กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568 “จดหมายแห่งมิตรภาพ From Bangkok to Beijing” จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงอาคารไปรษณีย์กลาง เขตบางรัก โดยมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดร.ประกอบ จิรกิติ ประธานสหพันธ์ตราไปรษณียากรระหว่างประเทศ และประธานสหพันธ์ตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย ชาญชัย กรรณสูต นายกสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และ สันต์ปาล ศิลป์เชาวลา อุปนายกสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ อาคารไปรษณีย์กลาง ถ.เจริญกรุง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังลานพระอนุสาวรีย์จอมพลสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังห้องโถงไปรษณีย์นฤมิต ทรงประทับพระราชอาสน์ คณะผู้จัดงานถวายสูจิบัตรและของที่ระลึก ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน จากนั้นทรงประทับตราสัญลักษณ์ลงบนแผ่นภาพรวม “จดหมายแห่งมิตรภาพ” เพื่อเปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย พ.ศ. 2568 เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการพรรณไม้พระนาม “คำหยาดศรีสิรินธร” นิทรรศการสารฮ่องเต้ โพยก๊วน และแสตมป์ฤชากร ทรงลงพระนามาภิไธยบนแผ่นคำอวยพรและโปสการ์ด และทรงส่งโปสการ์ดลงในตู้ไปรษณีย์ พร้อมฉายพระฉายาลักษณ์กับตู้ไปรษณีย์บริเวณเก๋งจีน

จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – จีน นิทรรศการ “เจ้าฟ้านักสะสม” นิทรรศการผลงานเกียรติยศ Grand Prix Club และคอลเลกชันแสตมป์จีน นิทรรศการ “ที่ทำการไปรษณีย์สยามนอกเขตประเทศไทย พ.ศ.2430-2489” ทรงพระอักษรข้อความคำมงคล คำอวยพรด้วยพู่กันจีน ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับผู้บริหารระดับสูง  จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ งานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568 “จดหมายแห่งมิตรภาพ From Bangkok to Beijing”จัดขึ้นระ หว่างวันที่ 8 – 12 สิงหาคม 2568 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก โดยภายในงานจะประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ด้วยพระเมตตาแห่งองค์อุปถัมภ์” การจัดแสดงภาพตราไปรษณียากรภาพฝีพระหัตถ์ พระราชกรณียกิจด้านการสะสม ภาพถ่าย

พระราชดํารัส และพระราชหัตถเลขาอันทรงคุณค่า นิทรรศการ 50 ปี สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ การประกวดแสตมป์จากนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตลอดทั้ง 5 วันของการจัดงาน เช่น การแสดงจากศิลปินชื่อดัง อาทิ เก่ง-น้ำปิง นุนิว โอ๊ต ภาสกร พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากSERIOUS BACON การแสดงบนเวทีเชิงวัฒนธรรมไทย-จีน  งิ้วเปลี่ยนหน้ากาก ลำตัดแม่ศรีนวล กิจกรรมเวิร์คช็อป การออกร้านจำหน่ายตราไปรษณียากร จำนวนกว่า 30 ร้านค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และตลาดมิตรภาพไทย-จีนที่รวมของอร่อยจาก 2 วัฒนธรรมอีกด้วย

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคเอกชน สมาคมเฮลท์เทคไทย จัดงาน Kick-off แผนงานมุ่งเป้าของประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดัน “เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา” ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการแพทย์และเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ภายในประเทศ ลดการนำเข้า รวมมูลค่า 1,500 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยกว่า 8.5 ล้านคนเข้าถึงนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย ภายในปี 2569

การดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์นี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กล่าวเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนได้ นวัตกรรมทางสังคมคือกุญแจสำคัญ และ AI ทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้อย่างมาก ทั้งสำหรับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคม เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งคือ การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งยังมีนักวิจัยและนักพัฒนาที่มีความสามารถ ตลอดจน มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา ที่ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์และการสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง อีกทั้ง ยังมีระบบสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การนำนวัตกรรมเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในมิติการสร้างรายได้ ลดการนำเข้า และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการของประชาชน โดยกรณี AI วิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอกนี้ ได้รับการรับรองมาตรฐานจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย อย. และ Singapore FDA และขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง สปสช.กำหนดแผนขยายบริการเป็น 3 ระยะ ครอบคลุมโรงพยาบาล 887 แห่งทั่วประเทศภายใน 3 ปี เพื่อช่วยตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น วัณโรคและมะเร็งปอด และลดภาระงานของแพทย์อย่างเป็นระบบ

ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กล่าวเสริมว่า TCELS ในฐานะฝ่ายขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการแพทย์ช่วงปลายน้ำของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ได้นำร่องกลไกการขับเคลื่อนโดยเน้นการเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อทำงานบูรณาการแบบองคาพยพ และอาศัยกลไกคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันและประกอบด้วย key man ในด้าน AI ทางการแพทย์จากหลายภาคส่วน (Medical AI Ecosystem) ซึ่งถือเป็นโมเดลที่เริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากนวัตกรรมทางการแพทย์มีความซับซ้อนและเป็นความท้าทาย กรณีของ AI Chest X-ray ถือเป็น pilot case และหวังว่าจะมีอีกหลายนวัตกรรมได้รับการขับเคลื่อนขยายผล ทั้งนี้ ตลาดภาครัฐถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ และ TCELS ยังมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนให้นวัตกรรมไทยได้เติบโตอย่างยั่งยืนสู่ตลาดสากลต่อไป

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในเดือนแห่งการตระหนักรู้โรคมะเร็งปอดสากล มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ร่วมกับกลุ่มเพื่อนมะเร็งปอด และภาคีพันธมิตร จัดงานเสวนา “เพราะทุกลมหายใจมีค่า…ก้าวผ่านมะเร็งปอด รู้เร็ว รับมือได้” เพื่อสร้างความเข้าใจว่าโรคมะเร็งปอดไม่ใช่เรื่องของคนสูบบุหรี่อีกต่อไป แต่ “PM2.5” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของทุกคน พร้อมรณรงค์ให้คนไทยตระหนักและเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งขณะนี้สามารถเข้าถึงได้ภายใต้สิทธิประโยชน์ “บัตรทอง 30 บาท” ทั้งยังเดินหน้าสนับสนุน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ให้เป็นวาระด้านสุขภาพระดับชาติ เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืนของคนไทยในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. ไนยรัฐ ประสงค์สุข หัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า  ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่มากถึง 23,713 รายต่อปี หรือเฉลี่ยเกือบ 2.7 รายต่อชั่วโมง โดยมะเร็งปอดถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของโรคมะเร็งทั้งหมดในไทย หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีงานวิจัยในปี พ.ศ. 2562 ชี้ว่าเป็นปัจจัยอันดับสองที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดมากถึง 15% และแนวโน้มนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้จำนวนผู้ป่วยคือ การที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งปอด เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายรายถูกวินิจฉัยในระยะลุกลาม โดยสถิติจากไทยและภูมิภาคเอเชียระบุว่า 57% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดถูกตรวจพบในระยะที่ 4 ขณะที่มีเพียง 16% เท่านั้นที่พบในระยะแรก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่เริ่มต้น โอกาสรักษาหายมีสูงถึง 92% แต่เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 4 การรักษาจะซับซ้อน ต้องใช้การดูแลแบบบูรณาการ ทั้งเคมีบำบัด การฉายรังสี และยามุ่งเป้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง การตระหนักรู้และการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็น เพราะยิ่งตรวจเจอไว ยิ่งรักษาได้เร็ว และนั่นอาจหมายถึงโอกาสในการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น”

ผศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข

นอกจากนี้ เสียงจากผู้ป่วยจริงในงานก็ยิ่งสะท้อนภาพความจริงในสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้น วิศรุต อุ่นอารมณ์ ลูกชายผู้ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 กล่าวว่า “แม้ครอบครัวเราจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใช้เครื่องฟอกอากาศสม่ำเสมอ ปลูกต้นไม้รอบบ้าน และพยายามทำให้บ้านปลอดภัยที่สุด แต่เรากลับชะล่าใจ ไม่เคยพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพหรือคัดกรองมะเร็งปอด เพราะคิดว่าไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากคุณแม่ไม่เคยสูบบุหรี่และไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ จนต้นปีที่ผ่านมาเริ่มเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างผิดสังเกต ทั้งที่ไม่มีอาการไอหรือสัญญาณเตือนอื่น ๆ กระทั่งพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งตอนนั้นตับของคุณแม่อ่อนแอเกินกว่าจะใช้ยามุ่งเป้าได้ การรักษาจึงยากขึ้นมาก มะเร็งลุกลามไปยังกระดูกสันหลังและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้ต้องเน้นการดูแลแบบประคับประคอง ทุกวันนี้คุณแม่ยังคงต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ส่วนเราก็ให้กำลังใจและพยายามหาทางรักษาที่ดีที่สุดเพื่อคุณแม่อย่างไม่ย่อท้อ เพราะบทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ ‘อย่าชะล่าใจ แม้จะคิดว่าเราระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม’”

ขณะที่ ศุภาทร กัลยาณสุต ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 เล่าว่า “แม้จะเป็นคนรักสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เคยสูบบุหรี่ และไม่มีใครในครอบครัวที่สูบบุหรี่เลย แต่วันหนึ่งกลับพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดจากการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 4 และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด และยามุ่งเป้า การรักษาเหล่านี้ไม่เพียงใช้เวลายาวนาน แต่ยังส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แม้จะได้รับการรักษาตามสิทธิ์ แต่ยามุ่งเป้าที่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน จำนวน 30 เม็ดต่อเดือน ยังคงมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน ทำให้ความกังวลไม่ได้อยู่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่รวมถึงภาระทางการเงินที่ต้องเผชิญในระยะยาวด้วย”

กัญฐนา อภิรภากรณ์

จิตนิภา ภักดี ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 เปิดเผยว่า “ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4  ขณะมีอายุเพียง 29 ปี ทั้งที่ไม่มีประวัติสูบบุหรี่หรือพฤติกรรมเสี่ยงใดๆ สิ่งที่ทำให้ตั้งคำถามคือการเติบโตมาในจังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีหมอกควันและค่าฝุ่น PM2.5 สูงในบางช่วงของปี จึงเชื่อว่ามลพิษทางอากาศอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอาการเริ่มต้นมีทั้งไอเรื้อรัง น้ำหนักลดลงรวดเร็ว และเหนื่อยง่ายต่อเนื่องนาน 2 เดือน เมื่อตัดสินใจเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด ก็พบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ชนิดเซลล์ไม่เล็ก พร้อมการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่ไม่เคยสูบบุหรี่ การวินิจฉัยในระยะลุกลามส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต เหตุการณ์นี้ทำให้ตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า มะเร็งปอดไม่ได้เกิดแค่กับผู้สูงอายุหรือคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แต่อายุน้อยก็สามารถเป็นได้ และโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”

ด้าน กัญฐนา อภิรภากรณ์ จากสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า “สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจของภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง ‘สิทธิในการหายใจอากาศสะอาด’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน เพราะสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่กำลังกลายเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสุขภาพเรื้อรังในประเทศไทย โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจและมะเร็งปอด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชาชนทุกกลุ่ม สมาคมฯ จึงสนับสนุนการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล โดยมุ่งหวังให้เป็นกฎหมายสำคัญในการจัดการต้นเหตุของปัญหานี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้หายใจอย่างมั่นใจ และมีสุขภาพดีอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ”

แม้สังคมไทยจะเริ่มตื่นตัวต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านข้อเสนอด้านนโยบายและกฎหมายเพื่อจัดการต้นตอของมลพิษทางอากาศ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามควบคู่กันคือการให้ความสำคัญกับ “การตรวจคัดกรองมะเร็งปอด” เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาได้มากขึ้น ด้วยนวัตกรรม AI ที่ช่วยคัดกรองโรคจากภาพถ่ายเอกซเรย์ทรวงอกจึงเป็นอีกหนึ่งความหวังของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับการบรรจุอยู่ในสิทธิประโยชน์ของบัตรทองแล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยจาก “การรักษาระยะท้าย” สู่ “การป้องกันและวินิจฉัยระยะแรก” อย่างยั่งยืนและเท่าเทียม เพื่อให้ทุกลมหายใจของคนไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

‘THE BLOOMING WITHIN’ คอลเลกชันพิเศษที่ยืนยันคุณค่าในตัวผู้หญิง

‘THE BLOOMING WITHIN’  คอลเลกชันพิเศษที่ยืนยันคุณค่าในตัวผู้หญิง

‘THE BLOOMING WITHIN’ คอลเลกชันพิเศษที่ยืนยันคุณค่าในตัวผู้หญิง

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

SUPA EAst Glamor (สุภา อีสต์ แกลมเมอร์) เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “THE BLOOMING WITHIN” ภายในงาน “THE MALL LIFESTORE WOMEN INSPIRED  เธอ…มหัศจรรย์ บันดาลใจ” ณ  M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา

SUPA EAst Glamor เป็นแบรนด์แฟชั่นไทยร่วมสมัย ที่นำเสน่ห์ของผ้าไทย อาทิ ผ้าไหม ผ้าท้องถิ่นทุกภาค ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้ายกลำพูน ผ้า ลายอย่าง และผ้าปาเต๊ะ มาผสานกับการออกแบบที่ทันสมัย อย่างมีเอกลักษณ์ ถ่ายทอดความงามแบบตะวันออกในมุมมองใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลัง ความสง่างาม และความมั่นใจ โดยทางแบรนด์มุ่งหวังที่จะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เห็นคุณค่าและหันมาใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพื่อเชิดชูอัตลักษณ์และ Soft Power ของไทย โดยในคอลเลกชันพิเศษนี้ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้ที่ผลิบานในช่วงเวลาที่เหมาะสม เปรียบเสมือนผู้หญิงที่เผยพลังและเสน่ห์ออกมา เมื่อเธอได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

สุภาพร เอ็ลเดรจ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ SUPA EAst Glamor กล่าวว่า “คอลเลกชันพิเศษนี้ เราเลือกใช้ลวดลายบนผืนผ้ามาถ่าย ทอดเรื่องราวกลายเป็นแฟชั่น เช่น ผ้ายกดอกลำพูนลายผกากรอง ลายดอกไม้ที่พิมพ์บนผ้าลายอย่าง และผ้าปาเต๊ะ  รวมถึงดอกไม้ทำมือจากผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมพื้น ผ้าไหมแก้ว เพื่อเพิ่มเอกลักษณ์และเสน่ห์ให้แต่ละชุด อีกทั้งยังได้แรงบันดาลใจจากสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งดอกไม้ไทย และต่างประเทศ ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่สง่างาม เปี่ยมความหมาย สื่อถึงพลัง ความรัก ความหวัง ความมั่นคงที่เบ่งบานจากภายใน ไม่ว่าจะเป็น “กลีบดอกอัญชันอันเข้มแข็งถึงความหวานละมุนของกุหลาบชมพู สู่ความลึกลับของกุหลาบน้ำเงิน ไปจนถึงพลังแห่งทาน ตะวันที่ไม่เคยหันหนีแสง” เพราะเราเชิ่อว่า “ผู้หญิงทุกคนคือดอกไม้ที่งดงามในแบบของตนเอง”

นอกจากนี้ยังได้เสริมทัพความงาม ด้วยเครื่องประดับจาก Beauty Gems แบรนด์เครื่องประดับอัญมณีระดับไฮเอนด์ของไทยที่มีความประณีต หรูหรา โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ผสานศิลปะไทยกับความร่วมสมัยอย่างงดงาม ภายในงานยังได้ ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช, ณิชา พูลโภคะ (รองอันดับ 2 Miss Universe Thailand 2023) และนางแบบอิน เตอร์ โอปอล์ พิไลวรรณ พิมพ์ภูลาด ร่วมแสดงแบบ พร้อมเหล่านางแบบ และเซเลบริตี้ มากมาย

ผู้สนใจ คอลเลกชัน “THE BLOOMING WITHIN” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/supaeastglamor โทรศัพท์ 099-629-9878

คุยกัน 7 วันหน : ‘สม รังสี’ ใช้เหตุปะทะชายแดนเขย่าเก้าอี้ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘สม รังสี’ ใช้เหตุปะทะชายแดนเขย่าเก้าอี้ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘สม รังสี’ ใช้เหตุปะทะชายแดนเขย่าเก้าอี้ ‘ฮุน เซน’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงที่ผ่านมา ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นอกจากจะเคลื่อนไหวตอบโต้เสียงวิจารณ์จากคนในประเทศไทยแล้ว ยังต้องปะทะคารมกับแกนนำฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน โดยเฉพาะ สม รังสี อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) พรรคการเมืองศัตรูหมายเลข 1 ของตระกูลฮุน ซึ่งถูกยุบไปแล้วเมื่อปี 2560 ในข้อหาร่วมมือกับต่างชาติวางแผนโค่นล้มรัฐบาล

หากย้อนดูความเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊กของ สม รังสี ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พบว่าผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ออกมาแสดงความคิดเห็นโจมตีรัฐบาลกัมพูชาในประเด็นความขัดแย้งกับไทยแทบจะรายวัน โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุปะทะชายแดน เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ที่เริ่มเป็นข่าว คือวันที่ 10 ส.ค. ที่ สม รังสี ได้ปราศรัยกับชาวกัมพูชาที่เมืองชอมเบรี (Chambéry) เกี่ยวกับการสู้รบระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชา เนื้อหาการปราศรัยส่วนหนึ่ง สม รังสี กล่าวโจมตีกองทัพกัมพูชาและยกย่องทหารไทยช่วงการปะทะตามแนวชายแดน 5 วัน (24-28 กรกฎาคม) โดยได้เยาะเย้ยและวิพากษ์วิจารณ์กองทัพกัมพูชา ว่าพวกเขายิงจรวด BM-21 ไม่แม่นยำ กระสุนตกใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ขณะเดียวกัน ก็ยกย่องกองกำลังไทยว่าใช้เครื่องบิน F-16 โจมตีเป้าหมายทางทหารได้อย่างแม่นยำ

เหตุการณ์นี้ทำเอา ฮุน เซน ฉุนจัด โพสต์เฟซบุ๊กจวกเป็นคนหรือสัตว์ เป็นผู้รักชาติหรือผู้ทรยศ เพราะยกย่องผู้รุกรานแต่ดูหมิ่นกัมพูชา ขณะที่ชาวเน็ตกัมพูชาจำนวนมากที่ติดตามเฟซบุ๊ก ฮุน gซน ต่างแสดงความไม่พอใจต่อคำพูดของ สม รังสี เช่นกัน ประณามว่าคำพูดดังกล่าวไม่รักชาติ ดูหมิ่นชาวกัมพูชา สร้างความเสียหายแก่ชาติ และเข้าข้างฝ่ายศัตรู หลายคนถึงกับกล่าวว่า สม รังสี ไม่สมควรถือสัญชาติกัมพูชาอีกต่อไป จ่อประเดิมเป็นชาวกัมพูชาคนแรกที่จะถูกเพิกถอนสัญชาติตามกฎหมายว่าด้วยการเพิกถอนสัญชาติของกัมพูชา

ส่วนที่กลายเป็นประเด็นฮืฮฮา คือเมื่อวันที่ 13 ส.ค. สม รังสี โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาเรื่องรายได้ต่อปีของกลุ่มอาชญากรสแกมเมอร์ในกัมพูชา ว่ามีมูลค่าราว 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 618,000 ล้านบาท) อีกทั้งยังได้เปรียบเทียบว่า ถ้านำรายได้สแกมเมอร์เหล่านี้ไปซื้อเครื่องบิน F-16 จะได้ทั้งหมด 292 ลำ นอกจากนี้ สม รังสี ยังได้โพสต์ในคอมเมนต์โดยระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา สถานีวิทยุ ABC Australia เผยแพร่เรื่องอาชญากรรมออนไลน์ ในกัมพูชา มีเอกสาร 73 หน้า ที่วิจัยโดย Humanity Research Consultancy ในสหรัฐฯ มีชื่อตระกูลฮุนและพวกคุณหญิงคุณนายอีกหลายคน ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้คุ้มครองเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ เพื่อรวบรวมเงินไปบำรุงอำนาจ โดยรวบรวมเงินจากแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ประมาณปีละ 12,500-19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สม รังสี ยังโพสต์ภาพการ์ตูนล้อเลียน เป็นภาพตัวการ์ตูนหน้าตาคล้าย ฮุน เซน นอนสบายอยู่บนเตียงในห้องนอน แต่ถูกล้อมรอบด้วยตัวการ์ตูนลักษณะคล้ายซอมบี้หรือผีทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตไปแล้วและร่างกายเริ่มเน่าเปื่อย มีทั้งแมลงและหนอนชอนไช โดยบางคนหันปลายกระบอกปืนเข้าใส่ ฮุน เซน พร้อมข้อความทั้งภาษากัมพูชา ‘ฮุนเซนชดใช้ชีวิตคืนให้ทหาร’ และภาษาอังกฤษ ‘Give me back my life’ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของชาวกัมพูชาทั้งในประเทศและที่อยู่ในต่างแดน หลังจากเชื่อว่ามีทหารและพลเรือนเสียชีวิตจากเหตุรุนแรงเป็นจำนวนมาก แต่ทางการกัมพูชาเลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ และแทบจะไม่สนับสนุนความช่วยเหลือใดๆ ด้วย

จนถึงขณะนี้ สื่อหลายสำนักรายงานว่า กัมพูชายอมรับว่ามีทหารเสียชีวิตจากการปะทะกันเพียง 6 นายเท่านั้น ขณะที่รายงานข่าวชิ้นเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในพิธีกรรมทางศาสนาที่จัดขึ้นในกรุงพนมเปญเพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้พลีชีพของชาวเขมรในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีการแห่รูปทหารเขมร ประมาณ 45 นาย จากทั้งหมดที่ยังไม่ได้เก็บร่างออกมาจากสมรภูมิอีกนับพันนาย งานศพทหารกล้า ที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อหลักอย่าง BTV Cambodia และ TVK จะเป็นข่าวระดับนายทหารเพียงไม่กี่นาย ที่มีการจัดพิธีเคารพศพนักรบอย่างสมเกียรติ และมอบเงินช่วยให้ศพละ 20 ล้านเรียล แต่เหล่าทหารเขมรที่เสียชีวิตในแนวหน้า ล้วนเป็นทหารจากครอบครัวคนยากจนตามชนบท ฮุน เซน จึงปล่อยให้ ศพทหารเหล่านั้นเป็นเหยื่อแร้งกากลางป่าเขา เพราะการนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลก็เป็นภาระของรัฐบาล

ปัจจุบัน สม รังสี พยายามกระตุ้นให้ชาวกัมพูชาในต่างแดนและในประเทศร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมให้กับทหารกัมพูชาที่รบในแนวหน้าซึ่งเสียสละชีวิตของตัวเอง ผ่านการติดแฮชแท็ก Truth Expose และ Revealing The Truth หรือแปลง่ายๆ คือ การรณรงค์ให้ทางการกัมพูชาเปิดเผยความจริง พร้อมทั้งแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้รักชาติ ขณะที่สภาต่อต้านแห่งชาติกัมพูชา (CNRC) เป็นองค์กรของชาวกัมพูชาในต่างแดน ก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นคืนประชาธิปไตยให้กับกัมพูชา และมี สม รังสี เป็นประธาน ได้ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยข้อมูล 4 ข้อ

ข้อแรกคือ การขอให้รัฐบาลเปิดเผยว่าทหารกัมพูชาควบคุมพื้นที่ใดบ้างตั้งแต่เวลา 24.00 น.ของวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาของการหยุดยิง ข้อต่อมาคือตัวเลขทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุรุนแรงตามแนวชายแดน ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาไม่เคยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ส่วนตัวเลขผู้พลัดถิ่นและแรงงานที่กลับจากไทย รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้ข้อมูลทางการชัดเจนนัก ทั้งที่ตัวเลขดังกล่าวมีความจำเป็นในการประเมินผลกระทบและออกมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของ CNRC ก่อนหน้านี้ที่ร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วนในด้านเศรษฐกิจ

ความเดือดร้อนของประชาชนและความสูญเสียในฝั่งทหาร ถือเป็นแรงกดดันอย่างหนักไปยังรัฐบาลกัมพูชาในขณะนี้ ซึ่งกระแสความไม่พอใจนี้อาจถูกโหมกระพือให้รุนแรงมากขึ้นได้ และอาจเป็นปมหนึ่งที่ทำให้ ฮุน เซน ไม่พอใจและตอบโต้อย่างแข็งกร้าวในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ส.ค.) สม รังสี ออกแถลงการณ์เรียกร้องประชาชนไทยโปรดอย่าเลือกปฏิบัติและทำร้ายคนงานชาวกัมพูชาในไทย เพราะพวกเขาไม่ใช่ผู้สนับสนุน ฮุน เซน แต่เป็นเหยื่อของ ฮุน เซน ย้ำประชาชนสองประเทศอยู่ร่วมกันมาหลายศตวรรษแล้ว อย่าปล่อยให้คำโกหกและเล่ห์เหลี่ยมของคนคนเดียวมาแบ่งแยกทั้งสองประเทศ เพราะ ฮุน เซน อยู่แล้วก็ไป แต่ความเป็นพี่น้องระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์

สม รังสี กระทุ้งฮุน เซน มาต่อเนื่อง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา  สม รังสี ออกมาระบุว่า ฮุน เซน อยู่เบื้องหลังการสังหาร ลิม กึมยา นักการเมืองคนสำคัญของพรรคสงเคราะห์ชาติ พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่ถูกมือปืนลอบสังหารในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว

ขณะที่เมื่อเดือน มิ.ย.  โพสต์ข้อความเปิดโปงพฤติกรรม ฮุน เซน ว่าการออกมาโวยวายใส่ไทยไม่ใช่เรื่องรักชาติ แต่เป็นเพราะกลัวระบบอำนาจที่พึ่งพาเงินจากอาชญากรรมข้ามชาติพังทลาย หลังรัฐบาลไทยเดินหน้าไล่จัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่แฝงตัวอยู่ชายแดนกัมพูชา ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญ ที่ค้ำบัลลังก์ให้ระบอบของ ฮุน เซน ยืนอยู่ได้ การไล่ปราบของรัฐบาลไทยเป็นการกระทบเส้นทางการเงินของระบอบ ฮุน เซน โดยตรง ฮุน เซน จึงพยายามใช้วาทกรรม ชาตินิยมเบี่ยงเบนความสนใจ และปลุกกระแสเกลียดไทยเพื่อสร้างฐานสนับสนุน ย้อนให้เห็นเหตุการณ์ในปี 2546 ที่ ฮุน เซน เคยใช้เรื่องนักแสดงไทยจุดชนวนจนเกิดจลาจลในพนมเปญ และปี 2554 ที่ใช้ข้อพิพาทปราสาทพระวิหารเพื่อกลบปัญหาในประเทศ

แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชาเคลื่อนไหวในต่างประเทศมาตลอด แต่ในช่วงนี้ ประเด็นผลกระทบจากเหตุรุนแรงตามแนวชายแดน เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลตระกูลฮุนไม่ยอมแก้ไขอย่างจริงจัง กลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลกัมพูชาที่โจมตีได้ง่ายที่สุดและเห็นผลชัดเจน

โดย ดาโน โทนาลี

Celebrity Gossip

Celebrity Gossip

Celebrity Gossip

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 12 The Life of a Showgirl แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ระหว่างออกรายการพ็อดแคสต์ New Heights รายการที่พูดคุยเกี่ยวกับอเมริกัน ฟุตบอล ที่มี เจสัน เคลเซ น้องชายของ ทราวิส เคลเซ แฟนหนุ่ม เป็นสองผู้ดำเนินรายการ โดยระหว่างพูดคุย เทย์เลอร์ได้เปิดกระเป๋าสีขาวแล้วแผ่นเสียงอัลบั้มใหม่ออกมา แต่หน้าปกอัลบั้มยังคงเบลอปิดเป็นความลับไว้ ซึ่งในตอนหลังก็ไม่เบลอแล้ว เพราะเจ้าตัวปล่อยภาพปกอัลบั้มลงใน IG เรียบร้อย The Life of a Showgirl เป็นอัลบั้มแรกหลังจบทัวร์ Eras Tour ที่ประสบความสำเร็จถล่มทลาย เตรียมวางจำหน่ายวันที่ 3 ตุลาคม อัลบั้มมี 12 เพลง รวมถึงแทร็คสุดท้าย The Life of a Showgirl ที่ได้ ซาบรินา คาร์เพนเตอร์ มาร่วมฟีเจอริ่งด้วย แต่สิ่งทีน่าสนใจกว่าอัลบั้มใหม่ คือการที่เทย์เลอร์บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอในพ็อดแคสต์อย่างเป็นกันเอง ทั้งชีวิตรักกับเคลเซ ชีวิตส่วนตัวหลังจบคอนเสิร์ต Eras Tour อันยาวนาน รวมถึงบอกว่าตอนนี้เธอกำลังบ้าหัดทำขนมปังอย่างหนัก เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยพบเห็นนัก กับการที่ศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ ออกมาเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองแบบนี้ นั่นทำให้พ็อดแคสต์ตอนนี้ มีผู้ติดตามชมสดๆ มากถึง 1.3 ล้านคน

ห่างหายจากการแสดงไปถึง 7 ปีเต็ม ล่าสุด แดเนียล เดย์ เลวิส นักแสดงมากความสามารถ เจ้าของรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม 3 ตัว กลับมารับบทบาทในอีกครั้งภาพยนตร์เรื่อง Anemone หนังดราม่าเรื่องราวความสัมพันธ์ซับซ้อนของพี่น้อง พ่อ และลูกชาย ผลงานกำกับของ โรแนน เดย์ เลวิส ลูกชายของเขาเอง ซึ่งทาง Focus Features ค่ายหนังอิสระผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เผยแพร่ภาพนิ่งผลงานการแสดงของแดเนียล ให้ชมกันเป็นตัวอย่างในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเรื่องนี้ยังได้นักแสดงดังอย่าง ฌอน บีน และ ซามานธา มอร์ตัน มาร่วมแสดงด้วย มีกำหนดออกฉายแบบจำกัดโรงในสหรัฐฯ 3 ตุลาคมนี้ ถือเป็นการกลับมาแสดงหนังอีกครั้ง นับจากผลงานแสดงนำในเรื่องล่าสุด Phantom Thread ในปี 2017

โซฟี เทอร์เนอร์ นักแสดงจาก Game of Thrones โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอขณะไปสนุกที่คอนเสิร์ตวง Oasis ในอังกฤษเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ส่วนใหญ่แฟน ๆ เข้ามาให้กำลังใจ แต่มีคอมเมนต์หนึ่งเหน็บว่า ‘เธอคงลืมไปแล้วมั้งว่ามีลูกสองคน’ ทำเอาเจ้าตัวไม่ปล่อยผ่าน รีบโพสต์ตอบกลับสวนไปแบบทันทีว่า “ขอโทษนะ บางครั้งฉันก็ลืมไปว่ามีคนบางประเภทคิดเองไม่เป็น เอางี้นะ… มีสิ่งที่เรียกว่า ‘การดูแลลูกแบบผลัดกันเลี้ยง’ น่ะ รู้จักไหม? บางทีนะ… ลูกอาจจะอยู่กับพ่อเขาในวันนั้นก็ได้” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากที่ โจ โจนาส อดีตสามีของเทอร์เนอร์ ออกมาชื่นชมความสัมพันธ์แบบ co-parenting ระหว่างกัน โดยบอกว่าลูกสาวทั้งสองโชคดีที่มีแม่อย่างโซเฟีย และเขาอยากให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนเปิดกว้าง มีหัวใจที่อบอุ่น และมั่นใจว่าทำได้ทุกอย่างที่ตั้งใจ แม้ว่าเขาจะแยกทางกับโซเฟียแล้วก็ตาม

ประสบความสำเร็จล้มหลาม Golden เพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชันแฟนตาซีสุดฮิตของ Netflix อย่าง Kpop Demon Hunters ที่ร้องโดยเกิร์ลกรุ๊ปวง HUNTR/X สามารถสร้างสถิติใหม่บนชาร์ต Billboard Hot 100 ในอเมริกาประจำสัปดาห์นี้ หลังไต่ขึ้นอันดับ 1 ได้สำเร็จ ด้วยยอดสตรีม 31.7 ล้านครั้ง ยอดขายแผ่น 7,000 ก็อปปี้ และยอดผู้ฟังทางวิทยุอยู่ที่ 8.4 ล้านครั้ง เพลงนี้ยังครองอันดับ 1 บนชาร์ต UK Official Singles Chart กลายเป็นเพลงเคป๊อปเพลงแรกที่สามารถครองอันดับนี้ได้ นับตั้งแต่เพลง Gangnam Style ของ Psy ทำได้ในปี 2012 นอกจากจะประสบความสำเร็จระดับโลกแล้ว Golden ก็ยังทำสถิติในประเทศเกาหลีได้อย่างถล่มทลาย ล่าสุด ทำลายสถิติเพลง Ditto ของ NewJeans ขึ้นแท่นเพลงที่ทำ Perfect All-Kills (PAK) ได้สูงสุดตลอดกาลที่ 656 ครั้ง Golden โดดเด่นด้วยท่อนฮุกทรงพลังที่ผสานความเป็นเอกลักษณ์ของ K-pop กับกลิ่นอายแฟนตาซีจากเนื้อหาในแอนิเมชัน

ปรากฏการณ์ครั้งใหม่ที่แฟนๆ รอคอย MAGIC MAN IS BACK!! การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของจักรวาล MAGICMAN 2 พร้อมเปิดฉากความมันส์ให้เดือดระอุกับ ‘เมจิกแมน’ สุดเท่ แจ็คสัน หวัง ที่กลับมาพร้อมเวิลด์ทัวร์คอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ และโชว์ที่ยกระดับทั้งด้านโปรดักชันและพลังการแสดงให้เหนือกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สำหรับเวิลด์ทัวร์ MAGICMAN 2 ครั้งนี้เปิดฉากด้วย 6 เมือง ประเดิมประเทศไทยเป็นที่แรก แฟนๆ ชาวไทยเตรียมตัวให้พร้อมกับงาน MAGICMAN 2 WORLD TOUR 2025-2026 in Bangkok Presented by Galaxy Resorts Thailand กันได้เลย งานนี้จัดเต็ม 2 รอบการแสดงสุดยิ่งใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม เวลา 20.00 น. และวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม เวลา 19.00 น. ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี การประกาศทัวร์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการปล่อยอัลบั้มล่าสุด MAGICMAN 2 ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเปิดตัวในอันดับที่ 13 บนชาร์ต Billboard 200 ซึ่งถือเป็นอันดับเปิดตัวสูงที่สุดของศิลปินเชื้อสายจีนในประวัติศาสตร์ของชาร์ตนี้

​ปลุก..พลัง ‘นวัตกรรม’ ปล่อย ‘ไอเดีย’ สู่การใช้จริง!

​ปลุก..พลัง ‘นวัตกรรม’ ปล่อย ‘ไอเดีย’ สู่การใช้จริง!

​ปลุก..พลัง ‘นวัตกรรม’ ปล่อย ‘ไอเดีย’ สู่การใช้จริง!

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญ ในงาน “อว.แฟร์ 2025” ภายใต้แนวคิด “UNIVERSE OF SRI: จักรวาลแห่งวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ณ บูธ D1 โซน D: VALLEY OF GROWTH ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ระหว่างวันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น.

โดย สกสว. ได้เนรมิตพื้นที่จัดแสดงขนาด 300 ตร.ม.  เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่จับต้องได้ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดอันล้ำสมัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 โซนนิทรรศการ ได้แก่ Smart Living Hub, Rice for the Future และ Silk to Star โดยงานนี้มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานใน 5 ประเด็นหลักที่ สกสว. ให้ความสำคัญ ได้แก่ การแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ, Frontier and deep Technology, สิ่งแวดล้อมและการเกษตร, Soft Power และ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เผยว่า เราต้องการสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางความสำเร็จของงานวิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่การสร้างสรรค์ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงเป็นพื้นที่สำคัญ ในการสื่อสาร กับประชาคม ววน., ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ งาน “อว.แฟร์ 2025” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กิจกรรมไฮไลต์: อบรมสัมมนา และเวิร์กช็อปสุดสร้างสรรค์ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้และเห็นภาพว่า “งานวิจัย” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป

สำหรับการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ มีหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.เล่าแนวคิดให้สร้างสรรค์เหมือนเราเป็น CREATOR 2.POLICY BRIEF LIKE A PRO: เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นพลังนโยบาย 3.INTELLECTUAL PROPERTY (IP) VALUE TO BUSINESS

ผู้เข้าชมสามารถร่วมสนุกและเรียนรู้ผ่านเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการที่หลากหลาย เช่น การทำดินสอจากรังไหม, การทำเทียน เจลแฟนซี, การระบายสีฟางข้าว, การปั้นดินจากแป้งข้าว และ การทำ สบู่รังไหม  ซึ่งทุกกิจกรรมสะท้อนการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ งานนี้เหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่มองหานวัตกรรมใหม่ นักลงทุนที่ต้องการโอกาสทางธุรกิจ นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปที่สนใจว่า “งานวิจัยเปลี่ยนโลกได้อย่างไร” มาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงทุกภาค ส่วนในระบบนิเวศนวัตกรรมกับ สกสว. ได้ที่งานนี้

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจ Facebook: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

ตะลอนเที่ยว : คนไทยรักทหารไทย และรักประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : คนไทยรักทหารไทย และรักประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : คนไทยรักทหารไทย และรักประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงนี้คอลัมน์ตะลอนเที่ยวยังไม่พาคุณไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศน เพราะไม่มีอารมณ์เที่ยว แต่รู้สึกเป็นห่วงประเทศไทย เพราะรู้ดีว่ายังมีภัยร้ายจากกัมพูชาที่จงใจรุกรานประเทศไทยตลอดเวลา 
 
ประเทศไทยของเราทุกคนดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่รักและหวงแหนประเทศของเรา แม้ในความเป็นจริงจะมีคนไทยบางจำพวกจงใจบ่อนทำลายล้างผลาญประเทศไทย แต่ก็เป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น แต่ถึงแม้มันจะเป็นคนส่วนน้อย แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ต้องไม่นิ่งดูดายปล่อยให้คนส่วนน้อยเซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศชาติและบ้านเมืองของเรา เพราะมิฉะนั้นแล้ว บ้านเมืองของเราก็จะพังทลายสูญสลายไปในที่สุด


หัวข้อเรื่องวันนี้ ดูแล้วอาจจะเชยมากในสายตาของคนบางคน แต่ขอยืนยันว่าความรักชาติบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องเชย แต่คือความดีงามที่ทุกคนจำเป็นต้องสร้างสมบ่มเพาะให้บังเกิดขึ้นกับตัวเองและกับลูกหลานของเราทุกคน เพราะชาติบ้านเมืองเป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากินของเราทุกคน และเป็นเครื่องแสดงความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนด้วย 


มีคนไม่น้อยมักถามว่านักการเมืองไทยรักชาติไทยหรือไม่ ตอบว่าบางคนรัก บางคนไม่รัก ถามต่อไปว่า ทำไมจึงมีนักการเมืองไม่รักชาติ ทำไมนักการเมืองบางคนขายชาติ ตอบโดยสรุปแต่ตรงประเด็นว่า เพราะมันคือนักการเมืองชั่วชาติสามานย์ ส่วนนักการเมืองคนไหนขายชาติ ก็ขอให้คนไทยดูพฤติกรรมของมันเหล่านั้น แล้วตอบตัวเอง โดยเฉพาะจำพวกที่ประกาศว่าทหารเป็นศัตรูกับมัน หรือมันเป็นศัตรูกับทหาร หรือพูดว่ามีทหารไว้ทำไม


ขอเตือนความจำว่าการเป็นรัฐหรือประเทศ มีองค์ประกอบดังนี้ มีพื้นที่-ดินแดนชัดเจนแน่นอน มีอำนาจอธิปไตย มีรัฐบาล และมีประชาชนพลเมืองเป็นคนเชื้อชาติของดินแดนอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก และอาศัยอยู่อย่างถาวรสืบเนื่องต่อกันมายาวนาน แต่ก็อนุญาตให้มีชนชาติอื่น ๆ ร่วมอยู่อาศัยได้ด้วย 


เมื่อพูดถึงอำอาจอธิปไตย และเอกราชของประเทศไทย ก็ต้องให้ความสำคัญอย่างมากที่สุดกับคนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นเจ้าของพระราชอาณาจักรไทย เราคนไทยต้องรักษาอธิปไตยและเอกราชของไทยไว้ให้มั่นคงและยืนยาวตราบฟ้าดินสลาย เราทุกคนมีหน้าที่สำคัญคือปกป้องประเทศชาติให้รอดพ้นจากการคุกคามรุกรานโดยประเทศอื่น แต่ก็มิใช่ว่าคนไทยทุกคนจะต้องทำอาชีพทหาร เพราะแต่ละคนก็มีอาชีพต่างกันไป ซึ่งทุกอาชีพมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน 


แต่สำหรับภารกิจป้องกันประเทศให้รอดพ้นจากภัยคุกคามโดยกองกำลังต่างชาติ โดยเฉพาะการทำศึกสงครามโดยต่างชาติที่จงใจรุกรานไทย ขอย้ำว่าหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากอริราชศัตรูเป็นพันธกิจหลักของทหารไทยทุกนาย ทุกเหล่าทัพ รวมถึงทหารพราน และทหารอาสาสมัครทุกคน


ในยามนี้ กัมพูชาจงใจรุกรานประเทศไทย คนไทยที่ไม่โง่เขลาเบาปัญญาต้องตอบได้ชัดเจนว่าทหารไทยมีไว้ทำอะไร มีไว้เพื่ออะไร และต้องไม่มีใครถามคำถามโง่ ๆ ว่ามีทหารไปทำไม ยกเว้นนักการเมืองโง่และเลวเท่านั้น ที่สามารถตั้งคำถามโง่บัดซบเช่นนี้


การสู้รบหรือศึกสงครามที่กัมพูชาจงใจก่อขึ้นเพื่อรุกรานไทยซึ่งกำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นเหตุให้ทหารไทยเสียชีวิตไปแล้ว 15 ราย (อ้างอิงตัวเลขของทางการไทย) บาดเจ็บทั้งสาหัสมากและสาหัสพอประมาณหลายสิบราย ทหารไทยจำนวนหลายนายต้องถูกตัดขา เพราะเหยียบกับระเบิดที่ทหารกัมพูชาจงใจวางไว้เพื่อสังหารฝ่ายไทย ความจริงทั้งหมดปรากฏต่อสาธารณชนแล้วว่ากัมพูชาจงใจโจมตีและรุกรานไทย แม้กัมพูชาจะยังพยายามโกหกตัวเองและโกหกประชาคมโลก แต่ก็ต้องย้ำว่ากัมพูชาคือผู้รุกรานไทย


ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยด้วยอาวุธสงครามอย่างหนักหน่วง แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ได้เคารพข้อตกลงหยุดยิง เพราะจนถึงบัดนี้กัมพูชายังลอบวางกับระเบิด ทุ่นระเบิดในเขตของไทย เป็นเหตุให้ทหารไทย และทหารพรานของไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส และทหารไทย 15 นายต้องตายไปเพราะอาวุธสงครามของฝ่ายกัมพูชา


Mr. Flower ได้รับข้อเรียกร้องจากสมาชิกผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time 95.5 FM ว่าขอให้พาสมาชิกไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารหาญที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ทหารแจ้งว่าขออย่าเพิ่งไปในระยะนี้ เพราะมีอันตรายมาก เมื่อเราไปให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้ เราก็ส่งข้าวของ อาหาร ยา และของใช้ที่จำเป็นให้กับทหารชายแดน และเราก็ชักชวนกันไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บเพราะการสู้รบประกันประเทศ ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี นครราชสีมา (เมื่อ 7 สิงหาคม) และที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า (เมื่อ 14 สิงหาคม) 


เราไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่บาดเจ็บ เพราะต้องการบอกเขาว่าเราระลึกถึงความกล้าหาญ เสียสละของทหารหาญ ไปเพื่อบอกว่าขอบคุณที่ยอมสละชีวิตเพื่อเอกราชของชาติไทย เรารู้ดีว่าข้าวของ และเงินทองที่เรานำไปมอบให้ทหารหาญ เปรียบเทียบค่าไม่ได้เลยแม้แต่น้อยกับความเสียสละ ความกล้าหาญของทหารหาญที่ยอมพลีชีพเพื่อรักษาประเทศไทย เราไปเพื่อบอกทหารว่าขอบคุณที่รักษาแผ่นดินไทยไว้ให้พวกเราทุกคน หากไม่มีทหาร เราก็ไม่มีปราการด่านหน้าป้องกันและกำจัดศัตรูที่จงใจรุกรานแผ่นดินไทย 


หากคุณ ๆ ต้องการร่วมไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย โปรดติดตามรายละเอียดในคอลัมน์นี้ เราตั้งใจจะไปเยี่ยมทหารหาญอีกในช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคมนี้ครับ หรือสอบถามรายละเอียดได้จาก 091 7233615 


ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไฟป่าลุกลามหลายประเทศในยุโรป

คลื่นความร้อนรุนแรงยังคงปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรปต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์แล้ว ส่งผลให้หลายประเทศ ทั้งสเปนและโปรตุเกสบนคาบสมุทรไอบีเรีย ยุโรปใต้อย่างฝรั่งเศส กรีซ และแอลเบเนีย รวมถึงประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่าน กำลังเผชิญกับไฟป่ารุนแรง ที่แทบจะยังไม่สามารถควบคุมได้

Health News : ชาวบรูไนตื่นตัวเรื่องสุขภาพ

Health News : ชาวบรูไนตื่นตัวเรื่องสุขภาพ

Health News : ชาวบรูไนตื่นตัวเรื่องสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฮาจี โมฮัมหมัด อิชาม จาฟาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของบรูไน เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า ชาวบรูไนจำนวนมากเลิกสูบบุหรี่และหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจังกันมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสถานะสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติ ปี 2022-2023 พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ลดลงร้อยละ 19.9 เหลือร้อยละ 13.4 ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4

กระทรวงสาธารณสุขของบรูไนกำหนดตัวชี้วัดระดับชาติ 3 ด้าน ได้แก่ อายุขัยเฉลี่ยของประชาชนที่เพิ่มขึ้น อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อที่ลดลง และการมีส่วนร่วมของชุมชนในกิจกรรมด้านสุขภาพ เพื่อใช้ในการดำเนินแผนการ “วิสัยทัศน์บรูไน ปี 2035” (Brunei Vision 2035)

รายงานระบุว่า หน่วยงานทางการมุ่งให้ความสำคัญลำดับแรกกับการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและขีดความสามารถทางดิจิทัล นอกจากนี้ ทางการยังเน้นย้ำการป้องกันตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการจัดการโรคเรื้อรังอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีการขยายการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม