กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึก 25 พันธมิตรเปิดแคมเปญ ‘เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3’

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึก 25 พันธมิตรเปิดแคมเปญ ‘เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3’

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึก 25 พันธมิตรเปิดแคมเปญ ‘เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3’

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดตัวแคมเปญ “เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3” ผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 25 หน่วยงาน  เดินหน้ากระตุ้นธุรกิจร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT พร้อมกิจกรรมแน่นที่จะมอบสิทธิประโยชน์รวมกว่า 2  ล้านบาท ผลักดันอาหารไทยภายใต้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โฉมใหม่ เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่เวทีนานาชาติ ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า การจัดแคมเปญครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการของประเทศ ผ่านการส่งเสริมธุรกิจร้านอาหารไทยควบคู่กับการท่องเที่ยว การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งให้กับประเทศไทย

“กรมฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับร้านอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาหารไทยถือเป็น Soft Power สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของประเทศ อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ จ้างงาน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดร้านอาหารไทยจะอยู่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท พร้อมกันนี้กรมฯ     ยังได้เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านสื่อออนไลน์ รายการโทรทัศน์ และผู้ทรงอิทธิพลด้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยาย การรับรู้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในระดับสากล พร้อมจัดอบรมทั้งรูปแบบ on-site และ online เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ     ด้านการบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ และการตลาดยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับแคมเปญในปีนี้กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 3 เดือน โดยร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 25 หน่วยงาน ส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ผ่านสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ไฮไลต์สำคัญคือ กิจกรรมกินดี มีเฮง กับ Thai SELECT ชวนผู้บริโภคสัมผัสประสบการณ์อาหารไทย ณ ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT กว่า 457 ร้านทั่วประเทศ พร้อมลุ้นรางวัล 3 ฟิน เมื่อรับประทานครบ 1,000 บาทต่อใบเสร็จ และส่งผ่าน LINE Official Account @thaiselect ได้แก่ ฟินที่ 1 ลุ้นทองคำ Thai SELECT Limited Edition น้ำหนักรวม 3 บาท ฟินที่ 2 รับประสบการณ์ Exclusive Fine Dining ณ ร้าน Thai SELECT ระดับ 3 ดาว โดยเชฟชุมพล แจ้งไพร จำนวน 10 รางวัล (รางวัลละ 2 ท่าน) และฟินที่ 3 ของรางวัลพรีเมียมจาก Thai SELECT อีก 250 รางวัล

นอกจากนี้ ยังมี กิจกรรมรีวิวดี มีรางวัล ให้สายรีวิวร่วมถ่ายทอดความประทับใจ ลุ้นรับโทรศัพท์จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ iPhone 17 รุ่น Pro Max และ Samsung S26 Ultra และของที่ระลึกสุดพิเศษมากมาย รวมไปถึงแคมเปญนี้ยังได้ผนึกกำลังพันธมิตรที่มาช่วยเสริมความเข้มแข็งด้านการตลาดและมอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม อาทิ ส่วนลดพิเศษจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี   ชั้นนำและแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เครดิตเงินคืนจากบริษัทบัตรเครดิต และการหนุนผู้ประกอบการด้วยการช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบจากศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ ตลอดจนสินเชื่อจากสถาบันการเงินภาครัฐในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับร้านอาหาร Thai SELECT ในแคมเปญ เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT อีกด้วย

“แคมเปญเที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT ปี 3 จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักชิมออกไปค้นหาร้านอาหารไทยคุณภาพทั่วประเทศ เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่สามารถแปลงเป็นรายได้ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมลุ้นรับโชคกับแคมเปญ เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT พร้อมสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ในการลิ้มลองรสชาติอาหารไทยแท้ คุณภาพครบเครื่อง ที่ครั้งนี้มาพร้อมกับรางวัลมากมาย”  

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดแคมเปญฯ หรือค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ พร้อมรับสิทธิประโยชน์อีกมากมายผ่านเว็บไซต์ http://www.thaiselectth.com หรือ Facebook: Thai SELECT Thailand และสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ต้องการยกระดับมาตรฐาน พลิกโฉมธุรกิจ และรับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาด สามารถสมัครรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพ รสชาติ และบริการ     ที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมรับสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 15 เมษายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ http://www.thaiselectth.com” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า http://www.dbd.go.th หรือสายด่วน 1570 หรือกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5954

Journey of Longevity ท่องเที่ยวใกล้กรุงกับเส้นทางสุขยั่งยืน 7 เมืองน่าเที่ยวภาคกลาง

Journey of Longevity ท่องเที่ยวใกล้กรุงกับเส้นทางสุขยั่งยืน 7 เมืองน่าเที่ยวภาคกลาง

Journey of Longevity ท่องเที่ยวใกล้กรุงกับเส้นทางสุขยั่งยืน 7 เมืองน่าเที่ยวภาคกลาง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ  โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ, Ascend Travel , บริษัทรถเช่า ทรู ลีสซิ่ง , gettgo และ Sanook.com เปิดตัวเส้นทาง Journey of Longevity สุขยั่งยืนกับ 7 เมืองน่าเที่ยวภาคกลาง มุ่งเน้นกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ได้ออกเดินทาง “ใกล้กรุง” เพื่อ “เติมพลังชีวิตและสุขภาพ” ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์  Wellness Retreat, Local Experience ใช้ชีวิตแบบ “Work-Life Balance” ในพื้นที่ ชัยนาท, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี และ อ่างทอง พร้อมจัดทำโปรโมชั่นรวบรวม ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืนในพื้นที่เมืองน่าเที่ยวภาคกลาง ตั้งแต่วันนี้ – 15 มิถุนายน 2569

นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตและสุขภาพ” มากขึ้น โดยมองว่าสุขภาวะที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กลายเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การเดินทางในรูปแบบ “Rest & Recharge” จึงสะท้อนความต้องการพักผ่อนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ลดความเครียดจากการทำงาน และใช้วันหยุดอย่างคุณค่า ซึ่งภูมิภาคภาคกลางมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น “Hub of Wellness Travel” ด้วยความพร้อมด้านอาหารสุขภาพ วิถีชุมชนที่เรียบง่าย ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และความสะดวกในการเดินทาง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวระยะสั้น ทั้งรูปแบบสุดสัปดาห์ (Weekend Getaway) หรือ One Day Trip ใกล้กรุงเทพมหานคร 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้ดำเนินการร่วมกับพันธมิตร นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญ “Journey of Longevity” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืนใน 7 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, สุพรรณบุรี และ อ่างทอง ชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทาง “ใกล้กรุง” เพื่อ “เติมพลังชีวิตและสุขภาพ” ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่หลากหลาย Local Experience และการใช้ชีวิตอย่างสมดุลในรูปแบบ “Work-Life Balance” ที่ผสานการพักผ่อน การดูแลสุขภาพ และการเรียนรู้วิถีท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

นพ. ดิตถพงษ์ บุญอำพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) กล่าวว่า ในหลายประเทศทั่วโลก มีแนวคิดที่น่าสนใจคือการ ‘จ่ายใบสั่งเที่ยวแทนใบสั่งยา’ เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ เราเชื่อว่าแนวคิดนี้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยอย่างมาก เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวิถีชีวิตที่สมดุล ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูก ข้อ และระบบการเคลื่อนไหว เราพบว่าโรคยอดนิยมของคนเมืองในปัจจุบัน ไม่ใช่โรคที่ซับซ้อน แต่คือความเสื่อมจากไลฟ์สไตล์—อาการปวดหลังเรื้อรัง ออฟฟิศซินโดรม ข้ออักเสบจากการใช้งานหนัก สิ่งเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบและความเครียดสะสม การเข้าร่วมแคมเปญ Journey of Longevity จึงเป็นมากกว่าการสนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะการแพทย์ยุคใหม่ต้องทำงานควบคู่กับการป้องกัน เราเชื่อว่าการเดินทางใกล้กรุง การใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เป็นเสมือน ‘Wellness Prescription’ สำหรับคนทำงานยุคใหม่ ให้ได้ Rest & Recharge เพื่อการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”

โรงพยาบาลมอบส่วนลดพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อที่พัก หรือ กิจกรรมในแคมเปญ มอบส่วนลด 75 % จำนวน 1,500 สิทธ์   โปรแกรมที่เข้าร่วม 1) กายภาพ (ตรวจ moti ก่อน) 2) ตรวจ moti physio (ตรวจสมดุลมัดกล้ามเนื้อด้วยระบบ AI)  และ 3) Bone density ตรวจมวลกระดูก  

สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่เห็นข่าวประชาสัมพันธ์แคมเปญ ผ่านช่องทางสื่อ มอบส่วนลด 50 % จำนวน 1,500 สิทธ์โปรแกรมที่เข้าร่วม 1)กายภาพ (ตรวจ moti ก่อน) 2) ตรวจ moti physio (ตรวจสมดุลมัดกล้ามเนื้อด้วยระบบ AI)  และ 3) Bone density ตรวจมวลกระดูก  

เกริกพงศ์ งาทวีสุข General Manager and Founder of Ascend Travel กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มจองที่พัก แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพฤติกรรมการเดินทางเชิงคุณภาพ ภายใต้แคมเปญ Journey of Longevity เราเห็นโอกาสในการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องการพักผ่อนระยะสั้น ได้ตัดสินใจออกเดินทางง่ายขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจอย่างเป็นรูปธรรม Ascend Travel มอบสิทธิประโยชน์ Cash Back 20% สำหรับทุกการจองที่พักผ่านแพลตฟอร์ม ในโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการใน 7 จังหวัดภาคกลาง เป้าหมายของเราคือทำให้การเดินทางใกล้กรุงเป็นเรื่องเข้าถึงง่าย ทั้งในมิติของเวลา งบประมาณ และประสบการณ์ที่ได้รับ เพราะการท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่พักผ่อน แต่คือการลงทุนเพื่อสุขภาพกายและใจ มอบสิทธิประโยชน์ Cash Back 20% สำหรับทุกการจองที่พักขั้นต่ำ 1,500 บาทผ่านแพลตฟอร์ม ในโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการใน 7 จังหวัดเมืองน่าเที่ยว จองที่พัก คลิก ! https://www.ascendtravel.com/

บริษัท ทรู ลีสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถเช่าหลากหลายรูปแบบ เพื่อใช้ในธุรกิจและเดินทางท่องเที่ยว  มุ่งมั่นที่จะเสนอประสบการณ์เดินทางที่แตกต่าง มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Journey of Longevity ซึ่งมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืนในภาคกลาง เราเข้าใจว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องการ ‘Rest & Recharge’ ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น จึงมอบส่วนลดพิเศษ 15% สำหรับบริการรถเช่าขับเอง และบริการรถมินิโค้ช Mercedes-Benz Sprinter พร้อมพนักงานขับรถมืออาชีพ เพื่อรองรับการเดินทางครอบคลุมทางสู่ 7  จังหวัดเมืองน่าเที่ยว  ทรู ลีสซิ่งยินดีมอบส่วนลดพิเศษ 15% สำหรับบริการรถเช่าขับเอง กรอกโปรโมชั่น CODE SD152026 จองที่ https://trueleasing.co.th/th/selfdrive บริการรถมินิโค้ช Mercedes-Benz Sprinter พร้อมพนักงานขับรถมืออาชีพ  กรอกโปรโมชั่น CODE MN152026 จองที่ https://trueleasing.co.th/th/minicoach

นายวรวัฒน์ โรจน์รังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด กล่าวว่า เรามองว่าการเดินทางใกล้กรุงในครั้งนี้เป็นมากกว่าทริปพักผ่อน แต่คือการลงทุนเพื่อสุขภาพกายและใจ การมีประกันที่เหมาะสมกับช่วงเวลาเดินทางช่วยลดความกังวล เพิ่มความคล่องตัว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่น gettgo จึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทุกการเดินทางมีความอุ่นใจมากยิ่งขึ้น และเป็นอีกหนึ่งเพื่อนร่วมทางที่ช่วยเปลี่ยนความตั้งใจอยากพักผ่อน ให้กลายเป็นการออกเดินทางจริง ด้วยโซลูชันประกันภัยที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และคุ้มค่า เพื่อให้ทุกคนสามารถออกไป ‘เติมพลังชีวิตและสุขภาพ’ ได้อย่างมั่นใจในทุกกิโลเมตรและเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสะดวกและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น gettgo มอบส่วนลด 20% สำหรับประกันรถยนต์ระยะสั้น 30, 90 และ 180 วัน จากวิริยะประกันภัย เพียงใช้โค้ด GGTAT20  สำหรับผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวใน 7 จังหวัดภาคกลาง ซื้อประกันภัยออนไลน์ คลิก https://s.gettgo.com/prtatlongivity

ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลและโปรโมชันท่องเที่ยว ได้ที่ https://journeyoflongevity.com/

คุณแหน: 10 เมษายน 2569

คุณแหน: 10 เมษายน 2569

คุณแหน: 10 เมษายน 2569

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เนื่องในประเพณีสงกรานต์ 2569 ณ บริเวณวิหารหน้าพระร่วงโรจนฤทธิ์ องค์พระปฐมเจดีย์ โดยมี พระธรรมวชิรเจติยาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์..

๐๐ วิรัตน์ รักษ์พันธ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมคณะ เดินทางไปศึกษาประวัติศาสตร์เมืองนครศรี ฯ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช โดยมี ภัทรพงษ์ เก่าเงิน ผอ. สำนักศิลปกรที่ 12 ให้การต้อนรับ..

๐๐ มิตรสหายยินดีกับ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ที่เป็นผู้ทำคุณประโยชณ์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569..

๐๐บมจ.เวชธานี โดย ชาคริต ศึกษากิจ ซีอีโอ เป็นตัวแทนมอบเงิน 20 ล้านบาท ให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เพื่อเป็นเงินตั้งต้นสำหรับ “เงินทุน นายแพทย์วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ พ.ศ. 2569” โดยมี เตช บุนนาค เป็นผู้รับมอบ..

๐๐สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ นำโดย ภก.เสกสรรค์ วิรุฬห์ศรี นายกสมาคมฯ พร้อม ภก.วัชระ เปล่งสุรีย์, ดร.ภก. พิสิฐ อุ่ยรุ่งโรจน์ และอาจารย์ พี่ๆผู้ใหญ่ใจดี จัดเลี้ยงยินดีกับน้องเภสัชเชียงใหม่ รหัส 6310 รุ่น 57 ที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ และต้อนรับเข้าสู่สมาคมศิษย์เก่า..

๐๐ ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก สุนันท์ ศรีภิรมย์ เพื่อสมทบทุนโครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย..

๐๐ ดร.ชาย รังสิยากูล ผอ. ศูนย์บริหารจัดการเมืองเพื่อความยั่งยืน มช. ให้การต้อนรับ มารีย์ โอภาสเสถียร พร้อมคณะ Digital CEO#9 กว่า 40 คนที่มาศึกษาดูงานการประยุกติ์ใช้เทคโนโลยี ของ ม.เชียงใหม่เมืองอัจฉริยะ งานนี้ ภิญญู กำเนิดหล่ม, อนุกูล เย็นใจ, จิตติมา ใสบริสุทธิ์, ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์, ดร.ศศมน มันทะเล, นพ.อดินันท์ กิตติรัตนไพบูลย์, รัฐปัญญา เขียววงศ์พระจันท์, วันชนะ อุดมวงค์ยนต์, วิบูรณ์ อยู่ปัญญา, เจตพันธุ์ ตรีบำเพ็ญ, อรณิชา ศรีชัยธำรง ไม่พลาด..

๐๐ พิเชฐ ลิขิตขจร ได้บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ชั้นเลิศ ม.ขอนแก่น โดยมี ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ให้การต้อนรับ..

๐๐ กองทุน ดร.ถนอม อังคณะวัฒนา มอบเงินบริจาคเพื่อผู้ป่วยยากไร้ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ..

๐๐ยามนี้ ภาณุพงศ์ ธนธรรมสิริ กำลังขึ้นล่อง กทม. ภูเก็ต ด้วยเพิ่งเปิดร้าน The Woods Yao Noi ค่าเฟ่ลับบนหาดยาว เกาะยาวน้อย ด้วยวิวพาโนรามาระดับโลกของหมู่เกาะที่เป็นเอกลักษณ์ รอยต่อความงามระหว่าง กระบี่ และ พังงา พร้อมหาดทรายตัดกับน้ำทะเลสีมรกตโอบล้อมด้วยความเขียวขจีของแมกไม้ The Woods Yao Noi จึงเป็นมุมพักผ่อนพิเศษของคนที่ต้องการความสงบ..

ทรูปลูกปัญญา ร่วมขับเคลื่อน “วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก 2569”

ทรูปลูกปัญญา ร่วมขับเคลื่อน “วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก 2569”

ทรูปลูกปัญญา ร่วมขับเคลื่อน “วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก 2569”

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

เนื่องในวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก ประจำปี 2569 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มูลนิธิออทิสติกไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมแห่งความเข้าใจและการยอมรับความแตกต่าง เพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่บุคคลออทิสติกและครอบครัว ภายใต้แนวคิด “A World for All Life” ที่เชื่อมโยง Eco Spectrum และ Wellness โดยมีเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้คน ครอบครัว และสังคมเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย ต่อยอดความร่วมมือตลอด 15 ปีแห่งระหว่างทรูและมูลนิธิออทิสติกไทย ที่ทั้งสององค์กรได้ร่วมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับบุคคลออทิสติกและครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนา “ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัว” หรือ Autism Digital Learning Center สู่ต้นแบบการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ เสริมทักษะชีวิต และต่อยอดสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ งานวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก ปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 เมษายน 2569 ณ Nextopia ชั้น 5 สยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง

ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก สนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบโล่แก่หน่วยงานที่สนับสนุนงานด้านบุคคลออทิสติกในประเทศไทย ประจำปี 2569 ร่วมด้วย ชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เข้าร่วมแสดงพลังความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการได้รับเกียรติจาก โอปอล- สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 ร่วมเป็นพลังเสียงแห่งความหวังในฐานะตัวแทนประเทศไทยบนเวทีมิสเวิลด์ ส่งต่อสารแห่งความเข้าใจ ความเท่าเทียม และการยอมรับความแตกต่าง ไปยังบุคคลออทิสติกและครอบครัวทั่วประเทศ ณ Nextopia ชั้น 5 สยามพารากอน

สนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก รัฐบาลและกระทรวงฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างโอกาส และ การยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะบุคคลออทิสติก เน้นการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ การฝึกทักษะอาชีพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต เรามุ่งหวังที่จะเปลี่ยนคำว่า ‘กลุ่มเปราะบาง’ ให้กลายเป็นพลังสำคัญของสังคม โดยนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมดิจิทัลมาลดช่องว่างการเรียนรู้ เพื่อให้บุคคลออทิสติกสามารถพึ่งพาตนเองได้และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม”

ชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) และประธานมูลนิธิออทิสติกไทย  กล่าวว่า “ขณะนี้สถิติบุคคลออทิสติกในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ใน 100 คนของเด็กไทย และที่สำคัญผู้ปกครองจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงระบบการคัดกรองภาวะออทิสซึ่ม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพบุตรหลานตัวเองได้  มูลนิธิฯ จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย นำเทคโนโลยี เข้ามาเป็นเครื่องมือตั้งแต่การคัดกรองในเบื้องต้น  การพัฒนาสื่อ และเทคโนโลยี AI มาช่วยในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ผ่าน Autism Digital Learning Center  ผลจากการนำร่องใน 5 ศูนย์ ฯ เราพบว่า เทคโนโลยี และกระบวนการของผู้สอน มีส่วนช่วยในการพัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติกได้อย่างก้าวกระโดด ยกระดับคุณภาพชีวิตที่เป็นรูปธรรม ทำให้มูลนิธิฯ ตั้งเป้าหมายที่จะขยายศูนย์เรียนรู้ฯ เพิ่มใน 40 แห่งทั่วประเทศ และขอเชิญชวนทุกภาคีเครือข่ายมาร่วมสนับสนุนสมทบทุนในการขยายศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวผ่านแอปทรูมันนี่  โดยความร่วมมือไตรภาคีในครั้งนี้ ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการผสานพลังระหว่าง นโยบายรัฐ , องค์กรผู้เชี่ยวชาญ และ นวัตกรรมจากภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้และการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนให้กับบุคคลออทิสติกในประเทศไทยต่อไป”

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 15 ปีแห่งความร่วมมือกับมูลนิธิออทิสติกไทย ทรูยังคงมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นพลังสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ อาทิ Autistic Application ระบบ STS และการจัดตั้ง Autism Digital Learning Center เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงสื่อดิจิทัลและอุปกรณ์ที่ทันสมัย การส่งเสริมทักษะอาชีพและการสร้างรายได้ ผ่านศูนย์ฝึกอบรมเพื่อการทำงานบุคคลออทิสติก CP-True Autistic Thai Foundation Vocational Training Center และหลักสูตรที่ตอบโจทย์ศักยภาพรายบุคคล เช่น หลักสูตรบาริสต้าร่วมกับ True Coffee รวมถึงการสนับสนุนการจ้างงานตามมาตรา 33 และ 35 ตลอดจนการรณรงค์สร้างความรับรู้ เพื่อผลักดันให้สังคมเปิดใจ ยอมรับ และเห็นคุณค่าของศักยภาพบุคคลออทิสติกอย่างแท้จริง”

ตลอดระยะเวลาความร่วมมือที่ผ่านมา มูลนิธิออทิสติกไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดตั้ง Autism Digital Learning Center นำร่องแล้วรวม 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ราชบุรี และระยอง เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ออกแบบอย่างเข้าใจความแตกต่างของพัฒนาการรายบุคคล ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และการเตรียมความพร้อมสู่การมีอาชีพในอนาคต พร้อมกันนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการร่วมพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมเพื่อบุคคลออทิสติกอย่างต่อเนื่อง อาทิ “ตาราง 9 ช่องอัจฉริยะ” ที่ได้พัฒนาร่วมกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อเสริมพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว หลักสูตรการเรียนรู้การเข้าสังคมผ่านเทคโนโลยี VR, Commu Plus Application, ระบบ AI for Assessment System, สื่อการเรียนรู้ True Click Life เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ตลอดจน Workbox System Digital ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทาง www.autisticthai.net นอกจากนี้ ยังได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่ Autism Digital Learning Corner เพื่อส่งมอบแก่ห้องเรียนการศึกษาพิเศษกว่า 131 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด ช่วยให้บุคคลออทิสติกและครอบครัวกว่า 27,000 คนทั่วประเทศ เข้าถึงสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และสอดรับกับศักยภาพของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง

สำหรับการจัดงาน วันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกโลก ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “A World for All Life” ที่เชื่อมโยง Eco Spectrum Wellness เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจบุคคลออทิสติกผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ โซน Autism Digital Learning Center ที่นำเสนอหลักสูตรดิจิทัลและประสบการณ์ใช้งานเทคโนโลยี VR และ AI เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคคลออทิสติกและครอบครัว พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสมทบทุนผ่านแอป TrueMoney เพื่อขยายศูนย์เรียนรู้เพิ่มอีก 40 แห่งทั่วประเทศ ภายในงานยังมี บูธทรูคอฟฟี่ เมนูพิเศษจากแรงบันดาลใจของบาริสต้าบุคคลออทิสติก และ Merchandise Collection Donate Back จากศิลปิน Artstory by Autistic Thai รวมถึงกิจกรรมศิลปะและเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมที่เปิดกว้าง

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากคือการวางรากฐานของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเท่าเทียม เพื่อให้บุคคลออทิสติกและครอบครัวเข้าถึงโอกาสในการพัฒนา เติบโต และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในสังคมที่พร้อมยอมรับความแตกต่างอย่างแท้จริง

พม. จัดงาน ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว’ ประจำปี 2569

พม. จัดงาน ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว’ ประจำปี 2569

พม. จัดงาน ‘วันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว’ ประจำปี 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

8 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุและวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง” โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวรายงาน  พร้อมมอบรางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 แก่ นายสุทธิชัย หยุ่น, รางวัลครอบครัวร่มเย็นด้านผู้มีชื่อเสียงประจำปี 2569 แก่ครอบครัวกิจเจริญ และ รางวัลจังหวัดต้นแบบการขยายผลโรงเรียนผู้สูงอายุครบทุกตำบล (1 ตำบล 1 โรงเรียนผู้สูงอายุ) แก่จังหวัดนครราชสีมา, หนองบัวลำภู และ พะเยา  นอกจากนี้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลบุคคล องค์กร เครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริม และสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ประจำปี 2569 จำนวน 50 รางวัล, รางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานและการมีรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ประจำปี 2569 จำนวน 50 รางวัล, รางวัลบุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัว จำนวน 70 รางวัล, รางวัลศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนที่มีผลงานดีเด่นในการส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว จำนวน 63 รางวัล และรางวัลครอบครัวร่มเย็น จำนวน 74 รางวัล ทั้งนี้ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วม ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสถาบันครอบครัว อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ด้วยการพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น ตลอดจนสร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุ และประชากร ทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีมีคุณค่าและเป็นพลังสำคัญของประเทศ เนื่องในโอกาส “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” และ “วันแห่งครอบครัว” ตนขอเชิญชวนให้ทุกครอบครัวหันกลับมาให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจ เปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาและหล่อหลอมบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งความรักและความอบอุ่น เพราะเมื่อเราก้ม กราบ ด้วยหัวใจ และกอดกันด้วยความจริงใจ เราจะสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวไทย อันจะนำไปสู่สังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณ กระทรวง พม.  และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน ซึ่งล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

นายนิกร กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุ ซึ่งเปรียบเสมือนคลังปัญญาอันทรงคุณค่า เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัวและชุมชน รวมทั้ง “สถาบันครอบครัว” ถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การหล่อหลอมคุณภาพคน และการสร้างความรักความอบอุ่นที่เข้มแข็งให้แก่สมาชิกทุกช่วงวัย ภายใต้บริบทของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว จึงเป็นกลไกสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมสวัสดิการและพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อครอบครัว และผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย การมีงานทำที่เหมาะสม และการมีส่วนร่วมทางสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และเป็นพลังสำคัญของประเทศ โดยการจัดงานในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง” กล่าวคือ “ก้ม” และ “กราบ” เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู ความเคารพ และการตระหนักถึงคุณค่าของผู้ที่หล่อหลอมชีวิตเรา และ “กอด” คือ การแสดงออกถึงความรัก ความอบอุ่น และความใส่ใจ ที่เชื่อมโยงคนต่างวัยเข้าหากัน เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเข้มแข็งทำให้สังคมตระหนักถึงการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นำไปสู่สังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

นายนิกร กล่าวต่อไปว่า ในปี 2569 กระทรวง พม. ได้บูรณาการการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว” ประกอบด้วยกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1) การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้สูงอายุและครอบครัว จำนวนทั้งสิ้น 312 รางวัล และ 2) การจัดแสดงนิทรรศการมีชีวิต โดยความร่วมมือขององค์กรภาคีเครือข่ายด้านผู้สูงอายุและครอบครัว

‘Sombat Permpoon Gallery’ ปรับกลยุทธ์​ ส่งไม้ต่อสู่รุ่นลูก

‘Sombat Permpoon Gallery’ ปรับกลยุทธ์​ ส่งไม้ต่อสู่รุ่นลูก

‘Sombat Permpoon Gallery’ ปรับกลยุทธ์​ ส่งไม้ต่อสู่รุ่นลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.13 น.

แกลเลอรี่ศิลปะเอกชนในย่านสุขุมวิทอย่าง “สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรี่” (Sombat Permpoon Gallery) เดินหน้าปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังเปิดให้บริการในวงการซื้อขายงานศิลปะมายาวนานกว่า 40 ปี โดยประกาศปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรี่ พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างการใช้พื้นที่อาคารในระยะถัดไป

นางสาวสมบัติ วัฒนไทย ผู้บริหารแกลเลอรี่ เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ได้มีการปรับราคาผลงานศิลปะภายในแกลเลอรี่ในอัตราประมาณ 50–70% ครอบคลุมผลงานในทุกชั้นของอาคาร

อาคารแกลเลอรี่ดังกล่าวมีความสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยชั้นละประมาณ 400 ตารางเมตร ซึ่งในแผนระยะต่อไปจะมีการปรับรูปแบบการใช้พื้นที่ โดยยังคงพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะไว้ในบริเวณ 2 ชั้นล่าง ขณะที่พื้นที่ชั้นบนอีก 4 ชั้นจะทยอยปิดปรับปรุง เพื่อนำไปพัฒนาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสม

ผู้บริหารระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวโน้มของธุรกิจแกลเลอรี่ที่ต้องปรับตัวทั้งด้านรูปแบบการนำเสนอผลงาน ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า และการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนเตรียมความพร้อมด้านการสืบทอดธุรกิจในระยะยาว โดยคาดว่าจะมีการส่งต่อการบริหารงานให้กับทายาทรุ่นต่อไป ได้แก่ นางสาวปนัดดา เลิศหัตถศิลป์ (เจ) เพื่อเข้ามารับช่วงดำเนินกิจการในอนาคต

ทั้งนี้ แกลเลอรี่ตั้งอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 1 เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังคงเปิดให้เข้าชมผลงานศิลปะตามปกติภายใต้รูปแบบการดำเนินงานที่ปรับเปลี่ยนไป โดยการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปรับตัวของธุรกิจศิลปะไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

ข้อมูลติดต่อ Sombat Permpoon Gallery ที่อยู่: 12 สุขุมวิท ซอย 1 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110 โทรศัพท์: 02-254-6040-2 มือถือ: 081-866-1502 เว็บไซต์: http://www.sombatpermpoongallery.com , Line ID: @sombatgallery , อีเมล: info@sombatpermpoongallery.com

ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแข่งขันเต้นนานาชาติ 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ATOD International Dance Competition 2026) ภายใต้การดำเนินงานของ ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน  มีผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 34 เชื้อชาติ แบ่งรูปแบบการแข่งขันออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การบันทึกการแสดงล่วงหน้าเพื่อส่งให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตัดสิน ณ ประเทศออสเตรเลีย และการแข่งขันแสดงสดบนเวทีอักษรา รวมการแสดงกว่า 1,700 ระบำ ตลอด 9 วันเต็ม 

อีกทั้ง ยังมีการมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนไปเรียนต่อที่ ไอดิลไวลด์ อาร์ตส์ อะคาเดมี สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์บัลเลต์, สถาบันนานยางอะคาเดมีออฟไฟน์อาร์ต สิงคโปร์ และสถาบันสอนเต้นมาลูปี อินโดนีเซีย รวมทั้งสมาคมฯ ยังมอบทุนให้เยาวชนไปเรียนเพิ่มเติมหลักสูตรบัลเลต์เวิร์คช็อปกับ มิส ราเชล ฮันท์ ผู้จัดการฝ่ายศิลปะนานาชาติ สถาบันรอยัลบัลเลต์ สหราชอาณาจักร (The Royal Ballet School)  หนึ่งในสามสถาบันบัลเลต์ชั้นนำของโลก ที่ทางสมาคมฯ จัดขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย

เวทีการแข่งขันนี้เป็นเวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วโลก ได้มีโอกาสแสดงความสามารถในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร จัดขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 21 – วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 รวม 9 วันเต็ม ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ โดยมี โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้เกียรติมอบรางวัลและร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ยังประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงต่างๆ อาทิ  นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมาดามวีรี ฐิติปุญญา, นายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองการทูตวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ และ ทูตานุทูตจากนานาประเทศร่วมเป็นประธานมอบรางวัล บนเวทีการแข่งขัน อาทิ ดร. แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย, มิสเซซิเลีย กาลาเรตา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรู, มิสคริสทีน เลอว์ อัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ ดร. อาแลง ซูราบีเอ 

รางวัลในปีนี้มีดังนี้ รางวัลถ้วยพระราชทาน สำหรับคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคล – หลักสูตร (Syllabus) ได้แก่ เด็กหญิง ศศิมาฆ์ วิสุทธิ ณ อยุธยา รางวัลถ้วยพระราชทาน สำหรับคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคล – ทั่วไป (Public) ได้แก่ เด็กหญิง เอวิตรา ไวศยวนิช โดยเยาวชนทั้ง 2 คน ได้รับทุนสนับสนุนไปร่วมแข่งขันเต้นนานาชาติดานส์ อะวอร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล ออสเตรเลีย ซึ่งจะจัดที่ประเทศสิงคโปร์ ปี 2027 

รางวัลถ้วยพระราชทาน ประเภทสถาบัน ที่ได้คะแนนรวมสูงสุดในหลักสูตร และที่ได้คะแนนรวมสูงสุดในการแข่งขันทั่วไป ได้แก่ โรงเรียนแพชชั่น แดนส์ รางวัล รางวัล Young Star Award 2026 ได้แก่ เด็กหญิงฐานิต คุณากรจิตติรักษ์, เด็กหญิงบุญญาลักษณ์ สัมฤทธิวนิชา หลิวสุวรรณ, เด็กหญิงพิมพ์ฐดา พีระเดชาพันธ์, เด็กหญิงชนิสรา ธรณธรรม, วาร์วารา ยัตเซนยุ (Varvara Yatseniuk) และ ฮอลลี เจน เคนยอน (Holly Jane Kenyon) จาก ออสเตรเลีย

รางวัล The Best Inspiration Award ได้แก่โรงเรียน โรงเรียนเด่นหล้า บริติช สคูล, ไอแดนส์ สตูดิโอ แอนด์ สเปซ,เชสซ่า แดนส์ สคูล, วัน อะคาเดมี ชลบุรี, อะลิตเติ้ลแดนส์ บาย อะลิตเติ้ลคลับ, โฟนิกซ์ แดนส์สตูดิโอ, แทงลิน อาร์ต สตูดิโอ สิงคโปร์ และ แดนส์เซ็นเตอร์ เวียดนาม
 
ทั้งนี้ การแข่งขันเต้นนานาชาติ 2026 ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร อาทิ ซันช่า แบงค็อก,  บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลศิครินทร์, ไทยทีวีสีช่อง 3, งานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ, เดอะ เอเจนซี่ คอลเลจ รีครูท (AR), สิงคโปร์บัลเล่ต์, สถาบันนานยางอะคาเดมีออฟไฟน์อาร์ต สิงคโปร์,  สถาบันสอนเต้นมาลูปี อินโดนีเซีย, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พร้อมกับอีก 90 สถาบันการเต้น

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เปิดแฟลกชิฟสโตร์แห่งแรก ใจกลงกรุงเทพฯ  Wacky Willy (แวกกี้ วิลลี่) แบรนด์เสื้อผ้าสตรีทแฟชั่นจากประเทศเกาหลีใต้ นำเสนอแฟชั่นที่สะท้อนตัวตนผ่านดีไซน์ที่สนุกสนาน ขี้เล่น ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมสไตล์ที่สวมใส่ได้จริงในทุกวัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักการแต่งตัว และการแสดงตัวตนผ่านแฟชั่น โดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์และกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ หรือตัวการ์ตูน KIKY ที่เป็นมาสคอร์ตไอคอนประจำแบรนด์ รวมถึงดีเทลเล็กๆ ที่ซ่อนความ playful ไว้ในทุกไอเท็ม ทำให้ Wacky Willy กลายเป็นแฟชั่นที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงมีสไตล์ชัดเจน

Wacky Willy ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเกาหลีใต้ แบรนด์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเปิดตัว Flagship Store แห่งแรกในย่าน Hongdae (ฮงแด) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแฟชั่นวัยรุ่น ตามมาด้วยสาขาในย่าน Myeongdong (เมยองดง) หนึ่งในย่านการค้าหลักของกรุงโซล  นอกจากนี้ ยังขยายฐานเปิดสาขาต่างประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน และล่าสุดก็พร้อมแล้วที่จะส่งต่อสีสัน และความสุข สู่วัยรุ่นคนเมือง ด้วยการเปิด Flagship Store แห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ ที่ สยามเซ็นเตอร์ พร้อมดึง  “มิกซ์ สหภาพ วงศ์ราษฎร์” คิ้วท์บอยไอดอลของแฟนๆ มาร่วมถ่าย Preview Collection เซ็ทแรกในไทย ถือเป็นแบรนด์เฟรนด์คนแรกบน Photo Look คอลฯล่าสุด ในโอกาส เปิด Flagship Store แห่งแรกในเมืองไทยด้วย


การันตีความฮอตของ Wacky Willy ด้วยการร่วมงานกับไอคอนแฟชั่นรุ่นใหม่อย่าง GISELLE (จีเซล) สมาชิกวง aespa เกิร์ลกรุ๊ป K-POP ระดับโลก ที่โดดเด่นด้วยสไตล์เฉพาะตัวและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นระดับสากล ความร่วมมือเริ่มต้นขึ้นในแคมเปญ Fall/Winter 2025  และต่อยอดความสำเร็จด้วยการขึ้นแท่นเป็น Asia Brand Ambassador กับคอลเลกชั่นล่าสุด Spring/Summer 2026   ถ่ายทอดพลังความสดใส ความมั่นใจ และตัวตนที่ชัดเจนได้อย่างลงตัว สะท้อน DNA ของ Wacky Willy ที่กล้าสนุก กล้าแตกต่าง และมีสไตล์เป็นของตัวเอง พร้อมส่งต่อพลังแฟชั่นที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก การร่วมงานครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Wacky Willy ในฐานะแบรนด์สตรีทแฟชั่นจากเกาหลีที่มาแรงในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นที่เข้าถึงได้จริง และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกอย่างชัดเจน

Wacky Willy ยังเดินหน้าความสร้างสรรค์ ผ่านการ Collaboration กับแบรนด์แฟชั่น การร่วมงานกับแบรนด์เดนิมระดับตำนานอย่าง Lee ที่นำความคลาสสิค มาผสมกับแนวคิด street casual จนกลายเป็นคอลเลกชันสุดเท่ คอลแลปพิเศษ ที่ผสาน DNA ของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน โดยนำเสนอสินค้าที่สะท้อนทั้ง สไตล์สตรีทสนุกสนาน และ heritage ของยีนส์คลาสสิก เน้นไอเท็มที่แมทช์ง่ายอย่าง เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต หมวก พร้อมฟังก์ชันการใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน

การเปิดตัว Wacky Willy Thailand Flagship Store ได้ยกบรรยากาศความชิคและพลังแฟชั่นจากกรุงโซลมาไว้ใจกลางสยามเซ็นเตอร์ พร้อมเปิดจักรวาลแห่งสีสันและความสนุกที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน โดยเน้นความสดใสของ Kiki มาสคอร์ตคาแรกเตอร์ไอคอนประจำแบรนด์ ผสานเข้ากับการดีไซน์ที่หยิบเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาเล่าในมุมมองที่ทันสมัย เห็นปุ๊บรู้ทันทีว่านี่คือ “ไทยแลนด์” ในแบบ Wacky Willy การออกแบบที่เต็มไปด้วยพลังบวก ความขี้เล่น และรอยยิ้ม ถ่ายทอดสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง ท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อสื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ 

พร้อมเอาใจแฟนๆ แบบจัดเต็มด้วยสินค้าที่ขนมาครบแบบ Full Collection ราวกับยกโซลมาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด แจ็กเกต ฮู้ดดี้ กางเกง กระโปรง รวมถึงหมวกและเอสเซสเซอรีอีกมากมาย ครบทุก LINE UP ในแบบ Total Look ตอกย้ำแนวคิด “Anyone, Anywhere, Anytime”  แฟชั่นที่ออกแบบมาเพื่อทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ใส่ง่าย ใส่ได้จริง และสนุกไปกับสไตล์ได้ในทุกวัน

สินค้าไฮไลต์อยู่ที่ Kiky Friends Graphic Short Sleeve T-Shirt ใน 26SS Collection ที่เป็น Signature Character ถ่ายทอดผ่านคาแรกเตอร์ KIKY & Friends สะท้อนความสนุก ความซน และความขี้เล่นอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยลายกราฟิกที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ และเต็มไปด้วยสีสัน ช่วยเติมชีวิตชีวาให้ลุคได้อย่างดี

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.00 น.

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงสังคมไทย “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเคยพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน วันนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนปรากฏการณ์ “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่น ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้

สำหรับสัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการสั่นถึง 10–20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด อาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60

นพ.สิทธิ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากสถิติเดิมที่พบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 คนต่อ 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายใน 10 ปี โดยประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ภาพรวมของเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดในโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้นด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ  รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน “Check PD”

เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า จึงได้จัดกิจกรรม World Parkinson’s Disease Day 2026 “พาร์กินสัน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เนื่องในวันพาร์กินสันโลก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สัญญาณเตือนระยะเริ่มต้น และแนวทางดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนาในหัวข้อ “พาร์กินสัน อาการเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมเทคนิคดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันที่บ้าน” นำโดย นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท และ พญ.ปิยะวรรณ งามองอาจ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “แม่แก้ว” คุณณราวดี คูกิมิยะ โดยบรรยากาศภายในงานได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

“โรคพาร์กินสัน” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากตรวจพบเร็ว ดูแลอย่างถูกต้อง และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะการรู้เร็วและดูแลอย่างถูกต้อง คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ประสบความสำเร็จในการจัด โครงการพัฒนาเครือข่ายคุณธรรม ผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 3 (MLC3) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 8 เมษายน 2569 โดยมีพิธีปิดและนำเสนอผลงาน ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม เป็นประธานในพิธีพร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมจำนวน 31 คน จาก 31 องค์กร

โครงการฯ ดำเนินการภายใต้แนวคิด “ผู้นำคุณธรรม พลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน” โดยมุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำจาก 5 ภาคส่วนสำคัญ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ผสานทั้งองค์ความรู้เชิงวิชาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และการพัฒนาโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำความสำเร็จเชิงระบบ สร้าง “ชุมชนผู้นำคุณธรรม” ของประเทศ

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า โครงการ MLC3 ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “ชุมชนผู้นำคุณธรรม” ที่สามารถทำงานข้ามภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมทั้ง 31 คน จาก 31 องค์กร ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอด 9 สัปดาห์ รวม 9 ครั้ง ซึ่งไม่เพียงเสริมสร้างองค์ความรู้ แต่ยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืน

“โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างผู้นำทางความคิดที่มี ‘หัวใจคุณธรรม’ และสามารถเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมกล่าว

พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำว่า การรวมตัวของผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ทำให้เกิด “ชุมชนผู้นำที่พูดภาษาเดียวกัน” คือ ภาษาแห่งคุณธรรม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เติมพลังบวก และพร้อมขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและสังคมในระยะยาว

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล

ไม่เพียงเท่านี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังต่อยอดองค์ความรู้ สู่โครงการ “Moral Cyber Space” แก้ปัญหาสังคมจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาโครงการต้นแบบ “Moral Cyber Space” ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการถูกระรานทางไซเบอร์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยพัฒนาเป็นชุดการเรียนรู้และแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษาและชุมชน โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมในการนำองค์ความรู้จากหลักสูตรไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนในระดับประเทศได้ต่อไป

ด้านคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมว่า ผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการมีคุณค่าและสามารถนำไปต่อยอดทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้าง เน้นย้ำว่าผู้นำทั้ง 31 คน คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” ของประเทศ พร้อมกล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารโครงการ ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ผู้อำนวยการโครงการฯ และคุณวิรุฬ รัตนปริคณน์ รองผู้อำนวยการโครงการฯ ที่สนับสนุนการดำเนินงานจนโครงการเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี 

ความสำเร็จของโครงการ MLC3 จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล แต่เป็นการวางรากฐานของเครือข่ายผู้นำคุณธรรมระดับประเทศ ที่สามารถขยายผลสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต และศูนย์คุณธรรมยังคงเดินหน้าผลักดันการพัฒนาผู้นำเชิงคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ “ความดีมีพื้นที่ในสังคม” และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป