ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอผู้ยึดมั่นในจริยธรรมและความซื่อสัตย์แห่งวงการอาหารเสริมไทย

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.35 น.

ท่ามกลางเสียงโฆษณาและกลยุทธ์การตลาดที่ถาโถมใส่ผู้บริโภคในแต่ละวัน มีเพียงไม่กี่เสียงที่กล้าแตกต่าง และหนึ่งในเสียงที่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย คือเสียงของ “ฝ้าย – ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ฝ้าย ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์” ผู้หญิงที่เลือกจะพูดในสิ่งที่หลายคนไม่กล้าหยิบยก

ผู้บริหารสาวรายนี้คือคนแรกที่ย้ำกับสังคมว่า “คอลลาเจนไม่ได้ทำให้ผิวขาว” กล้าที่จะเตือนว่า “น้ำตาลในผลไม้ก่อความเสี่ยงต่อสุขภาพ” และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “วิตามิน D3” ที่คนไทยขาดแคลนมานาน เสียงตรงไปตรงมาและจริงใจเหล่านี้ กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ เปลี่ยนมุมมองผู้บริโภค และทำให้ชื่อของเธอถูกจดจำในฐานะ “ผู้ที่เลือกยืนอยู่ข้างผู้บริโภคด้วยความจริงใจ” ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการที่หวังยอดขาย

จากไวรัลสู่ความสำเร็จที่พิสูจน์ได้

วันนี้ชื่อของ ฝ้าย ศดานันท์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเปิดโปงความจริง แต่ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลด้านสุขภาพและความงามของประเทศไทย ภายใต้การนำทัพของ ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์ นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในวงการอาหารเสริม คือการยึดมั่นใน “จริยธรรมและความซื่อสัตย์” ผลตอบรับจากผู้บริโภคและความไว้วางใจที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ความจริงใจสามารถนำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนได้ โดยไม่จำเป็นต้องวัดความสำเร็จเพียงแค่ยอดขาย

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือปรัชญาธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนไป: “เราไม่ลดคุณภาพเพื่อทำราคาถูก แต่จะทำสูตรที่ดีที่สุด แล้วค่อยกำหนดราคา”

เพราะในมุมมองของผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ออกจาก ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์ ไม่ว่าจะเป็น “อาหารเสริมคุณฝ้าย” หรือแบรนด์อื่น ๆ ที่บริษัทมีส่วนในการผลิต ล้วนสะท้อนมาตรฐานเดียวกัน นั่นคือความใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิดค้นสูตรจนถึงการส่งถึงมือผู้บริโภค และทั้งหมดนี้ไม่ใช่สินค้าแฟชั่น แต่คือสิ่งที่ผู้คนเลือกจะรับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต้องปลอดภัยทุกเม็ด ทุกขวด

กว่าที่จะมายืนอยู่จุดนี้ เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฝ้ายเริ่มต้นจากศูนย์ เคยขายสินค้าออนไลน์ด้วยตัวเอง ทำทุกอย่างตั้งแต่หาลูกค้า ตอบแชท ไปจนถึงแพ็กของส่ง แต่แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์มาเป็นบทเรียน และใช้มันเป็นแรงผลักดันให้ก้าวต่อ

ปี 2019 เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งทีม R&D (Research & Development) ที่รวมผู้เชี่ยวชาญทั้งเภสัชกรไทยและนักวิทยาศาสตร์ เพื่อวิจัยและพัฒนาสูตรอาหารเสริมคุณภาพสูง และในปี 2021 CEO Factory Thailand ก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้าไม่เพียงเป็นผู้ผลิต แต่จะเป็น “ผู้พิทักษ์มาตรฐาน” ของอุตสาหกรรม

ความมุ่งมั่นนี้ทำให้หลายคนยกย่องว่าเธอคือ “เจ้าแม่แห่งวงการชะลอวัย” หรือเป็นที่รู้จักในนามอีกหนึ่งบทบาทว่า ฝ้าย ชะลอวัย  ผู้ที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเสริมไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

เจ้าแม่แห่งวงการชะลอวัย

สิ่งที่ทำให้ซีอีโอคนนี้โดดเด่น คือการนำความรู้ด้าน เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging Medicine) มาเป็นแกนหลักในการสร้างแบรนด์อาหารเสริม เธอมีประกาศนียบัตรรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

ชื่อของฝ้ายยังถูกบันทึกในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ไทยคนแรกที่ได้รับเชิญไปศึกษาการเพาะเลี้ยง สาหร่ายสีแดงแอสต้าแซนธินที่โรงงาน ALGAMO ในยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดของสารต้านอนุมูลอิสระชั้นสูง อีกทั้งยังเดินทางไปไต้หวันเพื่อศึกษางานวิจัยด้าน โปรไบโอติกส์คุณภาพสูง ประสบการณ์ระดับนานาชาติทั้งหมดนี้ ถูกนำกลับมาผสานกับการทำงานภายในประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหารเสริมไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ

ในวันที่หลายแบรนด์เลือกใช้ทางลัดเพื่อทำกำไร ฝ้ายกลับเลือกเส้นทางที่ยากกว่า — เส้นทางที่เต็มไปด้วยความจริงใจ เธอไม่ลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบต่อแบรนด์ดัง หากสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เช่น การออกมาเปิดเผยปริมาณน้ำตาลในคอลลาเจน เรื่องราวเหล่านี้ทำให้คนไทยตระหนักมากขึ้นว่า สิ่งที่รับประทานเข้าไปอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นบนฉลาก

ผู้บริหารสาวมักย้ำกับทีมงานว่า “หน้าที่ของเราคือทำให้มั่นใจว่าผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่สิ่งที่ขายดีที่สุด” และพิสูจน์คำพูดนั้นด้วยการลงมือทำจริงในทุกขั้นตอน

สำหรับใครหลายคน ความสำเร็จคือยอดขาย แต่สำหรับ ฝ้าย ศดานันท์ ความสำเร็จคือการได้เห็นผู้บริโภคมั่นใจว่าพวกเขากำลังเลือกสิ่งที่ปลอดภัยและได้ผลจริง ทุกยอดขายไม่ใช่เพียงกำไร แต่คือสัญญาณว่ามีใครบางคนในสังคมกำลังมีสุขภาพที่ดีขึ้น

เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางจากศูนย์สู่การเป็นซีอีโอ แต่คือบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทุนมหาศาล แต่ต้องเริ่มจากเจตนาที่แท้จริง และเจตนานั้น หากตั้งอยู่บนความจริงใจ ก็จะมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งตัวบุคคล องค์กร และอุตสาหกรรมได้

ในท้ายที่สุด คำพูดที่เธอยึดถือเสมอยังคงก้องชัด: “ความจริงใจจะชนะทุกอย่าง”

สำหรับผู้ที่อยากติดตามมุมมอง ความรู้ และแรงบันดาลใจจากซีอีโอผู้พลิกวงการอาหารเสริมไทย สามารถติดตามได้ที่ TikTok: @ceofactory ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอใช้เผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง แชร์เบื้องหลังการทำงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วประเทศ

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘โครงการป่ารักน้ำ’ พระราชปณิธานที่ทรงสร้างป่า คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่ราษฎร บ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อ 20 ธันวาคม พ.ศ.2525 พร้อมทั้งทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ   ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงให้ความสำคัญกับ การอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น  โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดินขึ้นมา เพื่อนำไปต้มเอาเกลือมาใช้ประโยชน์ บริเวณผิวดินนั้นจะปรากฏเป็นส่าเกลือแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ในขณะที่บางแห่งเป็นดินที่มีแต่ฝุ่นทราย และถูกทิ้งร้างไว้นับเป็นสิบๆ ไร่ โดยไม่มีพืชพรรณเติบโตขึ้นได้ ประกอบกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎร ซึ่งได้ตัดไม้ใหญ่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ไม้แดง และไม้ประดู่เป็นจำนวนมาก เพียงเพื่อนำไปใช้เป็นฟืนในการต้มเกลือ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวิตกกังวลว่า  หากปล่อยไว้เช่นนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องกลายเป็นทะเลทรายอย่างแน่นอน จึงทรงศึกษาค้นคว้า และทรงพบว่ารากต้นไม้จะอุ้มน้ำจืดเอาไว้ และน้ำจืดจะไปกดน้ำเค็มที่อยู่ในพื้นดินใต้รากลงไป ทำให้น้ำเค็มหรือดินเค็มไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาข้างบนได้ เมื่อต้นไม้ถูกตัดมากๆ และนานเข้า ดินเค็มจะลอยตัวขึ้นมา เมื่อดินมีสภาพเป็นดินเค็มทำการเพาะปลูกไม่ได้ผล ราษฎรก็จะไม่มีที่ทำกิน และผืนดินก็จะยิ่งแห้งแล้งขาดความอุดมสมบูรณ์ต่อไปยิ่งๆ ขึ้น เนื่องจากต้นไม้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นดินนั้น ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็น โครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นจะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง 

เมื่อได้ทรงริ่เริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

โครงการป่ารักน้ำ เป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บรรเทาวิกฤตการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง พระองค์ทรงตรัสว่า “ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที” การรักษาแหล่งน้ำไว้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด “น้ำ” นอกจากจะมีประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคกับคนแล้ว ยังมีประโยชน์กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นการฟื้นฟูสภาพของป่าที่เสื่อมโทรมบริเวณของต้นน้ำลำธาร ให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า จะทำให้พื้นที่บริเวณป่าชุ่มชื้น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นการรักษาป่าและต้นน้ำลำธาร ของพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดียิ่ง

ปัจจุบัน โครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เรื่องของจีน ที่คนไทยควรรู้

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ลำดับที่วสมของโลก (รองจากรัสเซียและแคนาดา) มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน แบ่งออกเป็น 56 ชนเผ่า สืบประวัติทางโบราณคดีได้ราวหมื่นปี  

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีมาช้านานกว่าพันปี ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าขายหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของคนที่อพยพข้ามแดน นำวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตมาผสมผสานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในปัจจุบัน    ดังนั้นคนไทยจึงควรมีความรู้พอควร  เกี่ยวกับจีน   ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การค้า และการเมือง 

รากเหง้าของความสัมพันธ์ไทย-จีน   ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยราชวงศ์ถัง ( พ.ศ. 1163- 1451)หรือเมื่อกว่า 1,300 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยฟูนาน ทวารวดี ก่อนการตั้งอาณาจักรสุโขทัย   โดยมีการค้าขายติดต่อกันทางบกกับจีนยูนนาน และการค้าทางทะเลกับจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน   กวางตุ้ง    มีการพบหลักฐานจารึกภาษาจีนหลังพระพิมพ์สมัยทวารวดีที่เมืองศรีเทพ  และพบเศษเครื่องถ้ายจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นในภาคใต้

การอพยพของชาวจีนในยุคแรก   การอพยพของชาวจีนเข้ามาในเมืองไทยเกิดขึ้นเป็นระลอก โดยระลอกแรกเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ในช่วงที่พวกมองโกลเข้ามาปกครองจีนสมัยราชวงศ์หยวน  ชาวจีนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาวฮั่นจากภาคใต้ของจีนที่ไม่ชอบพวกมองโกล เริ่มอพยพออกจากประเทศจีนเพื่อหลบหนีความทางการขัดแย้งทางการเมือง

คนจีนอพยพกลุ่มแรกนี้ส่วนใหญ่เป็นกรรมกร  พ่อค้า ช่างฝีมือ และนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองของพวกมองโกล พวกเขาลงเรือสำเภามาตามเส้นทางการค้าทางทะเล โดยมือจุดหมายปลายทางที่สำคัญคือกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในสมัยนั้น  กรุงศรีอยุธยาเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ    ชาวจีนที่อพยพเข้ามาได้รับการต้อนรับอย่างดี จากนโยบายเปิดกว้างของกษัตริย์อยุธยา พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาหลายพระองค์ให้การสนับสนุนชาวจีน เพราะเห็นประโยชน์ในด้านการค้าและเทคโนโลยี    ชาวจีนในสมัยนั้นไม่เพียงแค่ทำการค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็นนักเดินเรือ ช่างต่อเรือ ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา และช่างทำอาวุธ พวกเขานำเทคนิคการทำกระเบื้องเคลือบ การทำดินปืน และเทคโนโลยีการต่อเรือเดินทะเลเข้ามาสู่ไทย

ชุมชนชาวจีนในอยุธยาตั้งอยู่บริเวณคลองนายก่าย  ป้อมเพชร ประตูจีน ปากคลองขุนละครชัย และวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ มีการสร้างศาลเจ้า และวัดจีนหลายแห่ง 

ระลอกใหญ่แห่งการอพยพสมัยราชวงศ์ชิง    การอพยพครั้งใหญ่ของชาวจีนเกิดขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยรัชกาลที่ 4-6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ ความไม่สงบทางการเมืองในจีน การเกิดสงครามฝิ่น การจลาจลไท่ผิง และความอดอยากจากภัยธรรมชาติ       ช่วงนั้นเป็นยุคที่ราชวงศ์ชิงกำลังอ่อนแอลง มีการแข่งขันและแทรกแซงจากมหาอำนาจตะวันตก ประชาชนจีนจำนวนมากจึงตัดสินใจอพยพออกจากประเทศจีน   โดยเฉพาะชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง ฟูเจี้ยน และไหหลำ ที่มีประเพณีการออกทะเลและการค้าขายมายาวนาน

สาเหตุของการอพยพใหญ่ของชาวจีน  เกิดจาก ความยากจนและความอดอยาก จากการเพิ่มขึ้นของประชากรแต่พื้นที่การเกษตรไม่เพียงพอ   ความไม่สงบทางการเมือง จากการสู้รบระหว่างฝ่ายต่างๆ และการแทรกแซงของต่างชาติ   และภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีนตอนใต้   ประกอบกับการเก็บภาษีที่หนักและการเกณฑ์ทหาร

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการปฏิรูปประเทศและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ  ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การขุดแร่ การทำสวนยาง  การสร้างทางรถไฟ  ขุดคลอง ทำถนน  และชุมชนชาวจีนที่มีอยู่แล้วช่วยเหลือผู้อพยพใหม่

ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยมักจะตั้งถิ่นฐานในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการเมือง พื้นที่ภาคใต้ที่มีเหมืองแร่ และเมืองท่าต่างๆ ตามแนวชายฝั่ง

ในกรุงเทพฯ ชาวจีนตั้งถิ่นฐานหนาแน่นในย่านเยาวราช สำเพ็ง และพาหุรัด พวกเขาประกอบอาชีพค้าขาย เป็นช่างฝีมือ รับจ้างแรงงาน และบางส่วนเป็นนายทุนใหญ่

คนจีนในสังคมไทยสมัยใหม่ ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายจีนคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญของประชากรไทย ประมาณ 10-14% ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของผู้อพยพที่เข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่24     ชาวไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันได้กลมกลืนเข้ากับสังคมไทยอย่างสมบูรณ์ พวกเขามีบทบาทสำคัญในทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่การค้า อุตสาหกรรม การเมือง การศึกษา จนถึงศิลปะและวัฒนธรรม

ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย-จีนกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากห่างเหินกันในช่วงสงครามเย็น จีนปัจจุบันกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย และมีการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่     การท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย

การศึกษาภาษาจีนในไทยก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยมีการจัดตั้งสถาบันขงจื๊อในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน  นักศึกษาจีนกว่าหมื่นคนเข้ามาเรียนระดับปริญญาในประเทศไทยเช่นมหาวิทยาลัยเกริก  สแตมฟอร์ด  ชินวัตร   ธุรกิจบัณฑิต   อัสสัมชัญ  ศรีปทุม ราชภัฏ

บทสรุป

เรื่องราวของจีนกับไทยเป็นเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางข้ามทะเล ข้ามภูเขา ด้วยความหวังและความฝัน พวกเขาได้นำติดอารยธรรมโบราณมาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่งดงามและหลากหลาย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาลหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของผู้คนธรรมดา ที่ได้ทำงาน อยู่ร่วมกัน และสร้างสรรค์อนาคตร่วมกัน บนผืนแผ่นดินไทยมาหลายร้อยปี และจะดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน

โดย อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • กราบส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีที่ทรงพระสิริโฉมงดงามที่สุดพระองค์หนึ่งในโลก เสด็จสู่สรวงสวรรค์ นัอมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้..
  • อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับมอบโล่เกียรติยศ หลักสูตร ปธพ. ในงานสัมมนาวิชาการแพทยสภาและสถาบันมหิตลาธิเบศร 2568 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ธรรมาภิบาลทางการแพทย์กับการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน..
  • เพื่อนๆชาว Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ที่ได้เป็น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ช่วยงาน รมว.คลัง..
  • นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข วาง 5 นโยบาย “สานต่อ วางรากฐาน ร่วมพัฒนา” เพื่อระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน..
  • กิติพล เวชกุล รอง ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิด “โครงการปั่น ปันสุข รำลึกสองมหาราช สืบสานงานต่อตามรอยพ่อ” และปล่อยปลา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จัดโดย สโมสรไลออนส์พิจิตรเมืองคุณธรรรม ร่วมกับ เครือข่ายชมรมเดิน วิ่ง ปั่น ณ บริเวณอาคารชุ่มน้ำบึงสีไฟ อ.เมือง จ.พิจิตร..
  • เฉลิมพันธุ์ สุวรรณประกร พร้อมเพื่อนๆที่เกิดเดือน ตค. จารุรัตนา จินดาประเสริฐ, พรทิพย์ ฐิรวัฒนวงศ์, พรรณี เลี่ยวไพรัตน์ ไปทอดกฐินวัดไกลกังวล แล้วไปฉลองวันเกิดกันต่อที่หัวหิน..
  • รับเทศกาลกินเจ จรินทร์ทิพย์ ปฐมศักดิ์ ชวนเพื่อนๆ อาทิ ดร.ศรีสุภางค์ มอฤทธิ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์, ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส, ธนบดี สวัสดิ์ศรี, นฤมล บุญสนอง,  ไปกินอาหารเจที่เซียงปิงเหลา รร.แกรนด์ไชน่า
  • วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมผู้แทนคณะกรรมการบริหาร มอบเงินบริจาคเพื่อสมทบทุนโครงการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์เพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 35 ปี สทค. โดยมี ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบ..
  • ชานนท โตวิกกัย สุดปลื้มที่แบรนด์ร้านสะดวกซัก บจ.ลอนดรี้บาร์ ไทย ได้รับเกียรติ จาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ มาร่วมในพิธีประกาศความร่วมมือโครงการสินเชื่อ กับ ธนาคาร SMED Bank โดยมี พิชิต มิทราวงศ์ และ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ร่วมแสดงความยินดีด้วย..
  • ดีป้า ส่งเสริม Digital Infrastructure หนุนสถานศึกษาทั่วไทย เข้าร่วมโครงการ “Coding Thailand 2025: AI-Driven Future” สร้างการเรียนรู้แห่งอนาคต เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 31 ต.ค. รายละเอียดที่: https://short.depa.or.th/hyMHM..

น้องใหม่

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

​ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน AssetWise เปิด Showcase ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุข

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสเซทไวส์ ปลุกพลังแห่งการแบ่งปัน ปั้นโมเดลแห่งการให้ ต่อยอดแนวคิดร้านปันกัน สู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” ต้นแบบแห่งการแบ่งปันความสุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ผนึกพลังผู้บริหาร-คนดัง-พาร์ทเนอร์ ร่วมนำของรักของใช้มาแบ่งปันในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยรายได้จากการจำหน่ายร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความเท่าเทียมให้เด็กไทย พร้อมส่งเสริมการใช้ซ้ำอย่างรู้คุณค่า สอดรับเป้าหมาย SDGs ตลอดทั้งโครงการมอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 617 ทุน พร้อมเดินหน้าสร้างความสุขให้สังคมอย่างยั่งยืน

นายวุฒิ วิพันธ์พงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืนทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า จากแนวคิดร้านปันกัน x AssetWise ซึ่งเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปัน ที่แอสเซทไวส์ร่วมกับร้านปันกันโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมแบ่งปันสิ่งของสภาพดีที่ไม่ใช้แล้วมาส่งต่อ แล้วแปรเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนให้แก่เด็กและเยาวชน ล่าสุด บริษัทได้ต่อยอดสู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” พื้นที่แห่งการแบ่งปันความสุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ โดยรวบรวมของรักจากผู้บริหาร พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และศิลปินคนดัง มาจำหน่ายในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยนำรายได้มาร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมให้กับเยาวชน พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการเพิ่มคุณค่าของสิ่งของด้วยการใช้ซ้ำอย่างยั่งยืน

ไฮไลท์ของ “AssetWise x PANKAN Showcase” คือการนำของรักของสะสมอย่าง กระเป๋า หมวก เสื้อ เครื่องประดับ ผ้าพันคอ รองเท้า ของเล่น ของใช้จากเหล่าศิลปินและคนดัง อาทิ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, ไบรท์ พิชญทัฬห์, แม่โอ๋-ธนภรณ์ เวชสุภาพร, แอนนา เสืองามเอี่ยม, หมูแฮม โชตินภา, ณิชา พูลโภคะ, พรฟ้า ปุณิกา, ดินสอสี พนิดา, MI Thailand 2025 รวมถึงสาวสวยหนุ่มหล่อจากครอบครัว TPNG และเสื้อกีฬาแรร์ไอเทมที่เต็มไปด้วยลายเซ็นของนักเตะชื่อดังจากสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด รวมทั้งหมดกว่า 350 ชิ้น มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 18-19 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักช้อปสายบุญและแฟนคลับที่มาร่วมอุดหนุนอย่างคึกคัก พร้อมยังมีจำหน่ายในร้านปันกันสาขาต่างๆ เพื่อสานต่อพลังแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือของแอสเซทไวส์และร้านปันกัน สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ครอบคลุม 4 มิติ ทั้งด้านการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่รับผิดชอบ ด้วยการแบ่งปันสิ่งของเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำอย่างคุ้มค่า และการรวมพลังกันเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของแอสเซทไวส์ที่ไม่เพียงนำแนวคิดความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจเท่านั้น แต่มุ่งลงมือสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นจริง ผ่านโครงการ “Punn by AssetWise” และ “ร้านปันกัน x AssetWise” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการเติบโตเคียงข้างสังคม

“ร้านปันกัน x AssetWise เกิดจากความตั้งใจของแอสเซทไวส์ที่มุ่งเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร พนักงาน ชุมชน และพันธมิตรทางธุรกิจตั้งแต่ปี 2565 จนเกิดเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปันระหว่างภาคเอกชนและร้านปันกัน โดยเปิดสาขาแรกที่ Mingle Mall รังสิต และต่อยอดมาถึงการจัด Showcase ในครั้งนี้ ซึ่งนับจนถึงปัจจุบันเราสามารถจำหน่ายสินค้าได้ถึง 4,316,917 บาท และเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไปแล้วกว่า 617 ทุน เราเชื่อว่าพลังของการให้นั้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และแอสเซทไวส์จะยังคงเดินหน้าสานต่อการแบ่งปันนี้ต่อไป เพื่อสร้างความเท่าเทียม และความสุขที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” นายวุฒิ กล่าว

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทยมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาคือ มะเร็งปากมดลูก ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงทั่วโลก การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ประชาชน จึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งในเรื่องของการตรวจคัดกรอง การป้องกัน และการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมเนื่องจากมะเร็งในสตรี หากตรวจพบเร็ว รักษาไว สามารถมีโอกาสหายหรือรอดชีวิตสูง

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงจัดกิจกรรม Cancer Care Fair” (แคนเซอร์ แคร์ แฟร์) ภายใต้โครงการ Central Group Women Cancer (เซ็นทรัลกรุ๊ป วีเม่น แคนเซอร์) – ชวนทำดีช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นมอบให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำหรับการตรวจคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งในสตรีเบื้องต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้กับกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วย

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ที่ปรึกษากลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลยึดมั่นในการเป็นพลังร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน โดยเฉพาะการเคียงข้างและส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงไทยในทุกช่วงชีวิตผ่านโครงการต่างๆ  ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินโครงการ ‘Central Group Women Cancer’ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ‘เซ็นทรัล ทำ’ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งสตรีทั่วประเทศ

เราเชื่อว่าการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและการได้รับกำลังใจในเวลาที่ต้องเผชิญความท้าทายของชีวิต คือสิทธิพื้น ฐานของผู้หญิงทุกคน กิจกรรม Cancer Care Fair จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่ของการระดมทุน แต่ยังเป็นพื้นที่ของ ‘พลังใจ’ ที่สะท้อนความรัก ความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งมอบโอกาสในการรักษาและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยได้ก้าวผ่านโรคภัยอย่างเข้มแข็งและมีความหวังอีกครั้ง”

ทางด้าน นพ.สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า “โครงการ Central Group Women Cancer ถือเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการให้บริการด้านสุขภาพสตรีของโรงพยาบาล โดยช่วยให้สามารถจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งในสตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งล้วนเป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทยในปัจจุบัน

การสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถจัดซื้อ เครื่องตรวจคอลโปสโคป (Colposcopy) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ทั้งนี้ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสตรีเชิงป้องกัน โดยเฉพาะสตรีวัย 30 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ทุก 5 ปี เพื่อค้นหาความเสี่ยงตั้ง แต่ระยะก่อนเกิดโรค และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้การออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ความเครียด การสูบบุหรี่ และการบริโภคอาหารไขมันสูง จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในสตรีได้ในระยะยาว”

ผู้สนใจยังสามารถร่วมส่งต่อกำลังใจ ผ่านการสมทบทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาในโครงการ Central Group Women Cancer ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ บริจาคออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ Thamdee (วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568),สแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking ในสื่อต่างๆ ของธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล หรือ โอนผ่านบัญชี มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 118-0-58203-1(วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568),กล่องรับบริจาค ณ จุดแลกซื้อ จุดประชาสัมพันธ์ จุดชำระเงินในห้างร้านของกลุ่มเซ็นทรัลกว่า 491 จุดทั่วประเทศ (ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2568),แลกคะแนน The 1 เปลี่ยนเป็นเงินบริจาคสมทบทุน ผ่านแอปพลิเคชัน The 1 โดย 800 คะแนน = 100 บาท (วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568) เพื่อส่งต่อกำลังใจ…ให้ผู้ป่วยมะเร็งสตรี “ต่อสู้…และยิ้มได้อีกครั้ง”

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ในโลกปัจจุบัน การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยกับจีน   ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักวิชาการ แต่เป็นความรู้ที่คนไทยทุกคนควรมี เพราะเกี่ยวข้องสำคัญกับการดำรงชีวิต และการพัฒนา  ตลอดจนเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย

รากฐานแห่งอารยธรรม: จากจีนสู่แผ่นดินไทย

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์และก่อนการก่อตั้งประเทศไทย   เมื่อชนชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีน การค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้เริ่มขึ้นแล้ว  ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ( พ.ศ.337-763)  อาณาจักรฟูนาน (พุทธศตวรรษที่ 6-11)      

ชนเผ่าจ้วง   ไป่เย่ว  ไทเหนือ ไทขาว   ในมลฑลยูนนาน และกวางสีที่มีวัฒนธรรมและพูดภาษาใกล้เคียงกับภาษาไทย เป็นประจักษ์พยานของความเกี่ยวพันระหว่างจีนกับไทยตั้งแต่สมัยโบราณ

อาณาจักรฟูนาน(พุทธศตวรรษที่ 6-11)  เป็นหนึ่งในอาณาจักรแรกๆ ในอินโดจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 อาณาจักรฟูนานนี้ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไปจนถึงคาบสมุทรมลายู ได้รับอิทธิพลทางการค้าและเทคโนโลยีจากจีนอย่างมาก  ต่อมา อาณาจักรเจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-19) และ อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-12) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับเทคโนโลยีการเกษตร ระบบชลประทาน และงานหัตถกรรมจากจีน  

พ.ศ. 1172-1188   พระถังซำจัง (Xuanzang) เดินทางทางบก ตามเส้นทางสายไหม จากเมืองฉางอัน(ซีอาน) ประเทศจีนไปยังอินเดีย ท่านได้บันทึกถึงดินแดนชื่อ โถ-โล-โป-ตี้  (T’o-lo-po-ti) ที่อยู่ระหว่างพม่า (ชิลิฉาตาหลอ-ศรีเกษตร)   กับกัมพูชา(อิซางป่อหลอ- อิศานปุระ) 

สมัยสุโขทัย: จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

สมัยที่อาณาจักรสุโขทัยสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1792   ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับราชวงศ์หยวนของจีน โดยมีการส่งเครื่องราชบรรณาการและการแลกเปลี่ยนทางการค้าอย่างต่อเนื่อง สุโขทัยได้รับเทคโนโลยีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผา การทำงานโลหะ และวิธีการเกษตรบางอย่างจากจีน

สมัยอยุธยา: ยุคทองแห่งการค้าและวัฒนธรรม

อาณาจักรอยุธยา ( พ.ศ. 1893-2310 ) เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-จีนเจริญรุ่งเรือง กษัตริย์อยุธยาได้สถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ทั้งราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911- 2187)  และราชวงศ์ชิง (พ.ศ.  2187-2454)    พ.ศ. 1943-1936  สมัยราชวงศ์หมิง นายพลเจิ้งเหอ คุมกองเรือจีนจากเมืองกวางตุ้ง ไปอินเดียและแอฟริกา  และส่งเรือบางลำเข้ามาที่อยุธยา  แผนที่เดินเรือเจิ้งเหอเรียกสงขลาว่า ซุ่งกูหมา  และเรียกปัตตานีว่า หลงซีเจีย 

ชาวจีนจากมณฑลฟูเจี้ยน และกวางตุ้ง อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาจำนวนมาก พวกเขานำเทคโนโลยีการผลิต วิธีการค้าขาย และวัฒนธรรมการกินอยู่มาสู่ไทย ชุมชนจีนในอยุธยากลายเป็นกลุ่มพ่อค้าที่สำคัญ ควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งสินค้า    การค้าข้าวสารเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ข้าวไทยที่มีคุณภาพสูงได้รับความนิยมในตลาดจีนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่จีนประสบภัยธรรมชาติหรือความไม่แน่นอนทางการเมือง

สำเภาจีนสมัยอยุธยา

ยุครัตนโกสินทร์: ความต่อเนื่องและการปรับตัว

เมื่อมีการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ รัชกาลที่ 1 ได้สืบทอดนโยบายความสัมพันธ์กับจีนต่อมา การส่งเครื่องราชบรรณาการยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4     ชาวจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และกวางตุ้งอพยพเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นพ่อค้า แต่ยังเป็นช่างฝีมือ เกษตรกร และผู้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา

ยูนนาน: เส้นทางการค้าและวัฒนธรรม

มณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนมีความสำคัญต่อไทย เพราะเป็นเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนแผ่นดินใหญ่   ชนชาติไท-ไทในยูนนาน เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ และไทยวน มีความเชื่อมโยงทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับคนไทย การแลกเปลี่ยนภาษา ประเพณี และวิธีการครองชีวิตเกิดขึ้นผ่านเส้นทางนี้มาหลายศตวรรษ    ในอดีต มีเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมต่อยูนนาน เมียนมาร์ และไทย เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งเกลือ ชา ไหม และสินค้าอื่นๆ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างทางรถไฟสายต่างๆ ในประเทศไทย  ช่างฝีมือชาวจีนนำเทคโนโลยีการก่อสร้าง และการจัดการมาใช้ ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยหินอ่อนอิตาลี กลางกรุงเทพ ชาวจีนเป็นแรงงานหลักในการขุดคลองสำคัญหลายสาย เช่น คลองภาษีเจริญ  และคลองต่างๆ ที่เชื่อมต่อระบบคมนาคมทางน้ำ

โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่

นักลงทุนจีนในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ได้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย ทั้งโรงสีข้าว  โรงเลื่อย  โรงงานแป้งมันสำปะหลัง  โรงงานน้ำตาล   โรงงานผลิตรองเท้า และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ โรงงานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่คนไทย

ความสัมพันธ์ในปัจจุบัน: จากอดีตสู่อนาคต

ในปัจจุบัน  ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้กลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในแง่การค้าขาย แต่รวมถึงการลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และความร่วมมือในหลายด้าน

โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง  Belt and Road Initiative”ของจีนได้เชื่อมโยงไทยเข้าสู่เครือข่ายการค้าและการพัฒนาที่กว้างขวาง เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน กลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ พวกเขาไม่เพียงรักษาประเพณีจีน แต่ยังเป็นคนไทยที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประเทศอีกด้วย

การเรียนรู้ภาษาจีนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา และความร่วมมือทางวิชาการช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น    มีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทย  จำนวนมาก 

การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ใช่เรื่องของความหลังหรืออดีตเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจุบันและเตรียมตัวเพื่ออนาคต   

ทางเศรษฐกิจ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การเข้าใจวัฒนธรรมทางธุรกิจ ประวัติศาสตร์การค้า และความต้องการของตลาดจีนจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยปัจจุบันมีรากฐานจากการผสมผสานวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์ การเข้าใจอิธิพลจีนจะช่วยให้เราเห็นความหลากหลายและความสวยงามของเอกลักษณ์ไทย

ทางการเมือง ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าใจประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จะช่วยให้ไทยสามารถกำหนดท่าทีและนโยบายต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม

ทางสังคม ในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเข้าใจและยอมรับรากฐานทางประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บทสรุป

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ใช่แค่เรื่องราวในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ตั้งแต่อาหารการกิน ประเพณี ภาษา วัฒนธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ การที่คนไทยเข้าใจประวัติศาสตร์พันปีระหว่างจีนกับไทย จะช่วยให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันหรือการขัดแย้ง แต่สามารถเป็นการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาร่วมกันได้

โดย อาทร จันทวิมล

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มทีซีซี จัดพิธีน้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัน แบงค็อก ฟอรั่ม เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568

ไทยเบฟและกลุ่มทีซีซี ร่วมใจน้อมถวายความอาลัยด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง ต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร และเพื่อความเจริญมั่นคงของประเทศไทยตลอดพระชนม์ชีพ โดยเฉพาะการก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” อันเปี่ยมด้วยคุณูปการทั้งในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ราษฎร และในการฟื้นฟูงานศิลปกรรมอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาไทย รวมถึงโขนอันวิจิตรบรรจง ให้กลับฟื้นคืนมาเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับสากล ทรงอุทิศพระองค์ในงานด้านสาธารณสุข โดยทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย อีกทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังทรงเคยรับสั่งว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ”

ด้วยสำนึกในน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม พระวิริยะอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถในทุกด้าน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเสียสละ และความมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยแท้ ดังที่ทรงได้

รับการถวายพระราชสมัญญา “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่ปวงชนชาวไทยเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไทยเบฟและกลุ่มทีซีซี ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้ยั่งยืนตราบนิจนิรันดร์

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

นับเป็นวันแห่งความสำคัญและเป็นความทรงจำของชีวิตครั้งหนึ่ง  เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดอาคารศรีพัฒน์และศูนย์หัวใจภาคเหนือ ที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เป็นวันที่ข้าพเจ้าในฐานะคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ได้เป็นผู้กล่าวถวายรายงาน รวมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปสําคัญประจําคณะแพทยศาสตร์แด่พระองค์ท่าน

ศูนย์หัวใจของคณะแพทยศาสตร์ ถือเป็นศูนย์หัวใจแห่งแรกในภาคเหนือ ได้จัดสร้างขึ้นโดยข้าพเจ้าได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานเงินจํานวน 150  ล้านบาท ซึ่ง สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ทูลเกล้าฯ ถวายให้แก่พระองค์ และพระองค์ได้พระราชทานมาให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดที่ทรงมีต่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดพิธีมอบรางวัลท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง ประจำปี 2568 Local Award 2025 โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง) และร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัลให้แก่จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 275 รางวัล ครอบคลุมทั้งรางวัลจังหวัดขับเคลื่อนท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง รางวัลจังหวัดที่ส่งเสริมพัฒนาการเป็นเลิศ และรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นใน 12 ด้าน อาทิ ด้านโรงเรียน ด้านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชน ด้านการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) และด้านน้ำดื่มสะอาดบริการประชาชน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี กล่าวแสดงความยินดีกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัล โดยย้ำว่า โล่รางวัลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทุ่มเท เสียสละ และการทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจะสนับสนุนท้องถิ่นให้เข้มแข็งต่อไป

ขณะที่ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดี สถ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การมอบรางวัล Local Award จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลจากผลการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment: LPA) และการประเมินท้องถิ่นศักยภาพสูง (High–Potentiated Local Assessment: HPA) เพื่อสะท้อนทั้งกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งยังมีการมอบรางวัลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างแรงจูงใจและเป็นต้นแบบการพัฒนาที่สามารถขยายผลในท้องถิ่นอื่นได้

พิธีมอบรางวัลท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง ประจำปี 2568 Local Award 2025 ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังตอกย้ำบทบาทสำคัญของท้องถิ่นไทยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง รางวัลทั้ง 275 รางวัลจึงไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่ยังเป็นเครื่องขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสะท้อนเจตนารมณ์ของกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศชาติต่อไป

-(016)