เอกนิติ รับสงครามตะวันออกกลางลาม ต้องเตรียมรับมือเงินเฟ้อ-ศก.ทรุดทั่วโลก ลุยเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

เอกนิติ รับสงครามตะวันออกกลางลาม ต้องเตรียมรับมือเงินเฟ้อ-ศก.ทรุดทั่วโลก ลุยเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

เอกนิติ รับสงครามตะวันออกกลางลาม ต้องเตรียมรับมือเงินเฟ้อ-ศก.ทรุดทั่วโลก ลุยเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.18 น.

เอกนิติ รับสงครามตะวันออกกลางลามต้องเตรียมรับมือเงินเฟ้อ-ศก.ทรุดทั่วโลก ยันลุยเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส อุ้มช่วยคนเดือดร้อน เชื่อจะผ่านวิกฤตไปได้ 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังชี้แจงว่า ปัญหาพลังงานครั้งนี้เป็นวิกฤติโลก สงครามตะวันออกกลางไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไร อาจกระทบไปถึงสินค้าอื่นๆ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลต้องเร่งลดผลกระทบระยะสั้นต่อประชาชน สิ่งแรกที่รัฐบาลทำคือ ใช้กองทุนพยุงราคาน้ำมัน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมันไม่ต่างจากการใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคาน้ำมัน แต่ภาษีสรรพสามิตใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลต่างๆ การลดภาษีสรรพสามิตจึงอาจไปกระทบการรักษาพยาบาลด้วย ในวันที่ 11เม.ย.จะประชุมครม. เพื่อดูแลกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มขนส่ง กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อย กลุ่มประมง กลุ่มเกษตรกร ต้องช่วยให้ตรงกลุ่มตามทรัพยากรที่มีจำกัด ขณะเดียวกันต้องเตรียมเงินดูแลส่วนอื่นๆ หากสงครามยังยืดเยื้อ ถ้าไปใช้เงินทุกบาทช่วยกลุ่มใดโดยเฉพาะ อาจเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติ นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ เหมือนปี 2540 ที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก 

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า วิกฤติพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนมิติโลกในหลายเรื่อง อาทิ 1.วิกฤติความมั่นคงด้านอาหาร ยา เราต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพราะไทยเป็นฐานผลิตอาหาร ยารักษาโรค 2.วิกฤติพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกในอีก 1-2 ปี หลังจากโครงสร้างพื้นฐานโรงงานผลิตน้ำมันถูกทำลาย จึงต้องเตรียมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงานมาทดแทนมากขึ้น เราต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ระยะสั้นต้องช่วยคนเดือดร้อนให้ผ่านวิกฤติและเติบโตหลังวิกฤติ ให้คนกลุ่มนี้หารายได้ดีขึ้น เชื่อว่า เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกันได้ 

52.9 ล้านชื่อเสี่ยง! สมชัย แฉฐานข้อมูลเลือกตั้งรั่ว ขายรหัสเจาะบุฟเฟต์วันละร้อย

52.9 ล้านชื่อเสี่ยง! สมชัย แฉฐานข้อมูลเลือกตั้งรั่ว ขายรหัสเจาะบุฟเฟต์วันละร้อย

52.9 ล้านชื่อเสี่ยง! สมชัย แฉฐานข้อมูลเลือกตั้งรั่ว ขายรหัสเจาะบุฟเฟต์วันละร้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.15 น.

9 เมษายน 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละหน่วย เจาะง่าย ขายคล่อง

ของสำคัญ 1 ใน 3 อย่าง ที่ กกต.บอกว่า จัดเก็บอย่างดี เคยซื้อขายในอินเตอร์เน็ต เป็นให้วิธีเจาะแบบบุฟเฟท์ วันละแค่ 100 บาท นาน 3 สัปดาห์ ก่อนที่จะปิดรูรั่วสำเร็จ

วันนี้ 9 เมษายน 2569 ผมนำผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 2 ท่าน ที่ กกต.ฟ้องปิดปาก มาส่งหลักฐานข้อมูลถึง กกต.และผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า ฐานข้อมูลผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 52.9 ล้านคน เคยมีรูรั่วให้คนเข้าเจาะ นานกว่า 3 สัปดาห์ และซื้อขายรหัสเจาะข้อมูลแบบบุฟเฟท์ อยากได้อะไรก็เจาะเอาเอง ในราคาแค่วันละ 100 บาท จนสุดท้ายเมื่อหน่วยงานรับผิดชอบทราบและปิดระบบ จึงมีการประกาศขายเทคนิคการเจาะระบบ แค่ 200 บาท

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีใครทราบว่า มีข้อมูลหลุดออกไปแล้วเท่าไร และได้ถูกนำไปใช้เพื่อการทุจริตเลือกตั้งอย่างไรบ้าง

การแจ้งให้ กกต.ทราบ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการส่งเรื่องดังกล่าวให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ผู้ตรวจสมทบเรื่องนำส่งศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมตามที่ศาลขยายเวลาให้แก่ กกต.และผู้ตรวจ ในการส่งเอกสารเพิ่มอีก 15 วัน

สว.สายหมอ แนะรัฐบาล รื้อระบบ บอร์ด สปสช. ปูดบางคนนั่งยาว 18 ปี

สว.สายหมอ แนะรัฐบาล รื้อระบบ บอร์ด สปสช. ปูดบางคนนั่งยาว 18 ปี

สว.สายหมอ แนะรัฐบาล รื้อระบบ บอร์ด สปสช. ปูดบางคนนั่งยาว 18 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.01 น.

“สว.สายหมอ”แนะ”รัฐบาล” รื้อระบบ”บอร์ด สปสช.” ชี้มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล-กลุ่มอิทธิพลแฝงหาประโยชน์ ปูดบางคนนั่งยาว 18 ปี

9 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดย นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า การเข้าถึงบริการระบบประกันสังคม แต่ภาวะการเงินอยู่ใกล้ปากเหว ปัญหาคือระบบงบประมาณหรือธรรมาภิบาลของ สปสช. ทั้งนี้ มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ กองทุนผู้ป่วยใน เป็นงบบปลายปิด หรือ หมดแล้วหมดเลย ต้นปีงบประมาณ พบว่าผู้ป่วยผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ได้รับสุทธิ 8,350 บาท แต่ 2 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณเงินหมด จ่ายเพียง 4,400 บาท ซ้ำร้ายกว่านั้นมีเงินเดือนบุคลากรแฝงอยู่ 5,000 บาท เมื่อหักเงินเดือนปลายปีพบว่าติดลบ ทำให้มีคำพูดว่ายิ่งรักษายิ่งขาดทุน นวัตกรรม 7 นางฟ้า คือ คลีนิคเอกชน คลีนิคแพทย์ คลีนิคทันตแพทย์ คลีนิคพยาบาล ร้านยา ร้านตรวจแล็ปกายภาพ และแพทย์แผนไทย สปสช.ให้จ่ายเป็นคู่สัญญา ตั้งงบปี 2569 ไว้ 3,700 ล้านบาท แต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมาเงินหมดแล้ว ดังนั้น เหลืออีก 7 – 8 เดือน จะต้องเกลี่ยเงินจากกองทุนอื่นมาเติม ถือว่าสองมาตรฐานชัดเจนระหว่าง โรงพยาบาลรัฐจ่ายแบบปลายปิด แต่คลีนิค 7 นางฟ้าจ่ายแบบปลายเปิด ทั้งนี้ ตนกังวลว่าโรงพยาบาลรัฐอาจจะล้มก่อน ซึ่งจะกระทบต่อประชาชน

“ปี 2563 – 2564 สมัยที่ นายอนุทิน เป็นรมว.สาธารณสุข จับทุจริตคลีนิคชุมชนอบอุ่น 211 แห่ง วงเงินเสียหาย 691 ล้านบาท ใช้ผู้ป่วยทิพย์ ตรวจแล็ปทิพย์แล้วนำมาเบิก และเห็นว่าเชื่อมโยงกับคนในบอร์ด สปสช.ด้วย” นพ.ประพนธ์ กล่าว

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้มีการพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบในเด็กฟรี ของบอร์ด สปสช. 2 ก.พ.มีมติว่าให้เอาเงิน 2 – 3 ล้านบาท ฉีดนำร่อง ทั้งที่ได้เงินกว่า 200 ล้านบาท ทำให้หมอเด็กเคลื่อนไหว ทำให้ประชุมอีกครั้ง 2 มี.ค.เปลี่ยนมติ แต่ตนมองว่าความผิดสำเร็จแล้ว การไม่เอาข้อมูลข้อเท็จจริงเข้าที่ประชุม ถือว่าขาดธรรมาภิบาลและมีปัญหาทางจริยธรรรม ทั้งนี้ ตนมองว่ารัฐบาลต้องรื้อระบบสปสช.อย่างจริงจังทั้งการบริหารงบและธรรมาภิบาล ว่ามีผู้ทรงอิทธิพลแฝงในบอร์ดหรือไม่ หรือมีกลุ่มบุคคลใช้ระบบสุขภาพของประชาชนเป็นช่องทางทำมาหากินหรือไม่ และต้องรื้อให้สังคมเห็นด้วยว่ามีใครที่ซุกตัวในโครงสร้างอำนาจหลังเกษียณเพื่อคุมทิศทางของระบบหลักประกันสุขภาพ หากไม่กล้ารื้อความจริง ระบบหลักประกันของประชาชน อาจกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม ซึ่งสังคมไทยไม่ควรยอมรับ

ด้าน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว.กล่าวว่า ในประเด็นนโยบายปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ เพราะระบบบัตรทอง หรือ สปสช.ดูแล 47 ล้านคน งบประมาณเกือบ 3 แสนล้านบาท ไม่สามารถปรับปรุงหลักประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ หากกระบวนการคัดเลือกบอร์ด สปสช.ถูกตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาล โดยภายใต้กฎหมาย สปสช. 2545 ออกแบบโครงสร้างให้มี 2 กรรมการใหญ่ คือ บอร์ด สปสช.และบอร์ดคุณภาพ ต้องคานอำนาจ แยกส่วนงานกันระหว่างการบริหารจัดการการเงิน และควบคุมมาตรฐานการรักษา แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาที่แฝงตัวในบอร์ด สปสช. ทั้งนี้ ตนนำรายชื่อบอร์ดทั้ง 2 คณะ มาประมวลพบข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วง พบว่ามีกลุ่มบุคคลเดิมดำรงตำแหน่งวนเวียนในบอร์ด สปสช.ยาวนาน ทำให้ต้องตั้งคำถามในเรื่องธรรมาภิบาล

“อย่างน้อย 30 รายชื่อ ที่เคยอยู่ทั้งบอร์ด สปสช.และบอร์ดคุณภาพสลับไปสลับมา มีอย่างน้อย 10 รายชื่อที่ดำรงในบอร์ดยาวนาน 15 ปี สปสช.มีอายุ 22 ปี คนเดิม 10 กว่าคนอยู่มา 15 ปี และมีบางคนอยู่มา 21 ปี มีปีเดียวที่ไม่ได้เป็นบอร์ด สปสช. ซึ่งผมไม่ได้นับอนุ พอดูรายละเอียดพบสิ่งที่น่ากังวล ขอยกตัวอย่างเพียงคนเดียว ที่เป็นเอ็นจีโอด้านการเกษตร อยู่บอร์ด สปสช. 8 ปี เมื่อครบวาระเปลี่ยนไปเป็นเอ็นจีโอด้าน HIV และกลับมาเป็นบอร์ดคุณภาพอีก 4 ปี ต่อจากนั้นคนเดิมยังไปอยู่ในบอร์ด สปสช.อีก 6 ปี รวมระยะเวลาอยู่ในบอร์ด 18 ปี” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

นพ.วีระพันธ์ กล่าวต่อว่า ปรากฎการณ์แบบนี้มีหลายบุคคล ซึ่งแปลว่าเปลี่ยนเป็นเอ็นจีโอแล้วเปลี่ยนเป็นบอร์ดก็ทำได้ คำถามคือ สปสช.มีกระบวนการแต่งตั้งอย่างไรทำให้มีผู้ดำรงตำแหน่งยาวนาน ทั้งที่กฎหมาย สปสช.กำหนดให้มีวาระ 4 ปี อยู่ได้ 2 สมัยติดกัน คือ 8 ปี แสดงว่ามีช่องทางบางอย่าง ที่หยุดพัก แล้วย้ายไปอีกบอร์ดเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมาย ทั้งนี้ สถาบันวิจัยทีดีอาร์ไอ ออกรายงานเดือน ก.ค.2568 บอกว่า สปสช.มีช่องโหว่ความโปร่งใส เสนอให้ทบทวนปรับบอร์ดโครงสร้าง เพื่อให้กองทุนยั่งยืน

“ผมขอตั้งคำถามถึงนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข จะเริ่มต้นนโยบายปรับปรุงการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร หากบอร์ด สปสช.มีคำถามเรื่องธรรมาภิบาล” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

ดร.ณัฏฐ์ จี้ปมจุดชี้ขาด คดี อดีต 44 สส.ก้าวไกล เหตุใดยังดื้อดึงชงร่างแก้ไข ม.112

ดร.ณัฏฐ์ จี้ปมจุดชี้ขาด คดี อดีต 44 สส.ก้าวไกล เหตุใดยังดื้อดึงชงร่างแก้ไข ม.112

ดร.ณัฏฐ์ จี้ปมจุดชี้ขาด คดี อดีต 44 สส.ก้าวไกล เหตุใดยังดื้อดึงชงร่างแก้ไข ม.112

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

“ดร.ณัฏฐ์”จี้ปมจุดชี้ขาด คดี”อดีต 44 สส.ก้าวไกล” เหตุใด”เลขาธิการ สส.”ทักท้วงแล้ว แต่ยังดื้อดึงเสนอร่างแก้ไข ปอ.มาตรา 112 อีก

9 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า วันนี้ตนมาทำหน้าที่วอร์รูมกุนซือมือกฎหมายให้กับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยติดตามการแถลงนโยบายของฝ่ายรัฐบาลและการซักฟอกนโยบายของฝ่ายค้าน บางช่วงดุเดือดเลือดพร่าน เป็นสีสันการเมืองและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคหนึ่ง หลังจากนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน

วันนี้ ตนได้ติดตาม กรณี ป.ป.ช.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาใน คดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ระหว่าง ป.ป.ช. ผู้ร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพวก รวม 44 คน ผู้คัดค้าน โดยอยู่ในชั้นตรวจคำร้อง และคัดเลือกผู้พิพากษาศาลฎีกามาเป็นองค์คณะเพื่อทำหน้าที่ไต่สวนฯ และตรวจเนื้อหาแห่งคำร้องว่า จะรับคำร้องหรือไม่ และสั่งให้ผู้คัดค้านที่เป็น สส.พรรคประชาชน จำนวน 10 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ผู้คัดค้าน ที่มีสถานะเป็น สส.สังกัดพรรคประชาชน จำนวน 10 คน เป็นผู้คัดค้าน ในลำดับที่ 3 , 7 , 17 , 19 , 23 , 24 , 26 , 34 , 35 , 38

เนื้อหาคำร้อง ที่เป็นสาระสำคัญและเป็นจุดชี้ขาด เหตุใด “..สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องดังกล่าวให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้ง 44 ยังคงยืนยัน จะเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีก” โดยไม่ถอนร่าง โดยผู้ร้องได้บรรยายถึงพฤติการณ์การกระทำ ระบุชัด มีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองฯโดยไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง.. ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านใช้สิทธิในการหักล้างชั้นศาลได้

ซึ่งผู้คัดค้านอ้างว่า ตนไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าไปหักล้างในชั้น ป.ป.ช. แต่ในชั้นศาล ย่อมที่จะนำพยานหลักฐานไปหักล้างได้อย่างเต็มที่ แต่ปัญหาว่า เนื้อหาที่ ป.ป.ช. บรรยายเนื้อหาแห่งคำร้อง นำมาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 แล้ว ผู้คัดค้านจะหักล้างข้อเท็จจริงอย่างไร เป็นโจทย์ยากของฝ่ายผู้คัดค้านและค่อนข้างเหนื่อย

ซึ่งในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ศาลฎีกายึดถือสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลัก เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) , มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.ป.ป.ป.ช. โดยกฎหมายเปิดช่องให้ฝ่ายผู้คัดค้านนำข้อเท็จจริงที่เป็นพยานหลักฐานใหม่ นำมาหักล้างคำวินิจฉัยชี้ขาด ของ ป.ป.ช.ได้ โดยผลทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ จึงปัญหาของผู้คัดค้าน ในการนำสืบพยาน จะหักล้างกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ตรงนี้ แก้ยาก

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ข้อเท็จจริงที่ต้องแก้ว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ทักท้วงถึงข้อบกพร่องแล้ว แต่อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถึงยังดื้อดึง โดยไม่ยอมถอนร่าง ตรงนี้ จะถูกนำไปมัดรวม ว่า “มีเจตนาร่วมกันหรือไม่”

นายกฯหนู ไม่รู้อีกละซิ? รสนา แฉ!อุ้มไอ้โม่งกักตุน-เมินลดราคาน้ำมัน

นายกฯหนู ไม่รู้อีกละซิ? รสนา แฉ!อุ้มไอ้โม่งกักตุน-เมินลดราคาน้ำมัน

นายกฯหนู ไม่รู้อีกละซิ? รสนา แฉ!อุ้มไอ้โม่งกักตุน-เมินลดราคาน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

9 เมษายน 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค (สภาองค์กรของผู้บริโภค) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐบาลหนู รู้ยัง กบน.ปล่อยผู้ค้าโยกส่วนลดน้ำมันไปที่ค่าการตลาดกว่า 10 บาท/ลิตรทำไมไม่ลดราคาหน้าปั๊ม 10 บาท เพราะกลัวไอ้โม่งกักตุน จะขาดทุน หรือป่าว??

ตอนขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบ รัวๆ อ้างกลไกตลาดโลกผันผวน รอไม่ได้ ใช่มั้ย พอน้ำมันดีเซลตลาดโลกเมื่อวานนี้ 8 เมษายน ราคาร่วงลงลิตรละ 11.67 บาท กลับไม่ยอมลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มให้คนใช้น้ำมัน

กบน.ปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันโยกเงินส่วนลดราคาน้ำมันตลาดโลก ไปเก็บไว้ที่ค่าการตลาดลิตรละ 10.59 บาท และยังชดเชยราคาให้โรงกลั่น อีก ลิตรละ 15 บาท เพื่ออะไร เพื่อคงราคาเดิมไว้ ไม่ลดตามราคาตลาดโลก ใช่มั้ย เพราะอะไร !!??

ช่วงนี้ได้ข่าวว่าจ๊อบเบอร์แบรนด์ดัง ตะเวนขายน้ำมันตามปั๊มกันอุตลุด !!

ชาวประชาพากันสงสัยว่า…

ที่ไม่ลดราคาลงตามกลไกตลาดโลก เพราะห่วงใยปั้มกับไอ้โม่งกักตุนน้ำมันจะขาดทุนลิตรละ 10 บาท อ่ะป่าว ??!!

ประชาชนสงสัย แต่นายกฯหนู คงไม่รู้อีกละซิ (ฮา) ?!?

รสนา โตสิตระกูล
9 เมษายน 2569

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือ นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือ นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือ นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.09 น.

ซูการ์โน มะทา นำสส.พรรคประชาชาติ ยื่นหนังสือถึง นายกฯ-พิพัฒน์ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์  ลั่นไม่ยอมกำชับเร่งติดตามคดี จ่อ ลงพื้นที่นราธิวาสพบปะปชช.-ให้กำลังใจครอบครัว หลังสงกรานต์

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา และนายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา ได้ร่วมกันเข้ายื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม  เพื่อขอให้มีการเร่งรัดทำการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด กรณีเหตุลอบยิงรถนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 ว่า นายกฯ กําชับให้เร่งติดตามคดี  โดยนายกฯกล่าวว่า จะไม่ยอม ให้สส.ถูกกระทําแบบนี้ และถ้าประชาชนโดนกระทําจะเป็นยังไง  นอกจากนี้ นายกฯยังรับปากว่าจะลงพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน และตามติดงานในพื้นที่ รวมถึงพบปะและให้กำลังใจครอบครัวของสส.กมลศักดิ์ด้วย.

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี ด้าน นรเศรษฐ์ อัด ไม่มีในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียว

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี ด้าน นรเศรษฐ์ อัด ไม่มีในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียว

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี ด้าน นรเศรษฐ์ อัด ไม่มีในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

เปรมศักดิ์ เตือนรัฐบาลเบี้ยวแก้รธน. ระวังเจอดี จี้ทำด่วน ช้าไม่ได้ ด้าน นรเศรษฐ์ อัด หวงอำนาจ ไม่บรรจุในนโยบายแม้แต่บรรทัดเดียวตามผลประชามติ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยมีสมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไม่พบว่าได้ระบุไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายว่า ผลประชามติ 21 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่ 11 ล้านเสียงไม่เห็นชอบ เหตุใดในคำแถลงนโยบายรัฐบาลไม่เขียนไว้ว่าจะทำอย่างไรต่อ หากรัฐบาลลืมตนขอให้เติมเข้ามาและมอบหมายให้ชัดเจนด้วยว่าให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ดูแล ทั้งนี้การแก้รัฐธรรมนูญ สามารถทำพร้อมหรือทำควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือแก้ปัญหาของรัฐบาลทุกอย่างได้

“หากรัฐบาลเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะเจอดีแน่ และผมขอให้รัฐบาลทำโดยด่วน โดยขอให้ทำภายในสมัยประชุมนี้ หรืออย่าเกินสมัยประชุมหน้า หรืออย่าให้เกิน ปี2569 ซึ่งต้องตั้งต้นตั้งแต่ตอนนี้ เรื่องนี้ช้าไม่ได้” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. อภิปรายประเด็นเดียวกันว่า รัฐบาลจงใจไม่พูดเลือกแก้รัฐธรรมนูญในคำแถลงนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ตนมองว่าไม่ใช่ความบกพร่อง  แต่คือการแสดงจุดยืนว่ารัฐบาลจะไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่เปลี่ยนกติกา ไม่ฟังเสียงประชาชนและพยายามรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมไว้ รัฐบาลอาจคิดว่าหากไม่พูดเรื่องดังกล่าวความขัดแย้งหายไป แต่การไม่พูดคือการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน คือการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลตั้งแต่วันแรกของการทำงาน

“ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีหน้าที่บริหารเท่านั้น แต่ต้องฟังเสียงเจ้าของประเทศที่เขาพูดอย่างท้วมท้น 21 ล้านเสียงว่า ว่าต้องงการกติกาใหม่ หากเชื่อว่าอำนาจเป็นของประชาชน ทำไมรัฐบาลไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียวที่จะตอบ 21 ล้านเสียงนั้น ทั้งที่หลังเลือกตั้งนายกฯทราบผลเลือกตั้งและมติของประชาชน ได้พูดออกรายการโทรทัศน์ ว่า มติของประชาชน ไม่ด่วนได้หรือ ผมหวังว่านายกฯ จะจำคำพูดได้”  นายนรเศรษฐ์ อภิปราย

นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนเชื่อว่ารัฐบาลไม่ลืม และไม่กลัวการแก้รัฐธรรมนุญ แต่กลัวการสูญเสียอำนาจที่ผูกไว้กับรัฐธรรมนูญ หากเป็นจริงตนขอถามและขอให้นายกฯ ตอบด้วยว่า จะเลือกอะไรระหว่างการเคารพเจตจำนงของประชาชน หรือ รักษาอำนาของตนเอง ทั้งนี้การแถลงนโบาย คือ สิ่งที่รัฐบาลเลือกไม่ทำ ไม่เดินตาม ไม่ฟังเสียงประชาชน ตนขอตั้งคำถามด้วยว่า หาก 21 ล้านเสียงของประชาชนไม่ดังพอ รัฐบาลชุดนี้ต้องการได้เสียงประชาชนที่ดังระดับไหนถึงยอมเปลี่ยนกติกาของประเทศนี้

คปท.นัดรวมพล 11 เม.ย.นี้ ใส่ผ้าใบไปทำเนียบฯ จี้รัฐแก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง

คปท.นัดรวมพล 11 เม.ย.นี้ ใส่ผ้าใบไปทำเนียบฯ จี้รัฐแก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง

คปท.นัดรวมพล 11 เม.ย.นี้ ใส่ผ้าใบไปทำเนียบฯ จี้รัฐแก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

9 เมษายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้ออกเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นัดหมายมวลชนเตรียมตัวแสดงพลัง โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เสาร์ 11 เม.ย.69 เวลา 10.00 น ใส่รองเท้าผ้าใบไปทำเนียบ ยื่นข้อเรียกร้องด้านน้ำมันกับ ครม.”

นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่กำหนดการนัดรวมตัวของกลุ่มประชาชน เพื่อเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล ในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ภายใต้สัญลักษณ์ “ใส่รองเท้าผ้าใบไปทำเนียบ” เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ก่อสร้าง มหาดไทย แห่งใหม่คืบ34% รองปลัดมท. กำชับต้องถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง

ก่อสร้าง มหาดไทย แห่งใหม่คืบ34% รองปลัดมท. กำชับต้องถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง

ก่อสร้าง มหาดไทย แห่งใหม่คืบ34% รองปลัดมท. กำชับต้องถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

โครงการเนรมิตรกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่คืบหน้าร้อยละ34! รองปลัดมท. กำชับฝ่ายเกี่ยวข้องดำเนินการยึดรอบคอบ-ถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง-ระเบียบที่เกี่ยวข้องเคร่งครัด มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่สำนักงานชั่วคราวประจำโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 2/2569 โดยมี คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจากส่วนราชการระดับกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และประชุมผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เป็นติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าการก่อสร้างคิดเป็นร้อยละ 34.07 และได้มีการตรวจรับพัสดุและเบิกจ่ายงวดงานแล้วคิดเป็นร้อยละ 33.39 ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของสัญญา

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ ได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดการดำเนินงานอย่างรอบด้าน พร้อมรับฟังรายงานจากวิศวกรผู้ควบคุมงานและผู้รับจ้างก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านวิศวกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้เกิดความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขอกำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ผู้ควบคุมงาน และผู้รับจ้างก่อสร้าง ปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ ถูกต้องตามเงื่อนไขสัญญาจ้าง และระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วยความเคร่งครัดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และชุมชนโดยรอบพื้นที่โครงการฯ” นายชัยวัฒน์ กล่าว

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

กล้าธรรม ย้ำจุดยืนปมลอบทำร้าย กมลศักดิ์ ยันไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง ด้าน สัมพันธ์ แจงไม่รู้จัก น.อ.คนให้ยืมรถ แค่ไปร่วมงานแต่ง หลังมีภาพหลุดว่อนโซเชียล 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนพรรคกล้าธรรม ต่อกรณีการลอบทำร้าย นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ตนเองกับนายกมลศักดิ์ หรือแบแว ที่เคารพรักคุยกันมาโดยตลอดว่าเรื่องการเมืองที่เกี่ยวข้องระหว่างพรรคคงไม่มีทางอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สส.พรรคใดก็ตาม โดยเฉพาะ สส.จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเราทุกคนเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน กลับมาเจอเรื่องแบบนี้ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น ขณะที่เรื่องความยุติธรรมในระดับ สส.หรือคนที่อาสามาทำงานแบบนี้ไม่ได้รับความยุติธรรม ก็อย่าหวังว่าประชาชนจะได้รับความยุติธรรมเช่นกัน

ส่วนที่มีการแชร์ภาพในโซเชียลมิเดียว่านายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม รู้จักกับ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ  หัวหน้ากองบริหาร กอ.รมน.นราธิวาส ซึ่งเป็นผู้ให้ยืมรถนั้น นายสัมพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสาธารณะการที่เราจะรู้จักก็เป็นเรื่องปกติ ขอให้มาโฟกัสที่เรื่องของคดีดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังการแถลงข่าวนายสัมพันธ์ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า ภาพดังกล่าวตนเองไปร่วมงานแต่งงานเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งมีประชาชนมาขอถ่ายรูป พร้อมยืนยันว่าไม่รู้จักกับ น.อ.มนตรี