จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่าสิ่งของเล็กๆ จากวันวาน เช่น จดหมาย แสตมป์ หรือแม้แต่ตู้ไปรษณีย์สีแดงของไปรษณีย์ไทย ยังคงมีเสน่ห์ แม้เวลาจะหมุนผ่านไปหลายยุคหลายสมัย เพราะ “คุณค่า” ของสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชิ้นงานในอดีต แต่คือ “ความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงผู้คนกับเรื่องราวมากมายในชีวิต

 ไปรษณีย์ไทย ชวนทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสเสน่ห์ความคลาสสิกอีกครั้ง ผ่านมุมมองใหม่ที่ร่วมสมัย ซึ่งรีเฟรชภาพจำของไปรษณีย์ให้มีชีวิตเข้ากับพื้นที่ ไลฟ์สไตล์และหัวใจของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสมที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในอัลบั้ม

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “ตราไปรษณียากร” หรือ แสตมป์ ที่อยู่บนมุมซองจดหมาย แต่วันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ก้าวข้ามรูปแบบของแสตมป์กระดาษสู่โลกดิจิทัล ในรูปแบบ “NFT Stamp” ศิลปะบนสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ผสมผสานความอาร์ต เทคโนโลยี และเรื่องราวเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน แต่ละลวดลายถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมไทย จนกลายเป็นของสะสมแนว Pop Culture Item ที่คนรุ่นใหม่อยากครอบครอง เป็นการต่อยอดคุณค่าของแสตมป์ให้ก้าวทันยุค แต่ยังคงรักษาหัวใจของการส่งต่อเรื่องราวและความรู้สึกดี ๆ ไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย

Postcard Online ส่งใจผ่านจอ แต่ยังได้ฟีลกระดาษจริง           

แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แต่ความรู้สึกของการได้รับ “โปสการ์ดจริง” ยังคงมีมนต์ขลังในตัวเอง ไปรษณีย์ไทยจึงต่อยอดเสน่ห์นี้ให้ร่วมสมัยมากขึ้น จาก “ไปรษณียบัตร” ที่เคยเดินทางข้ามเมืองสู่มือผู้รับ มาเป็น “Postcard Online”ที่ให้ผู้ใช้สามารถเขียนข้อความออนไลน์จากหน้าจอแล้วผู้รับยังได้รับในรูปแบบไปรษณียบัตรกระดาษที่จับต้องได้ แถมผู้ส่งยังสามารถดีไซน์ลวดลายในแบบฉบับลิมิเต็ดอิดิชัน ของตนเองได้อีกด้วย เพราะไปรษณีย์ไทยเชื่อว่า “บางความรู้สึก ต้องถูกส่งผ่านกระดาษ” ถึงจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจริงๆ

ตู้ไปรษณีย์ สตอรี่ ตู้แดงไปรษณีย์สที่เล่าเรื่องใหม่

ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตู้ไปรษณีย์สีแดง” ที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งอยู่คู่คนไทยมายาวนาน วันนี้มาในบทบาทใหม่ เป็น “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ที่เปลี่ยนตู้ไปรฯ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งการเล่าเรื่องในพื้นที่จริงผสานความคลาสสิกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ โดยแต่ละตู้ได้ออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางตู้เล่าเรื่องธรรมชาติ มีตู้เพิ่มสีสันและความสนุกชวนทุกคนได้ขยับร่างกาย ตู้ส่งพลังบวก ตู้พาไปเปิดโลกต่างแดน และยังมีตู้มอบความสดชื่นให้ผ่อนคลาย ซึ่งทุกตู้จะเป็นจุดเช็กอินเพื่อให้ผู้มาเยือนทุกคนได้สัมผัสเรื่องราวใหม่จากสิ่งที่คุ้นเคย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นที่ ย่านตลาดน้อย แหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของอดีตและความคึกคักของปัจจุบัน การปรากฏตัวของ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ทั้ง 5 ตู้จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ไว้ถ่ายรูป แต่คือประสบการณ์ของการเดินทางที่เชื่อมความทรงจำดีๆ และประสบการณ์ใหม่ๆเข้าด้วยกัน

ความคลาสสิกเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงภาพจำจากวันวาน แต่คือแรงบันดาลใจที่ยังคงผลิบานอยู่ในทุกช่วงเวลา การตีความใหม่ของแสตมป์ จดหมาย ของสะสม และตู้ไปรษณีย์สีแดง อาจทำให้เรารู้ว่า “เรื่องราวจากวันก่อน” ไม่เคยหายไปไหน เพียงแค่กลับมาในรูปแบบที่ร่วมสมัยและมีชีวิตยิ่งขึ้น วันนี้ไปรษณีย์ไทยยังคงทำหน้าที่ “บันทึกความทรงจำของไทย” พร้อมชวนทุกคนมาร่วมเปิดบทใหม่ของสิ่งที่งดงามและเหนือกาลเวลาไปด้วยกันกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” จุดหมายที่เรื่องราวจากอดีตจะกลับมาเปล่งประกายในพลังของวันใหม่อีกครั้ง

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post  ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย (ตอนจบ)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย (ตอนจบ)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัย (ตอนจบ)

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงอาการปวดชนิดต่าง ๆ ที่เรามักพบเจอในชีวิตประจำวันไปแล้ว สัปดาห์นี้จะกล่าวถึงชนิดของยาแก้ปวดที่เราใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด

สำหรับการใช้ยาบรรเทาปวดที่ใช้กันบ่อยมี 2 ชนิด คือ ยาบรรเทาปวดตัวแรกที่หลายคนคุ้นเคยคือ พาราเซตามอล (Paracetamol หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อะเซตามิโนเฟน, Acetaminophen) เป็นยาแก้ปวดและลดไข้พื้นฐานที่หาซื้อได้ง่าย ยาพาราเซตามอลเป็นยาปลอดภัยสำหรับคนที่ไม่แพ้ยานี้ และเมื่อใช้ตามขนาดที่แนะนำ สามารถใช้บรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อที่ไม่รุนแรง และช่วยลดไข้ 

แต่มีข้อควรระวังสำคัญที่สุด คือ ห้ามรับประทานเกินขนาดสูงสุดต่อวันเด็ดขาด โดยทั่วไปในผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เท่ากับยาเม็ด 500 มิลลิกรัม ไม่เกิน 8 เม็ด) ห้ามรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน ควรปรึกษาแพทย์ 

การรับประทานยาเกินขนาดแม้เพียงเล็กน้อยแต่ทำต่อเนื่อง หรือคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำแล้วกินยาพาราเซตามอล จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับวายเฉียบพลัน

ส่วนยาบรรเทาปวดกลุ่มที่ 2 คือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (ยาเอ็นเสด, NSAIDs) ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), เซเลคอกซิบ (Celecoxib) เป็นต้น มีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และลดการอักเสบได้พร้อมกัน จึงมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการปวดที่มีการอักเสบร่วมด้วย เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากการบาดเจ็บ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือปวดประจำเดือน 

แต่มีข้อควรระวังที่สำคัญในการใช้ยาเอ็นเสด (NSAIDs) คือ ยากลุ่มนี้มีผลต่อทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง แสบท้อง หรืออาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกในทางเดินอาหารได้ จึงควรรับประทานหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคือง ยากลุ่มเอ็นเสดยังมีผลต่อไตและหัวใจ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไต โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือด จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง  ย้ำว่าไม่ควรซื้อยากลุ่มเอ็นเสดมากินเองโดยเด็ดขาด และเน้นว่ายานี้ไม่ควรใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) หรือแอสไพรินขนาดต่ำ และขอบอกย้ำ ๆ ว่าต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพราะหากใช้เองแล้วใช้ผิด ก็เพิ่มความเสี่ยงของการมีเลือดออกได้ 

เพื่อให้เราใช้ยาแก้ปวดอย่างได้ผลดี โดยไม่ทำร้ายตนเอง จึงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

1. อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่รับประทานยาเกินขนาด หรือเกินความถี่ที่กำหนด  

2. ไม่ใช้ยาซ้ำซ้อน ต้องตรวจสอบส่วนประกอบของยาที่กำลังจะรับประทาน ว่ามียาตัวเดียวกัน หรือมีส่วนผสมของยาแก้ปวดซ่อนอยู่หรือไม่ เช่น ยาแก้หวัดบางชนิดมีส่วนผสมของพาราเซตามอล จะทำให้เราได้ยาเกินขนาดได้ 

3. แจ้งข้อมูลสุขภาพแก่เภสัชกรและแพทย์ทราบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น โรคประจำตัว เช่น โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ความดันโลหิตสูง ยาประจำตัว หรือยาชนิดอื่นที่ใช้อยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง และปฏิกิริยาระหว่างยา 

4. สังเกตอาการแพ้ยา และผลข้างเคียง หากมีผื่นขึ้น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระสีดำเข้ม ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จิม ทอมป์สัน ถ่ายทอดความงามจากทิวเขาและผ้ามัดหมี่ ผ่านคอลเลกชัน ‘Jim’s Field of Dreams’

จิม ทอมป์สัน ถ่ายทอดความงามจากทิวเขาและผ้ามัดหมี่ ผ่านคอลเลกชัน ‘Jim’s Field of Dreams’

จิม ทอมป์สัน ถ่ายทอดความงามจากทิวเขาและผ้ามัดหมี่ ผ่านคอลเลกชัน ‘Jim’s Field of Dreams’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย จิม ทอมป์สัน พาเหล่าแฟชั่นนิสต้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามชวนฝันในคอลเลกชันเรดี้ทูแวร์ล่าสุด Jim’s Field of Dreams ดึงแรงบันดาลใจจากทิวทัศน์อันอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยและเทคนิคการทอแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะเทคนิคการทอผ้ามัดหมี่ของชุมชนช่างทอท้องถิ่น

คอลเลกชันนี้นำเสนอมุมมองใหม่จากวิถีชีวิตที่เปี่ยมเสน่ห์ที่จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม และนิทรรศการหมู่บ้านไทยผ่านดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมถ่ายทอดลวดลายจากมรดกทางวัฒนธรรมในพาเลตสีสดใสและซิลลูเอตที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ครีเอตเป็นแฟชันไอเทมที่ตอบโจทย์โมเดิร์นไลฟ์สไตล์และหยิบมาใส่ได้ทุกวัน

ทุกซิลลูเอตในคอลเลกชันออกแบบให้เคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์และกางเกง Palazzo ผูกเชือกที่ให้ลุคชิล ๆ ส่วนแจ็กเก็ตผ้าเบาสบายที่แมตช์กับกางเกงขากว้างก็ได้เป็นลุคเก๋ที่โดดเด่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เดรสในคอลเลกชันนี้มาในสไตล์เฟมินินที่สวยน่ามอง ทั้งแม็กซี่เดรสแขนยาวผ้าไหม Habotai และเดรสแขนกุดทรงคลาสสิกเข้ารูปกำลังดี หรือเลือกเป็นเดรสคอจีนกระดุมหน้าที่ดูเรียบเท่ ส่วนเดรสคาฟทานเปิดหลังก็เป็นอีกลุคที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมดีเทล

ลายพรินต์ใน Jim’s Field of Dreams สะท้อนภูมิทัศน์และวัฒนธรรมอันงดงามของไทย ผสานงานทอดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ลวดลาย Trogon Birds ได้แรงบันดาลใจจากนกขุนแผน (นกสาลิกาดง) ที่พบได้ในพื้นที่เขาใหญ่ กลายเป็นลายกราฟิกที่เบลนด์ดีเทลของธรรมชาติกับลายเส้นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ส่วนลาย San Sai ตีความการทอผ้ามัดหมี่ของช่างทอใน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พร้อมเสริมด้วยองค์ประกอบของแสงไฟอบอุ่นที่อินสไปร์มาจากเทศกาลปล่อยโคมลอยของภาคเหนือ

อีกหนึ่งลายพิเศษคือ Chiang Dao สะท้อนภาพทุ่งหญ้าท่ามกลางดาวเต็มฟ้าผ่านลายมัดหมี่รูปเพชรแสนประณีตในโทนเขียวเข้มและน้ำเงินคราม ลาย Mae Chaem ตีความมัดหมี่ลายเพชรจาก อ.แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ เป็นกราฟิกสะอาดตาในโทนสีเรียบเท่ ส่วน Hang Dong ได้แรงบันดาลใจภูมิทัศน์โขดหินใน อ.หางดง จ. เชียงใหม่ ผ่านเส้นสายเรขาคณิตและพาเลตต์สีเข้มดูสุขุม และลายพรินต์ Coconut Ikat รังสรรค์ลายใบปาล์มพลิ้วไหวดูสง่างามตัดกับเส้นขอบฟ้า ในโทนสีเขียวตัดกับขาวงาช้างและดำตัดกับครีม

แอกเซสซอรีในคอลเลกชันพร้อมคอมพลีตทุกลุค ทั้ง Similan Bag กระเป๋าปักลาย Nang Yai เป็นการยกย่องศิลปะมหรสพ “หนังใหญ่” ที่ครั้งหนึ่งเคยสงวนไว้สำหรับราชพิธีเท่านั้น และ Silk Pleated Mini Bangkok Satchel Bag กระเป๋าที่ทำจากผ้าไหม 100% พร้อมเทคนิคการจับพลีตที่ดูคลาสสิก มอบใช้งานได้หลากหลายในเฉดสีทองที่เข้ากับทุกลุคตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

ส่วนแคปซูลคอลเลกชันสำหรับผู้ชาย ก็มาพร้อมไอเทมจากผ้าคอตตอนและลินินที่เหมาะสำหรับทุกวัน อวดลายพรินต์ที่มาพร้อมเทกซ์เจอร์เป็นเอกลักษณ์ ทั้งเสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้นในลาย Mae Chaem, Hang Dong และ Coconut Ikat ชูความเท่ของลายมัดหมี่ในเฉดสีเอิร์ธโทนและน้ำเงินคราม

ตามไปอัพเดทคอลเลกชัน Jim’s Field of Dreams ที่สโตร์จิม ทอมป์สัน ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ jimthompson.com

นวัตกรรมจากสารสกัดมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นการทำงานของสเต็มเซลล์

นวัตกรรมจากสารสกัดมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นการทำงานของสเต็มเซลล์

นวัตกรรมจากสารสกัดมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นการทำงานของสเต็มเซลล์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO สร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการสุขภาพ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมสารสกัดมังคุดเสริมฤทธิ์ ซึ่งเป็นการผสานสารสกัดจากธรรมชาติ 5 ชนิด ได้แก่ มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก เพื่อกระตุ้นการทำงานของ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) ภายในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูสุขภาพอย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัย

ศาสตราจารย์ ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะวิจัย Operation BIM และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ที่สร้างขึ้นจากไขกระดูก มีความสามารถพิเศษในการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่องไม่จำกัด และสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายได้ตามความจำเป็น สเต็มเซลล์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ 1.สเต็มเซลล์เม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cell) ทำหน้าที่สร้างและทดแทนเซลล์เม็ดเลือดที่เสื่อมสภาพ รวมถึงสร้างเม็ดเลือดขาวที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูระบบเลือดและภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือด หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมของระบบเม็ดเลือด 2.สเต็มเซลล์เนื้อเยื่อ (Mesenchymal Stem Cell)มีหน้าที่ซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่สึกหรอของกระดูก กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ อีกทั้ง ยังมีบทบาทในการควบคุมการอักเสบและปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างเหมาะสม

พืชอาหารตามธรรมชาติที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน มีสารออกฤทธิ์ชีวภาพที่สามารถกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างสเต็มเซลล์ได้ โดยพืชแต่ละชนิดจะส่งผลต่อการกระตุ้นสเต็มเซลล์เม็ดเลือดและสเต็มเซลล์เนื้อเยื่อในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างสุขภาวะของร่างกายแตกต่างกัน

สารสกัดมังคุดเสริมฤทธิ์ของ APCO สกัดจาก มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก ได้รับการพัฒนามาจากการศึกษาวิจัยต่อเนื่องกว่า 40 ปี โดยคณะนักวิจัย Operation BIM ที่มุ่งเน้นการผสานองค์ความรู้ด้านภูมิคุ้มกันและสเต็มเซลล์เข้าด้วยกัน นอกจากนี้การผสมสารสกัดจากพืชแต่ละชนิดในสัดส่วนที่ไม่เหมือนกัน จะทำให้ได้สูตรที่หลากหลาย  เพื่อให้แต่ละสูตรสามารถกระตุ้นสเต็มเซลล์และสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะทาง ทำให้ผลิตภัณฑ์ APCO  มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และจากการค้นคว้าพบว่า เมื่อสเต็มเซลล์ในร่างกายถูกกระตุ้น จะสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ เช่น CD4, Th1, Th2, Th17 และ T regulator ซึ่งแต่ละชนิดมีบทบาทแตกต่างกันในการเสริมสร้างสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกาย

สูตรที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด Th1 และ Th17 มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยช่วยเพิ่มการทำงานของ Killer T Cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์ผิดปกติ รวมถึงเซลล์เนื้องอกได้อย่างเฉพาะเจาะจง จากผลการศึกษาของคณะนักวิจัยพบว่า สูตรดังกล่าวช่วยให้การฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มต้นมีแนวโน้มที่ดีขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น โดยไม่พบผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย และยังมีผลช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ในระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้มีความสมดุล ส่งผลให้เกิดภาวะ “ชะลอวัย” ได้ควบคู่กันไปแนวทางนี้แตกต่างจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งอาจทำลายสเต็มเซลล์และเซลล์ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับผลข้างเคียงที่รุนแรง แม้จะสามารถควบคุมเซลล์มะเร็งได้ก็ตาม    

ขณะที่ สูตรที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด Th2 และ T regulator  จะช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันในกรณีที่ร่างกายมีการตอบสนองเกินปกติ ลดภาวะ “ภูมิคุ้มกันมากเกินไป” ซึ่งเป็นสาเหตุของกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune diseases) โดยช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้กลับสู่ภาวะสมดุล ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ป้องกันอาการแพ้ภูมิตัวเอง และช่วยลดความรุนแรงของอาการที่รักษายาก  เช่น อัลไซเมอร์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เยื่อบุสมองอักเสบ พาร์กินสัน และ SLE เป็นต้น

จากผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมสารสกัดมังคุดเสริมฤทธิ์ของ APCO ที่สามารถประยุกต์ใช้การกระตุ้นสเต็มเซลล์และการควบคุมสมดุลภูมิคุ้มกันเพื่อฟื้นฟูสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตราจารย์ ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะวิจัย Operation BIM และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การฟื้นฟูสุขภาพด้วยสเต็มเซลล์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งการปลูกถ่ายจากภายนอกอีกต่อไป เราสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างและใช้สเต็มเซลล์ของตนเองผ่านการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ประหยัด ได้ผลอย่างเป็นธรรมชาติ ถือเป็นก้าวใหม่ของวงการสุขภาพไทยที่ใช้พลังธรรมชาติร่วมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในการเสริมสร้างความผิดปกติของร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติของธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพยิ่ง”

นวัตกรรม APCO ถือเป็นการรวมพลังแห่งธรรมชาติและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพจากภายใน ปลอดภัย  สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัด หรือขอรับคำปรึกษา สอบถามได้ที่ Hot line : 1154 / โทร (02) 646-4899

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง ‘ห้องบอลล์รูม’ ในทำเนียบขาว

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง 'ห้องบอลล์รูม' ในทำเนียบขาว

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง ‘ห้องบอลล์รูม’ ในทำเนียบขาว

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

มีภาพข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่น่าจะทำให้หลายคนแปลกใจ เมื่ออยู่ๆ ก็พบเห็นภาพคนงานกำลังรื้อถอนทุบทำลายพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารทำเนียบขาว ที่เรียกว่า ‘อีสต์ วิง’ (White House East Wing) ตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่วางโปรเจ็คต์ใหม่ กับการสร้างห้องบอลล์รูมเพิ่มขึ้นมาในทำเนียบขาว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอาคารสำคัญยิ่งยวดของสหรัฐฯ แห่งนี้ในรอบระยะเวลาหลายทศวรรษ

สำหรับ อีสต์ วิง คือส่วนของอาคารที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอาคารหลักทำเนียบขาว ปกติแล้วใช้เป็นส่วนสำนักงานของสตรีหมายเลขหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ รวมถึงยังใช้เป็นห้องประชุมและสถานที่สำหรับจัดงานเลี้ยง งานพิธีต่างๆ ด้วย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ อดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากนครนิวยอร์ก ได้สั่งเปลี่ยนแปลงทั้งห้องทำงานรูปไข่ โรสการ์เด้น และส่วนอื่นๆ ในทำเนียบขาวมาแล้ว นับจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกรามคมที่ผ่านมา แต่สำหรับโปรเจ็คต์ห้องบอลล์รูมขนาดใหญ่ ทรัมป์บอกว่า นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมานานแล้วด้วยเหตุผลหลายประการ หลักๆ คือ ทรัมป์ต้องการสถานที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะสามารถรองรับแขกในงานเลี้ยงงานพิธีต่างๆ ได้มากขึ้น ทรัมป์เห็นว่า อีสต์ วิง นั้นเล็กเกินไปสำหรับงานเลี้ยง งานพิธีสมัยใหม่ หรืองานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สามารถจุคนได้เพียง 200 คนเท่านั้น แต่ห้องบอลล์รูมใหม่ บนพื้นที่ 90,000 ตารางฟุต หรือราว 8,360 ตารางเมตร จะสามารถรองรับจำนวนผู้ร่วมงานได้ถึง 900-1,000 คน

ประการต่อมา ทรัมป์วางให้ห้องบอลล์รูมใหม่เป็นเหมือนการปรับปรุง อีสต์ วิง ให้ทันสมัยมากขึ้น เนื่องจากอาคาร อีสต์ วิง แห่งนี้ สร้างมาตั้งแต่ปี 1902 และมีการรีโนเวตครั้งหลังสุดตั้งแต่เมื่อปี 1942 โน่น ไหนๆ ก็ต้องการปรับปรุงให้ทันสมัยใหม่เอี่ยมอยู่แล้ว สู่ทุบทิ้งแล้วสร้างห้องใหม่เลยง่ายกว่า เพราะทำทีเดียวจบ ทรัมป์ย้ำว่า โครงการนี้ถือว่าเป็นงานปรับโฉมทำเนียบขาวที่ยิ่งใหญ่สุดในรอบ 150 ปี ประธานาธิบดีทุกคนฝันอยากมีห้องจัดงานเลี้ยงใหญ่ๆ ในทำเนียบขาวอยู่แล้ว โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อสนองความต้องการของเขาเพียงคนเดียว แต่ประธานาธิบดีคนอื่นๆ หลังจากเขาก็จะได้รับประโยชน์ด้วย

ส่วนเรื่องงบประมาณการก่อสร้าง ที่หลายฝ่ายจับจ้องมากที่สุด ทรัมป์ยืนยันว่า โครงการนี้จะใช้เงินส่วนตัวของเขาและผู้บริจาค เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณซึ่งต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และไม่กระทบต่อเงินภาษีของประชาชนแม้แต่เซนต์เดียว เขาเปิดเผยระหว่างพูดถึงเรื่องนี้เมื่อวันพุธว่า โครงการนี้จะใช้เงินประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9,835 ล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลเคยแถลงก่อนหน้านี้ว่า จะใช้เงินประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 6,557 ล้านบาท)

สถานีโทรทัศน์ CNN รายงานว่า ทำเนียบขาวได้เผยรายชื่อผู้บริจาคที่มีทั้งบริษัทใหญ่และบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหมด 37 ราย เช่น แอมะซอน แอปเปิล กูเกิล ไมโครซอฟท์ ฝาแฝดตระกูลวิงเคิลวอสส์ที่ก่อตั้งเจมิไน ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี ส่วน ABC News รายงานว่า เมื่อต้นเดือนนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลและบริษัทที่คาดว่าจะร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทำเนียบขาวเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการสร้างห้องบอลล์รูม รายชื่อส่วนใหญ่เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและคริปโทฯ ซึ่งหลายแห่งได้รับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูงในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมคริปโทฯ ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายและคำสั่งฝ่ายบริหาร ขณะที่ครอบครัวทรัมป์เองก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในคริปโทฯ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอุตสาหกรรมกลาโหม อย่าง ล็อกฮีดมาร์ติน และพาลันเทียร์ (Palantir) อยู่ในรายชื่อร่วมงานเลี้ยงด้วย

แม้จนถึงขณะนี้ ทำเนียบขาวจะยังไม่ได้เปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าโครงการจะใช้เงินบริจาคอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าเงินบริจาคจะมาในรูปแบบที่ต่างออกไป เช่น อัลฟาเบต ที่เป็นบริษัทแม่ของกูเกิล แจ้งในการตกลงยอมความกับทรัมป์ กรณีไม่ให้เขาใช้ยูทูบหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนเขาพากันบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ว่า จะบริจาคเงิน 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 720 ล้านบาท) ช่วยสร้างห้องบอลล์รูมในทำเนียบขาว โดยบริจาคในนามของทรัมป์ให้แก่ Trust for the National Mall ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรที่มีพันธกิจในการบูรณะฟื้นฟูเนชันนัลมอลล์ ทำเนียบขาวและอุทยานประธานาธิบดี นิติบุคคลนี้ทำหน้าที่จัดการเงินบริจาคให้แก่โครงการสร้างห้องบอลรูม ขณะที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติและทำเนียบขาวรับหน้าที่หลักในการออกแบบและก่อสร้าง

ถึงกระนั้น สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลไม่ได้จำกัดแค่เรื่องงบประมาณก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังมองถึงความเหมาะสมในการก่อสร้าง รวมถึงแผนการรื้อถอนทุบทำลายที่ดูจะเร่งรีบ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์และทำเนียบขาวดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งเผยก่อนหน้านี้ว่า ทำเนียบขาวตั้งใจจะส่งแผนการเหล่านี้ไปยังคณะกรรมการวางแผนเมืองหลวงแห่งชาติ (NCPC) ซึ่งมีหน้าที่กำกับตรวจสอบการก่อสร้างต่างๆ ของรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดีซี และในรัฐต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว ก่อนสำทับว่า NCPC ไม่มีอำนาจกำกับดูแลงานรื้อถอน และออกปากว่า โครงการก่อสร้างห้องบลล์รูมในส่วนของ อีสต์ วิง ไม่กระทบส่วนอื่นๆ ของอาคารทำเนีบขาว อีกทั้งปกติแล้ว ขอบเขตและขนาดของโครงการรื้อถอนและปรับปรุงย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี เสียงครหายังคงดังกระหึ่มจากกลุ่มที่ต่อต้านทรัมป์ โดยเฉพาะแกนนำของเดโมแครต ที่มองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่โปร่งใส และกระทำการที่อาจกระทบต่อความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ทำเนียบขาวไม่ใช่บ้านทรัมป์ แต่เป็นของรัฐบาลและคนอเมริกัน และตอนนี้ทรัมป์กำลังทุบทิ้ง

ส่วน พริยา เจน ประธานคณะกรรมการอนุรักษ์มรดกของสมาคมนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม แสดงความกังวลกับโครงการห้องบอลล์รูมของทรัมป์ เนื่องจากภายใต้กฎหมายอนุรักษ์ทรัพย์สินทางประวัติศาสตร์แห่งชาติของอเมริกาปี 1966 โครงการที่ส่งผลกระทบต่ออาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต้องมีการตรวจสอบ แม้จะมีข้อยกเว้นสำหรับทำเนียบขาว อาคารรัฐสภา ศาลสูงสุดและบริเวณโดยรอบ แต่เพราะอาคารทำเนียบขาวและส่วนประกอบมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การรื้อถอน ต่อเติม หรือทุบทำลาย จึงควรมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงจากประชาชนทั่วไปล่วงหน้าด้วย

ทำเนียบขาวตอบโต้เสียงครหาว่า เป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และอ้างว่า ประธานาธิบดีคนก่อนๆ ต่างเคยสั่งต่อเติมและรีโนเวตทำเนียบขาวมาแล้วทั้งนั้น ส่วนทรัมป์อ้างว่า อีสต๋ วิง เคยผ่านการรีโนเวตเล็กๆ น้อยๆ มาแล้วหลายครั้ง และแทบไม่เหลือสภาพเดิมที่ก่อสร้างแต่แรกเริ่มในปี 1902 อีกแล้ว

เข้าทำนองว่า ก็จะทุบ จะสร้าง จะทำใหม่อ่ะ ใครจะทำไม

ดาโน โทนาลี

DMT สนับสนุนการจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จ.สกลนคร

DMT สนับสนุนการจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จ.สกลนคร

DMT สนับสนุนการจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จ.สกลนคร

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ร่วมสนับสนุนโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จังหวัดสกลนคร” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ  ภาคเอกชนและหน่วยงานของพระศาสนจักรท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพผู้พิการและครอบครัว ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG-in-process ของบริษัท และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่ผู้พิการ ผ่านการอบรม สนับสนุนและติดตามผลอย่างเป็นระบบ เช่น การทำการเกษตรผสมผสาน การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ การวางแผนรายรับรายจ่าย รวมถึงให้ความรู้เรื่องสิทธิของคนพิการและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความมั่นใจในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี โดย DMT ให้การสนับสนุนงบประมาณและเบี้ยปฏิบัติงานรายวัน เพื่อเป็นทุนตั้งต้นสำหรับประกอบอาชีพ และเป็นแรงใจให้ผู้พิการสามารถมองเห็นคุณค่าของตนเอง

หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากโครงการที่ DMT ให้การสนับสนุน คือ พูนศักดิ์ ชมภูจันทร์ อายุ 61 ปี ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว และน้องสาว ดอกไม้ ชมภูจันทร์ ผู้ดูแล ได้บอกเล่าชีวิตก่อนที่จะได้เข้ามาในโครงการนี้ว่า “ตั้งแต่ที่พี่ชายโดนไฟไหม้ทำให้แขนขาดไปข้างนึง เคลื่อนไหวไม่สะดวก ทำอะไรก็ลำบาก จะทำไร่ ทำนาแบบที่เคยเป็นก็ไม่ได้ ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากอยู่หลายปี  ซึ่งในช่วงปีที่แล้ว ตนได้รับข่าวจากคนพิการที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันว่า เขาได้เข้าร่วมโครงการนี้ จึงขอเข้าร่วมโครงการนี้ผ่านทางผู้ประสานงานพื้นที่ เพราะมองเห็นว่าเป็นโอกาสดี ที่เราสองคนพี่น้องจะได้พัฒนาอาชีพและมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้น” 

ดอกไม้เล่าต่อว่า ในช่วงเริ่มต้น ทางโครงการส่งวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาให้ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่ และการทำบัญชี ตลอดจนแนะนำการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ โดยในเบื้องต้นได้มอบไก่จำนวน 60 ตัว พร้อมอาหารอีก 29 กระสอบให้ตนและพี่ชาย ต่อมาปัจจุบันเหลือไก่จำนวน 56 ตัว (ไก่ 4 ตัวแรกตายไปเนื่องจากการขนส่งในช่วงฝนตก) สามารถเก็บไข่ได้วันละ 50 กว่าฟอง โดยแบ่งไข่ไก่มากินในชีวิตประจำวัน หมุนเวียนสลับกับนำไปขาย ได้รายได้จากการขายไข่ไก่แผงละ120 บาท และได้เบี้ยปฏิบัติงานที่ทางโครงการมอบให้อีกวันละ 328 บาท ตลอดโครงการมีเงินเข้าบัญชีประมาณ 59,040 บาท และหลังจากปิดโครงการ คุณดอกไม้ได้นำเงินจำนวนนี้เป็นทุนในการซื้ออาหารไก่ต่อ

ดอกไม้ เล่าเสริมว่า หลังที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้ไข่ไก่มาหมุนเวียนในครอบครัว โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อไข่แล้ว และยังมีรายได้เสริมจากการขายไข่ไก่อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดไปปลูกผักกินเองในครัวเรือน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้อีก ที่สำคัญทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น ไม่เครียด มีงานให้ทำทุกวัน ชีวิตมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม

นับเป็นอีกโครงการที่ DMT ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือ สะท้อนพันธกิจของ DMT ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Development) ภายใต้แนวทาง ESG-in-process และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ได้แก่ SDG 1: ขจัดความยากจน – ช่วยให้ผู้พิการมีรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี – ส่งเสริมสุขภาพกายและใจของผู้พิการผ่านการมีงานทำ SDG 8: งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ – สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง และ SDG 10: ลดความเหลื่อมล้ำ – เปิดโอกาสให้ผู้พิการเข้าถึงการพัฒนาอย่างเท่าเทียม

DMT เชื่อมั่นว่า “การสร้างโอกาสในการทำงานและพัฒนาทักษะ คือรากฐานของการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง” และจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมโครงการลักษณะนี้ เพื่อให้ทุกคนในสังคมเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรเผยแพร่การศึกษาในวารสารเจอร์นัล ออฟ ดิ อเมริกัน เมดิคอล แอสโซซิเอชัน (JAMA) ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดทั่วโลกถึง 1 ใน 5 รายเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งหมายถึงผู้ที่สูบบุหรี่น้อยกว่า 100 มวนตลอดชีวิต คิดเป็นร้อยละ 15-20 ของผู้ป่วยมะเร็งปอดทั้งหมดทั่วโลก

รายงานสรุปผลการศึกษาบนเว็บไซต์ศูนย์สื่อวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่สูบบุหรี่มักมีอัตราการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งในระดับสูงกว่า ซึ่งดูเหมือนจะส่งผลต่อประสิทธิภาพแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้

ทีมวิจัยซึ่งรวมถึง เบนจามิน เจ. โซโลมอน นักวิจัยจากศูนย์มะเร็งปีเตอร์ แมคคัลลัม และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น พบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้เป็นชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เริ่มต้นในเซลล์ต่อม หลังจากวิเคราะห์งานวิจัยนานาชาติ 92 ฉบับเกี่ยวกับมะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่

จากการวิจัยก่อนหน้านี้ ผู้เขียนระบุว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเป็นมะเร็งปอด มักเป็นกลุ่มที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง สัมผัสกับสารกัมมันตรังสี มลพิษทางอากาศ และแร่ใยหิน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องแท้ๆ เป็นมะเร็งปอดมาก่อน

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาชมความหรูหราอลังการของ Royal Palace และ Royal Treasury Stockholm แล้ว ยังมีมิวเซียมอีกแห่งให้เยือนนั่นคือ Tre Kronor Museum หรือ Museum Three Crowns มิวเซียมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของปราสาท Tre Kronor ที่ถูกเพลิงไหม้ไปในปี 1697 ปราสาทที่มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 นี้ถือกำเนิดจากการที่กลุ่มไวกิ้งได้มาสร้างปราสาทที่ทำจากไม้ขึ้นโดยเพิ่มส่วนของกำแพงในคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า Birger Jarl รัฐบุรุษชาวสวีเดนได้เพิ่มป้อมปราการเข้าไปไว้ในปราสาทในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และนาม Tre Kronor ก็ถูกสถาปนาโดยพระเจ้า Magnus Eriksson กษัตริย์สวีเดนในคริสต์ศตวรรษที่ 14  

เมื่อพระเจ้า Gustav Vasa ได้ประกาศเอกราชให้สวีเดนเป็นอิสระจาก Kalmar Union หรือสหพันธรัฐที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เว ในปี 1397 ประสาท Tre Kronor แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่ประทับหลักของพระองค์ พระองค์ได้ขยายอาณาเขต และเพิ่มความแข็งแรงเพื่อป้องกันภัยให้มากขึ้น ขณะที่พระเจ้า John III พระราชบุตรที่ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาได้ตกแต่งปราสาทให้มีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ รวมทั้งสร้างเพิ่มโบสถ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทด้วย นอกจากนี้ กษัตริย์พระองค์ต่อมาก็ยังได้สร้างหอคอยเพื่อไว้สอดส่องอริราชศัตรูในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยได้เพิ่มทั้งขนาดและส่วนสูงขึ้นอีกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่งผลให้ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปราสาทประกอบด้วยส่วนของตัวปราสาท และป้อมปราการร่วมกับสวน เมื่อปราสาทกลายเป็นที่ประทับของกษัตริย์จึงส่งผลให้พระเจ้า Gustav II กษัตริย์สวีเดนที่ครองราชย์ระหว่าง 1611-32 เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ประสูติในปราสาทแห่งนี้

โชคร้ายมาเยือนราชวงศ์สวีเดนในวันที่ 7 พฤษภาคม 1697 เมื่อไฟไหม้ใหญ่โหมขึ้นในปราสาท Tre Kronor และได้ทำลายปราสาทลงไปจนหมดสิ้น ผู้พบเห็นไฟไหม้คนแรกคือ Georg Stiernhoff แต่ Sven Linberg ผู้ดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ถวายงานพระเจ้าแผ่นดินไปว่าเขาไม่สามารถดับไฟได้เนื่องจากไฟได้ลุกไหม้ทางเข้าไปเอาเครื่องมือดับไฟ ราชวงศ์เลยไม่มีทางเลือกต้องเสด็จหนีเพลิงออกมา ข้าราชบริพารได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขนทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ออกมาให้มากที่สุด แต่เนื่องจากปราสาทสร้างจากไม้และทองแดง ไฟจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็วส่งผลให้ห้องสมุดและเอกสารสำคัญทั้งหมดถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น ในการสอบสวนสาเหตุพบว่า เจ้าหน้าที่หลายคนที่ต้องดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ละทิ้งหน้าที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นถูกตัดสินประหารชีวิต นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้มีประสบการณ์กับซากที่เหลือของปราสาทที่ถูกไฟไหม้ และได้เห็นรูปของปราสาทเก่า รวมทั้งโครงสร้างแบบจำลองที่จัดแสดงไว้อีกต่างหากด้วย

Photo of the week : เทศกาล ‘ดิวาลี’ ทำ ‘นิวเดลี’ เป็นเมืองในหมอก

Photo of the week : เทศกาล ‘ดิวาลี’  ทำ ‘นิวเดลี’ เป็นเมืองในหมอง

Photo of the week : เทศกาล ‘ดิวาลี’ ทำ ‘นิวเดลี’ เป็นเมืองในหมอง

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณภาพอากาศในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย อยู่ในสภาพย่ำแย่ในระดับที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อเนื่อง ค่าการตรวจวัดตามรายงานของ IQAir สูงที่สุดในโลก ความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 สูงกว่าคำแนะนำประจำปีขององค์การอนามัยโลกถึง 59 เท่า สาเหตุหลักมาจากการจุดพลุและดอกไม้ไฟในช่วงเทศกาลดิวาลี หรือเทศกาลแห่งแสงไฟของชาวฮินดู จากที่ปกติ เมืองหลวงของอินเดียและพื้นที่ใกล้เคียงก็เผชิญหมอกควันพิษหนาทึบทุกช่วงฤดูหนาวอยู่แล้ว จากอากาศเย็นและหนักกักฝุ่นจากการก่อสร้าง ไอเสียจากยานพาหนะ และควันจากการเผาเศษซากพืชทางการเกษตร ทำให้ผู้อยู่อาศัยในกรุงนิวเดลีราว 20 ล้านคนต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

​‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ร่ายมนต์เสน่ห์ ส่งแสงศรัทธาจาก ‘อินเดีย’ สู่ไทย

​‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ร่ายมนต์เสน่ห์ ส่งแสงศรัทธาจาก ‘อินเดีย’ สู่ไทย

​‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ร่ายมนต์เสน่ห์ ส่งแสงศรัทธาจาก ‘อินเดีย’ สู่ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก Ms. Paoloami Tripathi อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย น.ส.ฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเปิดงานฯ โดยปีนี้ ททท. ยกคอนเซปต์ “Light Unites Us” เนรมิตถนนพาหุรัดและคลองโอ่งอ่างให้เต็มไปด้วยแสง สี ศิลปะ และดนตรี ยกระดับเวทีวัฒนธรรมสะท้อนมิตรภาพไทย–อินเดีย ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของการจัดงานนอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด และสร้างโอกาสในการผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ Global Destination ระดับโลก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.กก. กล่าวว่า งาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นเทศกาลที่เปี่ยมด้วยความหมาย ความเชื่อ และพลังแห่งมิตรภาพ ที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับนานาชาติผ่านแสงแห่งความหวัง วัฒนธรรม และไมตรีจิต ทั้งยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย–อินเดีย เปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ก่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและขยายระยะเวลาการท่องเที่ยวยามค่ำคืน นำไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร ตลอดจนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและภาพรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า เทศกาลดีวาลี หรือ เทศกาลแห่งแสงสว่าง นับเป็นหนึ่งในงานเฉลิมฉลองสำคัญของชาวอินเดียทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลอง “ชัยชนะแห่งการขจัดความมืดสู่ความสว่าง” ในปีนี้ ททท. ยกระดับเทศกาลขึ้นเป็น “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ในวันที่ 16–31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูง และติดอันดับ 1 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ทั้งยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านจำนวนและรายได้ การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาล Diwali นอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

ปีนี้พื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นย่านวัฒนธรรมและชุมชนดั้งเดิมของชาวอินเดียที่มีการสืบทอดประเพณีและวิถีชีวิตมากกว่า 200 ปี โดยจะเนรมิตถนนพาหุรัดให้สว่างไสวด้วยการประดับไฟวิจิตรและเทคโนโลยีสื่อผสม ตั้งแต่วันที่ 16–31 ตุลาคม เวลา 16.00–22.00 น. อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ คลองโอ่งอ่าง ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีฉายสะท้อนผืนน้ำงดงาม ตกแต่งด้วยศิลปะรังโกลี (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อย โดยผู้ร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิงวัฒนธรรมบนเวทีย่อยริมคลอง เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งแสงให้งดงามยิ่งขึ้นด้วย

เทศกาลดีวาลีในย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง จึงไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองของชาวอินเดียและไทย แต่ยังสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความหวัง พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวายิ่งขึ้นกว่าที่เคย