‘โตไปไม่สูบ’ชวนเยาวชนชาวใต้ สร้างนวัตกรรมรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า

https://www.naewna.com/local/851354

‘โตไปไม่สูบ’ชวนเยาวชนชาวใต้  สร้างนวัตกรรมรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า

‘โตไปไม่สูบ’ชวนเยาวชนชาวใต้ สร้างนวัตกรรมรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ร่วมกับศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็กและเยาวชน และเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง (บุหรี่ไฟฟ้า) 20 โรง ใน 10 จังหวัดภาคใต้ จัดเวที “โตไปไม่สูบ”เวทีโชว์ แชร์ เด็กใต้สร้างสื่อนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสร้างความตระหนักรู้อันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน ไม่ตกเป็นเหยื่อนักสูบหน้าใหม่ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นมหันตภัยร้ายต่อเด็กและเยาวชน

โดยจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ภาคใต้มีอัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุดทุกรอบการสำรวจ โดยปี 2564 อยู่ที่ 22.4%สูงกว่าอัตราสูบทั้งประเทศ 17.4% สอดคล้องกับสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการกรุงเทพมหานคร สำรวจเยาวชน 40,164 คนทั่วประเทศ เมื่อเดือนพ.ค. 2567 พบกลุ่มเด็ก เยาวชน สูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 18.6%

โดยมีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้ 61.23% และบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน 50.2% สะท้อนว่าเยาวชนยังขาดความรู้และความเข้าใจผลกระทบจากการสูบบุหรี่ที่ถูกต้อง เพราะบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเสพติดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งระบบหายใจ ระบบหลอดเลือดสมอง ระบบประสาทและสมองและอื่นๆ สสส. จึงต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้เด็ก เยาวชน ไม่ตกเป็นเหยื่อนักสูบหน้าใหม่

นายชัยวุฒ บุตรแหล่ ผู้จัดการโครงการป้องกันเด็กไทยไม่ตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้า PROTECTNEW GEN เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้จัดคาราวานบ่มเพาะคนรุ่นใหม่เพื่อปลุกไอเดียไม่ตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้า 23 พื้นที่ โดยมีกลุ่มเด็กและเยาวชน เข้าร่วม 2,343 คน และได้ร่วมสนับสนุนโรงเรียนเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง (บุหรี่ไฟฟ้า) 20 โรง

โดยได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานและถอดบทเรียน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อวันที่ 19-20 ธ.ค. 2567 ที่โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยจัด 1.เวที Showcase นำเสนอผลงานเด่นสื่อสารลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ 2. Walk rally ผ่านการจัดนิทรรศการ 3.World Café แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อยอดความรู้ นวัตกรรมลดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อค้นหา Best Practice และสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังลดปัจจัยเลี่ยง

นายฮาริส มาศชาย ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า โตไปไม่สูบ เป็นแคมเปญที่เครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง (บุหรี่ไฟฟ้า) ได้ช่วยกันออกแบบกระบวนการสร้างกิจกรรมรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาโดยมีบอร์ดเกม โตไปไม่สูบ พัฒนาโดยกลุ่มไอเกลอนิสิต มหาวิทยาลัยทักษิณ นำมาใช้รณรงค์เพื่อปกป้องเด็กไทยจากภัยอันตรายบุหรี่ไฟฟ้าตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเยาวชนให้เกิดการรวมกลุ่มการเล่นอิสระ

และมีพื้นที่ในการพูดคุยสะท้อนปัญหา และหาทางออกจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า ได้นำไปใช้กับกลุ่มเยาวชนกว่า 2,000 คน พบว่า บอร์ดเกมช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ให้รู้เท่าทันภัยบุหรี่ไฟฟ้า ช่วยฝึกเข้าสังคม สื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญต่อเยาวชน ในการฝึกการปฏิเสธไม่เอาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายและแรงจูงใจ ฝึกการควบคุมอารมณ์และความเครียดเมื่อถูกกดดันจากตัวเกมหรือผู้เล่นคนอื่น และมีส่วนช่วยดึงให้เยาวชนลดการติดจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ หันมามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

ผศ.ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า เวทีโชว์ แชร์ เด็กใต้สร้างสื่อนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า มีความน่าสนใจในหลายมิติ โดยเฉพาะแกนนำเยาวชน นอกจากมีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว ยังสามารถสร้างภาวะผู้นำทางความคิดให้เกิดการต่อยอดและขยายผลกับกลุ่มเพื่อนได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงกลุ่มพี่เลี้ยงครูที่สร้างระบบในการร่วมจัดการจัดการความรู้ ร่วมสร้างนวัตกรรมต้นแบบลดปัจจัยเสี่ยงของบุหรี่ไฟฟ้า และขยายผลไปยังห้องเรียนได้อย่างน่าสนใจรวมถึงกลไกของโรงเรียนที่นำไปสู่นโยบาย ทำให้การทำงานในทุกระดับของเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง(บุหรี่ไฟฟ้า) ทั้ง 20 โรงเรียน ที่กระจายถึงเด็กมากกว่า 15,000 คน

‘ปลัด อว.’ จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม ‘อาสาตำรวจจีน’ ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

'ปลัด อว.' จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม 'อาสาตำรวจจีน' ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

‘ปลัด อว.’ จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม ‘อาสาตำรวจจีน’ ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

“ศุภชัย ปลัด อว.“  จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม “อาสาตำรวจจีน” ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

วันที่ 3 มกราคม 2568 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคอร์สอบรม “อาสาตำรวจคนจีน” ที่มีมหาวิทยาลัยสยามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ว่า หลังจากที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. สั่งการให้กระทรวง อว. เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ทางกระทรวงก็ได้ประสานกับทางมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด โดยจะมีหนังสือไปถึงมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง และให้เวลามหาวิทยาลัยให้ความชัดเจนและรายงานข้อเท็จจริงกลับมาที่กระทรวง อว. ภายในวันที่ 6 มกราคม นี้

“กระทรวง อว.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับหลายฝ่าย ซึ่งมีความละเอียดอ่อน จึงต้องมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่ยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน โปร่งใสและยุติธรรม เพื่อไม่ให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบอุดมศึกษาของประเทศ” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว 

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน’เจ้าอาวาสสติแตก’พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน'เจ้าอาวาสสติแตก'พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน’เจ้าอาวาสสติแตก’พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ มีคำสั่งถอดถอนเจ้าอาวาสสติแตก พ้นทุกตำแหน่ง หลังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป เป็นเหตุให้ไม่เกิดความศรัทธา กระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก

1 ม.ค.67 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความ ว่า กรณีเจ้าอาวาสสติแตก! เหตุเกิด ณ วัดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ว่า มีญาติโยมได้ขอเข้าไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด จึงแจ้งกับพระลูกวัด หลังจากนั้นพระลูกวัดจึงไปนำเรียนเจ้าอาวาส และกลับลงมานั่งรอเจ้าวาส แต่เนื่องจากเจ้าอาวาสมาที่ศาลาการเปรียญล่าช้า พระลูกวัดจึงรับสังฆทานเอง ทั้งนี้ มีเจตนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับญาติโยม เมื่อเจ้าอาวาสลงมาเห็นพระลูกวัดรับสังฆทานเองจึงโวยวาย และแสดงอาการไม่พอใจตามที่ปรากฏในคลิป

เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์นมัสการเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้น เพื่อโปรดทราบและพิจารณาตามความเหมาะสม

ล่าสุดเพจ พจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้โพสต์คำสั่งเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ที่ 22/2567 เรื่องถอดถอนพระสังฆาธิการออกจากตำแหน่งหน้าที่ ใจความว่า ด้วย พระครูกิตติวรรโณภาส (สุภาพ) เจ้าคณะตำบลไพรขลา-หนองเรือ เจ้าอาวาสวัดศรัทธาวารี ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ประพฤติตนไม่เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อที่ 6 (3) เป็นเหตุให้ไม่เกิดความศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนที่พบเห็น ทั้งยังกระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก ซึ่งปรากฏหลักฐานตามสื่อออนไลน์

ทั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดสอบสวนได้ความจริงแล้ว ถ้าจะให้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่คณะสงฆ์

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 54 (1) แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

จึงถอดถอน พระครูกิตติวรรโณภาส (สุภาพ) เจ้าคณะตำบลไพรขลา-หนองเรือ เจ้าอาวาสวัดศรัทธาวารี ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567

OKMD – TK Park – มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้

OKMD – TK Park - มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้

OKMD – TK Park – มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

OKMD – TK Park – มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรม เสริมสร้างการเรียนรู้ เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD กล่าวว่า ในปี 2568 OKMD และหน่วยงานภายใน ได้แก่ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)  และ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีแผนพัฒนาขยายผลต้นแบบแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิภาค มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการจัดการความรู้ ได้เตรียมจัดกิจกรรมตลอดช่วงเดือน มกราคม 2568 เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนคนไทยดังนี้

1.พัฒนาและขยายผลต้นแบบแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิภาค ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เกาะลิบง (มุมความรู้ลิบง) โดย OKMD มีแผนจะลงพื้นที่เพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง ให้เป็นพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบ “มุมความรู้ลิบง” เพื่อให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ Creative Workshop สำหรับเด็ก เยาวชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน/ผู้ประกอบการ ในระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

2 มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านการจัดการความรู้ โดยจัดกิจกรรมขยายผลการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง Brain – based Learning OKMD ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรกระบวนการในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเสริมสร้างสมรรถนะการสอนสำหรับครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21” ให้กับครูปฐมวัยโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะการสอนและการจัดประสบการณ์ให้กับครู และเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆในการดูแลเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 โดยกิจกรรมจัดขึ้นในวันที่ 24 – 25 มกราคม 2568 นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการ 20 ปี TK Park THE CATALYST OF CHANGE สร้างการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ TK Park กำหนดจัดนิทรรศการ 20 ปี TK Park THE CATALYST OF CHANGE สร้างการเปลี่ยนแปลง ในวันที่ 24 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568  ณ อุทยานการเรียนรู้ต้นแบบและบริการ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยแบ่งออกเป็น 9 โซนได้แก่ 1.ต้นแบบห้องสมุดมีชีวิต และห้องสมุดยุคใหม่ในรอบ 20 ปี 2. Activities Zone นำเสนอตัวอย่างกิจกรรมที่เคยจัดขึ้น  ภายในห้องสมุดที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้และสัมผัสกับวัตถุจัดแสดงด้วยประสบการณ์จริง เช่น ไดโนเสาร์ ปลากัด แมลง กะทิกะลา นม วิถีสวนครัว 3. Interactive Zone ปลุกชีวิตตัวละครจากเกมส์สร้างสรรค์ มาโลดเล่นผ่านโลกดิจิทัลด้วยเทคนิค Projection Mapping  4. นักเรียนรู้ตลอดชีวิต 5. Timeline เปรียบเทียบการดำเนินงานตลอด 20 ปี ของ TK Park กับเหตุการณ์เด่นของโลกที่น่าสนใจ 6.สำรวจวิจัยการอ่านในรอบ 20 ปี 7. Then & Now 8. Digital Post-it แสดงความคิดเห็นออนไลน์กับ 2 คำถาม ‘อยากเห็น TK Park ในอนาคตเป็นแบบไหน’ และ ‘นักเรียนรู้ตลอดชีวิตของคุณเป็นอย่างไร’ 9. ภาพอนาคต TK Park และศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (National Knowledge Center: NKC) และจุดประกายการเรียนรู้ เนื่องในวาระ 20 ปี TK Park ไปกับวงเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์  กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ พร้อมเพลิดเพลินไปกับการแสดง โชว์ ดนตรี ละคร และ Movie Book Club ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจมากมาย 

3. ร่วมกับพันธมิตร/ภาคีเครือข่ายในการรณรงค์ให้คนไทยอยากเรียนรู้ โดยจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ  ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่วนกลาง OKMD จะเข้าร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 เวลา 08.00 – 15.00 น. ณ บริเวณภายในอาคารตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในธีม “Brain – based Learning” เพื่อเชิญชวนเด็กและเยาวชนร่วมเรียนรู้และสนุกไปกับกิจกรรมการเล่น กระตุ้นการใช้ประสาทสัมผัสองค์รวมผ่านกิจกรรมการเล่นที่หลากหลายรูปแบบ ที่ได้รับทั้งความรู้ และความสนุกสนาน   

ส่วน TK Park  จัดกิจกรรม Kids รอด ปลอดภัย เสริมสร้างความรู้เพื่อเตรียมตัว รู้รอด จากอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ เหตุการณ์ไม่คาดฝันให้เด็กพร้อมรับมือเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัย โดยผ่านเกมต่างๆ ณ อุทยานการเรียนรู้ เช่นเดียวกับ มิวเซียมสยาม จัดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด CHILDREN’s FESTIVITY  X MAPPA INTERGENERATION โดยร่วมกับ แมปป้า ฟล็อก เลิร์นนิ่ง บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสร้างสรรค์ของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมและพัฒนาระดับสติปัญญา ความฉลาดทางอารมณ์ ส่งเสริมความสุขสนุกสนานกับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ไปพร้อมกับการเชื่อมโยงคนต่างวัยจากรุ่นสู่รุ่น และยังมี กิจกรรม “เรื่องเล่นที่ไม่เคยถูกเล่า” ที่จะขึ้นภายใต้แนวคิด Learning from anywhere และ untold play stories โดยจะมีนิทรรศการเกี่ยวกับการละเล่นที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง เช่น การละเล่นของเด็กในวัง และมีกิจกรรม workshop ประดิษฐ์ของเล่นย้อนวัย ณ ห้องคลังความรู้ อีกด้วย

ดร.ทวารัฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ OKMD ยังได้ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร Gen Green ที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะการสื่อสารเพื่อความยั่งยืนสำหรับนิสิต นักศึกษา ให้ได้รับความรู้และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการสร้างสรรค์การสื่อสารด้านความยั่งยืน เกิดแรงบันดาลใจ ในการนำแนวคิดความยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสร้างสรรค์และเกิดผลเชิงบวกต่อสังคม ส่วนมิวเซียมสยาม มีแผนจัดกิจกรรม Activity Series : Cross Culture / Intergeneration 2025 เดือนมกราคม 2568 ในหัวข้อ “ส่องสรรพในประวัติศาสตร์ ว่าด้วยนานาสัตว์” เรื่อง นกในเมือง (Birds in the City) เพื่อต่อยอดการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และเรื่องราวรอบตัว ไปจนถึงประเด็นทางสังคม และค่านิยมพลเมืองในศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ทางสังคมแก่สาธารณชน ณ มิวเซียมสยาม และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ เว็ปไซต์ https://www.okmd.or.th/

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงนามถวายพระพร 'ในหลวง-พระราชินี' เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.55 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก. ร่วมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพร ในครั้งนี้ ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 มกราคม 2568

 

ครม.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

ครม.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล'ในหลวง-พระราชินี' เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

ครม.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.30 น.

คณะรัฐมนตรีลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

วันที่ 1 ม.ค. 68 เวลา 08.15 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและภริยา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  และนายพิชัย นริพทะพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย

รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยาทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ดังนี้

ชุดที่ 1 รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกรัฐมนตรี ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี”
ชุดที่ 2 รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และภริยา ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส”
ชุดที่ 3 ภริยารักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยารองนายกรัฐมนตรี ในนาม “คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี”

จากนั้น รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล ถัดจากนั้น รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยา และรองนายกรัฐมนตรีและภริยา ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ประธานศาลฎีกา กล่าวคำอวยพรปีใหม่ 2568

ประธานศาลฎีกา กล่าวคำอวยพรปีใหม่ 2568

ประธานศาลฎีกา กล่าวคำอวยพรปีใหม่ 2568

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

วันที่ 1 มกราคม 2568 นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา อวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ดิฉันและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลตลอดจนพระบารมีแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาลประทานพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนิรันดร์

หนึ่งปีที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมตามบทบาทหน้าที่ในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตลอดจนการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยยึดมั่นในความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ และปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมตลอดมา เมื่อดิฉันเข้าดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาในวันที่ 1 ตุลาคม 2567  ดิฉันกำหนดแนวนโยบายในการทำงานของตุลาการภายใต้หลักคิดที่ว่า“ยึดมั่นในหน้าที่ ตามวิถีตุลาการ” โดยมุ่งหมายให้ตุลาการทุกท่านตระหนักรู้ถึงความสำคัญ
ในบทบาทหน้าที่ของตน และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนดำรงตนตามแบบอย่างอันดีงามของบรรพตุลาการซึ่งได้วางรากฐานการตุลาการไทยอย่างมั่นคงแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 140 ปี

เนื่องด้วยในปัจจุบัน  เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท และมีอิทธิพลอันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และพฤติกรรมของคนในสังคมอย่างรวดเร็ว ศาลยุติธรรมจึงเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชน เพื่อเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึกระบวนการทางการศาล ไม่ว่าจะเป็นระบบการยื่นฟ้องคดีและการยื่นคำร้องในคดีแพ่งทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่าระบบ e-filing ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม หรือ CIOS ซึ่งจะมีการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่าย สะดวก เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนในการเข้าถึงความยุติธรรม เพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนและทนายความ 

ทั้งนี้ศาลยุติธรรมยังคงมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวก รวดเร็วตลอดจนพัฒนาระบบให้มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานในทุกๆ มิติ

ดิฉันขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้โปรดมั่นใจว่า ศาลยุติธรรมยังคงเป็นองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยืนหยัดปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยยึดมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนด้วยมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติสืบต่อไป

ในศุภวาระอันเป็นมงคลนี้ ดิฉันในนามของคณะข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ ตลอดจนพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ตลอดจนมีกำลังกายและกำลังใจที่เข้มแข็งมีสติตั้งมั่นที่จะดำรงอยู่บนความถูกต้อง พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกประการ เพื่อความสงบสุขสถาพรของพี่น้องประชาชนชาวไทยตลอดไป 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

รายงานพิเศษ : ‘อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน’ มอบของขวัญปีใหม่ 2568 ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์-จยย.ฟรี!

รายงานพิเศษ : ‘อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน’  มอบของขวัญปีใหม่ 2568  ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์-จยย.ฟรี!

รายงานพิเศษ : ‘อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน’ มอบของขวัญปีใหม่ 2568 ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์-จยย.ฟรี!

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมอาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2568 พร้อมปล่อยขบวนคาราวานอาชีวะอาสาช่วยประชาชน ในกิจกรรมอาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับกระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก และเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า ก่อนการเดินทางฟรี 150 จุดบริการ ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ., นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหาร สอศ. นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ., นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน, นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก,กองบังคับการตำรวจทางหลวง, นายวัชระ กระแสร์ฉัตร์รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน ร่วมในพิธีเปิดณ บริเวณเค้กบ้านสวน สาขา 2 ถนนพหลโยธิน ฝั่งขาออก กม.ที่ 76 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน เปิดเผยว่า โครงการอาชีวะอาสาช่วยประชาชน ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องแต่วันนี้เพิ่มมิติด้วยการมาเปิดที่เค้กบ้านสวน วังน้อยซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนแวะพักรถ จึงเลือกเป็นจุดให้บริการตรวจสภาพรถให้กับประชาชน เพื่อเป็นการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางจราจรอันนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตตามนโยบายรัฐบาล โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงได้ระดมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจิตอาสา และครู อาจารย์ สาขาวิชาช่างยนต์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ ร่วมกับกรมขนส่งทางบก และภาคีเครือข่าย ตั้งจุดบริการอาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน ครอบคลุม 77 จังหวัด จำนวน 150 ศูนย์บริการ ตามเส้นทางถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.2567-5 ม.ค. 2568 ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. และถึงเวลา 24.00 น. ณ จุดบริการในพื้นที่สำคัญ โดยจุดสังเกต คือ เต็นท์สีส้ม ซึ่งจะมีป้ายบอกทางเป็นระยะก่อนถึงศูนย์บริการ ซึ่งภายในศูนย์จะให้บริการตรวจเช็คสภาพความพร้อมของรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และรถจักรยานยนต์ รวมถึงการซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การให้บริการพักผ่อนเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ฟรี รวมไปถึงการให้บริการนอกพื้นที่กรณีฉุกเฉินระยะทาง 5 กม. ห่างจากจุดให้บริการด้วยรถโมบาย และรถจักรยานยนต์ Fix it จิตอาสา ตลอดจนแนะนำเส้นทางและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ตั้งจุดบริการ น้ำมันเครื่องวัสดุอุปกรณ์ จากภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ปิโตรเลียมไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท Bangkok ATV Adventures บริษัท เค้กบ้านสวน จำกัด และร้านตี๋ม่อ ท่าพระ มาร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับการบริการประชนชนมากขึ้น

“กิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนชาวไทยในโอกาสเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2568 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ระหว่างสถานศึกษากับภาครัฐและภาคเอกชน สร้างให้เด็กนักเรียน อาชีวศึกษา
มีจิตอาสาบริการสังคม ทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมกับได้ฝึกทักษะจากการปฏิบัติงานจริง ส่วนพี่น้องประชาชนที่ใช้รถไฟฟ้าก็ขอให้สบายใจได้ เพราะศูนย์อาชีวะ สามารถดูแลได้ด้วย และจากที่เดินชมบูธให้บริการถือว่าผ่าน แสดงว่ามาตรฐานการศึกษาของเราใช้ได้ มีมิติที่เปลี่ยนแปลงในรอบปีที่ผมมาบริหารก็ถือว่ากระทรวงเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาตรฐานการศึกษามีมากขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถค้นหาข้อมูล สอบถาม และการขอความช่วยเหลือเบื้องต้น ผ่านช่องทาง Application : อาชีวะอาสา ผ่านระบบ Android / Line Official : ID : @vecrsa /Facebook : อาชีวะอาสา สอศ.และ Website : อาชีวะอาสา ก็จะเห็นว่ามีจุดบริการอาชีวะอาสาอยู่ที่ใดบ้าง

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สอศ.ได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และภาคีเครือข่ายพันธมิตร จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อให้บริการส่งมอบความสุขและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทางกลับบ้านในช่วงปีใหม่นี้ และเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวะจิตอาสา สาขาช่างยนต์
สาขาอื่นๆ และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นร่วมให้บริการ 150 จุด บริการบนถนนสายหลักและถนนสายรอง พร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ในการให้บริการดูแลรถยนต์สันดาปและรถยนต์อีวีรวมถึงรถจักรยานยนต์ เพื่อให้รถมีความพร้อมในการเดินทางกลับบ้านช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างปลอดภัย และให้บริการนวดผ่อนคลายความเมื่อยล้า บริการผ้าเย็น เครื่องดื่ม อาหาร บริการที่พักผ่อนก่อนออกเดินทางต่ออย่างปลอดภัย

‘Digital Bus’ ส่งเสริมการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ตระหนักรู้อาชญากรรมทางไซเบอร์-พลังงานสะอาด

https://www.naewna.com/local/850541

‘Digital Bus’ ส่งเสริมการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม  ตระหนักรู้อาชญากรรมทางไซเบอร์-พลังงานสะอาด

‘Digital Bus’ ส่งเสริมการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ตระหนักรู้อาชญากรรมทางไซเบอร์-พลังงานสะอาด

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก กลุ่มนักเรียนและประชาชนในชุมชนได้มารวมตัวกันภายใต้หลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่งติดตั้งใหม่ เพื่อรับฟังคำอธิบายจากหัวเว่ยและผู้ติดตั้ง เกี่ยวกับการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่เพียงแต่ในห้องสมุดสาธารณะ แต่ยังสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอโครงการ “ดิจิทัล บัส เพื่อสังคม” (Digital Bus) ซึ่งได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพลังงานสะอาด การตระหนักรู้ด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ดิจิทัลบัสดังกล่าวได้ทำการฝึกอบรมนักเรียนกว่า 4,500 คน ใน 10 จังหวัดพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน

นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ภายใต้โครงการ #TECH4ALL ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มในการสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัลระดับโลกของหัวเว่ย โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหัวเว่ย, เจเอ โซลาร์, องค์การยูเนสโก และกระทรวงศึกษาธิการโดยมีเป้าหมายในการนำโซลูชั่นพลังงานสะอาดและโอกาสทางดิจิทัลไปสู่ 11 โรงเรียนและศูนย์ชุมชน พร้อมพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและทักษะทางดิจิทัลให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืน

โครงการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่เป็นการบริจาคอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ (PV) แต่เป็นการสร้างเส้นทางสู่ความยั่งยืนและโอกาสในการพัฒนา โดยการติดตั้งระบบพลังงานทดแทนในโรงเรียนและส่งเสริมทักษะทางเทคนิค โครงการนี้จึงเป็นการตอบโจทย์ความท้าทายในด้านการศึกษาและพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร

โครงการนี้ได้รับการขับเคลื่อนด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.โรงเรียนสีเขียวสำหรับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา – การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงเรียนมัธยมศึกษา พร้อมการฝึกอบรมครูและนักเรียนเกี่ยวกับประโยชน์และการดำเนินงานของพลังงานสะอาด, 2.โรงเรียนสีเขียวสำหรับการศึกษาด้านวิชาชีพ – การเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคให้แก่นักเรียนในสถาบันการศึกษาเทคนิคและวิชาชีพ ผ่านการเรียนรู้และการปฏิบัติงานกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเตรียมความพร้อมพวกเขาสู่การทำงานในภาคพลังงานทดแทนที่กำลังเติบโต 3.ชุมชนสีเขียว – การสนับสนุนห้องสมุดสาธารณะและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยระบบพลังงานทดแทน พร้อมโปรแกรมการศึกษาดิจิทัลเคลื่อนที่ รวมถึงการฝึกอบรมด้านพลังงานสะอาดและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผ่านโครงการดิจิทัล บัส (Digital Bus)

สองแห่งแรกที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นรูปธรรม มีดังนี้ 1.วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษก หนองจอก : สถาบันการอาชีพนี้จะนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับการบริจาคมาใช้ในการสอนนักเรียนเกี่ยวกับการติดตั้ง การบำรุงรักษา และการดำเนินงานของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการจ้างงานในอนาคต, 2.ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ้านนา : ศูนย์ชุมชนที่ให้การฝึกอบรมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานสะอาดและการรู้เท่าทันดิจิทัล โดยมุ่งหวังที่จะเติมเต็มช่องว่างทักษะในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร

ความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความยั่งยืนและการปฏิรูปการศึกษา เป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ สอดคล้องกับความพยายามในการปรับปรุงระบบการศึกษาและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนด้วยทักษะที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการในอนาคต แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ : การเข้าถึงการศึกษาด้านพลังงานสะอาดและการรู้เท่าทันดิจิทัลยังคงมีความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

“โครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงแค่โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) แต่เป็นการลงทุนระยะยาวในเยาวชนและอนาคตของประเทศไทย” นายเดวิด หลี่ ประธาน
เจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประเทศไทย กล่าว “การผสานโซลูชั่นพลังงานสะอาดเข้ากับการศึกษาผ่านการปฏิบัติจริง เรามุ่งหวังที่จะสร้างแบบอย่างสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและการสร้างความเท่าเทียม”

ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเจเอ โซลาร์ กล่าวว่า ด้วยภารกิจในการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประโยชน์แก่โลก เจเอ โซลาร์ มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรชั้นนำที่มีความยั่งยืน เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของประเทศไทย และเสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติให้กับนักเรียน โครงการนี้สะท้อนถึงความ
มุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในชุมชน

ครูจากโรงเรียนท้องถิ่น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญและประโยชน์ของโครงการนี้ว่า “โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่มีอิทธิพลเนื่องจากเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทระดับโลกและโรงเรียนท้องถิ่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า การบริจาคอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์จะมอบโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน”

โครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่มอบทรัพยากรที่สำคัญให้กับนักเรียนและชุมชน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางของนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ในอนาคต หัวเว่ย,เจเอ โซลาร์ และพันธมิตรจะขยายขอบเขตของโครงการนี้โดยเชิญชวนองค์กรต่างๆ เข้าร่วมภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและเครื่องมือให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ยั่งยืน

‘บอร์ดคุรุสภา’ เห็นชอบการจัดงานวันครูครั้งที่ 69

‘บอร์ดคุรุสภา’ เห็นชอบการจัดงานวันครูครั้งที่ 69

‘บอร์ดคุรุสภา’ เห็นชอบการจัดงานวันครูครั้งที่ 69

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 12/2567 พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม โดยที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้ 1.เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักศึกษา ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2561) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2.เห็นชอบให้แต่งตั้ง นายภิญโญ ทองเหลา เป็นกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ โดยให้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ที่ตนแทน

3.การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว ดังนี้ 3.1 ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 25 แห่ง รวมจำนวน 50 หลักสูตร , 3.1.1 ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 22 แห่ง จำนวน 46 หลักสูตร ประกอบด้วย 1.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม 3.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด 4.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ 5.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ศรีล้านช้าง จังหวัดเลย 6.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัยศาสนศาสตร์เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 7.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร จังหวัดยโสธร 8.มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จังหวัดสมุทรปราการ 9.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 10.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จังหวัดนครปฐม 11.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 12.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป จังหวัดนครปฐม 13.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 14.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 15.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 16.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 17.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง จังหวัดพัทลุง 18.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 19.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี จังหวัดลพบุรี 20.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย 21.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และ 22.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง

3.1.2 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 3 แห่ง จำนวน 3 หลักสูตร ประกอบด้วย 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร 2.มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด และ 3.มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา, 3.1.3 ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 1 แห่งจำนวน 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติตนตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินฯ จำนวน 2,269 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ประกอบด้วย 1.หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน881 คน 2.หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,357 คน และ 3.หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 31 คนและมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สุดท้ายนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบ ถึงการจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 วันที่ 16 ม.ค. 2568 ภายใต้แก่นสาระ เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็กฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ โดยจัดงานวันครูพร้อมกันทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน (Blended) ทั้งนี้ ส่วนภูมิภาคจัดขึ้นณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือตามที่เห็นสมควรและสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ส่วนกลางจัดขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา และบริเวณรอบคุรุสภา และรูปแบบ Online ผ่าน Platform http://www.wankru.ksp.or.th โดยกราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เป็นประธานในพิธีงานวันครู มอบสาร มอบคำขวัญวันครูและมอบรางวัล จำนวน 2 รางวัล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) มอบสาร และมอบรางวัลจำนวน 6 รางวัล รวมทั้งหมด 8 รางวัล จำนวน 1,207 คน