หน้าฝนทำร้ายผิว ส่อง 5 โรคผิวหนังยอดฮิตที่ต้องระวัง

หน้าฝนทำร้ายผิว ส่อง 5 โรคผิวหนังยอดฮิตที่ต้องระวัง

หน้าฝนทำร้ายผิว ส่อง 5 โรคผิวหนังยอดฮิตที่ต้องระวัง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.52 น.

เมื่อฤดูฝนมาถึง ทุกคนคงหนีไม่พ้นปัญหาน้ำท่วม รถติด รวมไปถึงปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะโรคผิวหนัง เพราะบางคนต้องเดินทางไปทำงาน หรือไปเรียน ทำให้ต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมขัง เดินลุยน้ำที่สกปรก หรือเดินตากฝนจนเสื้อผ้าเปียก  ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้า และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังตามมาได้

แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ในฤดูฝนส่งผลให้มีน้ำท่วมขังตามท้องถนนและในสถานที่ต่าง ๆ ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี เป็นสาเหตุให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนมีอาการคัน ผื่นแดง รู้สึกว่าผิวหนังระคายเคืองผิดปกติ หากไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกวิธีจะทำให้เกิดโรคผิวหนังจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมถึงผิวหนังอักเสบได้

5 โรคผิวหนังที่พบบ่อยในฤดูฝน ได้แก่ 1.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อรา คือ โรคเกลื้อน ( Tinea Versicolor) ลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลายวง มีขุยละเอียด สีแตกต่างกัน เช่น สีจาง ขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ คอ และพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก และใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากความอับชื้นจะทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น  และ โรคกลาก (Dermatophytosis) ลักษณะเป็นผื่นวงมีขอบเขตชัดเจน มีขุย เริ่มต้นด้วยอาการคัน ตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อย ๆ และมักจะคันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น หนังศีรษะ รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า ดังนั้นต้องดูแลรักษาความสะอาดร่างกายให้ดี เพราะบางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

2.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาล มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคเท้าเหม็น( Pitted Keratolysis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็กๆบริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า

3.โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s foot หรือ Hong Kong foot)  เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังจากความอับชื้น และสัมผัสสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในบริเวณน้ำท่วมขังหลังเกิดฝนตก ทำให้เกิดผื่นตามเท้า และซอกนิ้วเท้า ในบางรายอาจมีอาการติดเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

4.ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic  dermatitis) เป็นโรคที่พบได้ทุกฤดู แต่มักจะมีอาการมากขึ้นหากอุณหภูมิและความชื้นของอากาศเปลี่ยนแปลงไป  สังเกตได้ว่าจะมีผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมากที่บริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา ซอกคอ

5.ผื่นผิวหนังอักเสบจากแมลง  ในฤดูฝนจะมีการเพิ่มจำนวนของแมลงหลากหลายชนิด เช่น ยุง หมัด ไร ด้วงก้นกระดก หากโดนหรือสัมผัสเข้า อาจทำให้เกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบและบางชนิดก็อาจเป็นพาหะนำโรคอื่น ๆมาด้วย

อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองป้องกันโรคผิวหนังช่วงหน้าฝน ต้องเริ่มจากการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน ควรใส่เสื้อผ้าที่สะอาดแห้งสนิท ล้างมือ ล้างเท้า หลังลุยน้ำท่วม หากตากฝน ควรสระผมและเป่าให้แห้งก่อนนอน ทาโลชั่น สเปรย์กันแมลง เมื่ออยู่พื้นที่ที่แมลงเยอะ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค ส่วนกรณีที่ลุยน้ำและมีแผล ควรความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

สำหรับการรักษาโรคผิวหนังที่มักพบในฤดูฝน ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อจะได้ให้ยารักษาตามชนิดของโรคและอาการที่พบ นอกจากนี้ ควรสังเกตอาการตัวเองหรือคนรอบข้างหากมีอาการที่เข้าข่ายโรคข้างต้น ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

‘การนอนหลับ’ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตที่คุณสร้างเองได้

‘การนอนหลับ’ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตที่คุณสร้างเองได้

‘การนอนหลับ’ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตที่คุณสร้างเองได้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และวิกฤตการณ์โลกที่ถาโถม หลายคนเลือกที่จะเบียดบังเวลา “นอน” เพื่อนำไปแลกกับการทำงานหรือการแก้ปัญหา จนลืมไปว่า “การนอนให้มีคุณภาพ” คืออาวุธที่ดีที่สุดในการรับมือกับทุกวิกฤตของโรคต่างๆ  

บทความให้ความรู้โดย พญ. นัยนา เงินมาก (ว.42548) แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ประจำศูนย์ปราณ โรงพยาบาลนวเวช ได้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง การนอนหลับ วิธีการนอน และกุญแจสำคัญสู่การนอนระดับคุณภาพ เพื่อจะได้นำไปใช้สังเกตตนเอง ทำให้ทุกค่ำคืน คือ การ ‘รีเซ็ต’ ร่างกาย เพราะการนอนที่มีคุณภาพเป็นช่วงเวลาทองที่เซลล์นับล้านจะลุกขึ้นมาซ่อมแซมตัวเอง เพื่อให้คุณตื่นมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี

คุณ “นอนไม่หลับ” จริง ๆ หรือแค่ “ลืม” วิธีการนอน?

ทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia) ที่ควรได้รับการแก้ไข ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก

1. คุณภาพไม่ได้: หลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย หรือตื่นเช้าเกินไปจนอ่อนเพลีย 2. กระทบชีวิต: กลางวันไม่สดชื่น สมาธิสั้น หรืออารมณ์แปรปรวน 3. เรื้อรัง: เป็นอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกันนานกว่า 3 เดือน (โดยไม่มีโรคทางจิตเวชอื่นร่วมด้วย)  บางท่านอาจมีภาวะ Paradoxical Insomnia หรืออาการ “หลับหลอก” คือ รู้สึกเหมือนไม่ได้นอนทั้งที่จริง ๆ ร่างกายได้พักผ่อนไปแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลที่ฝังรากลึกในจิตใจ

ราคาที่ต้องจ่าย…เมื่อเราอดนอน

การนอนน้อยกว่า 7-9 ชั่วโมง (สำหรับผู้ใหญ่) ไม่ได้ทำให้คุณเสียแค่ความสดชื่นแต่ คือ การสะสม “หนี้สุขภาพ” ที่มีดอกเบี้ยแสนแพง นำไปสู่โรคต่าง ๆ อันได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด: เพิ่มความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดตีบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ, ปราการภูมิคุ้มกัน: การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ทำให้ระบบป้องกันร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย, ภัยเงียบทางสมอง: สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ โรคซึมเศร้า และความวิตกกังวล โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น, ระบบเผาผลาญพัง: ฮอร์โมนหิว (Ghrelin) จะทำงานหนักขึ้น ในขณะที่ฮอร์โมนอิ่ม (Leptin) ถูกกดไว้ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง และอ้วนง่าย, ความเสี่ยงมะเร็ง: สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม และทำให้อายุขัยเฉลี่ยสั้นลง

เมื่อ “หลับดี” ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

การลงทุนนอนให้เพียงพอ จะมอบผลตอบแทน ที่ประเมินค่าไม่ได้ ดังนี้ สมองปราดเปรื่อง: เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ จดจำ และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์, ร่างกายคืนสภาพ: ฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลอินซูลิน และคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

,หัวใจแข็งแรง: ช่วยลดความดันโลหิต และคืนสมดุลให้ระบบหลอดเลือด

6 กุญแจสำคัญ สู่การนอนระดับคุณภาพ (Sleep Hygiene)

คุณสามารถเริ่มต้น “รีเซ็ต” ระบบการนอนได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ 1. Light (แสง): กลางวันให้ร่างกายโดนแดด (10-20 นาที) เพื่อตั้งค่านาฬิกาชีวิต กลางคืนควรปิดไฟให้มืดสนิท งดหน้าจอ 60-90 นาทีก่อนนอน 2. Mind (ใจ): ฝึกปล่อยวางความคิดด้วยการทำสมาธิ (Meditation) รับรู้ลมหายใจ เพื่อให้ใจสงบก่อนเข้าสู่การนอนหลับ 3. Biological Clock (นาฬิกาชีวิต): เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลาทุกวัน หากง่วงกลางวันให้งีบได้ไม่เกิน 30 นาที และไม่ควรเกินบ่าย 3 โมง 4.Diet (อาหาร): เลี่ยงคาเฟอีนช่วงบ่าย ลดแอลกอฮอล์ และไม่ควรเข้านอนในขณะที่อิ่มจัดหรือหิวโหยเกินไป 5.Move (ขยับ): ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ควรเว้นระยะห่างก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายลดอุณหภูมิลงทัน 6.Environment (สิ่งแวดล้อม): จัดห้องนอนให้ “เย็น มืด เงียบ” และจดจำไว้ว่าเตียงมีไว้สำหรับ “การนอน” เท่านั้น

หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น การพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเฉพาะบุคคล คือ ทางออกที่ถูกต้องและแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด เพราะการนอนหลับไม่ใช่การเสียเวลาแต่มัน คือ การซ่อมแซมร่างกายให้แข็งแรงกว่าเดิม การนอนหลับเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นการพักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากมีความผิดปกติของการนอนหลับจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงได้

ทั้งนี้ ศูนย์ปราณ โรงพยาบาลนวเวช พร้อมดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อสุขภาพที่ดีและการยืดอายุขัยเพิ่มขึ้น (Longevity Medicine) หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej

กรมชลประทานเดินหน้าแก้แล้งอย่างยั่งยืน

กรมชลประทานเดินหน้าแก้แล้งอย่างยั่งยืน

กรมชลประทานเดินหน้าแก้แล้งอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนา “อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก)” แก้แล้งอย่างยั่งยืน เติมน้ำให้ชุมชน รักษาระบบนิเวศพะเยา

นายสมศักดิ์ แก้วเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา  เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังการบรรยายภาพรวมและสรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ใจ (ห้วยหก) จังหวัดพะเยา  โดยมี นางดรรชณี  เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน และ นายสิทธิสง เพ็ชรพลอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งป่าข่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ เข้าร่วมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็น เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน แก้ปัญหาภัยแล้ง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแม่ใจ จ.พะเยา       

ออมสินเปิดโครงการ GSB Smart Franchise 2026 ปั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่

ออมสินเปิดโครงการ  GSB Smart Franchise 2026 ปั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่

ออมสินเปิดโครงการ GSB Smart Franchise 2026 ปั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

ธนาคารออมสิน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปิดโครงการ GSB Smart Franchise 2026 หลักสูตร Jump Start Franchise ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5  เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศที่สนใจเข้าร่วมโครงการ  เข้ารับการอบรมพัฒนาศักยภาพและเติมองค์ความรู้แบบรอบทิศ ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดในวงการแฟรนไชส์มายาวนาน  อีกทั้ง ยังมีเจ้าของแฟรนไขส์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย มาร่วมแชร์ประสบการณ์จากสนามจริง พร้อมทัพโมเดลแฟรนไชส์โชว์เคสหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ 

ชาลิณี คันธวณิช ผู้อํานวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs Start up ประธานในพิธีเปิดโครงการ GSB Smart Franchise 2026 หลักสูตร Jump Start Franchise  กล่าวว่ส โครงการฯ สะท้อนบทบาทของธนาคารออมสิน ตามยุทธศาสตร์ใหม่ มุ่งสู่การเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต” (SMART SOCIAL BANK FOR ALL LIVES) โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน  ได้เติมเต็มองค์ความรู้ ยกระดับธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลักดันให้เกิดธุรกิจแฟรนไชส์หน้าใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

หลักสูตรนี้รวบรวมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ในวงการแฟรนไชส์มายาวนาน  อย่าง ดร.วิชัย เจริญธรรมานนท์ และอาจารย์ชานนท์  มหาสิงห์ ผู้บริหาร PMG Academy ที่มาให้ความรู้ในเรื่องระบบแฟรนไชส์  วิธีการเลือกซื้อแฟรนไชส์ เทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์ในยุคปัจจุบัน และยังเสริมทัพด้วยผู้ประกอบการแฟรนไชส์ตัวจริงอย่าง ประวิทย์  จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด และ  สถาปัตย์  ปิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแฟรนไชส์ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารแฟรนไชส์จากสนามจริง  อีกทั้ง ยังมีแฟรนไชส์รุ่นพี่อย่าง ซูชิ นาเอะกิ โต้วน้ำเต้าหู้ และเฮงปังปั๊ว ที่ขยายสาขาไปแล้วทั่วประเทศและต่างประเทศ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่นำไปใช้ได้จริง  และยังเติมความรู้ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ เครื่องหมายทางการค้า ลิขสิทธิ์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญ คือ ทัพแฟรนไชส์ชั้นนำมากมายมาร่วมโชว์เคสภายในงาน เป็นโมเดลสำหรับผู้สนใจลงทุน ไม่ว่าจะเป็น แบล็คแคนยอน,  กาแฟพันธุ์ไทย,  ซูชินาเอะกิ, โต้วน้ำเต้าหู้, เฮงปังปั๊ว,  Ramenga, เส้นซ่าส์,  QUICK WASH บริการล้างรถอัตโนมัติ , โหว ไฉ่ เล่ย ชาไต้หวันพรีเมี่ยม, La Meow ร้านอาหารจีนและหม่าล่า DIY แม่ประณาม ลูกชิ้นภูเขาไฟลาวา , เหนียวหมูไส้แตก, โยมากิ โยเกิร์ตสดผสมคอลลาเจน , กุยช่ายไฮโซ, สถาบันกวดวิชาอีดียู, MOOM GAPAO, CLUO Laundry, ชิกกี้ชิก, Colla tea และอีกมากมาย สำหรับผู้สนใจเริ่มต้นธุรกิจยังมีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสินเสิร์ฟครบจบในงานอีกด้วย

ธนาคารออมสินยังมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทย และผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง https://www.gsb.or.th/ และทาง Facebook Fanpage : GSB SMEs Startup

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด ‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ ชวนคนไทยสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ ‘เริ่มที่ตัวเรา’

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด ‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ ชวนคนไทยสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ ‘เริ่มที่ตัวเรา’

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด ‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’ ชวนคนไทยสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ ‘เริ่มที่ตัวเรา’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

ตอกย้ำบทบาทสื่อเพื่อสังคม ช่อง 7HD  เดินหน้าสานต่อและขยายขอบเขตแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” จากการมุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทุกมิติของการดำเนินชีวิต ด้วยความเชื่อมั่นในพลังเล็ก ๆ ของทุกคนว่า การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตนเอง คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้างสรรค์สังคมและโลกให้น่าอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ช่อง 7HD ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างสรรค์สังคมไทยในทุกมิติ พร้อมยกระดับแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ให้ครอบคลุมมากกว่าเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขยายผลไปถึงการปรับทัศนคติและวิถีปฏิบัติของผู้คน เพื่อร่วมกันส่งต่อโลกที่สมบูรณ์และงดงามให้แก่คนรุ่นต่อไป

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางของสังคม รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง ช่อง 7HD ในฐานะสื่อมวลชนที่อยู่เคียงข้างประชาชน จึงขอทำหน้าที่สร้างความตระหนักรู้และสร้างแรงบันดาลใจ เชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “คนปรับ โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา”

ล่าสุด ช่อง 7HD นำโดยทีมผู้ประกาศข่าวคุณภาพ ได้แก่ เหมือนฝัน ประสานพานิช, ปอย-ภานุรัจน์ ศนีบุตร, ปุ๊ก-นภัสกรณ์ เสรีโรจนสิริ, เพชรหอม-สุคนธ์เพชร ผลประดิษฐานนท์, แชมป์-ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล, บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย พร้อมด้วยนักแสดงหนุ่ม โหน-ธนากร ศรีบรรจง เข้าร่วมกิจกรรมในงานวันแรงงาน “จุฬาฯ ห่วงใยแรงงานไทย ปีที่ 2” ณ สยามสแควร์ Walking Street เพื่อร่วมส่งต่อพลังบวกและปลุกจิตสำนึกให้แก่ประชาชนผ่านแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน”อย่างเป็นรูปธรรม

เหมือนฝัน ประสานพานิช ผู้ประกาศข่าวจากรายการสนามข่าว 7 สี ในฐานะตัวแทนช่อง 7HD กล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมล้วนมีจุดเริ่มต้นสำคัญจาก “คน” ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล “จากที่เราได้ติดตามข่าวสารและพบเห็นปัญหามากมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงในระดับสากล ความเปราะบางของสังคม หรือปัญหาการทุจริตคอรัปชัน หากเรามองให้ลึกถึงรากฐานของปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างถ่องแท้ จะพบว่าจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือ “คน” ด้วยเหตุนี้ ช่อง 7HD จึงมุ่งมั่นยกระดับแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ให้ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต เพราะเราเชื่อมั่นว่า “โลก” คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพการกระทำของพวกเราทุกคน เมื่อเราเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมเพื่อส่วนรวม แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่หากหลอมรวมเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นพลังมหาศาลที่ขับเคลื่อนโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ด้วยมือของเรา เพราะเราเชื่อเสมอว่า คนปรับ โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา และในงานวันแรงงานล่าสุดที่พวกเราตัวแทน ช่อง 7HD ได้ไปร่วมกิจกรรมออกบูธ เล่นเกม พร้อมปลุกจิตสำนึกผ่านโครงการ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” เพราะเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมมือกัน เราขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่ต้องรอให้ใครเริ่มก่อน แต่เริ่มได้ทันทีจากเรื่องใกล้ตัวที่เปี่ยมพลัง ไม่ว่าจะเป็นการ “ปรับคำพูด” ให้กลายเป็นพลังใจที่อบอุ่นในครอบครัว “ปรับวินัย” ด้วยการเคารพเวลาและซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ หรือการ “ปรับพฤติกรรม” หันมาดูแลสุขภาพและมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง สิ่งเล็กๆ ที่เราตั้งใจปรับในวันนี้ จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหมุนโลกใบเดิมให้เปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่ที่งดงามยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อ “เรา” ปรับ “โลก” ก็เปลี่ยน มาร่วมแรงร่วมใจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไปด้วยกันค่ะ

ช่อง 7HD พร้อมเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างโลกที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน“น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี” เนื่องในโอกาสครบรอบ 103 ปี วันประสูติ โดยได้รับเกียรติจาก นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธี  โดยมี ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ, อารยา อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยา  ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ  พร้อมคณะให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อคนพิการ โดยได้พระราชทานชื่อดอกไม้ประดิษฐ์ “ดอกแก้วกัลยา” ให้เป็นสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ และทรงมีพระดำรัสให้จัดการฝึกอบรมการประดิษฐ์ ดอกแก้วกัลยาแก่คนพิการ เพื่อให้สามารถมีอาชีพและรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างมั่นคง  ดอกแก้วกัลยาดอกไม้ซึ่งประดิษฐ์โดยคนพิการ/ ผู้ดูแลคนพิการ / คนในครอบครัวของคนพิการและผู้มีรายได้น้อย และมีการจำหน่ายนำรายได้สมทบกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ สำหรับใช้ในการดำเนินงานพัฒนาและสนับสนุนคนพิการในด้านต่าง ๆ อีกด้วย

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล, การวางพานพุ่มดอกแก้วกัลยาถวายหน้าพระฉายาลักษณ์,  พิธีมอบทุนการศึกษาแก่คนพิการและบุตรคนพิการ, การมอบโล่เกียรติคุณให้ผู้มีอุปการคุณการจัดงาน, การจัดนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  การสาธิตการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา และ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอกแก้วกัลยา เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการในสังคมไทย  ภายใต้บรรยากาศแห่งความเคารพสักการะ และการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  ที่ทรงมีต่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาสตลอดพระชนม์ชีพ

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

เรื่องนี้มีประวัติ : ในห่วงความทรงจำของ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

“คุณชายคึกฤทธิ์เป็นนักการเมืองที่ดีของประเทศไทย ที่ฉันพูดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าท่านเป็นพ่อของฉัน แต่ฉันมีหลักฐานทางสังคมยืนยันว่าท่านทำดีเพื่อบ้านเพื่อเมืองจริง ๆ ทำโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ท่านไม่เคยใช้อำนาจรัฐกอบโกยผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเข้าพกเข้าห่อของตนเอง… คนที่ไม่ชอบท่านก็คงไม่เชื่อตามที่ฉันบอก แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าท่านไม่เคยโกงบ้านกินเมือง ไม่เคยใช้อำนาจเพื่อแสวงหาสิ่งไม่ชอบธรรม ไม่เคยใช้อำนาจช่วยเหลือญาติพี่น้องและลูกหลาน แต่ที่สำคัญสูงสุดคือท่านรักและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์อย่างที่สุด”  หม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช เล่าให้เฉลิมชัย ยอดมาลัย แห่งแนวหน้ารับฟัง เมื่อวันไปสัมภาษณ์พิเศษที่บ้านซอยสวนพลู

ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า …ฉันทำหนังสือเล่มนี้ (หนังสือ ม.ล. วิสุมิตรา ปราโมช 7 รอบ) ขึ้นมาเพื่อให้คนที่ฉันรู้จัก และรู้จักฉัน รวมถึงคนทั่วไปที่อาจจะสนใจเรื่องของฉันบ้าง ได้รับทราบเรื่องราวในอดีตของประเทศไทย และเรื่องราวบางอย่างของฉัน โดยบางเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของฉัน เพราะกลัวว่าเวลาแก่มากไปกว่านี้แล้วจะเล่าอะไรให้ใครต่อใครฟังไม่รู้เรื่อง แต่ประวัติของฉันมันเขียนยาก ดังที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเคยมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า “ให้นึกว่าประวัตินั้นแต่งยาก ถ้าไม่จืดก็เป็นเทวดา ที่จะทำให้ผู้ตายเป็นมนุษย์และน่าอ่านด้วยนั้นมีน้อยนัก” 

ชีวิตฉันเกี่ยวข้องกับลำปางมากพอประมาณ เพราะเกิดที่ลำปาง ส่วนพ่อฉันก็คุ้นเคยกับเสด็จในกรมพระยาชันนาทนเรนทร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร) โดยเสด็จในกรมฯ ท่านทรงให้พ่อช่วยจัดการที่ดินของพระองค์ในจังหวัดลำปาง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะด้วยการสร้างโรงเรียน ซึ่งพ่อเคยบอกว่า ทุกคนทราบดีว่าเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้เสด็จในกรมฯ ต้องทรงถูกจับกุมคุมขังเป็นนักโทษ เขาไปจับเสด็จในกรมฯ ไปจากบ้านที่จังหวัดลำปาง เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2481 โดยกล่าวหาว่าทรงขึ้นไปลำปางเพื่อก่อการทางการเมือง ทั้งที่ทรงขึ้นไปเพื่อทรงยกที่ดินของพระองค์ให้สร้างโรงเรียน ส่วนศาลที่ตั้งขึ้นมาเล่นงานพระองค์คือศาลการเมือง ไม่มีการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม นี่เห็นแล้วใช่ไหมว่า แม้กระทั่งเจ้านายชั้นสูง ก็ยังถูกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองกล่าวหา และถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ทว่าลดโทษให้ในภายหลัง

ชีวิตวัยเด็กของฉันก็อยู่ในลำปาง พ่อพาครอบครัวไปอยู่ลำปาง จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องย้ายบ้านหนีสงคราม แล้วสุดท้ายก็กลับเข้ากรุงเทพฯ ช่วงก่อนสงครามสงบ ฉันจำได้ดีว่าบ้านซอยสวนพลูสมัยที่ฉันยังเด็ก มีสวนต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่หน้าบ้าน มีบ่อน้ำใหญ่อยู่หลังบ้าน ในบ่อมีห่านสีขาว และพ่อก็มีสุนัขพันธุ์เกรทเดน ชื่อจอย ส่วนบริเวณรอบ ๆ บ้านเป็นสวนผลไม้ และนาข้าว ผิดกับยุคปัจจุบันจนเทียบกันไม่ติดแม้แต่น้อย 

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บางครั้งเราต้องอพยพไปอยู่หัวหิน ความเป็นอยู่ในช่วงสงครามนั้นยากลำบากเหลือเข็ญ ไฟฟ้าไม่มีใช้ น้ำมันก็ไม่มีใช้ ลำบากมาก แต่เราก็ผ่านมันมาได้

พอพูดถึงหัวหินแล้ว ก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะรถไฟไทย เพราะอันที่จริงนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงอยากให้สยามมีรถไฟ แต่เนื่องจากบ้านเมืองของเรามีเงินทองจำกัด แต่ก็ทรงต้องการให้สยามมีรถไฟ แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะไม่สนับสนุนมากนัก แต่ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลจึงต้องทรงยอมกู้เงิน 4 ล้านปอนด์สเตอริงเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างทางรถไฟ โดยมีเงื่อนไขคือต้องยกดินแดนไทรบุรี ตรังกานู ปะลิส และกลันตันให้อังกฤษ แล้วรัฐบาลสยามในยุคนั้นก็ถูกบังคับให้ออกพันธบัตร หรือ Royal Siamese Government เพื่อใช้เป็นทุนก่อสร้างทางรถไฟ

ชีวิตนักเรียนในวัยเด็กของ ม.ล. วิสุมิตรา คือนักเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอี และวัฒนาวิทยาลัย ฉันเรียนสนุกสนานไปตามวัยเด็ก ต้องถูกส่งตัวจากบ้านซอยสวนพลูไปอยู่แถว ๆ วังวิทยุ ถนนร่วมฤดูในปัจจุบัน เพราะใกล้โรงเรียน ดังนั้นในวัยเด็กฉันก็จึงคุ้นเคยกับวังวิทยุมาก ต่อมาเมื่อเติบโตขึ้นก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ (สำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะสัมผัสได้ถึงความน่าสนใจของการเดินทางด้วยเรือไปยุโรป แต่ต้องขออภัยที่ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ทั้งหมด เพราะเนื้อที่มีจำกัด) เมื่อไปถึงอังกฤษก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำชื่อ Heathfield และที่โรงเรียนแห่งนี้ ม.ล. วิสุมิตราได้มีเพื่อนต่างชาติมากมาย โดยบางพระองค์เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงจากออตโตมัน คือ Princess Fazile พระบิดาเป็นเจ้าแห่งอิยิปต์ ส่วนพระมารดาเป็นเจ้าแห่งออตโตมัน ส่วนอีกองค์คือ Mary Bankes ราชนิกูลแห่งราชวงศ์อังกฤษ เป็นต้น แต่ความจริงยังมีอีกมากมายหลายคนที่น่าสนใจ น่าคบหา เพราะมีอัธยาศัยดีเยี่ยม ซึ่งเราก็คบหากันเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่ยาวนานจนถึงช่วงเวลาที่บางคนก็ลาลับไป บุคคลเหล่านี้มีประวัติที่น่าสนใจมาก แต่บางองค์ก็ทรงประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส เพราะพิษภัยการเมืองในประเทศของตนเอง โดยเฉพาะ Princess Fazile ที่ทรงสูญเสียอย่างมหันต์ 

จากโรงเรียน Heathfield ก็ไปเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ระดับ High School ที่ Cheltenham Ladies’ College โรงเรียนแห่งนี้มีกฎระเบียบเคร่งครัดมาก ทำให้นักเรียนมีความประพฤติอยู่กับกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ได้ทั้งการเรียนรู้ด้วยวิชาการและความประพฤติ แถมยังมีเพื่อนที่ดีที่คบหากันมาจนถึงบัดนี้ เมื่อจบการศึกษาระดับ High School ก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ มลรัฐเดลาแวร์ ช่วงแรกก็ตั้งใจศึกษาวิชาการแพทย์ แต่เมื่อต้องฆ่าสัตว์ทดลองต่าง ๆ ก็ทำใจไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนใจไปเรียนด้านเคมีแทน

แล้วก็มาถึงวันแต่งงาน โดยได้พบกับสามีซึ่งมาจากตระกูลเก่าแก่แห่งรัฐเดลาแวร์ คือตระกูลดูปองค์ คุณแม่ของสามีเป็นผู้มีจิตใจงาม มีเมตตากรุณาสูงมาก คือคุณเอลิเนอร์ แฟรนซิส ดูปองค์ 

ในวันแต่งงาน ได้จัดพิธีที่บ้านเรือนไทย มีแขกเหรือทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปร่วมมากมาย ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่หลังจากเสร็จพิธีโดนผ่านไปหลายวัน ก็เข้าไปกราบลาคุณชายคึกฤทธิ์เพื่อกลับสหรัฐฯ ปรากฏว่าพ่อน้ำตาไหล และท่านก็ถามว่าตอนฉันแก่ตัวกว่านี้ ใครจะดูแลฉัน ทำให้เราใจหายมาก แล้วก็จึงสัญญากับพ่อว่าเมื่อวันเวลานั้นมาถึงจะรีบกลับมาดูแลท่านทันที ซึ่งฉันก็ได้ทำตามคำสัญญาที่ให้กับพ่อไว้ทุกประการ เมื่อกลับมาก็พบว่าบ้านช่องที่ซอยสวนพลูไม่มีระเบียบ จนพ่อบอกว่า “ดูสิ เธอทิ้งให้ฉันอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร”

จริง ๆ แล้ว ม.ล. วิสุมิตรา เล่าเรื่องบ้านซอยสวนพลูในแง่มุมต่าง ๆ ให้ฟังอีกมาก ทั้งในแง่สุข ทุกข์ โดยเฉพาะจากปัญหาการเมืองไทย แต่เนื่องจากพื้นที่การเขียนคอลัมน์กำลังจะหมดลงแล้ว จึงต้องติดไว้ก่อน แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังในวันหน้า

แต่สำหรับบ้านซอยสวนพลูแห่งนี้ นับว่าเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง การศิลปะ การละคร การนิพนธ์ การดนตรีไทย สถาปัตยกรรมไทย เรื่องอาหารการกิน เรื่องสุนัข และเรื่องผู้คนในแง่มุมต่าง ๆ บ้านซอยสวนพลูเคยคึกคักแบบชนิดที่ว่าหัวกะไดไม่เคยแห้ง เพราะมีคนมากมายไปมาหาสู่เป็นประจำ แต่ช่วงหนึ่งบ้านก็เงียบเหงา หลังจากคุณชายคึกฤทธิ์ท่านจากไป แต่วันนี้บ้านหลังนี้กำลังจะกลับมาเป็นสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้ในแง่มุมต่าง ๆ อีกครั้ง และพร้อมจะให้ความรู้ ความสุข ความเบิกบานกับผู้ไปเยี่ยมเยือน โปรดรอพบกับวันเปิดบ้านซอยสวนพลูในเร็ววันนี้

ปิ่น พิศพรรณ มั่นใจไม่ผิด ท้าสู้คดี ต้อม รชนีกร ลั่นหากแพ้พร้อมจ่ายสด 50 ล้าน เล็งฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย

ปิ่น พิศพรรณ มั่นใจไม่ผิด ท้าสู้คดี ต้อม รชนีกร ลั่นหากแพ้พร้อมจ่ายสด 50 ล้าน เล็งฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย

ปิ่น พิศพรรณ มั่นใจไม่ผิด ท้าสู้คดี ต้อม รชนีกร ลั่นหากแพ้พร้อมจ่ายสด 50 ล้าน เล็งฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.28 น.

เป็นมหากาพย์ศัลยกรรมที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี สำหรับกรณีข้อพิพาทระหว่างนักแสดงรุ่นใหญ่ “ต้อม-ลภัสรนันท์ (รชนีกร) พันธุ์มณี” วัย 54 ปี กับโรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญหลังศาลจังหวัดนนทบุรีเลื่อนอ่านคำพิพากษา

คดีนี้เริ่มต้นจากการที่ ต้อม รชนีกร ยื่นฟ้องทั้งแพ่งและอาญา เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท โดยระบุเหตุผลว่าการศัลยกรรมทำให้ใบหน้าผิดรูป และกรามมีปัญหาจนกระทบต่อการรับงานแสดงมีการนำภาพและวิดีโอขณะผ่าตัดไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับยินยอม เสียหายต่อภาพลักษณ์

ทางด้าน “ปิ่น พิศพรรณ” เจ้าของโรงพยาบาล ยืนยันว่าการผ่าตัดเป็นไปตามมาตรฐานกว่า 20 ปีของสถานพยาบาล และชี้แจงว่าเคสนี้มีความยากเนื่องจากคนไข้มีปัญหาหน้าหย่อนคล้อยและมีซิลิโคนเดิมจับตัวเป็นก้อนที่คางและแก้ม ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าน่าพอใจ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษา ทางฝั่งนักแสดงสาวได้ส่งทนายความมาเป็นตัวแทน พร้อมยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ส่งผลให้ศาลตัดสินใจ เลื่อนฟังคำพิพากษาอีกครั้งเป็นวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.

ปิ่น พิศพรรณ ได้เปิดใจต่อสื่อมวลชนด้วยความมั่นใจว่า  “เรามั่นใจว่าเราจะชนะคดี เพราะโรงพยาบาลและคุณหมอไม่ได้ทำอะไรผิด เรามีคลิปที่คุณต้อมเค้าชมทีมแพทย์หลังผ่าตัดเลยยังงงว่าทำไมเขาถึงออกมาพูดแบบนี้ หากแพ้คดี ยินดีจ่ายเงินสด 50 ล้านบาทให้ทันที แต่จะใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ให้ถึงที่สุด หากชนะคดี เตรียมปรึกษาทนายเพื่อ “ฟ้องกลับ” เนื่องจากแบรนด์ได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งประเมินว่ามูลค่าความเสียหายนั้นมากกว่า 50 ล้านบาทที่ถูกเรียกมาเสียอีก

ฮาสนั่นโซเชียล ป๋อ ณัฐวุฒิ ขุดรูปเก่าสมัยละอ่อน พลาดอย่างแรงเพราะอยากหล่อตาม คีอานู รีฟส์

ฮาสนั่นโซเชียล ป๋อ ณัฐวุฒิ ขุดรูปเก่าสมัยละอ่อน พลาดอย่างแรงเพราะอยากหล่อตาม คีอานู รีฟส์

ฮาสนั่นโซเชียล ป๋อ ณัฐวุฒิ ขุดรูปเก่าสมัยละอ่อน พลาดอย่างแรงเพราะอยากหล่อตาม คีอานู รีฟส์

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

สร้างรอยยิ้มให้กับแฟนคลับอย่างมาก เมื่อพระเอกรุ่นใหญ่ “ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ” ออกมาโพสต์ภาพย้อนวัยสมัยหนุ่มๆ ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว แต่สิ่งที่ทำให้แฟนๆ หลุดขำไม่ใช่แค่ความหล่อในวัยใส แต่เป็นแคปชั่นสุดฮาที่เล่าถึงที่มาของทรงผมในตอนนั้น

พี่ป๋อได้เล่าความในใจถึงเหตุการณ์ในอดีตว่า ตอนนั้นตั้งใจจะตัดผมทรงเดียวกับซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง “คีอานู รีฟส์” (Keanu Reeves) จากภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องดังอย่าง Speed แต่ดันเกิดความเข้าใจผิดสเปกไปนิดหน่อย โดยเจ้าตัวระบุว่า

“ตอนนั้นเพิ่งรู้ว่าในหนังเรื่อง Speed คีอานู รีฟส์ มันไม่ได้โกนหัวเบอร์เดียว แต่มันตัดเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านี้ ส่วนเราเบอร์เดียวทั้งหัว…. สภาพเลยออกมาเป็นแบบนี้???”

นอกจากจะแกงตัวเองแล้ว พี่ป๋อยังไม่ลืมทิ้งท้ายถึง “เพื่อน” หรือ “ช่าง” ที่ลงมือปัตตาเลี่ยนในวันนั้นด้วยอารมณ์ขันแกมหยิกแกมหยอกว่า จำฝีมือได้แม่น และขอ “อวยพร” ให้เพื่อนคนนั้นมีสภาพเส้นผมที่ไปไกลกว่าตนเองในตอนนี้ ทำเอาชาวเน็ตและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงเข้ามาคอมเมนต์แซวกันกระจายถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์น่ารักๆ ของคุณพ่อลูกสองที่แสดงให้เห็นว่า ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน อารมณ์ขันและความเป็นกันเองของ “ป๋อ ณัฐวุฒิ” ก็ยังคงครองใจแฟนคลับได้เสมอ!

แพรรี่ โชว์ยอดขายทุเรียนหลักล้าน แต่เจ็บจี๊ดเจอค่าธรรมเนียมหักเกือบโคม่า

แพรรี่ โชว์ยอดขายทุเรียนหลักล้าน แต่เจ็บจี๊ดเจอค่าธรรมเนียมหักเกือบโคม่า

แพรรี่ โชว์ยอดขายทุเรียนหลักล้าน แต่เจ็บจี๊ดเจอค่าธรรมเนียมหักเกือบโคม่า

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในโลกออนไลน์ เมื่อ “แพรรี่ ไพรวัลย์” ออกมาโพสต์ภาพไขข้อข้องใจให้แฟนคลับที่สงสัยว่า “ทำไมช่วงนี้ไม่ปักตะกร้าไลฟ์ขายทุเรียนใน TikTok แล้ว?” งานนี้เจ้าตัวกางตัวเลขให้ดูชัดๆ แบบไม่ต้องสืบ ทำเอาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เห็นแล้วถึงกับหลั่งน้ำตาแทน!

กับยอดขายทุเรียนทั้งหมด 2,859,148 บาท และเจอค่าธรรมเนียมที่ถูกหัก: 729,300.9 บาท (คิดเป็นเกือบ 25% ของยอดขาย)

“เห็นค่าธรรมเนียมที่โดนหักไหมคะคุณลูกค้า แม่ค้าปักไม่ลงจริงๆ ค่ะ #น้ำตาจะไหล”

หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความเห็นอกเห็นใจเป็นจำนวนมาก โดยหลายเสียงยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มโหดเกินไป” จนบางรายถึงขั้นขายแล้ว “เข้าเนื้อ” (ขาดทุน) ทำให้การทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มยอดฮิตเริ่มกลายเป็นเรื่องยากสำหรับรายย่อย