สำนวนคดี 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ถึงศาลฎีกาแล้ว จับตาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

สำนวนคดี 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ถึงศาลฎีกาแล้ว จับตาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

สำนวนคดี 44 สส.เสนอแก้ ม.112 ถึงศาลฎีกาแล้ว จับตาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

ป.ป.ช. ขนสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ส่งศาลฎีกาเอาผิดจริยธรรมร้ายแรงแก้ม.112

เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 9 เมษายน ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)พร้อมรถตู้ 3 คันขนสำนวนคดี44สส.พรรคก้าวไกล ที่ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ศาลฎีกาพิจารณา เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง 

โดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลใช้รถเข็นทยอยขนสำนวนจากรถตู้ของป.ป.ช.ขึ้นไปยังอาคารศาลฎีกา  โดยมีเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ศาลตรวจเช็คจำนวนสำนวนอย่างใกล้ชิด ใช้เวลาประมาณ30 นาทีจึงแล้วเสร็จ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.จะเดินเข้าไปยังอาคารศาลฎีกา

โดยหลังจากนี้ประธานศาลฎีกา จะเรียกประชุมใหญ่ ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมดกว่า100คนเพื่อลงมติเลือกองค์คณะที่จะพิจารณาคดีนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อปี 2564  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้รวบรวมสส.ในพรรคจำนวน 44 คน ยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนจำนวน 5 ฉบับ รวมถึงมีร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อประธานรัฐสภา 

โดย 44 สส.จากพรรคก้าวไกลที่ถูกป.ป.ช.ยื่นคำร้องนั้นมี 10 คนที่ดำรงตำแหน่ง สส.พรรคประชาชนอยู่ในขณะนี้ เป็นสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ได้แก่ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือไหมรองหัวหน้าพรรค 3.นายรังสิมันต์ โรม 4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง 5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และสส.แบบแบ่งเขตจำนวน 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

สมชาย แนะ รัฐบาล กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สร้างโรงกลั่นเองดีกว่าให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

สมชาย แนะ รัฐบาล กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สร้างโรงกลั่นเองดีกว่าให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

สมชาย แนะ รัฐบาล กู้เงิน 1.5 แสนล้าน สร้างโรงกลั่นเองดีกว่าให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.32 น.

วานนี้ 9 เมษายน 2569 เกิดเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของรัฐบาล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า“#คิดให้ดี วิกฤติพลังงานกู้เงิน1.5แสนล้านให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กับกู้มาสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งชาติ กำลังผลิต1.5-2 แสนบาร์เรลต่อวัน #ดีกว่ามั้ย #ปรับโครงสร้างพลังงาน”

สมชาย แสวงการ

หลังจากโพสต์ของ นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และมีการวิจารณ์การทำงานของนักการเมืองอย่างเผ็ดร้อน เช่น 

“ดีกว่าเยอะเลย ที่สำคัญเป็นโรงกลั่นของรัฐบาลเองไม่ใช่ของเอกชน”

“เอามาสร้างโรงกลั่นใหม่คร่า”

“อ้าอันนี้สนับสนุนเลยจ้า”

“รัฐควรมีโรงกลั่นเป็นของตนเองก็จะช่วยลดภาระของประชาชนได้เท่ากับช่วยลดค่าครองชีพประชาชนอย่างมากครับ”

“เอามาสร้างโรงกลั่นค่ะ”

“ล้ำเลิศมากค่ะคุณลุงสว….แต่นายกประเทศไทยจะคิดได้เหมือนคุณลุงใหมน้อ…?”

“กู้มาใส่กองทุนใช้ได้เร็วคืนทุนได้ดีที่สุดครับอาจารย์​ สร้างโรงกลั่นนักการเมืองไม่ปลื้ม”

“ปลดล็อค ระบบนายทุน ประชาชน ได้ประโยชน์ระยะยาว”

“ตราบใดที่นักการเมืองบริหารประเทศ คงไม่สร้างโรงกลั่นแน่ๆ”

“เรื่องที่ชาติจะได้ประโยชน์ ฝันไปเถอะกับนักการเมืองยุคนี้”

“ยึด ทุบทิ้ง ซืัอน้ำมันมาเลมาใช้เลย สบาย สมน้ำหน้าใอ้ศรีฯ”

“เหนื่อย มีนักการเมืองแบบนี้”

สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณขเอมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

หัวหน้าเท้ง เปิดวอร์ ซัดเพื่อไทย ขายวิญญาณร่วมรัฐบาล จุลพันธ์ ทนไม่ไหว ประท้วงบี้ถอนคำพูด

หัวหน้าเท้ง เปิดวอร์ ซัดเพื่อไทย ขายวิญญาณร่วมรัฐบาล จุลพันธ์ ทนไม่ไหว ประท้วงบี้ถอนคำพูด

หัวหน้าเท้ง เปิดวอร์ ซัดเพื่อไทย ขายวิญญาณร่วมรัฐบาล จุลพันธ์ ทนไม่ไหว ประท้วงบี้ถอนคำพูด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.28 น.

แถลงนโยบายรัฐฯเริ่มเดือด! ’หัวหน้าพรรคส้ม‘ กาง ’5คลัสเตอร์‘ แห่งดุลอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของ ’รัฐบาลอนุทิน‘ ลามพาดพิง ’พท.‘ ซัดยอม ’ขายวิญญาณ‘ ร่วมรบ.ภูมิใจไทย ด้าน ’จุลพันธ์‘ ทนไม่ไหว ประท้วงบี้ถอนคำพูด ชี้ใส่ร้ายชัดเจน ร้อนถึง ‘โสภณ’ โร่สงบศึก วินิจฉัยให้เปลี่ยนคำพูด ก่อนยอมลงตัวที่  ละทิ้ง ‘จุดยืนเดิม’

วันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.15 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกของฝ่ายค้าน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำแถลงนโยบายรัฐบาลฯว่า หลังจากฟังนายกฯแล้ว ตัวท่านเองมีความรู้สึกอย่างไร รู้สึกมีความหวัง เห็นอนาคตตัวเอง ควบคู่กับอนาคตประเทศที่นายกฯฉายให้เราเห็นหรือไม่ ถ้าไม่เป็นเพราะอะไร การอภิปรายต่อจากนี้เป็นข้อสังเกตถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาล อาจทำให้ทุกคนพอรู้สาเหตุตรงนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหาร เพราะคุมอำนาจเบ็ดเสร็จสภาฯบน สภาฯล่าง รวมถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ จัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ แบ่งบูรณาการออกเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่ไม่ใช่บริหารราชการแผ่นดินอย่างที่นายกฯแถลงไปสักครู่ แต่เป็น 5 คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจ เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน และแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์กันลงตัว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 1.บรรดามุ้งการเมืองต่าง ๆ ที่อดีตเคยอาจสังกัดพรรคอื่น แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา ย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏเด่นชัดว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับ 1 ไม่ได้หมายถึงพรรค สส.มากสุด แต่เป็นพรรคที่มี สส.ย้ายพรรค และชนะการเลือกตั้งมากที่สุดอันดับ 1 การที่ท่านจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่าง ๆ แบบนี้ ทำให้เห็นโฉมหน้า ครม.ที่ยกตัวอย่างบางจังหวัด เช่น บ้านสงขลา ชลบุรี หรือสุพรรณบุรี เป็นต้น 2.ค้ำจุนรัฐบาลชุดนี้ คือพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลขณะนี้ ที่บอกเต็มปากว่า ยอมขายวิญญาณตัวเอง เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรเลยกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างตัวเลขสมการการเมืองบนหน้ากระดานอยู่แล้ว คงไม่ได้กล่าวหาเกินจริง สมมติพรรคอันดับ 2 นั้น ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ ไม่ต้องกังวลใจทั้งสิ้น ปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 290 กว่าเสียง เลือกสลับดึงพรรคการเมืองปัจจุบันที่อยู่ฝ่ายค้าน ไปร่วมรัฐบาลได้ทันที เป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียง ก็ยังเป็นเสียงข้างมากได้ ปัญหาของการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ พรรคอันดับ 2 ไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ กับภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 3.ดุลอำนาจสำคัญที่ได้ทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 2 ในพรรคร่วมฯอย่างสิ้นเชิง คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ที่ไม่ได้เอ่ย ที่ร่วมในรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีจำนวนเสียงราว 20 เสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะไปร่วมรัฐบาล ในฐานะพรรคอันดับ 2 ที่บอกเช่นนี้ หากปราศจากเสียงเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าออก ดึงพรรคอื่นมาสลับได้ตลอดเวลา 4.สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่อาจได้รับการแต่งตั้งจากพวกเขาเหล่านั้น ล้วนเป็นไพ่โป๊กเกอร์ รัฐบาลที่นำโดยภูมิใจไทย หยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ ใช้คุมเกมก็ได้ คุมเกมจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เป็นหน้าตาอย่างที่เขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามก็ได้ อย่างที่พวกตนโดนอยู่ อย่างคดี 44 สส. ใช้ปกป้องพวกตัวเองก็ได้ เมื่อวาน กกต.เพิ่งมีการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.สุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่มีข้อครหามากมาย ยังปกป้องพวกพ้องอะไรได้อีก คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจสำคัญที่พรรคการเมืองอื่นไม่มี และ5.กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลปัจจุบัน ส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่น ๆ ว่า มาเถอะ อยู่ค่ายนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 และให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทย ในคืนก่อนวันเลือกตั้ง 

ทั้งนี้ช่วงหนึ่ง นายณัฐพงษ์ ได้อ้างถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ประกาศรับรองให้นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นสส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ทั้งที่มีปัญหาเรื่องผลการนับคะแนนไม่ตรงกับวันเลือกตั้งเมื่อ วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่าไม่เป็นตามข้อบังคับเนื่องจากอยู่นอกเหนือจากคำแถลงนโยบายรัฐบาล อย่างไรก็ดีนายโสภณ วินิจฉัยให้นายณัฐพงษ์ อภิปรายต่อจนจบ

แต่หลังจากนั้นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกประท้วงและขอให้ถอนคำพูด หลังจากที่นายณัฐพงษ์ พูดพาดพิงมายังพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะใช้คำว่าพรรคอันสอง แต่หมายความถึงพรรคเพื่อไทย ซึ่งระบุว่าขายวิญญาณ ถือว่าเป็นคำที่สร้างความเสียหาย ขอให้ถอนคำพูด เพราะกระบวนการการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกลไกการเมืองในระบบอบรัฐสภา เมื่อพรรคอันดับหนึ่งเชิญ พรรคอันดับสาม คือ พรรคเพื่อไทยเข้าร่วม จึงได้หารือถึงการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน 

“พรรคเพื่อไทยตอบตกลงเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย  ผมเข้าใจท่าน แต่การอภิปราย ลีลามาก ใช้คำพูดไม่ถูก เกิดความเสีหาย ดังนั้นเพื่อใหการประชุมเดินหน้า ขอให้ถอนคำพูด” นายจุลพันธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงแรก นายณัฐพงษ์ ไม่ยอมถอนคำพูด แต่ขอให้ประธานสภาฯ วินิจฉัย โดยนายโสภณ จึงวินิจฉัยว่า คำว่าขายวิญญาณประชาธิปไตยเป็นการกล่าวหา การกล่าวหา เหมือนใส่ร้าย ซึ่งไม่เหมาะจะกล่าวร้าย ตนขอให้เปลี่ยนคำพูด เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย แต่สส.พรรคประชาชน ได้แก่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกประท้วงคำวินิจฉัย เนื่องจากมองว่าเป็นการใช้บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง และหากในการประชุมมีการกล่าวหาเล็กน้อย ต้องให้ถอนทุกคน  อย่างไรก็ดีคำที่อภิปรายหากไม่เห็นด้วย ขอให้ใช้สิทธิชี้แจง 

ทำให้นายจุลพันธ์ ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งพร้อมยกข้อบังคับการประชุมข้อ  ข้อ 69 วรรคสอง ว่า ตามข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ให้ใส่ร้าย  และพวกท่านยอมรับแล้วว่าใส่ร้ายพวกตน ถือว่าผิดข้อบังคับ จึงขอให้ถอน 

นายณัฐพงษ์ จึงเปลี่ยนคำพูดตามคำวินิจฉัยของประธานสภาฯว่า ขอเปลี่ยนว่าละทิ้งจุดยืนเดิม

ทำให้นายจุลพันธ์ลุกขึ้นอีกครั้งแล้วอภิปรายว่า “หากจะใช้วิธีตอดเล็ก ตอดน้อย ศักดิ์ศรี คุณภาพของพรรคท่านเดินตามนั้น ผมยอม”

รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชู 5 ยุทธศาสตร์ บริหารภาครัฐ

รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชู 5 ยุทธศาสตร์ บริหารภาครัฐ

รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชู 5 ยุทธศาสตร์ บริหารภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

รับปากพาคนไทยตั้งตัวได้! ‘อนุทิน’ นำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ยึด3หลักบริหารชาติ รับ ‘วิกฤติพลังงาน’ บั่นทอนศก.ไทย ยันลุยต่อยอดนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ยึด ‘สันติวิธี’ แก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา คาดโทษหนักจนท.เฉยแก้ยาเสพติด ยกระดับบริหารน้ำป้องกันภัยพิบัติ ชู ‘5ยุทธศาสตร์’ ดันขับเคลื่อนนโยบาย

วันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162  ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าร่วมการแถลงนโยบายอย่างพร้อมเพรียง 

โดยนายอนุทินแถลงนโยบายรัฐบาลว่า ครม.จะยึดหลักสำคัญ 3ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win  ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส การลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง จากความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง การผลิตขนส่งน้ำมันชะงักงัน ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ไม่อาจคาดได้ว่า จะสิ้นสุดเมื่อใด รัฐบาลพยายามบรรเทาผลกระทบให้คนไทยภายใต้อำนาจรัฐบาลรักษาการ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆให้คนไทย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลจะเร่งมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อการดำรงชีพ พลิกวิกฤติโลกเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตอกย้ำบทบาทประเทศเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก รัฐบาลจะเร่งจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ ปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาประเทศ ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยที่เป็นแรงกดดัน บั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรเป็น และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ขึ้น ทั้งภัยเศรษฐกิจ วิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ภัยสังคม การเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ปัญหายาเสพติด  ภัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติต่อเนื่อง ภัยความมั่นคง การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามไซเบอร์ การเข้ารับหน้าที่บริหารราชการของรัฐบาลมุ่งต่อยอดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และขั้วอำนาจโลกที่ไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทย ปกป้องอธิปไตย ส่งเสริมผลประโยชน์ชาติ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสเติบโตเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทย สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยีตามความต้องการแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส การพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็น อาทิ ทักษะความรู้ดิจิทัล  ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์  การส่งเสริมผู้ประกอบการSMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ การยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน พลิกโฉมมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรม การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย จัดการปัญหานอมินีที่ตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย การแก้กฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง 

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง 365วัน ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศครอบคลุมทุกทิศทาง แสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์  การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความสงบสุขให้สังคมไทย โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์  สานต่อการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และกลไกทวิภาคี เร่งศึกษาแนวทางยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน(เอ็มโอยู44)ให้เสร็จโดยเร็ว แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด ผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนการพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย การพนันที่แฝงมาในรูปกีฬาและสันทนาการ รวมถึงจะดำเนินการแก้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด  ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่ ต้องรับโทษทางวินัยร้ายแรงและอาญา ให้ออกจากราชการไว้ก่อน การปฏิรูปเกณฑ์ทหาร ดำเนินโครงการอาสาสมัครทหารอาสา 1แสนอัตรา เปิดรับชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4ปี มีค่าตอบแทน ระบบประเมินผลชัดเจน เป็น ฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านสังคม พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ปรับหลักสูตรการศึกษา การจ้างงานให้สอดรับตลาดแรงงานในอนาคต ยกระดับบริการสุขภาพคนไทย ด้านภัยพิบัติสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เร่งรัดพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูลบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ด้านบริหารจัดการภาครัฐและกฎหมาย มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนให้แล้วเสร็จ และมีผลบังคับใช้ใน 180วัน เพื่ออำนวยความสะดวกการดำรงชีวิตและประกอบธุรกิจ การเร่งเสนอชุดกฎหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ ที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ใน 1ปี การปฏิรูประบบราชการ

นายอนุทิน กล่าวว่า  รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงกำหนดกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5กลุ่มดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2.การผลิต การค้า และบริการ  เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคการเกษตร เกษตรแปรรูป การยกระดับอุตสาหกรรม 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงยั่งยืน 5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายชั้ว 

นายอนุทิน กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะยึดประโยชน์ประเทศ ประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้  กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนร่วมลงทุน จะใช้จ่ายงบประมาณตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชนและลดภาระหนี้สาธารณะประเทศในระยะยาว  

“ท้ายที่สุดนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนประชาชนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมเติมเต็ม ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นำพาประเทศสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพ ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศระยะยาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้  เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกฯ กล่าว

ลุงป้อม เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ รับพรวันสงกรานต์ เพื่อน ตท.6 – บิ๊กทหาร ตบเท้าพรึบ

ลุงป้อม เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ รับพรวันสงกรานต์ เพื่อน ตท.6 - บิ๊กทหาร ตบเท้าพรึบ

ลุงป้อม เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ รับพรวันสงกรานต์ เพื่อน ตท.6 – บิ๊กทหาร ตบเท้าพรึบ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

“พล.อ.ประวิตร” เปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ เนื่องในวันสงกรานต์ 2569 โดยมีเพื่อน ตท.6 – อดีตผู้นำเหล่าทัพ-คนใกล้ชิดร่วมรดน้ำฯ รับพร ขณะที่พลเอก ประวิตร ขอคนไทยมีความสุข-เจริญรุ่งเรือง พร้อมบอกเคล็ดลับดูแลสุขภาพหลังวางมือการเมือง

วันที่ 9 เมษายน 2569 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ เปิดให้บุคคลต่างๆ เข้ารับพร เนื่องใน เทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปี 2569 ที่มูลนิธิ อนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด  โดยมีเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 มาร่วมงาน เช่น พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและสมาชิกวุฒิสภา และ พลเอกนพดล อินทปัญญา 

นอกจากนี้ยังมีนายทหารที่เป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาใกล้ชิด เช่น พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก / พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา / พล.อ. เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม / พลเอกณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม /พลเอก สุนัย ประภูชะเนย์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และ พลเอกสนิทชนก สังขจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม 

รวมไปถึงบุคคลทางการเมือง เช่น นายไพบูลย์นิติตะวัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นายวัน อยู่บำรุง โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก

ขณะที่ พลเอก ประวิตร   ขอให้ประชาชนชาวไทย มีความสุข ในวันสงกรานต์และมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป พร้อมบอกถึงเคล็ดลับ การดูแลสุขภาพว่า ในทุกๆวันจะรับประทานอาหารวันละมื้อ เฉพาะมื้อกลางวันมื้อเดียว 

พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือเดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัย ส่วนกรณีน้ำมันราคาแพงช่วงนี้ พลเอก ประวิตร ไม่ได้ออกความเห็น พร้อมย้ำว่า จะเดินหน้าพาไปชิมอาหารร้านอร่อยกันต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้บางร้านยอดขายไม่ดีนัก แต่เมื่อเดินทางไปชิมและถูกเผยแพร่ผ่านสังคมออนไลน์ ก็ทำให้บางร้านมีประชาชนตามไปลองชิมกันมากขึ้น 

จุลพันธ์ อาลัย 3 ลูกเรือไทยมยุรีนารี สั่งเร่งสิทธิเยียวยาดูแลทายาทเต็มที่

จุลพันธ์ อาลัย 3 ลูกเรือไทยมยุรีนารี สั่งเร่งสิทธิเยียวยาดูแลทายาทเต็มที่

จุลพันธ์ อาลัย 3 ลูกเรือไทยมยุรีนารี สั่งเร่งสิทธิเยียวยาดูแลทายาทเต็มที่

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

วันที่ 9 เม.ย. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังได้รับการยืนยันกรณีการเสียชีวิตของ 3 ลูกเรือมยุรีนารี ระบุว่า ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียลูกเรือไทยทั้ง 3 คน จากเหตุการณ์โจมตีเรือมยุรีนารี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าเสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ

นับตั้งแต่เกิดเหตุ กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานงานกับบริษัทต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนช่วยเหลือและดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกเรือให้ครบถ้วนตามกฎหมาย  ตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการ เพื่อให้ทายาทของผู้เสียชีวิตได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

1. สิทธิประโยชน์จากเจ้าของเรือ กรณีเสียชีวิตจากการทำงาน เจ้าของเรือต้องจัดให้มีการคุ้มครองด้านเงินทดแทน ได้แก่

– ค่าทำศพ จำนวน 50,000 บาท จ่ายให้แก่ผู้จัดการศพ

– ค่าทดแทนรายเดือน จ่ายให้แก่ทายาท เป็นระยะเวลา 10 ปี ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่เกินเดือนละ 14,000 บาท รวมตลอดระยะเวลา 10 ปี สูงสุดไม่เกิน 1,680,000 บาท

2. สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จึงยังมีเงินสะสมกรณีชราภาพตามงวดที่ส่งไว้ ซึ่งสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่จะเร่งลงพื้นที่ดูแลและดำเนินการจ่ายสิทธิให้แก่ทายาทโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามลูกเรือเดินทะเลเป็นแรงงานที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดรูปแบบการคุ้มครองสิทธิไว้เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้สิทธิประโยชน์บางส่วนแตกต่างจากแรงงานในระบบประกันสังคมทั่วไป ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะเร่งรัดการดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด และติดตามให้ทายาทได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนโดยเร็วที่สุด ขอยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลสิทธิของผู้เสียชีวิตและครอบครัวให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด พร้อมติดตามและประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้ประสานบริษัทฯ เจ้าของเรือ ในด้านการช่วยเหลือเยียวยา นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายด้วย

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า ขอร่วมไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียทุกท่านในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ โดยในขณะนี้ กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับสู่ประเทศไทยอย่างสมเกียรติ เพื่อให้ครอบครัวได้ประกอบพิธีตามความเชื่อโดยเร็วที่สุด

ศุภจี เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

ศุภจี เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

ศุภจี เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.42 น.

“ศุภจี” เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ  -การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก คนเก่งเต็มทีม

วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีและอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นางศุภจี จะเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต และยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, นายอาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา นายพิพัฒน์  เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป 

นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

ณัฐพงษ์ ลั่นไม่เสียกำลังใจ แม้ ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา ฟันผิดจริยธรรม ลุยอภิปรายเข้ม 2 วัน

ณัฐพงษ์ ลั่นไม่เสียกำลังใจ แม้ ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา ฟันผิดจริยธรรม ลุยอภิปรายเข้ม 2 วัน

ณัฐพงษ์ ลั่นไม่เสียกำลังใจ แม้ ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา ฟันผิดจริยธรรม ลุยอภิปรายเข้ม 2 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

‘ณัฐพงษ์’ ลั่นไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาฟัน 44 สส.ส้ม ลุยอภิปรายเข้ม 2 วัน  ยันหากมีอุบัติเหตุการเมือง ก็พร้อม ขับเคลื่อนการเมืองได้ทุกที่ 

เมื่อเวลา 08.15 น.วันที่ 9 เม.ย.ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันแรก ว่า พรรคประชาชน เตรียมบุคลากรไว้ 20 คน เพื่ออภิปรายปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วิกฤตพลังงาน และเรื่องอื่น ๆ ขอให้ติดตามการอภิปรายทั้ง2 วัน ที่เนื้อหาจะไม่ซ้ำซ้อนแน่นอน โดยเราหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในการแบ่งงาน แบ่งเวลาเรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้อหาต่างคนต่างเตรียม ซึ่งต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคฝ่ายค้านจะต้องมาหารือในรายละเอียดของเนื้อหากันก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมความพร้อมกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมยื่นเอกสารร้องต่อศาลฎีกา กรณี 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล ที่เข้าชื่อแก้ไขมาตรา 112 ผิดจริยธรรมร้ายแรง ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการปกติที่รับทราบ หากไม่มีการเร่งรัด ศาลจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งคงต้องรอหลังจากสงกรานต์ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เสียสมาธิในการอภิปรายนโยบาย เราพร้อมทำหน้าที่เต็มที่ แต่ก็ไม่ประมาท หากมีคนกดปุ่มเร่งรัดขอให้ประชาชนช่วยกันจับตา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.ระบุว่าการอภิปรายครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้มีพูดคุยกับนายเท่าที่พิภพ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และคนที่อยู่ในข่ายของ 44 สส. ทุกคนที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ในสภายังทำหน้าที่เต็มที่ ไม่มีใครเสียกำลังใจ ถึงเวลาหากต้องมีอุบัติเหตุทางการเมือง เชื่อว่าสิ่งที่พวกเรามารวมตัวทำงานการเมืองในวันนี้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะจะอยู่ตรงไหน บทบาทไหน พร้อมขยับเขยื้อนการเมืองเพื่อประชาชนต่อไป

เมื่อถามถึงการประชุมใหญ่ สามัญพรรค หัวหน้าพรรคแระชาชนกล่าวว่า การประชุมใหญ่ต้องจัดไปตามระเบียบ โดยต้องจัดไม่เกินเดือนเม.ย.นี้

ดร.ปิติ พาย้อน 6 สนามรบ เจาะสาเหตุ สหรัฐพ่ายแพ้

ดร.ปิติ พาย้อน  6 สนามรบ เจาะสาเหตุ สหรัฐพ่ายแพ้

ดร.ปิติ พาย้อน 6 สนามรบ เจาะสาเหตุ สหรัฐพ่ายแพ้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.19 น.

วันนี้ 9 เมษายน 2569 กลายเป็นโพสต์ไวรัลที่คนแชร์ต่อและพูดถึงอย่างมาก เมื่อ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์บทวิเคราะห์เชิงลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยนำเอาวาทะของ จูกัดเหลียง หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อของ ขงเบ้ง และตำราพิชัยสงครามโบราณ มาเปรียบเทียบกับความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า ““เป็นแม่ทัพขุนพล หากไม่รู้กระจ่างในดาราศาสตร์ ไม่รู้ซึ้งถึงภูมิศาสตร์ ไม่ล่วงรู้ความเปลี่ยนแปลงของพลังจักรวาลหยินและหยาง ไม่เข้าใจการจัดค่ายกล ย่อมมิใช่ยอดขุนพล เป็นได้เพียงคนโง่เขลาเท่านั้น”

วาทะอันลือลั่นของจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ที่กล่าวต่อโลซกในวรรณกรรมมหาอมตะอย่างสามก๊ก ไม่ได้เป็นเพียงคำคมที่ประดับไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ทว่าคือแก่นแท้ของ “ยุทธศาสตร์การรบและการเมือง” ที่ไร้กาลเวลา หากนำปรัชญาตะวันออกที่ลึกซึ้งนี้มาทาบทับกับมหาอำนาจโลกในยุคปัจจุบันอย่าง “สหรัฐอเมริกา” เราจะพบความจริงที่น่าประหลาดใจว่า มหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพทางทหาร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กลับต้องเผชิญกับ “ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์” ครั้งแล้วครั้งเล่า นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ดร.ปิติ

ข้อเขียนนี้จะพาคุณผู้อ่านเจาะลึก 6 สมรภูมิสำคัญที่สหรัฐอเมริกาไม่อาจบรรลุเป้าหมายตามวาระแรกเริ่มของการทำสงครามได้ โดยวิเคราะห์ผ่านแว่นตาของ 3 ตำราพิชัยสงครามระดับโลก ได้แก่ ตำราพิชัยสงครามซุนวู, คัมภีร์ 36 กลยุทธ์ (Book of Qi) และยุทธพิชัยสงครามสามก๊ก

เพื่อถอดรหัสว่าเหตุใด แสนยานุภาพอันเกรียงไกรจึงพ่ายแพ้ต่อความซับซ้อนของ “ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และจิตใจคน”

1. สงครามเกาหลี (Korean War, ค.ศ. 1950-1953) : ความประมาทต่อดุลยภาพแห่งอำนาจ

บริบทเหตุการณ์: สงครามเกาหลีเริ่มต้นเมื่อกองทัพเกาหลีเหนือข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมารุกรานเกาหลีใต้ สหรัฐฯ ภายใต้ธงของสหประชาชาติ (UN) ได้เข้าแทรกแซงจนสามารถผลักดันเกาหลีเหนือกลับไปได้สำเร็จ ทว่าเป้าหมายได้เปลี่ยนไปสู่ความทะเยอทะยานที่ใหญ่กว่า คือ “การบุกยึดเกาหลีเหนือเพื่อรวมชาติ” นายพลพลดักลาส แมกอาเธอร์ (Douglas MacArthur) นำทัพรุกคืบเข้าใกล้แม่น้ำยาลูซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติติดกับจีน โดยเพิกเฉยต่อคำเตือนของรัฐบาลปักกิ่ง ผลที่ตามมาคือกองทัพทหารอาสาสมัครจีนนับล้านคนข้ามแม่น้ำลงมาตีโต้ ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องถอยร่น สงครามจบลงด้วยการชะงักงันและหยุดยิงที่เส้นขนานที่ 38 เช่นเดิม สหรัฐฯ พ่ายแพ้ต่อเป้าหมายในการรวมชาติเกาหลี

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม

– พิชัยสงครามซุนวู: ซุนวูกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิมีอันตราย” สหรัฐฯ รู้จักอาวุธตนเอง แต่ล้มเหลวในการ “รู้เขา” แมกอาเธอร์ประเมินเจตนารมณ์และขีดความสามารถของจีนต่ำเกินไป โดยเชื่อว่าจีนซึ่งเพิ่งบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองจะไม่กล้าแทรกแซง นี่คือความบกพร่องด้านการข่าวกรองทางยุทธศาสตร์อย่างร้ายแรง

– สามก๊ก: พฤติกรรมของนายพลแมกอาเธอร์ สะท้อนภาพของ “กวนอูเสียเกงจิ๋ว” กวนอูเป็นยอดขุนพลที่เก่งกาจแต่มั่นใจในตนเองจนเย่อหยิ่ง ประมาทซุนกวนและลู่ซุนจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ แมกอาเธอร์ก็เช่นกัน ความเย่อหยิ่งในแสนยานุภาพทำให้เขามองข้าม “ความเปลี่ยนแปลงของพลังหยินหยาง” หรือสมดุลอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จีนยอมไม่ได้หากจะมีกองทัพอเมริกันมาประชิดชายแดน

ดร.ปิติ

2. ปฏิบัติการบุกอ่าวหมู คิวบา (Bay of Pigs Invasion, ค.ศ. 1961) : แผนลวงที่ไร้รากฐาน

บริบทเหตุการณ์: ในช่วงต้นสงครามเย็น สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ได้ฝึกอาวุธให้ชาวคิวบาพลัดถิ่นกว่า 1,400 คน เพื่อกลับไปบุกยึดประเทศและโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ ฟิเดล คาสโตร สหรัฐฯ เชื่อว่าทันทีที่กองกำลังนี้ยกพลขึ้นบก ประชาชนคิวบาจะลุกฮือขึ้นสนับสนุน แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร ข่าวกรองรั่วไหล กองทัพคาสโตรดักรออยู่แล้ว ประกอบกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี กลัวโลกจะรู้ว่าสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง จึงยกเลิกการสนับสนุนทางอากาศ กองกำลังพลัดถิ่นถูกทำลายและจับกุมอย่างราบคาบภายใน 3 วัน

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: แผนนี้ล้มเหลวในกลยุทธ์ที่ 1 “ปิดฟ้าข้ามทะเล” (瞒天过海) สหรัฐฯ พยายามซ่อนเร้นเจตนา (พลางตัวว่าไม่เกี่ยวกับปฏิบัติการ) แต่การลวงโลกครั้งนี้กลับทำลายตนเอง การถอนกำลังสนับสนุนทางอากาศทำให้กองทัพคิวบาพลัดถิ่นกลายเป็นหมากที่ถูกทิ้ง

– พิชัยสงครามซุนวู: ซุนวูให้ความสำคัญกับ “จารชน” (สายลับ) อย่างสูงสุด แต่ข่าวกรองของ CIA ในครั้งนั้นเกิดจาก “อคติแบบกลุ่ม” (Groupthink) ที่เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ (ว่าคาสโตรเสื่อมความนิยม) ทั้งที่ในความเป็นจริง คาสโตรยังมีฐานมวลชนที่แข็งแกร่ง สหรัฐฯ จึงพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบเพราะข่าวกรองที่บิดเบี้ยว

3. สงครามเวียดนาม (Vietnam War, ค.ศ. 1955-1975) : การติดหล่มในสมรภูมิที่มองไม่เห็น

บริบทเหตุการณ์: จากทฤษฎีโดมิโน สหรัฐฯ ทุ่มสรรพกำลังทั้งทหาร อาวุธ และงบประมาณมหาศาลเพื่อป้องกันไม่ให้เวียดนามใต้ตกเป็นของคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ แต่กองทัพสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับสงครามกองโจรจากกลุ่มเวียดกง รัฐบาลไซ่ง่อนก็เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน การรบที่ยืดเยื้อนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตทหารอเมริกันนับหมื่น เกิดกระแสต่อต้านสงครามอย่างรุนแรงในประเทศ จนสุดท้ายสหรัฐฯ ต้องถอนทหาร ทิ้งให้เวียดนามใต้พ่ายแพ้และถูกรวมชาติโดยคอมมิวนิสต์ในปี 1975

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– สามก๊ก: หัวใจหลักของการสร้างชาติในสามก๊กคือ “ได้ใจคน ได้แผ่นดิน” เล่าปี่รวบรวมคนได้ด้วยคุณธรรม แต่สหรัฐฯ ในเวียดนามกลับไปสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ที่ฉ้อฉล กดขี่ข่มเหงประชาชน การขาดความชอบธรรมทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจเอาชนะสงครามแย่งชิงมวลชนได้

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: เวียดกงใช้กลยุทธ์ที่ 15 “ล่อเสือออกจากถ้ำ” (调虎离山) อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่รบแตกหักแบบตามแบบแผนกับสหรัฐฯ ที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่า แต่ล่อให้ทหารอเมริกันเข้ามาติดหล่มในป่าดิบชื้น ใช้ภูมิศาสตร์เป็นอาวุ

– พิชัยสงครามซุนวู: “ไม่มีประเทศใดได้ประโยชน์จากสงครามยืดเยื้อ” คือสัจธรรมที่สหรัฐฯ ได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวด สงครามที่ยาวนานทำให้เกิดรอยร้าวลึกในสังคมอเมริกัน ขวัญกำลังใจของแนวหน้าและแนวหลังพังทลาย นำไปสู่การปราชัยในที่สุด

ดร.ปิติ

4. วิกฤตการณ์เลบานอน (Multinational Force in Lebanon, ค.ศ. 1982-1984) : ภารกิจที่ไร้เข็มทิศ

บริบทเหตุการณ์: เลบานอนตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองที่ซับซ้อน สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินเข้าไปในฐานะกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ เพื่อคุ้มครองพลเรือนและเปิดทางให้กองกำลัง PLO ถอนตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป สหรัฐฯ กลับถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้ง โดยถูกมองว่าเข้าข้างรัฐบาลฝ่ายคริสเตียนและยิงถล่มฐานที่มั่นของฝ่ายมุสลิม จุดเปลี่ยนคือเหตุการณ์คาร์บอมบ์ค่ายนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต ทำให้ทหารเสียชีวิต 241 นาย ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน จึงต้องสั่งถอนทหารโดยที่ยังไม่บรรลุสันติภาพใดๆ

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– พิชัยสงครามซุนวู: ซุนวูกล่าวว่ากองทัพต้องมี “ความมุ่งหมายที่แน่วแน่” แต่ในเลบานอน สหรัฐฯ มีเป้าหมายทางการเมืองที่คลุมเครือ (Ambiguous Mandate) กองทัพไม่รู้ว่า “ใครคือศัตรูที่แท้จริง” การส่งทหารเข้าไปในพื้นที่โดยไม่มีกลยุทธ์ทางออก (Exit Strategy) คือความผิดพลาดมหันต์

– สามก๊ก: สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการนำทัพเข้าไปในดินแดนที่มีก๊กต่างๆ รบพุ่งกันวุ่นวายอย่างไร้แบบแผน การเข้าไปโดยไม่เข้าใจรากเหง้าของความขัดแย้งทางศาสนาและการเมือง ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียสถานะ “คนกลาง” และกลายเป็นเป้าหมายให้ถูกโจมตีเสียเอง

5. สงครามอิรัก (Iraq War, ค.ศ. 2003-2011) : การทำลายสมดุลและชัยชนะที่กลวงเปล่า

บริบทเหตุการณ์: สหรัฐฯ นำโดยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช บุกอิรักด้วยข้ออ้างว่าซัดดัม ฮุสเซน ครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) แม้จะสามารถโค่นล้มระบอบซัดดัมได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่เคยพบอาวุธดังกล่าว ซ้ำร้าย นโยบายการยุบพรรคบาธและกองทัพอิรักเดิม ทำให้ทหารและข้าราชการชาวซุนนีตกงานนับแสนคนและหันไปจับอาวุธลุกฮือ เกิดเป็นสงครามกลางเมือง การก่อการร้าย (รวมถึงการก่อเกิดของ ISIS) และการถอนทหารของสหรัฐฯ ทิ้งตะวันออกกลางให้อยู่ในสภาวะที่ไร้เสถียรภาพยิ่งกว่าเดิม

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– สามก๊ก: ความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ การทำลายดุลอำนาจแบบไตรภาคี เสน่ห์ของสามก๊กคือดุลยภาพที่ค้ำจุนกัน ในตะวันออกกลาง อิรักภายใต้ซัดดัม (ซุนนี) เคยเป็นรัฐกันชนที่ต้านทานอิทธิพลของอิหร่าน (ชีอะห์) การทำลายอิรักลงอย่างราบคาบ ทำให้สหรัฐฯ ประเคนอิรักใส่พานทองให้กับอิหร่าน ทำให้อิหร่านขยายอิทธิพลได้อย่างกว้างขวาง นี่คือความพ่ายแพ้ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: กลยุทธ์ที่ 14 “ยืมซากคืนชีพ” (借尸还魂) กลุ่มก่อการร้ายต่างๆ อาศัยซากปรักหักพังของรัฐอิรักที่ถูกทำลายและสุญญากาศทางอำนาจ เป็นรากฐานในการปลุกปั่นอุดมการณ์สุดโต่งขึ้นมาใหม่

– พิชัยสงครามซุนวู:”การชนะร้อยครั้งมิใช่วิธีการอันประเสริฐสุด การสยบศัตรูได้โดยไม่ต้องรบคือความประเสริฐสุด”* สหรัฐฯ ชนะการรบทางยุทธวิธี แต่พ่ายแพ้ในการสร้างสันติภาพ (Won the battle, lost the peace) เพราะล้มเหลวในการบริหารจัดการยุคหลังสงคราม (Post-war planning)

ดร.ปิติ

6. สงครามอัฟกานิสถาน (War in Afghanistan, ค.ศ. 2001-2021) : สุสานของมหาอำนาจ

บริบทเหตุการณ์: หลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถานเพื่อทำลายเครือข่ายอัลกออิดะห์และโค่นล้มรัฐบาลตาลีบัน แม้จะทำได้สำเร็จในช่วงแรก แต่สหรัฐฯ กลับติดหล่มในภารกิจการ “สร้างชาติ” (Nation-building) ที่ขัดกับบริบททางภูมิสังคมและโครงสร้างชนเผ่า รัฐบาลกลางคาบูลที่สหรัฐฯ หนุนหลังเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน ในขณะที่ตาลีบันใช้พรมแดนปากีสถานเป็นที่หลบภัย เมื่อสหรัฐฯ ถอนทหารในปี 2021 กองทัพอัฟกานิสถานก็แตกพ่ายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และตาลีบันก็กลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง ปิดฉากสงคราม 20 ปีที่สูญเปล่า

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: สหรัฐฯ พยายามใช้กลยุทธ์ที่ 3 “ยืมดาบฆ่าคน” (借刀杀人) โดยการทุ่มเงินสร้างกองทัพอัฟกานิสถานเพื่อสู้กับตาลีบันแทนตน แต่ “ดาบ” เล่มนี้ไร้ซึ่งจิตวิญญาณและความจงรักภักดี เมื่อสหรัฐฯ ไม่ปกป้อง ดาบนั้นก็หักสะบั้นทันที

– สามก๊ก: การสนับสนุนรัฐบาลอัฟกานิสถานที่อ่อนแอ ไร้ความสามารถ และปราศจากการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เปรียบได้กับการที่ขงเบ้งต้องทุ่มเทเลือดเนื้อเพื่อค้ำจุน “พระเจ้าเล่าเสี้ยน”(อาเต๊า) ผู้ไร้ความสามารถ ต่อให้มียอดขุนพลหรือยุทโธปกรณ์ล้ำเลิศเพียงใด หากแกนกลางของรัฐผุพัง การล่มสลายย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

– พิชัยสงครามซุนวู: ตาลีบันใช้ประโยชน์จาก “ภูมิศาสตร์” (เทือกเขาซับซ้อน) ได้อย่างลึกซึ้ง และมี “ดาราศาสตร์/หยินหยาง” (กาลเวลาและความอึด) ที่เหนือกว่า พวกเขารู้ว่าสหรัฐฯ มีนาฬิกา แต่พวกเขามีเวลา สงครามยืดเยื้อจนสหรัฐฯ หมดความอดทนและต้องใช้กลยุทธ์ที่ 36 คือ “หนีคือยอดกลยุทธ์” (走为上) โดยถอนตัวออกไปอย่างโกลาหล

บทสรุป ความพ่ายแพ้ทั้ง 6 สมรภูมิของสหรัฐอเมริกามิได้เกิดจากการมีปืนที่ยิงได้ระยะใกล้กว่า หรือมีเครื่องบินที่บินได้ช้ากว่าศัตรู แต่เป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นบนกระดานแห่ง “ยุทธศาสตร์และการเมือง” อันเกิดจากการละเลยคำสอนแห่งพิชัยสงครามโบราณ

การมองข้ามบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม โครงสร้างอำนาจ และจิตใจของประชาชนในพื้นที่ ทำให้แสนยานุภาพอันเกรียงไกรกลายเป็นเพียงเครื่องจักรที่ทรงพลังแต่ตาบอด สหรัฐอเมริกามักมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของ “การทำลายล้าง” ทว่าล้มเหลวในศาสตร์ของ “การสร้างสรรค์และการครองใจคน” ดั่งวาทะของขงเบ้ง หากผู้นำและผู้กำหนดนโยบายไม่ล่วงรู้ภูมิศาสตร์ (บริบทพื้นที่) ไม่เข้าใจดาราศาสตร์ (กระแสของโลกและการเมือง) และไม่ล่วงรู้การเปลี่ยนแปลงของหยินและหยาง (สมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์) แม้จะมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็ย่อมไม่อาจสถาปนาชัยชนะที่ยั่งยืนได้เลย.

รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

ดร.ปิติ

ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก หลังจากที่โพสต์ของ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ เช่น

“สรุปได้คมมากครับอาจารย์ หลายคนคงพึ่งมาใส่ใจเรื่องประวัติศาสตร์เพราะมันเพิ่งจะมีผลกับเราจริงๆ รัฐขนาดกลางอย่างเราคงต้องคำนึงท่าทีการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจโดยมีประวัติศาสตร์เป็นปัจจัยหนึ่งว่าผลลัพธ์ของสถานการณ์ต่างๆจะออกมาในแนวโน้มทางใด”

“อ่านเพลินเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะอาจารย์”

“..”CRAZY BASTARD”..said Deluded and Bipolar Old Mad FOX..”

“รบกวนคุณปิติฯวิเคราะห์การที่ไทยส่งทหารไปช่วยอเมริกันในเวียดนาม, เกาหลี, ลาว, เขมร ทั้งทางตรงและทางอ้อมหน่อยครับว่าเข้ากับตำราพิชัยสงครามโบราณข้อใดบ้าง?”

“รวบรวมบทความนี้ออกเป็นเล่มหนังสืออ่านสนุกครับ”

“แต่แปลกที่เขาก็ขยันทำสงครามนะครับ”

“ขอแชร์ค่ะอาจารย์”

“ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ”

“ขออนุญาตแชร์ค่ะอาจารย์ ขอบคุณค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ”

“Ciaหรือมอดสาทที่ฆ่าผู้นําอิหร่านได้แบบเกลี้ยงยกแผง(สุดยอดมาก)รัสเซียยังโดน(สายลับอยู่ในรัสเซียชี้เป้าแหล่งน้ำมันตอนนี้โดรนยูเครนถล่มตลอดจนต้องงดส่งออก)”

“เป็นบทวิเคราะห์ที่มีประโยชน์มากครับ”

ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก Piti Srisangnam

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.18 น.

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ เมนูกะเพราเนื้อ- แกงเหลืองใต้ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย 

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 08.40 น.ที่รัฐสภา นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงอาคารรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยนายกฯมาในชุดสูทสากล ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรีของพรรคยืนให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าก่อนเดินทางมารัฐสภา นายกฯได้แวะเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อไหว้องค์นรสิงห์ บนตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องไหว้เป็นประจำทุกวัน โดยก่อนจะออกจากทำเนียบ นายกฯได้กินอาหารเช้าที่โรงอาหารริมคลอง ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายกฯได้สั่งเมนู ข้าวกะเพราะเนื้อ กับแกงเหลืองใต้ และเครื่องดื่มชาไทย