สจล. เปิดพิมพ์เขียว ‘ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย’ ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

สจล. เปิดพิมพ์เขียว 'ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย' ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

สจล. เปิดพิมพ์เขียว ‘ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย’ ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

สจล. เปิดพิมพ์เขียว “ศูนย์วิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” ชูโมเดลเกษตรแม่นยำแยกโซนเหนือ-ใต้ ผนึกกำลัง Fort Asia และ Fort Argo ดันโกโก้ไทยบุกตลาดสากล พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับเต็มรูปแบบ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดรายละเอียดแผนการดำเนินงาน “ศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย” เน้นย้ำความเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและการเรียนรู้สายพันธุ์โกโก้อุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมวางโครงสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อสร้างมาตรฐานการหมักและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับการส่งออกทั่วโลก

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. มีบทบาทในการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อให้องค์ความรู้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม รองรับการทำงานในโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในโอกาสที่ สจล.ได้ร่วมมือในโครงการโกโก้ระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียในการจัดตั้ง“ศูนย์จิจัยโกโก้ไทย-รัสเซีย” จะก่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาโกโก้ จะช่วยยกระดับทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิต โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิตโกโก้อินทรีย์

ศาสตราจารย์ ดร.เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังให้บริการด้านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ร่วมกับมูลนิธิ Earthsafe และสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Agricultural Technology in Southeast Asia) หรือ AATSEA โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาโกโก้อินทรีย์ระหว่างประเทศไทยและรัสเซีย ที่ สจล.วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร นั้นเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งศูนย์ เนื่องจากมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ รองรับการดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนา จะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาสายพันธุ์โกโก้ เทคโนโลยีการหมัก กระบวนการแปรรูป และจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโกโก้อินทรีย์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยและเกษตรกร อีกด้วยและหัวใจสำคัญของศูนย์วิจัยฯ คือการศึกษาและคัดแยกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ของไทย โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 พื้นที่หลัก คือ

1. ภาคเหนือ (เชียงใหม่) เป็นพื้นที่การเรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์รวมถึงการรับรองพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ซึ่ง สจล. ร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์สวนบัวนวล (ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่) จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อศึกษาการกระจายและจำหน่ายต้นพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศภาคเหนือ และเป็นจุดแปรรูปและรวบรวม ในการพัฒนาวิสาหกิจใน อ.สันป่าตอง ให้เป็นจุดรับซื้อผลผลิต รวบรวม และแปรรูปขั้นต้นเพื่อการส่งออก

2. ภาคใต้ (ชุมพร-นครศรีธรรมราช) ร่วมมือกับวิสาหกิจผู้ผลิตและแปรรูปโกโก้ชุมพร และ กลุ่มกรุงชิง นครศรีธรรมราช โดย สจล. จะเข้าไปตั้งจุดคัดแยก พัฒนาชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลง รวมถึงศึกษาระบบการหมักในระดับอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมาตรฐานรสชาติที่เป็นสากล

นายดิมิทรี โทลพิโก กรรมการบริษัท ฟอร์ท อาโกร จำกัด กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ของบริษัท จะมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการดำเนินงานดังนี้

1. บริษัท Fort Asia : รับหน้าที่เป็นกลไกหลักในการรับซื้อผลผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมวางแผนพัฒนาการแปรรูปปลายน้ำ (Downstream) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยคุณภาพสูงสำหรับจำหน่ายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) และยุโรป

2. บริษัท Fort Argo : เน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับสหกรณ์ และ วิสาหกิจ เพื่อผลักดันนโยบายและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานแก่เกษตรกร ให้ความรู้ด้านการวางแผน การใช้เกษตรแม่นยำ การให้ความรู้ด้านการเงิน รวมถึงการแปรรูปคุณภาพอุตสาหกรรมมาตรฐาน

 โดยศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย สจล. จะเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษาต้นพันธุ์ ระบบการคัดแยกเมล็ดคุณภาพ กระบวนการหมักร่วมกับวิสาหกิจท้องถิ่น จนถึงขั้นตอนการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้ง ระบบ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกมั่นใจในแหล่งที่มาและคุณภาพของโกโก้จากประเทศไทย

“เราไม่ได้แค่ปลูกโกโก้ แต่เรากำลังสร้าง Supply Chain ของการผลิตโกโก้ที่ยั่งยืน โดยใช้งานวิจัยนำการตลาด เพื่อให้เกษตรกร รวมถึงผู้แปรรูปขั้นต้น และผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ มีผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในระดับพรีเมียม”

ติดตามข้อมูล ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.52 น.

คนไทยอยากเรียนรู้ แต่ประเทศยังไม่พร้อมให้เรียน’ OKMD เปิดดัชนีชี้ชัด ช่องว่างใหญ่ไม่ใช่ ‘คน’ แต่คือ ‘ระบบ’ พร้อมเร่งยกระดับ Learning Ecosystem สู่สังคมแห่งการเรียนรู้

9 เมษายน 2569  ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือOKMD เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจ ‘ดัชนีชี้วัดศักยภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน (OKMD Lifelong Learning Index)’ พบว่าคะแนนภาพรวมของประเทศอยู่ที่ 0.77 โดยเฉพาะในมิติด้านทัศนคติ (Learning Mindsets) ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าคนไทยมีความตั้งใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในมิตินิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้คุณภาพ ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

‘วันนี้โจทย์ของประเทศไม่ใช่การทำให้คนไทยอยากเรียนรู้ เพราะเรามีสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่คือการทำให้ทุกคน ‘เข้าถึง’ การเรียนรู้ได้จริงอย่างเท่าเทียม หากระบบยังไม่เปิดโอกาส ศักยภาพของคนก็จะไม่ถูกปลดล็อก’ ดร. ทวารัฐ กล่าว

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ข้อมูลยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาคกลางมีค่าดัชนีสูงสุด ขณะที่บางภูมิภาคยังอยู่ในระดับต่ำกว่า โดยเฉพาะด้านนิเวศการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ผลการจัดทำ ‘ดัชนีการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย (Thailand Lifelong Learning Index: TLLI)’ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า ภาพรวมประเทศอยู่ในระดับ ‘พอใช้’ (23.96 จาก 36 คะแนน) และมีเพียง 7 จังหวัดที่อยู่ในระดับ ‘ดี’ สะท้อนภาพรวมของประเทศที่ยังต้องเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือรากฐานของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากไม่เร่งแก้ ช่องว่างนี้จะยิ่งขยายและกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ดร.ทวารัฐ ย้ำว่า คือบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการเรียนรู้ และสร้างเส้นแบ่งใหม่ในสังคม ‘AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นทักษะของปัจจุบัน คนที่ใช้ AI เป็นจะเรียนรู้และพัฒนาได้เร็วกว่า ขณะที่คนที่เข้าไม่ถึง จะยิ่งถูกทิ้งห่าง

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศ OKMD เดินหน้าขับเคลื่อน ‘นิเวศการเรียนรู้’ อย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ เช่น TK Park และMuseum Siam การขยายเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาค และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล OKMD Knowledge Portal เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ‘เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้ แต่คือทำให้ ‘การเรียนรู้’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ของคนไทย

“การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ ‘สังคมแห่งการเรียนรู้’ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ประเทศที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่ประชาชนไม่หยุดเรียนรู้” ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวทิ้งท้าย

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

26 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โชว์ผลงานแก้ปัญหาประชาชนแล้วเสร็จกว่า 6.4 หมื่นเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดพิธีทางสงฆ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 26 ปีวันสถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 12 เมษายน โดยตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีการสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ สักการะพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งประดิษฐาน ณ ชั้น 9 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และพลตำรวจเอก สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ รวมถึงอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าร่วมงาน

นายทรงศัก กล่าวย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน ใน 3 กรณี คือ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

1) กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ  ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น หรือเกินสมควรแก่เหตุ

2) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

3) การที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สำหรับดำเนินงานกว่า 26 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดินมุ่งมั่นทำงานแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนด้วยความเป็นอิสระ เป็นกลาง และเป็นธรรม ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2543 จนถึงปัจจุบัน (เดือนมีนาคม 2569) ได้ปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาประชาชนแล้วเสร็จรวม 64,471 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 94.72 จากทั้งหมด 68,062 เรื่อง เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ 3,591 เรื่อง โดยประเด็นที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2. การปฏิบัติหน้าที่หรือการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ 3. การร้องเรียนการบริหารงานของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนรายกรณีที่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวางหลากหลายกรณี อาทิ 
การแก้ไขปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี), การแก้ไขปัญหาการจัดการความปลอดภัยสำหรับงานก่อสร้างและบำรุงทาง, การแก้ไขปัญหาว่าด้วยความมั่นคงในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามไซเบอร์ และการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ, การแก้ไขปัญหาขยะในทะเลและชายหาด และการจัดให้มีสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตบนเกาะหลีเป๊ะอย่างยั่งยืน

ส่วนแนวทางการทำงานจากนี้จะยึดหลัก  “5 R”  มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโดยยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง   เสนอแนะเพื่อส่งเสริมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกภาคส่วน   การเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชน การยึดหลักนิติธรรมและการส่งเสริมหลักนิติธรรม และปรับแนวทางการทำงานและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน  

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายทรงศักยังกล่างถึงการประเมินผลการทำงานตลอด 26 ปีที่ผ่านมาของผู้ตรวจการแผ่นดินมีความน่าพอใจหรือมีประเด็นที่ต้องมีการแก้ไขเพื่อปิดช่องโหว่ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นไปด้วยความรวดเร็วว่าผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนจนถึงปัจจุบันมีประมาณ 98,000 กว่าเรื่อง  สามารถดำเนินการแก้ไขไปได้ประมาณ 94,000 กว่าเรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 95 -96  และบางเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งจะเร่งรัดให้เร็วขึ้น เพื่อให้เรื่องที่ค้างเกิน 1 ปีลดลง ให้น้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานตลอด 26 ปีที่ผู้ตรวจการและสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทุกรุ่นได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงวิธีการทำงานโดยเฉพาะการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของผู้จัดการแผ่นดินคือการลงพื้นที่เปิดเวทีประชาคมรับฟังข้อคิดเห็น จากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง โดยพบว่าประชาชนมีความพึงพอใจที่ได้มีโอกาสสะท้อนปัญหาและได้แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินยังคงรักษาการเป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน โดยไม่ได้เอนเอียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความเที่ยงธรรมเที่ยงตรงและมีเจตนาดีที่จะให้ทุกฝ่ายได้ทำงานร่วมแสวงหาทางออกอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี ทั้งนี้ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือในเรื่องเชิงระบบและในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ  การตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของรัฐซึ่งได้มีการดำเนินการไปหลายเรื่อง เช่นเรื่องนอมินี  ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายและอยู่ระหว่างเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและเสนอมาตรการในเชิงบริหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องน้ำประปา ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติอยู่ระหว่างขับเคลื่อนให้มีกลไกระดับชาติหรือจัดทำพิมพ์เขียวทั้งในเรื่องของน้ำและไฟ  เชื่อว่าเรื่องใหญ่ๆที่กำลังขับเคลื่อนได้รับการตอบสนองอย่างดีทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินได้ไปสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงาน 

ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สงครามของทรัมป์! ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

สงครามของทรัมป์!  ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

สงครามของทรัมป์! ราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศมองสหรัฐฯ เปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นหลักด้านความมั่นคง กลายเป็นประเทศที่การตัดสินใจสามารถทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศขยายตัว

ทรัมป์อธิบายการโจมตีอิหร่านว่าเป็นเรื่องของ “ความมั่นคง” และการจัดการ “ภัยคุกคาม” ขณะที่รัฐบาลในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียจำนวนมากมองว่าการใช้กำลังของสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงของสงคราม

มุมมองที่ต่างกันนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับรัฐบาล แต่เกิดขึ้นในระดับของผู้คน และเริ่มส่งผลต่อท่าทีที่มีต่อคนอเมริกันในต่างประเทศ

ภายในประเทศ เสียงของประชาชนยังแยกออกเป็นสองฝั่ง ในนิวยอร์กและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีการชุมนุมคัดค้าน ขณะที่อีกกลุ่มยังสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล

อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี จำกัดบทบาทของตัวเองในสงครามกับอิหร่าน และไม่เข้าร่วมในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายผลักดัน การตัดสินใจนี้ทำให้เห็นว่าพันธมิตรในยุโรปไม่ได้เดินไปในแนวทางเดียวกับสหรัฐฯ

ในกรอบ NATO ประเทศสมาชิกบางส่วนกำหนดจุดยืนของตัวเอง และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่อาจขยายตัว

การตัดสินใจของประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือทางทหารไม่ได้เหมือนเดิม และพันธมิตรไม่ได้พร้อมสนับสนุนสหรัฐฯ ในทุกสถานการณ์

คนอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศต้องปรับการใช้ชีวิตทันที ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และบางส่วนของเอเชีย หลายคนยกเลิกการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และใช้ชีวิตด้วยความระวังมากขึ้น

มีกรณีถูกปฏิเสธการให้บริการในที่พักหรือสถานที่สาธารณะ ถูกมองด้วยความไม่ไว้วางใจ และถูกหลีกเลี่ยงหรือไม่ต้อนรับจากผู้คนในบางประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา

การมีคนอเมริกันอยู่ในพื้นที่ ทำให้บางประเทศต้องระวังมากขึ้น เพราะเกรงว่าความขัดแย้งจะลุกลามมาถึงตัวเอง หากเกิดการตอบโต้จากฝ่ายที่ไม่พอใจสหรัฐฯ เป้าหมายอาจเป็นคนอเมริกันในพื้นที่สาธารณะ และอาจทำให้คนในประเทศนั้นได้รับผลกระทบไปด้วย

หลายคนต้องคิดก่อนจะเดินทาง คิดก่อนจะไปในที่สาธารณะ และติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับรัฐส่งผลถึงชีวิตของคนทั่วไปโดยตรง

“พาสปอร์ตสหรัฐฯ” ที่เคยช่วยให้เดินทางได้สะดวก กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ถูกจับตามองในบางพื้นที่ และทำให้การแสดงตัวว่าเป็นชาวอเมริกันต้องระวังมากขึ้น

การที่พันธมิตรไม่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในสงคราม ทำให้หลายประเทศต้องกำหนดทิศทางของตัวเองอย่างชัดเจน ประเทศในอาเซียน แอฟริกา และอเมริกาใต้เริ่มสร้างความร่วมมือกับจีนและรัสเซียมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่เหมือนเดิม ประเทศต่างๆ ไม่ยึดการตัดสินใจไว้กับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

สหรัฐฯ จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่กำหนดทิศทางของระบบระหว่างประเทศได้เหมือนที่ผ่านมา

สงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนตำแหน่งของสหรัฐฯ ในระบบโลก พันธมิตรลดระดับความร่วมมือ ประเทศต่างๆ เลือกหาทางของตัวเอง

ภาพของสหรัฐฯ ในสายตาของโลกเปลี่ยนไป จากประเทศที่เคยเป็นศูนย์กลางของความมั่นคง กลายเป็นประเทศที่หลายฝ่ายต้องระวังมากขึ้นก่อนจะเข้าไปเกี่ยวข้อง

ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้อยู่แค่ในเวทีระหว่างประเทศ แต่ส่งผลถึงคนอเมริกันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่ไว้วางใจจากผู้คนในหลายประเทศ

และนั่นคือราคาที่คนอเมริกันต้องจ่าย จากสงครามที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

ธนกร หนุนนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ชี้ทิศทางชัด รับมือวิกฤตพลังงาน-โลกผันผวน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

9 เมษายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ผมได้ฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี สะท้อนทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน โดยเฉพาะวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนเศรษฐกิจทั่วโลก

จุดสำคัญคือการเน้น “ความต่อเนื่องของนโยบาย” ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สะดุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภายนอก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะ SMEs และภาคเกษตร เพื่อประคองรายได้และการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น

อีกประเด็นสำคัญ คือการวางสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงของประเทศ” รวมถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

และท้ายที่สุด คำแถลงนโยบายชุดนี้ยังเน้น “การทำงานเชิงปฏิบัติ” ที่สามารถแปลงเป็นผลลัพธ์ได้จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย

โดยรวมแล้ว รัฐบาลอนุทิน 2

กำลังวางรากฐานให้ประเทศสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากภายนอก

โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน

ควบคู่กับการดูแลประชาชนภายในประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ผมขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ครับ

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สมชัย ไม่หวั่น กกต. ได้ ไชยันต์ มาเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.41 น.

วันที่ 9 เม.ย. เวลา 10.00น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณี กกต.เชิญ นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาเป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้ง นั้น  ว่า เท่าที่ทราบ คิดว่า  กกต.คงเห็นที่นายไชยันต์โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คส่วนตัว ว่า ระบบการเลือกตั้งและขั้นตอนการเลือกตั้งของอังกฤษเป็นอย่างไร และ กกต.คิดว่าความเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์ จึงได้นำนายไชยันต์มาเป็นหนึ่งในพยาน ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของกกต.ที่จะให้ใครก็ตามที่เห็นว่าเหมาะสม แต้ในแง่ขอกฎหมาย การคุ้มครองของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ทั้งที่ อังกฤษ และสิงคโปร์ ที่มีการเก็บบัตรเลือกตั้งไว้ที่ศาล และจัดเก็บเป็นเวลาเพียงแค่ 6เดือน หลังจากนั้นก็จะทำลายทิ้งทั้งหมด ต่างจากประเทศไทยที่หลักฐานต่างๆ จะมีการแยกจัดเก็บในแต่ละที่ มีโอกาสที่ข้อมูลจะรั่วไหลมากกว่า ดังนั้นต้องไปดูในรายละเอียดว่า กรณีอังกฤษกับไทย มีจุดเหมือนและจุดแตกต่างอย่างไรบ้าง  หวังว่า ในการสืบพยาน ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน  ถ้าฝ่าย กกต.มีอาจารย์ไชยันต์ เป็นพยาน ฝ่ายประชาชนผู้ร้องอาจต้องมีอาจารย์สมชัยเป็นพยานเช่นกัน 

สมชัย
สมชัย
สมชัย

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รายงานตัวเป็น สส. หลัง กกต. ประกาศรับรองเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

“ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวเป็นสส.หลังกกต.ประกาศรับรองเพิ่มเติม

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย รายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ภายหลัง กกต. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มเติม โดยมี น.ส.สิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.วิภารัตน์ ถมยา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง ให้การต้อนรับ 

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน  

สับขาหลอกสื่อ นายกฯ เมินตอบปม ธรรมนัส สวน เสรีพิศุทธ์ ครม.ไร้ลูกมาร

สับขาหลอกสื่อ นายกฯ เมินตอบปม ธรรมนัส สวน เสรีพิศุทธ์ ครม.ไร้ลูกมาร

สับขาหลอกสื่อ นายกฯ เมินตอบปม ธรรมนัส สวน เสรีพิศุทธ์ ครม.ไร้ลูกมาร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

เมื่อเวลา 12.59 น.ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางออกจากอาคารรัฐสภา โดยผู้สื่อข่าวถามถึงภาพรวมในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว พูดเพียงว่าต้องรีบไปแถลงข่าวที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่​​บริษัทเอกชนเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาล​  หลังออกประกาศรีดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลลง  2 บาท​ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ไปถามนายเอกนัฏ​ พร้อม​พันธุ์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พลังงาน

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามถึงกรณีนายชัยชนะ​ เดช​เดโช​ รองหัวหน้า​พรร​คประชาธิ​ปัตย์​ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงถึงเรื่องเรือขนส่งน้ำมันของไทยแวะขนถ่ายน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์​ กว่า​ 7 หมื่นล้านลิตร​  นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ได้ให้ทางกระทรวงพลังงานเป็นผู้ชี้แจง​  เมื่อถามว่า ตามหลักกฎหมายแล้วสามารถทำได้หรือไม่ แต่นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ขึ้นรถ พร้อมลดกระจกลง ผู้สื่อข่าวจึงพยายามสอบถามต่อถึงการเดินเข้าไปทักทายร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม ซึ่ง นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถาม แต่ได้บอกกับสื่อมวลชน ว่า “car pools” โดยมีนาย อรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมนั่งรถไปด้วย 

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางออกจากอาคารรัฐสภา เจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้งว่าจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่บริเวณห้องโถง ชั้นล่าง ซึ่งเป็นจุดที่วางไมค์ของทุกสื่อ  แต่ทันทีที่นายกรัฐมนตรี เดินลงมาถึงชั้นล่าง ปรากฎว่านายกรัฐมนตรี เดินผ่านสื่อมวลชนและไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ทันที เพื่อเดินทางไปแถลงข่าว​ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง. โดยไม่มีการหยุดสัมภาษณ์ยังจุดวางไมค์ ตามที่มีการแจ้งต่อสื่อมวลชนไว้ 

นันทนา ปวดใจ นโยบายรัฐบาล มีแต่วาทกรรมสวยหรู หมอวรงค์ เตือนระวัง‘น้ำมันเก๊’พ่นพิษ

นันทนา ปวดใจ นโยบายรัฐบาล มีแต่วาทกรรมสวยหรู หมอวรงค์ เตือนระวัง‘น้ำมันเก๊’พ่นพิษ

นันทนา ปวดใจ นโยบายรัฐบาล มีแต่วาทกรรมสวยหรู หมอวรงค์ เตือนระวัง‘น้ำมันเก๊’พ่นพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

‘นันทนา’ ปวดใจ ‘นโยบายรัฐบาล’ อยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ปชช.มีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลา เมินปัญหาใหญ่ มีแต่วาทกรรมสวยหรู ด้าน ‘หมอวรงค์’ เตือน ‘น้ำมันเก๊’ พ่นพิษ ระวังจะอยู่ไม่นาน  ขณะที่ ‘เสรีพิศุทธิ์’ ติงแรงหน้าตาครม. ‘ลูกเทพ-เด็กเส้น’ เยอะไปหน่อย

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 11.55 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162  ช่วงที่เปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปราย ซึ่งมีการจัดลำดับการอภิปรายให้สส.ฝ่ายค้านอภิปรายสลับกับสส.พรคร่วมรัฐบาล และสว. โดยสส.พรรคร่วมรัฐบาลได้อภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและขอให้พิจารณาเพิ่มเติมสวัสดิการให้ประชาชน เช่น บัตรสวัสดิการที่เพิ่มเติมสวัสดิการตามการใช้จ่ายแต่ละช่วงเดือน เช่น เดือน พ.ค. สามารถนำไปชำระค่าชุดนักเรียนของบุตรหลานได้ เป็นต้น

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว. ) อภิปรายว่า รัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้นในภาวะวิกฤตพลังงานจึงเป็นภาวะวิกฤต วิกฤติเศรษฐกิจไปพร้อมกันดูจากตัวนโยบาย 23 ข้อแล้วตนเห็นว่า กำลังจัดนโยบายอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ประชาชนทั้งประเทศมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลา รัฐบาลกำลังท่องคาถาว่ารวยไม่ไหวแล้ว รวยกันแต่พวกท่าน แต่เสียงในหัวประชาชนเขาทนไม่ไหวแล้ว ตนนั่งฟังนายกฯแถลงด้วยความปวดใจ เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลเลย ถ้อยแถลงของนโยบายใช้วาทกรรมสวยหรูแต่ไม่ได้แก้ปัญหา เปรียบเหมือนประเทศกำลังอยู่ในห้องไอซียู ยังชวนประชาชนมาสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลอยู่

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ขณะที่ชีวิตของชาวภาคเหนือในเวลานี้กำลังเสี่ยงกับฝุ่นพิษ PM 2.5 พวกเขาอยู่กับอยู่กับอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกมา2สัปดาห์แล้ว รัฐบาลกลับไม่บรรจุเรื่องนี้ในนโยบายแถมยังไม่มีเจตจำนงที่จะเอาพ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมาดำเนินการให้เป็นกฎหมายต่อไป รัฐบาลนี้มองว่าชีวิตของประชาชน มีค่าน้อยกว่าผลกำไรของนายทุนอย่างนั้นหรือ ส่วนปัญหาปากท้องที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือปัญหาพลังงานตอนนี้น้ำมันแพงส่งผลต่อไฟฟ้าทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าราคาแพงเพราะ เพราะถ้าพร้อมจ่ายที่คนไทยจะต้องแบกให้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าแต่ได้ค่าตอบแทนตามสัญญาทำไมรัฐบาลไม่รื้อโครงสร้างสัญญาฐานนี้ เพื่อปลดปล่อยคนไทยให้ใช้ไฟฟ้าราคาที่สมเหตุสมผลส่วนเรื่องอนาคตของประเทศที่กำหนดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รัฐบาลจงใจที่จะไม่ใส่ไว้เลยแม้แต่ประโยคเดียว นโยบายฉบับก่อนเขียนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้สามบรรทัดก็น้อยแล้ว ฉบับนี้ไม่เขียนถึง ทั้งที่ประชาชนคนไทย 21,000,000 เสียง ลงประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญ ไปพร้อมกับการเลือกท่านเข้ามาเป็นนายกจะมาเทกันกลางแดดแบบนี้ไม่ได้

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่ควบคุมกติกาหลักของประเทศไว้ที่ประเทศเราถดถอยจีดีพี 1.8 มา 10 ปีก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเมื่อ ประชาชน 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนเห็นชอบให้มีการแก้รัฐธรรมนูญรัฐบาล มีหน้าที่ที่จะดำเนินการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามประชามติโดยเร็ว แล้วเหตุใดท่านจึงไม่บรรจุในนโยบายเช่นเดียวกับเรื่องนิติธรรม ที่ประชาชนจับตาดูอยู่ก็ไม่ได้บรรจุในหมวดไหนของนโยบายเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ คดีฮั้วสว. คดีเขากระโดงก็จะถูกเป่าหายไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างนั้นหรือ 

“จากการแถลงนโยบายฯทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีเจตจำนงที่จะรักษาชีวิตฝากท้องและอนาคตของประชาชนแม้แต่น้อยพูดเลยว่ารัฐบาลจัดนโยบายแบบไม่เห็นหัวประชาชนคำถามคือแล้วรัฐบาลนี้ตั้งมาเพื่อใคร” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า จากการติดตามวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการขึ้นราคาน้ำมันถึง 8 ครั้ง ราคารวม 20.6 บาท ซึ่งถือว่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนกรณีน้ำมันขาดแคลนนั้น จากการตรวจสอบของตน เชื่อว่าจะมีน้ำมันหายไปกว่า 635 ล้านลิตร ในช่วง วันที่ 16-31 มี.ค.  ถือว่ามีกระบวนการปลอมน้ำมัน และโกงน้ำมัน ขณะที่นายกฯ บอกว่าพูดแล้วทำในเรื่องการปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ขอให้นายกฯ ลดจำนวนผู้ช่วย สส.ลง รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส. สว.  เพื่อนำไปจุนเจือประชาชน 

“สิ่งที่รัฐบาลทำดีผมชื่นชม แต่สิ่งที่ไม่ดี อย่าง เช่น เมื่อก่อนผมตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว พบว่ามีการโกงส่งข้าวแบบจีทูจีเก๊ ดังนั้นในครั้งนี้น้ำมันที่พบการโกง ก็ต้องเรียกว่าน้ำมันเก๊ ต้องเร่งจัดการ อะไรที่ผมแนะนำแล้วทำ ท่านจะอยู่ได้4 ปี แต่หากไม่แยแส ผมว่ารัฐบาลอาจอยู่ได้ไม่นาน” นพ.วรงค์ อภิปราย 

ขณะที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า การแต่งตั้งครม. แล้วเสร็จแล้ว พบว่ามีลูกเทพ เด็กเส้นเยอะไปหน่อย นอกจากนี้มีรัฐมนตรีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้มูลความผิดในคดีฮั้วสว. จำนวน 12 คน ซึ่งรวมถึง นายอนุทิน ซึ่งคิดเป็น  1 ใน 3 ของครม. ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่าผลการทำงานจะเป็นรูปแบบใด  อย่างไรก็ดี ตนขอให้รัฐบาลยึดอุดมการณ์การทำงาน คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ พึ่งตนเอง และร่วมมือกัน  เพื่อให้ประชาชนอยู่กันอย่างเป็นสุข และทำให้คำพูดของนายกฯ ที่บอกว่า รวยแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว จะได้เป็นของจริง

ทวี จี้ นายกฯ สอบ รถ กอ.รมน. เอี่ยวมือปืนลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์

ทวี จี้ นายกฯ สอบ รถ กอ.รมน. เอี่ยวมือปืนลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์

ทวี จี้ นายกฯ สอบ รถ กอ.รมน. เอี่ยวมือปืนลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.17 น.

9 เม.ย.2569 เมื่อเวลา12.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ครม.รับปาก และยืนยันต่อสภาฯ คือ หลัก 3 ประการ โดยเฉพาะยึดมั่นหลักนิติธรรมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน ในข้อดังกล่าวครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งตนมีมิติที่อยากซักถาม คือ การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขอย่างยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ ทั้งนี้ไม่มีโครงสร้างหรือบริบทที่เห็นได้ สำหรับปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคำถามมากกว่าคำตอบ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อใดจะจบ สิ่งที่อยากถามนายกฯ ว่า เหตุการณ์ลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และพวก เมื่อช่วงดึก 20 มี.ค.  หลังจากการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ได้รับสิ่งตอบแทนคือ พบปืนสงคราม 2 กระบอก ยิงไปยังรถของนายกมลศักดิ์ที่กำลังเลี้ยวเข้าบ้าน จำนวน 33 นัด จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและออกหมายจับ

“สิ่งที่น่าตกใจคือ รถยนต์กะบะที่ใช้ในในวันก่อเหตุ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือสำนักนายกรัฐมนตรี กอ.รมน.  นี่คืออะไร ที่บอกว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ แก้ด้วย กอ.รมน. ที่มีนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ  ตอนนี้สังคมคิดว่าทำไม กอ.รมน. ปล่อยให้นำรถไปเข่นฆ่าสส.กมลศักดิ์ กับพวกเพราะอะไร และยานพาหนะมีระดับ นาวาเอก ลงนามอนุมัติ การดำเนินการกับคนอื่น ใช้กฎอัยการศึก นำคนซักถาม 7 วัน แต่คนที่อนุญาตให้นำรถไป เห็นเหตุการณ์ไม่เคยมาพอ และเป็นทหาร จึงเป็นคำถามต่อนายกฯ และขอให้แสดงความชัดเจน ผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ไม่ว่าเป็นใคร ต้องทำให้ปรากฎ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นจุดวัดหลักนิติธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

ทวี สอดส่อง
ทวี สอดส่อง