พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม 'ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย' สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรม “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย”สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จังหวัดปทุมธานี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระเมตตาธรรม พระราชกรณียกิจ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรทั่วแผ่นดิน

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรมในงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง : ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และร่วมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยที่สะท้อนวิถีชีวิต อันสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ อาหาร สุขภาพ สมุนไพร และวัฒนธรรมไทยอย่างครบวงจร โดยภายในงานนำเสนอการแนวทางการพึ่งพาตนเองของชุมชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” และนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดคุณค่าของอาหาร สมุนไพร และผ้าไทยซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย พร้อมกิจกรรมสาธิต และตลาดสินค้าเกษตรจากเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 120 ร้าน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวด้วยความอาลัยว่า  “ในห้วงเวลาที่ปวงชนชาวไทยต่างโศกอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ โดยได้จัดทำนิทรรศการ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้วยการเผยแพร่ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตแบบไทยที่ทรงส่งเสริมไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน”

นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” ซึ่งรวมองค์ความรู้เรื่องอาหารไทยที่เปี่ยมคุณค่าและสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้าน ถ่ายทอดภูมิปัญญาการปรุงสำรับอาหารที่ไม่เพียงอร่อย แต่ยังดีต่อสุขภาพ ทั้งเมนูอาหารไทยโบราณ อาหารพื้นถิ่น และเมนูสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาเดิม พร้อมกิจกรรมสาธิต “ครัวไทยพอเพียง” ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้การเลือกวัตถุดิบปลอดภัยจากเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างสุขภาวะกายใจอย่างยั่งยืน และต่อด้วยนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของสายน้ำในฐานะแหล่งชีวิตและความมั่นคงของชุมชน ผ่านสององค์ความรู้สำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ได้แก่ การแปรรูปปลา และ ศิลปะผ้าย้อมธรรมชาติ ซึ่งผู้มาเข้าชมงานจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจับปลา การถนอมอาหาร การสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ปลา ตลอดจนการย้อมสีผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น ซึ่งผ้าแต่ละผืนสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนและความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานกับธรรมชาติอย่างงดงาม ในด้าน “ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าไทยในฐานะมรดกภูมิปัญญาอันล้ำค่า ผ่านลวดลาย สีสัน และเทคนิคการทอที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค พร้อมกิจกรรมสาธิตการย้อมผ้า การสกรีนลายลงผืนผ้า และการประยุกต์ผ้าไทยให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และแรงบันดาลใจผ่านการ อบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 8 หลักสูตร ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ หลักสูตร “หยูกยา ภูมิปัญญาแผ่นดิน” โดยอาจารย์วินัย สุวรรณไตร เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ฉะเชิงเทราหลักสูตร “ข้าวญี่ปุ่นบนถิ่นอีสาน” โดยอาจารย์เสกสรรค์ โพธิสาร จาก “พอดีฟาร์ม” จ.อุดรธานี หลักสูตร “เสน่ห์ดอกไม้กินได้” โดยอาจารย์กันตพัฒน์ โภคินวัฒนาทัศน์ จาก “Banhuailuknok Farm” จ.ราชบุรีและหลักสูตร “สี สร้าง สรรค์” โดยอาจารย์อดิศร จันทร์ใด เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สกลนคร เป็นต้น ภายในงานยังเปิดให้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ กิจกรรมเพาะแจกแลกเปลี่ยน ส่งต่อพันธุ์ไม้เพื่อร่วมอนุรักษพันธุกรรมพืชและส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรไทย และตลาดสินค้าจากเครือข่ายชุมชนกว่า 120 ร้านเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขอเชิญประชาชนทุกท่านร่วมเรียนรู้ สืบสานภูมิปัญญาไทยตามรอยพระราชดำริ และร่วมน้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และร่วมทำจิตอาสา การทำริบบิ้นไว้อาลัย เพื่อมอบให้กับประชาชน และร่วมไว้อาลัยด้วยการสวมเสื้อผ้าชุดสุภาพ และทำกิจกรรมน้อมรำลึก โดยการวางดอกไม้หรือพวงมาลัยสีขาว ที่บริเวณโถงอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 1  นิทรรศการ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” ได้ในงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “ข้าวปลา หยูกยา ผ้าไทย” ระหว่างวันที่ 1 – 2 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171, 094-649-2333 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

-(016)

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โครงการในพระราชดำริ ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ’ ศิลปหัตกรรมจากฝีมือชาวไร่ชาวนา

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โครงการในพระราชดำริ ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ’ ศิลปหัตกรรมจากฝีมือชาวไร่ชาวนา

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ โครงการในพระราชดำริ ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ’ ศิลปหัตกรรมจากฝีมือชาวไร่ชาวนา

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.45 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ  และความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศมากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล อีกทั้ง ทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

วัตถุประสงค์สำคัญ คือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูก หรือเกษตรกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาวต่อไป นับว่าเป็นการช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดินของราษฎรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย และสำหรับชาวไทยภูเขาซึ่งเคยมีอาชีพปลูกฝิ่น ก็ทรงส่งเสริมให้หันไปประกอบงานฝีมือที่ชาวไทยภูเขามีความชำนายอยู่แล้ว คือการเป็นช่างเงินหรือช่างทองแทน

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง คือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง การคร่ำ เป็นต้น เนื่องจากหัตถกรรมประเภทนี้ต้องใช้ฝีมือ เวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก จึงหาผู้ที่สนใจสืบทอดวิชาเหล่านี้เป็นอาชีพได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดการปฏิบัติงานแบบครบวงจร เมื่อทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านทอผ้าไหม ก็ให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสาวไหมไปพร้อมกันด้วย บางครั้งเมื่อมีราษฎรมาเฝ้าฯ เป็นจำนวนมาก ก็ต้องทรงงานอยู่ค่ำมืด แต่ก็ทรงเตรียมพร้อมอยู่แล้วโดยที่ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้จำกันว่าเวลาเสด็จฯ ไปไหน จะต้องมีไฟฉายไปในขบวนให้เพียงพอที่จะใช้ส่องเวลาทรงงานและเวลาขบวนเคลื่อนอีกด้วย พระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร และทรงงานอยู่จนตีหนึ่งตีสอง จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนัก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้นในสวนจิตรลดา และในบริเวณพระตำหนักทุกภาคเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร  โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้า ผู้ทอ และตรวจรับผ้าทอจากสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือราษฎรได้อย่างถูกวิธี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2526  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการประกวดผ้าไหมชนิดต่างๆ เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าไหมพื้น เป็นต้น โดยจัดขึ้น ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ผู้ชนะการประกวดในแต่ละประเภทจะได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล นับว่าเป็นการกระตุ้นให้ราษฎรผู้ทอผ้าไหม ได้มีความกระตือรือร้นในคุณภาพของผ้าไหม รักษาลวดลายโบราณ และมีกำลังใจที่จะผลิตงานฝีมือด้านนี้ต่อไป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการช่างใดๆ  เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงานและพระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ หมุนเวียนไปทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี รวมทั้งโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั่วไป  

ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับชาวไทยภูเขาจากจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือเข้าเป็นสมาชิกศิลปาชีพแผนกช่างเงิน ช่างทอง เนื่องจากได้มีชาวไทยภูเขามาขอพระราชทานการช่วยเหลือ เพราะเครื่องเงิน เครื่องประดับแบบชาวเขาของเขาขายไม่คล่อง พระองค์จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พวกเขาเข้าไปฝึกงานที่โรงฝึกศิลปาชีพในบริเวณพระตำหนักภูพิงคราช-นิเวศน์ ทรงแนะนำรูปแบบใหม่ๆ  โดยยังคงไว้ซึ่งลวดลายของเผ่าพันธุ์ให้ทำ จนกระทั่งในขณะนี้งานฝีมือชาวไทยภูเขาที่เป็นสมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้ก้าวหน้าไปอย่างมากมาย

ในภาคใต้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านสานเสื่อกระจูดและเสื่อเตย โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการประกวดเสื่อทั้งเสื่อโบราณและเสื่อสานใหม่ โดยพิจารณาลวดลาย การให้สี และความประณีตของฝีมือ

จากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราษฎรในพื้นที่อันเป็นป่าไม้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพบตอไม้ถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์เป็นจำนวนมาก จึงทรงสนับสนุนให้ราษฎรนำตอไม้เหล่านั้นมาแกะสลักเป็นศิลปาชีพที่งดงามอีกแขนงหนึ่ง หากตอไม้หมดไปก็ให้จักหาวัตถุดิบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้มาทดแทน เพื่อป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มเติม

ดอกไม้ประดิษฐ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเน้นให้ประดิษฐ์ไทย ๆ เช่น สารภี บุนนาค ปีบ จันทร์กะพ้อ นางแย้ม เป็นต้น เยาวชนรุ่นหลังจะได้รู้จักและชื่นชม วัตถุดิบในการผลิตก็ให้ใช้ของในไทยให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ของต่างประเทศ ดอกไม้ศิลปาชีพจึงเป็นดอกไม้ไทยที่ทำจากของไทย ฝีมือของคนไทย ด้วยใจรักในความเป็นไทย

งานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เจริญก้าวหน้าและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อพุทธศักราช 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The SUPPORT Foundation of Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother

“…ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทย มีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใดคนไทยมีความละเอียดอ่อน และไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้โอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้…”

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532  หลังจากที่ทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และทรงนำศิลปหัตถกรรมมาเป็นอาชีพเสริมให้แก่ชาวไร่ชาวนาไทย จนเป็นที่ประจักษ์ถึงผลงานอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลและทรงอุทิศพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทยมาตลอดพระชนม์ชีพ

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาดกำลังทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’  เมื่อความกลัวความผิดพลาดกำลังทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาดกำลังทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การเป็น “มืออาชีพ” คือเป้าหมายในการทำงานของใครหลายคน แต่เคยรู้สึกไหมว่า บางครั้งความตั้งใจที่อยากทำให้ทุกอย่างออกมาดี กลับกลายเป็นแรงกดดันที่ตัวเองทนแทบไม่ไหว ความรู้สึกนี้เองอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังติดอยู่ในภาวะ กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ จนปล่อยวางไม่ลง อาจนำไปสู่ความเครียดสะสมและปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต  ชวนคนทำงานมาสำรวจใจและปลดล็อกกับดักนี้ไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความเป็นมืออาชีพให้เป็นพลังบวก ไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้งอีกต่อไป

“กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ภัยเงียบที่ทำลายใจคนทำงาน

กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ไม่ใช่โรคทางกายภาพ แต่เป็นภาวะทางใจที่คล้ายกับโรคบุคลิกภาพย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Personality Disorder: OCPD) มักเกิดขึ้นกับคนที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบ ความเป็นระเบียบ และความถูกต้องมากเกินไป รวมถึงผู้ที่ตั้งมาตรฐานกับตัวเองไว้สูง หรือเติบโตมาในครอบครัวที่เน้นความสมบูรณ์แบบ อีกทั้งอาจได้รับแรงกดดันจากสังคมที่ทำงานซึ่งมีการแข่งขันสูง ปัจจัยเหล่านี้เองที่ค่อย ๆ พาเราเข้าไปติดกับดักโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกว่าตัวเองต้อง “ดีที่สุด” ตลอดเวลา

เช็กด่วน! คุณกำลังติด “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” อยู่หรือเปล่า

แม้ภาวะ Professionalism Trap จะไม่ใช่โรคที่มีแบบวินิจฉัยชัดเจน แต่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) การไม่กล้าพูดคำว่า “ฉันทำไม่ได้” เพราะกลัวถูกมองว่าไร้ความสามารถ 2) การพยายามวางมาดเข้มแข็งตลอดเวลาเพราะเชื่อว่าความอ่อนแอคือความล้มเหลว 3) ยึดติดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจนไม่ยอมรับข้อผิดพลาดใด ๆ และ 4) รู้สึกว่าต้องควบคุมอารมณ์และภาพลักษณ์อยู่เสมอจนกลายเป็นภาระใจ หากพบว่ามีหลายข้อที่ตรงกับตัวเอง อาจถึงเวลาทบทวนว่าความเป็นมืออาชีพที่คุณรักษาไว้ ว่ากำลังช่วยสร้างคุณค่าหรือบั่นทอนสุขภาพใจอยู่กันแน่

ซึมเศร้า-วิตกกังวล-ภาวะหมดไฟ ปลายทางของ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน”

สมองของมนุษย์ทำงานร่วมกันระหว่าง Prefrontal Cortex ซึ่งควบคุมเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจ กับ Amygdala ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความกลัว และความกังวล หากสมดุลระหว่างสองส่วนนี้ถูกรบกวน สมองจะตอบสนองต่อความผิดพลาดแรงเกินจริงจนรู้สึกว่าความล้มเหลวเล็กน้อยคือเรื่องใหญ่ ส่งผลให้สมองหลั่งสารกระตุ้นความตึงเครียดซ้ำ ๆ จนระบบควบคุมอารมณ์อ่อนแรงลง “ในระยะยาว ภาวะนี้อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และภาวะหมดไฟ (Burnout) โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องรับผิดชอบสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหาร นักวิชาการ หรือศิลปิน ที่เผชิญแรงกดดันให้ต้องดีพอตลอดเวลา ดังนั้นหากใครที่พบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ อยากให้เริ่มดูแลสุขภาพใจตัวเองทันทีเพื่อป้องกันโรคทางจิตใจที่อาจตามมา” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าว

เมื่อ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” เริ่มทำร้ายคนรอบข้าง

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวว่า “กับดักความเป็นมืออาชีพนอกจากจะทำร้ายตัวเอง อาจส่งผลกระทบให้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน แบบแรกคือการสร้างบรรยากาศความกดดัน เพราะผู้ที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมักคาดหวังว่าคนอื่นต้องมีมาตรฐานที่สูงเท่ากับตัวเอง ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเครียด อึดอัด และเหมือนถูกจับตามองอยู่เสมอ อีกแบบคือการสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะการกลัวความผิดพลาดอาจทำให้เกิดนิสัยที่ละเอียดเกินจำเป็น เช่น การเช็กงานซ้ำ ๆ หรือถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแม้จะทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่กลับสร้างความน่ารำคาญให้คนในทีมโดยไม่รู้ตัว”

ปลดล็อก “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ด้วยความเข้าใจตนเอง

การออกจากกับดักความเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานของตนเอง แต่คือการเรียนรู้ที่จะมีสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับความเมตตาต่อตัวเอง เริ่มจากการต้องเข้าใจว่าคุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความพยายามและความตั้งใจด้วย ลองเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ ที่ไกลเกินเอื้อม มาเป็นการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับความสามารถ เพราะทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มและตอกย้ำว่าเรามีคุณค่าในทุกก้าวที่เดิน

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวเสริมว่า “นอกจากการปรับความคิดแล้ว สิ่งที่คนทำงานควรทำควบคู่ไปด้วยคือการทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด รวมถึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance) แต่ถ้ารู้สึกว่าความกดดันมันหนักจนรับไม่ไหว ก็อยากให้ลองเข้ามาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะการมาขอคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่เป็นการดูแลสุขภาพใจอย่างมืออาชีพเช่นกัน”

“การจะเป็นมืออาชีพที่มีความสุขย่อมทำได้ ตราบใดที่เรายอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดได้ เพราะความล้มเหลวมันไม่เคยฆ่าใคร มันเป็นแค่บทเรียนให้เราเติบโตขึ้น ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เราหมดความน่าชื่นชม คุณยังเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีคุณค่า เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สมบูรณ์ ทั้งในวันที่ทำอะไรสักอย่างสำเร็จหรือผิดพลาดก็ตาม” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัย หรือมีอาการของ ภาวะ ‘Professionalism Trap’ สามารถขอรัยคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00-18.00 น. โทร. 02-079-0078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

คุณแหน : 28 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 28 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 28 ตุลาคม 2568

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน หนังสือพิมพ์แนวหน้า…
  • ช่วงนี้ ศิษย์เก่า มธ.รุ่นปี 2513 จากไป 2 คน ได้แก่ คนแรกเป็น ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. สุขสรร ยอดเมืองเจริญ พิธีสวดพระอภิธรรมศพ จัด ณ ศาลา 9 วัดมกุฏกษัตริยาราม 28 ต.ค.- 1 พ.ย.18.00 น.และ พระราชทานเพลิงศพ 2 พ.ย.14.30 น…ส่วน พิธีสวดพระอภิธรรมศพ วิทูร จันทร์วิกูล ศิษย์เก่า นิติศาสตร์ มธ.จัดที่ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อาคารสุคติสถาน ชั้น 3 ห้อง 8 วันที่ 27 -29 ต.ค.18.00 น. และ ฌาปนกิจ 30 ต.ค.10.00 น…งานนี้งดรับพวงหรีด…
  • ข่าวแสดงความยินดีกันบ้าง…ดีใจด้วยกับ กัลยรักษ์ พงศ์พิธานันท์ หลานสาววัยทีนของ คุณยาย ตวงพร เลาหะบุตร ไปแข่งกอล์ฟ ที่บาเรน ในนามทีมชาติไทย เป็นทีมหญิงไทย ที่ได้เหรียญเงินมาครอง…
  • ธนษร กีรติบุตร แจ้งข่าวการนัดสังสรรค์ศิษย์เก่าราชินีรุ่น 77 จัดมื้อเที่ยง วันที่ 1 พ.ย.ณ Siam Charoennakhon Café & Restaurant …ยังคงจัดงานหรือไม่? อย่างไร ? คอนเฟิร์มกันให้จงดี…
  • ยินดีปรีดากับคู่ตุนาหงันที่เข้าพิธีวิวาห์กันไปเรียบร้อยแล้วคือ ศุภโชค บุตรชาย ประวิทย์-เฉิดฉัน จ๋วงพานิช ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวของเจ้าสาวชาวจีน Ping Lee งานจัดที่เมือง SHANG RAO สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ 25 ต.ค.เสร็จพิธีแล้ว พร้อมนำบุตรสะใภ้หมาดๆกลับเมืองไทยปลายเดือนนี้…
  • เป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่ว เมื่ออดีตนักวิชาการใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยเผยว่า ขณะนี้ทางพรรคฯมีรายชื่อ 3 แคนดิเดตตำแหน่งนายกฯ สำหรับเลือกตั้งครั้งหน้าแล้ว และหนึ่งในรายชื่อระบุว่าชื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็มีเสียงวิจารณ์ไปต่างๆนานา แต่ในฐานะที่เราเคยรู้จักตัวบุคคลและรู้แบ็คกราวด์เกี่ยวกับวุฒิและประสบการณ์ของบุคคลดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าข้อมูลนี้มี “ความน่าจะเป็น” สูงทีเดียว… เนื่องจากอดีตรองนายกฯฯ เป็นคนดังที่อุปนิสัยโลว์คีย์มาก คนที่ไม่คุ้นเคยก็อาจจะมองข้ามความสามารถเขาได้ สำหรับการศึกษาไม่ต้องถามอยู่แล้ว จบมัธยมปลายที่ รร. เตรียมอุดมศึกษา เข้าเรียนแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลระยะสั้นแล้วลาไปเรียนต่อคณะวิศวกรรมอุตสาหการที่ UNIVERSITY OF CALIFORNIA BERKELEY, CALIF. หนึ่งใน 10 สุดยอดมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ…
  • เป็นเรื่องดีมีสีสันในครอบครัว “ศิษย์เก่าแคลิฟอร์เนีย” เมื่อคนป็อบปูล่าในหมู่ศิษย์เก่า เจษฎา ชวนะโรจน์ฤทธิ์ ยังมีฝีมือเด็ดเรื่องการปรุงอาหารหลากหลายรูปแบบผ่านร้าน “ครัวผักปลา” ของเขาที่ย่านกรุงเทพฯกรีฑา โดยปกติก็เป็นร้านที่นิยมชมชอบของเหล่านักกอล์ฟและนักชิมทั่วไปอยู่แล้ว… ล่าสุดมีข่าวว่าคหบดีชื่อดัง บุญชัย คงปักไพศาล กำลังพูดคุยเจรจากับเขาเพื่อร่วมกันนำเสนอธุรกิจอาหารในสไตล์ทันสมัยเพื่อเสิร์ฟสังคมรูปแบบส่วนประสมการตลาด (MIXED MARKETING) เน็ตเวิร์คทีเดียว…มีความคืบหน้าอย่างไรจะรายงานให้ทราบต่อไป !!…

บารอนเนส

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดโครงการ PRINCESS COLLECTION 2025 กิจกรรมเพื่อสังคมแห่งปี ร่วมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดโครงการ PRINCESS COLLECTION 2025  กิจกรรมเพื่อสังคมแห่งปี ร่วมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดโครงการ PRINCESS COLLECTION 2025 กิจกรรมเพื่อสังคมแห่งปี ร่วมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดโครงการ “Princess Collection 2025” กิจกรรมเพื่อสังคมแห่งปีตามพระราชดำริ เพื่อร่วมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมามากกว่า 3 ปี ในเดือนตุลาคมของทุกปี นับเป็นเดือนที่ผู้คนทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI จับมือร่วมกับ WACOAL (วาโก้) แบรนด์ชุดชั้นในชั้นนำระดับโลก สร้างสรรค์คอลเลกชันชุดชั้นในและ เลานจ์แวร์ ในรูปแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น วางจำหน่าย เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบแก่องค์กรพันธมิตร 3 องค์กร ได้แก่ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, มูลนิธิกาญจนบารมี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้หญิงไทยทั่วประเทศ

โดยกิจกรรมในปี 2025 นี้ ใช้ชื่อว่า “Pink Bloom” มีสัญลักษณ์โบว์สีชมพูสากล พร้อมด้วยดอกไม้สีชมพู ความหมายแห่งกำลังใจ ความเบิกบานที่ส่งผ่านถึงกัน  มุ่งเน้นให้ผู้หญิงไทยดูแลร่างกายและจิตใจ น้อมนำพระดำรัสของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “เราอยากให้ผู้หญิงทุกคน รักและใส่ใจสุขภาพของตนเองทั้งร่างกายและจิตใจความเข้มแข็งและงดงาม จะเปล่งประกายจากภายใน”

รติรส จุลชาต รองประธานกรรมการบริหาร แบรนด์ SIRIVANNAVARI กล่าวว่า “แบรนด์ SIRIVANNAVARI ยึดมั่นในปรัชญาด้านการส่งเสริมพลังให้กับผู้หญิง (Empowering Woman) เราสร้างสรรค์แฟชั่นที่สร้างความมาดมั่นให้กับผู้หญิงยุคใหม่ นอกจากรูปลักษณ์ที่ดีแล้ว การมีสุขภาพกายและใจที่ดีอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญจะทำให้ผู้หญิงมีพลังสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ และการดำเนินชีวิตที่ดี โครงการ Princess Collection จากพระราชดำริขององค์ดีไซเนอร์เกิดจากแนวคิดเหล่านี้ที่งอกงามมาสู่โปรเจ็กต์อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ในเรื่องอันตรายของโรคมะเร็งเต้านมอันนำมาสู่การป้องกันและรักษา แบรนด์ของเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนช่วยในการจรรโลงสังคมและสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอกซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากองค์ดีไซเนอร์ของเรา”

ด้านของ อินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “วาโก้เป็น แบรนด์ชุดชั้นในรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับฉลากเขียว (Green Label) จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยให้ การรับรองผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี ยังตอบแทนสังคมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้หญิงซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าคนสำคัญผ่านหลากหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือ “โครงการวาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม” ที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 25 ปี ในปี 2568 นี้ วาโก้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI อีกครั้ง เพื่อร่วมรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของวาโก้ในการตอบแทนสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สำหรับ “Princess Collection 2025” วาโก้ยังคงคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ เนื้อผ้าใส่สบาย การตัดเย็บพิถีพิถัน และดีไซน์อันโดดเด่น พร้อมส่งต่อคุณค่าผ่านการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

รศ.นพ. กฤษณ์ จาฏามระ หัวหน้าศูนย์สิริกิติ์บรมราชินี เพื่อมะเร็งเต้านม นำเสนอนิทรรศการ ‘Pink Park’ จำลองบ้านพักพิงที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายแก่ผู้ยากไรตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รศ.ดร.นพ. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการ กล่าวเป็นคำขวัญในเชิงรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมในปีนี้ว่า “สุขกายสุขใจ รู้ทันโรคร้าย คัดกรองตามวัย สู้ภัยมะเร็งเต้านม”

ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี ประธานมูลนิธิกาญจนบารมีซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ เผยว่า “มูลนิธิกาญจนบารมีเป็นหน่วยงานด่านหน้าในการคัดกรองสตรีด้อยโอกาสเพื่อค้นหามะเร็งเต้านมและมะเร็งนรีเวชระยะเริ่มแรก และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสานต่อพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ผ่านโครงการ Princess Collection และผลิตภัณฑ์ Balancing Bra ที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา โครงการนี้ ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูความมั่นใจให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม แต่ยังสามารถค้นพบสตรีที่เป็นมะเร็งระยะเริ่มแรกและรักษาให้หายขาดได้“

อีกหนึ่งองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เรืออากาศเอก นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “มะเร็งเต้านมไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าหากจัดการอย่างถูกต้อง ปัจจุบันประเทศไทย มีชุดสิทธิประโยชน์สำหรับ ผู้หญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม สามารถเข้ารับการตรวจ แมมโมแกรม และอัลตร้าซาวด์ ฟรี ได้ใน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ โรงพยาบาลรัฐ ที่เข้าร่วมโครงการทุกแห่ง”

นอกจากนี้ภายในงานมี โอปอล – สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 และผู้ก่อตั้งโครงการ Opal for Her ร่วมด้วยนักแสดงชื่อดัง พลอย – เฌอมาลย์ บุณยศักดิ์ ร่วมแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม และเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพกายและใจ ตลอดจนประสบการณ์และความรู้เบื้องต้นในการป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

Princess Collection SIRIVANNAVARI x Wacoal ลิมิเต็ด เอดิชั่น ประจำปี 2025 ประกอบด้วยชุดชั้นในและเสื้อผ้าเลานจ์แวร์ โดยในปีนี้นำเสนอในโทนสีที่สดใสโดยเฉพาะอย่างยิ่งสีชมพู ภาษาสากลอันสื่อถึงการตระหนักรู้และรณรงค์มะเร็งเต้านม เพิ่มความพิเศษด้วยลูกเล่นการไล่เฉดสีดุจกลีบดอกไม้ นอกจากนี้มีเฉดสีฟ้า สีเหลือง สีส้มคอรัลที่ตัดกับโทนสีคลาสสิคอย่างสีน้ำตาลและสีเทาดีไซน์มินิมอล เหมาะสำหรับแม็ตช์ลุคกับไอเท็มที่ชอบ สำหรับสาวๆ ที่ชอบความเซ็กซี่  สำหรับสาวสไตล์หรูหรา เน้นผ้าลูกไม้อิมพอร์ต และผ้าโปร่งดูเย้ายวนน่าค้นหา ขับเน้นสรีระของผู้หญิงได้อย่างมั่นใจตามหลักปรัชญาในงานดีไซน์เสื้อผ้าของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่เสริมความมาดมั่นให้กับผู้หญิง (Empowering Woman) สำหรับชุดนอนมีทั้งแบบลำลองอย่างเซ็ตเสื้อสายเดี่ยวในโทนสีสดใส และกางเกงขาสั้นตกแต่งระบายและริบบิ้น ให้ความรู้สึกเหมือน ห้องนอนของสาวน้อย ชุดสลิปเดรส ที่สามารถเล่นสนุกกับการแต่งตัวด้วยการจับคู่กับแจ็คเก็ตหรือเสื้อคลุม หรือแม็ตช์กับชุดนอนยาวตกแต่งรัฟเฟิลระบาย ให้ความรู้สึกที่ดูหรูหราและงดงาม

ห้ามพลาดกับเสื้อยืดพิมพ์ลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ที่กลายมาเป็น Statement Piece ในเดือนแห่งการรวมพลังสีชมพูให้กลายเป็นการสร้างสรรค์และเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย

ร่วมสนับสนุน ‘Princess Collection SIRIVANNAVARI x Wacoal’ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ประจำปี 2025 วางจำหน่ายที่ วาโก้ช็อป และเคาน์เตอร์วาโก้ ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ รายได้จากการจำหน่ายส่วนหนึ่งมอบแก่องค์กรพันธมิตร 3 องค์กร ได้แก่ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, มูลนิธิกาญจนบารมี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้หญิงไทยทั่วประเทศ

คณะผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มบริษัท เอ็ม บี เค ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวง-พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ เชิญพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ไปยังพระบรมหาราชวัง

คณะผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มบริษัท เอ็ม บี เค ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวง-พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ เชิญพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ไปยังพระบรมหาราชวัง

คณะผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มบริษัท เอ็ม บี เค ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวง-พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ เชิญพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ไปยังพระบรมหาราชวัง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

สุเวทย์ ธีรวชิรกุล คณะกรรมการและรองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ รวมถึงผู้บริหาร พนักงาน บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจในเครือ ผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชน ร่วมเฝ้าทูลละ อองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ในโอกาสเสด็จพระ ราชดำเนินไปในการอัญเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโรงพยาบาลจุฬา ลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผ่านด้านหน้าถนนพญาไท ไปยังพระบรมมหาราชวัง ณ  ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568

โดยทาง คณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงานบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจในเครือ ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่ สุดมิได้ และจะน้อมนำพระราชดำรัสที่พระราชทานในโอกาสสำคัญต่างๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาปฏิบัติเป็นแนวทางในการทำงานสืบต่อไป

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ “พระราชินี” จนถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฏร์ ทั้งโดยเสด็จพระราชดำเนินตาม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้จะทรงตรากตรำพระวรกาย เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน  ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด 

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ  และความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศมากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล อีกทั้ง ทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

วัตถุประสงค์สำคัญ คือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูก หรือเกษตรกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาวต่อไป นับว่าเป็นการช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดินของราษฎรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย และสำหรับชาวไทยภูเขาซึ่งเคยมีอาชีพปลูกฝิ่น ก็ทรงส่งเสริมให้หันไปประกอบงานฝีมือที่ชาวไทยภูเขามีความชำนายอยู่แล้ว คือการเป็นช่างเงินหรือช่างทองแทน

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง คือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง การคร่ำ เป็นต้น เนื่องจากหัตถกรรมประเภทนี้ต้องใช้ฝีมือ เวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก จึงหาผู้ที่สนใจสืบทอดวิชาเหล่านี้เป็นอาชีพได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้นในสวนจิตรลดา และในบริเวณพระตำหนักทุกภาคเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร  โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้า ผู้ทอ และตรวจรับผ้าทอจากสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือราษฎรได้อย่างถูกวิธี

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการช่างใดๆ  เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงานและพระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกศิลปาชีพ หมุนเวียนไปทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี รวมทั้งโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั่วไป  

งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อพุทธศักราช 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The SUPPORT Foundation of Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้นไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง ทั้ง วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ศิลปกรรม และพัตราภรณ์ของไทย ให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบัน ในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย  โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบและดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะ ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช 2548 โดย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ กรมศิลปากร สนองพระราชดำริด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ที่คงความงดงามตามแบบโบราณ และกราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อใช้ในการแสดงโขนเรื่อง “รามเกียรติ์” ชุด “ศึกพรหมาศ” ถวายทอดพระเนตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 

การแสดงครั้งนั้น ได้เชิญ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม มาออกแบบฉาก ส่วน อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จัดแสดงโขนในรูปแบบการบรรเลงคอนเสิร์ต เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  โปรดดนตรีสากล โดยเลือกบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้ชื่อว่า การแสดงเฉลิมพระเกียรติ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน : พรหมาศ บรรเลงโดยวงโยธวาทิต กองดุริยางค์กองทัพบก และได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงรอบปฐมทัศน์ วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 (รอบประชาชนทั่วไปวันที่ 27-28 ธันวาคม) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบการแสดง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงจัดแสดงโขนมูลนิธิศิลปาชีพฯ อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

พระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ   ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น  ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นค์จะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง  เมื่อได้ทรงริ่เริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

ปัจจุบันโครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

พระราชกรณียกิจด้านการทหาร

 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงาน พร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เสมอ ขณะที่ด้านความมั่นคงของประเทศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารที่ปฎิบัติการสู้รบต่อสู้ผู้ก่อการร้ายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ แม้เป็นที่เสี่ยงภยันตราย ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดูแลทุกข์สุข ปลอบขวัญถึงฐานปฎิบัติการต่างๆ เป็นขวัญกำลังใจให้ทหารต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดิน นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาชน ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลายหลายรูปแบบ อาทิ ทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือราษฏรด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ทรงรับไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนบิดามารดา พี่น้องของเด็ก ก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เข้ารับการฝึกอบรม พระราชทานความช่วยเหลือให้ปรับปรุงการประกอบอาชีพให้เป็นผล หรือให้มีความรู้เป็นอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้สามารถช่วยตนเองและครอบครัวให้ดำรงชีวิตเป็นสุขตามอัตภาพ โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาทำประโยชน์ เช่น หัตถกรรมจักสานของโครงการหุบกะพง โครงการจักสานย่านลิเพา และทำเครื่องปั้นดินเผาในภาคใต้ ทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สอดแทรกเรื่องความรักชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาศิลปวัฒธรรมท้องถิ่น การรู้จักรักษาสุขภาพอนามัย การรู้จักพัฒนาตนเอง การเห็นความสำคัญของการศึกษา และการช่วยเหลือร่วมมือกับส่วนรวม พร้อมทั้งให้ทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม ต้องบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์เพื่อความเจริญพัฒนาของภูมิภาค

พระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มิได้แผ่ปกป้องเฉพาะปวงชนชาวไทย หากแต่ยังทรงแผ่ไปถึงประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแดนไทย แถบจังหวัดตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี มีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์

ด้วยพระราชกรณียกิจอันเป็นเอนกอนันต์ ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ราษฎรอย่างแท้จริง ทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น องค์กรค์การเอฟเอโอ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้น และทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2552 ขณะที่มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ แห่งรัฐแมสซาซูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ลี้ภัย เมื่อปีพุทธศักราช2523

สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2524, สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2528, ศูนย์ศึกษาการอพยพ  ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2533, องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 30 มกราคม พุทธศักราช 2535

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม  พุทธศักราช 2535   

กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย  เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538,  สมาคมไหมโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล หลุยส์ ปาสเตอร์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเทิดพระเกียรติในพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไหมไทย จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลก รวมทั้งช่วยให้ราษฎรผู้ผลิตไหมไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน พุทธศักราช 2545 เป็นต้น นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2513 ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งรัตนนารีโดยแท้ พระองค์มิได้ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่มีพระสิริโฉมงดงามเท่านั้น หากแต่ยังทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในกิจการต่างๆ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนโดยตลอด ทรงยึดมั่นในพระบวรพระพุทธศาสนา พระคุณธรรม พระปัญญาคุณ และพระเมตตากรุณาคุณ ซึ่งทรงดำรงไว้มั่นคงตลอดมา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระเกียรติคุณขจายขจรไปทั่วในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก  อาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงได้รับการสรรเสริญพระเกียรติคุณจากนานาประเทศอย่างกว้างขวางตลอดพระชนม์ชีพ

‘ศ.ดร.เกรียงศักดิ์’เปิดเวทีการประกวด Miss Wellness World 2025

'ศ.ดร.เกรียงศักดิ์'เปิดเวทีการประกวด Miss Wellness World 2025

‘ศ.ดร.เกรียงศักดิ์’เปิดเวทีการประกวด Miss Wellness World 2025

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

“ศ.ดร.เกรียงศักดิ์” เปิดเวทีการประกวด Miss Wellness World 2025  หวัง สร้างแบรนด์ไทยแลนด์กระหึ่มทั่วโลก ชื่นชม “เจสซิก้า บรูเซลาส” สาวงามบราซิล คว้ามงฯ Miss Wellness World 2025 คนแรกของโลก “จอย กนกอร” คว้ารองอันดับ 2

27 ต.ค.2568 การประกวด Miss Wellness World  2025 จัดขึ้นที่ Calypso Cabaret เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนต์ โดยก่อนเริ่มการประกวด สาวงามจาก 25 ประเทศทั่วโลกและผู้มีเกียรติทั้งห้องประชุมได้ร่วมยืนถวายอาลัย แสดงความเคารพต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

จากนั้นศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานการประกวด Miss Wellness World และประธานสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ (Nation-Building International Institute: NBII) คุณศกุณา โรจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิส เวลเนส เวิลด์ จำกัด คุณพิราวรรณ ปัสยามาตร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร กองประกวด Miss Wellness World Thailand 2025 ได้เปิดการประกวด Miss Wellness World 2025 รอบชิงชนะเลิศอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นเวทีประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่เปล่งประกายพลังแห่ง “ความงามจากสุขสภาพ” (Beauty with Wellness) จากสาวงาม 25 ประเทศที่รับการคัดเลือกจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ต่างได้นำเสนอความงามในแบบของตนอย่างภาคภูมิ  ซึ่งการประกวด  Miss Wellness World 2025 สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่งดงามอย่างมีจิตสำนึก งดงามอย่างมีพลังบวก ทั้งในรอบ Wellness Talk ที่แต่ละประเทศได้ถ่ายทอดแนวคิดการดูแลสุขภาวะ กาย ใจ จิต ส่วนรอบ Wellness Performance ที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ และในรอบ Evening Gown ที่สาวงามได้เปล่งประกายความสง่างามในทุกย่างก้าว  

ทั้งนี้ช่วงเวลาสำคัญที่สุดมาถึงเมื่อพิธีกรประกาศชื่อผู้เข้ารอบสุดท้าย 10 คนสุดท้าย จากไฟนอลลิสต์จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรับการคัดสรรมาจากผู้เข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ โดยทุกคนต่างถ่ายทอดถ้อยคำจากหัวใจในรอบ Wellness Speech ซึ่งเป็นบทสะท้อนความงามที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือ ความสมดุลระหว่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ 

โดยช่วงเวลาสำคัญประกาศชื่อผู้ครองมงกุฎ “Miss Wellness World 2025” คนแรกของโลก ได้แก่ Jessica Bruxelas. เจสซิก้า บรูเซลาส จากประเทศบราซิล เธอผู้เปล่งประกายด้วยความมั่นใจ อ่อนโยน และมีพลังแห่งสุขสภาพจากภายในอย่างแท้จริง

ขณะที่ตำแหน่ง รองอันดับ 1 คือ JOANN TIONG (โจแอนน์ เทียง) ประเทศมาเลเซีย   รองอันดับ 2  เป็นของ KANOKORN RUNGRAKSA กนกอร รุ่งรักษา (จอย) จากประเทศไทย ส่วนรองอันดับ 3 คือ JULIANA AGUIERO PANOPIO ​จูเลียน่า อากีเอโร่ ปาโนปิโอ้ ประเทศฟิลิปปินส์ และรองอันดับ 4  คือ Feby wulans (เฟบี้ วูลานส์) จากประเทศอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศรางวัลเฉพาะมิติที่สะท้อนมิติของความงามหลากหลาย รางวัล Miss Luminous Complexion – เป็นของ Sarah Jane Awopijo (ซาราห์ เจน อา-โว-พิ-โจ) จากประเทศไนจีเรีย
รางวัล Miss Tresses of Elegance – Nan Seing Lein KhamNan Seing Lein Kham (น่าน เส่ง เลน คำ) จากประเทศเมียนมา 
รางวัลMiss Dynamic Vitality Fit & Firm – KANOKORN RUNGRAKSA กนกอร รุ่งรักษา (จอย) จากประเทศไทย รางวัล Miss Beaming Charm – Nanthida Mettapharuay(นัน-ทิ-ดา  เมด-ตา-พะ-รวย) จากประเทศฮินดูสถาน ส่วนรางวัลMiss Compassion –  Kirana Yaninrujana (คิรณา ญาณินรุจนา) จากประเทศจีน
ส่วน Miss Pinnacle of Wellness – Joann Tiong (โจแอนน์ เทียง) จากประเทศมาเลเซีย  รางวัล Miss Congeniality – Sanjana Sekharmantri (สันจนา เสคระมันตรี) สาวงามจากประเทศอินเดีย
รางวัล Miss Global Ambassador –Rasha Abu Mora (ระชา อะบู โมรา) ประเทศรัสเซีย 
และรางวัล Grace in Swimware – เป็นของChipo D. B. Choga (ชิโพ ดี. บี. โชกา) จากประเทศซิมบับเว

ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานการประกวด Miss Wellness World และประธานสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ (Nation-Building International Institute: NBII) และผู้เขียนหนังสือ Beauty Redefined และ  Beauty, Wellness & Happiness กล่าวอย่างภาคภูมิใจ ว่า Miss Wellness World คือเวทีประวัติศาสตร์เวทีแรกของโลกที่จะเปลี่ยนความงามให้มีความหมายใหม่ เพราะความงามไม่ได้วัดเพียงที่ใบหน้า หรือ รูปร่าง แต่เริ่มจากสุขสภาพที่ดีมีพลังมาจากภายใน และสามารถส่งต่อพลังบวก อิทธิพลทางความคิด ความดี ความกล้าหาญ และส่งต่อความสุขจากภายในจิตใจสู่สายตา ความรู้สึกของผู้คนทั่วโลก ได้อย่างทรงคุณค่า ทรงพลัง นี่คือความงามที่แท้จริง เราหวังว่า การประกวด Miss Wellness World ครั้งแรกของโลกครั้งนี้ ผู้ที่ได้คว้ามงกุฎคนแรกของโลก จะเป็นการจุดประกายให้เมืองไทยเป็นเมืองหลวงแห่งเวลเนสโลก และMiss Wellness world ก็จะเป็นทูตสุขสภาพที่จะร่วมมือกับสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ และพันธมิตรที่ร่วมกันช่วยคนทั้งโลกให้มีความเข้าใจว่าความสุขที่ทุกคนแสวงหาจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสุขสภาพ ที่มีความงดงามจากภายใน สู่ภายนอก และความสวยที่มาพร้อมคุณลักษณะที่ดี เป็นตัวแทนของโลกได้ ซึ่งถือเป็นความงามที่แท้จริง  เชื่อว่า จากเวทีวันนี้ไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต่อยอดกระแส Miss wellness world ให้สามารสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ไปสู่สายตานานาชาติทั่วโลก ขอบคุณทุกหน่วยงาน องค์กรที่ให้การสนับสนุนถือเป็นการช่วยสร้างกระแสประเทศไทยให้ดังไปทั่วโลก

สำหรับ เวที Miss Wellness World 2025 คือ “ที่สุดของพลังบวกและความงามจากหัวใจ” ที่ทั้งโลกจับตามองจริง ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดเวทีประกวดครั้งนี้ออกมาอย่างอลังการ เพื่อถ่ายทอดพลังของสาวงามจากทั่วโลกให้ส่องแสงแห่งความหวังของยุคใหม่ — ปิดฉากอย่างสมศักดิ์ศรีบนเวทีแห่ง “งามอย่างมีสุขสภาพ” (Beauty with Wellness) ที่จะอยู่ในความทรงจำของแฟนนางงามทั่วโลกไปอีกนาน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้า ‘ทุนการศึกษา’ ปีที่ 47 สร้างโอกาส สร้างอนาคตแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้า ‘ทุนการศึกษา’ ปีที่ 47 สร้างโอกาส สร้างอนาคตแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้า ‘ทุนการศึกษา’ ปีที่ 47 สร้างโอกาส สร้างอนาคตแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

ครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ 229 คน โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองประธานกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธี ร่วมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับทุนระดับมัธยมศึกษา ปวช. และ ปวส. และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบเกียรติบัตรทุนระดับปริญญาตรี พิธีมอบทุนจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 47 โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2522 ปัจจุบันมีผู้ได้รับทุนไปแล้วกว่า 6,800 ทุน และยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอนาคตให้กับเยาวชนไทย ภายใต้ความเชื่อว่า “การศึกษา คือรากฐานของการพัฒนาคนและประเทศ” เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ ห้องออดิทอเรียม ทรู ดิจิทัล พาร์ค

คณะกรรมการโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์นำโดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ และ ศุภชัย เจียรวนนท์ ถ่ายภาพร่วมกับตัวแทนนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับทุนซีพี ประจำปี 2568

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “การศึกษาถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้นำที่มีคุณภาพในอนาคต ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นทุนแบบไร้ข้อผูกมัด ที่ไม่เพียงมอบทุนทรัพย์เพื่อสานต่อการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนทุนได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะพิเศษ ฝึกงาน และเรียนรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้พร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ทั้งนี้ นพ.ธีระเกียรติได้กล่าวถึงหลักธรรมทางพุทธศาสนา “มรรคมีองค์ 8” ว่าเริ่มต้นด้วยคำว่า “สัมมา” หมายถึง “ชอบ” ไม่ว่าจะเป็นการเห็นชอบ ดำริชอบ หรือกระทำชอบ เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางสู่ความสำเร็จในเส้นทางชีวิต เช่นเดียวกับนักเรียนทุนที่เมื่อได้รับโอกาสแล้ว ควรใช้ความดี ความรู้ที่ได้รับ แล้วใช้ความคิดชอบ และความเพียรพยายามในการสร้างประโยชน์เพื่อตอบแทนกลับคืนสู่สังคม พร้อมส่งต่อโอกาสนี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป”

ขณะที่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวในพิธีมอบทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2568 ว่า “การได้รับทุนการศึกษาซีพี เป็นสัญลักษณ์ของความเพียรและความตั้งใจดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นักเรียนทุนควรยึดถือไว้ตลอดชีวิต เพราะทุกคนย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคและความเปลี่ยนแปลง แต่ความเพียรจะเป็นพลังให้เราก้าวข้าม ปรับตัว และลุกขึ้นได้ในทุกครั้ง ทุนการศึกษานี้ไม่เพียงมอบเพื่อการศึกษาของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจดีที่นักเรียนทุนมีต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ เปรียบเสมือน “รากแก้ว” ที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ สร้างร่มเงาแห่งโอกาสให้กับผู้อื่นต่อไป”

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีต รมว.กระทรวงศึกษาธิการ รองประธานโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบทุนการศึกษาในระดับมัธยม ปวช. และ ปวส.

ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ ค่านิยมหลัก 6 ประการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งดำเนินธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับความสำเร็จของสังคม โดยเฉพาะ หลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ เช่นเดียวกับการทำงานอย่างมีคุณภาพ ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยคุณธรรมและความซื่อสัตย์ เพราะ “ความซื่อสัตย์” คือพื้นฐานของความไว้วางใจ และเป็นหัวใจในการสร้างระบบสังคมที่สมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

ทั้งนี้ ศุภชัย ยังได้ฝากข้อคิดถึงนักเรียนทุนทุกคนว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนแสวงหาความมั่นคงและการเติมเต็มความฝันในชีวิต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความมั่นคงอย่างแท้จริง คือ “ความรักและความเห็นอกเห็นใจ” เพราะรักแท้ทำให้เรามองเห็นและยอมรับในความแตกต่าง เชื่อมโยงเรากับความเป็นจริง และช่วยให้เราเข้าใจตัวตนของตนเอง พร้อมใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและงดงามร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข”

“วันนี้น้องๆ ทุกคนมีความฝัน ขอให้สร้างความฝันนั้นด้วยความรักและคุณธรรม เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความสงบและความรุ่งเรือง โดยครองสติ ศีล สมาธิ และปัญญา ให้สามารถก้าวต่อไปโดยไม่ถูกควบคุมด้วยอารมณ์ แต่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยความดีงาม” ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย

ศุภชัย เจียรวนนท์ กล่าวแนะแนวการปฏิบัติตนกับน้องๆ เพื่อเป็นผู้ให้โอกาสในอนาคต

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีมอบเกียรติบัตรทุนการศึกษา นักเรียนทุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ทั้ง 229 คน ได้ร่วมกล่าวปฏิญาณแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ว่าจะน้อมนำพลังแห่งโอกาสที่ได้รับจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมุ่งมั่นนำความรู้ ความดี และความเพียรที่สั่งสม กลับไปพัฒนาครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของทุนการศึกษาซีพี อันเป็นพลังแห่งการให้ที่สร้างคุณค่าคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ให้โอวาทแก่น้องๆ ที่ได้รับทุน

ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี มอบให้นักศึกษาทั่วประเทศในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของประเทศ ทุนละ 50,000 บาทต่อปี ต่อเนื่องจนจบการศึกษา ซึ่งผู้ได้รับทุนจะเข้าอบรมหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำ ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Project-based Learning และร่วมออกแบบโครงการเพื่อชุมชนยั่งยืนในแต่ละภูมิภาค อีกทั้งจะได้ฝึกงานกับบริษัทในเครือ เพื่อเรียนรู้การทำงานจริง

นอกจากทุนระดับปริญญาตรี เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังมอบ “ทุนเพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมสายวิทย์-คณิต และนักเรียน ปวช./ปวส. ในสาขาที่ขาดแคลนของประเทศ เช่น การแพทย์ วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ และเทคนิคเฉพาะด้าน มูลค่าทุน 70,000 บาทต่อปี เป็นทุนต่อเนื่องจนจบการศึกษาอีกเช่นกัน

ตัวแทนผู้ได้รับทุนการศึกษามอบพวงมาลัยแทนคำขอบคุณแก่ผู้ใหญ่ใจดี

ศรีรัตน์ มะกา ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะสาธารณสุขศาสตร์ สาขาการจัดการและการดูแลผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ประจำปีนี้ เปิดเผยว่า “ตนเติบโตในหมู่บ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนเผ่าบนดอยที่เศรษฐกิจไม่มั่นคง เด็กส่วนใหญ่ต้องเลือกระหว่างการเรียนต่อกับการช่วยเหลือครอบครัว ทำให้หลายคนไม่ได้มีโอกาสศึกษาต่อ แต่ด้วยความตั้งใจ ได้พยายามทำงานรับจ้างซักผ้า และหาทุนการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อหารายได้ระหว่างเรียน พร้อมมุ่งมั่นศึกษาต่อเพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนของตน โดยเฉพาะด้านการดูแลผู้สูงอายุที่ยังขาดแคลนและเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง”

ไรยา หลีจู

ศรีรัตน์ ยังเผยว่า “ทุนซีพีไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระด้านค่าเล่าเรียน แต่ยังมอบโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ผ่านการอบรมทักษะภาษาอังกฤษและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ที่เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกล จึงรู้สึกดีใจและเห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ พร้อมตั้งใจจะนำความรู้กลับไปยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในหมู่บ้านให้ดีขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าการศึกษาและความเพียรพยายามจะเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและชุมชนของในอนาคต”

ศรีรัตน์ มะกา

เช่นเดียวกับ ไรยา หลีจู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสันติธรรมวิทยามูลนิธิ อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ประจำปีนี้ เปิดเผยด้วยความดีใจว่า “ไม่คิดว่าจะได้ทุน เพราะเป็นคนเดียวในโรงเรียนที่ได้รับ โดยตนมาจากครอบครัวฐานะยากจน มีพี่น้อง 5 คน เป็นคนที่สามของบ้าน แม้จะต้องเผชิญความลำบาก แต่ก็พยายามตั้งใจเรียนและพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ พร้อมคว้าโอกาสทุกครั้งที่มีเข้ามา ซึ่งทุนซีพีที่ได้รับเป็นปีที่สองนี้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านได้มาก ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถเรียนต่อได้โดยไม่ต้องพักการเรียนอีก แม้เคยต้องหยุดเรียนไปช่วงหนึ่งเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และกลับมาเรียนต่อจนสำเร็จ โดยย้ำว่า ไม่มีคำว่าสายในการเรียนรู้”

สุวพัชร แสงนวล นักเรียนทุนซีพีรุ่นพี่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทุนซีพีไม่เพียงช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ยังมอบโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรมอบรมทักษะชีวิตและความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งช่วยต่อยอดทักษะในการทำงานในอนาคตและเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง ทั้งนี้ มีความฝันอยากเรียนต่อในสาขาพยาบาล เพื่อจะได้กลับไปช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน เหมือนกับที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ยื่นมือมาช่วยเธอในวันนี้” 

โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 จากเจตนารมณ์ของนายจรัญ เจียรวนนท์ และนายมนตรี เจียรวนนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยได้รับการสานต่ออย่างมั่นคงจากนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส และนายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ จนกระทั่งในปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร โครงการทุนการศึกษานี้ได้พัฒนาและขยายผลอย่างเป็นระบบทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

ปัจจุบัน โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์มี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการบริหารทุน และนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน พร้อมคณะกรรมการทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนทุนนี้ให้เป็นพลังเปลี่ยนชีวิตของเยาวชน และเป็นฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครขอรับทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ สามารถตรวจสอบข้อมูลคุณสมบัติผู้สมัครและดำเนินการสมัครได้ด้วยตนเอง ผ่านช่องทาง www.applycpscholarship.com ได้ตั้งแต่ 1 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2569

‘นาราไทย คูซีน’ ยกระดับตำนานก๋วยเตี๋ยวเรือริมคลองสู่เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือบิน’ เสิร์ฟหรูเหนือน่านฟ้ากับ ‘การบินไทย’ เที่ยวบินยุโรป-ออสเตรเลีย ‘เฟิร์สคลาส-บิสิเนส’

‘นาราไทย คูซีน’ ยกระดับตำนานก๋วยเตี๋ยวเรือริมคลองสู่เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือบิน’ เสิร์ฟหรูเหนือน่านฟ้ากับ ‘การบินไทย’ เที่ยวบินยุโรป-ออสเตรเลีย ‘เฟิร์สคลาส-บิสิเนส’

‘นาราไทย คูซีน’ ยกระดับตำนานก๋วยเตี๋ยวเรือริมคลองสู่เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือบิน’ เสิร์ฟหรูเหนือน่านฟ้ากับ ‘การบินไทย’ เที่ยวบินยุโรป-ออสเตรเลีย ‘เฟิร์สคลาส-บิสิเนส’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นาราไทย คูซีน (NaraThai Cuisine) แบรนด์ร้านอาหารไทยพรีเมียมชั้นนำ ภายใต้การบริหารของ บริษัทนารา กรุ๊ป  ที่มีแบรนด์ร้านอาหารในเครือ 9 แบรนด์ รวม 65 สาขาทั่วโลก ได้รับเกียรติจาก “การบินไทย” คัดเลือกให้เมนู “ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา”เข้าร่วมโครงการ “Street to Sky” ที่ยกเสน่ห์อาหารสตรีทฟู้ดไทยขึ้นไปเสิร์ฟบนเครื่องบิน เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งรสชาติไทยสู่ผู้โดยสารทั่วโลก โดยตลอดกว่า 20 ปี ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา สร้างสถิติเสิร์ฟไปแล้วกว่า 100 ล้านชาม และได้รับการันตีความอร่อยจากมิชลินไกด์ 3 ปีซ้อน

(ซ้าย) นราวดี ศรีกาญจนา ต้อนรับ วิชญ์ กิจจาทร

นราวดี ศรีกาญจนา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารนารา กรุ๊ป กล่าวว่า เมนูที่ได้รับเลือกขึ้นไปเสิร์ฟบนสายการบินไทย คือเมนูซิกเนเจอร์อันเป็นตำนานอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา” เมนูเปิดตัวตอนเปิดสาขาแรกที่เอราวัณ ซึ่งนาราไทยเป็นเจ้าแรกในการบุกเบิกยกระดับก๋วยเตี๋ยวเรือริมคลองเข้ามาสู่ศูนย์การค้า พร้อมกับสูตรพิเศษต้นตำรับเข้มข้นถึงเครื่อง รสกลมกล่อมแบบดั้งเดิมของบ้านอิงคะวัตย่านริมคลองบางกอกน้อย จนกลายเป็นเมนูยอดนิยมอันดับหนึ่งสร้างชื่อให้กับร้านอาหารนาราไทย เป็นที่รู้จักทั้งลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติ 

“ในวันนี้ นาราไทย คูซีน สร้างตำนานใหม่อีกครั้งด้วยการยกระดับก๋วยเตี๋ยวเรือ เมนูอาหารที่อยู่คู่กับวิถีชีวิคนไทยมายาวนาน ทยานขึ้นไปเสิร์ฟบริการบนฟ้า สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ (Royal Silk Class) และชั้นเฟิร์สคลาส (Royal First Class) สายการบินไทย ระหว่างประเทศเส้นทางยุโรป และออสเตรเลีย ในชื่อเมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือบิน’ (Nara Boat Noodles Sky Edition)

นับเป็นความภูมิใจของ ‘นารา กรุ๊ป’ และตอกย้ำความมุ่งมั่นแบรน์นาราที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารไทยให้เป็นรู้จักทั่วโลก โดยความร่วมมือกับการบินไทยครั้งนี้ มีโอกาสร่วมส่งต่อ  ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือรสชาติไทยแท้’ สู่ระดับสากล ผ่านประสบการณ์มื้ออาหารสุดพิเศษเหนือฟากฟ้าโดยการบินไทย สายการบินแห่งชาติของคนไทย”   นราวดี  

นอกจากนี้ ทางร้านนาราไทย มีโอกาสต้อนรับ  นายวิชญ์ กิจจาทร ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และเลี้ยงรับรองประสบการณ์มื้อพิเศษให้กับสมาชิกรอยัลออร์คิดพลัส ลูกค้าผู้โชคดีกลุ่มแรกของการบินไทย ร่วมสัมผัสรสชาติ ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือบิน’ สร้างความประทับใจก่อนเสิร์ฟจริงบนฟ้า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ เป็นต้นไป