ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

https://www.naewna.com/local/851507

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ชวนนักวิ่งและศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน BU มาร่วมวิ่งหรือเดินบนดินแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ร่มรื่นกับเส้นทางใหม่บรรยากาศทะเลสาบยามเช้า ร่วมสร้างสุขปันรักให้อบอุ่นหัวใจ มอบรายได้จากกิจกรรมเป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจัดขึ้นใน
วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 05.00-07.20 น. ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สมัครวิ่งที่ https://race.thai.run/burun2025

ระยะทาง 10 km. ค่าสมัคร 700 บาท 5 km. ค่าสมัคร 500 บาท ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/burun.bangkokuniversity?
mibextid=LQQJ4d
 หรือเบอร์โทร.062-3245245 และ 081-6675340

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’ เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

https://www.naewna.com/local/851513

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’  เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’ เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ Chinese Plus วิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ประเทศจีน และบริษัทกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต อีคอมเมิร์ซ จำกัด ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เปิดโครงการ “Guijiang Workshop” และ “สถาบันอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีน-ไทย”เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ พัฒนาทักษะอีคอมเมิร์ซ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาไทยและจีน ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์ความร่วมมือด้านภาษาและวัฒนธรรมจีนของกระทรวงศึกษาธิการจีน โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย สมาคมครูจีนแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ธนาคารออมสินภาค 5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ภายในงานยังมีการจัดการแข่งขันกระชับมิตรการไลฟ์สดขายสินค้าออนไลน์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาจีน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีมมิ่งณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพฯ

ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดี สายงานวิชาการ DPU กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าสูงถึง 7.5 แสนล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% การขยายตัวนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ในวงการธุรกิจและการศึกษา เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าวมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จึงร่วมมือจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว และบริษัทนำเข้าส่งออกสินค้าอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น เพื่อจัดตั้งโครงการ Guijiang Workshop และสถาบันอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีน-ไทย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะระดับสากล พร้อมมุ่งเน้นผลิตนักอีคอมเมิร์ซที่มีความเชี่ยวชาญ จำนวน 300 คน ภายใน 3 ปี ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังได้นำจุดแข็งด้านการเรียนการสอน สาขาการค้าระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และภาษาจีนธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนจากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาต่อยอดความร่วมมือในครั้งนี้

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดี สายงานภาคีสัมพันธ์ DPU กล่าวว่า โครงการความร่วมมือนี้ ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีห้องไลฟ์สตรีมมิ่งจำนวน 6 ห้อง เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติการไลฟ์สดขายสินค้า นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมการค้าอีคอมเมิร์ซระหว่างไทยและจีน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของการเรียนการสอนอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตามการพัฒนาความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเตรียมความพร้อมบุคลากรสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ ผ่านการบูรณาการการเรียนการสอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

นายหยาง หง ประธานกรรมการ บจก.กุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต อีคอมเมิร์ซ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์บริษัทในการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนว่า บริษัทให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และนโยบาย BRI (Belt and Road Initiative) หรือโครงการเส้นทางสายไหมทางบกและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และ Multi-channel Network (MCN) ด้วยแอคเคาท์กว่าแสนราย มีผู้ติดตามกว่า 12 ล้านคน และยอดการรับชมสูงถึง 9,800 ล้านครั้ง สร้างรายได้กว่า 2 ร้อยล้านหยวนต่อปี สำหรับการส่งเสริมด้านการศึกษา บริษัทได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง โดยปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 2,000 คน เข้าร่วมโครงการเรียนรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ เราจึงมีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะทั้งในจีนและข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง

ศ.หวัง ฮวน เลขานุการเอก ฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนกว่า 200 แห่ง มีโครงการความร่วมมือกับกว่า 70 ประเทศ รวม 400 สถาบัน ดังนั้น โครงการความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมจีนกำลังขยายการลงทุนในไทย ซึ่งต้องการบุคลากรที่มีทักษะและเข้าใจวัฒนธรรมข้ามแดน โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนจะครบรอบ 50 ปี ความร่วมมือนี้จะเป็นคลื่นลูกใหม่ของการแลกเปลี่ยนทางการค้า วัฒนธรรม และองค์ความรู้ เป็นการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน และยังจุดประกายสำหรับการสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซระหว่างไทยและจีนอีกด้วย

ดร.โชติกานต์ จิราลักษณ์สกุล หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ DPU กล่าวว่า การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีมมิ่ง ระหว่างทีมแข่งขันจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ประเทศจีน และนักศึกษา DPU มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้สภาพจริงของอีคอมเมิร์ซและเข้าใจกระบวนการทำงานจริง ภายหลังการแข่งขันจะมีการอบรมอย่างเข้มข้น 3 วัน ระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคม 2567 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่นฯ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ ตั้งแต่กระบวนการตั้งราคา การทำโปรโมชั่น ไปจนถึงการกระตุ้นยอดขาย โดยบริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์มพิเศษที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถวางแผนการขายก่อนไลฟ์สด รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มจำลองการไลฟ์สดที่สามารถเก็บข้อมูลหลังบ้าน เพื่อนำไปวิเคราะห์การตลาดได้ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการศึกษาที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ในอนาคตมหาวิทยาลัยมีแผนขยายความร่วมมือ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทดังกล่าวมาเป็นวิทยากร และสอนบางรายวิชาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยจะใช้ห้องปฏิบัติการ Guijiang สตูดิโอ เป็นฐานฝึกปฏิบัติไลฟ์ขายสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคณะสามารถใช้ห้องสตูดิโอดังกล่าวในการฝึกไลฟ์สดได้

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’ เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

https://www.naewna.com/local/851510

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’  เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’ เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ชวนนักวิ่งและศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน BU มาร่วมวิ่งหรือเดินบนดินแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ร่มรื่นกับเส้นทางใหม่บรรยากาศทะเลสาบยามเช้า ร่วมสร้างสุขปันรักให้อบอุ่นหัวใจ มอบรายได้จากกิจกรรมเป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 05.00-07.20 น. ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สมัครวิ่งที่ https://race.thai.run/burun2025

ระยะทาง 10 km. ค่าสมัคร 700 บาท 5 km. ค่าสมัคร 500 บาท ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/burun.bangkokuniversity?mibextid=LQQJ4d หรือเบอร์โทร.
062-3245245 และ 081-6675340

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

https://www.naewna.com/local/851545

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

วันที่ 6 มกราคม 2668 นายพรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม และผู้บริหารมหาวิทยาลัยสยาม ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นการจัดคอร์สอบรมอาสาตำรวจจีน ที่มีบุคคลกร นักศึกษา และใช้สถานที่ในมหาวิทยาลัยในการจัดอบรม โดยระบุว่า โดยปกติทางมหาวิทยาลัยได้มีการจัดอบรมในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตอาสาจราจร เกี่ยวกับตำรวจและอินเทอร์เน็ต ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไรเนื่องจากมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่ในครั้งนี้ที่เกิดปัญหาเพราะมีการดำเนินการบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ตั้งแต่เกิดเรื่องได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัย ดำเนินการสอบสวนตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่มีการสอบสวนแล้วนั้น ได้ข้อสรุปออกมา ดังนี้

1.การอบรมอาสามัครตำรวจบ้าน เป็นโครงการจัดขึ้นโดยบุคคลภายนอกที่รู้จักกับฝ่ายต่างๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ และตำรวจกองบัคงคับการตำรวนครบาล 3 โดยมีนายหลี่ จาง ที่เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนานาชาติของมหาวิทยาลัยสยาม เป็นผู้ดำเนินการ และโครงการดังกล่าวไม่ได้ขออนุมัติจากมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าว จัดอบรมวันที่ 25 -27 ธันวาคม ซึ่งวันที่ 25 มีการใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัย ตรวจสอบแล้วไม่มีการขออนุญาตใช้สถานที่ ส่วนวันที่ 26-27 เป็นการอบรมนอกสถานที่
3.ที่มีหนังสือขอความร่วมมือไปยัง บก.น.3 เป็นหนังสือจากบุคคลภายนอกแต่มีการลงนามโดย นายลี่ จาง โดยใช้ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยโดยพละการโดยไม่ได้ขออนุมัติจากทางมหาวิทยาลัย โดยปกติจะต้องมีการลงชื่ออธิการบดีหรือบุคคลที่อธิการบดีมอบหมาย และไม่ได้ดำเนินการตามระบบของมหาวิทยาลัย

เงินที่มีการเรียกเก็บค่าอบรม จากการตรวจสอบ ยืนยันว่า ไม่มีเส้นเงินเข้า-ออกมหาวิทยาลัย รวมถึงของที่แจกผู้ร่วมอบรมก็เป็นบุคคลภายนอกดำเนินการทั้งหมด

นายพรชัย ยังบอกอีกว่าเอกสารที่ส่งไปยัง บก.น.3 นั้น มีจุดพิรุธหลายจุด เพราะเอกสารไม่มีเลขที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มีแค่ชื่อถนน เขต / ส่วนตราประทับที่ออกจากสารบรรณของมหาวิทยาลัยก็ไม่มี และในเนื้อหามีการใช้คำว่า “มหาวิทยาลัย” ปะปนกับคำว่า “วิทยาลัย” ซึ่งปกติแล้วจะใช้แค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น และวันที่มีการอบรมเป็นวันที่มหาวิทยาลัยหยุดการเรียนการสอนไปแล้ว ซึ่งโดยปกติจะไม่มีการจัดอบรมในช่วงเวลาที่ปิดเรียน

และยืนยันว่า มหาวิทยาลัยเป็นผู้เสียหาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว แต่เป็นการดำเนินการของบุคคลภายนอกโดยพละการที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงมหาวิทยาลัย โดยผลการประชุมจะมีบทลงโทษทางวินัยกับบุคคลของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย อาจารย์ 1 คน (นายลี จาง) และบุคลากร 1 คน ซึ่งตอนนี้ได้ส่งผลการสอบสวนไปยังกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแล้ว คาดว่าจะมีผลลงโทษภายใน 1-2 สัปดาห์ และเตรียมดำเนินคดีทางอาญา ในคดีแอบอ้างและใช้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

ส่วนกรณีวิทยากรที่เป็นตำรวจรู้จักกับบุคลากรในมหาวิทยาลัยหรือไม่ จากการสอบถามนายลี จาง บอกว่า รู้จักผ่านคนกลาง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเราไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ แต่ส่วนตัวอธิการบดีไม่รู้จักกับตำรวจที่เป็นวิทยากร

เมื่อถามว่ามหาวิทยาลัยมีความกังวลว่าผู้เข้ารับอบรมทั้งหมดจะนำบัตร และเครื่องแบบที่มีโลโก้สำนักการตำรวจแห่งชาติไปหลอกลวงชาวจีนหรือใช้เกี่ยวกับธุรกิจจีนเทาหรือไม่ นายพรชัย บอกว่าตนเองก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่เข้าใจว่าผู้ที่จัดอบรมน่าจะมีรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ และมหาวิทยาลัยจะเรียกทั้งหมดตามรายชื่อมาสอบสวนข้อเท็จจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แจ้งข้อหา’ผู้จัดชาวจีน’ ใช้สัญลักษณ์ตำรวจ ชักชวนอบรมฯอาสา

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

https://www.naewna.com/local/851482

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

6 มกราคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ และ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก  ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด และ กล่องดินสอ เป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  ณ ลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาค ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทั้งสิ้น 900,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 15.8 ล้านบาท

ในวันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดเข้าพบ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก สำหรับนำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ห้องสีม่วง  ตึกไทยคู่ฟ้า  ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 66 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ด้วย การมอบของขวัญให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” แบ่งปันความรัก ความสุขและเสริมการเรียนรู้ สร้างเด็กดีในวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติในอนาคต โดยมูลนิธิฯ ขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ ห่างไกลยาเสพติด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ทุกโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2568 ที่มอบให้ คือ “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง”

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

https://www.naewna.com/local/851468

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

‘ศุภมาส’สั่ง‘ม.สยาม’แถลงผลสอบคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’ด่วน ขณะที่‘ปลัด อว.’เผยทำหนังสือชี้แจงแล้ว ระบุมหาวิทยาลัยไม่รับรู้การดำเนินการ บุคลากรกระทำโดยพลการ ยันไม่มีผลประโยชน์-รายได้จากการจัดอบรม

6 มกราคม 2568 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการอบรมหลักสูตร “อาสาตำรวจคนจีน” ที่มีการอ้างถึงมหาวิทยาลัยสยาม (ม.สยาม) มีความร่วมมือกับสำนักงานสืบสวนกลาง กองบังคับการนครบาลภาค 3 โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวคนละ 38,000 บาท หรือไม่ ว่า หลังจาก น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษา คือ มหาวิทยาลัยสยาม ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งมหาวิทยาลัยสยามได้ทำหนังสือชี้แจงการตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับมาที่กระทรวง อว.แล้ว ในวันที่ 6 ม.ค.2568 สาระสำคัญมี 2 ประเด็น คือ

1. มหาวิทยาลัยสยาม ไม่รับทราบการดำเนินการดังกล่าว และการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปโดยพลการของบุคลากรมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยสยาม จะมีการสอบสวนและลงโทษต่อไป

2. มหาวิทยาลัยสยาม ยืนยันว่าการจัดอบรมดังกล่าวมหาวิทยาลัยไม่ได้มีผลประโยชน์หรือรายได้ใดๆ จากการจัดอบรมดังกล่าว    

“น.ส.ศุภมาส ได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยสยาม แถลงข่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสต่อสังคมโดยด่วน และหลังจากนี้หากยังมีข้อสงสัย หรือไม่ชัดเจนในประเด็นใด กระทรวง อว. ก็จะเข้าไปดำเนินหาข้อเท็จจริงตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

https://www.naewna.com/local/851456

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

6 ม.ค. 2568 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Khemthong Tonsakulrungruang” เนื้อหาดังนี้

เทอมนี้อ่านรายงานนิสิตแล้วพบว่า พวกเขาใช้แหล่งอ้างอิงจากออนไลน์แทบจะร้อยละร้อยในรายงาน ปัญหาคือพวกเขาใช้การค้นหาจาก Google ซึ่งแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะภาษาไทย ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ที่เยอะที่สุดน่าจะเป็นพวกรายงานเอกัตศึกษาของพวกหลักสูตรพิเศษในศาลรัฐธรรมนูญหรือพระปกเกล้า ทำให้คุณภาพของงานลดต่ำลงอย่างมาก ไม่มีความลุ่มลึก ไม่มีแหล่งอ้างอิงปฐมภูมิเลย

สมัยก่อน ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีไม่เยอะมาก ตอนทำรายงาน นอกจากห้องสมุดคณะนิติศาสตร์แล้ว ตอนนั้นยังต้องเดินไปห้องสมุดรัฐศาสตร์ หอกลาง แล้วก็อักษร ยืมหนังสือมาอ่าน ถ้าค้นหาข้อมูลออนไลน์ ตอนนั้นถูกบังคับให้ใช้ WestLaw กับ LexisNexis

เรื่องการพึ่งพาแหล่งข้อมูลจากออนไลน์เป็นหลัก น่าจะมีจากหลายสาเหตุ ทั้งความจำกัดของเวลา เนื่องจากรายงานหลายฉบับน่าจะเขียนไม่เกินห้าถึงเจ็ดวัน เลยไม่มีเวลาค้นข้อมูลลึกซึ้งอะไรมาก หลายคนเลิกมามหาวิทยาลัยแล้ว เลยนั่งอยู่หน้าจอ กับเทคโนโลยีที่หลอกให้เราเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ในอินเตอร์เน็ต มาบรรจบกัน แทนที่โลกในยุคสารสนเทศจะทำให้เราเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น เยอะขึ้น ดีขึ้น คุณภาพความรู้ที่ได้กลับเลวร้ายลง

อินเตอร์เน็ตทำให้โลกแคบลง ทุกอย่างมาอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่เส้นขอบฟ้าของเราก็แคบลงเร็วกว่าอินเตอร์เน็ตเสียด้วย

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

https://www.naewna.com/local/851353

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ระบบการตั้งชื่อโดเมน (Domain Name System – DNS)” มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของอินเตอร์เนต โดยจะทำหน้าที่แปลงชื่อโดเมน เช่น http://www.abc.com ให้เป็น IP Address เช่น 122.950.34.138 ที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน โดย DNS นั้น เปรียบเหมือนสมุดโทรศัพท์ ในขณะที่ IP Address เปรียบเสมือนหมายเลขโทรศัพท์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า DNS จะเป็นระบบที่สำคัญและถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน แต่การรักษาความปลอดภัยของระบบก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึงเป็นอันดับต้นๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform), ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Domain Name System Security Extensions (DNSSEC) ระบบที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและปกป้องข้อมูลในระบบ DNS

“DNSSEC คืออะไร” : Domain Name System Security Extensions (DNSSEC) เป็นชุดโปรโทคอล (protocol) ความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบ DNS ซึ่งเป้าหมายหลักของ DNSSEC คือการรับรองความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล DNS เพื่อลดโอกาสและป้องกันผู้ใช้จากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มาจากหลากหลายวิธี อาทิ การปลอมแปลง DNS (DNS Spoofing)

โดยการส่งข้อมูลปลอมเพื่อหลอกผู้ใช้ให้ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย และการใส่ข้อมูลเสียหายลงในแคช (Cache Poisoning) โดยข้อมูลที่ถูกแก้ไขหรือปลอมแปลงจะถูกบันทึกในแคชของDNS Resolver ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้จำนวนมาก เป็นต้น ทั้งนี้ DNSSEC จะใช้เทคนิคการเข้ารหัสเพื่อยืนยันว่าข้อมูล DNS ที่ผู้ใช้ได้รับนั้นถูกต้องและมาจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกดักจับระหว่างทาง

“DNSSEC ทำงานอย่างไร” : DNSSEC ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (Public Key Infrastructure – PKI) ในการลงนามดิจิทัลข้อมูล DNS เพื่อรับรองความถูกต้อง โดยมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1.การสร้างคู่กุญแจ (Key Pair Generation) ซึ่งประกอบไปด้วย กุญแจสาธารณะ (Public Key) และกุญแจส่วนตัว (Private Key) สำหรับกุญแจสาธารณะนั้นจะถูกเผยแพร่ใน DNSในขณะที่กุญแจส่วนตัวจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย

2.การลงนามดิจิทัล (Digital Signatures) โดยกุญแจส่วนตัวจะถูกนำไปใช้ในการสร้างลายเซ็นดิจิทัลสำหรับข้อมูล DNS ซึ่งลายเซ็นนี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในคำตอบ DNS เพื่อยืนยันความถูกต้อง และ 3.การตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) เมื่อ Resolver ได้รับข้อมูล DNS ที่ลงนามแล้ว จะใช้กุญแจสาธารณะเพื่อตรวจสอบลายเซ็น หากลายเซ็นถูกต้อง Resolver จะยอมรับข้อมูล แต่หากไม่ถูกต้อง จะปฏิเสธข้อมูลนั้นทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี

“ข้อดีของ DNSSEC” : จากที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า DNSSEC นั้นมีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่ด้านความถูกต้องของข้อมูล (Data Authenticity) ที่ใช้รับรองว่าข้อมูล DNS นั้นถูกต้องและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้, การตรวจจับการแก้ไข (Tamper Detection) ที่ใช้ป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูล DNS โดยไม่ได้รับอนุญาต และการใช้งานเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ (Trustworthy Browsing) ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์

“การใช้งานในโลกจริง” : หลักการของ DNSSEC ในการรับรองความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลยังถูกนำไปใช้ในระบบความ
ปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ธุรกรรมออนไลน์ เพื่อรับรองการสื่อสารที่ปลอดภัยระหว่างธนาคารและลูกค้า, ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificates) เพื่อยืนยันความถูกต้องของซอฟต์แวร์หรือเอกสาร และการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication) เพื่อป้องกันรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ด้วยเทคนิคการเข้ารหัส

“ข้อจำกัดและความท้าทาย” : แม้ว่า DNSSEC จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ DNS ได้อย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาอีกด้วยเช่นกัน อาทิ ความซับซ้อนในการใช้งาน (Implementation Complexity) ซึ่งการตั้งค่า DNSSEC ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคสูง และหากมีข้อผิดพลาดอาจทำให้ระบบขัดข้องได้, ผลกระทบต่อประสิทธิภาพ (Performance Overhead) โดยการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติมอาจทำให้การแก้ไข DNS ช้าลงเล็กน้อย และ อัตราการนำไปใช้งาน(Adoption Rates) อาจยังไม่ครอบคลุมมากพอ ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของ DNSSEC ยังไม่เสถียรมากนัก

สุดท้ายนี้ DNSSEC ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนตโดยการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของ DNS จากการปลอมแปลงและการแก้ไขข้อมูล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้น แม้ว่า DNSSEC จะยังเผชิญกับความท้าทายในด้านการนำไปใช้งาน แต่ประโยชน์ของ DNSSECทำให้กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบความปลอดภัยในโลกดิจิทัลนั่นเอง!!!

‘Young Digital Citizen Creators’ สร้างเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ

https://www.naewna.com/local/851355

‘Young Digital Citizen Creators’ สร้างเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ

‘Young Digital Citizen Creators’ สร้างเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “Open House โครงการเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ (Young Digital Citizen Creators)” ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลเทคโนโลยี (D Tech) ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ย่านงามดูพลี-สาทร เมื่อช่วงปลายเดือนธ.ค. 2567ที่ผ่านมา

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดความปลอดภัยบนสื่อออนไลน์สำหรับเด็ก ระหว่างปี 2560-2566 จากกลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 8-18 ปี จำนวน 351,376 คน ทั่วโลก โดยสถาบันดีคิว (DQ Institute) รายงานว่า เด็กและเยาวชน 70% ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี ซึ่งประเด็นความเสี่ยงทางไซเบอร์จะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เช่น การรับเนื้อหาและการติดต่อที่มีความเสี่ยง การกลั่นแกล้ง และการใช้เทคโนโลยีเกินความจำเป็น

สอดคล้องกับสำรวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ ปี 2565 กลุ่มตัวอย่างอายุ 9-18 ปี จำนวน 31,965 คน โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบมีเด็ก 81% ที่มีแท็บเลตหรือสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง และกว่า 85% ใช้โซเชียลมีเดียเกือบทุกวัน 54% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจาร โดยเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป 12% เคยถูกคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ (Online Grooming)

ซึ่ง สสส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะที่มีทักษะเท่าทันสื่อ มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและตรวจสอบสื่อจึงร่วมกับสมาคมเครือข่ายฯ พัฒนาโครงการ Digital Citizen Creators นำร่องในโรงเรียนระดับมัธยมสังกัดกรุงเทพมหานคร 6 แห่ง เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ 24 ทีม จำนวน 240 คน ได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นนักสื่อสารสุขภาวะ

ผ่านการออกแบบสื่อในรูปแบบคลิปวีดีโอภาพวาดดิจิทัล และอินโฟกราฟิก เพื่อใช้สื่อสารรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึง ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเพื่อนร่วมวัยได้ โดยผลงานของน้องๆ ทุกทีมปีนี้ สะท้อนถึงขีดความสามารถและทักษะในการสื่อสารที่โดดเด่นและแตกต่าง ทำให้ผลงานที่ออกมาสามารถใช้งานสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของสื่อดิจิทัล

จอห์น รัตนเวโรจน์ ประธานสมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลเทคโนโลยี (D Tech) กล่าวว่า โครงการ Digital Citizen Creators มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลในเด็กและเยาวชน และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยพัฒนาสังคมออนไลน์ให้เป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพ ดำเนินงานผ่านการจัดกิจกรรมเดินสาย Road Show ให้ความรู้กับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายเกี่ยวกับการรับมือภัยดิจิทัล สร้างทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ (Digital Vaccine powered by DQ)

เสริมภูมิคุ้มกันให้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่ได้รับจากภัยดิจิทัล เช่น ข่าวลวง ภัยจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การเท่าทันข้อมูลยุคเอไอ เพิ่มทักษะการตรวจสอบคลิป รูปภาพ รวมทั้งถึงทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง critical thinking เกิดชมรมเยาวชนอาสาสมัครเฝ้าระวังสื่อในโรงเรียนทั้ง 6 แห่ง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนพัฒนาทักษะในการผลิตสื่อดิจิทัลที่สร้างสรรค์ในประเด็นมุ่งเน้นตามกรอบทิศทางการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะของ สสส. อีกด้วย โดยเยาวชนทั้ง 24 ทีม ที่เข้าร่วมพัฒนาทักษะในการผลิตสื่อดิจิทัล

ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตผลงานเพื่อใช้รณรงค์ให้ข้อมูลภัยดิจิทัลในหัวข้อต่างๆ เช่น เวิร์กช็อปการใช้งานโปรแกรมตัดต่อ สำหรับสร้างสรรค์ผลงาน และกิจกรรมให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ผลงานของเยาวชนทั้ง 24 ทีม ที่พัฒนาเสร็จสิ้นแล้ว จะเผยแพร่อย่างเป็นทางการบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ D Tech Association และสำหรับผลงาน 4 ชิ้น ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโจทย์การผลิตสื่อประเภทภาพเคลื่อนไหว (Motion Media) ได้แก่ 1.ทีม QEDs โรงเรียนประชานิเวศน์ ผลงานเรื่อง การรับมือกับข้อมูลเท็จ

และทีม Mega ล่าฝัน โรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ ผลงานเรื่อง ภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า และโจทย์การผลิตสื่อประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ (Print Media) ได้แก่ ทีม เหล่ากบอ๊บโอ่ยบินได้ โรงเรียนนาหลวง ผลงานเรื่อง ปัญหาการกลั่นแกล้งและการคุกคามทางเพศ และทีม มปณ. ก้าวไกล รู้ใช้เทคโนโลยี โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส ผลงานเรื่อง การรับมือกับข้อมูลเท็จ จะถูกนำไปใช้ Road Show เพื่อขยายผลต่อในโรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ เป็นต้นแบบสื่อสารรณรงค์ให้เด็กและเยาวชนเข้าใจถึงภัยอันตรายจากโลกออนไลน์ต่อไป

สถานการณ์ภาคประชาสังคมไทย ‘สุขภาพแย่-เป็นหนี้-เงินออมไม่พอ’

https://www.naewna.com/local/851356

สถานการณ์ภาคประชาสังคมไทย ‘สุขภาพแย่-เป็นหนี้-เงินออมไม่พอ’

สถานการณ์ภาคประชาสังคมไทย ‘สุขภาพแย่-เป็นหนี้-เงินออมไม่พอ’

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ขับเคลื่อนสุขภาวะองค์กรกลุ่มภาคประชาสังคม ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ม.ส.ท.) เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ที่ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ว่า ที่ผ่านมาการทำงานของภาคประชาสังคมต้องเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาที่ซับซ้อน ส่งผลต่อแรงกดดัน ความเครียด และพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลให้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้โดยไม่รู้ตัว

ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจสถานการณ์สุขภาพและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคในกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม 39 แห่งทั่วประเทศ ปี 2567 โดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า คนภาคประชาสังคมมีปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเร่งด่วนในมิติ Happy Body Happy Relax และ Happy Money โดยสาเหตุความเครียดมาจากภาระงานที่หนัก สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย รับประทานอาหารเน้นหวาน มัน เค็ม การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีเงินออมที่เพียงพอ ดังนั้น คนทำงานภาคประชาสังคม จึงควรได้รับการดูแลจากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะมิติความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

ขณะที่ ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของคนวัยทำงาน จากรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2566 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ไทยมีคนวัยทำงานอยู่ 39 ล้านคน ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องสุขภาพป่วยโรค NCDs ที่น่าสนใจยังพบว่ากลุ่มโรค NCDsที่คร่าชีวิตคนวัยทำงานมากที่สุดอันดับ 1 คือ โรคเบาหวานรองลงมาคือ โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง มีสาเหตุจากการขาดการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารหวานมัน เค็ม

ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ สอดคล้องกับผลสำรวจสถานการณ์สุขภาพและปัจจัยปัญหาพฤติกรรมสุขภาพคนทำงานกลุ่มภาคประชาสังคมในองค์กรภาคประชาสังคม 72 แห่ง 23 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2567 โดย สสส. และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบคนวัยทำงานภาคประชาสังคมมีปัญหาหนี้สิน 93% รับประทานอาหารรสชาติหวาน มัน เค็ม สูง 97% มีภาวะเครียดจากการทำงาน 66% ติดแอลกอฮอล์ 60.6% และเผชิญภาวะอ้วนลงพุง 32.45

ทั้งนี้ สสส. ได้ร่วมกับ พส. และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีของคนทำงานในภาคประชาสังคม การพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กร ปั้นให้เกิดนักสร้างสุของค์กรผู้นำสุขภาพ 250 คน มุ่งเป้านำร่องในองค์กรภาคประชาสังคม50 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมขยายผลให้เกิดเป็นโมเดลต้นแบบองค์กรสุขภาวะภาคประชาสังคมนำร่อง 5 แห่ง ภายในปี 2569 ที่พัฒนาให้คนวัยทำงานมีคุณภาพชีวิตที่เข้มแข็ง พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน พิสิฐ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดี พส. เปิดเผยว่าพส. ได้จัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 2 มีเป้าหมายสำคัญ คือการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อการพัฒนาสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสุขภาวะของประชาชน ชุมชน

รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ขององค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการร่วมกันสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานองค์กรสุขภาวะกลุ่มภาคประชาสังคม นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานให้มีสุขภาวะตามแนวคิด Happy 8 และ Happy Workplace ของ สสส. รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็ง เกิดกลไกการขับเคลื่อนงานองค์กรสุขภาวะอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน