลังจากการพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวันเวลา 09.00-21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568..
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ สุรพล โทณะวณิก ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(ผู้ประพันธ์เพลงไทยสากล) 2 พ.ย.17.30 น. ณ เมรุวัดธาตุทอง..1 พ.ย.18.00 น. มีพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ณ ศาลา 9..
  • คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซีเมมเบอร์) เข้าพบ แอนเดรีย อโบดี รมว.กระทรวงกีฬาและเยาวชนของอิตาลี ในโอกาสที่เดินทางไปตรวจความพร้อม การเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว มิลาน-คอร์ตินา 2026 โดย รมว.ฯ ยืนยันว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว สำหรับการแข่งขัน 6-22 ก.พ.ศกหน้า..
  • นพ.เกษียรสม-กนกรัตน์  วีรานุวัตติ์ ท่องยุทธภพชมใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามมากที่อุทธยานแห่งชาติ สึกาอิเคะ โตเกียว ญี่ปุ่น..
  • ประทุม รัตนาวะดี เป็นประธานงานฉลองสมรสหลานย่า ธารา รัตนาวะดี บุตร สานิต-ศิรินันท์ รัตนาวะดี กับ ปภาดา ตันติมาสกุล บุตรี พัชรพล-พิมลพรรณ ตันติมาสกุล 1 พ.ย.08.30 น. ที่รร.คาเปลล่า..
  • พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชนีนาถ เปิดให้ประชาชนเข้าชมฉลองพระองค์สมเด็จพระพันปีหลวง งดงาม ทรงคุณค่าแห่งผ้าไทย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ภายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านศิลปหัตถกรรมและแฟชั่นของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านฉลองพระองค์และผ้าไทยอันทรงคุณค่า ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการ ชุดไทย: จากราชสำนัก สู่ราชนิยม ซึ่งรวบรวมฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบที่งดงามวิจิตรและนิทรรศการ สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ ที่นำเสนอฉลองพระองค์แบบไทยและแบบสากล ซึ่งตัดเย็บจากผ้าไทย ระหว่างปี 2503-2543 สะท้อนถึงความประณีตและพระอัจฉริยภาพในการทรงงานด้านศิลปหัตถกรรมไทย ..

น้อง

ก้าวสู่ยุคโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ‘TRAVEL LINK’ ผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ก้าวสู่ยุคโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ‘TRAVEL LINK’ ผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ก้าวสู่ยุคโลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ‘TRAVEL LINK’ ผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เปิดวิสัยทัศน์มุ่งมั่นเชื่อมโยงข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ “TRAVEL LINK” ที่จะช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศสามารถ ปรับตัว” รับมือกับการเปลี่ยนแปลง และค้นพบโอกาสใหม่ ๆ จากพลังของข้อมูลยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อย่างเป็นรูปธรรม

ในยุคที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพึ่งพาความรู้สึกหรือประสบการณ์เดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชนหรือ BDI จึงประกาศวิสัยทัศน์เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการพัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ “TRAVEL LINK” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและทุกหน่วยงาน สามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง และค้นหาโอกาสใหม่ ๆ จากการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการผู้อำนวยการโครงการพิเศษ TRAVEL LINK กล่าวว่า เป้าหมายของ TRAVEL LINK ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มสำหรับให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมุ่งทำหน้าที่เป็น ‘คู่คิด’ ที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง  (Data-Driven Decision) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นให้กับระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในระยะยาว  ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ในมือจึงเปรียบเสมือนการมีแผนที่และเข็มทิศที่ชัดเจน ช่วยชี้ทิศทางและลดความเสี่ยงในการตัดสินใจได้

ทั้งนี้คำว่า Data-Driven หรือ “การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” อาจฟังดูเป็นศัพท์เทคนิค แต่แท้จริงแล้วหมายถึงการบริหารจัดการและตัดสินใจโดยอิงข้อมูลจริง แทนการคาดเดา เช่น โรงแรมหรือธุรกิจท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องคาดการณ์เองว่า “นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจสนใจทริปทะเลใต้มากขึ้นในปีนี้” แต่สามารถใช้ข้อมูลการเดินทางเข้าจังหวัดหรือข้อมูลรีวิวมาวิเคราะห์ได้ว่า “จังหวัดติดทะเลในภาคใต้มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.92% และมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 11.01% จากปีที่แล้ว”(ข้อมูลจากแดชบอร์ดสถิติการเปรียบเทียบผู้เยี่ยมเยือนและรายได้ เทียบระหว่างปี 2568 และ 2567 ช่วงวันที่ 1 มกราคม-30 สิงหาคม) เพื่อปรับแผนธุรกิจให้ตรงตามความต้องการ

TRAVEL LINK จึงมุ่งมั่นรวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวจากหลายแหล่งที่เกี่ยวข้อง  เพื่อนำมาวิเคราะห์และประมวลผลให้กลายเป็น ขุมพลัง ที่ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้ได้จริงในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้ทันที

“การก้าวสู่ยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ถือเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่ก็เป็นโอกาสทองในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันบนเวทีโลก TRAVEL LINK มุ่งมั่นจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจริง และทำให้ “ข้อมูล” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็น “ไอเดีย” และ “โอกาส” ใหม่ ๆ สำหรับทุกธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว” ดร.อัญชลิสา กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่สนใจสามารถทดลองใช้งานได้ฟรี และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TRAVEL LINK ได้ที่ www.travellink.go.th  หรือทาง Facebook Page: Travel Link และ Line Official Account : @travellink.th

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’ พร้อมมอบทุนพระราชทานแก่นักแสดง

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’ พร้อมมอบทุนพระราชทานแก่นักแสดง

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน ‘สัตยาพาลี’ พร้อมมอบทุนพระราชทานแก่นักแสดง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองประธานกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีคำนับครู โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” และมอบทุนพระราชทานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2568 ให้แก่นักแสดงที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วภูมิภาค จำนวน 15 ทุน ณ อาคารศึกษาทั่วไป วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมี ไพฑูรย์ เข็มแข็ง (ศิลปินแห่งชาติ) สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทยโขน-ละคร) ประจำปีพุทธศักราช 2564 เป็นครูผู้ประกอบพิธีคำนับครู พร้อมด้วย คณะกรรมการ ผู้กำกับการแสดง ครูผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ผู้ฝึกซ้อม นักแสดงโขน ศิลปิน ทั้งระดับศิลปินชั้นครูและเยาวชน รวมทั้งผู้ปฏิ บัติงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมพิธี

พิธีเริ่มขึ้นเมื่อประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดธูปเทียนบริเวณหน้าศีรษะครูและถวายเครื่องสังเวย จากนั้น ไพฑูรย์ เข็มแข็ง (ศิลปินแห่งชาติ) กล่าวคำบูชาครู อันเป็นพิธีสำคัญ ถือเป็นประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติในวงการนาฏ ศิลป์และ ดุริยางคศิลป์ ก่อนเริ่มทำกิจกรรมแรก รวมทั้งการฝึกซ้อมการแสดงต่างๆ ด้วยพิธีคำนับครูจะเป็นสิริมงคลสำหรับครูอาจารย์ ศิลปิน นักแสดง รวมถึงผู้ที่เข้าร่วมพิธี

ภายหลังจากจบพิธีคำนับครู พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบทุนพระราชทานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2568 ให้แก่นักแสดงที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วภูมิภาค ซึ่งคัดเลือกจากนักแสดงที่มีฝีมือ มีความพร้อมในการแสดงโขนฯ โดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้คัดเลือกแต่ละกลุ่มสาขา ประกอบด้วย ละครพระ ละครนาง โขนพระ โขนยักษ์ และโขนลิง สา ขาละ 3 ทุน รวมจำนวน 15 ทุน สาขาละครพระ ได้แก่ ฤทัยวรรณ พ่วงพรมมา คณะศิลปะนาฏดุริยางค์,นนทพร โคตะมะ วิทยาลัยนาฏศิลปะเชียงใหม่,นฤภร จันทร์คง คณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขาละครนาง ได้แก่ นิตติกาล สุขกลิ่น คณะศิลปะนาฏดุริยางค์,ธนัญญา ใหม่จันดี วิทยา ลัยนาฏศิลป ,กัณฐมณี คำศรี วิทยาลัยนาฏศิลป สาขาโขนพระ ได้แก่ ธีระ พันเชื้อ วิทยาลัยนาฏศิลป ,อิสระพงศ์ อิสระโชติ วิทยาลัยนาฏศิลป ,นัฐพล รักศรี คณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขาโขนยักษ์ ได้แก่ สุวิชชา ใจอารีย์ คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ,รัฐศาสตร์ แซ่โอ้ว วิทยาลัยนาฏศิลป ,กลับวัง ยนตรกิจ วิทยาลัยนาฏศิลป สาขาโขนลิง ได้แก่ ฐาปนะ ไทรเกต คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ,ธนกร พินิจ วิทยาลัยนาฏศิลป ,อธิรักษ์ อภิรัตนนันทกุล คณะศิลปศึกษา จากนั้นประธานในพิธีฯ กล่าวให้โอวาทแก่นักแสดงและคณะผู้ปฏิบัติงาน ครูผู้ฝึกซ้อมและนักแสดงทั้งหมดเริ่มทำ การซ้อมการแสดง เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงสำหรับการแสดงที่ยิ่งใหญ่สมการรอคอยของผู้ชม

ผู้แทนนักแสดงโขนฯ รัฐศาสตร์ แซ่โอ้ว นักศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลป ผู้ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน สาขาโขนยักษ์ กล่าวด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ของทั้ง 3 พระองค์ว่า “ตนมีความปลื้มปิติเป็นล้นพ้นที่ได้รับทุนการศึกษาพระราชทานในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการได้รับพระราชทานเป็นปีที่ 2 แล้ว ซึ่งเขาจะนำเงินพระราชทานที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทางการศึกษาอย่างคุ้มค่าที่สุด และจะตั้งใจเผยแพร่ศิลปการแสดงโขนอันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูงของประเทศไทย ให้เยาวชนรุ่นใหม่และคนทุกเพศทุกวัยได้รับชมอย่างงดงาม อันเป็นการสืบสานแนวพระราชดำริฯ ของทั้ง 3 พระองค์ให้คงอยู่สืบไป”

ขณะที่ นฤภร จันทร์คง คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ผู้ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน สาขาละครพระ กล่าวว่า “เพิ่งผ่านรอบคัดเลือกการแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นปีแรก และยังได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการให้ได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน ยิ่งทำให้เธอรู้สึกตื้นตันใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทั้ง 3 พระองค์ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยในศิลปนาฏยกรรมชั้นสูงของไทย อีกทั้งยังทรงส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนรุ่นใหม่อันเป็นกำลังของชาติได้ร่วมสืบสานและอนุรักษ์การแสดงโขนไว้ให้คงอยู่ในแผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อโขน อันเป็นนาฏยกรรมชั้นสูง ทรงทำให้โขนได้รับการยกย่องจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ในปี 2561 ว่าเป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ’ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยรายการแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน สำ หรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในครั้งนี้ เป็นปีที่ 18 ซึ่งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชกรณียกิจในพระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ด้วยทรงทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ

สำหรับปี 2568 นี้ การแสดงโขนตอน “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีวานรผู้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองขีดขิน ซึ่งเสียคำสัตย์เพราะความหลงผิด แต่ภายหลังระลึกได้จึงสำนึกและยอมรับโทษ ชี้ให้เห็นคุณของความกตัญญูและโทษของความไม่รักษาสัตย์ และกล่าวถึงหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่ต้องตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและผู้มีพระคุณ การต่อสู้ของทศกัณฐ์และพระราม (อวตารของพระนารายณ์) ย้ำให้มั่นใจว่าผู้มีจิตใจชั่วร้ายแม้จะมีอิทธิฤทธิ์มากมายปานใด ก็ไม่สามารถดำรงตนไปได้นาน ฝ่ายผู้ยึดมั่นในธรรมะ แม้จะเผชิญอุปสรรคใดๆ ก็จะชนะฝ่ายอธรรมเสมอซึ่งการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน-วันที่ 8 ธันวา คม 2568 ณ หอ ประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ http://www.thaiticketmajor.com โทร. 0-2262-3456 บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท)

สทน. ชี้ทางยกระดับความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ปลอดเชื้อ ปลอดภัย มั่นใจ ปลอดโรค

สทน. ชี้ทางยกระดับความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ปลอดเชื้อ ปลอดภัย มั่นใจ ปลอดโรค

สทน. ชี้ทางยกระดับความปลอดภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ปลอดเชื้อ ปลอดภัย มั่นใจ ปลอดโรค

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพรที่สุ่มเก็บตัวอย่างจาก สถานีตำรวจภูธรอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในรายการ Total Aerobic Microbial Count, Total Combined Yeasts and Mould Count และ Clostridium spp. ซึ่งมีปริมาณเกินกว่าค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2564 นั้น 

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.กล่าวว่า เชื้อจุลินทรีย์ที่ตรวจพบตามรายงานของ อย. ล้วนมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค หากได้รับในปริมาณมากหรือสะสมเป็นเวลานาน ตามหลักทางวิชาการสามารถอธิบายไว้ดังนี้ 

– Total Aerobic Microbial Count (เชื้อจุลินทรีย์ใช้ออกซิเจน) เป็นการบ่งบอกถึงปริมาณแบคทีเรียที่สามารถเจริญเติบโตได้ทั่วไปภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน  ซึ่งหากมีจำนวนมากเกินมาตรฐาน อาจสะท้อนถึงความสะอาดของกระบวนการผลิตและการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ เชื้อเหล่านี้หากสูงเกินมาตรฐานอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนังได้

– Total Combined Yeasts and Mould Count (ยีสต์และรา) เป็นการบ่งบอกถึงปริมาณการปนเปื้อนของเชื้อราและยีสต์ โดยปกติเชื้อราจะมีความสามารถในการสร้างสปอร์สืบพันธุ์ เมื่อมีการสูดดม สปอร์นี้เข้าไป อาจก่อให้เกิดการแพ้ หรือโรคติดเชื้อราในระบบทางหายใจ และเชื้อราบางชนิด สามารถสร้างสารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxin) ซึ่งหากสูดดมหรือสัมผัสต่อเนื่องอาจทำให้เกิดอาการแพ้ หายใจติดขัด หรือในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อราที่โพรงจมูกและระบบทางเดินหายใจ

– Clostridium spp. เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินและสามารถสร้างสปอร์ที่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมและกระบวนการฆ่าเชื้อการตรวจพบเชื้อดังกล่าวยังคงเป็นตัวบ่งชี้ถึง การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมหรือกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจสะท้อนถึงความบกพร่องในการทำความสะอาด การอบแห้ง หรือการฆ่าเชื้อวัตถุดิบก่อนนำมาใช้ผลิต มีบางสายพันธุ์ที่ผลิตสารพิษซึ่งก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ใกล้ระบบทางเดินหายใจ เช่น ยาดม ก็อาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองหรืออาการอักเสบในระบบหายใจได้เช่นกัน

เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและยกระดับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย รศ.ดร.ธวัชชัย ได้ออกมาให้ข้อมูลถึง “เทคโนโลยีการฉายรังสี (Irradiation Technology)” ซึ่งเป็นกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยรังสีแกมมา รังสีอิเล็กตรอน หรือรังสีเอกซ์ ว่า  การฉายรังสีสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ทั้งสามกลุ่ม และเชื้อจุลินทรีย์ทุกชนิดที่อยู่ในวัตถุดิบที่นำไปผลิต หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนผสมของสมุนไพร หรือกลิ่นและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่องค์การอนามัยโลก (WHO)  รับรองว่า ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารและสมุนไพร

ปัจจุบัน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ มีศูนย์ฉายรังสีมาตรฐานระดับสากล และสามารถฉายรังสีได้ครอบคลุมทุกประเภทรังสี ทั้งรังสีแกมมา รังสีอิเล็กตรอน และรังสีเอกซ์ ตั้งอยู่ที่ เทคโนธานี คลอง 5 จ.ปทุมธานี โดยให้บริการแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสมุนไพร เครื่องสำอาง อาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์ผ่านการฆ่าเชื้อและคงคุณภาพได้ยาวนานยิ่งขึ้น 

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สทน. ขอเชิญชวนผู้ประกอบการสมุนไพรไทยทุกแบรนด์ เข้ารับบริการฉายรังสี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อและปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นการยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ” 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ศูนย์ฉายรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)  โทรศัพท์: 0 2401 9889 ต่อ 6101 หรือ 6103 เว็บไซต์ : http://www.tint.or.th

-(016)

‘Pet Fair Southeast Asia 2025’ ครั้งที่ 4 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง

'Pet Fair Southeast Asia 2025' ครั้งที่ 4 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง

‘Pet Fair Southeast Asia 2025’ ครั้งที่ 4 ขับเคลื่อนนวัตกรรม ความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

งาน Pet Fair Southeast Asia 2025 ครั้งที่ 4 เปิดฉาก สะท้อนพลังและการเติบโตของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งเอเชีย รวมผู้แสดงสินค้ากว่า 450 รายจากกว่า 35 ประเทศ ณ ไบเทค กรุงเทพฯ พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรม ความยั่งยืนและความร่วมมือข้ามพรมแดนในเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างรวดเร็วของภูมิภาค

งาน Pet Fair Southeast Asia 2025 (Pet Fair SEA – งานเพ็ทแฟร์ เซาว์อีสท์ เอเชีย) เปิดประตูต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้นำธุรกิจจากทั่วโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง งานปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 และได้กลายเป็นเวที B2B ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยง ที่มุ่งส่งเสริมโอกาสใหม่ในด้านการผลิตและนวัตกรรม พิธีเปิดอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นแล้ววันนี้ โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม, ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB), ดร. ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานหอการค้าไทย, รวมถึง Mr. Edwin Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Globus Events และ Mr. Justin Pau ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ในฐานะผู้จัดงาน

นวัตกรรมสินค้าที่สร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

งานในปีนี้ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงสุทธิ 9,500 ตารางเมตร มีผู้แสดงสินค้ารวม 450 บริษัทจาก 33 ประเทศ และ 10 พาวิลเลียนระดับชาติ ได้แก่ พาวิลเลียนจากประเทศแคนาดา จีน อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายในงานนำเสนอครบทุกมิติของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง — ตั้งแต่วัตถุดิบโภชนาการ และสุขภาพ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ โดยราว 60% ของพื้นที่จัดแสดงมุ่งเน้นหมวดอาหารสัตว์เลี้ยง วัตถุดิบ ขนม และการดูแลสุขภาพ, อีก 30% สำหรับผลิตภัณฑ์สุขอนามัย อุปกรณ์ และการกรูมมิ่ง และอีก 10% สำหรับหมวดใหม่ เช่น เทคโนโลยีสัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ขนส่งสัตว์เลี้ยง

ปีนี้ยังมีการเปิดตัว Petfood Forum Asia จัดโดย WATT Global Media ซึ่งเป็นเวทีสัมมนาเชิงลึกด้านเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นเพื่อเพิ่มประสบการณ์ทางธุรกิจ งานได้เปิดตัวระบบจับคู่ธุรกิจแบบดิจิทัลใหม่ ช่วยให้ผู้แสดงสินค้าเชื่อมต่อกับผู้ซื้อได้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน PetFair SEA 2025 ได้เปลี่ยนสู่รูปแบบ ดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยไม่มีคู่มือแสดงงานแบบสิ่งพิมพ์ ข้อมูลทั้งหมดถูกรวมไว้ในแอปพลิเคชันทางการของงาน

เสียงจากผู้นำอุตสาหกรรมสะท้อนความเชื่อมั่นและทิศทางแห่งอนาคต

ดร. เดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการปาฐกถาเปิดงานว่า “อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดในปี 2568 จะสูงถึง 92,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 13% จากปีก่อน และจะทะลุ 100,000 ล้านบาทในปี 2569 การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงต่อภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นที่จะผลักดันนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานการผลิต และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของอาเซียน”

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมไมซ์คือกลไกแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ งาน Pet Fair SEA คือตัวอย่างที่ชัดเจนของงานแสดงสินค้าที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมต่อพันธมิตรระดับโลก และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็น ‘Global-Asia’s Trusted Gateway’”

ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า “มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 อยู่ที่กว่า 92,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน งาน Pet Fair SEA เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และนวัตกรรมระดับโลก เป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม S-Curve ที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย”

คุณจัสติน เปา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท VNU Asia Pacific กล่าวเสริมว่า “Pet Fair SEA เติบโตเกินกว่างานแสดงสินค้า มันคือหัวใจของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งเอเชีย ปีนี้เรารวมบริษัทกว่า 450 แห่งจาก 33 ประเทศไว้ที่กรุงเทพฯ สร้างเวทีที่นวัตกรรมและความร่วมมือมาบรรจบกัน กำหนดทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในภูมิภาค”

คุณเอ็ดวิน แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Globus Events Limited กล่าวว่า “ในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่าย Pet Fair Asia งาน Pet Fair Southeast Asia มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงบริษัทระดับโลกเข้ากับตลาดสัตว์เลี้ยงที่เติบโตเร็วในเอเชีย ภารกิจของเราคือการเป็นสะพานระยะยาวเพื่อส่งเสริมการพัฒนา ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าภูมิภาคนี้จะยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลกให้สูงขึ้นไปอีกขั้น”

ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมการค้า และผู้แสดงสินค้าระดับนานาชาติ Pet Fair Southeast Asia ยังคงเสริมบทบาทของกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของเอเชีย โดยเชื่อมโยงทุกห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบและโภชนาการไปจนถึงค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ สะท้อนถึงพลวัตและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคที่ไม่หยุดยั้ง

งาน Pet Fair Southeast Asia 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ประเทศไทย รายละเอียดเพิ่มเติม เว็บไซต์ http://www.petfair-sea.com

-(016)

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเงินสมทบ ‘กองทุนหทัยทิพย์’ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเงินสมทบ ‘กองทุนหทัยทิพย์’ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบเงินสมทบ ‘กองทุนหทัยทิพย์’ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  โดย คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประ ธานกรรมการ และ คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ มอบเงินจำนวน 500,000 บาท สม ทบ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจของกองทุนฯ ในการดำเนินการก่อสร้างกำแพงและบังเกอร์บริเวณชาย แดนไทย–กัมพูชา รวมใจช่วยปกป้องอธิปไตยของชาติ บรรเทาทุกข์ และสร้างสุขสู่ชายแดน โดยมี ท่านผู้หญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถา บันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักองค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นผู้รับมอบ ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพ มหานคร 

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก : เข้าใจโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปกป้องคนที่รัก

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

“พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น” อาการโรคหลอดเลือดสมองที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จำให้ขึ้นใจอยู่เสมอ แต่ไม่ได้มีไว้ให้สังเกตตัวเองเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การสังเกตคนใกล้ชิดหรือคนที่รัก เพราะยิ่งสังเกตได้เร็ว รักษาได้ไว ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเอาชนะโรคนี้ได้มากยิ่งขึ้น

งานวันโรคหลอดเลือดสมองโลกครั้งที่ 17 ที่จัดขึ้นโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหลอดเลือดสมองครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากา ชาดไทย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง การตรวจคัดกรองแบบครบวงจร และอีกมากมาย แต่ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย คือ ความรู้ความเข้า ใจที่มีต่อโรคนี้ เพราะงานนี้เสิร์ฟให้แบบจัดเต็ม เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจแนวคิดที่ว่า “รู้จักอาการ ไปโรงพยาบาลฉับพลัน มุ่งมั่น ป้องกัน รู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง”

วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี คือ วันโรคหลอดเลือดสมองโลก วันที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการให้ทุกคนได้รู้เท่าทันถึงโรคนี้ เพราะโรคหลอดเลือดสมอง หรือที่นิยมเรียกกันว่า สโตรก (Stroke) เป็นสาเหตุของความพิการและการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย แต่ถ้ารู้เท่าทัน และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้ก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป งานนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมองและทีมสหสาขาวิชาชีพจึงมาให้คำแนะนำกันแบบไม่มีกั๊ก และที่สำคัญยังได้ฟังเรื่องเล่าวินาทีชีวิตของผู้ที่สัมผัสประสบการณ์ตรงจากโรคนี้

โรคหลอดเลือดสมอง ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย มีโอกาสเป็นได้ทุกคน

“เราเป็นคนออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และอายุแค่สามสิบต้น ๆ ก็รู้สึกว่าโรคหลอดเลือดสมองกับเรามันไกลตัวมาก จนได้มาเจอกับตัวเอง ตอนนั้นสติแตกเลยค่ะ” ตังตัง-นัฐรุจี วิศวนารถ นักแสดงและพิธีกรมากความสามารถ เปิดใจถึงวินาทีสุดระทึกที่ตนได้ประสบพบเจอโดยตรง “ตอนนั้นหนูพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเนื่องจากปอดอักเสบ รู้สึกปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งพี่พยาบาลเข้ามา หนูเริ่มคุยไม่รู้เรื่อง พูดไม่ออก สิ่งที่เราคิดมันออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ยอมรับเลยว่าร้องไห้หนักมาก แล้วหลังจากนั้นก็ปวดหัวแรงมากจนภาพตัดไปเลย จำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย มารู้ทีหลังว่าหลอดเลือดสมองตีบ”

“รู้สึกว่าสโตรกใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วหนูก็ได้รู้ว่ามีหลายคนใกล้ ๆ ตัว ช่วงอายุ 30 – 40 ปี เป็นกันเยอะ ก็อยากจะให้ช่วยสังเกตคนใกล้ตัว และคุณหมอบอกกับหนูว่า Golden Time ก็เป็นเรื่องสำคัญ โชคดีที่ตอนนั้นหนูอยู่ใกล้มือหมอจึงตรวจรักษาได้ทัน แต่สำหรับท่านอื่น ๆ ถ้าเริ่มมีอาการให้ไปโรงพยาบาลทันที ยิ่งเราถึงมือคุณหมอเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น”

Golden Time ช่วงเวลานาทีชีวิต

“4 ชั่วโมงครึ่ง คือ เวลาที่ควรถึงมือแพทย์ครับ”

นายแพทย์วสันต์ อัครธนวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เน้นย้ำถึงช่วงเวลาทองในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มโอกาสในการรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม

“อาการต้องสงสัยของโรคหลอดเลือดสมองจำง่ายๆ ก็คือ พูดลำบาก ปากตก ยกไม่ขึ้น พูดลำบาก คือ มีอาการพูดผิดปกติ เช่น ลิ้นแข็ง พูดไม่ออก หรือว่าไม่พูดเลยก็มี บางทีทำไมอยู่ดี ๆ ไม่พูดด้วย นึกว่างอน แต่จริง ๆ อาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองก็ได้ ปากตก คือ มีอาการหน้าเบี้ยว มุมปากไม่เท่ากันสองข้าง วิธีทดสอบ คือ ให้ยิ้มยิงฟันหน้ากระจก ดูว่ามุมปากสองข้างเท่ากันหรือไม่ ส่วน ยกไม่ขึ้น ก็คือ มีอาการแขนขาอ่อนแรง ที่สำคัญเมื่อรู้อาการก็จะต้องรีบรักษาให้ทันเวลา เพราะยิ่งเราปล่อยไว้ เนื้อสมองก็จะเสียหายไปเรื่อย ๆ ซึ่งตามมาตรฐานคือ 4 ชั่ว โมงครึ่งนับจากเริ่มมีอาการ นั่นคือ เวลาที่ควรถึงมือแพทย์ครับ”

นอกจากนี้ สิ่งที่นายแพทย์วสันต์ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ บุคคลที่อยู่ใกล้ชิด ที่ต้องเป็นเหมือนกระจกสะท้อนอาการเหล่านี้ เพราะบางครั้งผู้ป่วยไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง หรือบางทีไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเกินไป

“อาการที่กล่าวมาทั้งหมดบางครั้งคนไข้มักจะไม่รู้ตัว หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนใกล้ชิด คือ บุคคลสำคัญที่จะเป็นผู้สังเกตอาการ ขอความช่วยเหลือ หรือนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา คือถ้าเราเห็นเขา เราก็อาจจะเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเขาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกคนสามารถนำความรู้ในวันนี้ ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ หรือคนใกล้ตัวที่เรารักได้ เพราะการรักษาที่ทันเวลา สามารถลดความพิการได้ บางคนก็สามารถหายเป็นปกติจากโรคนี้ได้เลย”

แม้นวัตกรรมทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถลดความรุนแรงของโรคนี้ลงไปได้ คือ การเริ่มต้นที่ตนเองและการเอาใจใส่ของบุคคลใกล้ชิด เพราะการหมั่นสังเกตอาการเปรียบเสมือนยาขนานเอกชุดแรกที่จะช่วยให้โรคหลอดเลือดสมองนั้นบรรเทาความรุนแรงไปได้ และการรักษาที่ทันท่วงทีก็เปรียบเสมือนเป็นการเสริมเกราะปกป้องคนที่รักจากโรคที่อันตรายถึงชีวิตโรคนี้ได้เฉกเช่นเดียวกัน

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’ พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’  พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม  MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

รายการ ‘ฟังหูไว้หู’ พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ ‘ทวารวดี’ กับกิจกรรม MCOT Road Trip ‘สุพรรณบุรี – นครปฐม’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

รายการ“ฟังหูไว้หู” ช่อง 9 กด 30 นำโดย อาจารย์วีระ ธีรภัทร และ นุ่น – ชุติมา พึ่งความสุข  ผู้ดำเนินรายการ เชิญชวนผู้ สนใจร่วมเดินทางย้อนเวลาไปสัมผัสกลิ่นอายอารยธรรมโบราณ “ทวารวดี” กับกิจกรรมสุดพิเศษ MCOT Road Trip ตามรอยทวารวดี ในเส้นทางประวัติศาสตร์ สุ พรรณบุรี – นครปฐม รับฟังเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเจาะลึกจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 สอบถามเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ทาง LINE Official : @MCOTEVENT