​สถานีวิจัยลำตะคอง เชิญชวนร่วมกิจกรรม ‘หนาวนี้…กางเต็นท์ที่ไหนดี?’

​สถานีวิจัยลำตะคอง เชิญชวนร่วมกิจกรรม ‘หนาวนี้…กางเต็นท์ที่ไหนดี?’

​สถานีวิจัยลำตะคอง เชิญชวนร่วมกิจกรรม ‘หนาวนี้…กางเต็นท์ที่ไหนดี?’

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จ.นครราชสีมา  เชิญชวนร่วมกิจกรรม หนาวนี้กางเต็นท์ที่ไหนดี?”

โดยหน้าหนาวที่ใกล้จะถึงนี้ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ได้จัดกิจกรรมตอบโจทย์เพื่อนักเดินทางที่อยากหนีความวุ่นวาย แต่ไม่อยากไปไกล จึงอยากเชิญชวนมาที่ “ลานกางเต็นท์สถานีวิจัยลำตะคอง” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพก็ได้ชมวิวธรรมชาติแบบไม่ต้องแย่งวิวกับใคร เพียงแค่พก “เต็นท์” กับใจที่อยากพักมาสูดอากาศดีๆให้เต็มปอด พร้อมกับตื่นมาเห็นหมอก คลอเขากับลมเย็นๆ สำหรับการชาร์จพลัง

LIFE & HEALTH : รู้จักดัชนีน้ำตาลในข้าว..คำตอบของการควบคุมเบาหวาน

LIFE & HEALTH : รู้จักดัชนีน้ำตาลในข้าว..คำตอบของการควบคุมเบาหวาน

LIFE & HEALTH : รู้จักดัชนีน้ำตาลในข้าว..คำตอบของการควบคุมเบาหวาน

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การเลือกชนิดของข้าวมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง เพราะข้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ง่าย หากเลือกข้าวที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหลังอาหารได้ง่ายโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คุณค่าทางโภชนาการของข้าวพันธุ์ต่างๆ และการมีอยู่ของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่หลากหลาย  ด้วยประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวเพื่อบริโภคในประเทศและส่งออกรายใหญ่ของโลก ทำให้การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับการปลูกในแต่ละท้องที่ ฤดูกาล และความต้องการด้านโภชนาการที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น โดยมีสายพันธุ์ข้าวเจ้ามีกว่า 90 สายพันธุ์ ข้าวเหนียว 24 สายพันธุ์ ข้าวไร่ 10 สายพันธุ์ และข้าวแดง  3 สายพันธุ์ ในกลุ่มนี้เป็นข้าวสายพันธุ์ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ ข้าว GI (geographical indication; GI) มีทั้งหมด 8 รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเจ็กเชยเสาไห้ ข้าวก่ำล้านนา ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวเหลืองประทิวชุมพร ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ และข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี

ข้าวกับค่าดัชนีน้ำตาล ข้าวแต่ละสายพันธุ์จะมีแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีปริมาณอะมิโลสและอะมิโลเพคตินในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อความนุ่ม/แข็งของข้าว ความสามารถในการย่อยและการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลกลูโคสภายหลังรับประทาน เมื่อคุณกินข้าว คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสด้วยเอนไซม์ภายในปาก กระเพาะ และลำไส้เล็ก เข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาทำหน้าที่พาน้ำตาลไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย  โดยฮอร์โมน GLP-1 หรือ glucagon like peptide-1 จากลำไส้เล็กกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อมีน้ำตาลกลูโคสเข้ามาสู่ร่างกาย และยับยั้งการหลั่งกลูคากอนจากตับอ่อนในภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ยับยั้งการบีบตัวของกระเพาะอาหาร และมีฤทธิ์โดยตรงที่สมองส่วนไฮโปธาลามัส ทำให้รู้สึกอิ่ม ที่ซึ่งอัตราความเร็วในการย่อยคาร์โบไฮเดรตเป็นกลูโคสจะพิจารณาจากค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index; GI) แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ สูง (70-100) กลาง (56-69) และต่ำ (0-55) ผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรเลือกบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดที่มีค่า GI ต่ำ อย่างไรก็ตามการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดที่มีค่า GI ปานกลางสามารถบริโภคได้แต่ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมและทานร่วมกับอาหารอื่นที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ มีโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุและใยอาหารสูง ตัวอย่างเช่น เมนูข้าวสวยหอมมะลิปลานึ่งและผัดผักในปริมาณที่เหมาะสมถือเป็นเมนูชูสุขภาพ  

ค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวแต่ละสายพันธุ์มีความสัมพันธ์กับปริมาณอะมิโลส  ข้าวเจ้าที่มีปริมาณอะมิโลสต่ำ ได้แก่ ข้าวเจ้าขาวดอกมะลิ 105 ปทุมธานี 1 กข43 และพิษณุโลก 80 เป็นข้าวที่มีลักษณะเนื้อนุ่ม เหนียว ชวนรับประทาน เหมาะสำหรับทานเป็นสำรับอาหาร จะมีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่าข้าวเจ้าที่มีปริมาณอะมิโลสสูง ได้แก่ ขาวตาแห้ง 17 เจ็กเชย 1 และเหลืองประทิว 123 ซึ่งมีลักษณะแข็งร่วน เหมาะสำหรับข้าวราดแกง ข้าวต้มหรือทำเป็นแป้งข้าวเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารเส้น  สำหรับข้าวสีแดงอย่างทับทิมชุมแพที่เกิดจากการผสมพันธุ์ของสายพันธุ์ข้าวระหว่างข้าวเจ้าขาวดอกมะลิกับข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยดพัทลุง ทำให้ได้ข้าวสีแดงที่มีลักษณะนุ่มเหนียว มีกลิ่นหอมเหมือนข้าวหอมมะลิ หรือข้าวมะลินิลสุรินทร์ที่มีสีม่วงดำแต่ลักษณะเหมือนข้าวหอมมะลิ ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้จัดเป็นข้าวสีที่มีปริมาณอะมิโลสต่ำ จะมีค่าดัชนีน้ำตาลใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิแต่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า สำหรับข้าวเหนียวที่มีปริมาณอะมิโลสต่ำกว่าข้าวเจ้าอย่างข้าว กข6 ที่นิยมบริโภคทั่วไปพบมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับสูงกว่าข้าวเจ้า คุณอาจเลือกบริโภคข้าวเหนียวสี เช่น ข้าวเหนียวดำ ซึ่งมีส่วนของรำข้าวและมากกว่าข้าวเหนียวขาวจะให้ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า นอกจากสายพันธุ์ข้าวแล้วกระบวนการแปรรูปด้วยวิธีการแตกต่างกัน มีผลให้ค่าดัชนีน้ำตาลนี้เปลี่ยนแปลงไปด้วย  (ตารางที่ 1) 

เคล็ดลับการบริโภคเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล

เลือกข้าวที่มีค่า GI ต่ำหรือปานกลาง
รับประทานร่วมกับอาหารที่มีโปรตีน ไขมันดี หรือใยอาหาร เช่น ปลา เต้าหู้ ผัก
หลีกเลี่ยงการทานข้าวปริมาณมากในมื้อเดียว หรือนำไปทำเมนูหวาน
การหุงข้าวให้สุกพอดี (ไม่แฉะหรือแข็งเกินไป) จะช่วยลดการดูดซึมกลูโคสเร็วเกินไป

โดยสรุป การรู้จักค่าดัชนีน้ำตาลของข้าวแต่ละสายพันธุ์เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเป็นเบาหวาน ข้าวกล้องหรือข้าวพันธุ์ที่มีอะไมโลสสูงจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และการบริโภคข้าวร่วมกับอาหารอื่นในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตามในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา สภากาชาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจัดหาโลหิตเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ และ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  http://www.blooddonationthai.com  หรือติดตามที่ https://www.facebook.com/nbctrc/?locale=th_TH

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

อนุกรรมการโครงการอาหารไทยหัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 

Edwards Lifesciences เปิดตัวเทคโนโลยีลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนรุ่นใหม่ในไทย

Edwards Lifesciences เปิดตัวเทคโนโลยีลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนรุ่นใหม่ในไทย

Edwards Lifesciences เปิดตัวเทคโนโลยีลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนรุ่นใหม่ในไทย

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Edwards Lifesciences (NYSE: EW) ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมโรคหัวใจและหลอดเลือดเชิงโครงสร้าง (Structural Heart Disease) ได้ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ ในงานสัมมนา Mahidol TAVI Symposium ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยการเปิดตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาภาระของภาวะลิ้นหัวใจในประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลก

(ซ้าย) Mr. Scott Graham,รศ.นพ.ณัฐวุฒิ วงศ์ประภารัตน์ และ Mr. Parameswaran Nair

การเปิดตัวนวัตกรรมนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญ ตามสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2566) พบว่ามีคนไทยมากกว่า 250,000 คนที่กำลังเผชิญกับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก เป็นโรคลิ้นหัวใจที่พบบ่อยที่สุด และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 40,000 รายต่อปี  และส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชากรสูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบเกิดจากการสะสมของแคลเซียมที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ลิ้นหัวใจหนาและแข็งตัวขึ้น การทำงานของลิ้นหัวใจลดลง และการไหลเวียนของเลือดจากหัวใจถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเริ่มแสดงอาการแล้วภาวะของโรคจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 10 อาจเสียชีวิตภายในห้าสัปดาห์ ดังนั้น การตรวจและวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น พร้อมทั้งเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนชนิดขยายด้วยบอลลูนรุ่นใหม่ของ Edwards ประกอบด้วยเทคโนโลยีเนื้อเยื่อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติในการต้านทานการสะสมของแคลเซียม ช่วยป้องกันการสะสมของแคลเซียมบนกลีบลิ้นหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมสภาพของโครงสร้างลิ้นหัวใจและความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาซ้ำ  นอกจากนี้ ลิ้นหัวใจดังกล่าวยังมีระบบการเก็บรักษาเนื้อเยื่อแบบแห้ง ซึ่งช่วยให้กระบวนการทำงานในโรงพยาบาลสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีการออกแบบชั้นผนึกด้านนอกที่ได้รับการพัฒนา เพื่อเพิ่มความทนทานในระยะยาว

ผลการวิจัยทางคลินิกที่โดดเด่น

เทคโนโลยีเนื้อเยื่อที่ใช้ในนวัตกรรมนี้เป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้ในลิ้นหัวใจเอออร์ติกสำหรับผ่าตัดในระดับชั้นนำของ Edwards โดยผลการศึกษาล่าสุดจาก COMMENCE Study ครอบคลุมระยะเวลา 8 ปี แสดงให้เห็นถึงผลการศึกษาที่ทำให้ไม่เกิดการเสื่อมสภาพของโครงสร้างลิ้นหัวใจถึงร้อยละ 99.3 ระดับแรงดันการไหลของเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่คงที่ และไม่เกิดการผ่าตัดซ้ำร้อยละ 97 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนรุ่นใหม่ของ Edwards Lifesciences พบว่ามีผลการวิจัยทางคลินิกที่โดดเด่นในกลุ่มผู้ป่วยที่หลากหลาย ข้อมูลจากการใช้งานจริงจากผู้ป่วยมากกว่า 9,000 รายใน United States National STS/ACC TVT Registry แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยลิ้นหัวใจนี้มีผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมในระยะหนึ่งปี โดยมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ อัตราการเข้ารับการรักษาซ้ำต่ำ และไม่มีการรั่วซึมรอบลิ้นหัวใจถึงร้อยละ 84.4 ของกรณีทั้งหมด6

รศ.นพ.ณัฐวุฒิ วงศ์ประภารัตน์ หัวหน้าหน่วยหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงข้อได้เปรียบทางคลินิกสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ไทยว่า “ความทนทานถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาลิ้นหัวใจ การออกแบบนวัตกรรมของเทคโนโลยีใหม่นี้มุ่งเน้นการจัดการกับปัญหาการสะสมแคลเซียม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพ ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขของประเทศจะได้รับประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีการรักษาระดับโลกมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความพยายามในการลดผลกระทบอันร้ายแรงจากโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบที่อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและเสียชีวิตในที่สุด”

นพ.แมน จันทวิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถการหัวใจเชิงโครงสร้าง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

นพ.แมน จันทวิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถการหัวใจเชิงโครงสร้าง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้สำหรับผู้ป่วยคนไทยว่า “การเปิดตัวลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนรุ่นใหม่นี้ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับวงการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากสถิติระดับโลกที่น่าตกใจ แสดงให้เห็นว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก และส่งผลกระทบต่อคนไทยมากกว่า 250,000 คน เทคโนโลยีนี้จึงถือเป็นความหวังใหม่ให้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ เช่น ความเหนื่อยล้า วิงเวียนศีรษะ หมดสติ เจ็บหน้าอก ข้อเท้าบวม และหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความทนทานที่เพิ่มขึ้นและผลวิจัยทางคลินิกที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ทำให้สามารถรักษาได้ทั้งผู้ป่วยสูงอายุ และผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่าซึ่งมีภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบอย่างรุนแรง โดยมอบทางเลือกการรักษาที่เน้นความปลอดภัยกับประสิทธิภาพในระยะยาว ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้นยังคงมีความสำคัญและเทคโนโลยีนี้ถือเป็นความก้าวหน้าในการเพิ่มความสามารถด้านการรักษาไปอีกระดับ”

Mr. Scott Graham หัวหน้าหน่วยธุรกิจ THV ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Edwards Lifesciences เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในด้านนวัตกรรมและยกระดับการดูแลผู้ป่วยว่า “ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนรุ่นล่าสุดนี้เป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาเกือบสองทศวรรษ และสะท้อนถึงความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องของ Edwards ในการส่งมอบการรักษาที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ข้อมูลล่าสุดยังตอกย้ำความสำคัญในการจัดการกับโรคลิ้นหัวใจตลอดช่วงชีวิตของผู้ป่วย นวัตกรรมนี้ได้ยกระดับความก้าวหน้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เน้นผลลัพธ์ระยะยาวที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสในการรักษาในอนาคต”

Mr. Parameswaran Nair หัวหน้าประจำประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Edwards Lifesciences ได้เชื่อมโยงการเปิดตัวครั้งนี้กับเป้าหมายด้านสาธารณสุขของไทยว่า “ประเทศไทยมีการจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดในเชิงรุก และมีการออกประกาศเตือนภัยด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาช่วยชีวิตในภาวะวิกฤตระดับโลก เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความพยายามดังกล่าวผ่านการนำนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัยสู่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ไทย ด้วยประสบการณ์ด้านนวัตกรรมมากกว่า 65 ปี บริษัท Edwards Lifesciences มุ่งมั่นที่จะยกระดับการรักษาผู้ป่วย การเปิดตัวนวัตกรรมนี้จะช่วยสนับสนุนความเป็นเลิศทางการแพทย์ของประเทศไทย และการเข้าถึงการรักษาโรคหัวใจชั้นนำในขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น”

ประเทศไทยกำลังมุ่งจัดการกับภาระของโรคหัวใจและหลอดเลือดผ่านทั้งวิธีเชิงป้องกันและการรักษา บริษัท Edwards Lifesciences ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับแพทย์ผู้นำและสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำ เพื่อขยายการเข้าถึงการรักษา โดยบริษัทเน้นย้ำด้านนวัตกรรม หลักฐานทางคลินิก และความร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยชาวไทยจะสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีการใช้ชีวิตที่มีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น นวัตกรรมนี้ยังสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดผ่านทางเลือกการรักษาที่ทันสมัย ท่ามกลางข้อมูลสถิติทั่วโลกที่ระบุว่าโรคดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 19 ล้านคนต่อปี

‘โปลิศ เทโร เอฟซี’ บนแคทวอล์คโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย

‘โปลิศ เทโร เอฟซี’ บนแคทวอล์คโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย

‘โปลิศ เทโร เอฟซี’ บนแคทวอล์คโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักฟุตบอลชื่อดังจากสโมสร “โปลิศ เทโร เอฟซี” นำโดย วีรวัฒน์ จิรภัคสิริ, เวลลิงตัน สมิธ, อับดุลเราะห์มาน กีรานี เอสซาดี และอณิพงษ์ กิจคาม ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ พร้อมสวมชุดผ้าขาวม้าจากชุมชนบ้านไทรงาม จังหวัดสระแก้ว ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างพิถีพิถันจากนักศึกษาสาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืนและการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์จากผ้าทอมือเส้นใยรีไซเคิลจากปกคอเสื้อเหลือใช้จากโรงงานในพื้นที่

แฟชั่นโชว์ดังกล่าวนำเสนอผลงานที่สะท้อนถึงศิลปะไทยในแบบที่ทันสมัย ภายในงานสัมมนาประจำปี 2568 คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ผ่านโครงการต่างๆมากมาย รวมถึง โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ผ่านกิจกรรม Creative Young Designer ซึ่งบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการต่อยอดผ้าขาวม้าไทยและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

‘มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์’ กับเรื่องราวใหม่จากเศษผ้าเก่า ในนิทรรศการเดี่ยว MITTA DEL SANTI ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ

‘มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์’ กับเรื่องราวใหม่จากเศษผ้าเก่า ในนิทรรศการเดี่ยว MITTA DEL SANTI ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ

‘มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์’ กับเรื่องราวใหม่จากเศษผ้าเก่า ในนิทรรศการเดี่ยว MITTA DEL SANTI ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภายใต้เพดานสูงของอาคารเก่าแก่ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยหนังสือเรียนและมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาซื้ออุปกรณ์การเรียนอยู่ประจำ ในวันนี้ คือ บางกอก คุนส์ฮาเลอ สถานที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่กำลังส่องประกายด้วยชีวิตชีวาและสีสันใหม่ ด้วยนิทรรศการเดี่ยว “Mitta del Santi” ของ “มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์” ศิลปินผู้สร้างสรรค์สิ่งทอและวัสดุเหลือใช้ที่ถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นงานศิลปะเปี่ยมคุณค่าและความหมาย

มาริษา เจียรวนนท์-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์

เรื่องราวใหม่จากเศษผ้าเก่า

มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ สร้างสรรค์ Mitta del Santi ขึ้นมาเพื่อสะท้อนความเปราะบางและความตึงเครียดของสถานการณ์ปัจจุบัน ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง งานศิลปะที่เป็นเหมือนสัญญาณชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเยียวยาและเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่เพียงวัสดุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเข้าใจ ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ที่เคยมีร่วมกันอีกด้วย

ผลงานสิ่งทอจัดวางเฉพาะพื้นที่ (site-specific textile installation) นี้ โต้ตอบเชื่อมโยงโดยตรงกับประวัติศาสตร์ของอาคารที่ตั้งของบางกอก คุนส์ฮาเลอ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช

ในมุมหนึ่งของผลงาน เศษผ้าถูกนำมาตัดอย่างประณีตเป็นรูปวงกลม เพื่อเลียนแบบตราสัญลักษณ์ดั้งเดิมของสำนักพิมพ์ที่เป็นรูปวงกลมสามวงซ้อนกัน

งานศิลปะชิ้นนี้ประกอบด้วยวงกลมทั้งหมด 399 วง แต่ละวงพิมพ์ถ้อยคำจาก “ดรุณศึกษา ปฐมวัย” หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับเด็กปฐมวัย ที่เคยเผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช 

เมื่อนำชิ้นส่วนข้อความเหล่านี้มาประกอบเข้าด้วยกัน จึงถักทอขึ้นเป็นเรื่องเล่าบทใหม่ที่เปลี่ยนความทรงจำของสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีชีวิตชีวา

Mitta del Santi เป็นการสานต่อแนวคิดศิลปะเพื่อการเยียวยา รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์งานศิลปะเฉพาะพื้นที่ การเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่นที่ บางกอก คุนส์ฮาเลอ และศิลป่า เขาใหญ่ (Khao Yai Art Forest) ที่เคยนำเสนอผ่านการแสดงผลงาน Maman ของ หลุยส์ บูร์ชัวส์ มาก่อนหน้านี้ในกระบวน การทำงาน เพลินจันทร์ได้ถอดและประกอบกี่ทอผ้าใหม่ เพื่อรังสรรค์งานสิ่งทอขนาดใหญ่ซึ่งยากจะเกิดขึ้นภายใต้กรอบงานแบบปกติ สิ่งสำคัญคือการสานความร่วมมือกับกลุ่มนักทอผ้าที่เคยร่วมงานกับเธอ ทำให้การทอผ้ายกระดับจากทักษะฝีมือไปสู่การสร้างชุมชน

ผลงานชิ้นนี้มอบชีวิตใหม่ให้เศษผ้าเก่า แต่ละชิ้นถูกตีความและประกอบขึ้นอีกครั้ง ให้รูปทรง พื้นผิว และสีสันกลับมาประสานกันในบริบทใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้เผยให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากทั้งความทรงจำในอดีตและความเป็นไปได้ในปัจจุบัน

มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ กล่าวว่า “เศษผ้าเหล่านี้ไม่ใช่เพียงซากที่เหลืออยู่ แต่คือบทต่อของเรื่องราว ซึ่งเผยให้เห็นศักยภาพอันยืนยาวของวัสดุ และอาจรวมถึงศักยภาพของเราทุกคน ที่สามารถเริ่มต้นใหม่อีกครั้งได้ด้วยความตั้งใจและความงดงาม สิ่งที่ดูเหมือน

หมดค่าและสิ้นสุดไปแล้ว ได้กลับกลายเป็นภาชนะซึ่งบรรจุแสงสว่าง การเริ่มต้นใหม่ และความหวัง ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์นี้”

ศิลปินผู้ปฏิวัตินิยามการทอผ้า

มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ หนึ่งในศิลปินสิ่งทอแนวหน้าของไทย ผู้สร้างนิยามใหม่ให้กับการทอผ้า ในฐานะที่เป็นทั้งกระบวนการทางวัตถุและกิจกรรมทางสังคม เธอสร้างสรรค์งานอย่างมีเอกลักษณ์โดยมักใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่และเป็นวัสดุที่นอกกรอบ ไม่ว่าจะเป็นเทปคาสเซ็ตต์ เอ็นตกปลา สายทองเหลือง หรือเส้นใยโลหะ ทำให้ผลงานของเธอก้าวข้ามขอบเขตของงานออกแบบเพื่อการตกแต่ง สู่การเป็นเรื่องเล่าซึ่งสะท้อนความทรงจำ นิเวศวิทยา และประสบการณ์ร่วม

การเลือกใช้วัสดุเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสนใจในการนำกลับมาใช้ใหม่และการเปลี่ยนแปลง แต่ยังรวมถึงความปรารถนาในการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและสังคม งานของเธอยังตั้งคำถามต่อประวัติศาสตร์เมือง โดยทำหน้าที่เหมือนการสำรวจทางโบราณคดีร่วมสมัย สร้างความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภค ของเสีย และสิ่งแวดล้อม ตัวผลงานเองยังแสดงออกถึงความยืดหยุ่นเชิงสัญลักษณ์ อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ที่ทำให้งานของเธอโดดเด่นคือ ภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

สำหรับเพลินจันทร์ การทอผ้าคือ การสร้างความสัมพันธ์ และเป็นสัญลักษณ์ของสายใยระหว่างผู้คน การทำงานร่วมกัน และการดูแลเอาใจใส่ เธอได้เปลี่ยนการทอผ้าให้กลายเป็นทั้งพิธีกรรมและสถาปัตยกรรม สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนถึงความยืดหยุ่น ความร่วมมือ และพลังของสิ่งทอที่เหนือกว่าประโยชน์ใช้สอย ไปสู่มิติของจินตนาการร่วมกัน

เวิร์กช็อป “Weaving a Story”

ระหว่างการจัดแสดงนิทรรศการ Mitta del Santi มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ ขอเชิญผู้ชมมาร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปเชิงสร้างสรรค์ “Weaving a Story”  ผู้เข้าร่วมจะได้ถักทอเรื่องราวของตนเอง หรือสานต่อความทรงจำและประวัติศาสตร์ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ด้วยวัสดุและกี่ทอที่จัดเตรียมไว้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานหรือทักษะเฉพาะด้าน

นี่คือโอกาสพิเศษที่จะได้สัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์ของศิลปินอย่างใกล้ชิด พร้อมทดลองทำงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ อาคาร และชุมชน รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจและความทรงจำส่วนตัวผ่านการลงมือทำและแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับผู้เข้าร่วมท่านอื่น เวิร์กช็อปนี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 8 และ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 – 18.00 น.

Mitta del Santi นิทรรศการเดี่ยวของ มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เปิดให้ชมตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 – 20.00 น. (เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ จนกว่าจะประกาศเปิดตามเวลาทำการปกติ) ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ 599 ซอยพันธ์จิตร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

สัมผัสงานศิลปะสิ่งทอในนิยามใหม่ของ มุก เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ อย่างใกล้ชิด พร้อมลงมือถักทอเรื่องราวบทใหม่ของคุณเองในเวิร์กช็อป Weaving a Story ณ สถานที่อันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ

ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ที่: Facebook: www.facebook.com/BangkokKunsthalle และ Instagram:bangkok_kunsthalle

เปิดม่านนิทรรศการ ‘It’s Ok to be Artist : เพราะทุกคนคือศิลปิน’ เวทีสร้างแรงบันดาลใจ มุมมองต่อโลกผ่านศิลปะของศิลปินออทิสติก

เปิดม่านนิทรรศการ ‘It’s Ok to be Artist : เพราะทุกคนคือศิลปิน’ เวทีสร้างแรงบันดาลใจ มุมมองต่อโลกผ่านศิลปะของศิลปินออทิสติก

เปิดม่านนิทรรศการ ‘It’s Ok to be Artist : เพราะทุกคนคือศิลปิน’ เวทีสร้างแรงบันดาลใจ มุมมองต่อโลกผ่านศิลปะของศิลปินออทิสติก

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิออทิสติกไทย ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ Artstory By Autistic Thai เปิดงานนิทรรศการ “It’s Ok to be Artist: เพราะทุกคนคือศิลปิน” อย่างเป็นทางการ ณ โถง RCB Artery ชั้น 1 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เพื่อนำเสนอผลงานศิลปะจากศิลปินออทิสติกกว่า 30 คน ที่ถ่ายทอดตัวตน ความคิด และมุมมองต่อโลก ผ่านศิลปะที่เปี่ยมด้วยพลังและความงดงาม

นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย กล่าวว่า “ในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของมูลนิธิออทิสติกไทย ที่ได้เห็นศิลปินออทิสติกกว่า 30 คนมีเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพของพวกเขาอย่างแท้จริง ทุกภาพวาดและผลงานที่จัดแสดงไม่ใช่เพียงงานศิลป์ แต่เป็น ‘เสียง’ และ ‘เรื่องราวชีวิต’ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ เราเชื่อว่าผลงานเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้าใจใหม่ ๆ ให้สังคมได้เห็นว่าความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นคุณค่าที่ควรถูกยกย่อง และหวังว่านิทรรศการครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่กล้าที่จะก้าวตามความฝันของตัวเอง แม้จะมีข้อจำกัดหรือความท้าทายใด ๆ ก็ตาม”

ในช่วง Talk Section ได้รับเกียรติจาก เขื่อน – ภัทรดนัย เสตสุวรรณ, เตยยี่ – ประภัสสร กาญจนสูตร และแอนดี้ – วรกันต์ จงธนพิพัฒน์ ที่มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “Why it’s ok?” พร้อมร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับศิลปินออทิสติกในกิจกรรม Live Painting อีกด้วย

นิทรรศการ “It’s Ok to be Artist: เพราะทุกคนคือศิลปิน” จัดแสดงผลงานกว่า 100 ชิ้น ภายใต้แนวคิด “Story of Art, Story of Us” ที่เล่าถึงการเดินทางของศิลปินออทิสติก ทั้งในมุมของความฝัน ความท้าทาย และความภูมิใจในผลงาน ตลอดจนการสร้างสังคมที่โอบรับและให้คุณค่ากับความแตกต่าง เริ่มแล้ววันนี้ – 18 ตุลาคม 2568 ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เปิดให้เข้าชมฟรี!! พร้อมกิจกรรมเสริมที่หลากหลายตลอด 15 วัน เช่น Talk Section, Live Painting, Workshop ศิลปะ และ Art Market ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Artstory By Autistic Thai

MEILINDA ชวน ‘มิ้ม-รัตนวดี’ เผยสไตล์สาวหวาน ในงานเปิดตัว ‘Chiffon Ribbon Collection’

MEILINDA ชวน ‘มิ้ม-รัตนวดี’ เผยสไตล์สาวหวาน ในงานเปิดตัว  ‘Chiffon Ribbon Collection’

MEILINDA ชวน ‘มิ้ม-รัตนวดี’ เผยสไตล์สาวหวาน ในงานเปิดตัว ‘Chiffon Ribbon Collection’

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

MEILINDA เครื่องสำอางสัญชาติไทย ที่มีประสบการณ์และอยู่ในวงการเครื่องสำอางมามากกว่า 25 ปี มีการสะท้อนตัวตนและถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว ด้วยความตั้งใจ ในการสร้างสินค้าออกมาด้วยความรัก ตามสโลแกน “Made with Love” จัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่น Chiffon Ribbon  สื่อถึงของขวัญที่สวยงาม โดยดีไซน์แพ็กเกจจิ้งสำหรับฝาและตลับขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ เพื่อสื่อสารถึงแนวคิดตามสโลแกน “Made with love” ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้จริง

พงศธร ลดาสุวรรณกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MEILINDA เป็นแบรนด์เครื่องสำอางไทย ที่ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อพร้อมสำหรับทุกการแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนได้ใช้สินค้าคุณภาพดี ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมตอกย้ำแรงบันดาลใจในความใส่ใจและความตั้งใจส่งต่อไปยังผู้บริโภค

“MEILINDA ยังคงพัฒนาและเติบโตไปอย่างชัดเจน โดยที่แต่ละเฉดได้ผ่านการวิเคราะห์เทรนด์ สีผิว และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม Gen Z และ First Jobber เพื่อให้ตรงความต้องการ ที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังสามารถปรับได้หลากหลายลุคในชีวิตประจำวันอีกด้วย”

นิพัทธา ลดาสุววรณกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด  เผยถึงผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่นนี้ว่า สินค้าคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วย Chiffon Ribbon Blush / Chiffon Ribbon Highlight / Chiffon Ribbon Contour และ Chiffon Ribbon Eye Palette ที่สามารถตอบโจทย์สาวๆ ให้มีความมั่นใจในการแต่งหน้าในชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน สอดคล้องกับ Key Message ที่ต้องการสื่อสาร #meilindaglowyourownway

งานครั้งนี้ถือเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกที่สุดแสนยิ่งใหญ่ของแบรนด์ MEILINDA โดยมีนักแสดงสาว อย่าง มิ้ม – รัตนวดี วงศ์ทอง สาวรุ่นใหม่ที่มีสไตล์และคาแรกเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษสมกับคอนเซปต์ Chiffon Ribbon  “วันนี้มิ้มแต่งหน้ามาด้วยผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่น Chiffon Ribbon ก็มาในลุคใสๆ ชอบทุกสีในทุกๆ พาเลต เพราะสามารถแต่งได้หลากหลายแนวเลย จะออกงาน หรือไปเที่ยวสบายๆ  ปรับใช้กับทุกลุคได้หมด ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ก็เข้ากับสไตล์การแต่งตัวและก็เข้ากับ Lifestyle ในชีวิตประจำวันทั้งทำงาน และเรียนหนังสือของมิ้มอีกด้วย เมคอัพไปเรียนก็สวยแบบเด่นๆ ไม่ร้อนแรงมากไปนักด้วย เรียกว่าเป็นเมคอัพที่นอกจากจะเพิ่มความสวยให้มิ้มแล้วยังสร้างความมั่นใจให้มิ้มอีกด้วยค่ะ”  มิ้ม กล่าว

ภายในงานยังพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน PERSES ที่เรียกเสียงกรี้ดห้างแตกให้กับลานลิฟท์แก้วเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างสนั่นหวั่นไหว อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษจากศิลปินให้กับเหล่าแฟนคลับ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย อาทิ ถ่าย Photobooth / รับโยเกิร์ตจาก Yogurt Land  / Makeup Station ที่จัดเต็มให้ได้ทดลองสีจริงอย่างจุใจครบทุกพาเลท จาก MEILINDA “Chiffon Ribbon Collection”

คุณแหน : 8 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 8 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 8 ตุลาคม 2568

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานร่วมกับ โชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.สงขลา และฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในพิธีต้อนรับคณะทูตานุทูต รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับต่างประเทศ ผ่านการศึกษาดูงานของคณะผู้แทนทางการทูต ปี 2568 ณ จ.สงขลา..
  • ยินดีกับ สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ได้รับรางวัล “องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม อาชีพ ประจำปี 2568” เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ จัดโดย โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (พม.)..
  • อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.อำนาจเจริญ พร้อมด้วย โสภา ธรรมประจำจิต ภรรยา เดินทางสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในจ.อำนาจเจริญ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่..
  • ชื่นชม พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คนที่ 31 ที่เร่งเครื่องปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โดยตั้งหน่วยงานป้องกันและปราบปราม รับผิดชอบโดยตรง พร้อมตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อกวาดล้างให้สิ้นซาก..
  • อนุชิต กาญจนานุชิต รองนายกเทศมนตรีนครยะลา เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารอุทยานการเรียนรู้ยะลา ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการบริหารอุทยานการเรียนรู้ยะลาจากทุกภาคส่วน..
  • ศ.ปฏิบัติ ดร. ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชฯ  ม.เชียงใหม่ ร่วมงานมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ เพื่อแสดงความขอบคุณและยกย่องในเกียรติแด่ผู้เกษียณอายุราชการ และแสดงความขอบคุณบุคลากรผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่คณะฯ..
  • บุญญนันท์ พนาพิทักษ์กุล ให้การต้อนรับเพื่อนๆชาว Digital CEO#3 มาเยี่ยมชมโรงงานพิทักษ์ปาล์มออยล์ จ.ตรัง งานนี้ พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ, ทวีป วุฒิบาทุกาจิตต์, บัณฑิต อัมพรศรีสุภาพ, นงลักษณ์ วัชระเกียรติพงษ์, สุภัค ลายเลิศ, เฉลิม ประดิษฐอาชีพ, สุนันท์ พูลธนกิจ, ดร.อลิสา คงทน, ดาลิปกุมาร ปาวา, สุนันท์ พูลธนกิจ, ไวพจน์ หามาลา, อาทิชา เอนสัมพันธ์ ไม่ยอมพลาด..
  • วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ นำคณะผู้บริหาร รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มอบกระเช้าดอกไม้เพื่อขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่เปิดใช้ทางเดินยกระดับ (Skywalk) จากสถานี BTS สุรศักดิ์ (S5) เชื่อมต่อสมบูรณ์แบบเข้ากับสะพานคนเดินหน้า รร. เพื่อความปลอดภัยของ ปชช.และนักเรียน โดยมี สิทธิพร สมคิดสรรพ์, วิพุธ ศรีวะอุไร, สุมิตร ศรีสันติธรรม, อภิชาต ศุภจิตรสวัสดิ์, พ.ต.ท.เชิดศักดิ์ กองผุย,  พ.ต.อ.คมสัน เลขาวิจิตร ร่วมพิธีเปิด..
  • บจ.แดนไทย อีควิปเม้นท์ โดย ศักดา-สุมาลี เด่นแดนโดม ร่วมกับ ท่าอากาศยานพิษณุโลก โดย รุจาภา หอมจันทร์ ผอ.การท่า ร่วมมอบทุนการศึกษา ให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ รร.วัดบึงพระ จ.พิษณุโลก..

น้องใหม่

‘นารา กรุ๊ป’ ขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิด ‘นาราไทย คูซีน’ สาขาแรก ณ One Central ดูไบ UAE

‘นารา กรุ๊ป’ ขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิด ‘นาราไทย คูซีน’ สาขาแรก ณ One Central ดูไบ UAE

‘นารา กรุ๊ป’ ขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิด ‘นาราไทย คูซีน’ สาขาแรก ณ One Central ดูไบ UAE

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

นารา กรุ๊ป (Nara Group) ผู้นำธุรกิจร้านอาหารไทยระดับพรีเมียม เดินหน้าขยายอาณาจักรอาหารไทยสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งแบรนด์เรือธง นาราไทย คูซีน (Nara Thai Cuisine) เปิดสาขาใหม่อย่างเป็นทางการ ณ One Central ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) นับเป็นสาขาที่ 22 ในต่างประเทศ และเป็นการเปิดประตูสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเต็มตัว ตอกย้ำความสำเร็จในการผลักดันเสน่ห์อาหารไทยต้นตำรับตลอด 20 ปี

การเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ สรยุทธ ชาสมบัติ เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกงสุล เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น โดยมี ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา CEO ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารร่วมต้อนรับ

นราวดี ศรีกาญจนา  เปิดเผยว่า การขยายสาขาในดูไบถือเป็นหมุดหมายสำคัญในแผน International Expansion Plan โดยเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรแฟรนไชส์ท้องถิ่น กลุ่มบริษัท AHGH ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ F&B Franchise Business ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้ในตลาด UAE แม้จะมีร้านอาหารไทยอยู่บ้าง แต่การตัดสินใจของพันธมิตรที่เลือกนาราไทย คูซีน แบรนด์ร้านอาหารไทยพรีเมียมชั้นนำไปเปิดสาขาในดูไป มองว่า NARA มีแบรนดิ้งที่แข็งแรงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การนำแบรนด์ NARA ไปเปิดในสาขาต่างประเทศทำให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและมีความเชื่อมั่นในคุณภาพและรสชาติความอร่อย อีกทั้ งเป็นการช่วยลดต้นทุนในการทำการตลาด แฟรนไชส์ไม่ต้องกังวลในการสร้างแบรนด์ใหม่ในต่างประเทศ 

ปัจจุบัน นารา กรุ๊ป ในฐานะผู้นำร้านอาหารไทยพรีเมียม มี 8 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ นาราไทยคูซีน, อภินารา, เลดี้นารา, และ โคลิมิเต็ด  อั้งม้อ บ้านนอกเข้ากรุง El Mercado และ แอนคั่วไก่ สตรีทฟู้ดมิชิลิน  6 ปีซ้อน  โดยนารากรุ๊ป มีสาขารวมกว่า 63 สาขา ทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยมีสาขาต่างประเทศรวม 33 สาขา ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ พม่า และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นารา กรุ๊ป ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับประสบการณ์อาหารไทยผ่านอรรถรสทุกจาน เพื่อเสิร์ฟรสชาติไทยแท้จากครัวไทยไปสู่นักชิมทั่วโลก และพร้อมขยายแบรนด์อาหารไทยในเครือไปเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2025 จัดเวทีสัมมนา ชูหนังไทยเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแบรนด์

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2025 จัดเวทีสัมมนา ชูหนังไทยเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแบรนด์

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ 2025 จัดเวทีสัมมนา ชูหนังไทยเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแบรนด์

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ชมที่ท้าทายอุตสาหกรรมบันเทิง เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2025 (Bangkok International Film Festival 2025) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้สร้างภาพยนตร์ นักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย และผู้ชมเข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมมากมาย ทั้งการฉายภาพยนตร์ระดับนานาชาติและกิจกรรม “ตลาดหนัง” ที่เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้สร้างคอนเทนต์ได้พบปะกับผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และนักลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยไฮไลท์ในปีนี้ เทศกาลฯ ได้ร่วมมือกับ BrandThink จัดงานสัมมนาหลากหลายหัวข้อจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อชวนสำรวจบทบาทใหม่ของภาพยนตร์ในฐานะ Soft Power ที่ไม่เพียงสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็น “พลังขับเคลื่อน” สำคัญทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ พร้อมเปิดมุมมองว่าคอนเทนต์ไทยสามา รถต่อยอดสู่เวทีโลก สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างยั่งยืน

พิมพกา โตวิระ Executive Director ผู้ดูแล “ตลาดหนัง” เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปีนี้ คือการจัดกิจกรรม “ตลาดหนัง” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยตลาดหนังจะทำหน้าที่เป็นเวทีเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์กับนักลงทุนและผู้ซื้อจากทั่วโลก ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งการเจรจาธุรกิจ กิจกรรม Pitching Project จากผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยและเอเชีย ตลอดจนมาส เตอร์คลาสจากผู้กำกับและนักแสดงระดับโลก ซึ่งทั้งหมดจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างรอบด้าน และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานกับเวทีสัมมนา ที่จัดร่วมกับ BrandThink ครอบคลุมหัวข้อสุดเข้มข้น เพื่อขยายมุมมองของการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจจากภาพยนตร์ และตอกย้ำว่าภาพยนตร์คืออนาคตที่ไม่ควรมองข้าม

เริ่มต้นเวทีแรกด้วยหัวข้อ Beyond the Screen — หนังไทยกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องจับตา” ที่สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาห กรรมภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงศิลปะการเล่าเรื่อง แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สร้างงาน สร้างรายได้ และต่อยอดไปจนถึงการสร้าง “อิทธิพลทางวัฒนธรรม” ที่มีคุณค่าต่อประเทศอย่างมหาศาล

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล อดีตประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของ THACCA ฉายให้เห็นถึงความสำคัญของภาพยนตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ภาพยนตร์ไม่ใช่เพียงแค่สื่อบันเทิงที่สร้างอารมณ์และแรงบันดาลใจ แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล ตั้งแต่การลงทุน การจ้างงาน และการใช้จ่ายในหลากหลายมิติ สิ่งเหล่านี้คือเม็ดเงินที่หมุน เวียนและสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยตรง อีกทั้งประเทศไทยยังมีมาตรการส่งเสริมที่แข็งแรง เช่น Cash Rebate ที่ดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติให้เลือกประเทศไทยเป็นโลเคชันสำหรับการถ่ายทำ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมรองรับมาตรฐานสา กล เราจึงมีศักยภาพในการแข่งขันสูงบนเวทีโลก รวมถึงหลายจังหวัดเริ่มผลักดันตัวเองสู่การเป็น Film City เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการถ่ายทำโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยกระจายโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน ยงยุทธ ทองกองทุน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ประจำประเทศไทย Netflix เล่าว่า “การมาของแพลตฟอร์มสตรีมมิงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับคอนเทนต์ไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และเปิดโอกาสให้คอนเทนต์ไทยเผยแพร่ไปสู่ผู้ชมทั่วโลก พร้อมได้สัม ผัสเรื่องราวจากมุมมองของคนไทยหลายผลงานจาก Netflix Thailand ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าภาพยนตร์และซีรีส์ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง ซึ่งช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ การร่วมมือกับหน่วย งานอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในการพัฒนานักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ถือเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าและสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง”

อิศรา เปี่ยมพงศ์สานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมเครือข่ายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เสริมว่า “CEA ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เล็งเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย ทั้งการจ้างงาน การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชน เราจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาทักษะให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Content Lab ให้มีความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความโดดเด่นและคุณภาพที่ตอบโจทย์ตลาดทั้งในประเทศและสากล ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและแข่ง ขันได้ในระดับสากล”

ต่อด้วยหัวข้อที่สอง Thailand as Film Destination — เมื่อ Hyper Local Content พาไทยสู่หมุดหมายของโลกภาพยนตร์” ที่จะชวนสำรวจศักยภาพของไทยในการเป็นจุดหมายสำคัญของผู้สร้างหนังต่างชาติ และสร้าง Film-induced Tourism จากคอนเทนต์ไทยเอง โดยมีจุดแข็งคือ Hyper Local Content ที่หยั่งรากในวัฒนธรรมแต่เล่าได้อย่างร่วมสมัย

อนุชา บุญยวรรธนะ อดีตนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ได้ให้คำนิยามของคำว่า Hyper Local ไว้ว่า “การเล่าเรื่องคือ หัวใจสำคัญที่ทำให้ Hyper Local Content ถ่ายทอดออกมาอย่างจริงใจและซื่อสัตย์ต่อผู้ชม ผ่านตัวตนและประสบการณ์จริงของคนสร้างซึ่งเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นท้องถิ่นให้น่าจดจำและมีเสน่ห์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ชมที่มีรากฐานวัฒนธรรมเดียวกัน และเปิดโอกาสให้ผู้ชมต่างชาติสัมผัสความแตกต่างในมิติใหม่ นอกจากนี้ การจะทำให้ภาพยนตร์สามารถไปสู่ระดับ Global ได้จริง ผู้สร้างต้องกล้าออกไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้ชมต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์ กับการทำให้คอนเทนต์นั้นสา มารถสื่อสารกับโลกได้อย่างเข้าถึงและเป็นสากล ซึ่งหากเราทำได้ ความเป็น Hyper Local ของไทยจะกลายเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดสายตาโลก และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Film Destination ที่สำคัญ”

กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud เล่าถึงประสบการณ์ปั้นภาพยนตร์ไทยให้ดังระดับโลกว่า “Be On Cloud มุ่งนำเสนอความเป็นไทยอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติ ด้วยการหยิบวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผสมผสานกับเรื่องเล่าร่วมสมัย เพื่อให้ผู้ชมทั้งไทยและต่างชาติสัมผัสเอกลักษณ์แท้จริงโดยไม่ปรุงแต่งเกินจริง เราเชื่อว่าความเป็น Hyper Local คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผลงานไทยโดดเด่นบนเวทีโลก เพราะผู้ชมยุคใหม่ต้องการคอนเทนต์ที่สะท้อนตัวตนและสื่อสารอย่างจริงใจ ขณะเดียวกันกระแสแฟนดอมและโซเชียลมีเดียยังมีส่วนช่วยในการผลักดัน Hyper Local Content ให้กลายเป็น Global Content ได้อย่างรวดเร็ว จนประสบความสำเร็จทั้งในระดับประเทศและสากล ส่งผลต่อเศรษฐ กิจภาพรวมของประเทศ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมหลากหลายสาขา”

ด้าน ธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ สัปเหร่อ และผู้สร้างจักรวาล ไทบ้าน เล่าว่า “สิ่งที่ผมตั้งใจมาตลอดคือ การเล่าเรื่องอีสานให้ผู้ชมได้สัมผัสเอกลักษณ์อย่างแท้จริง ผ่านภาพยนตร์ที่ยังคงรากเหง้าและความดั้งเดิมโดยไม่ถูกปรุงแต่งจนเสียตัวตน เราศึกษาและเข้าใจอินไซต์ของผู้ชมอย่างลึกซึ้ง เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนที่เคยไม่สนใจ ให้หันกลับมาเปิดใจและชื่นชมความเป็นท้องถิ่นที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ด้วยการหยิบเอาภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต รวมถึงความเชื่อมาถ่ายทอดในภาพยนตร์ ที่ไม่เพียงทำให้คนอีสานรู้สึกภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง แต่ยังทำให้ผู้ชมจากต่างถิ่นและต่างชาติมองเห็นเสน่ห์และความจริงใจที่แตกต่าง ซึ่งนี่คือพลังของ Hyper Local Content ที่สามารถขยายไปสู่ระดับสากลได้ และทำให้ผู้คนอยากเข้ามาสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมด้วยตัวเอง”

ปิดท้ายที่ ศราวุธ แก้วน้ำเย็น Production Designer และ CEO บริษัท พันธุ์ทาง อาร์ตเวิร์ค จำกัด เล่าว่า “ในมุมมองของผู้สร้างสรรค์ ความท้าทายของการทำงานภาพยนตร์คือ การทำให้สิ่งที่เป็นท้องถิ่น หรือ Local กลายเป็นคุณค่าที่ทั้งคนไทยและต่างชาติสามารถมองเห็นและยอมรับได้ โดยไม่ต้องปรุงแต่งจนเสียอัตลักษณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาหรือวัฒนธรรมที่อาจเคยถูกมองข้าม แต่เมื่อถูกหยิบมาเล่าในภาพยนตร์ กลับกลายเป็นเอกลักษณ์และสร้างความหมายใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ รวมถึงวันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เรามีแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียที่สามารถทำให้คอนเทนต์ท้องถิ่นเข้าถึงผู้คนนับล้านได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นโอ  กาสที่ทำให้ ‘Local ไทย’ ก้าวไปสู่เวทีโลกและผลักดันให้ไทยกลายเป็นจุดหมายสำคัญของโลกภาพยนตร์”

สำหรับหัวข้อ When Movies move brand impact — เมื่อ ‘แบรนด์เจอหนัง’ คือการสร้างสรรค์ที่ไม่รู้จบ” ที่ชวนมองภาพยนตร์ในมิติใหม่ ไม่ใช่แค่คอนเทนต์เพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารแบรนด์ที่ทรงพลังและยั่งยืน พร้อมเจาะลึกโอกาสในการร่วมมือระหว่างภาพยนตร์และแบรนด์ ตลอดจนถอดรหัสกลยุทธ์ Movie Marketing ที่ช่วยขยายศักยภาพให้ทั้งหนังและแบรนด์ไปได้ไกลกว่าที่เคย

ชวนา แพร่ศรีสกุล Chief Strategy and Services Officer จาก BrandThink เล่าว่า “ภาพยนตร์เป็นฟอร์แมตที่ทรงพลังสำหรับการทำการตลาด เพราะสะท้อนชีวิต ผู้คน และประสบการณ์ ทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในความเชื่อและประสบการณ์ของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติ การร่วมมือกับภาพยนตร์จึงไม่ใช่เพียงแค่ Tie-in หรือ Product Placement แต่คือการสร้าง ‘คุณค่าร่วม’ ระหว่างหนัง ผู้ชม และแบรนด์ ซึ่งสามารถช่วยสร้าง Brand Love และต่อยอดสู่ยอดขายผ่านแคมเปญหรือโปรโมชัน ดังนั้น การหาพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมสำหรับ Co-Branding พร้อมสนับสนุนคอนเทนต์ Spin-off จะช่วยขยายฐานแฟนคลับ ในขณะเดียวกัน คนทำหนังต้องสามารถ ‘ขายความเชื่อ’ เพื่อให้เจอแบรนด์ที่มีภาพและความเชื่อสอดคล้องกัน”

ภาคย์ วรรณศิริ Chief Creative Officer จาก VML Thailand อธิบายเสริมว่า “การที่แบรนด์เข้ามาอยู่ในภาพยนตร์ทำให้กลายเป็น ‘เครื่องมือทางวัฒนธรรม’ ที่ดึงผู้ชมให้มีส่วนร่วมและแตกต่างจากโฆษณาแบบเดิม การร่วมมือกับหนังช่วยให้แบรนด์เข้าใจและเข้าถึงความเชื่อของผู้คนอย่างแท้จริง รวมถึงแบรนด์ยังสามารถเล่าเรื่องราว วัฒนธรรมองค์กร หรือวิสัยทัศน์ของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง และในอนาคต Marketing จะเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเขียนบท การผสมผสาน Storytelling ที่เป็นมนุษย์ และการสร้างประสบการณ์จริงจากหนังจะยิ่งมีคุณค่า ดังนั้น หัวใจของ Movie Marketing คือการหาจุดลงตัวระหว่างหนังและแบรนด์เพื่อประโยชน์ร่วมกันสูงสุด”

ปิดท้ายด้วยหัวข้อสำคัญ Roundtable: Next Chapter — ภาพยนตร์จะเป็นอย่างไร เมื่อการฉายในโรงภาพยนตร์ลดน้อยลง” ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญในวงการภาพยนตร์มาร่วมสะท้อนมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในยุคที่สตรีมมิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า “คุณภาพ ยังคงเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ ไม่ว่าจะฉายในโรงหรือบนแพลตฟอร์มออไลน์ เพราะสิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดอารมณ์และประสบการณ์ที่เข้าถึงผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน ผู้กำกับยุคใหม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจรอบด้าน ทั้งด้านการผลิตการตลาด และพฤติกรรมผู้ชม เพื่อขับเคลื่อนผลงานให้ตอบโจทย์ทั้งบนจอใหญ่และในโลกดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองที่น่าสนใจว่า โรงภาพยนตร์และสตรีมมิ่งไม่ใช่คู่แข่ง หากแต่เป็นพลังเสริมที่ช่วยต่อยอดซึ่งกันและกัน โดยทั้งสองช่องทางต่างมีเสน่ห์และฐานผู้ชมเฉพาะตัว ซึ่งสามารถหลอมรวมเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ได้ในอนาคตอีกด้วย อีกทั้ง ยังมีการหยิบ ยกประเด็นสำคัญเรื่อง “ความเท่าเทียมของคนทำหนัง” โดยเสนอให้เกิดแนวทางสนับสนุนผู้สร้างรายย่อยให้มีอำนาจต่อรองและพื้นที่นำเสนอผลงานที่หลากหลาย เพื่อให้ภาพยนตร์ทุกเรื่องได้รับโอกาสเติบโตอย่างเป็นธรรม และช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่ง ยืน