พาราไดซ์ เพลส ร่วมเป็นพลังแห่งการแบ่งปัน ส่งต่ออนาคตการศึกษาให้เด็กไทย

พาราไดซ์ เพลส ร่วมเป็นพลังแห่งการแบ่งปัน ส่งต่ออนาคตการศึกษาให้เด็กไทย

พาราไดซ์ เพลส ร่วมเป็นพลังแห่งการแบ่งปัน ส่งต่ออนาคตการศึกษาให้เด็กไทย

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เพราะศูนย์การค้าไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับการช้อปปิ้งจับจ่ายซื้อของเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันและสร้างประ โยชน์ให้สังคมได้เช่นกัน”

พาราไดซ์ เพลส ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค เดินหน้าสร้าง “สังคมแห่งการให้” ที่ยั่งยืน ด้วยการส่งต่อ “โอกาส” ให้น้อง ๆ เยาวชนได้เรียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่ให้เป็นจุดรวมพลังแห่ง “การให้” และ “การแบ่งปัน” โดยร่วมกับร้านปันกัน ภายใต้ มูลนิธิยุวพัฒน์ จัดกิจ กรรม “ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ครั้งที่ 6” ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ซึ่งภายในงานเปิดจำหน่าย สินค้ามือสองคุณภาพดี ที่ได้รับการบริจาคมาจากผู้มีจิตศรัทธา โดยสินค้าทุกชิ้นผ่านการคัดสรรและตรวจสอบคุณ

ภาพอย่างละเอียดก่อนนำมาวางจำหน่ายในราคาย่อมเยา อาทิ ของใช้สำนักงาน ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ซึ่งนอกจากผู้ซื้อจะได้สินค้าดี ราคาคุ้มค่าแล้ว รายได้จากการจำหน่าย ยังถูกนำไปใช้เป็นทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาต่อไป นอกจากนี้ภายในงานยังเปิดรับบริจาคสิ่งของที่ยังอยู่ในสภาพดีและสามารถใช้งานได้ เพื่อนำไปจัดจำหน่ายในกิจกรรมครั้งต่อไป

พร้อมกันนี้ จรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด ได้นำทีมพนักงานร่วมบริจาคสิ่งของสภาพดีให้แก่ ฐาปนีย์ สิ นาดโยธารักษ์ ผู้อำนวยการโครงการร้านปันกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อ “โอกาส” ที่จะสร้างอนาคตทางการศึกษาให้กับเด็กไทยต่อไป

สำหรับการจัดงานดังกล่าวทั้ง 4 วัน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและประชาชนทั่วไป ที่ตั้งใจมาร่วมเลือกซื้อสินค้ามือสองสภาพดีในราคาจับต้องได้ และมีหลายคนได้นำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้งานแล้วแต่ยังอยู่ในสภาพดีมาร่วมบริจาคอย่างต่อเนื่อง ทางด้าน ธีรนันท์ ธนวงศ์เลิศ พนักงาน MBK Spirit ซึ่งครั้งนี้เป็นทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้บริจาค” กล่าวว่า “รู้สึกดีที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม “ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ครั้งที่ 6” เพราะนอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้ามือสองคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้แล้ว เรายังได้มีโอกาสนำของที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังอยู่ในสภาพดีมาบริจาค ซึ่งของเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็น “โอกาส” ให้น้องๆ ได้มีโอกาสเรียนต่อได้  อยากเชิญชวนทุกคนที่สนใจสินค้ามือสองสภาพดีในราคาจับต้องได้ สามารถมาเลือกซื้อสินค้าที่งาน ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ในครั้งต่อไปได้ หรือหากใครมีของใช้ที่ยังอยู่ในสภาพดี ก็สามารถนำไปบริจาคได้ ที่ ร้านปันกัน ได้เช่นกันครับ”

มธุชุดา งั่งสำฤทธิ์ พนักงานบริษัท กล่าวว่า “งานนี้เป็นโอกาสให้เราได้มอบสิ่งดี ๆ ให้กับเด็กที่ขาดโอกาสด้านการศึกษา ไม่เพียงแต่เราได้ให้ แต่ยังได้รับความสุขใจและความอิ่มบุญกลับมาในเวลาเดียวกัน เพราะสินค้าที่เราซื้อในงานนี้จะกลายเป็นทุนการศึกษาที่ต่อยอดให้น้อง ๆ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือต่อไป”

จุฑาทิพย์ คณานุสรณ์ เจ้าของธุรกิจ “ดีใจที่กิจกรรมดี ๆ อย่าง “ปล่อยของ ส่งน้องเรียน ครั้งที่ 6” มาจัดขึ้นที่พาราไดซ์ เพลส ในงานมีของให้เลือกหลากหลาย และสินค้าที่นำมาขายในงานก็เป็นของที่เราได้นำไปใช้ประโยชน์จริง ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายไปในวันนี้ จะกลายเป็นทุนการศึกษาที่ให้น้อง ๆ ได้เรียนหนังสือต่ออีกด้วย ถ้ามีจัดครั้งต่อไปยินดีที่จะมาอุดหนุนอีกแน่นอนค่ะ”

โดยรายได้จากจำหน่ายสินค้าภายในงานครั้งนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 424,440 บาท และเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปมอบเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาส พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการพัฒนาเยาวชนไทย โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และสร้างอนาคตที่ดีต่อไป

“ศูนย์การค้าพาราไดซ์ เพลส ขอบคุณทุกน้ำใจที่ร่วมกันสร้าง “พลังแห่งการแบ่งปัน” ผ่านกิจกรรมครั้งนี้ เพราะทุกการให้ของคุณ คือ การสร้างโอกาส..สร้างอนาคตให้น้องๆ อีกหลายๆ คน”

จรูญรัตน์ สาลี กก.ผจก.บจ.พา
ราไดซ์ พาร์ค และ ฐาปนีย์ สินาดโยธารักษ์ ผอ.โครงการร้านปันกัน

จรูญรัตน์ สาลี กก.ผจก.บจ.พา ราไดซ์ พาร์ค และ ฐาปนีย์ สินาดโยธารักษ์ ผอ.โครงการร้านปันกัน

ธีรนันท์ ธนวงศ์เลิศ พนักงาน MBK Spirit

ธีรนันท์ ธนวงศ์เลิศ พนักงาน MBK Spirit

มธุชุดา งั่งสำฤทธิ์ พนักงานบริษัท

มธุชุดา งั่งสำฤทธิ์ พนักงานบริษัท

จุฑาทิพย์ คณานุสรณ์ เจ้าของธุรกิจ

จุฑาทิพย์ คณานุสรณ์ เจ้าของธุรกิจ

‘MILKLAB’ ควงแชมป์โลกบาริสต้า เสิร์ฟประสบการณ์กาแฟสุดพิเศษให้บาริสตาและคอกาแฟไทย ในงาน ‘Brew Your Vibe’

‘MILKLAB’ ควงแชมป์โลกบาริสต้า เสิร์ฟประสบการณ์กาแฟสุดพิเศษให้บาริสตาและคอกาแฟไทย  ในงาน ‘Brew Your Vibe’

‘MILKLAB’ ควงแชมป์โลกบาริสต้า เสิร์ฟประสบการณ์กาแฟสุดพิเศษให้บาริสตาและคอกาแฟไทย ในงาน ‘Brew Your Vibe’

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

MILKLAB แบรนด์นมทางเลือกอันดับหนึ่งจากออสเตรเลียมอบประสบการณ์คาเฟ่สุดพิเศษแก่เหล่าบาริสตาและคอกาแฟชาวไทย ในงาน “Brew Your Vibe”   ในบรรยากาศสุดคูล จัดเต็มเครื่องดื่มฟรี พร้อมดนตรีจากเหล่าดีเจ ณ บริเวณ Atrium 2 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์เมื่อเร็วๆ นี้

“MILKLAB” เปลี่ยนลาน Atrium 2 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ให้กลายเป็นปาร์ตี้สุดมัน แนะนำให้บาริสตาผู้เข้าร่วมงานและผู้ที่สนใจทั่วไปได้สัมผัสผลิตภัณฑ์นมพืชระดับพรีเมียมที่โดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณสมบัติในการเข้ากับกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆอย่างลงตัว โดยแนะนำสูตรเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ใหม่ Iced Strawberry Matcha และ Iced Pistachio Latte พร้อมเสิร์ฟรีภายในงาน

Mr. Serge Costi, General Manager – Marketing, Noumi Ltd นำทีมผู้บริหาร MILKLAB จากออสเตรเลียให้การต้อนรับผู้มาร่วมงานอย่างอบอุ่น โดยมีคุณเอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมให้การต้อนรับ 

ผู้เข้าร่วมงานต่างเพลิดเพลินกับการชมการสาธิตลาเต้อาร์ตและเมนูเครื่องดื่ม ซิกเนเจอร์จาก  วรกมล “มุก” เลี้ยงรักษา หรือ  @missmookxx MILKLAB Brand Ambassador ที่เป็นบาริสตาชาวไทยและ influencer  ชื่อดังในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย พร้อมเสียงเพลงจากดีเจชื่อดังอย่าง Taidy, Patra, Bestboi และ Esspee ที่มาสร้างบรรยากาศชิล ๆ ตลอดงาน นอกจากนี้ยังมีเกมส์ ของขวัญ ของที่ระลึกและส่วนลดสำหรับกาแฟอีกมากมาย

ไฮไลต์ของงานเป็นกิจกรรม “Omakafe”  กับ Mikael Jasin แชมป์โลกบาริสต้า 2024 แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ MILKLAB กับประสบการณ์การจับคู่กาแฟกับนมพืชผ่านรสชาติใหม่ที่ไม่คาดคิดมาก่อนให้กับบาริสตาผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน อาทิ กาแฟรสชาติใหม่ผสานแรงบันดาลใจจากเมนูไอริชคอฟฟี่ หรือการประยุกต์เมนู “Bandrek” ซึ่งเป็นกาแฟตำรับดั้งเดิมของอินโดนีเซียให้เป็นเครื่องดื่มรสชาติใหม่ที่น่าสนใจ สร้างบรรยากาศสุดสร้างสรรค์และประสบการณ์การชงเปี่ยมล้นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ร่วมเวิร์คช้อป

Mr. Serge Costi กล่าวว่า “งานที่สยามเซ็นเตอร์นี้ นับเป็นโอกาสดีเยี่ยมของ MILKLAB ในการนำเสนอแก่นแท้ของความเป็นนมพืชคุณภาพสูงที่คิดค้นขึ้นเพื่อกลุ่มบาริสต้าและกาแฟสเปเชียลตี้โดยเฉพาะ ขณะที่ตลาดนมพืชในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 14% ต่อปี เรามองเห็นโอกาสมหาศาลในการขยายตัว เป้าหมายของเราคือการร่วมมือกับร้านกาแฟให้มากขึ้น เริ่มจากกรุงเทพฯ และต่อยอดไปยังเชียงใหม่ ภาคใต้ และพัทยา ที่ใดมีวัฒนธรรมกาแฟ ที่นั่นคือที่ที่ MILKLAB จะเข้าไปมีส่วนร่วม เติบโตไปพร้อมกับชุมชน และส่งมอบประสบการณ์กาแฟที่มีคุณภาพผ่านความร่วมมือและความสร้างสรรค์”

Mikael Jasin กล่าวต่อว่า “สิ่งที่ผมชื่นชมเกี่ยวกับ MILKLAB คือการให้ความสำคัญกับนมพืชไม่ใช่แค่ในฐานะของนมทางเลือก แต่ในฐานะของวัตถุดิบที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับกาแฟสเปเชียลตี้อย่างแท้จริง นมพืชแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นโอ๊ต อัลมอนด์ หรือถั่วเหลือง ต่างก็มีคุณ สมบัติเฉพาะตัว ทั้งในด้านการสตีม รสชาติ และการผสมผสานให้เข้ากับกาแฟได้อย่างลงตัว สำหรับบาริสต้าแล้ว สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสรรค์ที่ก้าวไกลกว่ากาแฟลาเต้แบบเดิมๆ”

“การได้มาร่วมจัดกิจกรรมในสถานที่อย่างสยามเซ็นเตอร์ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสื่อสารกับคนในวงการกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื้อเชิญผู้บริโภคทั่วไปให้เข้ามามีส่วนร่วมและสัมผัสโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์นี้ไปด้วยกัน เพราะในวันนี้ กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือภาษากลางที่ทรงพลัง เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม และเมื่อผสานเข้ากับกระแสของนมพืชที่กำลังเติบโต กาแฟก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน และน่าตื่นเต้นมากขึ้นกว่าที่เคย”

MILKLAB ได้รับการยอมรับจากร้านกาแฟในออสเตรเลียว่าเป็นแบรนด์นมพืชสำหรับบาริสต้าอันดับ 1  และยังขยายตลาดสู่กว่า 20 ประเทศทั่วโลก การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของตลาดกาแฟและวัฒนธรรมคาเฟ่ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงชุม ชนคอกาแฟ บาริสต้า และผู้ประกอบการร้านกาแฟให้ร่วมสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ยั่งยืนและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคน

Mr. Serge Costi

Mr. Serge Costi

Mikael-Jasin

Mikael-Jasin

ร้านอาหารคำหอมชวนมาเปิดประสบการณ์ ‘เชฟเทเบิ้ล’ กับ ‘เชฟเอียน กิตติชัย’

ร้านอาหารคำหอมชวนมาเปิดประสบการณ์ ‘เชฟเทเบิ้ล’ กับ ‘เชฟเอียน กิตติชัย’

ร้านอาหารคำหอมชวนมาเปิดประสบการณ์ ‘เชฟเทเบิ้ล’ กับ ‘เชฟเอียน กิตติชัย’

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

ร้านอาหารคำหอม โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ นำเสนอค่ำคืนและมื้ออาหารอันแสนอบอุ่นจากเชฟเอียน-กิตติชัย กับ กิจกรรมเชฟเทเบิ้ล (Chef’s Table) สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสรสชาติแห่งอาหารตำรับไทย ที่จะผสานวัฒนธรรมการปรุงอาหารอันหลากหลายจากทั่วทุกภูมิภาคผ่านเรื่องราวจากเมนูอาหาร 6 คอร์ส ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568
เปิดรสสัมผัสแห่งค่ำคืนด้วย เมนู “ข้าวตังหน้าตั้ง” ข้าวตังกรุบกรอบพร้อมเครื่องจิ้มไก่ปรุงพิเศษสูตรร้านคำหอม ตามด้วย เมนู “ยำส้มโอปูนิ่ม” ปูนิ่มทอดกรอบ เสิร์ฟคู่กับยำส้มโอรสจัดจ้าน เติมต่อความอร่อยด้วยเมนู “แกงรัญจวนซี่โครงหมู”ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมสายบัวที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ซ่อนรสชาติและเทคนิคของการทำอาหารไทยประจำภูมิภาคอีกด้วย


 
ตามด้วยเมนูเด่นอย่าง “แกงเผ็ดขาเป็ดกรอบ” เนื้อขาเป็ดกรอบนอกนุ่มในมากับแกงกะทิรสจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยหอมมะลิหอมกรุ่นกำลังดี ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานเกินห้ามใจอย่างเมนู “ดอกมะลิ หยกมณี” พานาคอตต้ารสเลิศกลิ่นมะลิ เสิร์ฟพร้อมสาคูใบเตยและน้ำกระสาย ด้วยองค์ประกอบจากขนมหวานไทยแบบดั้งเดิม ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ได้อย่างแยบยล

เชฟเอียน-กิตติชัย กล่าวว่า “เชฟเทเบิ้ล ครั้งนี้จะได้สัมผัสถึงความลึกล้ำในศาสตร์แห่งการปรุงอาหารไทย อาหารแต่ละจานล้วนเน้นย้ำถึงวิถีภูมิปัญญา และเทคนิคการทำอาหารแบบดั้งเดิมของแต่ละภูมิภาค ที่ยังคงสืบสาน อีกทั้งยังคงรักษาคุณลักษณะของวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมได้อย่างสมบูรณ์ ชัดเจน นับเป็นความลงตัวแห่งช่วงเวลา วัฒนธรรม การตีความอย่างสร้างสรรค์ที่ได้สมดุลในทุกจานให้เป็นมื้ออาหารอันอบอุ่นสุดประทับใจ”


นอกจากนี้ ร้านอาหารคำหอมยังนำเสนอไวน์จากฝรั่งเศสที่ได้คัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อเสิร์ฟถึง 3 คอร์ส อันได้แก่ ไวน์ไรสลิง จากแคว้น อาลเซเชียน (Alsatian Riesling) เสิร์ฟเป็นคอร์สเปิด ไวน์เบอร์กันดี เสิร์ฟคู่กับจานแกงเผ็ดเป็ดย่าง และปิดท้ายด้วยการร่วมวงสนทนาอันเปี่ยมด้วยอรรถรสหลังมื้ออาหารที่จับคู่กันได้อย่างลงตัวระหว่างรสชาติแบบไทย และวัฒนธรรมการผลิตไวน์ของฝั่งยุโรป

Chef’s Table with Chef Ian Kittichai จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568 นี้ ให้บริการเวลา 18.30 น.- 22.00 น. โดยเมนู 6 คอร์ส ราคา 1,600++ บาท ต่อท่าน และสามารถจับคู่กับไวน์ได้ในราคา 3,200 บาท++ ต่อท่าน สมาชิก Accor Plus รับส่วนลด 25%, สมาชิก ALL Accor Live Limitless รับคะแนนสะสม Dining Rewards Points

สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ https://khumhomrestaurant.com/th/chef-table-with-chef-ian-kittichai/ หรือ โทร. 02 666 3311

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดการอบรมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ ปี 68 เชียงใหม่ – ลำพูน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดการอบรมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ ปี 68 เชียงใหม่ - ลำพูน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดการอบรมเครือข่ายเตือนภัยพิบัติ ปี 68 เชียงใหม่ – ลำพูน

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ  เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ปี พ.ศ. 2568 โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นายอำเภอดอยสะเก็ด ตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนภาคเอกชน เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 19 ชุมชน และ เครือข่ายศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) – ราชภัฏเชียงราย เข้าร่วมในพิธีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 68 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม Grand Hall ฮอไรซอน วิลเลจรีสอร์ต จังหวัดเชียงใหม่

เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดตั้งขึ้นจากพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ทรงให้มูลนิธิฯ ดำเนินกิจกรรมด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุอุทกภัยและดินถล่ม เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยจัดให้มีระบบการเตือนภัยล่วงหน้าโดยอาศัยสถานีโทรมาตรอัตโนมัติที่ทรงมีพระดำริให้ติดตั้งในบริเวณพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และในพื้นที่ป่าต้นน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งทรงพระราชทานแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชน และการเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้มีองค์ความรู้ ความพร้อม และความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังภัยให้ครอบคลุมในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ 

มูลนิธิ ฯ จึงได้น้อมนำพระดำริมาดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย  และจัดตั้งเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ  เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังภัย การเตือนภัยและอพยพกรณีประสบภัยพิบัติ รวมทั้งมีการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังและเตือนภัยพิบัติชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2562

การอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ปี พ.ศ. 2568 จัดขึ้นเพื่อสนองพระดำริและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2568 ณ Horizon Village Resort และสวนพฤกษศาสตร์ทวีชล เชียงใหม่ และศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดลำพูน โดยเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนฯ ได้เข้าร่วมการฝึกอบรมพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งได้ศึกษาดูงานและรับการถ่ายทอดจากผู้มีประสบการณ์จริงด้านการเตือนภัย ช่วยเหลือกู้ภัย และการบริหารจัดการน้ำ  การฝึกอบรมในด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมของชุมชนเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยพิบัต

ภายในงานมีการจัดแสดง ผลิตภัณฑ์จากเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 19 ชุมชน ทั่วประเทศ ซึ่งมูลนิธิฯได้ช่วยเหลือในการฟื้นฟูอาชีพและนำผลิตภัณฑ์มาช่วยจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน /นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ อาทิ ระบบการจัดการภัยพิบัติ โดย ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลเกาะขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช การดำเนินงานศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)-ราชภัฏเชียงราย การให้คำแนะนำด้านกฎหมาย อาหารและยา ทั้งนี้เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนฯ ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งได้ศึกษาดูงานและรับการถ่ายทอดจากผู้มีประสบการณ์จริงด้านการเตือนภัย ช่วยเหลือกู้ภัย และการบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังจะได้รับการฝึกอบรมในด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมของชุมชนเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ

ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมกว่า 395 หมู่บ้าน ภายใต้เครือข่ายฯ 19 ชุมชน ทั่วประเทศ  และขยายเครือข่ายการดำเนินงานร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังภัยพิบัติ การบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เปิดแล้ว! ‘Healthsphere Clinic’ คลินิกสุขภาพแนวใหม่ เข้าถึงง่าย – มาตรฐานระดับมืออาชีพ

เปิดแล้ว! ‘Healthsphere Clinic’ คลินิกสุขภาพแนวใหม่ เข้าถึงง่าย – มาตรฐานระดับมืออาชีพ

เปิดแล้ว! ‘Healthsphere Clinic’ คลินิกสุขภาพแนวใหม่ เข้าถึงง่าย – มาตรฐานระดับมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.58 น.

สุขภาพแห่งใหม่ใจกลางอารีย์ พร้อมแนวคิด “Your Health Partner..เพื่อนสุขภาพของคุณ เพื่อสร้างคุณในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า” 

Healthsphere Clinic สหคลินิก เป็นทั้งคลินิก และคลินิกเทคนิคการแพทย์ (ตรวจวิเคราะห์เลือด) ดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในทำเลศักยภาพใจกลางย่านอารีย์ แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ ด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายและบรรยากาศที่เป็นมิตร คลินิกแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคลินิกสุขภาพแนวใหม่ที่เข้าถึงง่าย น่าเชื่อถือ และให้บริการด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ

เพราะเราเชื่อว่า ทุกคนมีความแตกต่างกัน วิสัยทัศน์ของเราคือ “สุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากปัจจัยเฉพาะตัวบุคคล” ทำให้ HealthSphere Clinic มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลแบบองค์รวม โดยบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เทคโนโลยีด้านสุขภาพ และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในตัวบุคคล เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่ตรงจุด มีประสิทธิภาพ และออกแบบแผนดูแลสุขภาพที่จำเพาะต่อความต้องการของลูกค้าแต่ละราย เพื่อเป้าหมายในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ท่ามกลางคลินิกมากมายในย่านอารีย์ HealthSphere Clinic คือคลินิกเพียงหนึ่งเดียว ตั้งอยู่ ณ ปากอารีย์ซอย 5 ตัดกับซอยพหลโยธิน 7 ที่นี่ให้บริการตรวจสุขภาพเชิงลึกในราคาสมเหตุสมผล ตรวจเลือด และสุขภาพ รวมถึงมีบริการตรวจสุขภาพพนักงานบริษัทต่างๆ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีสุขภาพดีแต่ต้องการวางแผนสุขภาพระยะยาว ทั้งยังมีแพทย์ประจำทุกวัน ที่พร้อมสำหรับการออกใบรับรองแพทย์ และมีบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นที่หลายคนมักละเลย เช่น ตรวจระดับน้ำตาล ไขมัน และการประเมินภาวะการนอนหลับ 

หนึ่งในจุดเด่นของคลินิก คือการส่งตรวจดีเอ็นเอที่ห้องปฏิบัติการในต่างประเทศโดยตรง ช่วยให้ได้ผลตรวจที่รวดเร็วภายใน 10 วัน และมีความแม่นยำสูง รองรับการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน เช่น การตรวจพันธุกรรม (Genetic Screening) เพื่อคัดกรองความเสี่ยงของโรคในระดับที่แม่นยำที่สุด นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมวิเคราะห์การนอนหลับ (Sleeping Test), การให้คำปรึกษาและจ่ายยา PrEP/ PEP (Pre/Post-Exposure Prophylaxis) รวมถึงการดูแลสุขภาพทางเพศ และการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

นอกจากนี้การควบคุมน้ำหนักอย่างปลอดภัย โดยแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ จะช่วยดูแลเป้าหมายด้านการควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม การเฝ้ามองระดับสมดุลฮอร์โมน ภาวะกระดูกพรุน ระดับน้ำตาล ไขมัน การให้คำแนะนำด้านการโภชนาการและสุขภาพโดยรวมได้อย่างตรงจุดอีกด้วย เพียงแค่ทำนัดเพื่อเข้าหารือกับแพทย์ ทีมจะช่วยคุณในการได้รับคำแนะนำอย่างเฉพาะตัวคุณได้โดยทีมงานมืออาชีพ  

Healthsphere Clinic ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางจิตใจของผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรักษาความลับทางสุขภาพ หรืออยู่ในกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ทุกขั้นตอนของการให้บริการถูกออกแบบมาเพื่อไม่ตัดสิน ไม่คาดเดา และไม่ละเมิดพื้นที่ความสบายใจของผู้ป่วย ผู้รับบริการสามารถเลือกเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็นได้อย่างอิสระ

บุคลากรของคลินิกประกอบไปด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นำโดย พญ.ศศินุช รุจนเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ, พญ.บุญธิดา วาสิกะสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมต่อมไร้ท่อ และ ดร.วิชยุตม์ ทัพวงษ์ นักเทคนิคการแพทย์และนักพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม  คุณชนกพร สถาพรเจริญชัย นักเทคนิคการแพทย์ และนักให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม ซึ่งทำงานร่วมกับทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่ละเอียด รอบด้าน และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เช่น โปรแกรมตรวจการนอนหลับที่เริ่มจากการวินิจฉัยโดยเทคนิคการแพทย์ ให้คำแนะนำโดยพยาบาล และวางแผนการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่ต่อเนื่อง แม่นยำ และครอบคลุม 

นอกจากนี้ HealthSphere Clinic ยังพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องตรวจระดับน้ำตาลแบบเรียลไทม์ที่แสดงผลทุก 10 นาที หรืออุปกรณ์ตรวจการนอนหลับที่บ้าน ซึ่งสามารถส่งข้อมูลผ่านมือถือโดยตรงถึงศูนย์แพทย์ เพื่อให้แพทย์สามารถปรับค่าการรักษาได้ในทันที สะท้อนแนวทางการป้องกันโรค และดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized & Preventive Care) อย่างแท้จริง

สำหรับในอนาคตอันใกล้ คลินิกมีแผนขยายบริการด้าน Telehealth และระบบติดตามสุขภาพแบบ Home-Based รวมถึงเตรียมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงภายใน 3-5 ปี เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้ทุกเวลา

“เราไม่อยากดูแลแค่คนป่วย แต่เราอยากดูแลคนที่ยังไม่ป่วยให้มีความพร้อม เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นี่คือแนวคิดของ HealthSphere Clinic ที่ตั้งใจจะเป็นมากกว่าคลินิกทั่วไป แต่ขอเป็นเพื่อนร่วมทางสุขภาพของคุณในทุกช่วงวัย ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกความหลากหลายของมนุษย์ สนใจเข้ารับบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/HealthsphereClinicArisoi5  Line: @healthsphereclinic / โทร. 062-5475475 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 – 19.00 น. 

-(016)

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติจากองค์การยูเนสโก ถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติจากองค์การยูเนสโก ถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติจากองค์การยูเนสโก ถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังสำนักงานใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ในโอกาสที่ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามคำกราบทูลเชิญของ นางโอเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเยือนสำนักงานใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามคำกราบทูลเชิญของ นางโอเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลหารือในประเด็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการสนับสนุนการมีบทบาทของเยาวชนและกลุ่มเปราะบางในสังคมไทย


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงเน้นย้ำถึงพระกรณียกิจของพระองค์ในการส่งเสริมและการพัฒนาการทอผ้าพื้นเมืองของไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมการดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โครงการดอนกอยโมเดล และโครงการนาหว้าโมเดลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์เรียนรู้บาติกโมเดลในภาคใต้ ตลอดจนโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังมีพระกระแสรับสั่งกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกว่า ประเทศไทยได้เสนอให้ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2569 ซึ่งชุดไทยเป็นผลจากพระราชวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงริเริ่มให้มีการออกแบบชุดไทยที่จะใช้ในวาระต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าความงดงามและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่หลากหลายของไทย


ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกได้ประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

รวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน ‘อาหาร’ ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน

รวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน 'อาหาร' ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน

รวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน ‘อาหาร’ ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

เด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศรวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน “อาหาร” ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน  เทศกาลอาหารแนวใหม่ที่ใช้อาหารเป็นเครื่องมือสะท้อนพลังเยาวชน

มากกว่าอาหารคือพลังงานขับเคลื่อนสังคม เพราะอาหารหนึ่งจานที่เรารับประทานในทุกมื้อสามารถกำหนดชีวิตของเราและกำหนดชีวิตของเมืองได้ แต่ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับอาหารรอบด้าน นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพที่มาจากการกินของเราในทุกมื้อ เทศกาล Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน จึงเป็นการรวมตัวของกลุ่มเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสื่อสารปัญหา และเสนอแนวทางเปลี่ยนแปลงต่อระบบอาหารของไทยอย่างมีพลัง เท่าทันสื่อเท่าทันสังคม ภายใต้แนวคิด “จาน ต่อ จาน” ที่เด็กเยาวชนสามารถเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากจานเล็กๆ ของเราสู่จานของเพื่อน ครอบครัว ชุมชน และสังคม ภายใต้โครงการ Young Food โดยความร่วมมือของสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ที่เชื่อมั่นในพลังของเด็กเยาวชนในการเป็นผู้ริเริ่มสื่อสารอย่างรู้เท่าทัน มีวิจารณญาณ มีสิทธิ์มีเสียงไม่ต่างจากผู้ใหญ่ในสังคม และมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ผู้เป็นสะพานเชื่อมร้อยคนรุ่นใหม่ที่อุดมด้วยพลังงานและความมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมผ่านการกลับไปพัฒนาในถิ่นที่อยู่

เทศกาล Young Food Fest มุ่งหมายให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเรียนรู้การทำงานกับชุมชนอย่างมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การร่วมคิดร่วมออกแบบ การลงมือปฏิบัติจริง การเก็บข้อมูลจนไปถึงการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ โดยจานอาหารหนึ่งจานของพวกเขาสามารถสะท้อนเชื่อมโยงมิติต่างๆ ทางสังคมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมิติทางวิถีวัฒนธรรม ความหลากหลายทางอัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เยาวชนกว่า 12 พื้นที่ปฏิบัติการจากภูมิภาคต่าง ๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดเรื่องราว และแบ่งปันข้อเสนอที่พวกเขารวบรวมข้อมูลผ่านกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของเทศกาลฯ ว่า “ความหมายของจานต่อจาน หมายถึงทั้งเรื่องความมั่นคงของอาหาร ชุมชนอาหาร ชุมของคนรุ่นใหม่และคนหลากหลายวัย จานในปัจจุบันจะสามารถต่อยอดไปถึงจานต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืนและไม่สิ้นสุด จะต้องอาศัยพลังของการเชื่อมโยงซึ่งมีเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้เชื่อมโยงผ่านพลังการสื่อสาร จึงจะทำให้จานหนึ่งใบสามารถส่งต่อไปสู่จานใบอื่นๆ ที่มีความหลากหลายและหมายถึงอนาคตของชุมชนสังคมและอนาคตของโลก

เทศกาลครั้งนี้ผ่านการออกแบบมาอย่างรอบคอบ มีการเตรียมการมาอย่างยาวนานในหลายฝ่ายหลายพื้นที่เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากเทศกาลอาหารทั่วไป เพราะงานนี้มีเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการคิดออกแบบและปฏิบัติการสื่อสารด้วยตัวของพวกเขาเอง ให้เห็นบทบาทว่าไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภคที่ห่างไกลจากระบบอาหาร แต่สามารถบริโภคได้อย่างเท่าทันและสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกจานได้

งานนี้จึงเป็นการตั้งคำถามต่อพลังการสื่อสารและการเชื่อมโยง เชื่อมร้อยจากตัวเราสู่ผู้อื่น สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน รวมถึงมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมในฐานะผู้ร่วมจัดงานนี้จึงอยากเห็นภาพพลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้มแข็งและลุกขึ้นสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านพลังที่อยู่ในมือและจานของเราทุกคน อยากให้ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นเป็นพลังคลื่นลูกถัดไป”

ด้าน นายนราธิป ใจเด็จ ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) กล่าวว่า “งาน Young Food Fest ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลอาหารของคนรุ่นใหม่ แต่คือเวทีสำคัญที่สังคมไทยควรหันมาฟังเสียงของเยาวชนอย่างจริงจัง เราไม่ได้พูดถึงอาหารแค่ในฐานะของกิน แต่ในฐานะของสิทธิ ความยั่งยืน ความเหลื่อมล้ำ และพลังของการเปลี่ยนแปลง อาหารคือประตูสู่การเรียนรู้ การเข้าใจโลก และการออกแบบชีวิตใหม่ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตท่ามกลางวิกฤตหลายด้าน Young Food Fest คือเวทีที่เด็กและเยาวชนได้ร่วมออกแบบอนาคต ผ่านรสชาติของการเรียนรู้ การสนทนา และการลงมือทำ เป็นเทศกาลที่คนรุ่นใหม่ ชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชนจะได้มีพื้นที่เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนร่วมกันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างระบบอาหารที่เป็นธรรม ปลอดภัย และมีความหมายกับทุกคนได้จริง

มอส. ภูมิใจที่ได้ร่วมขับเคลื่อนเวทีนี้กับ สสย. และเครือข่ายในฐานะองค์กรที่เชื่อในพลังของพลเมืองเยาวชนและรุ่นใหม่ และศรัทธาในศักยภาพของการเปลี่ยนแปลงจากรากฐาน เราหวังว่าสังคมจะมองเห็น ไม่ใช่แค่สิ่งที่เด็กทำ แต่อยากชวนให้ฟังในสิ่งที่เขากำลังบอก และในฐานะองค์กรที่สร้างนิเวศน์การเรียนรู้ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในทุกคำถาม ความฝัน หรือจานอาหารที่เขานำเสนอ คือบทสนทนาสำคัญว่าพรุ่งนี้เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร”

ปิดท้ายด้วย นายโกศล สิงหนาท ผู้อำนวยการเขตพระนคร กล่าวถึงจุดสำคัญของเทศกาลฯ ว่า “เป็นเทศกาลอาหารที่แตกต่างจากเทศกาลอาหารทั่วไป เป็นเทศกาลอาหารแนวใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยเด็กเยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อจะสื่อสารเรื่องราวของอาหารจากหลากหลายพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่น ทั่วประเทศ ที่เชื่อมโยงกับมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ความหลากหลายทางอัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เกิดความตระหนักและการมีส่วนร่วมต่อการดูแลรักษาระบบอาหารที่มั่นคง ปลอดภัย สำหรับทุกคน”

Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน เวทีของเด็กเยาวชนที่อาหารไม่ใช่แค่เรื่องกิน แต่คือเครื่มือองเปลี่ยนสังคม

สำหรับผู้ที่พลาดการเข้าร่วมงาน สามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่เพจ Young Food

-(016)

ททท. ชวนทุกคนร่วมแชร์โมเมนต์สุดอบอุ่นใน Grand Moment of Memory: วันวานยังหวานอยู่ พร้อมสนุกไปกับชาเลนจ์ TikTok “ฟีลดีพิกัดเดิม”

ททท. ชวนทุกคนร่วมแชร์โมเมนต์สุดอบอุ่นใน Grand Moment of Memory: วันวานยังหวานอยู่ พร้อมสนุกไปกับชาเลนจ์ TikTok “ฟีลดีพิกัดเดิม”

ททท. ชวนทุกคนร่วมแชร์โมเมนต์สุดอบอุ่นใน Grand Moment of Memory: วันวานยังหวานอยู่ พร้อมสนุกไปกับชาเลนจ์ TikTok “ฟีลดีพิกัดเดิม”

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.22 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนคุณร่วมออกเดินทางสัมผัสโมเมนต์เก่าเล่าใหม่ในมุมมองที่อบอุ่น สดใส และมีความหมายลึกซึ้ง กับโครงการ Grand Moment of Memory: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่ ในธีม Grand Moment of Memory ภายใต้แคมเปญ Grand Moment ประจำปี Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 ซึ่งมุ่งส่งมอบช่วงเวลาที่มีคุณค่าและประสบการณ์ที่เติมเต็มใจ

ท่ามกลางกระแสสังคมและวิถีชีวิตยุคปัจจุบันที่ไม่อาจหลีกหนีจากความเร่งรีบวุ่นวาย ทำให้หลายคนโหยหาช่วงเวลาเรียบง่าย ละมุนละไม และตราตรึงอยู่ในใจ อย่างยุค ’80 ถึงปลาย ’90 ซึ่งเคยเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น อาหาร และสถานที่ต่าง ๆ ส่งผลให้ความต้องการสัมผัสวันวานอันแสนหวานกลายเป็นเป้าหมายของการออกเดินทางอีกครั้ง สอดคล้องกับนิยาม “Nostalgia” ที่กำลังเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวซึ่งให้คุณค่าต่อจิตใจ แม้แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials ที่เกิดไม่ทันช่วงยุคเหล่านั้นก็ยังอินไปกับเรื่องราวอย่างน่าทึ่ง

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่า “โครงการ Grand Moment of Memory: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยการถ่ายทอดคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวแห่งเดิม แต่เพิ่มเติมประสบการณ์ใหม่ที่มีสีสัน เข้ากับยุคสมัย และให้ความรู้สึกเชื่อมโยงถึงอดีตไปพร้อมกัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ผู้มองหาการเดินทางที่มีความหมายและ “รู้สึกได้” อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งกลุ่ม Gen Y และ Gen X ที่ต้องการกลับไป “รู้สึกใหม่อีกครั้ง”

ททท. ได้ผนึกกำลังกับ พันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ได้แก่ บัตรเครดิต KTC, Siam Amazing Park, SEE FAH, Traveloka และ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin ภายใต้แนวคิด “ReFeel Memory” ในการร่วมประชาสัมพันธ์และจัดทำดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับนักเดินทาง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพักค้างคืน

“ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ส่งผลให้เศรษฐกิจหมุนเวียน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายอภิชัย กล่าวเสริม

เพื่อเพิ่มสีสันของโครงการฯ ททท. ได้เตรียมจัด “ReFeel Memory Fam Trip” คอนเซ็ปต์ “Let’s Ride Back in Time! ทริปนี้สู่วันวาน…ในพิกัดความทรงจำ” พาเหล่า KOLs และ Content Creator สัมผัสการเดินทางด้วยรถไฟ SRT Prestige สู่สถานีหัวหิน ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 พร้อมออกแบบกิจกรรมที่มีกิมมิคกระตุ้นความทรงจํา และสร้างบรรยากาศย้อนวันวานที่ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin เพื่อ ReFeel Memory ให้ครบทุกมิติ

ในโอกาสนี้ ททท. ขอชวนทุกคนร่วมสนุกกับแคมเปญ “ฟีลดีพิกัดเดิม” โดยครีเอทคอนเทนต์ TikTok (วิดีโอ/ภาพนิ่ง) เล่าถึงสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวย้อนวันวานใน “พิกัดความทรงจำ” ของคุณ! โดยใช้แผ่นเสียง “ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่” และติดแฮชแท็ก #ฟีลดีพิกัดเดิม #ReFeelMemory #วันวานยังหวานอยู่ #AmazingThailand #GrandMoment ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 เพื่อรับ ของขวัญสุดเก๋ อาทิ กล้อง Instant, ลําโพง Bluetooth และ Voucher ที่พัก/ร้านอาหาร มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการ Grand Moment of Memory: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่ ได้รีมิกซ์เพลงฮิตในตำนาน “วันวานยังหวานอยู่” ประพันธ์โดย สันติ เศวตวิมล ให้เข้ากับยุคสมัย พร้อมท่าเต้นสุดคิวท์ซึ่งออกแบบโดยทีม The Character Academy ให้ทุกคนได้ร่วมชาเลนจ์เต้นและแชร์คลิปโมเมนต์พิเศษบนโซเชียลมีเดียของคุณ

ติดตามรายละเอียดกิจกรรม และร่วม Let’s ReFeel ด้วยกันได้ทาง

• Facebook Page: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่

• TikTok: @ReFeelMemory

• Line OA: @ReFeelMemory

#ฟีลดีพิกัดเดิม #ReFeelMemory #วันวานยังหวานอยู่ #AmazingThailand #GrandMoment

เหล่าอินฟลูคนดัง ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA แบรนด์น้ำหอมไทยน้องใหม่

เหล่าอินฟลูคนดัง ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA  แบรนด์น้ำหอมไทยน้องใหม่

เหล่าอินฟลูคนดัง ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA แบรนด์น้ำหอมไทยน้องใหม่

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

เหล่าอินฟลูและคนดัง อาทิ ไมค์ พิรัช, นนท์ อินทนนท์, มุก วรนิษฐ์, ณัฏฐ์ กิจจริต, เอม ภูมิภัทร, กัน จอมพลัง, Teayii, พอร์ช-อาร์ม, บาส น๊อต ต้า อัส ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA (ลา โลม่า) แบรนด์น้ำหอมน้องใหม่สัญชาติไทย โดย ต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง House of Loma Company ที่พร้อมเปิดประสบการณ์ค้นพบตัวตนในทุกมิติ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สยามเซ็นเตอร์

ครั้งแรกกับการเปิดตัวแบรนด์ LA LOMA (ลา โลม่า) แบรนด์น้ำหอมที่ใช้เวลากว่าสี่ปีในการวิจัยและพัฒนาสู่การเปิดประสบการณ์ใหม่ของกลิ่นที่มากกว่าความหอม มีความโดดเด่นทั้งองค์ประกอบของกลิ่น การออกแบบ และแนวทางสื่อสาร เพื่อสร้างแบรนด์น้ำหอมที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นตัวตนอย่างลึกซึ้ง พร้อมเปิดตัว LA LOMA: The Exhibition นิทรรศการน้ำหอมครั้งแรก ที่สยามเซ็นเตอร์ และยังครีเอต LA LOMA Siamora กลิ่นพิเศษสุด exclusive ที่จัดทำเฉพาะงานนี้ สำหรับสยามเซ็นเตอร์ เท่านั้น

LA LOMA เปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่านนิทรรศการ LA LOMA: The Exhibition ณ Atrium 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งนิทรรศการนี้ออกแบบให้เป็น ‘งานศิลปะที่มีชีวิต’ ภายในงาน พบกับโดมโปร่งใสขนาดใหญ่ใจกลางพื้นที่ จำลองภูมิทัศน์ของ “เนินเขา” ที่สลับซับซ้อน (La Loma แปลว่า “เนินเขา” ในภาษาสเปน) ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสานธรรมชาติและความเรียบหรูของเมือง เพื่อสะท้อนหัวใจของแบรนด์ ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีหลายชั้น หลายมิติ จึงกลายเป็น Key Message ของแบรนด์:“Scent Your Soul, Unfold Your Layers.”

พบกับ LA LOMA: The Exhibition ตั้งแต่วันนี้ – 29 กรกฎาคม 2568 ณ เอเทรียม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ โดยทุกการซื้อครบ 2,500 บาท รับฟรี LA LOMA Siamora EDP ขนาด 9 ml (กลิ่นพิเศษที่จัดทำเฉพาะงานนี้ จำนวนจำกัด 500 ชิ้นเท่านั้น) และ โปรโมชันเซ็ตพิเศษ สำหรับผู้ที่ซื้อครบ 3 กลิ่น หรือ 3 ไอเท็มรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook, Instagram: SiamCenter

#SiamCenterXOXO #SiamCenter #TheIdeaopolis #BeInspired #BeTheFirst

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการใช้ยาแก้อักเสบ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดการเข้าใจผิดได้ เช่น ป่วยมาด้วยอาการหลัก คือ มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก มีเสมหะสีเขียว แล้วถามหายาแก้อักเสบ แต่สิ่งที่คาดหวัง คือได้ยาเพื่อฆ่าเชื้อก่อโรค ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะ (antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อ (antimicrobials) บางคนมีตัวอย่างยามาเพื่อแสดงประกอบการขอซื้อยา (ไม่ทราบว่านำตัวอย่างมาจากไหน) แล้วบอกเภสัชกรว่าต้องการยาตัวนี้
อีกกรณีหนึ่งที่อาจพบคือ คนไข้มาด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายหนัก มาขอซื้อยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ กรณีนี้อาจไม่มีชื่อยาหรือตัวอย่างยามาด้วย แต่ความเข้าใจของผู้ป่วยคือ ต้องการยาแก้อักเสบ เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งหากซักประวัติแล้วไม่มีข้อห้ามใช้ ยาที่ผู้ป่วยรายนี้จะได้คือยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs หรือเอ็นเสด) ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้อาจเป็นที่รู้จักกันดี คือ ไอบูโพรเฟน เซเลค็อกสิบ เป็นต้น

ผู้อ่านอาจสงสัยว่า คำว่ายาแก้อักเสบ คือยาแก้อะไรกันแน่ ขอย้ำว่าอาการอักเสบ (Inflammation) คือ การตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อการบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือการระคายเคือง เป็นกลไกสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องร่างกาย และเริ่มต้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง เมื่อร่างกายเกิดการอักเสบ ร่างกายจะส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันและสารเคมีต่าง ๆ ไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม (เช่น เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส) สารระคายเคือง หรือเนื้อเยื่อที่เสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซม อาการที่ปรากฏขึ้นในบริเวณที่เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวด บวม แดง ร้อน นั่นหมายความว่า การอักเสบ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อต่าง ๆ ก็ได้
คนทั่วไปเรียกยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ ว่ายาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่การใช้ยาผิด แล้วอาจนำยาปฏิชีวนะไปใช้ ในกรณีเกิดการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ นอกจากกินยาแล้วโรคไม่หาย แล้วยังเสี่ยงต่อการแพ้ยา หรือดื้อยาด้วย
ในทางกลับกัน เช่น ผู้ป่วยเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ แต่ไปใช้ยา NSAIDs ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ก็อาจจะไม่หาย และทำให้การติดเชื้อรุนแรงมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยาทั้งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มยาที่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์มากที่สุด ทั้งเรื่องของการเกิดอาการแพ้ยาและการเกิดผลข้างเคียง ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาทั้งสองกลุ่มให้ปลอดภัยกันดีกว่า
การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัย

  • ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนใช้
  • กินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง โดยต้องกินยาให้หมดตามขนาด และระยะเวลาที่กำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม การหยุดยาก่อนกำหนดอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่ตายหมด ทำให้เชื้อเหล่านั้นพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาได้ และทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น
  • กินยาให้ตรงเวลา เพื่อรักษาระดับยาในร่างกายให้คงที่และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ
  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด (เช่น แพ้ยาเพนิซิลลิน, ซัลฟา) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรง และแจ้งโรคประจำตัว หรือยาอื่นๆ ที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยา
  • เก็บรักษายาในที่แห้ง ไม่ชื้น และพ้นจากแสงแดด ทำตามคำแนะนำบนฉลาก และยาบางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น (เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดน้ำสำหรับเด็กบางตัว)

วิธีใช้ยากลุ่ม NSAIDs อย่างปลอดภัย

  • ใช้ในขนาดที่เหมาะสมและไม่เกินปริมาณที่แนะนำ โดยอ่านฉลากยาให้ละเอียด และรับประทานตามขนาดและระยะเวลาที่แนะนำ ห้ามเพิ่มขนาดยาเอง เพราะไม่ได้ช่วยให้ออกฤทธิ์ดีขึ้น แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ถ้าไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
  • รับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เนื่องจากยาบางชนิดมักทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที จะช่วยลดผลข้างเคียงนี้ลงได้มาก
  • ใช้ยาเท่าที่จำป็น ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ มีผลข้างเคียงสูงต่อกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งอาจมีเลือดออก หรือถึงขั้นกระเพาะทะลุได้ อาการที่บ่งชี้ เช่น ปวดท้อง เสียดท้อง แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ

นอกจากนี้ ยา NSAIDs ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และอาจส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้การกรองของเสียของไตลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ที่ภาวะขาดน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs หรือใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ภายใต้การดูแลของแพทย์

  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว (โดยเฉพาะโรคกระเพาะอาหาร ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง) และยาอื่น ๆ ที่กำลังใช้อยู่ ส่วนหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ

ขอย้ำว่า ยาแก้อักเสบอาจก่อปัญหาใหญ่ได้ เราจึงต้องปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ ก่อนใช้ยา เพื่อให้ใช้ยาให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด