ปิดฉาก ‘ARDA AGRINEXT THAILAND 2025’ หลังขน 100 ผลงานวิจัย พลิกอนาคตเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนบนเวทีโลก

ปิดฉาก ‘ARDA AGRINEXT THAILAND 2025’ หลังขน 100 ผลงานวิจัย พลิกอนาคตเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนบนเวทีโลก

ปิดฉาก ‘ARDA AGRINEXT THAILAND 2025’ หลังขน 100 ผลงานวิจัย พลิกอนาคตเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนบนเวทีโลก

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

งานมหกรรมวิจัยและนวัตกรรมการเกษตรแห่งปี “ARDA AGRINEXT THAILAND 2025” ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 – 28 ก.ย.68 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด“นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ : พลิกโฉมการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนและการแข่งขันในเวทีโลก”

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA เปิดเผยว่า ตลอด 4 วันของการจัดงาน มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน และมีผู้ติดตามผ่านช่องทางออนไลน์นับล้านครั้ง การจัดงานนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงผลงานวิจัย แต่ยังพิสูจน์ว่างานวิจัยไทยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง ซึ่งงานวิจัยถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวได้ จากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ เมื่อประเมินภาพรวมผลงานวิจัยของ ARDA จำนวน 3,042 โครงการ พบว่าสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมแล้วกว่า 19,000 ล้านบาท ตอกย้ำให้เห็นว่าการลงทุนวิจัยของ ARDA นั้น ไม่ได้หยุดอยู่ในห้องแล็บ แต่ได้ให้ความสำคัญกับการขยายผลสู่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเและเพิ่มขีดความสามารถให้กับเกษตรกรไทยได้พร้อมรับมือกับการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

สำหรับไฮไลท์ที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ โซน ARDA Showcase : พบกับผลงานวิจัยที่ใช้ได้จริง เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรได้จริง อาทิ ปุ๋ยพลาสมาไนโตรเจน ลดการใช้ปุ๋มเคมีกว่า 50% ลดต้นทุนการผลิตผักสลัดเหลืองเพียง 7-10 บาท/กก. เทคโนโลยีผลิต “ผำ” เชิงอุตสาหกรรม ปลอดภัย ได้มาตรฐาน การเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF ทางเลือกใหม่ในการผลิตอาหารสัตว์ ลดต้นทุนกว่า 50% และสร้างรายได้ต่อเนื่องกว่า 4 ล้านบาทต่อปี

โซน Agri Tech : เทคโนโลยีเกษตรล้ำยุค ยกระดับประสิทธิภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อม อาทิ โดรนกำจัดศัตรูมะพร้าว เทคโนโลยีฉีดพ่นสุดล้ำ พ่นใต้ใบได้ทุกจุด ลดความเสียหายผลผลิต–เพิ่มกำไร 20% พันธุ์ข้าวทนเค็ม ปลูกได้ในพื้นที่นำเค็ม ผลผลิตเพิ่มขึ้น จาก 300 – 400 กก./ ไร่ เป็น 650 – 750 กก./ ไร่

โซน Agri Next : เกษตรดิจิทัล อาหารอนาคต และนวัตกรรมแม่นยำสูง อาทิ ระบบเฝ้าระวังฝนตกน้ำท่วม  ระบบแม่นยำแจ้งเตือนไว ลดความเสียหายผลผลิตเกษตรกร 20-30 % มูลค่ารวมกว่า 15 – 20 ล้านบาท/ปี  MunBOT แอปเฝ้าระวังและเตือนภัยโรคมันสำปะหลัง 

โซน Agri Colorful : ดื่มด่ำสีสันความหลากหลายของสินค้าเกษตรไทย ทั้งแปลกใหม่ หลากหลาย และสร้างมูลค่าเพิ่มได้เกินคาด อาทิ มะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย ทนโรค เพิ่มผลผลิต 750 กก./ ไร่ สร้างรายได้ 84,694 บาท / ปี เทคโนโลยีและนวัตกรรมขยายพันธุ์ปะการังอ่อนฟื้นทะเลไทยแห่งแรก แห่งเดียวของประเทศไทย

นอกจากจัดแสดงนิทรรศการงานวิจัยแล้ว การจัดงานครั้งนี้ ARDA ยังได้จัดให้มีพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผลงานวิจัยและบุคลากรผู้สร้างคุณูปการต่อเกษตรไทย ประจำปี 2568 เพื่อเป็นกำลังใจและยกย่องความมุ่งมั่นและความสำเร็จของนักวิจัยไทย แบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1.โครงการวิจัยดีเด่น ได้แก่ การวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อความยั่งยืนกรณีศึกษาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก โดยมี รศ.ดร.สมชาย ดอนเจดีย์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ

2.รางวัลนักวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ได้แก่ รศ.ดร.น.สพ.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ  สังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 3.รางวัลนักเรียนทุน สวก. ที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประเภทนักวิชาการ ได้แก่ ดร.ประกอบกิจ ดังไธสง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว , 4.รางวัลนักเรียนทุน สวก. ที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประเภท Young Smart Farmer  ได้แก่ นายธนกร นันติ  5.รางวัลผู้ประกอบการ สวก. ดีเด่น ที่นำผลงานวิจัยด้านการเกษตรไปใช้ประโยชน์ ได้แก่  องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ที่นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

“ARDA ขอขอบคุณเครือข่ายพันธมิตร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรทุกท่าน ที่ร่วมให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ แน่นอนว่าความสำเร็จของงาน ARDA AGRINEXT THAILAND 2025 นอกจากจะสะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยที่พร้อมเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ชุมชน และนโยบาย ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนต่อไป” ดร.วิชาญ กล่าวทิ้งท้าย       

Science Update : ยานอวกาศจีนถ่ายรูปเซลฟีคู่โลก

Science Update : ยานอวกาศจีนถ่ายรูปเซลฟีคู่โลก

Science Update : ยานอวกาศจีนถ่ายรูปเซลฟีคู่โลก

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เปิดเผยภาพถ่ายยานอวกาศเทียนเวิ่น-2 (Tianwen-2) เคียงคู่โลก ซึ่งกล้องสังเกตการณ์ที่ติดตั้งบนแขนกลของยานฯ บันทึกได้ระหว่างเดินทางในอวกาศห้วงลึก โดยจุดเด่นของภาพคือธงแดงดาวห้าดวงหรือธงชาติจีนและแคปซูลส่งกลับสีขาว พร้อมโลกสีฟ้าที่อยู่ห่างไกลเป็นฉากหลัง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยานอวกาศเทียนเวิ่น-2 อยู่ห่างจากโลกราว 43 ล้านกิโลเมตร และอยู่ห่างจากดาวเคราะห์น้อย 2016เอชโอ3 (2016HO3) ราว 45 ล้านกิโลเมตร สามารถทำการทดสอบในวงโคจรหลายรายการ อาทิ ใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างและตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง โดยทุกระบบทำงานเป็นปกติและเครื่องมือบนยานฯ เริ่มต้นเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมอวกาศ

ที ลีสซิ่ง ร่วมกับอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ คืนความอุดมสมบูรณ์สู่ธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศท้องทะเลไทย

ที ลีสซิ่ง ร่วมกับอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ คืนความอุดมสมบูรณ์สู่ธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศท้องทะเลไทย

ที ลีสซิ่ง ร่วมกับอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ คืนความอุดมสมบูรณ์สู่ธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศท้องทะเลไทย

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานการณ์สัตว์น้ำทะเลของไทยในปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วง หลังพบปริมาณสัตว์น้ำขนาดเล็กลดลง จากการป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ รวมถึงปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ในเครือ เอ็ม บี เค  เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว จึงเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด นำทีมพนักงานจิตอาสาที ลีสซิ่ง กว่า 100 คน ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำ รวมถึงส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติ ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร จังหวัดเพชรบุรี

ทั้งนี้ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่ ที ลีสซิ่ง ร่วมกับอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร  ก่อเกิดประโยชน์หลายด้านทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา เพราะการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ  ช่วยเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ  รักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ ป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำท้องถิ่น  ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ปรับปรุงคุณภาพน้ำและลดการพังทลายของพื้นที่ชายฝั่งหรือป่าชายเลน  ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้  สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน ปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคมและธรรมชาติ  เพิ่มแหล่งอาหารและรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นจากการประมงพื้นบ้านในระยะยาว  และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

มงคล เพียรพิทักษ์กิจ กล่าวว่า ในฐานะองค์กรธุรกิจ เรายึดมั่นว่าการเติบโตต้องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งอาหารให้แก่ชุมชนในอนาคต “เราได้ร่วมกันปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงาน สังคม และส่งต่อคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป บริษัทฯ เชื่อว่าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน และคงความงดงามไว้ให้ลูกหลานในอนาคต”

ด้าน กมลลฎา ขาวสว่าง เจ้าหน้าที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า การปล่อยสัตว์น้ำเหล่านี้คืนสู่ธรรมชาติ เป็นเสมือนการฟื้นฟูระบบนิเวศของท้องทะเล ให้วัฏจักรการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำสามารถดำรงอยู่ “ทุกคนเป็นนักอนุรักษ์ได้โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว เช่นไปตลาดเห็นปูที่มีไข่อยู่นอกกระดอง เราควรซื้อมาปล่อยแทนการนำไปรับประทาน เพราะปูหนึ่งตัวมีลูกปูมากกว่า 700,000-800,000 ตัว ซึ่งสามารถขยายพันธุ์ต่อให้คนรุ่นหลังได้ สำหรับอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร พร้อมต้อนรับทุกหน่วยงานที่ต้องการทำกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืนค่ะ”

Health News : แก้ปัญหาตัวเหม็นเพราะเหงื่อออกมาก

Health News : แก้ปัญหาตัวเหม็นเพราะเหงื่อออกมาก

Health News : แก้ปัญหาตัวเหม็นเพราะเหงื่อออกมาก

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัจจุบัน ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นกาย ถูกโหมกระพือในสื่อสังคมออนไลน์ให้ดูเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น มีการเผยแพร่บทความจำนวนมาก ที่แนะนำวิธีรักษากลิ่นกายให้หอมสดชื่นตลอดวัน ทั้งยังมีคลิปวิดีโอของบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งสาธิตการฉีดสเปรย์ระงับกลิ่นกายทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า

ศาสตราจารย์ มิเชลล์ สเปียร์ อาจารย์ผู้สอนวิชากายวิภาคศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักร ให้คำอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า การมีเหงื่อออกถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด ทั้งยังเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่จำเป็นและขาดไม่ได้ สำหรับร่างกายของคนเรา คนส่วนใหญ่มีเหงื่อออกเมื่อเจอกับความร้อน ออกกำลังกาย หรือเกิดความเครียด เนื่องจากการหลั่งเหงื่อเป็นกลไกที่ร่างกายใช้ควบคุมอุณหภูมิ

เหงื่อที่อุดมไปด้วยไขมัน จะถูกผลิตขึ้นที่บริเวณรักแร้และขาหนีบ โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังในบริเวณดังกล่าว จะย่อยสลายไขมันในเหงื่อ จนเกิดสารที่ส่งกลิ่นเหม็นตุๆ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการย่อยสลายของจุลชีพ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้จัดการกับกลิ่นเหงื่ออย่างเหมาะสม จนรู้สึกสบายตัวและไม่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตประจำวัน ทั้งการอาบน้ำเป็นประจำ ให้ใส่ใจกับการทำความสะอาดในบางจุดเป็นพิเศษ เช่นที่รักแร้, ขาหนีบ, และเท้า เลือกสวมใส่ผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติเช่นผ้าฝ้ายและผ้าลินิน ที่ช่วยดูดซับความชื้นและเช็ดเหงื่อออกจากผิวหนัง และใช้ผลิตภัณฑ์อย่างสารระงับกลิ่นกาย (deodorant) และสารระงับเหงื่อ (antiperspirant) สามารถจะช่วยเสริมให้ตัวเรามีกลิ่นที่สะอาดขึ้นได้

เปิดแนวคิด 3 ผู้บริหารธุรกิจ 3 เจเนอเรชัน สร้างธุรกิจยั่งยืน เริ่มต้นที่ Mindset

เปิดแนวคิด 3 ผู้บริหารธุรกิจ 3 เจเนอเรชัน สร้างธุรกิจยั่งยืน เริ่มต้นที่ Mindset

เปิดแนวคิด 3 ผู้บริหารธุรกิจ 3 เจเนอเรชัน สร้างธุรกิจยั่งยืน เริ่มต้นที่ Mindset

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

เมื่อกล่าวถึงความยั่งยืน คนส่วนมากจะนึกถึงสิ่งแวดล้อม โลก สังคม แต่มักจะมีอีกด้านหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยนึกถึงคือ ความยั่งยืนของธุรกิจ ที่จะนำมาซึ่งความยั่งยืนในมิติของเศรษฐกิจ เพราะหากธุรกิจไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ย่อมไม่สามารถดูแลพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า หรือแม้แต่ยื่นมือไปช่วยเหลือสังคม สิ่งแวดล้อมได้  ปีนี้ Sustainability Expo 2025 งานมหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ชวนผู้นำธุรกิจของไทยที่ประสบความสำเร็จมาเผยความลับขั้นแรกของการสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ Mindset หรือทัศนคติของผู้ประกอบการ

3 ผู้บริหารธุรกิจ 3 เจเนอเรชัน ที่มาขึ้นเวทีในครั้งนี้ ได้แก่ ธีระพงษ์ ระบือธรรม ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง หงษ์ไทย ยาดมสมุนไพรที่คนไทยและต่างชาติรู้จักกันดี  กศม ชูดอกไม้ เจ้าของ Fishmonger และผู้ร่วมก่อตั้งlantaplathai.com ร้านอาหารและเว็บไซต์แหล่งรวมอาหารทะเลสดจากประมงพื้นบ้าน และ ทัพไทย ฤทธาพรม ซีอีโอและผู้รวมก่อตั้ง Haab, Layers, Haroy และ YogurBara Thailand แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารและขนมที่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวชื่นชอบ โดยมี สินธ์โต วาณิชย์กิตติ์  Head, SME Future Readiness, Brandi and Companies เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ธีระพงษ์ ระบือธรรม ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง หงษ์ไทย

เป้าหมายต้องชัดเจน

เป้าหมายและความมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจ คือรากฐานสำคัญอันดับแรก  ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จและสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องยึดมั่นในเป้าหมายของตัวเองอย่างมั่นคง

ทัพไทยแชร์มุมมองว่าความยากของการเริ่มต้นธุรกิจคือ การตกหลุมพราง เพราะในการทำธุรกิจจริง ตอนเริ่มลงทุน จะยังไม่เห็นผล และดูเหมือนว่าลงทุนเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดทุน ตรงจุดนี้หลายคนมักท้อ คิดว่าคงไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง และตัดสินใจไม่ไปต่อ นี่คือการ “ตกหลุมพราง” ใหญ่

“ผมเริ่มลงทุนน้อยๆ ก่อนแล้วดูว่ามีแนวโน้มจะขึ้นไหม  ต้องทำแผนปานกลางและทำให้เล็กที่สุด พอเห็นแนวโน้มที่ดี จึงค่อยเดินหน้า ลงทุนเพิ่ม ต้องกล้าที่จะลองผิดลองถูก เวลาไม่ประสบความสำเร็จให้มองเป็นเรื่องเล็ก เวลาประสบความสำเร็จค่อยมองเป็นเรื่องใหญ่และเดินหน้าต่อ” ทัพไทย กล่าว

การมีเป้าหมายชัดเจน ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถหาพนักงานที่มีคุณภาพ มีศักยภาพที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไปในทิศทางที่ตามต้องการ ทัพไทยจึงเน้นการค้นหาพนักงานที่ “ใช่” สำหรับธุรกิจอาหารที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ พนักงานที่คัดเลือกมาจึงเป็นคนที่มีจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ช่วยกันขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว

ส่วนยาดมสมุนไพรหงษ์ไทย กว่าจะมาเป็นไอเทมฮิตในหมู่วัยรุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ธีระพงษ์ เล่าว่า เส้นทางธุรกิจของเขาเริ่มตั้งแต่ 10 ขวบ เพราะเหตุผลเดียว คือ ความกตัญญู หรือความแน่วแน่ที่จะดูแลทุกคนในครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  เขาออกมาเริ่มทำงานตั้งแต่จบ ป. 6 เริ่มจากความไม่รู้ และเต็มไปด้วยการลองผิดลองถูก เรียนรู้แบบธรรมชาติ  แม้จะยากลำบากและเปลี่ยนเส้นทางธุรกิจมาหลายครั้งกว่าจะมาลงตัวที่ยาดมสมุนไพร แต่เป้าหมายยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

“ความกตัญญู เป็นบ่อเกิดของการทำธุรกิจในทุกๆ เรื่อง เพราะเมื่อคุณรู้บุญคุณคน คุณจะต่อยอดรายละเอียดไปทั้งระบบ เรารักลูกน้อง ลูกน้องจะดีกับเรา เรารักคู่ค้า อย่าเอาเปรียบเขา เขาจะเชื่อมั่น ขนาดสั่งของล่วงหน้าเครดิตเป็นสิบล้านต่อเจ้า สั่งล่วงหน้าได้ เพราะเราไม่เคยเอาเปรียบใคร” ธีระพงษ์ กล่าว

กศม ชูดอกไม้ เจ้าของ Fishmonger และผู้ร่วมก่อตั้งlantaplathai.com 

เริ่มต้นที่ความชอบ

ความชอบ เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาส และหาทางพัฒนาธุรกิจให้ก้าวหน้า มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นที่ กศม ได้สร้างเว็บไซต์ศูนย์กลางการจำหน่ายอาหารทะเลจากประมงพื้นบ้านเพราะเสียดายปลาที่ชาวประมงจับได้แต่ตลาดไม่รู้จักและไม่อยากซื้อ และต้องการสร้างช่องทางให้คนทั่วไปได้รู้จักและหันมาซื้อปลาเหล่านี้  ก่อนจะก้าวสู่ธุรกิจร้านอาหารที่เป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก

“ตอนที่ตั้งลันตาปลาไทยในปีแรก ก็ขายไม่ออก แต่เราไม่ท้อ เพราะเราชอบ เราหาความรู้เพิ่มเติมทำให้รู้ลึกขึ้น ถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบ เราสามารถทำซ้ำไปได้เรื่อยๆ  มีความสุขไปเรื่อยๆ  บางคนบอกว่าเมื่อประสบความสำเร็จแล้วจะมีความสุข แต่สำหรับผม มีความสุขไปเรื่อยๆ แล้วจะประสบความสำเร็จดีกว่า” กศม กล่าว

ทัพไทย ฤทธาพรม ซีอีโอและผู้รวมก่อตั้ง Haab, Layers, Haroy และ YogurBara Thailand 

คิดให้รอบ ทำน้อยแต่ยั่งยืน

อีกหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน คือ การคิดเป็นระบบและรอบด้านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งสร้างความยั่งยืนไม่เพียงสำหรับธุรกิจ แต่ครอบคลุมทุกหน่วยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ชุมชน และสังคมยังเกิดความยั่งยืนด้วย

กศม ยกตัวอย่างเรื่องปลาไทยว่า การประมงพื้นบ้านที่ไม่ได้ใช้อวนลาก และเลือกจับเฉพาะปลาหรือสัตว์น้ำที่โตเต็มที่ แม้จะจับได้ปริมาณน้อย แต่จะมีผลที่ยั่งยืนกว่า เพราะผู้บริโภคจะได้ปลาที่มีคุณภาพ ท้องทะเลยังคงอุดมสมบูรณ์ เพราะไม่ได้มีการจับสัตว์น้ำแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ชาวประมงยังคงทำอาชีพได้อีกนาน มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ธุรกิจเองก็เติบโตเพราะมีของที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการ เรียกว่าทุกคนได้รับประโยชน์กันทั้งหมด “แม้ปริมาณจะน้อย แต่แลกกับคุณภาพ และความยั่งยืน” กศม   กล่าว

งาน Sustainability Expo 2025 หรือ SX2025  ต้นแบบงานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีที่ทั้งอาเซียนและทั่วโลกต้องจับตา เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญที่จะชวนคุณมาร่วมเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นไปในทศวรรษแห่งการลงมือทำ ด้วยการปรับตัวอย่างชาญฉลาด ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน-วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ภายใต้แนวคิดหลักการจัดงาน “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability)

งาน Sustainability Expo ริเริ่มขึ้นในปี 2020  ภายใต้ความร่วมมือของ 5 องค์กรธุรกิจ ซึ่ง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นแม่งาน ผนึกกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มสู่มหกรรมด้านความยั่งยืนระดับภูมิภาค ร่วมขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 6 โดยน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการตามพระราชปณิธานการสืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางการจัดงานร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ที่ทุกภาคส่วนจะมาร่วมมือกันบูรณาการ เพื่อสร้างแนวทางในการปรับใช้ได้จริงให้ครอบคลุมทุกระดับของการดำรงชีวิตได้อย่างความสมดุลเป็นรูปธรรม

มาร่วมเรียนรู้และรับแรงบันดาลใจจากงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ชั้น G  ได้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2458 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ติดตามข่าวสารและกิจกรรม SX ได้ทาง FB : SUSTAINABILITY EXPO , www.sustainabilityexpo.com

เพื่อสังคม ‘PLUSGlass’ ส่งเสริมความรู้สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตเยาวชนในชุมชน

เพื่อสังคม ‘PLUSGlass’ ส่งเสริมความรู้สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตเยาวชนในชุมชน

เพื่อสังคม ‘PLUSGlass’ ส่งเสริมความรู้สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตเยาวชนในชุมชน

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท บีเจซี กลาส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แก้ว ในกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี นำโดย สุชาดา สิงห์เส ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด ร่วมกับ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้ นำโดย กิตติ วชิรจิรากร รองกรรมการผู้อำนวยการ จัดกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “PLUSGlass” ที่โรงเรียนแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการ เปิดโอกาสให้เยาวชนในชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะที่หลากหลาย ทั้งด้านสิ่งแวด ล้อม ความปลอดภัย และสุขอนามัย ผ่านกิจกรรมที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์ เช่น การเรียนรู้การจัดการขยะอย่างถูกวิธี การดูแลตนเองเมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ การระบายสีขวดแก้วเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการรีไซเคิล ตลอดจนการมอบทุนการศึกษา ตู้น้ำดื่มเพื่อสุขอนามัยที่ดี และการจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน

“PLUSGlass” ไม่เพียงสะท้อนพันธกิจด้านความยั่งยืนของ บีเจซี กลาส และโรแยล พลัส แต่ยังเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อน ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม (Equity & Inclusion) โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ตอกย้ำเจตนารมณ์ของ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่ให้ความสำคัญกับ DEI ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘มินนี่ i-dle’ ส่งต่อพลังคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการอุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ

‘มินนี่ i-dle’ ส่งต่อพลังคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการอุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ

‘มินนี่ i-dle’ ส่งต่อพลังคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการอุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดตัว น้องมินนี่ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ มินนี่ สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี i-dle นักร้องสาวชาวไทยที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการอุปการะเด็ก ผ่านคลิปวิดีโอใหม่ล่าสุด หลังจากที่ได้เข้ามาอุปการะน้องวันนา  ในโครงการอุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิต  พร้อมเชิญชวนมาสัมผัสกับพลังงานแห่งการให้ ผ่านการช่วยเหลือน้องๆ ที่ยังขาดแคลนให้ได้มีโอกาส มีชีวิตที่ดี และทำตามความฝันของตัวเอง

มินนี่ i-dle สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี

เหตุผลของคำว่า “ให้” ยังคงยิ่งใหญ่ และสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ไม่ตกยุคสมัย แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร รูปแบบการให้ ก็เปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์และวิถีคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกด้านจิตอาสา  การส่งต่อสิ่งของ หรือร่วมบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ แม้รูปแบบการบริจาคอาจจะแตกต่างกัน แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นเหตุผลของคำว่า “ให้” เพื่อเพิ่มโอกาส สร้างความเท่าเทียมให้สังคมไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืน

น้องวันนา เด็กในความอุปการะของ มินนี่ i-dle

มีการเผยผลสำรวจ กรณีศึกษาจากต่างประเทศของ Foundation Source ในปี 2024 พบว่า 87% ของ Millennialsหรือคน Gen Y อายุระหว่าง 28-45 ปี และ 71% ของ Gen Z อายุระหว่าง 13 – 28 ปี ในสหรัฐฯ นิยมการบริจาคมากขึ้น โดยทั้งสองกลุ่มยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมการกุศลอื่น ๆ เช่น การบริจาคสิ่งของ (80%) การอาสาสมัคร (54%) และการช่วยระดมทุน (30%) ผลการศึกษาดังกล่าว สะท้อนมุมมองด้านการบริจาคไว้อย่างน่าสนใจ โดยพบว่า คนทั้งสองกลุ่มอายุนี้ มีบทบาทสำคัญอย่างมาก และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีและโซเชียล มีเดีย แพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นช่องทางหลักในการบริจาคหรือระดมทุน และเป็นที่น่าสังเกตอีกว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะบริจาคให้กับองค์กรที่มีความโปร่งใส และเห็นผลลัพธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและรวดเร็วจากการสนับสนุนของพวกเขาด้วย

รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับผลสำรวจข้างต้น เกี่ยวกับการเริ่มปลูกฝังสังคมแห่งการให้ กับโครงการที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ว่า “ในฐานะที่เราเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนมายาวนาน หนึ่งในโครงการที่เป็นพันธกิจหลักของเรา นั่นคือ โครงการอุปการะเด็ก ภายใต้บทบาทของการพัฒนาเด็ก ให้ได้รับการดูแล เตรียมความพร้อมและสนับสนุนโอกาสด้านการศึกษา ซึ่งโครงการนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนตั้งแต่ต้นตอ พร้อมปูรากฐานที่ดีให้กับเด็ก โดยเราทำงานแบบมีส่วนร่วมกับครอบครัวเด็ก ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น เพื่อช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านการศึกษา สุขอนามัย แหล่งอาหาร การส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว และชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ทั้งนี้ อีกหนึ่งพลังของการให้ที่อยู่กับโครงการอุปการะเด็กมาโดยตลอด และเป็นพลังที่ปฏิเสธไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ก็คือ พลังแห่งการให้ ของกลุ่มคนรุ่นใหม่

มีข้อมูลด้านสถิติ จากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ระบุว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา (2567) พบว่า กลุ่มช่วงอายุ 25-40 ปี มีแนวโน้มบริจาคผ่านสื่อดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะช่องทาง Social media และ website   อันเป็นที่น่าสังเกตได้ถึงเหตุผลของการบริจาค เนื่องด้วยช่องทาง Social Media สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายและทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้สามารถรับรู้และเข้าใจถึงรูปแบบการทำงานด้านพัฒนาของมูลนิธิฯ ได้มากขึ้น และสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้รวดเร็ว โดยแคมเปญของเราที่กลุ่มคนในช่วงวัยนี้ เข้าร่วมบริจาคมากที่สุด ได้แก่ โครงการอุปการะเด็ก , โครงการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน และโครงการมื้อเช้าเพื่อน้องท้องอิ่ม ตามลำดับ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เหตุผลของคนรุ่นใหม่ ไม่ได้เพียงแค่มีบทบาทในการเป็นผู้ให้ แล้วจบเท่านั้น  แต่ยังเป็นการให้เพื่อต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้รับอย่างเป็นรูปธรรม และพวกเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยให้สังคมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องไปกับผลสำรวจของผู้คนในต่างประเทศ”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้นี่เอง มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงได้เปิดตัว น้องมินนี่ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ มินนี่ สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี i-dle เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการอุปการะเด็ก ผ่านคลิปวิดีโอใหม่ล่าสุด

“สำหรับน้องมินนี่ เบื้องหน้าที่เราเห็น เธอคือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนกล้าที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองเพื่อเดิมตามความฝัน แต่อีกมุมหนึ่ง ที่น้อยคนจะรู้ คือ เธอเป็นหนึ่งในผู้อุปการะของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่ร่วมช่วยเหลือเด็กยากไร้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งน้องมินนี่ก็ยินดีมาก ๆ ที่ได้มาเป็นกระบอกเสียง ส่งต่อเรื่องราวการให้กับคนรุ่นใหม่ได้มีช่วงเวลาดีๆ แบบที่เธอเคยได้รับ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยเหลือให้เด็กๆ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี”  ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตฯ กล่าว

ด้าน น้องมินนี่ i-dle ได้พูดถึงความรู้สึกว่า “ตื่นเต้นมาก  มันเป็นความฝันของมินนี่ตั้งแต่เด็กๆ เลย ตอนที่อยู่โรงเรียนจะมีโครงการให้แต่ละห้องเรียนช่วยกันสนับสนุนน้อง 1 คน  ตอนนั้นมันเป็นความทรงจำที่ดี ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าโตขึ้น มีโอกาส มีรายได้เพียงพอ ก็อยากดูแลน้องสักคนหนึ่ง มาวันนี้ เราอยู่ในจุดที่สามารถแบ่งปันให้น้องๆ ได้ รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากๆ ที่เราได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่ง ช่วยให้น้องได้มีโอกาสที่ดีเหมือนกับเรา ตอนนี้มินนี่ดูแลน้องคนหนึ่งอยู่ น้องฝันอยากเป็นหมอ แต่ความเป็นอยู่ไม่เอื้อให้น้องทำตามความฝันได้เลย มินนี่อยากให้ฝันน้องเป็นจริง อยากให้น้องได้มีการศึกษาที่ดีไปเรื่อยๆ ผ่านโครงการอุปการะเด็ก ที่เราได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง

มินนี่รู้สึกว่า มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ และมินนี่ก็อยากจะเชิญชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคน ที่สนใจ แล้วก็อยากมาสัมผัสกับพลังงานแห่งการให้ ผ่านการช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ยังขาดแคลนให้เขาได้มีโอกาส มีชีวิตที่ดี ทำตามความฝันของตัวเอง ก็สามารถร่วมบริจาคได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เหมือนที่มินนี่ทำอยู่นะคะ เพียงร่วมอุปการะเด็กอย่างต่อเนื่อง 700 บาท/ เดือน เท่านั้นค่ะ หวังว่าพวกเราจะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตของน้อง ๆ หลาย ๆ คน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกันนะคะ”

รับชมคลิปวิดีโอชุดพิเศษความในใจของน้องมินนี่ กับโครงการอุปการะเด็ก ได้ที่ https://give.worldvision.or.th/lfWMZ7 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและอัปเดตความเคลื่อนไหวได้ที่ www.worldvision.or.th

หรือติดตามความเคลื่อนไหวของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ที่ FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand ,IG: https://www.instagram.com/worldvision_thailand Youtube: https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft

พรีโม จับมือ มูลนิธิ The Voice เสียงจากเรา จัดโครงการ ‘พรีโม คุณไม่ใช้ น้อลลขอ’ ช่วยเหลือสุนัข-แมว ไร้บ้านและพิการ

พรีโม จับมือ มูลนิธิ The Voice เสียงจากเรา จัดโครงการ  ‘พรีโม คุณไม่ใช้ น้อลลขอ’ ช่วยเหลือสุนัข-แมว ไร้บ้านและพิการ

พรีโม จับมือ มูลนิธิ The Voice เสียงจากเรา จัดโครงการ ‘พรีโม คุณไม่ใช้ น้อลลขอ’ ช่วยเหลือสุนัข-แมว ไร้บ้านและพิการ

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พรีโม ร่วมกับ มูลนิธิ The Voice (เสียงจากเรา) จัดโครงการ “พรีโม คุณไม่ใช้ น้อลลขอ” เดินหน้าสนับสนุนสร้างสังคมที่ดีทั้งคนและสัตว์ เพื่อช่วยเหลือสุนัข-แมวที่ไร้บ้าน และพิการ ที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิต่างๆ

สุรินทร์ สหชาติโภคานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) 

สุรินทร์ สหชาติโภคานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI ผู้นำในธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่ กล่าวว่า บริษัทฯ เดินหน้าตามกลยุทธ์ Happy Maker For All เป็นผู้สร้างความสุขให้ลูกบ้าน และสังคม เพราะเราเชื่อว่าความสุขเริ่มจากการแบ่งปัน โดย พรีโม ดูแลบริหารโครงการ Pet Friendly จำนวน 2,000 ยูนิต เห็นถึงโอกาสแม้เพียงสิ่งเล็กน้อยก็สามารถสร้างรอยยิ้ม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้น้อง สุนัข-แมว ไร้บ้านหรือพิการให้ดีขึ้นได้ จึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิ The Voice (เสียงจากเรา) จัดโครงการ “พรีโม พี่ไม่ใช้ น้อลลขอ” เพื่อส่งต่อความอบอุ่นแก่เพื่อนร่วมโลกตัวน้อยที่รอความดูแล

ด้าน ปีณิตา ศิลปสุวรรณ ผู้บริหารสายงานธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ หรือ Living Service บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จุดประสงค์ของโครงการ “พรีโม พี่ไม่ใช้ น้อลลขอ” เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการให้บริการ Pet Friendly Service โดยให้ลูกบ้าน ผู้บริหารและพนักงานของ พรีโม ได้ร่วมกันแบ่งปันสิ่งของจำเป็นสำหรับน้องสุนัข และแมว เช่น อาหารสัตว์ ยา ขนม ตุ๊กตา ผ้าห่ม เบาะนอน และสายจูง ซึ่งทุกสิ่งเหล่านี้จะถูกนำไปจัดสรรและแจกจ่ายตามความเหมาะสมให้แก่น้องๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ

พรีโมขอขอบคุณลูกบ้าน ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน ที่ได้ส่งมอบสิ่งของที่จำเป็นเหล่านี้ให้แก่น้องสุนัข-แมวไร้บ้าน และพิการ โดยสิ่งของที่ได้รับบริจาคมาจากโครงการ “พรีโม พี่ไม่ใช้ น้อลลขอ” ทั้งหมดจะถูกส่งมอบความช่วยเหลือไปยัง มูลนิธิ The Voice (เสียงจากเรา) โดยมี เก๋-ชลลดา เมฆราตรี ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ The Voice เสียงจากเรา เป็นผู้รับมอบ ขณะเดียวกันยังได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจที่เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือสุนัข-แมว ไร้บ้านหรือพิการ ได้แก่ บริษัท เพ็ท พอว์ จำกัด และ บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด ที่ร่วมสนับสนุนการบริจาคอาหาร ขนม และอุปกรณ์ของใช้ สำหรับสัตว์ที่จำเป็นเพิ่มเติมให้แก่โครงการฯ ซึ่งมุ่งสร้างการตระหนักรู้ในการดูแลสัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์ทุกชีวิตควรได้รับความรักและคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมที่ พรีโม ตั้งใจสานต่อ เพื่อสร้างสังคมที่อบอุ่นและน่าอยู่สำหรับทั้งคนและสัตว์

สำหรับ มูลนิธิ The Voice (เสียงจากเรา) เป็นองค์กรการกุศลที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง เจ็บป่วย หรือได้รับความทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดย มูลนิธิ The Voice (เสียงจากเรา) ไม่ได้เพียงแค่ดูแลเรื่องปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหาร ยารักษาโรค หรือที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียงแทนสัตว์” ที่ไม่สามารถพูดหรือเล่าความเจ็บปวดของตนเองออกมาได้ พวกเขาเป็นเสมือนตัวแทนที่สะท้อนให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาการถูกละเลย การทารุณกรรม และความไม่เท่าเทียมที่สัตว์เหล่านี้เผชิญอยู่

สุดท้ายนี้ โครงการ “พรีโม พี่ไม่ใช้ น้อลลขอ” ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบของใช้หรือสิ่งจำเป็นให้สัตว์จรเท่านั้น แต่ยังเป็น “พลังเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่” ที่ช่วยให้น้อง ๆ ได้อิ่มท้อง รับความอบอุ่น และมีความหวังถึงบ้านใหม่ที่ปลอดภัยในอนาคต ของทุกชิ้นที่ถูกบริจาค ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อุปกรณ์ทำแผล ยา หรือของเล็กๆ น้อยๆ ล้วนมีคุณค่า เพราะได้เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม แววตาที่สดใส และโอกาสในชีวิตใหม่ที่ดีกว่าสำหรับน้องๆ เหล่านี้

ร้อยดวงใจไทยทั่วหล้า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2568

ร้อยดวงใจไทยทั่วหล้า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2568

ร้อยดวงใจไทยทั่วหล้า น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดเดือนตุลาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  2 มหาราช บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วันที่ 23 ตุลาคม และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม ตลอดเดือนตุลาคม 2568 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคม มีวันสำคัญของพระมหากษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ 2 พระองค์ คือ “วันปิยมหาราช” 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงวางรากฐานและพัฒนาสยามประเทศไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง “สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม” และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2436 นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “สภากาชาดไทย”จวบจนปัจจุบัน และ“วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก เทิดทูน และเป็นศูนย์รวมใจของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ  ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ทรงสนับสนุนส่งเสริมงานด้านการบริการโลหิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร “รังสิตานุสรณ์” เพื่อเป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิต และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2512 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด “อาคารศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการบริการโลหิตหลังใหม่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของทั้ง 2 พระองค์ ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ อันเป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่อาณาประชาราษฎร์

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมแสดงความจงรักภักดี บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล ในโครงการ“น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 2 มหาราช” พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศกำลังพระวรกายเพื่อความผาสุกของพสกนิกรชาวไทย และร่วมสืบสานพระราชปณิธานการทำความดีเพื่อแผ่นดินไทย ตลอดเดือนตุลาคม 2568 บริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์  หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) : สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม บางแค เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขางามวงศ์วาน ท่าพระ บางแค บางกะปิ  ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)  ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จ.ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

TTA ผนึกกำลัง SCGP คืนคุณค่ากระดาษเก่าผ่านโครงการ ‘แยก เปลี่ยน โลก’

TTA ผนึกกำลัง SCGP คืนคุณค่ากระดาษเก่าผ่านโครงการ ‘แยก เปลี่ยน โลก’

TTA ผนึกกำลัง SCGP คืนคุณค่ากระดาษเก่าผ่านโครงการ ‘แยก เปลี่ยน โลก’

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA นำโดยคุณสมชาย อภิญญานุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนขององค์กรผ่านแคมเปญ “แยก เปลี่ยน โลก” ร่วมกับ โครงการ “Old For New” by SCGP RECYCLE  ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคัดแยกกระดาษใช้แล้วในสำนักงาน และเปลี่ยนให้กลายเป็นทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า โดยนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล 100% ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)        

ปัจจุบัน ปริมาณขยะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสามารถคัดแยกวัสดุที่ยังมีคุณค่าได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งกำลังได้รับความสำคัญจากองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ หากวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น กระดาษเก่าหรือบรรจุภัณฑ์กระดาษ ปะปนกับขยะเปียก วัสดุดังกล่าวจะไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และสุดท้ายจำเป็นต้องกำจัดด้วยการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนในระยะยาว

โครงการ “แยก เปลี่ยน โลก” จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่าของการคัดแยกกระดาษและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสนับสนุนเป้าหมายการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการก้าวสู่ Net Zero Emissions ในอนาคต ภายใต้โครงการนี้ พนักงาน TTA จะร่วมกันคัดแยกกระดาษเหลือใช้ภายในองค์กรออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กระดาษขาวดำ กระดาษลัง และกระดาษรวม ก่อนจะถูกรวบรวมและส่งต่อให้กับ SCGP RECYCLE ผ่านโครงการ “Old For New” เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง จากนั้นจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบกระดาษสำหรับสำนักงาน หรือแปรรูปเป็นชั้นวางหนังสือจากกระดาษลังเพื่อมอบให้แก่ห้องสมุดโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล

สำหรับปี 2568 TTA ตั้งเป้าหมายรวบรวมกระดาษเหลือใช้จำนวน 5,000 กิโลกรัม ซึ่งจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 28.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TTA ในการจัดการทรัพยากรที่ใช้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีและกระบวนการรีไซเคิลมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมส่งคืนคุณค่าเหล่านี้กลับสู่สังคม เพราะ TTA เชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากภายในองค์กร จะสามารถต่อยอดเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในอนาคต