สมศ. ร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สมศ. ร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สมศ. ร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ : สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. โดย ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

50 ปีความสัมพันธ์จีน-ไทย การท่องเที่ยวเฉิงตู จัดงานสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมผลักดันโครงการท่องเที่ยวฉงโจว

50 ปีความสัมพันธ์จีน-ไทย  การท่องเที่ยวเฉิงตู จัดงานสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมผลักดันโครงการท่องเที่ยวฉงโจว

50 ปีความสัมพันธ์จีน-ไทย การท่องเที่ยวเฉิงตู จัดงานสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมผลักดันโครงการท่องเที่ยวฉงโจว

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

ใต้เงาจันทร์ยามราตรี เสียงดนตรีแปลกใหม่กังวานในเมืองโบราณเจี้ยจื่อ  จัตุรัสแปะก๊วยต้อนรับนักเต้นจากแดนไกล ศิลปินนักเต้นไทยและนักร้องสองแผ่นดิน  ร่วมแสดงโชว์ระบำพื้นเมืองและเพลงไทยต่อนักท่องเที่ยว นำเสนอบทสัมพันธ์แห่งมรดกวัฒนธรรมจีน-ไทยในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร  

ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย  ส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน และสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมร่วมระหว่างเฉิงตูกับไทย ผลักดันโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ธุรกิจ  โดยจัดกิจกรรม “ไทยรักเฉิงตู” การประชุมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ธุรกิจไทย ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม ณ ฉงโจว เฉิงตู  ภายใต้การกำกับของสำนักงานประชาสัมพันธ์รัฐบาลนครเฉิงตู  และ主办โดยรัฐบาลเมืองฉงโจว  

สำหรับบรรยากาศภายในงานยังจัดให้การแสดงโขนไทยพบกับการเปลี่ยนหน้ากาก  เป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมรดกภูมิปัญญา ณ จัตุรัสแลนด์มาร์ก เมืองโบราณเจี้ยจื่อ การแสดงปฏิสัมพันธ์มรดกวัฒนธรรมจีน-ไทยเริ่มต้นด้วยระบำพื้นเมืองไทย “รำสวัสดี”  ศิลปินโขนสวมมงกุฎทองและหน้ากากสัตว์วิจิตร นำเสนอเรื่องราวคลาสสิก “พระรามไล่กวางทอง”  ดนตรีประสานจังหวะการเต้นเอกลักษณ์ไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หยุดชม  ขณะที่ หยู ซื่อ หยวน นักร้องชื่อดังของจีน และแคนนอน นักร้องรุ่นใหม่ของไทย  ร้องเพลงคลาสสิกอย่าง “เฉิงตู” เป็นภาษาจีน-ไทยสลับกัน  เปลี่ยนบรรยากาศให้เหมือนคอนเสิร์ตสด  รวมถึงการแสดงหุ่นกระบอกเปลี่ยนหน้ากากฉือว์จวี่เป็นไฮไลต์สุดท้าย 

ทั้งนี้ คุณจาง นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในงานให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่คิดว่าจะได้เห็นการแสดงโขนไทยที่เมืองโบราณเจี้ยจื่อ  รู้สึกแปลกใหม่มาก”  ส่วนราตดา นักสร้างคอนเทนต์ดังบน TikTok ไทยเผยว่า  “เคยได้ยินเรื่องศิลปะเปลี่ยนหน้ากากเสฉวนทางทีวีและคลิปสั้น วันนี้ได้เห็นการแสดงจริงครั้งแรก น่าทึ่งจนรอไม่ไหวที่จะเที่ยวฉงโจวและเฉิงตูในสองวันข้างหน้า”  

สำหรับวันที่ 18 กรกฎาคม ได้มีการจัดงานสัมมนาทางวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการค้าระหว่างจีน-ไทย ภายใต้หัวข้อการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจระหว่างเมืองเฉิงตูและประเทศไทย ณ วิทยาลัยซีหยุน ในเขตเมืองโบราณเจียจื่อ เมืองฉงโจว  เพื่อแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวและวิสาหกิจระหว่างเฉิงตูกับไทย  โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย อาทิสมาคมผู้ประกอบการอาเซียนแห่งประเทศไทย, สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย , ตัวแทนหน่วยงานฉงโจว: กรมโฆษณาการ, คณะกรรมการบริหารเขตพักผ่อนเชิงสุขภาพเมืองโบราณเจี๋ยจึ, สำนักงานต่างประเทศ, สำนักงานส่งเสริมการลงทุน, สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว, สำนักงานพาณิชย์ และ ผู้แทนวิสาหกิจจีน-ไทย  

นางโคทิ ประธานสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระบุว่า  “เฉิงตูเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย  โดยเฉพาะแพนด้า หม้อไฟ ที่มีชื่อเสียงมาก  นอกจากนี้ยังมีสถานที่เฉพาะตัวเช่นเมืองโบราณเจี้ยจื่อ  
ที่คนไทยยังไม่รู้จักมากพอ  สมาคมจะร่วมกับบริษัททัวร์ไทยและเฉิงตู  จึงพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวชานเมืองและชนบท  เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสเฉิงตูในมิติใหม่”  

ดร. บัญญา บุญญา ประธานสมาคมผู้ประกอบการอาเซียน กล่าวว่า  “สภาพแวดล้อมธุรกิจที่ดีของเฉิงตูดึงดูดบริษัทไทยอย่าง CP  ความร่วมมือด้านเกษตร อาหาร และโลจิสติกส์  เป็นแบบอย่างให้เอสเอ็มอีไทย  ผมจะนำนโยบายส่งเสริมจากเฉิงตูและฉงโจวกลับไปเผยแพร่  พร้อมสนับสนุนให้บริษัทไทยมาเปิดสาขาที่นี่”  

สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยังได้เปิดเส้นทางความร่วมมืออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ฉงโจวในฐานะโซนต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเฟอร์นิเจอร์เสฉวน  มีฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์อันดับ 6 ของจีน  โดยนายรุ่งยศ เลิศคุณวาณิช ผู้จัดการ DD เฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะไทย  กล่าวว่า “เฟอร์นิเจอร์ฉงโจวมีเอกลักษณ์เฉพาะชิ้นงานที่ผสมผสานองค์ประกอบจีนและเสฉวน  ซึ่งหาไม่ได้ในไทย ลูกค้าจำนวนหนึ่งคงสนใจแน่นอน” ขณะที่นางสาวสุธิดา เชื้อลิ้นฟ้า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Titanwa Trading  เสริมว่า “บริษัทฉงโจวมีประสบการณ์ส่งออกดีมาก  ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตไทยในการเลือกสินค้า  เราจะเจรจาธุรกิจกับบริษัทที่เกี่ยวข้องต่อไป”  

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมครั้งนี้ นับเป็นส่วนต่อขยายของโครงการ “สวัสดีเฉิงตู ห้องรับแขกแพนด้า”  ที่จัดเมื่อเดือนเมษายนในกรุงเทพฯ  ซึ่งมุ่งสร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ  ผ่านร้านค้าในเครือบริษัทเฉิงตูทั่วโลก  

เพื่อสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมเฉิงตู ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มเติม ส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรม-ธุรกิจ-การท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้งจึงเร่งสร้างเฉิงตูให้เป็นมหานครการท่องเที่ยวระดับโลก  และศูนย์กลางการบริโภคระหว่างประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT รังสรรค์คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025”

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT รังสรรค์คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025”

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT รังสรรค์คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025”

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT (ไอคอนคราฟต์) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด กลับมาสร้างปรากฏการณ์ความงามร่วมสมัยผ่านผืนผ้าไทยอีกครั้ง ในคอลเลกชันกระเป๋าผ้าไหมไทยสุดเอ็กซ์คลูซีฟประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025” นำเสนออัตลักษณ์อันโดดเด่นของผืนผ้าจากสี่ภูมิภาคของไทย ผสานความวิจิตรของงานปักสุดประณีตในธีม “Royal Weave” พร้อมเผยโฉมผลงานสุดพิเศษแบบ One-of-a-Kind จำนวน 88 ใบในโลก เป็นครั้งแรกในงาน “S’CRAFT THAI TEXTILE TREASURES: FOUR REGIONS, TIMELESS LEGACY CRAFTSMANSHIP 2025” ผ่านแฟชั่นโชว์จากนางแบบมืออาชีพแถวหน้าของวงการ ให้ชมก่อนใครในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ก่อนวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม 

นับเป็นธรรมเนียมต่อเนื่องประจำทุกปีที่แบรนด์ SIRIVANNAVARI และICONCRAFT  จะร่วมกันสร้างสรรค์ “S’CRAFT” คอลเลกชันกระเป๋าผ้าไหมไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ THAI TEXTILE HEROES ของไอคอนคราฟต์ ที่มุ่งยกระดับผ้าไทย งานหัตถกรรม รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล เพื่อสะท้อนพระราชปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ครีเอทีฟไดเรกเตอร์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการสนับสนุนผ้าไทยบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือชั้นครูอย่างแท้จริง ด้วยพระปรีชาสามารถ ล่าสุดองค์การยูเนสโกซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ถวายประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย แด่องค์ดีไซเนอร์เพื่อยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติคุณในด้านนี้

การกลับมาครั้งนี้ของ “S’CRAFT: Craftsmanship 2025” จึงมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง สำหรับปีนี้เน้นออกแบบกระเป๋าผ้าไทยด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัย สร้างสรรค์ทุกใบอย่างละเมียดละไมให้เป็นดั่งงานศิลปะอันทรงคุณค่าและมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ภายใต้ธีม “Royal Weave” ผสานความงามของผ้าไทยสี่ภาค เหนือ อีสาน กลาง และใต้ เข้ากับงานปักชั้นสูงอันประณีตจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy โดยคัดสรรลวดลายและเทคนิคเฉพาะในการทอผ้าของแต่ละภูมิภาคมารังสรรค์ใหม่ให้เป็นผลงานร่วมสมัยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้ครบถ้วน เพิ่มคุณค่าด้วยลายปักที่นำสัญลักษณ์ หรือวัสดุท้องถิ่นประจำภาคมาออกแบบสร้างลวดลายอันวิจิตร สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยที่ยังคงรักษารากเหง้าของความเป็นไทยไว้อย่างสมบูรณ์

เริ่มจาก ภาคเหนือ ที่เลือกสรรผ้าทอใยธรรมชาติซึ่งแฝงมนตร์เสน่ห์แห่งชนเผ่าจากจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงโครงการหลวงในภาคเหนือ ผสมผสานเข้ากับงานปักที่ใช้วัสดุธรรมชาติอย่างลูกเดือยโทนสีขาวครีม ร้อยเรียงกับคริสตัลและลูกปัด สอดรับกับลายผ้าทอจากชุมชนและชนเผ่า ส่วน ภาคกลาง เลือกใช้ผ้าทอหลากลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมและงานศิลปหัตถกรรมไทย มาเสริมความโดดเด่นด้วยงานปักที่บ่งบอกความเป็นไทยร่วมสมัย ผ่านดิ้นเลื่อมโลหะที่ใช้ปักประดับบนสิ่งทอชั้นสูงมานานนับพันปี ผสมผสานกับลูกปัด คริสตัลดอกไม้ และแท่งแก้วเพื่อถ่ายทอดความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม สำหรับ ภาคอีสาน เลือกใช้ผ้าไหมมัดหมี่ที่มีผิวสัมผัสและลวดลายสีสันสวยงาม แต่งแต้มด้วยคริสตัลสี แท่งแก้ว และลูกปัดแก้ว ที่ปักประดับให้กลมกลืนไปกับสีสันและลวดลายเรขาคณิตของผ้าไหมมัดหมี่ ด้าน ภาคใต้ เลือกนำศิลปะผ้าบาติกที่หลอมรวมงานหัตถศิลป์และเทคนิคการย้อมสีที่ไม่เหมือนใคร จากช่างฝีมือท้องถิ่น มาปักลวดลายสามมิติเสมือนจริงด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างไข่มุก เปลือกหอย คริสตัล และลูกปัดแก้ว ร้อยเรียงไปกับลายบาติกอันงดงาม ทำให้จินตนาการถึงทิวทัศน์ของฟองคลื่นบนหาดทราย แนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ 

โดยผืนผ้าจากแต่ละภาคถูกนำมารังสรรค์เป็นกระเป๋าหลากรูปทรง ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนรักแฟชั่น รวมสี่ภาค 88 ใบ ทั้ง “S’Signature Pouch” กระเป๋าทรงถุงผ้าพร้อมสายคล้องสั้นอันเป็นเอกลักษณ์ “บุษบง” (Busabong Bag) กระเป๋าทรงขนมจีบที่โดดเด่นด้วยงานจับสม๊อคอันประณีต “บุปผา” (Bupa Wristlet) กระเป๋าคล้องข้อมือสไตล์ญี่ปุ่น “บุษบา” (Busaba Clutch) กระเป๋าคลัตช์ยาวที่เหมาะกับชุดราตรี และ “ราชพฤกษ์” (Rachapruek Bag) กระเป๋าถือทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมหูจับ ขนาดกระทัดรัด โดยทุกใบตกแต่งด้วยโลโก้และสัญลักษณ์นกยูงแห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI อีกทั้งยังมีความงามและความพิเศษเฉพาะตัว จนนับได้ว่าเป็น One-of-a-Kind ที่ควรค่าแก่การสะสม

นอกจากนี้ “S’CRAFT: Craftsmanship 2025” ยังมีไฮไลต์พิเศษเป็น “Luxe de Siam Exclusive Edit Clutch” กระเป๋าคลัตช์ที่ตกแต่งด้วยสัญลักษณ์นกยูงรำแพนสง่างามบนผืนผ้าทออันงดงามจับใจ สุดยอดผลงานจากฝีมือ อาจารย์มีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ผู้พัฒนาลวดลายอันเลื่องชื่ออย่างผ้ากาบบัว ซิ่นมุกจกดาว และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์บ้านคำปุน ในจังหวัดอุบลราชธานี  และอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบรมครูผ้าไหมไทย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “จันทร์โสมา” จากกลุ่มทอผ้ายกทองหมู่บ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งรังสรรค์ให้คนรักผ้าไทยได้ครอบครองเพียง 2 ใบเท่านั้น

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับความร่วมมือในการยกระดับศิลปะหัตถกรรมไทยผ่านคอลเลกชันนี้ แบรนด์ SIRIVANNAVARI ได้ร่วมกับ ICONCRAFT จัดงาน “S’CRAFT THAI TEXTILE TREASURES: FOUR REGIONS, TIMELESS LEGACY CRAFTSMANSHIP 2025”  เผยโฉมกระเป๋าผ่านแฟชั่นโชว์ครั้งพิเศษ เชิญเหล่านางแบบกิตติมศักดิ์มาร่วมเผยโฉมกระเป๋าในคอลเลกชัน “S’CRAFT:Craftsmanship 2025” เป็นครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม  

นอกจากนี้  เพื่อถ่ายทอดพระอัจฉริยด้านงานศิลปะและการออกแบบของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เชิญชมนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวของกระเป๋า 88 ใบ ในคอลเลกชันพิเศษที่ถักทอขึ้นจากผ้าไทย 4 ภูมิภาค ภายใต้แรงบันดาลใจจากพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและงานออกแบบของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา หลอมรวมภูมิปัญญาไทยกับการออกแบบร่วมสมัยสู่ผลงานที่เปี่ยมด้วยรสนิยมและคุณค่าในระดับสากล


พร้อมชมผลงานหัตถศิลป์งานปักชั้นสูงแห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้การดูแลของ SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ถ่ายทอดความประณีตอันทรงคุณค่าผ่านเทคนิคงานปักชั้นสูงและลวดลายงดงามซึ่งสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและการออกแบบอย่างลึกซึ้ง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ICONCRAFT Globe  ชั้น 4 ไอคอนสยาม 

“S’CRAFT:Craftsmanship 2025” ไม่เพียงเป็นคอลเลกชันกระเป๋าประจำปี แต่ยังเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่งานออกแบบระดับโลก เพื่อส่งต่อคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทยผ่านเวทีที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ให้ทุกคนได้สัมผัสความงดงามของผ้าไทยผ่านมุมมองใหม่ที่ร่วมสมัยและมีความเป็นสากล คนรักผ้าไทยร่วมชื่นชมและเลือกซื้อกระเป๋าผ้าไหมไทยในคอลเลกชัน “S’CRAFT:Craftsmanship 2025” ได้ที่ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONCRAFT

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน งาน Thai SELECT NIGHT ในนครนิวยอร์ก

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน งาน Thai SELECT NIGHT ในนครนิวยอร์ก

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน งาน Thai SELECT NIGHT ในนครนิวยอร์ก

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน “Thai SELECT NIGHT” ณ ห้อง Grand Salon โรงแรม JW Marriott Essex House นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในงาน

งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Refinement of Thai Delicacies – วิจิตรแห่งรสไทย เจิดจรัสไกลสู่สากล” เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สากลผ่านอาหารไทยที่สะท้อนถึงความประณีตในรสชาติและศิลปะการปรุงอาหาร ซึ่งได้ถ่ายทอดปรัชญาและภูมิปัญญาของคนไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนานผสมผสานระหว่างรสชาติ เนื้อสัมผัส และวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ในการนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีพระดำรัสกล่าวเปิดงาน และต้อนรับแขกผู้มีเกียรติซึ่งประกอบด้วย ผู้นำเข้า คู่ค้าสำคัญของไทยในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ อาหาร อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงสื่อมวลชนอินฟลูเอนเซอร์ และองค์กรด้านการค้าในนิวยอร์ก ที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ครั้งสำคัญ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ผ่าน soft power ด้านอาหารไทย

ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย อาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า หากแต่เปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่โลก กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ส่งเสริมโครงการ Thai SELECT เพื่อเผยแพร่ร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยตามมาตรฐานไทยแท้ไปทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนพลัง Soft Power  และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก”

งาน Thai SELECT NIGHT ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางผ่านประสบการณ์ทางวัฒนธรรม ที่ผสานดนตรี การแสดง และการปรุงอาหารเข้าด้วยกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยในมิติใหม่ให้ชาวต่างชาติได้สัมผัสอย่างลึกซึ้ง

โดยหนึ่งในไฮไลท์ของงานคือการนำเสนอ “Thai Pairing Formula” ซึ่งเป็นแนวคิดการสร้างสรรค์ซอสและเครื่องเคียงอาหารไทยที่ออกแบบมาเพื่อจับคู่กับอาหารจานหลักแบบนานาชาติ นำเสนอความลงตัวของรสชาติไทยกับอาหารโลกในแบบที่ร่วมสมัยและเป็นสากล โดยเชฟ ตุ๊กตา-สุพัตรา สารสิทธิ์ จาก The Next Iron Chef และเชฟสตังค์-วสุรัตน์ แก้ววิชิต จาก MasterChef Thailand นอกจากนี้ยังมีเชฟจากร้านอาหารไทยชื่อดังในนครนิวยอร์กที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ได้แก่ เชฟ Nate Limwong จากร้าน Chalong Restaurant ผู้สร้างสรรค์เมนูเปิดงานสุดละมุน “The Mist of Siam” ซึ่งเป็นยำส้มโอ ปลาหิมะรมควัน ย่างน้ำปลาหวาน ที่จะเปิดประสาทสัมผัสของผู้ร่วมงานด้วยรสชาติไทยแท้ที่อ่อนโยนและลงตัว และเชฟ Joel Watthanawongwat จากร้าน Soothr Restaurant นำเสนอเมนูของหวาน “Dancing Under The Full Moon” ขนมครก เสิร์ฟคู่กับคอมโพตมะม่วงลิ้นจี่และเจลมะม่วง ปิดท้ายค่ำคืนด้วยความประทับใจในรสชาติอันสดชื่น หวานละมุน และสร้างสรรค์

ภายในงานยังได้เชิญ ศิลปินไทยรุ่นใหม่ชื่อดังอย่าง “มิว–ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” “ตุลย์–ภากร ธนศรีวนิชชัย” และ “เฟรม-
ฤทธิ์ชนนท์ ศรีประสิทธิ์เดชา” 
มาร่วมแสดงดนตรีถ่ายทอดเสน่ห์วัฒนธรรมไทยในมุมมองร่วมสมัย สร้างปรากฏการณ์ soft power ไทยบนเวทีระดับสากล เพื่อสร้างประสบการณ์ให้มื้ออาหารในค่ำคืนนี้เป็นทั้งความอิ่มเอมในรสชาติและอบอวลด้วยศิลปะและวัฒนธรรมผ่านอาหารไทย ตอกย้ำภารกิจของ Thai SELECT ในการส่งเสริมอาหารไทยแท้และคุณภาพระดับโลกสู่สากล

โครงการ Thai SELECT เป็นตราสัญลักษณ์ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มอบให้กับร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความอร่อยและความเป็นต้นตำรับ ซึ่งจะช่วยยกระดับอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการส่งออกอย่างยั่งยืน

กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567

กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  เสด็จไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567

กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567 ให้กับ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน (Dennis J. Slamon, MD)  ผู้บุกเบิกการรักษามะเร็งโดยใช้ชีววัตถุ และทรงเปิดการประชุมวิชาการ “ Thailand Against Cancer as One ” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

การนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ และรักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ, ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และรักษาการคณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานคณะกรรมการสรรหาและกลั่นกรองมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ และผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวประกาศสดุดีเกียรติคุณและกราบทูลเบิกผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567  ซึ่งได้แก่ ศาสตราจารย์ ดรนายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน (Dennis J. Slamon, MD) อายุรแพทย์โรคมะเร็งชาวอเมริกัน เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระดำรัสเปิดการประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ ๒ เรื่อง “Thailand against Cancer as One” และทรงรับฟังการแสดงปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เดนนิส สเลมอน เรื่อง “Identification & Validation of Novel Targets in Oncology: From HER2 to the CDK–4/6 Kinases. Biologic and Therapeutic Implication”

สำหรับ ศาสตราจารย์ ดรนายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน (Dennis J. Slamon, MD) ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567  ซึ่งนับเป็นบุคคลที่สองตั้งแต่มีการจัดตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ขึ้นมา  เป็นอายุรแพทย์โรคมะเร็งชาวอเมริกัน ซึ่งมีผลงานด้านมะเร็งวิทยาเป็นที่ประจักษ์ โดยเป็นผู้ค้นพบยีน Human Epidermal Growth Factor Receptor 2 (HER2) ซึ่งนำไปสู่การพัฒ นายาชีววัตถุ ทราสทูซูแมบ (Trastuzumab) ซึ่งเป็นยารักษาแบบโมเลกุลมุ่งเป้าที่ปฏิวัติวงการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive ทำให้ช่วยชีวิตผู้หญิงนับล้านคนทั่วโลก การค้นพบครั้งนี้นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของแนวทางการรักษาโรคมะเร็ง และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล และ การแพทย์แม่นยำ

ปัจจุบัน ในวัย 77 ปี ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทางคลินิกและการถ่ายทอดจากห้องปฏิบัติการ ตลอดจนเป็นผู้อำนวยการโครงการวิจัยมะเร็งสตรี Revlon/UCLA ที่ศูนย์มะเร็ง Jonsson Comprehensive Cancer Center รวมถึงดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ หัวหน้าภาควิชาโลหิตวิทยา/มะเร็งวิทยา และรองคณบดีฝ่ายวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอเนียร์ เมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา (The University of California, Los Angeles, USA)นอกจากนี้ ยังเป็นผู้อำนวยการคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการแพทย์ของ National Colorectal Cancer Research Alliance โดยยังคงทำการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของยาและค้นหาตัวยาใหม่เพื่อรักษามะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ เดนนิส เจ. สเลมอน นับเป็นผู้บุกเบิกการรักษามะเร็งโดยใช้ชีววัตถุ การค้นพบยา Trastuzumab เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive นับถึงปัจจุบัน ผู้ป่วยมะเร็งนับล้านคนทั่วโลกได้รับประโยชน์และรอดชีวิตจากการรักษาด้วยยาที่ค้นพบ นับว่าได้ทำคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ

อนึ่ง “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ Princess Chulabhorn Award” เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกัน ควบคุมโรคมะเร็ง และการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้ว ได้ทรงตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อเป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งขึ้นเป็นการเฉพาะ เปิดบริการแก่ประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความเจริญก้าวหน้าและมีชื่อเสียงเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ทรงอุทิศพระวรกายในการปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อการพัฒนาค้นคว้าวิจัย พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้และยกระดับการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากลทัดเทียมนานาประเทศ สภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงเห็นควรเสนอจัดให้มีรางวัลระดับนานาชาติขึ้นเพื่อพิจารณาให้แก่ผู้มีผลงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์ด้านการป้องกัน ควบคุม และหรือการดูแลรักษาโรคมะเร็ง อันก่อให้เกิดผลดีและเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ โดยมีการกำหนดขอบเขตของรางวัล ขั้นตอน วิธีการ และแนวปฏิบัติในการพิจารณาให้รางวัล และเพื่อให้รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (Princess Chulabhorn Award) สามารถดำเนินการได้อย่างถาวรมีความมั่นคงและเป็นระบบในระยะยาว

วาโก้คอลเลคชั่นใหม่ ‘Wacoal X Sahred Toy’ แรงบันดาลใจจาก ‘ยันต์มงคล’

วาโก้คอลเลคชั่นใหม่  ‘Wacoal X Sahred Toy’  แรงบันดาลใจจาก ‘ยันต์มงคล’

วาโก้คอลเลคชั่นใหม่ ‘Wacoal X Sahred Toy’ แรงบันดาลใจจาก ‘ยันต์มงคล’

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วาโก้ แบรนด์ชุดชั้นในยอดนิยม เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด “Wacoal X Sahred Toy” การคอลลาบอเรชันกับ ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือ Sahred Toy นักวาดภาพประกอบฝีมือจัดจ้าน กับแนวคิดความเชื่อและความปังในแบบมูเตลู ถ่ายทอดผ่านเสื้อแนวสตรีทแฟชั่นและผลิตภัณฑ์ลวดลายเสริมพลังแห่งความศรัทธา

Wacoal X Sahred Toy คอลเลกชันที่ผสมผสานเอกลักษณ์ไทยเข้ากับแฟชั่นยุคปัจุบัน ผ่านแรงบันดาลใจจากลายสักยันต์หรือ “ยันต์มงคล” ที่ถูกออกแบบให้ทันสมัยแต่ยังคงความขลังตามสไตล์ Sahred Toy ใน 3 ดีไซน์ ได้แก่ ดีไซน์ RICH ร่ำรวย ลายยันต์โภคทรัพย์ ให้พุทธคุณด้านส่งเสริมด้านโภคทรัพย์ ช่วยเรียกเงินทองให้ไหลมาเทมา, LUCKY โชคลาภ ลายยันต์ห้าแถว ให้พุทธคุณแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งหลาย ที่มีทั้งโภคทรัพย์ มีเสน่ห์ เมตตามหานิยม, POWER พลังอำนาจ ลายยันต์เสือคู่ ให้พุทธคุณด้านมหาอำนาจความคงกระพัน โดยคอลเลกชัน Wacoal X Sahred Toy ลิมิเต็ดอิดิชั่น ประกอบด้วย เสื้อทีเชิ๊ต (Free Size) รูปแบบ Unisex เสื้อกล้ามมีบราในตัว กระเป๋าผ้า ร่มกันแดดกันฝน และ Griptok

เพิ่มความมั่นใจให้สายมูได้อินเทรนด์กว่าเคย ได้แล้วที่ Wacoal Yaowarat Space (อยู่ระหว่างถนนเยาวราช ซอย 11 และซอยมังกร) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น อัปเดตเทรนด์แฟชั่นใหม่ๆ ได้ที่ FB: Wacoal Thailand, Line: @Wacoal.th หรือโทร. 02-296-9979 

ฉลอง 75 ปีความสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ จัดงานแสดง ‘ศิลปวัฒนธรรมรวมใจไทย – ลาว’

ฉลอง 75 ปีความสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ จัดงานแสดง ‘ศิลปวัฒนธรรมรวมใจไทย – ลาว’

ฉลอง 75 ปีความสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ จัดงานแสดง ‘ศิลปวัฒนธรรมรวมใจไทย – ลาว’

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่ง สปป. ลาว จัดงานแสดง “ศิลปวัฒนธรรมรวมใจไทย-ลาว” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการครบรอบ 75 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและ สปป. ลาว โดยมี ฯพณฯ นางสาวมรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน และ ดร. ดาราวอน กิดติพัน รองรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา สปป. ลาว ให้เกียรติเป็นประธานร่วม ท่ามกลางผู้แทนระดับสูงของลาวทั้งจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และผู้แทนภาครัฐและเอกชนลาว คณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์ การระหว่างประเทศใน สปป.ลาว รวมถึงศิลปินแห่งชาติของไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง  รองศาสตรจารย์ เขมรัตน์ กองสุข และอาจารย์อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ และศิลปินไทย ศิลปินลาวจำนวนมาก  ณ หอวัฒนธรรมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์

 งานแสดงศิลปวัฒนธรรมรวมใจไทย-ลาว ได้นำเสนอศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันงดงามและเป็นมรดกโลกของทั้งสองชาติคือ การแสดง ‘โนรา’ (Nora) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2564 และคณะฯ และ ‘ฟ้อนรำวงลาว’ โดยกองศิลปากรแห่งชาติ สปป. ลาว ซึ่งการแสดงทั้งสองประเภทได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO นอกจากนั้น ยังมีการแสดงดนตรีคลาสสิกร่วมกันของคณะอาจารย์จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์และนักเรียนวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติ สปป.ลาว โดยก่อนการแสดงในวันที่ 10 กรกฎาคม สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ร่วมกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ฯ จัดการอบรมด้านดนตรีคลาสสิกเพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคการใช้เครื่องดนตรีคลาสสิกให้แก่อาจารย์และนักเรียนของวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติ  การแสดงศิลปวัฒนธรรมได้สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

 อีกหนึ่งงานสำคัญในค่ำคืนนั้น คือพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดผลงานจิตรกรรม “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ไทย-ลาว” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนประชาชนและศิลปินทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าต่อไป

การจัดงานในครั้งนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้น และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย – สปป. ลาว ให้เจริญก้าว หน้ายิ่งขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านศิลปวัฒนธรรมที่จะเป็นสะพานเชื่อมใจของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น กิจกรรมประกวดผลงานจิตรกรรมฯ และงานแสดง “ศิลปวัฒนธรรมรวมใจไทย – ลาว” ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก อาจารย์อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณศาสตราจารย์สุธี คุณาวิชยานนท์ และสมาคมศิลปินอิสาน

นอกจากนี้ นางสาวมรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ยังให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการพิเศษ “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว” จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินลาว 30 คน และศิลปินไทย 30 คน ที่แกลเลอรีชั้นนำ 4 แห่งของนครหลวงเวียงจันทน์ ได้แก่ หอศิลป์ สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งชาติลาว (National Institute of Fine Arts), สายลม อาร์ต สตูดิโอ (Saylom Art Studio), บ้านสีน้ำ (Water Colour House) และ i:cat gallery ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีงานแสดงศิลปะพร้อมกันถึง 4 แห่ง โดยเปิดให้สาธารณชนร่วมชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าและความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินทั้งสองชาติ ระหว่างวันที่ 9-17 กรกฎาคม 2568  ที่ผ่านมา

ฯพณฯ มรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์  และ ดร. ดาราวอน กิดติพัน

ฯพณฯ มรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และ ดร. ดาราวอน กิดติพัน

การแสดง ‘โนรา’ (Nora) โดย ผศ. ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ

การแสดง ‘โนรา’ (Nora) โดย ผศ. ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ

‘ฟ้อนรำวงลาว’ โดยกองศิลปากรแห่งชาติ สปป. ลาว

‘ฟ้อนรำวงลาว’ โดยกองศิลปากรแห่งชาติ สปป. ลาว

ศ. ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ

ศ. ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ

การแสดงดนตรีคลาสสิก

การแสดงดนตรีคลาสสิก

นิทรรศการพิเศษ  “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ลาว”

นิทรรศการพิเศษ “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว”

นิทรรศการพิเศษ  “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ลาว”

นิทรรศการพิเศษ “75 ปี แห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ลาว”

AWC ปลิ้มความสำเร็จ ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น’ คว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand Awards 2025

AWC  ปลิ้มความสำเร็จ ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น’ คว้ารางวัล Mall of the Year - Thailand Awards 2025

AWC ปลิ้มความสำเร็จ ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น’ คว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand Awards 2025

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ตอกย้ำความสำเร็จบนเวทีระดับภูมิภาคอีกครั้ง ด้วยการนำ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น (Asiatique The Riverfront Destination) คว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand (รางวัลศูนย์การค้าแห่งปี – ประเทศไทยจากงาน Retail Asia Awards 2025  สะท้อนถึงความสำเร็จของ AWC ในการพัฒนาโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก

โครงการภายใต้ AWC’s Lifestyle Destination โมเดลที่โดดเด่นในฐานะรีเทล-เทนเม้นท์ (Retail-Tainment’) ริมแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของไทย รวมที่สุดของทุกกิจกรรมการท่องเที่ยวเช้าจรดค่ำสำหรับทุกคนในครอบครัว ภายใต้แนวคิด “All Day Everyday Happiness” นำเสนอประ สบการณ์ที่หลากหลายทั้งด้านการช้อปปิ้ง มรดกทางวัฒนธรรม และนวัตกรรมด้านอาหาร ผสานประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่

อีกทั้ง เตรียมสร้างความตื่นเต้นต่อเนื่องกับการเปิดตัวโครงการ Jurassic World: The Experience อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ควบคู่กับ Jurassic World: The Experience Hatch Dome ที่นำเสนอประสบการณ์เรียนรู้ด้านความยั่งยืน “Better World, Better Future” ผ่านเทคโนโลยี 4D เสมือนจริง โดยแหล่งท่องเที่ยวใหม่เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกรุงเทพฯ ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านรี เทล-เทนเม้นท์ระดับโลก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AWC ในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ควบ คู่ไปกับการส่งเสริมประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

มร. ไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “AWC รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล ‘Mall of the Year – Thailand’  สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาโครงการในรูปแบบ AWC’s Lifestyle Destination ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างจุดหมายปลายทางอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านรีเทล-เทนเม้นท์ชั้นนำของประเทศ

 AWC มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ระดับโลกแก่ผู้มาเยือนผ่านการสร้างสรรค์ 3 ประสบการณ์สำคัญ ได้แก่ การนำเสนอประสบการณ์ระดับโลกภายใต้แนวคิด Festival Village อาทิ Jurassic World: The Experience และประสบการณ์ 4D ด้านความยั่งยืน ‘Better World, Better Future’ รวมถึงการสร้างความโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุด โดยมีไฮไลต์ใหม่ล่าสุดอย่างห้องอา หารภายใต้ธีม Jurassic World แห่งแรกของโลกนอกสวนสนุก รวมถึงการสร้างสรรค์ Lifestyle Market ที่คัดสรรแบรนด์ชั้นนำและร้านค้าท้องถิ่นหลากหลาย ภายใต้พันธกิจของเราที่จะ ‘Building Better Future For All’ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน”

รางวัล Retail Asia Awards จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยนิตยสาร Retail Asia ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อยกย่องความเป็นเลิศขององค์ กรชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมค้าปลีก ทั้งในด้านนวัตกรรม ประสบการณ์ลูกค้า ความยั่ง ยืน และการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจ โดยการคว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand สะท้อนถึงความสำเร็จของ AWC ในการพัฒนาโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก

โครงการนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของ AWC River Journey Project ที่เชื่อมโยงแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวริมสายน้ำเจ้าพระยา โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าแห่งแรกของประเทศไทยในยุครัชกาลที่ 5 ซึ่ง AWC ได้พลิกโฉมพื้นที่แห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมผสานประสบการณ์และการบริการทันสมัย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกไลฟ์สไตล์ตามคอนเซปต์ “All Day Everyday Happiness” นำเสนอกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ร้านอาหารริมแม่น้ำ ประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม การช้อปปิ้ง ไปจนถึงความบันเทิงระดับโลก

นอกจากนี้ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ยังสร้างความตื่นเต้นอย่างต่อเนื่องในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการเตรียมเปิดตัว “Jurassic World: The Experience” ประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบอิมเมอร์ซีฟครั้งยิ่งใหญ่ใหม่ที่สุดในโลกสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวทุกวัย เคียงคู่กับ Jurassic World: The Experience Hatch Dome ที่นำเสนอ “Better World, Better Future” ประสบการณ์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของ AWC ผ่านเทคโนโลยี Liminal 4D Experience ผ่านเรื่องราวการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เข้ากับการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติในปัจจุบัน   

นอกจากนี้ AWC ยังได้ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหลากหลายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรระดับโลก และเครือโรงแรมชั้นนำมากมาย เพื่อนำเสนอประสบการณ์ด้านอาหารและการบริการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านการคัดสรรร้านอาหารคุณภาพเยี่ยมที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแต่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

Mango Art Festival จัดมหกรรมศิลปะเมือง เนรมิตบูทีคโฮเทลริมเจ้าพระยาให้เป็นอาร์ตสเปซสุดสร้างสรรค์

Mango Art Festival จัดมหกรรมศิลปะเมือง เนรมิตบูทีคโฮเทลริมเจ้าพระยาให้เป็นอาร์ตสเปซสุดสร้างสรรค์

Mango Art Festival จัดมหกรรมศิลปะเมือง เนรมิตบูทีคโฮเทลริมเจ้าพระยาให้เป็นอาร์ตสเปซสุดสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ลืมภาพงานศิลปะแบบเดิมๆ ไปได้เลย! Mango Art Festival ผู้จัดเทศกาลศิลปะชั้นนำของไทย พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยงาน “Urban Collectibles 2025” มหกรรมศิลปะเมืองที่จะแปลงโฉมโรงแรม The StandardX, Bangkok Phra Arthit บูทีคโฮเทลแห่งใหม่ริมเจ้าพระยา ให้กลายเป็นอาร์ตแกลเลอรีสุดสร้างสรรค์ใจกลางย่านประวัติศาสตร์บนถนนพระอาทิตย์ ระหว่าง 1-3 สิงหาคม 2568 นี้

พบกับการผจญภัยในโลกของศิลปะเมือง (Urban Art) อันเปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ ตื่นตาตื่นใจกับงานศิลปะมากมาย ทั้งภาพต้นฉบับ (Original Artworks) ภาพพิมพ์ (Prints) ของสะสมจากศิลปิน (Artist Collectibles) และอาร์ตทอยลิมิเต็ดเอดิชัน จากฝีมือศิลปินไทยและต่างประเทศกว่า 100 คน รวมถึงนักสะสมชื่อดัง ที่พร้อมนำเสนอความหลากหลายและมิติใหม่ของศิลปะสู่สายตาคุณ

“เรามุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้หลงใหลในศิลปะเมือง” ผู้จัดงานกล่าว “Urban Collectibles 2025 คือหมุดหมายสำคัญสำหรับศิลปิน คนรักงานอาร์ต และคอมมูนิตี้นักสะสม ในยุคที่วัฒนธรรมเมืองผลักดันผู้คนด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และเป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสเสน่ห์ของ Urban Art อย่างแท้จริง”

งาน “Urban Collectibles 2025” ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจในศิลปะร่วมสมัย งานสะสม อาร์ตทอย และงานคราฟต์ต่างๆ ซึ่งจะมารวมไว้ในที่เดียว สัมผัสกับผลงานสร้างสรรค์จากศิลปินทั้งในและต่างประเทศภายใต้บรรยากาศอันมีชีวิตชีวาและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MangoArtFestival

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สหรัฐอเมริกาขัดแย้งกับกัมพูชา 2568 ไฟป่าที่ลุกลาม

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สหรัฐอเมริกาขัดแย้งกับกัมพูชา 2568 ไฟป่าที่ลุกลาม

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สหรัฐอเมริกาขัดแย้งกับกัมพูชา 2568 ไฟป่าที่ลุกลาม

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี พ.ศ. 2568 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับกัมพูชาตกอยู่ในภาวะตึงเครียด   การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตย หากแต่ครอบคลุมถึงผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ อิทธิพลของจีนในภูมิภาค และอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างลึกซึ้ง

หนึ่งในปัจจัยหลักคือความใกล้ชิดระหว่างกัมพูชากับจีนที่ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโครงการพัฒนา “ท่าเรือน้ำลึกเรียม” ซึ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ และพันธมิตรว่าอาจกลายเป็นฐานทัพเรือของจีนในอนาคต

พร้อมกันนี้ กัมพูชาได้ปรับแนวทางทางเศรษฐกิจโดยหันไปพึ่งพาการลงทุนจากจีนมากขึ้น ลดบทบาทของประเทศตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่อประกอบกับการดำเนินนโยบายภายในที่ถูกมองว่าเป็นการปราบปรามฝ่ายค้าน — อาทิ การยุบพรรค CNRP การจับกุมนักข่าว และการจำกัดเสรีภาพสื่อ — ยิ่งผลักดันให้รัฐบาลกัมพูชาถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะการสืบทอดอำนาจจากฮุน เซน สู่ฮุน มาเนต ผ่านการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใส

การตอบโต้จากฝั่งสหรัฐฯ ดำเนินไปในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้กฎหมายประชาธิปไตยกัมพูชา Cambodia Democracy Act เพื่อคว่ำบาตรรายบุคคลและองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการระงับความช่วยเหลือทางทหาร  ยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) และขึ้นภาษีสินค้าขาเข้าจากกัมพูชา ซึ่งสหรัฐมองว่า เป็นการสวมรอยของสินค้าจีน  ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ  เครื่องหนัง รองเท้าและกระเป๋าเดินทาง ของกัมพูชา ที่เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ

อีกมิติหนึ่งของความขัดแย้งที่สหรัฐฯ เน้นย้ำ คือเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติที่มีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา โดยเฉพาะการหลอกลวงพลเมืองสหรัฐฯ ผ่านคอลเซนเตอร์ของกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ใช้เทคนิค “pig butchering” หลอกให้เหยื่อลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนยักยอกเงินไป สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจฮุยวัน (Huione Group) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก มูลค่ากว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีคว่ำบาตร โดยระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองกัมพูชา ซึ่งยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลกัมพูชาเสียหาย และสร้างแรงกดดันให้สหรัฐฯ เร่งดำเนินมาตรการตอบโต้

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอยู่ในระดับต่ำสุด การเจรจาระดับสูงแทบไม่เกิดขึ้น และเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ กัมพูชาตอบโต้ด้วยการจำกัดกิจกรรมขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ ก็ขยายรายชื่อบุคคลและองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมผ่านช่องทางกฎหมาย โดยมีข้อเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความโปร่งใสในโครงการท่าเรือเรียม และปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง

ในด้านเศรษฐกิจ  เมื่อการขึ้นภาษีของสหรัฐ มีผลบังคับ   กัมพูชาจะเผชิญแรงกดดันด้านการค้าอย่างหนัก  เพราะสินค้ากัมพูชาที่ขายในสหรัฐฯ.จะมีราคาสูงขึ้นมาก นำไปสู่การเลิกจ้างงานในกัมพูชาจำนวนมาก    เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง      และหากเรือรบจีนเริ่มปฏิบัติการจากท่าเรือเรียม เข้าพื้นที่พิพาทใกล้ชายฝั่งกัมพูชา ความเสี่ยงในการเผชิญหน้าระหว่างเรือรบของสหรัฐฯ กับจีนในทะเลจีนใต้จะกลายเป็นความเป็นจริงมากขึ้น

แม้ว่าการปะทะกันโดยตรงทางทหารยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่การโจมตีทางวาทกรรม ข้อมูลข่าวสาร และไซเบอร์อาจทวีขึ้น และกลายเป็นสงครามเย็นยุคใหม่ที่เล่นกันด้วยข้อมูล เศรษฐกิจ และกฎหมายระหว่างประเทศ

การคลี่คลายสถานการณ์ยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีทีท่าจะประนีประนอมต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มเจรจาระดับล่าง เช่นเรื่องการผ่อนผันสิทธิพิเศษทางการค้า แต่เงื่อนไขเบื้องต้นยังห่างไกลจากจุดร่วม อาเซียนอาจพยายามเป็นตัวกลาง แต่บทบาทในการไกล่เกลี่ยก็ยังจำกัดด้วยหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

สรุปแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชาในปี 2568 คือภาพสะท้อนของการแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาค การท้าทายระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนค่านิยมประชาธิปไตย และความไม่พอใจต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ลุกลามไปถึงพลเมืองต่างประเทศ การเผชิญหน้าครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประชาคมอาเซียนหรือไทย หากปัญหานี้ยืดเยื้อ ย่อมกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของทั้งภูมิภาคในระยะยาว

โดย สุริยพงศ