Science Update : หลุมอุกกาบาตในจีนตอนใต้ ขึ้นแท่น ‘ใหญ่สุดในโลก’

Science Update : หลุมอุกกาบาตในจีนตอนใต้ ขึ้นแท่น ‘ใหญ่สุดในโลก’

Science Update : หลุมอุกกาบาตในจีนตอนใต้ ขึ้นแท่น ‘ใหญ่สุดในโลก’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันบัณฑิตฟิสิกส์วิศวกรรมศาสตร์แห่งชาติจีน รายงานการยืนยันว่าหลุมอุกกาบาตจินหลิน ในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกเท่าที่เคยค้นพบนับตั้งแต่ยุคโฮโลซีน หรือเมื่อราว 11,700 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน

การสำรวจพื้นที่และทดสอบตัวอย่างทางธรณีวิทยาทำให้ค้นพบหลักฐานการแปรสภาพในชั้นหินและแร่ธาตุเพราะการพุ่งชนอย่างรุนแรงของอุกกาบาต มีการใช้หลักฐานเหล่านี้ตัดสินว่าหลุมอุกกาบาตจินหลินเป็นผลลัพธ์จากการพุ่งชนด้วยความเร็วสูงมากของวัตถุนอกโลกขนาดเล็กมากกว่ากระบวนการทางธรณีวิทยาของโลกเอง

หลุมอุกกาบาตยุคโฮโลซีนที่ค้นพบก่อนหน้านี้ทั่วโลกมักมีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 100 เมตร และขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ราว 300 เมตร แต่หลุมอุกกาบาตจินหลินมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 900 เมตร ทำให้คณะนักวิจัยประเมินว่าหลุมอุกกาบาตนี้มีแรงพุ่งชนเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 6 แสนตัน

อดีตที่ผ่านมามีการค้นพบหลุมอุกกาบาตเพียง 4 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ไม่มีการค้นพบร่องรอยหลุมอุกกาบาตในภาคใต้ของจีนมาเป็นเวลานาน เนื่องจากเกิดภาวะเสื่อมสลายตามการผุพังทางเคมีและชีวะขั้นรุนแรงของชั้นหินระดับพื้นผิวในภูมิภาค การค้นพบเหล่านี้จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกล้ำค่าต่อการศึกษาหลุมอุกกาบาตทั่วโลก โดยเฉพาะพื้นที่อากาศอบอุ่นและร้อนชื้นและกึ่งเขตร้อน รวมถึงช่วยขยับขยายข้อมูลการกระจายตัวเชิงพื้นที่ระดับโลกของเหตุการณ์อุกกาบาตขนาดเล็กพุ่งชนโลก

‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) พระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’ ที่จะสถิตในดวงใจนิรันดร์

'พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี' องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) พระมหากรุณาธิคุณ 'พระพันปีหลวง' ที่จะสถิตในดวงใจนิรันดร์

‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) พระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’ ที่จะสถิตในดวงใจนิรันดร์

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 23.19 น.

NSM ย้ำสืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมแห่งปัญญา ร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า อพวช. หรือ NSM ขอน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่ง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยตราบจนเสด็จสวรรคต พระราชกรณียกิจของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือรากฐานอันมั่นคงและเป็นแก่นแท้ในการก่อตั้งและดำเนินงานของ อพวช. หรือ NSM จวบจนปัจจุบันนี้ การถือกำเนิดของ อพวช.มีที่มาจากพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า  โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เริ่มต้นขึ้นในปี 2535 ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินโครงการเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่ทรงเป็นผู้นำในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาอาชีพ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทยในท้องถิ่นชนบทที่ห่างไกล ต่อมาในปี 2538 คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติให้จัดตั้ง “องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)” ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เมื่อการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แล้วเสร็จ ณ เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารว่า “อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” อาคารแห่งนี้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน  2543 โดยมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ด้วยรูปทรงลูกบาศก์ 3 ลูกเชื่อมติดกัน สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นการสร้างภาพพจน์ใหม่ของพิพิธภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและดึงดูดใจ

“ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่เพียงแต่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาจิตใจควบคู่กันไป ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2524 ใจความว่า…เมื่อย่างก้าวเข้าไปตามพิพิธภัณฑ์ไปดูพิพิธภัณฑ์ของเขา จะเห็นได้ว่า รัฐบาลจะทุ่มเทเงินทองเป็นจำนวนมากในการจะอบรมและการให้การศึกษาแก่ประชาชนตั้งแต่เด็ก ๆ ไปพิพิธภัณฑ์ของเขาเข้าไปแล้วน่าดูเหลือเกิน ทั้งในด้านตั้งแต่ของโบราณมา ประวัติศาสตร์ จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน การเจริญทางด้านวัตถุต่าง ๆ ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางไฟฟ้า เครื่องไฟฟ้า เครื่องจักรยนต์ต่าง ๆ แต่ที่สำคัญเขาจะแทรกศีลธรรมไปทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั่งใน Museum ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เขาจะให้เห็นว่าถ้าแม้จะเอาแต่ความเจริญทางด้านวัตถุแล้ว คนจะเสื่อมลง จะเกิดความโลภ เพราะฉะนั้นแล้วเขาจะให้ความเจริญทางด้านจิตใจนี้ควบคู่กันไปตลอด”

นายสุวรงค์ กล่าวอีกว่า พระราชดำริอันลึกซึ้งนี้ คือพันธกิจสำคัญที่ อพวช.หรือ NSM ดำเนินการสร้างสรรค์นิทรรศการและกิจกรรม เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย NSM ได้น้อมนำพระราชกรณียกิจของพระองค์มาจัดแสดงเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนในพิพิธภัณฑ์ ดังนี้ 

“พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” ชั้น 6 นำเสนอเทคโนโลยีภูมิปัญญาไทย จัดแสดงเทิดพระเกียรติที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการนำเสนอ เทคโนโลยีการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยทาง วัสดุศาสตร์ เคมี (การย้อม) และชีววิทยา (การเลี้ยงไหม) สะท้อนบทบาทสำคัญของพระองค์ในการเป็นผู้นำด้านศิลปาชีพที่ประยุกต์ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างอาชีพและยกระดับชีวิตของประชาชน

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า นิทรรศการดิน (THAILAND ECOSYSTEM SERVICE : SOIL): นำเสนอการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณสมบัติของดินและการบริหารจัดการดินอย่างยั่งยืน โดยมีการจำลองการใช้ หญ้าแฝก ตามแนวพระราชดำริ เพื่อชะลอการไหลของน้ำและป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชิงอนุรักษ์

นิทรรศการน้ำ (THAILAND ECOSYSTEM SERVICE : WATER): นำเสนอวัฏจักรของน้ำ การใช้ประโยชน์จากน้ำ และแนวคิดวิธีบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ซึ่งเป็นงานที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“นิทรรศการเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า พระราชปณิธานของพระองค์ได้เปลี่ยนจากแนวคิดนามธรรมให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่จับต้องได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่คนไทยทั้งประเทศ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สำคัญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น “น้ำ” และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็น “ป่า” ที่คอยโอบอุ้มและสร้างความยั่งยืนให้กับแผ่นดินไทย ภารกิจของ NSM จึงเป็นการสืบสานมรดกทางปัญญาของทั้งสองพระองค์อย่างต่อเนื่อง” รักษาการ ผอ.อพวช.กล่าวและว่า

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้าง NSM ขอน้อมกราบถวายบังคมลา และขอพระราชทานพระราชานุญาตตั้งปณิธานที่จะมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมแห่งปัญญา และร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการ ‘บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ครบ 15 ปี สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน’

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการ 'บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ครบ 15 ปี สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน'

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดงานประชุมวิชาการ ‘บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ครบ 15 ปี สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน’

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมวิชาการ บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ครบรอบ 15 ปี สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESD) เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ณ อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย    ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร   นิทรรศการ “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ครบรอบ 15 ปี ฯ” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรทางการศึกษา

การประชุมวิชาการฯ ดังกล่าวจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 22 – 23 ตุลาคม 2568 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โดยเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างเข้มข้น ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ อาทิ Dr. Tobias Ernst ประธานมูลนิธิ Stiftung Kinder Forscher จากสหพันธ์สาธาราณรัฐเยอรมนี ในหัวข้อ “Little Scientists in Germany: Why Early STEM Education Matters” และ “From Curiosity to Competence: How Early STEM Education for Sustainable Development Shapes a Better Future”

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนองานวิจัยภาคบรรยายใน 4 ห้องย่อย ได้แก่ การบริหารโครงการและพัฒนาบุคลากร, การบริหารสถานศึกษา, การจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยและการจัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา ซึ่งปีนี้มีงานวิจัยจำนวน 92 ผลงาน ต่อเนื่องด้วยวันที่ 23 ตุลาคม มีการบรรยายพิเศษโดย Prof. Dr. Ching-Ting Hsin จาก National Tsing Hua University, ไต้หวัน ในหัวข้อ “Equity in Action: Building Culturally Relevant and Sustaining Pathways in Early STEM Education” ตลอดจน เสวนา “การจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” และการนำเสนอผลงานวิจัยภาคโปสเตอร์และภาคบรรยาย เสวนา “เด็กสร้างถิ่น: เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และปิดท้ายด้วยพิธีมอบเกียรติบัตร

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินงานครบรอบ 15 ปี ด้วยการขยายผลครอบคลุมสถานศึกษากว่า 27,366 แห่ง ในระดับปฐมวัย และกว่า 16,872 แห่ง ในระดับประถมศึกษา ซึ่งขับเคลื่อนโดยความร่วมมืออันแข็งแกร่งของ 8 หน่วยงานหลัก ได้แก่ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

NSM มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ผลักดันหลัก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารและนักวิชาการร่วมเป็นกลไกสำคัญ อาทิ ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM ในตำแหน่งวิทยากรหลักอาวุโส (SCT) และคณะเจ้าหน้าที่ NSM ที่เป็นวิทยากรหลัก (Core Trainer: CT) ได้แก่ ดร.สุภรา กมลพัฒนะ, นางสาวรักชนก บุตตะโยธี, นางสาวพิมลพรรณ จันทรพิมล, ดร.ศิรประภา ศรีสุพรรณ, ดร.จิตติกานต์ อินต๊ะโมงค์ และนางทัศนา นาคสมบูรณ์ โดยมีภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การจัดอบรมวิทยากรเครือข่ายท้องถิ่น ไปจนถึงการจัดพิธีรับตราพระราชทาน การจัดงานเทศกาลและการผลิต “รายการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย” โดยร่วมมือกับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

สำหรับก้าวต่อไป โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย มุ่งเน้นการพัฒนาและต่อยอด พร้อมขยายแนวทางการจัดการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Education for Sustainable Development – ESD) ส่งเสริมให้โรงเรียนจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ บริบทท้องถิ่นพัฒนาเนื้อหาใหม่ ๆโดยมีการอบรมครูรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์และวิดีโอทางไกล ผ่านกิจรรมและนวัตกรรมการเรียนรู้ กล่องบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย และสื่อการสอนออนไลน์ เพื่อสนับสนุนครูทั่วประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยรักการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตั้งแต่วัยเยาว์ พัฒนาครู นักเรียน และเครือข่ายท้องถิ่น ให้ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของโลก (UN SDGs)

-(016)

Sea (ประเทศไทย) จับมือ ‘โค้ชหนุ่ม The Money Coach’ ติวเข้มหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’

Sea (ประเทศไทย) จับมือ ‘โค้ชหนุ่ม The Money Coach’ ติวเข้มหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’

Sea (ประเทศไทย) จับมือ ‘โค้ชหนุ่ม The Money Coach’ ติวเข้มหลักสูตรการเงิน ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

The Money Coach นำโดย โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ร่วมกับ Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee เปิดตัวหลักสูตรการเงิน “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” หลักสูตรออนไลน์สำหรับเยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป ซึ่งเปิดให้เรียนได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มุ่งปลูกฝังทักษะความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่เยาวชนไทย ส่งเสริมให้เรื่องการวางแผนการเงินเป็นทักษะชีวิตที่เข้าถึงได้ทุกครอบครัว ครู และนักเรียนทั่วประเทศ โดยออกแบบเนื้อหาให้เข้าใจง่าย เหมาะกับวัยรุ่นยุคใหม่ พร้อมวางแผนบูรณาการหลักสูตรสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

(ซ้าย) จรูญศรี แจบไธสง,ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช, พุทธวรรณ สุภัทรนันท์,โค้ชหนุ่ม – จักรพงษ์ เมษพันธุ์

หลักสูตรออนไลน์ Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น ริเริ่มและออกแบบโดย จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ “โค้ชหนุ่ม The Money Coach” โดยมี Sea (ประเทศไทย) ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนด้านการกระจายการเข้าถึงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาให้นักเรียน ผู้ปกครอง และคุณครู ได้เรียนรู้และใช้เป็นเครื่องมือการเรียนการสอนเรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจแนวคิดในการเริ่มต้นบริหารเงินและวางแผนการเงินเพื่ออนาคต โดยเนื้อหาครอบคลุม 8 หัวข้อ ได้แก่ การปรับมุมคิดเรื่องเงิน การใช้จ่ายอย่างมีสติ การวางแผนงบประมาณส่วนตัว การหารายได้ด้วยตนเอง การเก็บออมอย่างฉลาด การเริ่มต้นลงทุนง่าย ๆ ตั้งแต่วัยเรียน การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน และการตั้งเป้าหมายชีวิต พิชิตเป้าหมายเงิน  

จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ “โค้ชหนุ่ม” The Money Coach

จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ “โค้ชหนุ่ม” The Money Coach กล่าวว่า “จากการให้คำปรึกษาทางการเงินแก่คนไทยตลอดหลายปี พบว่าปัญหาหลักยังวนเวียนอยู่กับเรื่องสภาพคล่องและภาระหนี้สิน ซึ่งสะท้อนการแก้ปัญหาแบบ ‘งานซ่อม’ ที่มุ่งแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ไม่ช่วยให้ปัญหาจบสิ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางมาเน้น ‘งานสร้าง’ หรือการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ยั่งยืนให้คนไทยตั้งแต่ต้น กระทั่งพัฒนาเป็นหลักสูตร ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’ เพื่อปลูกฝังความรู้ด้านการเงินให้กับเยาวชนในระดับมัธยม ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองและพร้อมเรียนรู้เรื่องเงินในแบบที่นำไปใช้ได้จริง หลักสูตร Money for Teen ได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และเน้นให้ผู้เรียนมีเป้าหมายทางการเงินชัดเจน ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ 3C คือ เริ่มจาก กรณีศึกษา (Case) นำไปสู่การเรียนรู้ เนื้อหาหลัก (Content) และจบด้วย กิจกรรมหรือแบบทดสอบ (Challenge) เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเอง เพราะหัวใจสำคัญของการเงินคือ ‘การตัดสินใจ'”

หลักสูตร “Money for Teen” เปิดให้เรียนฟรี ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.moneycoach.co.th ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน มีผู้เข้าเรียนแล้วมากกว่า 5,700 คน สะท้อนถึงความต้องการเรียนรู้เรื่องการเงินในหมู่เยาวชนไทย โดยในอนาคต หลักสูตรดังกล่าวยังจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์มwww.SeaAcademy.co ของ Sea (ประเทศไทย) เพื่อขยายการเข้าถึงในวงกว้างยิ่งขึ้น

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ความรู้ทางการเงินคือทักษะชีวิตที่เยาวชนควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินในอนาคต Sea (ประเทศไทย) จึงมุ่งมั่นส่งเสริมความรู้ด้านการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสม โดยที่ผ่านมา เราได้พัฒนาบอร์ดเกม ‘Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน’ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องการเงินผ่านเครื่องมือการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพอย่างบอร์ดเกม นำมาสู่การต่อยอดสู่การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ ‘Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น’ ร่วมกับ The Money Coach ซึ่งเป็นหลักสูตรด้านการเงินที่สนุก เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง ทั้งในห้องเรียนและในครอบครัว ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และวางรากฐานการเงินที่มั่นคงให้กับเยาวชนไทย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้มแข็งในอนาคต

หลักสูตรนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียนสำหรับวัยรุ่น แต่ยังเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างเยาวชนกับผู้ปกครองและคุณครู โดยผู้ปกครองและคุณครู  สามารถนำไปใช้สอนที่บ้านและที่โรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่จะปลูกฝังความรู้ความเข้าใจทางการเงินและทักษะชีวิตที่จำเป็นแก่เยาวชนเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสสำคัญให้ครอบครัวได้เรียนรู้และพูดคุยเรื่องเงินกันอย่างเปิดใจ ขณะเดียวกัน โรงเรียนก็จะมีพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารเรื่องการเงินอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนร่วมกัน”

บอร์ดเกม ‘Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน’

ภายในงานเปิดตัวหลักสูตร “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” ยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การเงินสอนลูกได้ไม่ต้องรอ” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนถึงแนวทางการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในครอบครัว และการขยายหลักสูตรเข้าสู่สถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ โค้ชหนุ่ม – จักรพงษ์ เมษพันธุ์ The Money Coach  พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และ จรูญศรี แจบไธสง รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พร้อมแขกรับเชิญพิเศษอย่าง เบลล์ – ยุภาพร ฤทธิญาณ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง (คุณแม่น้องชูใจ) ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การสอนลูกเรื่องการเงินในชีวิตจริง

หลักสูตรการเงิน “Money for Teen เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” ไม่เพียงช่วยส่งเสริมศักยภาพทางการเงินให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ แต่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานที่มั่นคงและผลกระทบที่ดีต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเรียนหลักสูตรดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่เว็บไซต์ www.moneycoach.co.th และ www.SeaAcademy.co

ร้านภูฟ้าอัญเชิญพรพระราชทาน ‘ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก’ เปิดตัวคอลเลคชั่นสินค้าที่ระลึกภาพวาดฝีพระหัตถ์ รับปีใหม่ ๒๕๖๙

ร้านภูฟ้าอัญเชิญพรพระราชทาน ‘ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก’ เปิดตัวคอลเลคชั่นสินค้าที่ระลึกภาพวาดฝีพระหัตถ์ รับปีใหม่  ๒๕๖๙

ร้านภูฟ้าอัญเชิญพรพระราชทาน ‘ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก’ เปิดตัวคอลเลคชั่นสินค้าที่ระลึกภาพวาดฝีพระหัตถ์ รับปีใหม่ ๒๕๖๙

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร้านภูฟ้า ในโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อัญเชิญพรพระราชทาน และภาพวาดฝีพระหัตถ์ “ปีม้าน่ารัก” จัดทำบัตร ส.ค.ส. และคอลเลคชั่นสินค้าที่ระลึก “ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก” เพื่อเป็นของขวัญอันเป็นสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๙ 

โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพรปีใหม่ ทรงเน้นความสำคัญและประโยชน์ของม้าให้ได้ตระหนักกัน ดังนี้ ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก  ปีมะเมียนี้หรือคือปีม้า มีประโยชน์นักหนาช่วยเราได้ เป็นพาหะช่วยเราไปไกลไกล เดินไม่ไหวมีม้าพาจรลี สภากาชาดทำฟาร์มม้ามานานครัน ทำเวชภัณฑ์เซรุ่มเป็นแหล่งที่ คนงูกัดกาชาดช่วยชีวี ม้าทุกตัวเราเลี้ยงดีจนแก่ชรา

ภาพวาดฝีพระหัตถ์ “ปีม้าน่ารัก” ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้นำมาจัดทำสินค้าร้านภูฟ้าหลากหลายผลิตภัณฑ์ เป็นภาพม้าที่กำลังทำท่าเหยาะย่างอย่างสง่างาม หน้าตาแจ่มใส สื่อถึงความเป็นมิตรและพร้อมส่งความสุขให้กับชาวไทยทุกคน

สำหรับสินค้าไฮไลท์ของคอลเลคชั่น “ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก” ได้แก่ เสื้อหลากหลายรูปแบบและสีสัน ประกอบด้วย เสื้อโปโล 10 สี เสื้อโปโลพิมพ์ลาย 6 สี เสื้อทีเชิ้ตคอกลมทรงหลวม 4 สี เสื้อทีเชิ้ตคอกลมทรงปกติ 4 สี โดยในปีนี้แบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำ GREYHOUND ได้ร่วมออกแบบคอลเลคชั่นเสื้อ และผลิตภัณฑ์ดีไซน์พิเศษ “ปีม้าน่ารัก” มาปักบนเสื้อโปโล และพิมพ์ลงบนสินค้าชนิดต่างๆ สร้างสรรค์เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เปี่ยมด้วยความหมายอันเป็นมงคล และเป็นประโยชน์สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน อาทิ สมุดบันทึก, ปากกา, กระบอกน้ำ, และถุงผ้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเครื่องใช้อื่นๆ รวมถึงกระเป๋าหลากหลายรูปแบบที่แปรรูปจากผ้าปกาเกอะญอ (ฝีมือชาวกะเหรี่ยง) เหมาะสำหรับเลือกซื้อเป็นของขวัญให้แก่ตนเองและคนที่คุณรัก ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านภูฟ้า คอลเลคชั่น “ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก” ได้ที่ร้าน   ภูฟ้า 18 สาขา และช่องทางออนไลน์ที่ http://www.phufa.org/shop ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พิเศษ! เฉพาะร้าน ภูฟ้า สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่, สาขาไอคอนสยาม หรือแอปพลิเคชั่น ONESIAM SuperApp จะได้รับสิทธิ์ในการรับของสมนาคุณเมื่อซื้อสินค้าครบกำหนดตามเงื่อนไข สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: PHUFA

ร้านภูฟ้า เป็นร้านที่จัดตั้งขึ้นในกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสนับสนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโครงการส่งเสริมอาชีพ ตามพระราชดำริฯ เป็นการสร้างวงจรการผลิตและการตลาดที่สมบูรณ์ จากการผลิตของชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารสู่กระบวนการทางการตลาดไปยังลูกค้าในเมืองเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีการจัดการคลังสินค้าที่เหมาะสมและมีแหล่งจำหน่ายประจำที่ถาวร โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กและชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารและได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ให้แก่ร้านภูฟ้าเพื่อนำไปผลิตสินค้า ต่างๆ จำหน่าย โดยรายได้เหนือรายจ่ายของร้าน ทรงพระกรุณาพระราชทานเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาชาวบ้านรวมทั้งนักเรียนถิ่นห่างไกล เป็นจำนวนเงินมากกว่า 186 ล้านบาทในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

ร้านภูฟ้าสาขาแรกที่เปิดดำเนินการคือ สาขาสยามดิสคัฟเวอรี ถนนพระราม 1 ต่อมาได้เปิดสาขาต่างๆ เพิ่มขึ้นโดยลำดับ ในปัจจุบันมีร้านภูฟ้าสาขาต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งร้านภูฟ้าผสมผสาน ที่ชั้น 4 สยามพารากอน ซึ่งเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ที่ผสมผสานศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

พานาโซนิค เติมฝันเยาวชน Gen Z ดึง 3 กูรูชื่อดัง แชร์ความรู้สร้างคอนเทนต์-ปั้นช่อง-ปักตะกร้า-สร้างรายได้

พานาโซนิค เติมฝันเยาวชน Gen Z ดึง 3 กูรูชื่อดัง แชร์ความรู้สร้างคอนเทนต์-ปั้นช่อง-ปักตะกร้า-สร้างรายได้

พานาโซนิค เติมฝันเยาวชน Gen Z ดึง 3 กูรูชื่อดัง แชร์ความรู้สร้างคอนเทนต์-ปั้นช่อง-ปักตะกร้า-สร้างรายได้

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พานาโซนิค เดินหน้าสานต่อโครงการพานาโซนิคแคร์ปีที่ 3 มอบถังขยะแยกประเภท เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนไทย พร้อมเพิ่มความเข้มข้นด้วยการจัดกิจกรรมร่วมกับทีม LUMIX Thailand กับน้อง ๆ โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ จังหวัดหนองคาย เพื่อถ่ายทอดความรู้และแรงบันดาลใจด้านการถ่ายภาพ การสร้างคอนเทนต์ให้เยาวชน Gen Z ได้เรียนรู้การใช้กล้องดิจิทัลและอุปกรณ์เสริมระดับมืออาชีพ ฝึกฝนทักษะการคิด–ถ่าย–เล่าเรื่องอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ในการสื่อสารผ่านภาพ และต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในอนาคต

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง

กิจกรรมในครั้งนี้นอกเหนือจากความรู้เรื่องการแยกขยะอย่างถูกวิธีแล้ว ยังได้ 3 กูรูชื่อดังในวงการมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพจากซีรีส์และภาพยนตร์ไทย กับหัวข้อ “กำกับภาพให้เจ๋ง! ทำให้ดู” ถ่ายทอดเทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพ แสง และมู้ดโทน, ไบร์ท–ชนินทร์ ขวัญพฤกษ์ จากช่อง YouTube Asayhi Channel กับหัวข้อ “มือใหม่เริ่มใช้กล้อง Mirrorless ถ่าย Video Content” แนะนำพื้นฐานการถ่ายทำคลิปอย่างมืออาชีพ และ โย–โยชูวา สมารมย์ เจ้าของเพจ CreatorschoolThailand กับหัวข้อ “Solo Creator วิธีปั้นช่องหลักแสนและถ่ายคอนเทนต์ด้วยตัวคนเดียว” พร้อมกันนี้ยังได้ให้โจทย์น้องๆ สร้างสรรค์คอนเทนต์เกี่ยวกับการแยกขยะ ตั้งแต่การคิดและการถ่ายทำ ถ่ายทอดมุมมองในแบบและสไตล์ของตนเอง

ไบร์ท–ชนินทร์ ขวัญพฤกษ์

โย–โยชูวา สมารมย์

น้องอ๋อมแอ๋ม – นางสาวชัญญานุช มัชเรศ นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ จังหวัดหนองคาย เล่าว่า “หนูรู้สึกดีใจมากเลยค่ะที่ได้มาร่วมกิจกรรมของพานาโซนิค เพราะมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องการสร้างคอนเทนต์ ได้ลงมือถ่ายวิดีโอ และอีกกิจกรรมหนึ่งที่ชื่นชอบ คือ ความรู้เกี่ยวกับขยะแต่ละประเภท และการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ซึ่งเดิมถึงทีเข้าใจมาตลอดว่าขวดน้ำยาล้างห้องน้ำจัดเป็นขยะรีไซเคิล แต่แท้จริงแล้วจัดเป็นขยะอันตรายต้องทิ้งให้ถูกวิธี ซึ่งหนูเห็นขยะเหล่านี้ถูกทิ้งในชุมชนเยอะมาก จึงอยากนำความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ ไปจัดทำเป็นคลิปวิดีโอสนุก ๆ เพื่อให้ความรู้การแยกขยะที่ถูกวิธีให้แก่คนในชุมชน”

น้องอ๋อมแอ๋ม – นางสาวชัญญานุช มัชเรศ

น้องบิ๊กซี – เด็กชายพิชิต ชาญตระการ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ จังหวัดหนองคาย เล่าว่า “ผมชอบเล่นฟุตบอลมากครับ และฝันว่าอยากมีช่อง YouTube สอนเตะฟุตบอลของตัวเอง พอได้มาเรียนรู้กับพี่ ๆ พานาโซนิควันนี้ ผมได้เทคนิคและไอเดียหลายอย่าง ทั้งเรื่องการวางมุมกล้อง การจัดแสง และการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ทำให้รู้ว่าการทำคลิปไม่ได้ยากอย่างที่คิด ผมตั้งใจว่าจะนำสิ่งที่ได้กลับไปเริ่มปั้นช่องของตัวเอง ลองถ่ายคลิปสอนเทคนิคเล่นฟุตบอลลงในช่อง และหวังว่าสักวันหนึ่งช่องของผมจะมีคนติดตามมากขึ้น จนกลายเป็นช่องสอนฟุตบอลที่มีคนดูเยอะที่สุดในประเทศไทยครับ”

น้องบิ๊กซี – เด็กชายพิชิต ชาญตระการ

น้องอิ๋ว – เด็กหญิงอรวรา ข่าขอม นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ จังหวัดหนองคาย เล่าว่า “วันนี้หนูได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เยอะมากเลยค่ะ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องและการทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ ไม่เคยคิดเลยว่าการถ่ายคลิปหรือการนำเสนอผ่านกล้องจะสนุกขนาดนี้ หลังจากนี้อยากลองเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปต่อยอดทำคลิปขายของทางออนไลน์ เช่น หัดไลฟ์ขายของแบบปักตะกร้าใน TikTok เพื่อฝึกพูด                    ฝึกนำเสนอสินค้า และสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว หนูดีใจและภูมิใจมากที่พานาโซนิคมีกิจกรรมแบบนี้มาให้พวกเราได้เรียนรู้และร่วมสนุก เพราะมันช่วยเปิดโลกและให้โอกาสเด็กต่างจังหวัดอย่างหนูได้ลองสิ่งใหม่ ที่ไม่เคยทำมาก่อน และอยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ต่อไปเพื่อให้เพื่อนโรงเรียนอื่นได้มีโอกาสเรียนรู้เหมือนพวกหนูค่ะ”

น้องอิ๋ว – เด็กหญิงอรวรา ข่าขอม

จานอาหารของคุณเปลี่ยนโลกได้ เทศกาลกินเจกับพลังแห่งความเมตตาและความยั่งยืน

จานอาหารของคุณเปลี่ยนโลกได้ เทศกาลกินเจกับพลังแห่งความเมตตาและความยั่งยืน

จานอาหารของคุณเปลี่ยนโลกได้ เทศกาลกินเจกับพลังแห่งความเมตตาและความยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดือนตุลาคม คือเดือนแห่งการเฉลิมฉลองสองเทศกาลที่มีความหมายตรงกันข้าม  ขณะที่ผู้คนทั่วโลกตื่นเต้นกับบรรยากาศของฮาโลวีนและเรื่องราวความสยองขวัญเหนือจินตนาการ ประเทศไทยกลับเปล่งประกายด้วยแสงแห่งความเมตตาผ่าน “เทศกาลกินเจ” เทศกาลแห่งการละเว้นจากเนื้อสัตว์ เพื่อชำระกายใจและระลึกถึงคุณค่าของชีวิตทุกชีวิต

การผสานแนวคิดระหว่างสองเทศกาลนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารเรื่อง “อาหารจากพืช” ได้อย่างทรงพลัง — ฮาโลวีนอาจเตือนให้เราระลึกถึง “ความสยองที่เราสร้างขึ้น” ในระบบอาหารที่เต็มไปด้วยความทุกข์ของสัตว์ ขณะที่เทศกาลกินเจแสดงให้เห็นว่า “ความเมตตา” คือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแท้จริง เมื่อมนุษย์เลือกความกรุณาผ่านสิ่งที่กินในทุกวัน

เทศกาลกินเจมีต้นกำเนิดจากจังหวัดภูเก็ตเมื่อศตวรรษที่ 19 ก่อนจะกลายเป็นประเพณีที่ผู้คนทั่วประเทศร่วมปฏิบัติมายาวนาน แต่ในยุคปัจจุบัน เทศกาลนี้ได้กลายเป็นมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา – มันคือ ขบวนการวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืน ที่เชื่อมโยงความศรัทธาเข้ากับการดูแลโลกใบนี้อย่างงดงามทั่วประเทศ ธงสีเหลืองประดับตามถนน ร้านค้า และตลาด เต็มไปด้วยอาหารจากพืชหลากหลายชนิด ทั้งอร่อยและมีคุณค่า เทศกาลนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ “การกินเนื้อสัตว์น้อยลง” กลายเป็น “การให้มากขึ้น” ทั้งต่อสุขภาพ ชีวิตสัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ทุกมื้ออาหารคือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

เราอาจมองว่าการเลือกอาหารเพียงจานเดียวเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อผู้คนหลายล้านคนตัดสินใจพร้อมกัน ผลลัพธ์นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิดมาก เทศกาลกินเจเป็นตัวอย่างที่งดงามของพลังแห่งความเมตตา ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในวัดหรือศาลเจ้าเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในทุกครัวเรือน ทุกตลาด และทุกจานอาหารของคนไทย

“การเปลี่ยนมาบริโภคอาหารจากพืช ไม่เพียงลดการทรมานสัตว์ในระบบอุตสาหกรรม แต่ยังช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและปกป้องสุขภาพของเราเอง ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในทันที แค่เริ่มจากมื้อเล็กๆ ในแต่ละวัน ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโลกที่ดีกว่า” ศนีกานต์ รศมนตรี กรรมการผู้จัดการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าว

รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า การปรับสู่ระบบอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 49% ขณะที่รายงานล่าสุดจากคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ยืนยันว่าการเปลี่ยนมาสู่ “อาหารเพื่อสุขภาพของโลก” (Planetary Health Diet) มนุษย์เกือบทุกคนบนโลกจะสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้ภายในปี 2050

หากแนวทางนี้ถูกนำมาใช้ทั่วโลก จะสามารถเลี้ยงดูประชากรกว่า 9.6 พันล้านคนได้อย่างเท่าเทียมในปี 2050 พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบอาหารได้กว่าครึ่ง และอาจช่วยชีวิตผู้คนได้ถึง 15 ล้านคนต่อปี คิดเป็นมูลค่าความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ประโยชน์ของอาหารจากพืชยังขยายถึงสุขภาพโดยตรง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชเป็นหลักมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิดน้อยกว่า ขณะที่ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชช่วยลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และเพิ่มอายุขัย

ประเทศไทยเองมีพื้นฐานวัฒนธรรมอาหารที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่ผัดเต้าหู้ ต้มเห็ด ไปจนถึงข้าวราดแกงผักพื้นบ้าน ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าและสะท้อนความสมดุลของชีวิต เทศกาลกินเจจึงเป็นมากกว่าการถือศีล แต่คือการ “กลับคืนสู่ความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ” จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศที่มีอาหารดีที่สุดในโลกปี 2025 จาก Condé Nast Traveler’s Readers’ Choice Awards

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังอาหารที่เรากินทุกวันยังมีอีกด้านที่ควรใส่ใจ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะการผลิตไข่ ยังคงเป็นพื้นที่ที่สัตว์จำนวนมากต้องอยู่ในกรงแคบไร้อิสรภาพ การยกระดับสวัสดิภาพสัตว์จึงไม่เพียงเป็นเรื่องของจริยธรรม แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยอาหาร สุขภาพของผู้บริโภค และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ

ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล จึงมุ่งทำงานร่วมกับภาคธุรกิจไทยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ปัจจุบันหลายบริษัทชั้นนำ เช่น Banyan Tree, Zen Group, Sukishi, Minor Food และ Minor Hotels ได้ประกาศใช้นโยบาย “ไข่ปลอดกรง” (cage-free eggs) แล้ว ขณะที่ ONYX Hospitality ใช้ไข่ปลอดกรงครบ 100% และ Best Western ปรับสัดส่วนเป็น 70% แล้ว

การส่งเสริมให้บริษัทใช้ไข่ปลอดกรง ยังช่วยให้ธุรกิจสอดคล้องกับแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว สะท้อนถึงแนวโน้มของภาคเอกชนไทยที่กำลังปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ปี 2567 มีบริษัทจดทะเบียนถึง 228 แห่ง ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้านความยั่งยืน เพิ่มขึ้นถึง 43% จากปีก่อน

ผู้บริโภคเองก็เป็นแรงผลักดันสำคัญ พวกเขาเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น เรียกร้องความโปร่งใส และพร้อมจ่ายมากขึ้นเพื่อสินค้าที่รับผิดชอบต่อโลก นี่จึงไม่ใช่ อุปสรรค แต่คือ โอกาส ที่ภาคธุรกิจไทยจะลุกขึ้นเป็นผู้นำของการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต

ทุกก้าวของความร่วมมือนี้ คือแรงกระเพื่อมสำคัญในห่วงโซ่อาหาร และเป็นตัวอย่างว่า การเลือกความเมตตาไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่สามารถขยายสู่ระดับธุรกิจและนโยบายได้จริง

ในเดือนแห่งความเมตตานี้ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ขอเชิญชวนทุกคนให้เริ่มต้นด้วยการเพิ่มอาหารจากพืชในแต่ละมื้อ เพราะ “ความเมตตา” ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงเมื่อเทศกาลผ่านไป — ทุกคำที่คุณกิน คือคำประกาศแห่งการเปลี่ยนแปลง และพลังจากจานอาหารของคุณ กำลังเปลี่ยนโลกอยู่จริง ทีละมื้อ

ร่วมสนับสนุนและติดตามกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ https://www.facebook.com/sinergiaanimalthailand และ https://www.instagram.com/sinergiaanimalthai/?hl=en

คุณแหน : 25 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 25 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 25 ตุลาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ในโอกาสที่ สถาบันพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ จัดงานวันครบรอบการก่อตั้ง 64 ปี ของสถาบันฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กุลปราณี ชาลีวงศ์ ผอ.สถาบันฯ ต้อนรับขับสู้แขกเต็มที่…
  • ขอแสดงความยินดีกับ น.พ.อาณัติ อุดมศักดิ์ ที่ได้รับเลือกให้เป็น บุคคลคุณภาพแห่งปี 2025 ในพิธีประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งมีการรับรางวัลไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ …
  • ยินดีด้วยอีกเรื่องกับ พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจาก มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่น คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร ซึ่งท่านได้เรียนในหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต เมื่อหลายปีก่อน…
  • ปลาบปลื้มไปด้วยกับ นุสบา – พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ที่ลูกชายสายหมอหล่อมากถึงมากที่สุด นพ.ปุณณ์ เข้ารับพระราชทานปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เรียบร้อยแล้ว เมื่อ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา…และไปศึกษาเฉพาะทางที่ สหรัฐอเมริกา ในขณะนี้…
  • หลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานมาตรฐานท่าอากาศยานและการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย(ทอท.) เมื่อต้น ต.ค. ที่ผ่านมา …อีกบทบาทหนึ่งของ ชายน้อย-สัคคเดช ธนะรัชต์ ในฐานะศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัย(OV) และประธานรุ่น OV 57 จัด “งาน OVerload ! กตัญญู ฝังจิต มัน(ส์)ต้องมา” วันที่ 8 พ.ย.นี้ ที่สนามหน้าตึกเพชร 16.00 น.เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนน้องพี่ OV ที่รัก ทุกรุ่น ทุกท่าน มาร่วมสนุกสนานกับ นักร้อง-น้องพี่ที่รัก อาทิ The Palace พี่ปุ๊-อัญชลี , เป๊กกี้ ศรีธัญญา ฯลฯ รวมทั้งมี วงดนตรีสุนทราภรณ์ อีกต่างหาก และอื่นๆอีกมากมาย งานนี้ เต้นกันมัน(ส์)ระเบิดระเบ้อ แถมอิ่มจัง ตังค์อยู่ครบแน่นอน…ชายน้อย รับรองคุณภาพความสนุก…
  • ระหว่างนี้ ครอบครัวของ ศ.ดร.ปิยะวัติ-วารุณี บุญ-หลง ท่องเที่ยวอย่างสบายอารมณ์ที่ญี่ปุ่น…อบอุ่นใกล้ชิดสนิทแนบในบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี…
  • ดร.วิจารย์ สิมาฉายา อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไปป๊ะกันโดยบังเอิญกับ รัชนี เอมะรุจิ อดีตรองอธิบดีฯพร้อมครอบครัว ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ฝ่ายแรกไปประชุมฯ ฝ่ายหลังไปเที่ยว ณ ที่เดียวกันคือ อุซเบกิสถาน…
  • คนไทยที่มาฝรั่งเศสประทับใจน้ำหอมของ ภัสสรี อุมะวิชนี ลูกสาวของ จุฑาทิพย์ เพื่อนเลิฟของ เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ ราชินีรุ่น 62 ที่มาออกบู๊ทที่โน่น…เห็นมีคนมาชื่นชมใน FB ด้วยความชื่นชอบมิใช่น้อย…

บารอนเนส

‘found & found’ นำ 40 ผู้โชคดี บินลัดฟ้าสู่ญี่ปุ่น–เกาหลี เยี่ยมชมพันธมิตรธุรกิจบิวตี้สโตร์ระดับโลก

‘found & found’ นำ 40 ผู้โชคดี บินลัดฟ้าสู่ญี่ปุ่น–เกาหลี เยี่ยมชมพันธมิตรธุรกิจบิวตี้สโตร์ระดับโลก

‘found & found’ นำ 40 ผู้โชคดี บินลัดฟ้าสู่ญี่ปุ่น–เกาหลี เยี่ยมชมพันธมิตรธุรกิจบิวตี้สโตร์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.34 น.

“found & found” ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์บิวตี้รีเทลยุคใหม่ จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “found ช้อปฟิน IN JK” ฉลองครบรอบ 1 ปี ด้วยการพาผู้โชคดีจากแคมเปญบินลัดฟ้าไปเช็กอิน 2 เมืองแห่งอุตสาหกรรมความงามระดับโลก โตเกียว และโซล สัมผัสแรงบันดาลใจจากแหล่งกำเนิดเทรนด์บิวตี้ญี่ปุ่น–เกาหลี พร้อมเยี่ยมชมพันธมิตรทางธุรกิจ SUGI Holdings และ CJ Olive Young อย่างใกล้ชิด

กิจกรรม “found ช้อปฟิน IN JK” เปิดตัวตั้งแต่กลางปี 2568 และได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าอย่างอบอุ่นทั้งจากหน้าร้านกว่า 12 สาขา และช่องทางออนไลน์ ด้วยคอนเซ็ปต์ “บิวตี้เดสติเนชัน” สไตล์ญี่ปุ่น–เกาหลี รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 2 ล้านบาท โดยผู้โชคดี 40 ท่าน จากการจับรางวัลทั้ง 3 รอบรวม 20 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง) ซึ่งแบ่งเป็น ทริปเกาหลี 10 รางวัล และทริปญี่ปุ่น 10 รางวัล ได้ร่วมทริปเดินทางระหว่างวันที่ 15–20 ตุลาคม 2568 สัมผัสประสบการณ์การช้อปบิวตี้ไอเทมต้นฉบับถึงถิ่น พบเบื้องหลังความสำเร็จของสองประเทศผู้นำเทรนด์ความงามเอเชีย โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจทั้ง SUGI Holdings และ CJ Olive Young ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น เติมเต็มประสบการณ์ “เช็กอิน ช้อปฟิน” อย่างแท้จริง

สำหรับการเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่น ทีม found & found และผู้โชคดีได้เยี่ยมชมร้าน Flagship ของ Sugi Pharmacy เชนร้านขายยาชั้นนำของญี่ปุ่นที่พัฒนาโมเดล “Health & Beauty Experience Store” นำเสนอสินค้าความงามและสุขภาพครบวงจรในพื้นที่เดียว โดยใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลลูกค้าแบบ Personal Assistant ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ found & found ในการสร้าง “ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เข้าใจผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน”

ส่วนทริปเกาหลีใต้ ประเทศหมุดหมายสำคัญของนักช้อปความงามทั่วเอเชีย ผู้โชคดีได้เข้าเยี่ยมชมร้าน Olive Young ผู้นำตลาดมัลติแบรนด์บิวตี้ที่มีสาขากว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ พร้อมแบรนด์ดัง อาทิ BIO HEAL BOH, BRING GREEN, WAKEMAKE และ ROUND A’ROUND ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้าง “วัฒนธรรมการช้อปความงาม” ที่ผสานเทคโนโลยีออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ทั้งระบบช้อปผ่านแอปพลิเคชัน การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ และการพัฒนา Exclusive Brand ที่ตอบโจทย์เทรนด์บิวตี้ยุคใหม่ของคนรุ่นใหม่

ณัฐพล ชูจิตารมย์ คือ กรรมการผู้จัดการของบริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด (ORHW) กล่าวว่า กิจกรรม ‘found ช้อปฟิน IN JK’ เป็นโอกาสที่เราต้องการส่งต่อประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า  ได้สัมผัสทั้งการเดินทาง อาหาร ที่พัก และการช้อปจากร้านค้าที่คัดสรรโดย found & found ซึ่งรวบรวมทั้ง      แบรนด์ใหม่มาแรง แบรนด์ยอดนิยมในกระแส และแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนาน ไฮไลต์ของทริปคือการเยี่ยมชมพันธมิตรธุรกิจระดับโลกอย่าง SUGI Holdings และ CJ Olive Young ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนาโมเดลบิวตี้รีเทลของเราในอนาคต

การเดินทางครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปีของแบรนด์ แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของ found & found ในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) และต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งในมิติของคุณภาพ ความหลากหลาย และความคุ้มค่า พร้อมเตรียมขยายสาขา ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มบริการช้อปออนไลน์แบบครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัส “ของแท้จากญี่ปุ่น–เกาหลี” ได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย พร้อมช้อปสินค้าใกล้บ้าน ราคาดีทุกวัน แบบไม่ต้องบิน ก็ฟินได้

-(016)

Ledger เปิดตัว ‘Ledger Nano™ Gen5 – Ledger Wallet™’ยกระดับความปลอดภัยสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก

Ledger เปิดตัว ‘Ledger Nano™ Gen5 - Ledger Wallet™’ยกระดับความปลอดภัยสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก

Ledger เปิดตัว ‘Ledger Nano™ Gen5 – Ledger Wallet™’ยกระดับความปลอดภัยสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.17 น.

Ledger™ ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เปิดตัวอุปกรณ์รุ่นใหม่ Ledger Nano™ Gen5 พร้อมรีแบรนด์แอปพลิเคชัน Ledger Live™ เป็น Ledger Wallet™ และเปิดตัวฟีเจอร์ Ledger Enterprise Multisig ในงาน Ledger Op3n ณ กรุงปารีส นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลและการพิสูจน์ตัวตนในโลกดิจิทัลยุคใหม่

Ledger Nano™ Gen5 ได้รับการออกแบบให้รองรับอนาคตของการยืนยันตัวตนและการทำธุรกรรมในระดับองค์กร รองรับการใช้ FIDO2 Passkey ในการเข้าสู่ระบบ หน้าจอสัมผัส E Ink® ประหยัดพลังงาน มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง Clear Signing และ Transaction Check รวมถึงการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth® และ NFC เพื่อให้ผู้ใช้สามารถลงนามธุรกรรมได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลา

อุปกรณ์ Ledger Nano™ Gen5 ได้รับการออกแบบโดย Tony Fadell ผู้สร้าง iPod® ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมบริหารของ Ledger และ Susan Kare ศิลปินและนักออกแบบกราฟิกระดับตำนาน Apple Macintosh® โดยมีชุด “Badge Icons” สำหรับปรับแต่งอุปกรณ์ให้สะท้อนตัวตนของผู้ใช้ เพิ่มความสนุกในการใช้งานโดยไม่ลดทอนความปลอดภัย

Pascal Gauthier ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ledger กล่าวว่า “Ledger Nano Series คืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ด้วยยอดขายหลายล้านเครื่องทั่วโลกและไม่เคยถูกแฮ็กแม้แต่ครั้งเดียว รุ่น Gen5 ได้รับการออกแบบให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และมอบประสบการณ์ที่ปลอดภัยในราคาที่เข้าถึงได้”

ขณะเดียวกัน Ledger ปรับภาพลักษณ์ใหม่ โดยเปลี่ยนชื่ออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยจาก “ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallet)” เป็น “อุปกรณ์ลงนาม Ledger (Ledger Signer)” สะท้อนบทบาทที่ก้าวข้ามจากการเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล สู่การปกป้องทั้งธุรกรรมและอัตลักษณ์ดิจิทัลในยุคที่ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยอุปกรณ์ลงนาม Ledger ยังคงทำงานร่วมกับแอป Ledger Wallet™ (ชื่อเดิม Ledger Live™) ช่วยให้ผู้ใช้ทั่วโลกสามารถจัดการและปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัล เชื่อมต่อกับบริการ Web3 และควบคุมอนาคตทางการเงินของตนเองได้อย่างมั่นใจ

สำหรับแอปพลิเคชัน Ledger Wallet™ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศ ให้ Ledger เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ลงนามได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย รองรับการซื้อ–ขาย–รับ–สวอป ด้วยความเร็วและเสถียรภาพที่สูง พร้อมฟีเจอร์ใหม่เช่น การเชื่อมต่อกับ dApp ยอดนิยมอย่าง 1inch และการรองรับบัญชี Noah สำหรับแปลงเงินสดเป็นสเตเบิลคอยน์ (USDC) โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Ledger ในการยกระดับประสบการณ์การถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลให้ปลอดภัย คล่องตัว และอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้อย่างแท้จริง

Ian Rogers หัวหน้าฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า (CXO) ของ Ledger กล่าวว่า “Ledger ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างแท้จริง ตลอด 11 ปี ที่ผ่านมา Ledger ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันต่อโลกคริปโต ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Ledger กับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เพื่อซื้อ สวอป รับ ใช้จ่าย และจัดการโทเคนกว่า 100 สกุลได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ Ledger ยังเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ Ledger Enterprise Multisig ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับองค์กรด้วยการรองรับระบบ Proof of Authority และฟีเจอร์ Clear Signing ที่ตรวจสอบการอนุมัติธุรกรรมโดยตรงบนอุปกรณ์ลงนาม ลดความเสี่ยงด้านความคลาดเคลื่อนและการโจมตีทางดิจิทัล เพิ่มความยืดหยุ่นและความโปร่งใสในการบริหารสินทรัพย์ ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ผ่านการเข้ารหัสขั้นสูง มอบความมั่นใจสูงสุดให้แก่สถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐ และธุรกิจคริปโต ทั่วโลก

อุปกรณ์ Ledger Nano™ Gen5, แอป Ledger Wallet™ และ Ledger Enterprise Multisig ผ่านการทดสอบ Donjon ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเชิงเทคนิคของ Ledger และได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ปัจจุบันวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก โดยขึ้นอยู่กับการรับรองผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศ

สนใจผลิตภัณฑ์สามารถดูได้ที่ http://www.Ledger.com และสำหรับประเทศไทยจะวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ที่ Dot Life (.Life) สาขา พารากอน สาขาเซ็นทรัลเวิลด์, Tech House by Dotlife, King Power และ B2S เมกาบางนา รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ Bitkub Academy, NocNoc, Lazada: Ledger LazMall, Shopee: Ledger by RTB, เว็บไซต์ของบริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด และพาร์ทเนอร์ออนไลน์ที่ได้รับอนุญาตทั่วประเทศ