‘เพอร์ร่า’ ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผนึก ‘PIPATCHARA’ ดีไซน์แฟชั่น ‘AQUA-R-US’ คอลเลกชันใหม่รักษ์โลกจากฝาขวดและเศษอวน

‘เพอร์ร่า’ ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผนึก ‘PIPATCHARA’  ดีไซน์แฟชั่น 'AQUA-R-US' คอลเลกชันใหม่รักษ์โลกจากฝาขวดและเศษอวน

‘เพอร์ร่า’ ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผนึก ‘PIPATCHARA’ ดีไซน์แฟชั่น ‘AQUA-R-US’ คอลเลกชันใหม่รักษ์โลกจากฝาขวดและเศษอวน

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เพอร์ร่า”  เสริมแกร่งภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ผนึกความร่วมมือ PIPATCHARA” แบรนด์แฟชั่นระดับโลกสัญชาติไทย ออกคอลเลกชัน AQUA-R-US โดยการรีไซเคิลฝาขวดน้ำเพอร์ร่าและเศษอวน มาดีไซน์เป็นเสื้อผ้าและกระเป๋า เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสวยงามของธรรมชาติและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่นที่ยั่งยืน

พรรณทิพย์  ลีตะชีวะ ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาดแบรนด์น็อนแอลกอฮอล์ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เพอร์ร่าก้าวเป็นผู้นำตลาดน้ำแร่และสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยหัวใจหลักคือการเป็นน้ำแร่คุณภาพจากธรรมชาติ 100% นอกจากการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว เพอร์ร่ายังใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างผสมผสานกับภาพลักษณ์แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา เพอร์ร่า ได้ร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นและดีไซน์เนอร์ชั้นนำของไทย (Thai Designer) สร้างสรรค์ฉลากสินค้าใหม่คอลเล็กชั่นพิเศษ สร้างสีสันให้กับตลาดน้ำแร่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เพอร์ร่า ร่วมกับ PIPATCHARA แบรนด์แฟชั่นระดับโลกจากไทย เดินหน้าออกคอลเลกชันใหม่ AQUA – R-US โดยการนำฝาขวดน้ำแร่เพอร์ร่ามาบดละเอียดและขึ้นรูปเป็นชิ้นงานดีไซน์ ผสานกับเศษอวน รีไซเคิลให้กลายเป็นวัสดุที่มีคุณค่าและสวยงามอีกครั้ง ออกแบบเป็นเสื้อผ้า และกระเป๋า ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เพอร์ร่าได้ถ่ายทอดมุมมองผ่านคอนเซ็ปต์ Life is natural wonders ‘เพราะธรรมชาติคือเรา’ จากแนวคิดความงามของธรรมชาติอย่างยั่งยืนผ่านแฟชั่นที่มีความหมาย

โดยที่ผ่านมา เพอร์ร่า ได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นและดีไซเนอร์ไทยชื่อดังมากมาย อาทิ Disaya, Sretsis, Kloset, Asava, Issue, Poem, Vickteerut, Vatanika, La Boutique และ Vinn Patararin ตอกย้ำถึงการเป็นแบรนด์ที่ผสานแฟชั่นเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว สำหรับคอลเลคชั่น AQUA-R-US สามารถหาซื้อ ได้ที่ PIPATCHARA SHOP หรือช่องทางออนไลน์ที่ https://pipatchara.com/  

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ ผอ.กลุ่มการตลาดแบรนด์น็อนแอลกอฮอล์ บจ.บุญรอดเทรดดิ้ง

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ ผอ.กลุ่มการตลาดแบรนด์น็อนแอลกอฮอล์ บจ.บุญรอดเทรดดิ้ง

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ กับ เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ กับ เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา

ชุดน้ำชายามบ่าย แรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ ‘Atelier’ แบรนด์ SIRIVANNAVARI

ชุดน้ำชายามบ่าย แรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ ‘Atelier’ แบรนด์ SIRIVANNAVARI

ชุดน้ำชายามบ่าย แรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ ‘Atelier’ แบรนด์ SIRIVANNAVARI

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เผยโฉมชุดน้ำชายามบ่ายคอลเลคชั่นล่าสุด “Atelier Tea Reverie” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ “Atelier” ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI

เปิดประสบการณ์เข้าสู่โลกแห่งจินตนาการที่หลอมรวมงานออกแบบแฟชั่น เข้ากับรสชาติความละมุนแห่ง Afternoon Tea อันเลื่องชื่อของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กับเมนูใหม่ล่าสุด  “Atelier Tea Reverie” ชุดน้ำชายามบ่ายอันหรูหราซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผลงานเครื่องประดับล้ำค่า  ‘Atelier’ Fine Jewellery Collection  แห่ง SIRIVANNAVARI แบรนด์แฟชั่นระดับลักซ์ชัวรีที่ชวนคุณมาสัมผัสกับสตูดิโอของกูตูริเยร์หรือห้องเสื้อชั้นสูง   

ดื่มด่ำกับความหอมละมุนของเมนูชาเกรดพรีเมี่ยม และลิ้มลองความอร่อยของเมนูอาหารคาวและของหวานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน สะท้อนถึงความสง่างามและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ซึ่งเครื่องประดับคอลเลคชั่นนี้เป็นการหยิบยกวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกแบบอย่างสายวัด นำมาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์แบบเครื่องประดับ พร้อมเพิ่มเติมด้วยชุดพาสทรีสุดพิเศษ ซึ่งถูกจัดวางมาในกล่องเครื่องประดับอย่างสวยงาม 

ชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษ “Atelier Tea Reverie” นี้เปรียบเสมือนห้วงแห่งจินตนาการสอดประสานงานฝีมือและความประณีตชวนเชิญให้คุณได้มาสัมผัสช่วงเวลายามบ่ายอันแสนวิเศษ  พร้อมเสิร์ฟให้คุณได้ลิ้มลองความอร่อยทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึง 18.00 น. ณ ล็อบบี้ เลานจ์ ในราคาชุดละ 3,200++ บาท สำหรับ 2 ท่าน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02 095 9999 หรือ อีเมล์ fb.sindhorn@kempinski.com

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ต่อเนื่องปีที่ 4 ไฮไลต์ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ แฟชั่นโชว์ 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ต่อเนื่องปีที่ 4  ไฮไลต์ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’  แฟชั่นโชว์ 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ต่อเนื่องปีที่ 4 ไฮไลต์ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ แฟชั่นโชว์ 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยกระดับมรดกหัตถศิลป์ไทยสู่สากล เอ็ม ดิสทริค จัดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 สุดยิ่งใหญ่ ชูไฮไลต์ “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน ปี 2568 พร้อมชมแฟชั่นผ้าไทยจาก 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำทุกเจเนอเรชั่น 26 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม นี้ ที่ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์

เอ็ม ดิสทริค ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสืบสานลมหายใจให้แก่ “ผ้าไทย” ตามรอยพระราชปณิธานที่ทรงทุ่มเทมาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี นำไปสู่การสร้างชีวิตและอาชีพให้แก่พสกนิกร และพิทักษ์รักษามรดกภูมิปัญญาแห่งผืนผ้าอันล้ำค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงอนุรักษ์และสืบสานพระราชปณิธานดังกล่าว อีกทั้งยังทรงจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัยสามารถก้าวสู่ระดับสากลเพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน  

THAI CRAFT MARKET ช้อปผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทย คัดสรรผ้าไทยและงานหัตถกรรมคุณภาพระดับพรีเมียมโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาให้เลือกซื้ออย่างจุใจ ณ เอ็ม มาร์เก็ต ฮอลล์     ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ โดยมีสินค้าไฮไลต์คือ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ ผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน ปี 2568 มีลวดลายงดงาม ทั้งลายดอกพุดตาน ลายหัวใจดอกพุดตาน ลายมยุรสิริ ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568 โดยจะนำมาจำหน่ายในงานนี้เป็นที่แรก ซึ่งผลิตมาในจำนวนจำกัด พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายร่วมสมัย เช่น ลายดาว ลายคลื่นทะเล และลายยามเย็น เป็นต้น ซึ่งลายผ้ามีความทันสมัย ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน, ผ้าขนแกะ จากสมาชิกศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ดอกไม้ประดิษฐ์ เช่น ดอกวิสทีเรีย  ดอกลาเวนเดอร์ เอื้องผึ้ง เอื้องม่อนไข่ และเอื้องช้างน้าว ตามพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อครั้งเสด็จไปทรงงาน  ณ จังหวัดเชียงใหม่, เครื่องเคลือบดินเผา ชุดสำรับไทยดีไซน์ใหม่, ไอศกรีมสามมิติ จากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ลายประตูพระบรมมหาราชวัง รสมะพร้าวอ่อนเคลือบชิ้นช็อกโกแลต, รสนมอัดเม็ดจิตรลดา เคลือบชิ้นช็อกโกแลต, ลายกระเบื้องวัดพระแก้ว รสมังคุด และรสกะทิ มะม่วง, ลายช้าง รสทุเรียนและชาไทย และสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ อีกมากมายจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินและพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ  พร้อมรับชมการแสดง

ตื่นตาการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 

พิเศษกับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันที่ 26 – 28 กรกฎาคมวันที่ 2 – 3 สิงหาคม และวันที่ 9-12 สิงหาคม 2568 รอบเวลา 15.30 น. และ 16.30 น.ณ เอ็ม มาร์เก็ต ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มส    

แฟชั่นโชว์ “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES”

 ยกระดับผ้าไทยสู่รันเวย์สากลกับแฟชั่นโชว์ครั้งสำคัญ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือพระนิพนธ์ THAI TEXTILES TREND BOOK ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พบกับผลงานการออกแบบสุดพิเศษจาก 14 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ ได้แก่ SIRIVANNAVARI, TIRAPAN, THEATRE, ASAVA, ISSUE, CHAI GOLD LABEL, WISHARAWISH, MILIN, VICKTEERUT, ARCHIVE026, TANDT JANESUDA, LANDMEÉ, IRADA ที่จะมาร่วมกันบรรเลงท่วงทำนองแห่งแฟชั่นผ่านมนต์เสน่ห์ของเส้นใยผ้าไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯและชุมชนต่างๆ  ทั้งผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน, ผ้าไหมลายตาราง และผ้าไหมสีเรียบ และอื่นๆ รังสรรค์ออกมาเป็น 42 ผลงานแฟชั่นดีไซน์ร่วมสมัยอันน่าทึ่ง ในวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ เอ็ม ทาวเวอร์ ชั้น 14 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์

นิทรรศการ THAI TEXTILES EXHIBITION 

นำผลงานการออกแบบชุดผ้าไทยจาก 14 แบรนด์ชั้นนำ ที่ร่วมแฟชั่นโชว์ “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES” จัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้รับชม สร้างแรงบันดาลใจในการส่งเสริมและอนุรักษ์ ผ้าไทยอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2568 ณ เอ็ม สเตชั่น (ทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์)

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานมรดกหัตถศิลป์อันล้ำค่า และภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย ในงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 ระหว่าง
วันที่ 26 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ เปิดตัวครั้งแรก ‘Cape & Kantary Card’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ รวมทุกเอกสิทธิ์ 23 โรงแรมทั่วไทยในบัตรเดียว

‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ เปิดตัวครั้งแรก ‘Cape & Kantary Card’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ รวมทุกเอกสิทธิ์ 23 โรงแรมทั่วไทยในบัตรเดียว

‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ เปิดตัวครั้งแรก ‘Cape & Kantary Card’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ รวมทุกเอกสิทธิ์ 23 โรงแรมทั่วไทยในบัตรเดียว

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ โดยเจ้าของธุรกิจและผู้บริหาร นางธีรวัลคุ์ เตชะอุบล เปิดตัวครั้งแรกกับรอยัลตี้โปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Cape & Kantary Card (บัตรเคป แอนด์ แคนทารี) เพื่อมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ เปิดโอกาสให้ลูกค้าคนพิเศษสามารถสะสมคะแนนจากการเข้าพักที่โรงแรมชั้นนำทั้ง 23 แห่งในเครือทั่วประเทศไทย พร้อมแลกคะแนนสะสมเป็นห้องพักได้ฟรี สามารถสมัครสมาชิก Cape & Kantary Card ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นี้เป็นต้นไป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล

นางธีรวัลคุ์ เตชะอุบล เจ้าของธุรกิจและดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ เป็นผู้ริเริ่มโครงการรอยัลตี้โปรแกรม Cape & Kantary Card  กล่าวว่า Cape & Kantary Card สร้างสรรค์ขึ้นจากความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักที่คุ้มค่าและมาพร้อมกับความเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยสโลแกน “ENJOY YOUR STAY THEN TURN POINTS INTO A FREE NIGHT” เพื่อตอบแทนลูกค้าคนสำคัญ โดยทุกการใช้จ่าย 1,000 บาทต่อค่าห้องพักต่อวัน สมาชิกจะได้รับ 1 คะแนนสะสมทันที และเพียงสะสมคะแนนครบ 20 คะแนนขึ้นไป ก็สามารถแลกห้องพักโรงแรมในเครือได้ฟรี 1 ห้อง (1 คืน) พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน 

ยิ่งไปกว่านั้น สมาชิก Cape & Kantary Card  ยังได้รับเอกสิทธิ์เหนือกว่าการเข้าพักทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเช็คอินก่อนเวลาและเช็คเอาท์หลังเวลาที่กำหนด (ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักว่างในแต่ละวัน) รับคะแนนสะสม 2 เท่าเมื่อเช็คอินในเดือนเกิด (1 ครั้งในเดือนเกิด) รวมถึงส่วนลดสำหรับบริการต่าง ๆ ได้แก่ ส่วนลด 20% สำหรับบริการซักรีด และส่วนลด 15% สำหรับบริการสปา ณ เคปสปา

 “นับว่าเป็นครั้งแรกที่ Cape & Kantary Hotels ได้เปิดตัวรอยัลตี้โปรแกรม ซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงแรมกับแขกผู้เข้าพักให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ดังนั้นเราจึงคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการตอบแทนความไว้วางใจเหล่านั้นในรูปแบบที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ของคุณภาพ การบริการ และความพิเศษที่แตกต่าง เราไม่เพียงตอบแทนสมาชิกด้วยคะแนนสะสมหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ มากมาย แต่ยังรวมถึงในเรื่องของความคุ้มค่า และความสะดวกรวดเร็วในการใช้สิทธิ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่  สมาชิก Cape & Kantary Card สามารถสะสมแต้มจากการจองห้องพัก แล้วนำมาแลกสิทธิประโยชน์ เช่น ห้องพักฟรีจากโรงแรมทั้ง 23 แห่ง ส่วนลดบริการต่าง ๆ ในโรงแรม รวมถึงอภินันทนาการต่าง ๆ ที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนมามอบให้เป็นพิเศษสำหรับสมาชิกคนสำคัญของเรา” 

พิเศษไปกว่านั้น Cape & Kantary Card  ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ รับคะแนนสะสมสองเท่าเมื่อสมัครสมาชิกและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 (สำหรับการเข้าพักครั้งแรกเท่านั้น) และสามารถตรวจสอบคะแนนสะสมและที่พักได้ที่ http://www.capekantaryhotels.com/loyalty-application/ โดยบัตรมีอายุการใช้งานตลอดชีพ สามารถสมัครสมาชิก Cape & Kantary Card  ผ่านเว็บไซต์ loyalty.capekantaryhotels.com/register/ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02 253 3791-7 ต่อ 137 หรืออีเมล loyaltyprogram@capekantaryhotels.com

ทั้งนี้ คะแนนสะสม Cape & Kantary Card รับ 1 คะแนนสำหรับค่าใช้จ่าย 1,000 บาทสำหรับห้องพักโรงแรมในเครือฯ ในอัตรารายวันเท่านั้น คะแนนสะสมไม่สามารถใช้อัปเกรดห้องพักได้ คะแนนสะสมที่ไม่ได้ใช้จะหมดอายุเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวบัญชีสมาชิกเป็นเวลา 12 เดือน รับคะแนนสะสมเมื่อเข้าพักโรงแรมที่ร่วมรายการ และทุกครั้งที่ได้รับคะแนนใหม่จะช่วยขยายระยะเวลาของคะแนนสะสมโดยอัตโนมัติ การจองผ่านบริษัทท่องเที่ยวหรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์ รวมทั้งการจัดประชุม สัมมนา จะไม่ได้รับคะแนนสะสม เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไข โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางช่องทางการติดต่อสื่อสารของโรงแรมฯ

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ กลุ่มโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งโรงแรมทั้ง 23 แห่ง ในเครือมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วประเทศ ภายใต้แบรนด์คอลเลคชั่น เคป, แคนทารี, คามิโอ และ ซัมแวร์ ให้บริการห้องพักขนาดกว้างขวาง พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทันสมัยรวมทั้งบริการอันเป็นเลิศ เพื่อให้ทุกท่านได้รับความสะดวกสบายและเพลิดเพลินไปกับการทำงานหรือการท่องเที่ยวพักผ่อน นอกจากนี้ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ยังมีบริการเหนือระดับอีกมากมาย อาทิ เคปยอร์ช ชาร์เตอร์ส, เคปสปา, คาเฟ่ แคนทารี, แคนทารี เคเทอริ่ง และ แคนทารี เทอเรส สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของโรงแรมในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.capekantaryhotels.com

ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ

ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ

ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ โดยเชฟชาวฮ่องกง บรรจุในกล่องสวยดีไซน์ร่วมสมัย จากโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (InterContinental Bangkok) พร้อมจำหน่ายที่ห้องอาหาร ซัมเมอร์ พาเลซ (Summer Palace) และร้านขนม บัตเตอร์ (Butter) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถึง 6 ตุลาคม 2568

เทศกาลไหว้พระจันทร์ ถือเป็นเทศกาลอันทรงคุณค่าและงดงามที่สืบสานกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษประจำปีที่นอกจากจะได้ขอพรจากพระจันทร์แล้ว ยังเป็นเทศกาลที่ผู้คนมักส่งมอบขนมไหว้พระจันทร์ให้กันและกันเป็นของกำนัลเพื่อแสดงถึงมิตรภาพ ความปรารถนาดี และความกลมเกลียว ไม่ว่าจะมอบให้คนในครอบครัว คนที่คุณรัก เพื่อนร่วมงานหรือคู่ค้าทางธุรกิจ

ขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับแสนอร่อยมีทั้งสิ้น 6 รสชาติ ได้แก่ ไส้คัสตาร์ด ไส้ชาหอมหมื่นลี้เม็ดบัวไข่เค็ม ไส้เม็ดบัวไข่เค็ม (สูตรหวานน้อย) ไส้ทุเรียนไข่เค็ม ไส้ชาเอิร์ลเกรย์กับถั่วแมคาเดเมียและผิวส้ม และไส้ชาผู่เอ๋อร์ บรรจุและจัดเรียงอย่างสวยงาม ลงในกล่องบรรจุ 6 ชิ้น หรือ 8 ชิ้น ที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษดีไซน์อันร่วมสมัย ด้วยสีแดงอมชมพูจัดจ้านตัดกับสีฟ้าอมเขียว ประดับลายฉลุอันงดงามที่เหมาะกับปีนักษัตรมะเส็ง 

ขนมไหว้พระจันทร์จากโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ พร้อมจำหน่ายที่ห้องอาหาร ซัมเมอร์ พาเลซ และร้านขนม บัตเตอร์ สำหรับให้ทุก ๆ ท่านได้เตรียมมอบเป็นของขวัญ หรือรับประทานคู่กับชาจีนร้อน ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถึง 6 ตุลาคม 2568 โดยกล่องบรรจุ 6 ชิ้นราคาสุทธิกล่องละ 988 บาท และกล่องบรรจุ 8 ชิ้น ราคาสุทธิกล่องละ 1,288 บาทสุทธิ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งจองขนมไหว้พระจันทร์ล่วงหน้า โทร +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แผนที่ต้นปัญหา : ชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แผนที่ต้นปัญหา : ชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แผนที่ต้นปัญหา : ชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประเทศไทยและกัมพูชามีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนาน ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยมี “แผนที่” เป็นหนึ่งในชนวนที่จุดประกายปัญหามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และ 1:50,000 ที่แสดงเส้นแบ่งเขตแดนไม่ตรงกัน  ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดและข้อพิพาทหลายครั้ง

แผนที่ระวาง ดงรัก (Dangrek) มาตราส่วน 1:200,000 ที่สยามจัดทำร่วมกับฝรั่งเศส (ที่มา: ICJ/National Library of Australia)

ความเป็นมาของแผนที่และต้นเหตุปัญหา

ประเด็นเรื่องแผนที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีรากฐานมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อสยามต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนให้กับฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นปกครองอินโดจีนและกัมพูชา การปักปันเขตแดนในสมัยนั้นกระทำโดยคณะกรรมาธิการผสมปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส (Anglo-Siamese Delimitation Commission) และได้มีการจัดทำแผนที่ขึ้นในปี ค.ศ. 1907 แผนที่ฉบับแรกๆ ที่เป็นต้นตอของปัญหาคือแผนที่ระวางดงรัก (DANGRAK)  มาตราส่วนหนึ่งต่อสองแสน หรือ 1:200,000 ซึ่งมีการทำเครื่องหมายแนวเขตแดนเอาไว้ว่า ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในแดนของกัมพูชา

ต่อมา แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหารบกไทย ซึ่งมีความละเอียดมากขึ้น ถูกนำมาใช้ แต่ก็มีจุดที่ไม่ชัดเจนและตีความต่างกับแผนที่ฝรั่งเศสบ้าง สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “ต้นเหตุของปัญหา” เนื่องจากการยึดถือแผนที่คนละฉบับ หรือการตีความเส้นเขตแดนบนแผนที่ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการอ้างสิทธิ์พิพาทในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดน

บทเรียนจากอดีต….กรณีปราสาทเขาพระวิหาร

กรณีที่โด่งดังที่สุดและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแผนที่ในข้อพิพาทชายแดนคือ กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ในปี พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) ได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา   โดยอ้างเหตุผลว่า

1.            ไทยได้ยอมรับแผนที่ 1:200,000 โดยไม่มีการคัดค้านเป็นเวลานาน

2.            มีการใช้แผนที่นี้ในการดำเนินการต่างๆ รวมถึงรูปหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสยามเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทโดยมีทหารฝรั่งเศสไปต้อนรับ

3.            หลักการ “การยอมรับโดยปริยาย” (Acquiescence) ในกฎหมายระหว่างประเทศ

ถึงแม้ประเทศไทยจะโต้แย้งว่าแผนที่1:200,000 มีความคลาดเคลื่อนและไม่ตรงตามหลักปักปันเขตแดนและสันปันน้ำที่แท้จริง แต่ศาลโลกก็ตัดสินโดยยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งรวมถึงแผนที่ดังกล่าวด้วย คำตัดสินนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าแผนที่ที่ไม่ได้รับการยอมรับร่วมกันอย่างชัดเจนสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

เหตุการณ์ปัจจุบัน : ช่องบกและสามปราสาท

ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องแผนที่และแนวเขตแดนยังคงมีอยู่ เช่น กรณี ช่องบก (อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี) และบริเวณ สามปราสาท (ตาเมือนธม  ตาเมือนโต๊ด และตาควาย) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนและมีการเผชิญหน้ากันอยู่เป็นระยะ โดยมีสาเหตุมาจากความแตกต่างในการตีความแนวเขตแดนตามแผนที่และการสำรวจภาคพื้นดินที่ยังไม่สมบูรณ์ การปักปันเขตแดนที่ยังไม่เสร็จสิ้นทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าพื้นที่ใดเป็นของประเทศใด ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดและอาจนำไปสู่การปะทะกันทางทหารได้

เหตุที่อาจเกิดในอนาคต: เกาะกูดและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

นอกจากปัญหาบนบกแล้ว พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในอนาคต โดยเฉพาะบริเวณ เกาะกูด (จ.ตราด) และพื้นที่รอบๆ ซึ่งมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การกำหนดแนวเขตแดนทางทะเลยังไม่สมบูรณ์และยังคงเป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ หากไม่มีการเจรจาและหาข้อยุติที่ชัดเจน การสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวอาจนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ได้

วิธีแก้ปัญหาหากการเจรจาไม่ได้ผล

การเจรจาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดน แต่หากการเจรจาไม่ได้ผล ก็มีทางเลือกอื่นๆ ที่อาจพิจารณาได้:

1.            การนำเสนอต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (International Arbitration): หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ด้วยการเจรจาโดยตรง การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการที่เป็นกลางเพื่อพิจารณาข้อพิพาทและออกคำตัดสินที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ปัญหายุติลงได้โดยอาศัยหลักกฎหมายและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

2.            การบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area – JDA): ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ เช่น พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล อาจพิจารณาแนวคิดการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่นั้นร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

3.            การสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น: การส่งเสริมความร่วมมือและการสื่อสารในระดับท้องถิ่นระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนตามแนวชายแดน อาจช่วยลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ก่อนที่จะบานปลายไปสู่ข้อพิพาทระดับชาติ การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมชายแดนในระดับจังหวัดหรือภูมิภาค อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป ปัญหาเรื่องชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการเจรจาด้วยความจริงใจ การประนีประนอม และการยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในระยะยาว

โดย สุริยพงศ

ริสโซกาโล จับมือ ยูโรฟู้ด สนุนสนุนศักยภาพเชฟไทยรุ่นใหม่ เปิดเวทีแข่งขัน Young Risotto Chef ครั้งแรกในไทย

ริสโซกาโล จับมือ ยูโรฟู้ด สนุนสนุนศักยภาพเชฟไทยรุ่นใหม่  เปิดเวทีแข่งขัน Young Risotto Chef ครั้งแรกในไทย

ริสโซกาโล จับมือ ยูโรฟู้ด สนุนสนุนศักยภาพเชฟไทยรุ่นใหม่ เปิดเวทีแข่งขัน Young Risotto Chef ครั้งแรกในไทย

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การแข่งขัน Thailand Young Risotto Chef 2025 หรือ การแข่งขันทำริซอตโตสำหรับเชฟรุ่นใหม่ประเทศไทย เปิดเวทีให้เชฟไทยรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือและความคิดสร้างสรรค์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมผ่านการทำอาหาร ผ่านการสนับสนุนของ ริโซกาโล ผู้ผลิตข้าวริซอตโต้ชื่อดังจากอิตาลี ร่วมกับ บริษัท พาณิชยการแห่งประเทศไทย จำกัด (The Commercial Company of Siam Ltd.) แผนกยูโรฟู้ด (Eurofood) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายวัตถุดิบประกอบอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ

การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นที่ The Food School Bangkok โรงเรียนสอนการประกอบอาหารชั้นนำใจกลางเมือง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนเชฟรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18–27 ปี ได้แสดงทักษะและความคิดสร้างสรรค์ผ่านเมนูจากข้าวประจำชาติของอิตาลี อย่าง “ริซอตโต้” โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบเมนูคลาสสิกด้วยข้าวอาร์โบริโอ (Arborio) และรอบเมนูสร้างสรรค์โดยใช้ข้าวพันธุ์คาร์นาโรลี (Carnaroli) เป็นวัตถุดิบหลัก

มร.คาร์โล เพรเว กรรมการบริหาร และทายาทรุ่นที่หก บริษัท ริโซกาโล กล่าวว่า “เรารู้สึกประทับใจอย่างยิ่งกับความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นของเชฟไทยรุ่นใหม่ ทั้งนี้ การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเฟ้นหาเชฟที่ทำริซอตโต้ได้ดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่ใช้ ‘อาหาร’ เชื่อมโยงวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นการได้จัดงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านมรดกอาหารที่หลากหลาย ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับ ริโซกาโล”

จากที่การแข่งขัน Young Risotto Chef ได้ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศที่มีวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลาย อาทิ สหราชอาณาจักรและไต้หวัน ล่าสุดเวทีการแข่งขัน Thailand Young Risotto Chef ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากแวดวงอาหารไทยเช่นกัน โดยผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันการประกอบอาหารชั้นนำของประเทศ ได้แสดงฝีมือต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการอาหารไทยและผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้านอาหารอิตาเลียน

“ที่ ริโซกาโล เราเชื่อมาโดยตลอดว่าอาหารรสเลิศเริ่มจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ แต่เมนูอาหารจะเปล่งประกายได้ ก็ต่อเมื่อเชฟที่หลงใหลในศิลปะการทำอาหารใส่ความสร้างสรรค์ของตนเองลงไป การได้เห็นเชฟไทยถ่ายทอดความเป็นริซอตโต้ในแบบฉบับของตนเองอย่างสร้างสรรค์แต่ยังเคารพในวัตถุดิบต้นตำรับจากอิตาลี ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า ‘ความเป็นเลิศทางอาหาร’ นั้นไร้พรมแดนอย่างแท้จริง” มร. คาร์โล เพรเว กล่าวเสริม

มร. โทมัส ฟรองซัวส์ เดวิส ซันเชส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พาณิชยการแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมอนาคตของวงการอาหารไทย และการได้เห็นเชฟรุ่นใหม่ของไทยเรียนรู้และถ่ายทอดเอกลักษณ์ของอาหารอิตาเลียนผ่านเมนูริซอตโต้ได้อย่างสร้างสรรค์เป็นภาพที่น่าชื่นชมและสะท้อนถึงศักยภาพของวงการอาหารไทยในระดับสากล ซึ่งเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนพวกเขาบนเส้นทางนี้”

ชัยภัทร ธนพลไพศาล นักศึกษาจาก สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา คว้ารางวัลชนะเลิศ พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท ขณะที่ ภัทรธร เพชรวิชิต จาก มหาวิทยาลัยดุสิต และ สิทธา บัวลอยเลิศ จาก วิทยาลัยดุสิตธานีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งและอันดับสอง พร้อมเงินรางวัล 30,000 และ 20,000 บาทตามลำดับ โดยผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับประกาศนียบัตรและของที่ระลึกจาก ริโซกาโล เพื่อเป็นเกียรติแก่การเข้าร่วมในครั้งนี้

เมนูที่คว้ารางวัลชนะเลิศคือ รีซอตโต้กุ้ง ต้มยำเอสพูม่า ผงมะกรูด ผักชีอีมัลชั่นและไข่ปลาอิคูระ ซึ่งผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับเทคนิคการทำอาหารอิตาเลียนแบบต้นตำรับได้อย่างลงตัว จนสร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการด้วยรสชาติที่สมดุลและการนำเสนอที่เปี่ยมด้วยความประณีตทางด้านศิลปะการปรุงอาหาร

การแข่งขัน Thailand Young Risotto Chef สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมด้านอาหาร พร้อมตอกย้ำกระแสความสนใจที่มีต่อการผสานวัฒนธรรมอาหารจากหลากหลายชาติ และการส่งเสริมเชฟรุ่นใหม่สู่เวทีระดับสากล

ตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ยูโรฟู้ด (ภายใต้ บริษัท พาณิชยการแห่งประเทศไทย) มุ่งมั่นคัดสรรและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพจากทั่วโลกให้แก่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ  ทั้งนี้ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของ ยูโรฟู้ด ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ สำหรับแคตตาล็อกสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่: https://eurofoodthai.com

มูลนิธิโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จัดรายการพิเศษฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

มูลนิธิโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จัดรายการพิเศษฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

มูลนิธิโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จัดรายการพิเศษฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 มูลนิธิโรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ ซึ่งมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)เป็นประธานมูลนิธิฯ จัดทำรายการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันเกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ตลอดจนพระราชกรณียกิจที่ทรงมีพระมหากรุณาธิ คุณต่อศาสนา และการแพทย์สาธารณสุข

รายการพิเศษฯ ดังกล่าวมีนักร้องกิตติมศักดิ์ร่วมร้องเพลงเฉลิมพระเกียรติ โดยมี สุขใจ พนิชศักดิ์พัฒนา เลขาธิการมูลนิธิฯ, ศาตราจารย์เกียรติ คุณ ดร.ศุภมาศ พนิชศักดิ์พัฒนา,สุเนตร คุณานันทกุล กรรมการและศรัทธาสัมพันธ์ มูลนิธิฯ ,ดร.ฉวิวรรณ ปูรานิธี , แก้วเก้า เผอิญโชค พร้อมด้วย ดร.อรนุช แสงสุริยจันทร์ และ พญ.จินตนา มโนรมย์ภัทรสาร

รายการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ ออกอากาศในวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 เวลา 23.00-01.00 ณ.สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง NBT กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติฯ (WBTV)

นักร้องกิตติมศักดิ์ แก้วเก้า เผอิญโชค ,สุขใจ พนิชศักดิ์พัฒนา เลขาธิการมูลนิธิฯ, ศ.เกียรติคุณ ดร.ศุภมาศ พนิช
ศักดิ์พัฒนา,ดร.ฉวิวรรณ ปูรานิธี  และ สุเนตร คุณานันทกุล กรรมการและศรัทธาสัมพันธ์ มูลนิธิฯ

นักร้องกิตติมศักดิ์ แก้วเก้า เผอิญโชค ,สุขใจ พนิชศักดิ์พัฒนา เลขาธิการมูลนิธิฯ, ศ.เกียรติคุณ ดร.ศุภมาศ พนิช ศักดิ์พัฒนา,ดร.ฉวิวรรณ ปูรานิธี และ สุเนตร คุณานันทกุล กรรมการและศรัทธาสัมพันธ์ มูลนิธิฯ

ดร.อรนุช แสงสุริยจันทร์ และ สุเนตร คุณานันทกุล

ดร.อรนุช แสงสุริยจันทร์ และ สุเนตร คุณานันทกุล

พญ.จินตนา มโนรมย์ภัทรสาร,สุเนตร คุณานันทกุล

พญ.จินตนา มโนรมย์ภัทรสาร,สุเนตร คุณานันทกุล

สถานทูตเปรูประจำประเทศไทย ร่วมกับสยามพิวรรธน์ จัดการแสดง ‘Peruvian Traditional Dance’ เปิดให้ชมฟรี!

สถานทูตเปรูประจำประเทศไทย ร่วมกับสยามพิวรรธน์  จัดการแสดง ‘Peruvian Traditional Dance’ เปิดให้ชมฟรี!

สถานทูตเปรูประจำประเทศไทย ร่วมกับสยามพิวรรธน์ จัดการแสดง ‘Peruvian Traditional Dance’ เปิดให้ชมฟรี!

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถานทูตเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย ร่วมกับบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ขอเชิญชมการแสดง “Peruvian Traditional Dance” การเต้นพื้นเมืองเปรูใจกลางเมืองโดยชาวเปรู เนื่องในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐเปรูและประเทศไทยครบรอบ 60 ปี เพื่อเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมอันงดงามที่เต็มไปด้วยสีสัน จังหวะที่มีเสน่ห์ โดยจะเปิดการแสดงให้ประชาชนทั่วไปชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ณ พาร์ค พารากอน ชั้น M  สยามพารากอน

Balenciaga เผยโฉมแคมเปญ Winter 25 กับการตีความใหม่ของผลงานชุด ‘The Clients’

Balenciaga เผยโฉมแคมเปญ Winter 25 กับการตีความใหม่ของผลงานชุด ‘The Clients’

Balenciaga เผยโฉมแคมเปญ Winter 25 กับการตีความใหม่ของผลงานชุด ‘The Clients’

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Balenciaga เผยโฉมแคมเปญ Winter 25 ซึ่งถ่ายภาพโดย Juergen Teller  เป็นการตีความใหม่ของผลงานชุด “The Clients” ของเขาให้กลายเป็นภาพลูกค้ากูตูร์ของ Balenciaga ผ่านภาพถ่ายและวิดีโอที่สร้างสรรค์ร่วมกันระหว่าง Teller และ Dovile ผู้เป็นภรรยา ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ด้านความคิดสร้างสรรค์ของเขา

แคมเปญนี้ถ่ายทำภายในห้องสวีท บันได และซาลอนของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง Biarritz ภาพถ่ายเซทนี้นำโดยแบรนด์แอมบาสเดอร์และนักแสดงระดับโลกอย่าง Nicole Kidman และ Isabelle Huppert ซูเปอร์โมเดล Claudia Schiffer นักแสดง Patrick Schwarzenegger และ Arthur Chen รวมถึงนางแบบ Liu Wen, Adut และ Roxane

ทุกคนสวมใส่ลุคจากคอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2025 เป็นการนำเสนอเครื่องแต่งกายในหลากหลายแง่มุม รวมถึงชิ้นงานจากการร่วมกันของ Balenciaga | PUMA โดยลุคเหล่านี้ทั้งเสริมและตัดกับความหรูหราของการตกแต่งภายในโรงแรมอย่างลงตัว สร้างความขัดแย้งอย่างจงใจผ่านภาษาภาพเฉพาะตัวที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดใดของ Juergen Teller

วิดีโอกำกับโดย Juergen Teller มาพร้อมกับเสียงบรรยายของเขาเอง ขณะถ่ายทอดแนวคิด กระบวนการการทำงาน และมุมมองต่อการสร้างสรรค์ภาพถ่ายในแบบฉบับของเขา

ภาพสไตล์ Still-life นำเสนอไอเท็มกระเป๋าและรองเท้าจากคอลเล็กชั่นฤดูหนาว 2025 โดยเฉพาะกระเป๋าสไตล์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋ารุ่น Rodeo และกระเป๋ารุ่น Le City ในวัสดุหนังกลับเคลือบแว็กซ์ กระเป๋ารุ่น Carrie Carry-All สีงา กระเป๋ารุ่น Le City ที่ตกแต่งด้วยขนแกะสไตล์นักบิน และ กระเป๋ารุ่น Rodeo พิมพ์ลายหนังจระเข้สีชมพู

ผลงานภาพถ่ายยังนำเสนอรองเท้าส้นสูงรุ่น Shibuya ทำจากผ้าซาตินที่ผสานดีเทลแบบสปอร์ตเข้ากับทรงรองเท้าส้นสูงแบบคลาสสิก พร้อมด้วยสนีกเกอร์รุ่น Hamptons และรองเท้าบัลเล่ต์ส้นแบนรุ่นใหม่อย่าง Bel Air Flat Ballerina