“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

"ฮิวแมนไรต์วอตช์" กล่าวหาอิสราเอลใช้ "ฟอสฟอรัสขาว" โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

9 มี.ค. 2569 11:49 น.

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

องค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรต์วอตช์” (HRW) ออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวยิงจากปืนใหญ่เหนือพื้นที่ที่อยู่อาศัยในเมืองโยห์มอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

องค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรต์วอตช์” หรือ HRW ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก ออกแถลงการณ์ กล่าวหาว่ากองทัพอิสราเอลใช้สารฟอสฟอรัสขาวโจมตีเขตที่พักอาศัยในเมืองโยหมอร์ ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย”

HRW ระบุว่าได้ทำการตรวจสอบและระบุพิกัดจากภาพถ่ายจำนวน 7 ภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นกระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกยิงให้ระเบิดกลางอากาศเหนือพื้นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีภาพเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยพลเรือนเข้าดับไฟที่ลุกไหม้บ้านเรือนอย่างน้อย 2 หลัง และรถยนต์อีก 1 คันในบริเวณดังกล่าว

ฟอสฟอรัสขาวเป็นสารเคมีที่ลุกไหม้ทันทีเมื่อสัมผัสกับออกซิเจน แม้จะได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อสร้างม่านควันหรือส่องสว่างในสนามรบ แต่หากนำมาใช้เป็นอาวุธเพลิงจะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง ทั้งไฟไหม้ป่าและอาคาร รวมถึงสร้างบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกลวก ทำลายระบบทางเดินหายใจ ทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

แม้จะมีการประกาศหยุดยิงในปี 2024 แต่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์อย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเลบานอนหลายระลอกและส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่พื้นที่ชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 394 ราย และมีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 500,000 คน ตามรายงานของทางการเลบานอน

นายรามซี เคสส์ นักวิจัยด้านเลบานอนของ HRW ระบุในรายงานว่า “การที่กองทัพอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจะส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อพลเรือน” พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการกระทำดังกล่าวทันทีและขอให้ประเทศผู้สนับสนุนอาวุธระงับการช่วยเหลือทางทหารและการขายอาวุธแก่อิสราเอล

นอกจากประเด็นเรื่องฟอสฟอรัสขาวแล้ว เมื่อเดือนที่ผ่านมาเลบานอนยังได้กล่าวหาอิสราเอลว่ามีการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช “ไกลโฟเซต” ข้ามมายังฝั่งเลบานอนบริเวณชายแดน ซึ่งประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ประณามว่าเป็นการ “อาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม”.

นายรามซี เคสส์ นักวิจัยด้านเลบานอนระบุในแถลงการณ์ว่า การที่กองทัพอิสรา่เอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ที่มา Human Rights Watch

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

9 มี.ค. 2569 11:03 น.

กองขยะมหึมาถล่มทับคนในอินโดนีเซีย ฝังรถบรรทุก-ร้านค้า ดับแล้ว 4 ศพ

เกิดเหตุกองขยะขนาดยักษ์ถล่มทับรถบรรทุกและร้านอาหารบริเวณศูนย์กำจัดขยะ “บันตาร์เกบัง” นอกกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย และยังคงสูญหายอีก 5 ราย หลังฝนตกหนักทำโครงสร้างกองขยะไม่เสถียร ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจวกทางการจาการ์ตาต้องรับผิดชอบ ชี้เป็นบทเรียนราคาแพงจากการจัดการขยะที่ล้มเหลว

หน่วยกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยความคืบหน้าเหตุการณ์กองขยะถล่มครั้งใหญ่ ณ บ่อขยะบันตาร์เกบัง (Bantargebang) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตาเพียง 25 กิโลเมตร เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น (8 มี.ค.)  โดยขยะได้ถล่มทับรถบรรทุกขยะและร้านขายอาหารที่ตั้งอยู่โดยรอบ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า กำลังเร่งเปิดทางเข้าพื้นที่โดยใช้เครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดไฮดรอลิกร่วมกับการใช้สุนัขกู้ภัยดมกลิ่นเพื่อหาพิกัดของผู้ที่อาจติดอยู่ใต้กองขยะ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากสภาพกองขยะยังคงไม่คงตัวและเสี่ยงต่อการถล่มซ้ำหลังจากมีฝนตกหนักสะสม

นายคุสุโม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยระบุว่า “เรากำลังประเมินสถานการณ์หน้างานอย่างใกล้ชิด หากสภาพอากาศและพื้นที่เอื้ออำนวย เราจะเดินหน้าค้นหาต่อไปอย่างเต็มกำลัง”

ผู้เสียชีวิต 4 รายที่ยืนยันแล้ว ประกอบด้วย นายเดดี สุตรีสโน พนักงานขับรถบรรทุกขยะ และเจ้าของร้านอาหารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอีก 2 ราย คือ นางสาวเอนดา วิดายันตี อายุ 25 ปี และนางซูมิเน อายุ 60 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่สี่ไม่มีการระบุชื่อในรายงานเบื้องต้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งตามหาผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 5 ราย

บ่อขยะบันตาร์เกบัง ถือเป็นหนึ่งในบ่อขยะแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 687 ไร่ และรองรับขยะสะสมกว่า 55 ล้านตัน โดยแต่ละวันเขตปริมณฑลรอบจาการ์ตาที่มีประชากรกว่า 42 ล้านคน จะผลิตขยะรวมกันสูงถึง 14,000 ตัน

นายฮานิฟ ไฟซอล นูโรฟิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานท้องถิ่นอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะการปล่อยให้มีการสะสมขยะเกินขีดจำกัด ทั้งที่มีกฎหมายสั่งห้ามบ่อขยะแบบเปิด มาตั้งแต่ปี 2008 “บันตาร์เกบังอยู่ในความดูแลของบริหารจัดการกรุงจาการ์ตา ดังนั้นพวกเขาต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” นายฮานิฟกล่าวว่า “เหตุการณ์นี้ต้องเป็นบทเรียนที่ขมขื่น เพื่อให้จาการ์ตาเร่งปรับปรุงระบบจัดการขยะโดยเร็วที่สุด”

ย้อนกลับไปในปี 2005 อินโดนีเซียเคยเผชิญเหตุการณ์กองขยะถล่มในจังหวัดชวาตะวันตกซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 143 ราย โดยมีสาเหตุมาจากการระเบิดของก๊าซมีเทนประกอบกับฝนตกหนัก

ด้านประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้ระบุเมื่อเดือนก่อนว่า บ่อขยะส่วนใหญ่ในประเทศจะใช้งานเกินขีดความสามารถภายในปี 2028 ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะลงทุนงบประมาณกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 34 แห่งภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและลดการพึ่งพาบ่อขยะแบบเดิม.

ที่มา JAKARTA GLOBE

“คิม จองอึน” ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ “กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง” เนื่องในวันสตรีสากล

"คิม จองอึน" ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ "กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง" เนื่องในวันสตรีสากล

9 มี.ค. 2569 10:37 น.

“คิม จองอึน” ยกย่องสตรีเกาหลีเหนือ “กายอ่อนแอแต่ใจแกร่ง” เนื่องในวันสตรีสากล

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันสตรีสากล ยกย่องบทบาทผู้หญิงในประเทศว่าเป็น “เสาหลักแห่งการปฏิวัติ” แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่มีจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมปรากฏตัวเคียงข้าง “คิมจูแอ” บุตรสาวผู้ถูกจับตามองว่าเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้กล่าวชื่นชมสตรีชาวเกาหลีเหนือในฐานะผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ ในระหว่างงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ณ กรุงเปียงยาง

ในถ้อยแถลงฉบับภาษาอังกฤษ นายคิมระบุว่า สตรีในยุคปัจจุบันได้กลายเป็น “เสาหลักที่แข็งแกร่งของการปฏิวัติ” โดยเขากล่าวเน้นย้ำถึงความพยายามและความเสียสละของพวกเธอว่า “แม้ว่าพวกเธอจะมีร่างกายที่ดูอ่อนแอ แต่กลับมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวอย่างชัดเจน ใบหน้าที่เรียบง่ายนั้นแฝงไปด้วยความกล้าหาญ และริ้วรอยบนใบหน้านั้นคือเครื่องหมายที่แสดงถึงความพยายามอย่างหนักหน่วง”

ภายในงานดังกล่าว นายคิมได้ปรากฏตัวพร้อมกับภรรยาคือ นางรี โซลจู และบุตรสาว “คิม จูแอ” โดยภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอ แสดงให้เห็นภาพของจูแอนั่งอยู่ข้างบิดาและกุมมือกันไว้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสัญญาณตอกย้ำภาพลักษณ์ของเธอในฐานะผู้สืบทอดอำนาจของเกาหลีเหนือ

นอกจากนี้ ในงานยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคและคณะทูตต่างประเทศเข้าร่วมชมการแสดงภายหลังการกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งสื่อของรัฐระบุว่าสุนทรพจน์ของนายคิมได้รับ “เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้อง” จากผู้ชมที่เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ

แม้ว่าในรายงานของเคซีเอ็นเอจะไม่ได้ระบุชื่อ “คิมจูแอ” โดยตรง แต่เรียกเธอว่า “บุตรสาวผู้เป็นที่รัก” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ที่ระบุว่า รัฐบาลเปียงยางเริ่มกระบวนการวางตัวให้จูแอเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากนายคิมอย่างเป็นทางการ

การปรากฏตัวครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่จูแอเพิ่งเดินทางไปเยี่ยมชมสนามยิงปืนเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ซึ่งสื่อของรัฐได้เผยแพร่ภาพเธอกำลังส่องกล้องเล็งปืนไรเฟิลด้วยท่าทางที่มั่นคง สะท้อนถึงการปลูกฝังอุดมการณ์ตามสายเลือด “เพ็กตู” ที่ตระกูลคิมใช้ปกครองเกาหลีเหนือด้วยความเด็ดขาดมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา AFP

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

9 มี.ค. 2569 10:20 น.

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

อิหร่านเผชิญกับฝนกรดคุกคามประชาชนซ้ำอีก ผลพวงจากการถูกอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมัน จนเกิดไฟไหม้เเละควันพิษสีดำปกคลุมทั่วเมืองเตหะราน

การโจมตีคลังน้ำมันที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ทำให้อิหร่านขาดแคลนน้ำมัน แต่ทำให้ประชาชนในอิหร่านต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง เพราะหลังการโจมตีคลังน้ำมันในเมืองเตหะรานที่ทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันพิษสีดำปกคลุมทั่วท้องฟ้าในกรุงเตหะราน

ทางการอิหร่านออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระวังตัวและห้ามออกจากบ้าน เนื่องจากควันดำที่ลอยในอากาศเป็นควันพิษที่เรียกว่า sulfur and nitrogen oxides หรือ ก๊าซออกไซด์ของกำมะถันและไนโตรเจน ที่หากมีฝนตกลงมารวมกับก๊าซพิษนี้เเล้วนั้นจะกลายเป็นฝนกรดที่สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังหรืออาจร้ายแรงถึงขั้นอันตรายต่อปอดเเละระบบหายใจได้

สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน เตือนว่าจะเกิดฝนในตัวเมืองเตหะรานซึ่งเป็นฝนกรดเเละมีพิษร้ายแรง และรายงานเพิ่มเติมว่าในตัวเมืองเตหะรานไม่มีกระแสลมพัด ทำให้ควันพิษสีดำยังคงปกคลุมทั่วตัวเมือง

ประชาชนในกรุงเตหะราน ให้สัมภาษณ์ว่า เขาสามารถมองเห็นควันดำจากหน้าต่างในบ้าน เเละปั๊มน้ำมันหลายแห่งในตัวเมืองต้องปิดตัวลงเพราะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน 

ประชาชนในเตหะรานทิ้งท้ายว่า แม้สหรัฐและอิสราเอลจะบอกว่าพวกเขาโจมตีเพียงเเค่เป้าหมายทางทหารเเละผู้นำของอิหร่านเพียงเท่านั้น แต่สถานที่เหล่านั้นก็ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของประชาชนทำให้ท้ายที่สุดผลกระทบก็มาถึงพลเมืองอย่างพวกเขาอยู่ดี.

อ่านเพิ่มเติม ข่าวต่างประเทศ

ที่มา Financial Time

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

9 มี.ค. 2569 10:19 น.

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบเชียบที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” และเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา

1. ประวัติส่วนตัวและการศึกษา

  • เกิด: ปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) ประเทศอิหร่าน
  • การศึกษาทางศาสนา: เขาเข้ารับการศึกษาทางศาสนาระดับสูง (Hawza) ในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาดำรงสมณศักดิ์เป็น “อยาตุลเลาะห์” (ระดับสูง) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญหากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
  • ครอบครัว: แต่งงานกับลูกสาวของ กอลามาลี ฮัดดัด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel) อดีตประธานรัฐสภาที่มีอิทธิพล

2. บทบาทและผลงานในเชิงอำนาจ

โมจตาบาไม่ได้มีผลงานในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้เหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคง:

  • การควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC): เขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกับกองทัพ โดยเฉพาะหน่วย Basij(กองกำลังอาสาสมัคร) และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วง “Green Movement” ในปี 2009
  • การบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด (Beit-e Rahbari): เขาถือเป็นผู้ดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจอันมหาศาลของบิดา ว่ากันว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดๆ ในอิหร่านที่จะผ่านไปได้โดยที่เขาไม่รับรู้
  • อิทธิพลทางการเมือง: เขาถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มสายปฏิรูปอย่างรุนแรง

3. สถานะปัจจุบัน: ตัวเต็งผู้นำสูงสุด

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ชื่อของโมจตาบาก็ถูกจับตามองมากขึ้นทันที เนื่องจาก:

  1. คู่แข่งลดลง: ไรซีเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดอำนาจ
  2. ความไว้วางใจ: เขาได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบิดาและกองทัพ IRGC
  3. การยอมรับทางศาสนา: การที่เขาได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาระดับสูงในเมืองกุม เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามีความพร้อมด้านหลักคำสอนที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ข้อควรระวัง: แม้เขาจะมีอิทธิพลสูง แต่การสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในอิหร่าน เพราะขัดกับหลักการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ (Monarchy)

สรุปผลงานสำคัญ

ด้านบทบาท/ผลงาน
ความมั่นคงมีอิทธิพลเหนือหน่วยข่าวกรองและกองกำลัง Basij
การเมืองผู้ประสานงานหลักระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดและรัฐบาล
ศาสนาอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาขั้นสูง (เป็นรากฐานความชอบธรรมในการปกครอง)

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

9 มี.ค. 2569 10:02 น.

ประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

การแต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการตอกย้ำอำนาจกลุ่มสายแข็ง และทำให้โอกาสเจรจาเป็นไปได้ยาก และนี่คือประวัติของโมจตาบา คาเมเนอี และสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน

1. เป็นลูกชายของผู้นำสูงสุดคนก่อน

โมจตาบา คาเมเนอี เป็นบุตรชายคนที่สองของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งดำรงตำแหน่งมานานเกือบ 40 ปี ก่อนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล

การขึ้นสู่อำนาจของเขาถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เนื่องจากหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่าประเทศจะไม่กลับไปสู่ระบบการสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” อีก แต่การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าระบบการเมืองของอิหร่านกำลังมีลักษณะคล้ายราชวงศ์มากขึ้น

2. ได้รับเลือกจากสภานักบวช

ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านถูกเลือกโดย Assembly of Experts หรือสภาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นสภานักบวช 88 คนที่มีหน้าที่คัดเลือกผู้นำสูงสุดของประเทศ

การเลือกโมจตาบาเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามและแรงกดดันจากนานาชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าระบอบการปกครองต้องการความต่อเนื่องของนโยบายเดิม

3. บุคคลลึกลับที่มีอิทธิพลสูง

โมจตาบา คาเมเนอี เกิดปี 1969 และได้รับการศึกษาทางศาสนาเช่นเดียวกับพี่น้องของเขา แม้จะไม่เคยได้รับตำแหน่งทางการเมืองสำคัญในรัฐบาลมาก่อน แต่เขาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังมานาน

เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นสถาบันทางทหารและเศรษฐกิจที่ทรงอำนาจของอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่าเครือข่ายของ IRGC และกลุ่มสายแข็งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเขา

4. เคยถูกสหรัฐคว่ำบาตร

ในปี 2019 โมจตาบาถูกคว่ำบาตรโดยกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา หลังถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทสนับสนุนนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ของบิดา และช่วยผลักดันเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศ

ด้านประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุก่อนหน้าที่จะมีการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการว่า การที่โมจตาบาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

5. ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการเมืองสายแข็ง

นักสังเกตการณ์จำนวนมากเชื่อว่า โมจตาบามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 โดยใช้เครือข่ายของกองกำลัง IRGC สนับสนุนการหาเสียง

เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2009 หลังการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต เขายังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญเบื้องหลังการปราบปรามผู้ประท้วง

6. อนาคตอิหร่านอาจยิ่งแข็งกร้าว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบาอาจทำให้กลุ่มสายแข็งในอิหร่านยิ่งมีอำนาจมากขึ้น และเป็นการยืนยันว่าอิหร่านจะยังคงดำเนินนโยบายตามแนวทางของผู้นำคนก่อน

ด้านผู้อำนวยการของ Carnegie Middle East Center ระบุว่า การเลือกเขาเป็นผู้นำสูงสุดอาจสะท้อนถึงความตั้งใจของผู้นำอิหร่านที่จะรักษาเสถียรภาพของระบอบการปกครอง และส่งสัญญาณว่าความกดดันทางทหารจากสหรัฐและอิสราเอลจะไม่ทำให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืน

ขณะที่ เดวิด เพเทรียส  อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือ ซีไอเอ ได้ให้สัมภาษณ์กับ เจสสิกา ดีน  ผู้สื่อข่าวของ CNN  โดยระบุว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านมีแนวโน้มจะดำเนินแนวทางทางการเมืองและศาสนาแบบสายแข็ง ต่อเนื่องจากบิดาของเขา และจะยังคงยึดแนวคิดแบบอุดมการณ์เข้มข้นในฐานะนักบวชระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายของอิหร่านไม่เปลี่ยนแปลงมากนักซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะหลายฝ่ายต่างหวังจะได้ผู้นำที่ยืดหยุ่นกว่า เพื่อนำไปสู่หนทางประนีประนอมหรือการเจรจา.

ที่มา : CNN

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน

9 มี.ค. 2569 09:42 น.

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน

รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ยืนยันไม่มีแผนโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของอิหร่าน แม้อิสราเอลจะพุ่งเป้าโจมตีคลังน้ำมันไปแล้วหลายจุด ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ระบุว่าจะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน แม้อิสราเอลจะกำลังมุ่งเป้าโจมตีคลังเก็บสำรองน้ำมันของอิหร่านอย่างหนัก 

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนักเมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐไม่มีแผนโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน และจะหลีกเลี่ยงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศดังกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลในตลาดพลังงานโลก หลังอิสราเอลโจมตีคลังเก็บน้ำมันใกล้กรุงเตหะราน เมื่อวันเสาร์ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นการโจมตีโครงสร้างน้ำมันครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม ไรต์พยายามลดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นเพียงคลังเชื้อเพลิงในพื้นที่ และความปั่นป่วนต่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียมและก๊าซจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น โดยระบุว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด ผลกระทบอาจกินเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน

ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางในเวลานี้ ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกแทบหยุดชะงัก โดยปกติแล้วน้ำมันดิบเกือบ 20% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ต้องผ่านเส้นทางนี้

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส ซึ่งเป็นดัชนีราคาน้ำมันอ้างอิงของสหรัฐ พุ่งขึ้น 12% ภายในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ และเพิ่มขึ้นรวม 36% ภายในสัปดาห์เดียว

อย่างไรก็ตาม ไรต์มองว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะปรับตัวสูงกว่านี้มากนัก เนื่องจากโลกยังมีอุปทานน้ำมันเพียงพอ โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก

ด้าน AAA สมาคมยานยนต์แห่งสหรัฐ รายงานว่า ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐเพิ่มขึ้นราว 16% ภายในสัปดาห์เดียว ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึง 22%

เว็บไซต์ติดตามราคาน้ำมัน GasBuddy ระบุว่า ราคาดีเซลซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคขนส่งทางรถบรรทุก สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023

ราคาน้ำมันยังเป็นประเด็นทางการเมืองสำคัญในสหรัฐ เนื่องจากชาวอเมริกันพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก และราคาพลังงานอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

ไรต์ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังหารือกับบริษัทเดินเรือที่ต้องการนำเรือออกจากอ่าวเปอร์เซีย โดยอาจมีการจัดกำลังทหารสหรัฐคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในระยะแรก ซึ่งเขาเชื่อว่าการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวจะกลับสู่ภาวะปกติค่อนข้างเร็ว

ข้อมูลจาก US Energy Information Administration ระบุว่า อิหร่านผลิตน้ำมันประมาณ 4% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก แม้อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศจะอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ แต่ยังมีการส่งออกบางส่วน โดยเฉพาะไปยังจีน

ขณะเดียวกันสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาความผันผวนของราคาพลังงานโลก

นอกจากนี้ US International Development Finance Corporation ยังประกาศจัดตั้งกลไกประกันความเสี่ยงวงเงินสูงสุด 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับความเสี่ยงของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวิกฤตครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึกหลายเมืองในสหรัฐฯ! พบวัตถุต้องสงสัยกลางนิวยอร์ก อพยพคนที่สนามบินแคนซัสซิตี

ระทึกหลายเมืองในสหรัฐฯ! พบวัตถุต้องสงสัยกลางนิวยอร์ก อพยพคนที่สนามบินแคนซัสซิตี

9 มี.ค. 2569 09:09 น.

ระทึกหลายเมืองในสหรัฐฯ! พบวัตถุต้องสงสัยกลางนิวยอร์ก อพยพคนที่สนามบินแคนซัสซิตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เร่งตรวจสอบเหตุวัตถุต้องสงสัยในหลายพื้นที่ ตั้งแต่นครนิวยอร์กไปจนถึงสนามบินในรัฐมิสซูรี ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย หวั่นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

เจ้าหน้าที่ตำรวจในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เข้าตรวจสอบเหตุพบ “วัตถุต้องสงสัย” ภายในรถยนต์บริเวณย่าน อัปเปอร์ อีสต์ ไซด์ ของเขตแมนฮัตตัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องสั่งปิดถนนหลายสายและอพยพประชาชนออกจากอาคารใกล้เคียงบางส่วน

ตำรวจนครนิวยอร์กระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยภายในรถที่จอดอยู่บนถนนอีสต์ เอ็นด์ อเวนิว ระหว่างถนนสายที่ 81 และ 82 โดยหน่วยเก็บกู้ระเบิดถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบและนำวัตถุดังกล่าวออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากมีผู้ขว้าง ระเบิดแสวงเครื่อง ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาจัดระหว่างการประท้วงต่อต้านอิสลามในพื้นที่เดียวกัน

การชุมนุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ชื่อ “Stop the Islamic Takeover of New York City” ซึ่งนำโดยนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เจค แลง ที่หน้าบ้านพักของนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กโซห์ราน มัมดานี หรือที่รู้จักกันในชื่อ เกรซี่ แมนชั่น

เหตุเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมและผู้ประท้วงฝ่ายตรงข้ามทำให้เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 2 คน

ขณะเดียวกัน ที่สนามบินนานาชาติ แคนซัส ซิดตี้ ในรัฐมิสซูรี เจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพผู้โดยสารออกจากอาคารผู้โดยสารทั้งหมดในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัย

สำนักงานการบินของเมืองแคนซัสซิตีเปิดเผยว่า การแจ้งเตือนภัยดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ต้องอพยพผู้โดยสารออกจากอาคารผู้โดยสารทั้งหมดทันที ขณะที่เที่ยวบินที่ลงจอดในช่วงเวลาดังกล่าวถูกสั่งให้รออยู่บนทางขับเครื่องบิน

ด้านเอฟบีไอ ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังร่วมมือกับทางสนามบินและหน่วยบังคับใช้กฎหมายเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของภัยคุกคามดังกล่าว

ผู้โดยสารรายหนึ่งวัย 29 ปี เล่าว่า ขณะกำลังรอขึ้นเครื่องไปยังรัฐเท็กซัส เขาเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากพร้อมหน่วยสุนัขดมกลิ่นเข้ามาภายในอาคาร ก่อนที่เจ้าหน้าที่สนามบินจะประกาศให้ทุกคนอพยพออกทันที

โดยผู้โดยสารราว 2,000 คนถูกนำตัวออกไปยังบริเวณลานจอดเครื่องบิน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยยังไม่มีรายงานความเสียหายใดๆ.

ที่มา : AP

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

9 มี.ค. 2569 05:47 น.

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 จากความกังวลว่าสงครามในอิหร่านจะกระทบการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยแตะระดับดังกล่าวครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการรุกรานยูเครนในปี 2565 เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามในอิหร่านจะทำให้ข้อจำกัดต่างๆ ของการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางยืดเยื้อนานขึ้นอีก

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐฯ (WTI) พุ่งขึ้น 14.7% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก เพิ่มขึ้น 12.63% แตะระดับ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:06 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET)

ในขณะเดียวกัน ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า (Dow futures) ร่วงลง 851.6 จุด หรือ 2% ส่วนดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ล่วงหน้า ลดลง 1.73% และ 1.65% ตามลำดับ ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าภาวะช็อกในตลาดพลังงานจะกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐฯ

จากข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในอเมริกาพุ่งแตะ 3.45 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 16% จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

9 มี.ค. 2569 05:15 น.

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

อิหร่านออกโรงเตือนว่า สงครามกำลังเข้าสู่ “ระยะใหม่” แล้ว โดยขู่ว่าจะตอบโต้การโจมตีด้วยการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และว่าสงครามจะไม่ยุติในเร็ววัน

เมื่อ 8 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกมาเตือนว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ได้เข้าสู่ “ระยะใหม่” แล้ว พร้อมทั้งปฏิเสธแนวคิดที่ว่า สงครามนี้จะยุติในเร็ววัน และส่งสัญญาณว่าอาจมีการตอบโต้โดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วทั้งภูมิภาค

เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า ยังไม่มีวี่แววว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงในทันที แม้จะมีกระแสข่าวบางส่วนอ้างไปในทางตรงกันข้ามก็ตาม “สงครามได้เข้าสู่ระยะใหม่แล้ว และการโจมตีคลังน้ำมันและเชื้อเพลิงของอิหร่าน จะต้องถูกตอบโต้กลับในระดับภูมิภาคอย่างแน่นอน”

เขากล่าวเสริมว่า ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า อิหร่านอาจพุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อเป็นการตอบโต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลอย่างมาก ว่าการโจมตีดังกล่าวจะทำให้เกิดการหยุดชะงักของแหล่งน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“อิหร่านจะไม่อ่อนข้อในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าจะบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ” เจ้าหน้าที่กล่าว โดยอ้างถึงเส้นทางเดินเรือสำคัญที่ส่งผ่านน้ำมันจำนวนมหาศาลของโลก นอกจากนี้เขายังระบุด้วยว่า รัฐบาลเตหะรานจะเป็นผู้กำหนดเองว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn