‘ประเสริฐ’เผย‘รัฐบาล’เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

https://www.naewna.com/local/848883

‘ประเสริฐ’เผย‘รัฐบาล’เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

‘ประเสริฐ’เผย‘รัฐบาล’เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.57 น.

“ประเสริฐ”เผย”รัฐบาล”เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา เร่งพัฒนาแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ ยกระดับทักษะดิจิทัล รองรับ Learn to Earn เรียนรู้มีรายได้ สร้างอาชีพระหว่างศึกษา

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยลงการลงพื้นที่และการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ระดับชาติ ณ โรงเรียนหนองน้ำใส ต.หนองน้ำใส อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 พร้อมมีการประชุม Online อบรมเชิงปฏิบัติการการใช้งานระบบสารสนเทศ Thailand Zero Dropout ณ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่มีทุกภาคส่วนในจังหวัดนครราชสีมา และท้องถิ่นทั้ง 333 แห่ง ว่า การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาของชาติอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง หรือ THAILAND ZERO DROPOUT เน้นการแก้ปัญหาใน 4 ประเด็น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ได้แก่ 1.การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 2.การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐานเพื่อลุยดูแลกลุ่มเป้าหมาย 3.การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน และ 4.การสร้างรายได้ไปพร้อมกับการเรียนรู้

นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังจัดทำโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ เพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เรียนรู้มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต ผ่านรูปแบบ Learn to Earn โดยจะมีการจัดเก็บข้อมูลด้านการศึกษา การฝึกอบรม การจัดหางาน ความต้องการตลาดแรงงาน และเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยการเรียนรู้ และการจับคู่ตำแหน่งงาน Job Matching นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการการทํางานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง การศึกษา (กสศ.) และ แพลตฟอร์ม EWE (E-workforce ecosystem) ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ในการพัฒนากําลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพให้เป็นมืออาชีพ เพื่อความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงระบบการเทียบโอนสมรรถนะที่มีประสิทธิภาพ และเที่ยงตรงเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกําลังคน เพื่อรองรับการช่วยเหลือกลุ่มที่ หลุดจากระบบการศึกษา

นายประเสริฐ กล่าวว่า นโยบายลดความเหลื่อมล้ำเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ณ ตรงจุดที่อยู่นี้มี ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้โรงเรียนและชุมชน เช่น การ ให้บริการนักเรียนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการค้นคว้าหาข้อ มูล และองค์ความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกคน รวมถึงการใช้ อินเทอร์เน็ตนอกเวลาเรียน

“ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งสําคัญที่จะทําให้มาตรการเหล่านี้สําเร็จ คําตอบอยู่ที่การดําเนินงาน ระดับพื้นที่จังหวัด อําเภอ ตําบล และหมู่บ้าน “เราทุกคนเป็นเจ้าของเรื่องนี้ร่วมกันครับ” การแก้ปัญหา THAILAND ZERO DROPOUT ต้องอาศัยทุกคนในชุมชน ทุกอําเภอ ทุกตําบล ทุก หมู่บ้าน ช่วยกันดูแลเด็กและเยาวชนของเรา เพราะพวกเขาคืออนาคตของประเทศไทย จังหวัด นครราชสีมา หรือโคราชเป็นเมืองที่มีศักยภาพและเปี่ยมไปด้วยโอกาสมากมาย การที่จะพัฒนา ไปข้างหน้าได้ ต้องมีรากฐานกําลังคนที่เข้มแข็ง เราต้องไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย เด็กและ เยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว เพราะเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคํา เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน สร้างโอกาสให้เด็ก และเยาวชนทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ” นายประเสริฐ กล่าวย้ำ

โลกเปลี่ยนไว!‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้AIเพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง

https://www.naewna.com/local/848879

โลกเปลี่ยนไว!‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้AIเพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง

โลกเปลี่ยนไว!‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้AIเพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

โลกเปลี่ยนไว! AIเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งระดับบุคคลและสถาบันการศึกษา

21 ธันวาคม 2567 ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) เปิดเผยว่า จากกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิด 2568 โอกาสไทย ทำได้จริง เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาและวางรากฐานเพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย พร้อมกับการผลักดันให้คนไทยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล นั้น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ในฐานะโรงเรียนวิทยาศาสตร์ต้นแบบของรัฐ ได้ถอดบทเรียนการดำเนินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ AI และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานประชุมวิชาการ Thailand-Japan Education Leaders Symposium (TJ-ELS 2024) ครั้งที่ 3 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล

ดร.วรวรงค์ กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความสามารถในการเรียนรู้และให้เหตุผลคล้ายกับมนุษย์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนรายบุคคลได้ การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ และช่วยลดเวลาและภาระครู เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนได้ แต่ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก ไม่มีรูปแบบสำเร็จรูป และปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ซึ่งบุคลากรทางการศึกษายังต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน และถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาทั้งในระดับบุคคลและสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

“MWIT เริ่มใช้ AI ตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน และดำเนินการทดลองใช้ทั้งโรงเรียนในสามมิติ คือ การจัดการเรียนการสอน การทำโครงงานวิจัย และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยมุ่งเน้นการค้นหารูปแบบและวิธีการเรียนรู้ที่เพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ระหว่างครูและผู้เรียน เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน การนำ AI ทั้ง Machine Learning และ Deep Learning มาเป็นส่วนหนึ่งของการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานในองค์กร ตามลำดับ ซึ่งเราได้ถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องในองค์กร” ดร.วรวรงค์ กล่าว

ดร.สาโรจน์ บุญเส็ง หัวหน้าฝ่ายบริหารการเรียนรู้และระบบโรงเรียนประจำ และครูผู้สอนวิชาเคมีโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้นำเสนอผลการถอดบทเรียนของ MWIT ในงาน TJ-ELS 2024 เรื่อง “AI in Action: Transforming Education at a Science High School, MWIT” โดยเล่าถึงตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในการสร้างหลักสูตรของโรงเรียนโดยค้นหาแนวทางการประเมินสมรรถนะผู้เรียนโดยการสังเกตพฤติกรรม การสร้างคำถามเพื่อนำมาสู่การอภิปรายในชั้นเรียน การสร้างโค้ดเพื่อนำเสนอข้อมูลกราฟและสมการ การปรับปรุงคุณภาพเนื้อหา การให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการรายวิชา การสืบค้นข้อมูลและสนับสนุนการเขียนโครงงานวิจัยของนักเรียน

ดร.สาโรจน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงเรียน เราได้ใช้งาน AI ทำงานที่หลากหลาย เช่น การเขียนโครงการ การสร้างขั้นตอนการทำงาน (Flow Chart) การตอบอีเมล์ ร่างจดหมายราชการ การสร้างกำหนดการกิจกรรม การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การสร้างสคริปต์ของพิธีกร ซึ่งเทคโนโลยี AI ช่วยให้บุคลากรในโรงเรียนประหยัดเวลาในการทำงานที่ซับซ้อน สร้างคุณค่าของการทำงานได้มากขึ้น ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักเรียน แต่ยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาเชิงรุกในยุคดิจิทัล

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒินั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘สอวช.’โชว์ผลงานปี67 นำประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

https://www.naewna.com/local/848873

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒินั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘สอวช.’โชว์ผลงานปี67 นำประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒินั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘สอวช.’โชว์ผลงานปี67 นำประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.26 น.

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒิ นั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘ศุภมาส’เป็นประธานประชุมนัดแรก ด้าน‘สอวช.’และหน่วยบริหารจัดการทุน นำเสนอผลงานประจำปี 2567 มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 8/2567 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม และมีประเด็นนำเสนอสำคัญต่อที่ประชุมคือ การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. ชุดใหม่ และการรายงานผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดการประเมินผลการปฏิบัติงานของ สอวช. และหน่วยบริหารจัดการทุน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอต่อที่ประชุม เรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. ชุดใหม่ ตามคำสั่งสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ 4/2567 ประกอบด้วย 1. ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย 2. ศาสตราจารย์ (วิจัย) ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต 3.รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม 4. นายนฤตม์ เทิดสถิรศักดิ์ 5.นายชนะภูมี และ 6. นายธีระวัฒน์ ลิมปิบันเทิง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2567 และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี

จากนั้น ดร.สุรชัย ได้รายงานผลการดำเนินงานของ สอวช. ในปีงบประมาณ 2567 ว่า สอวช. ได้ออกแบบนโยบายและกลไกด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของประเทศเพื่อยกระดับไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ มีเป้าหมายสำคัญคือ ยกระดับธุรกิจนวัตกรรม ผลักดันผู้ประกอบการธุรกิจฐานนวัตกรรม 1,000 ล้าน 1,000 ราย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำด้วย อววน. 1 ล้านคน สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงขึ้นเป็น 25% ให้ทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว

ดร.สุรชัย กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมา สอวช. มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

1. ยกระดับประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยการสร้างแพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสเกลอัพสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

2. เตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยลดระยะเวลาเข้าสู่ตลาดของ Future Food นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม 500,000 ล้านบาทในปี 2570 และได้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ พร้อมโปรแกรมการเตรียมกำลังคนรองรับการลงทุนมูลค่า 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันให้เกิดมาตรฐานและการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV-Conversion) นำไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์เพื่อเป็น EV hub ของโลก โดย สอวช. เป็นประธานขับเคลื่อนจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง และได้ร่วมก่อตั้งสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงไทยด้วย

3. นโยบายนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยจัดทำโจทย์วิจัยสำหรับพื้นที่สูง เพื่อบรรจุในแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รวมทั้งพัฒนา Social Enterprise Incubation Platform เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้ประกอบการเพื่อสังคม ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และยังได้จัดทำกลไกนวัตกรรมการศึกษา เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา

4. นโยบายลดก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยการสร้างระบบนิเวศส่งเสริมกลไก อววน. มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 1 พื้นที่นำร่องของประเทศไทย และสร้างแพลตฟอร์มสนับสนุน 50 มหาวิทยาลัย สู่เป้าหมาย Net Zero 

5. เพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูง เพิ่มขึ้นเป็น 25% โดยสร้างแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สนับสนุนการพัฒนากำลังคนร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนใช้มาตรการ Thailand Plus Package พันฒนาทักษะแรงงาน STEM 10,189 ตำแหน่ง จาก 186 บริษัท และได้ผลิตหลักสูตร STEM 1,157 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้สำรวจความต้องการบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมรายอุตสาหกรรม พ.ศ. 2568 – 2572

6. University Transformation เกิดต้นแบบการผลิตคนสมรรถนะสูง ผ่านกลไก Higher Education Sandbox ร่วมกับเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม และทดลองผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการในระยะเร่งด่วน โดยปัจจุบันมีหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์รวม 16 หลักสูตร ตั้งเป้าหมายการผลิตกำลังคน 26,045 คน และ

7. เพิ่มประสิทธิภาพระบบ อววน. จากระบบการจัดสรรงบประมาณรูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์การวิจัยตามพันธกิจและเป้าประสงค์ของแต่ละกระทรวง เกิดแนวนโยบายบูรณาการ การนำเข้าและเชื่อมโยงข้อมูลด้าน อววน. เพื่อความเป็นเอกภาพของข้อมูลระบบ อววน. แบบไร้รอยต่อ

ดร.สุรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สอวช. ยังได้จัดทำข้อริเริ่มเชิงนโยบาย โดยนำ อววน. เข้าสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติ ได้แก่ 1. การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรม 2. เตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 3. นโยบายนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก 4. ระบบนิเวศส่งเสริมกลไก อววน. มุ่งเป้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) 5. พัฒนาแพลตฟอร์มบูรณาการมาตรการและกลไกสนับสนุนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และ 6. ปรับระบบการอุดมศึกษาให้เพิ่มคุณภาพชีวิตบัณฑิต

ด้านหน่วยบริหารและจัดการทุน ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) 2. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ 3. หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ก็ได้นำเสนอผลงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 ด้วยเช่นเดียวกัน โดย บพค. ได้นำเสนอถึงการสนับสนุนทุนตลอดปีงบประมาณ 2567 จำนวน 965.32 ล้านบาท ให้กับ 46 หน่วยงาน โดยมีผลงานเด่น ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัยตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างเครือข่ายและขับเคลื่อนงานวิจัยด้านการพัฒนากำลังคนทักษะสูง

ด้าน บพท. นำเสนอผลงานการยกระดับฐานะทางสังคมด้วยการจัดทำแพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด (PPAP) โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ในส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ได้จัดทำแพลตฟอร์ม Local Enterprises เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบอาชีพ เกิดการพัฒนาและยกระดับ “คน ของ และตลาด” ในส่วนของ บพข. ปีงบประมาณ 2567 สามารถยกระดับนวัตกรรมพร้อมเข้าสู่เชิงพาณิชย์ 185 รายการ ยกระดับผู้ประกอบการ 133 ราย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับงานวิจัยตามมาตรฐานสากล 123 รายการ สร้างกำลังคนทักษะสูง 833 คน เพิ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 8,049 คน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 4,800 ล้านบาท

‘ศุภมาส’ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ

https://www.naewna.com/local/848816

'ศุภมาส' ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ

‘ศุภมาส’ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 08.42 น.

รัฐมนตรีศุภมาส ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ พร้อมปล่อยขบวนรถคาราวานลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

วันที่ 19 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหารหน่วยงาน ร่วมปล่อยขบวนรถคาราวานลำเลียงสิ่งของเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมมอบหมายหน่วยปฏิบัติการ “ผู้พันวิทย์ อว.” กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำทีมโดย นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ลงพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการแก้ไขปัญหา เช่น แก้ไขปัญหาเพื่อให้มีน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย โดยบริหารจัดการในพื้นที่ ให้มีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำดูแลน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยในสภาวะวิกฤตจำเป็นเร่งด่วน ในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดชุมพร ก่อนจะกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทุกที่พื้นที่ประสบอุทกภัย ให้ทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือ  ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัด อว. ลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ในจังหวัดชุมพร และ ลงพื้นที่ โดยคาราวานรถลำเลียงสิ่งของจำเป็นนี้จะเดินทางตรงไปยัง จ.ชุมพร 

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจำนวนมาก และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภค โดยที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้ส่งรถคาราวานลำเลียงสิ่งของลงไปพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดสงขลา เพื่อกระจายความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเร่งด่วนในพื้นที่ 3 จังหวัด  และครั้งนี้เกิดวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ต่อเนื่องส่งผลกระทบพี่น้องปะชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตนจึงเร่งสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด อว. ระดมให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการ “ผู้พันวิทย์ อว.” กรมวิทย์ฯ บริการ ดูแลเรื่องระบบน้ำดื่มในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเพื่อให้มีระบบน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย โดยนำเครื่องกรองน้ำที่กรมวิทย์ฯ บริการ ได้พัฒนาให้สามารถกรองสนิมเหล็ก ตะกอน กลิ่น คลอรีน หินปูนหรือความกระด้างในน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ ซึ่งเครื่องกรองน้ำนี้ สามารถกรองน้ำได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องกรองน้ำคุณภาพดี ประสิทธิภาพสูง ราคาประมาณ 50,000 บาทเท่านั้น การดูแลรักษาทำได้ง่าย โดยพี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาปีละประมาณ 1,000 บาท  ทำให้ชุมชนมีระบบน้ำดื่มคุณภาพสะอาดปลอดภัยอย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ หน่วยงาน อว. ได้นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นไปส่งมอบให้ผู้ประสบภัย ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ครีมทากันยุง ยาหมองน้ำ และสิ่งของจำเป็นตามความต้องการ เช่น น้ำดื่ม นมกล่อง ขนม อาหารกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

สำหรับภารกิจการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลดนั้น  กระทรวง อว. จะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนและหน่วยงานในพื้นที่ ในการนำองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม  แก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากผู้ใดประสงค์จะร่วมสนับสนุนปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถติดต่อนำสิ่งของมาร่วมบริจาคได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว.เพื่อประชาชน ” อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โทรศัพท์ Call center 1313
 

‘คุรุสภา’เปิดธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 68

https://www.naewna.com/local/848746

'คุรุสภา'เปิดธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 68

‘คุรุสภา’เปิดธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 68

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.08 น.

“อมลวรรณ” เผย ธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 2568 ชูหัวข้อ “เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็กฉลาดรู้  ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ชวนร่วมกิจกรรมระลึกถึงพระคุณครู และกิจกรรมวิชาการเพื่อพัฒนาวิชาชีพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า วันที่ 16 มกราคมของทุกปี เป็น “วันครู” สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้กำหนดจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 ภายใต้หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็กฉลาดรู้  ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดยจัดพร้อมกันทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ มีกิจกรรมที่หลากหลาย ในรูปแบบผสมผสานทั้ง Onsite และ Online เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์, ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน ตลอดจนส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดี หรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า การจัดงานวันครูวันที่ 16 มกราคม 2568 ในส่วนกลาง ณ หอประชุมคุรุสภากระทรวงศึกษาธิการ ได้เรียนเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีงานวันครู มีการคารวะครูอาวุโสของนายกรัฐมนตรี โดยถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) และ Online ทางยูทูปและฟซบุ๊กแฟนเพจคุรุสภา กิจกรรมวันครูนั้น จะเริ่มตั้งแต่ภาคเช้า ในพิธีทำบุญตักบาตรวันครู พิธีบูชาบูรพาจารย์ และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี จากนั้นมีพิธีมอบรางวัลของคุรุสภาและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้มีการปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 การเสวนาทางวิชาการ การอภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาคุณภาพการศึกษา และพัฒนาวิชาชีพครู ขณะที่การจัดงานในส่วนภูมิภาค มีการจัดกิจกรรมที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สถานที่ที่เหมาะสม และมีการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2568 ด้วย

“สำหรับธีมงานวันครู พ.ศ. 2568 “เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจ ปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็กฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” มีแนวคิดมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเด็กที่ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านการผสมผสานเทคโนโลยี ความร่วมมือของครู และบรรยากาศการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความสุข ความคิดสร้างสรรค์ และความก้าวหน้า เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้นของประเทศ ขอเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมวันครู ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งบัตรคารวะครูออนไลน์ และตักบาตรออนไลน์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการเสวนาทางวิชาการ ชมนิทรรศการวิชาการออนไลน์ของผู้ได้รับรางวัลของคุรุสภา และรางวัลอื่นๆ การอบรมผ่านหลักสูตรออนไลน์เพิ่มพูนสมรรถนะเพื่อการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวน 2 หลักสูตร และบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา โดยติดตามรายละเอียดและเข้าร่วมได้ทาง http://wankru.ksp.or.th ระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 30 เมษายน 2568 หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.ksp.or.th ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว. 

‘เสมา 1’พร้อม’สพฐ.’เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีที

https://www.naewna.com/local/848731

'เสมา 1'พร้อม'สพฐ.'เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีที

‘เสมา 1’พร้อม’สพฐ.’เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีที

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.58 น.

“เสมา 1″พร้อม”สพฐ.”เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีทีสู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีสำหรับนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น Thailand-Japan Student ICT Fair 2024 (TJ-SIF 2024) โดยมีนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครูและนักเรียน เข้าร่วม ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล

โอกาสนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยกับหน่วยงานการศึกษาของญี่ปุ่น จนสามารถจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรมไอซีทีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ สร้างสรรค์ผลงาน และพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษาและวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนทางด้าน STEM สู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้เยาวชนตระหนักถึงการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้การสนับสนุนนักเรียนได้เรียนในสิ่งที่ชอบตามความถนัดและสนใจ อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาแบบ Anywhere Anytime

“ขอชื่นชมนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะการนำปัญหาของคนในชุมชนเรื่องการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดสตูลที่สามารถเก็บเกี่ยวได้เฉพาะหน้าร้อน มาศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาระบบควบคุมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกด้วยระบบ IoT เช่น ระดับความเค็ม แสง การไหลเวียนน้ำ สารอาหาร โดยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และการขยายผลสู่ชุมชน สอดคล้องตามแนวนโยบาย Learn to earn เพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างอาชีพ การมีรายได้ระหว่างเรียน สร้างชุมชนการค้าที่เข้มแข็งภายในโรงเรียน สนับสนุนการเรียนรู้ด้านการประกอบธุรกิจและส่งเสริมให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการจัดการธุรกิจด้วยตนเองต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา กล่าวว่า งานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ทางด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 ธันวาคม 2567 เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กับกลุ่มโรงเรียนในโครงการ Super Science High Schools และสถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางด้านไอซีที ของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดการเรียนรู้ของครู และการแข่งขัน Game Programming Hackathon ภายใต้การเป็นที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โดยมีกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง สถาบันการศึกษาที่เน้นการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 18 แห่ง กลุ่มโรงเรียนในโครงการ Super Science High Schools ประเทศญี่ปุ่น 14 แห่ง และ สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น 11 แห่ง จำนวนกว่า 1,000 คน เข้าร่วมงาน

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 1. การนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีจำนวน 137 ผลงาน ในรูปแบบ Poster Presentation และ Oral Presentation 2. นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีและหุ่นยนต์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 3. การบรรยายด้าน ICT โดยนักวิทยาศาสตร์ไทยและญี่ปุ่น 4. ICT Workshop สำหรับนักเรียน 5. การศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้าน ICT ในจังหวัดสตูล 6. การประชุมวิชาการผู้นำทางการศึกษาระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น (TJ-ELS 2024) ในหัวข้อ AI for Education

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีผลงานสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีของนักเรียนที่น่าสนใจ อาทิ หุ่นยนต์อัตโนมัติสำหรับสวนโกโก้ ที่ใช้ GPS ในการอ้างอิงตำแหน่งของตัวเอง ตรวจจับและทำนายโรคของผลโกโก้จากภาพที่ถ่าย การส่งข้อมูลและการควบคุมผ่านเว็บแอปพลิเคชันจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช การพัฒนาแอปพลิเคชันที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการแชร์รูปภาพบนโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยนักศึกษา Hachinohe KOSEN ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น โดยผู้ที่สนใจสามารถชมนิทรรศการออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://tj-sif2024.pcshsst.ac.th/member/ex_proj.php

– 006

OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด มั่นใจติดปีกเยาวชนมีความรู้ด้านการเงินลงทุน

https://www.naewna.com/local/848649

OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด มั่นใจติดปีกเยาวชนมีความรู้ด้านการเงินลงทุน

OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด มั่นใจติดปีกเยาวชนมีความรู้ด้านการเงินลงทุน

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 08.37 น.

OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด เด็กเยาวชนร่วมกิจกรรมทะลุเป้า มั่นใจได้รับการติดปีกความรู้ด้านการเงินและการลงทุน และสามารถพัฒนาสู่นักลงทุนที่มีศักยภาพในอนาคต

19 ธ.ค.67 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ  OKMD แถลงผลสำเร็จตลอดปี 2567 ของ โครงการ Fin Lab : คาราวานความรู้ตลาดทุนรุกสู่ภูมิภาค และบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ (New Gen) เข้าสู่ตลาดทุน ร่วมกับ นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้อำนวยการ  กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ผู้สนับสนุนหลักของโครงการ นายเศรษฐพล ธรรมจินดา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ นายชนินทร์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีการศึกษา สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความเผยแพร่องค์ความรู้ทางการเงินผ่านตลาดทุนให้กับเด็กเยาวชน และคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 13-18 ปี ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในด้านการเงินการลงทุนผ่านตลาดทุน สร้างทัศนคติการลงทุนที่ดี รวมทั้งพัฒนาให้เป็นคนต้นแบบ ที่สามารถขยายผลองค์ความรู้ดังกล่าวไปสู่คนรอบข้างและครอบครัว อันนำไปสู่การเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งมีเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วมโครงการกว่า 70 หน่วยงาน โดยสามารถนำองค์ความรู้ทางการเงินการลงทุนไปขยายผลในรูปแบบต่างๆ หลากมิติ ทั้งมุมความรู้ในเชิงกว้าง และมุมความรู้ในเชิงลึก

“ความรู้ในเชิงกว้าง” ได้แก่ (1) Online Platform ที่เด็กทุกคนสามารถใช้เครื่องมือเข้าถึงข้อมูลจากคลิปองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงวัยทั้ง 6 ด้าน  ได้แก่ รายได้ การออม รายจ่าย การลงทุน การจัดการหนี้ และภัยการลงทุน โดยมีการเผยแพร่ผ่าน E-Book ที่เกี่ยวข้องกับทักษะการจัดการทางการเงิน การออม และการบริหารการลงทุนผ่านตลาดทุนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ Knowledge Portal และ TK Read รวมทั้งสื่อออนไลน์ในโซเชียลมีเดีย เช่น FB TikTokและช่องทางออนไลน์ของ OKMD โดยมีผู้เข้าถึงองค์ความรู้มากกว่า 6 ล้านคน/ครั้ง (2) Knowledge Corner

โดยพัฒนาการเชื่อมโยงและกระจายมุมความรู้ด้านการเงินการลงทุนในพื้นที่เป้าหมายโดยติดตั้งไว้ 14 แห่ง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ศรีสะเกษ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ลำปาง ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สิงห์บุรี ชลบุรี และภูเก็ต มีผู้เข้าถึงองค์ความรู้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2567 จำนวนน 543,636 คน (3) Knowledge Kiosk Alive โดยการสร้างสรรค์ชุดความรู้เผยแพร่ผ่าน Kiosk TV ซึ่งนำเสนอความรู้ด้านการเงินการลงทุนและประชาสัมพันธ์แหล่งเรียนรู้การเงิน 24 แห่ง พร้อมติดตั้งไว้ที่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง พิษณุโลก พิจิตร อุดรธานี อุบลราชธานี สิงห์บุรี กาญจนบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี สมุทรสาคร พังงา นครศรีธรรมราช กระบี่ ภูเก็ต สงขลา และกรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าถึงองค์ความรู้ จนถึงพ.ย. 2567 จำนวน 335,901 คน 

“ความรู้ในเชิงลึก” มุ่งเน้นในการพัฒนาคน ประกอบด้วย (1) Knowledge Market : การจัดตลาดนัดความรู้ในพื้นที่ 8 จังหวัด ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต และยะลา โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ตลาดทุนของนักลงทุนรุ่นใหม่ และคาราวานความรู้จากหน่วยงานภาคีเครือข่ายกว่า 32 หน่วยงาน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจด้านการเงินการลงทุนจาก กองทุนการออมแห่งชาติ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สมาคมยุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วม 10,117 คน เกินความคาดหมายที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3,500 คน (2) Fin Lab Online Bootcamp : การจัดค่ายอบรมบ่มเพาะ เชิงลึกออนไลน์ เน้นสร้างบุคลากรต้นแบบรุ่นใหม่ด้านการเงินและการลงทุนในภูมิภาค และพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีน้องๆ ระดับชั้นม.ต้น และม.ปลายกว่า 1,000 คนเข้าร่วมอบรม (3) กิจกรรม Fin Lab Hackathon : ฝึกฝนให้เยาวชนที่เข้าร่วมอบรม รวมทีมและระดมสมองจัดทำโครงงาน รู้จักวางแผน กำหนดเป้าหมาย และฝึกกระบวนการคิด วางแผนทางการเงิน บริหารผลตอบแทนและความเสี่ยง มีทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายมากกว่า 58 ทีม

ทีมชนะเลิศระดับ ม.ต้น ได้แก่ ทีมออมคำ Project จากร.ร.บ้านแม่ง่อนขี้เหล็ก จ.เชียงใหม่ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมDebt Free จากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร.ร.นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ กรุงเทพฯ รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Smart Money Life Gamification จากร.ร.เซนต์คาเบรียลและร.ร.โยธินบูรณะ กรุงเทพฯ

ทีมชนะเลิศในระดับ ม.ปลาย ได้แก่  ทีม isave aplication จากร.ร.วิสุทธรังษี และ ร.ร.กาญจนานุเคราะห์ จ.กาญจนบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม ClearFinn ร.ร.หนองบัวพิทยาคาร จ.หนองบัวลำภู และร.ร.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย จ.นครปฐม รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม AllFin จากร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จ.สงขลา

ยังมีการพัฒนาบอร์ดเกม The Fin Warrior : ยุทธการขยับเงิน เป็นชุดความรู้สำคัญ (Knowledge Kit) ภายใต้โครงการเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้และเสริมทักษะด้านการเงิน การลงทุน ทั้งนี้ได้มีการสนับสนุนบอร์ดเกมให้กับโรงเรียน ครู และแหล่งเรียนรู้ 662 แห่ง ทั้งนี้ได้ผลิตสื่อในรูปแบบ Print and Play เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้ ผ่านเว็บไซต์ของ OKMD และเพจกระตุกต่อมคิดกับ Fin Lab

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า เนื้อหาหลักที่ใช้ดำเนินการในแต่ละกิจกรรมนั้น ได้พัฒนาคอนเทนท์และสื่อที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กและเยาวชนอายุ 13-18 ปี สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างทั่วถึง โดยมี

การออกแบบหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาการเงินและการลงทุนใน 6 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การวางแผนการเงิน

การลงทุน 2. รายได้ 3. การบริหารรายจ่าย 4. การออม 5. การลงทุน 6. การบริหารหนี้ และภัยการลงทุน

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวเสริมอีกว่า กิจกรรมส่งท้ายของ Fin Lab คือการเปิดหลักสูตรอบรมเสริมทักษะทางการเงิน หรือ Fin Lab Online Bootcamp โดยเชิญกูรูทางการเงินมาให้ความรู้ เพื่อปลดล็อคปัญหาการเงินของคนไทยที่อยู่ในภาวะ “วัวหายล้อมคอก” จากกับดัก “หาได้เยอะ แต่ใช้ไม่พอ”  ส่วนหนึ่งคือการจัดการทางการเงินไม่เป็น ดังนั้นจึงควรมีทักษะ “ล้อมคอก” โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความรู้เชิงกลยุทธ์ “หา ใช้ ออม ลงทุน ปกป้อง” ซึ่งก็คือความรู้ทางการเงินและตลาดทุน เพื่อเปลี่ยน Mindset โดยผู้เชี่ยวชาญได้ปูวิธีคิดแบบ Fin Mindset ซึ่งเป็นหลักคิดทางการเงินที่ดี โดยสอดแทรกเทคนิคและกลยุทธ์ในการนำเสนอไอเดียธุรกิจอย่างมืออาชีพ ทำความเข้าใจกระแสรายวัน ช่องทางการหาเงิน และวิธีการสร้างรายได้ ตลอดจนเรียนรู้การวางแผนทางด้านการเงิน การจัดการเงิน การบริหารการเงินส่วนบุคคล การวางแผนการการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเทคนิคการจัดการหนี้อย่างถูกต้อง ทางด้านการเงินและตลาดทุน นอกจากนี้ยังมีการจําลองการใช้ AI กับโปรเจค วิธีการดึงเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการ

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวด้วยว่า Fin Lab ถือเป็นโครงการที่อัพเกรดความรู้ด้านการเงินการลงทุนให้เด็กไทย ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ CMDF และ OKMD ที่ต้องการเห็นเด็กและเยาวชนร่วมแบ่งปันมุมมองจากสิ่งที่ได้เรียนรู้และจะนำไปปรับใช้ในอนาคต ตั้งแต่การจัดการเรื่องการเงินของครอบครัว การตระหนักในด้านการเงินและรู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะลงทุนในอนาคตที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง การทำความเข้าใจว่าการเล่นหุ้นไม่ใช่อาชีพ ไปจนถึงความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินการลงทุน สอดรับกับแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะทางการเงิน พ.ศ. 2565-2570 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและภาครัฐได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นนโยบายและกลไกบูรณาการการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันและลดความเหลื่อมล้ำในอนาคต

“ความสำเร็จในครั้งนี้ จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้ทั้งในมิติของการเผยแพร่องค์ความรู้ทางการเงินผ่านตลาดทุนให้กับเด็กเยาวชน และคนรุ่นใหม่ และสื่อการเรียนรู้ จะยังคงได้รับการถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ผ่านโรงเรียน ครู อาจารย์ ที่ได้รับการสื่อและกระบวนการในการถ่ายทอดที่เหมาะสมเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการลงทุน และการวางแผนการเงินสำหรับตนเองต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชน และคนรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในด้านการเงิน การลงทุนผ่านตลาดทุน ให้มีความรู้ความเข้าใจ พฤติกรรมการออมและการลงทุนที่เหมะสม รวมทั้งพัฒนาให้เป็นคนต้นแบบ ที่สามารถขยายผลองค์ความรู้ดังกล่าวไปสู่คนรอบข้างและครอบครัว  สามารถเชื่อมโยงและเพิ่มแหล่งเรียนรู้องค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนในภูมิภาค เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินการลงทุนผ่านตลาดทุนให้แก่เด็กเยาวชน คนรุ่นใหม่ ประชาชนทั่วไป และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนในภูมิภาคได้”

“อยากให้ทุกท่านติดตาม โครงการ Fin Lab ผ่านช่องทางต่างๆ ของ OKMD และอยากให้ชวนลูกหลาน หรือแม้ตัวท่านเองเข้าร่วมกิจกรรมดีๆ ที่ทาง CMDF เป็นผู้ให้การสนับสนุน และ OKMD ทำหน้าที่เป็นผู้คัดสรรกิจกรรมกระตุกต่อมคิด ให้เข้าใจ เข้าถึง เรื่องการเงินและการลงทุนต่อไป” ดร.ทวารัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB กระตุกต่อมคิดกับ Fin Lab  และ TikTok : FinLabForFu

มมส จัดแข่งขันวิ่ง ‘MSU RUNNING 2024’ สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

https://www.naewna.com/local/848316

มมส จัดแข่งขันวิ่ง ‘MSU RUNNING 2024’ สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

มมส จัดแข่งขันวิ่ง ‘MSU RUNNING 2024’ สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดการแข่งขันวิ่ง “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการวิ่งเพื่อสุขภาพ

โดยกิจกรรมเริ่มในเวลา 05.45 น.รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามพร้อมด้วย ผศ.ดร.มลฤดี เชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและกิจการสภา ร่วมปล่อยตัวนักกีฬาประเภท MINI MARATHON ระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้นเวลา 06.00 น.ปล่อยตัวนักกีฬาประเภท FUN RUN ระยะทาง 5 กิโลเมตร และผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มอบโล่รางวัลผู้ชนะเลิศการแข่งขันในประเภทต่างๆ ณ สนามกีฬากลาง 1 (สนามลู่ฟ้า)มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เส้นทางวิ่งใช้พื้นที่หลัก คือ บริเวณมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และถนนเส้นหน้าป้าย เริ่มจากจุดสตาร์ทข้างอาคารพลศึกษา ผ่านไฟแดงข้ามถนนไปเส้นวงแหวนรอบนอกมหาวิทยาลัยไปจนถึงวงเวียน หน้าโรงเรียนท่าขอนยางแล้วข้ามถนนมุ่งตรงไปแยกคณะพยาบาลศาสตร์ เลี้ยวขวาตรงไปผ่านหน้าอาคารชุดที่พักอาศัยบุคลากร ตรงไปถนนเส้นหน้าป้ายมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แล้วกลับตัววิ่งย้อนกลับเส้นทางเดิม เลี้ยวขวาตรงสี่แยกไฟแดง ผ่านหน้าตลาดน้อย ผ่านสนามแดง อาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ และวิ่งเข้าเส้นชัยอย่างปลอดภัย

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล กล่าวว่าการจัดงานวิ่ง “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ใช้ “มฤคมาศ” เป็นสัญลักษณ์สัตว์ประจำรุ่น “กวาง” ซึ่งปีนี้พิเศษเป็นการรวมเหรียญครบจำนวน4 รุ่น ได้แก่ เสือดาว-จามรี-ภุมริน-มฤคมาศ ตามลำดับการเรียงสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สำหรับธีมงานออกแบบทั้งเสื้อวิ่งเหรียญ โล่รางวัล มาจาก “น้องฝันฝัน”เจ้ากวางน้อย (มฤคมาศ) ที่เหล่านักวิ่งได้มาร่วมสัมผัสกับพื้นที่สวยงามภายในมหาวิทยาลัยและพื้นที่โดยรอบ ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่มีอากาศเย็นสบาย สดชื่น โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้กับโรงพยาบาลสุทธาเวช มมส จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย รองรับการขยายการบริการแก่นิสิตบุคลากรและประชาชน และเป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิต

โดยในปีนี้ มีผู้สนใจร่วมกิจกรรมวิ่งแลน-ปัน-ฝัน จำนวนทั้งสิ้น 1,127 คน แบ่งเป็นระยะ 5 กิโลเมตร จำนวน 682 คนและระยะ 10 กิโลเมตร จำนวน 445 คนนอกจากนี้ ภายในงานได้จัดกิจกรรมเพ้นท์ลวดลาย สีสัน color fullฟังดนตรี แสดงโชว์การตีกลองโดยนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ นำอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกาย โดยนิสิตสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ คณะศึกษาศาสตร์ โดยบรรยากาศการวิ่ง นักวิ่งได้พบกับกองเชียร์จากสโมสรนิสิตทุกคณะร่วมเชียร์ และสร้างสีสันยามเช้า สร้างความสุขและความสนุกสนานตลอดเส้นทาง

เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB อาเซียน

https://www.naewna.com/local/848313

เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง  สู่ฮับการผลิต PCB อาเซียน

เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB อาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board : PCB) กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม โดยประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิต PCB ของโลกได้สร้างการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญในปี 2567 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานระดับสากล

ในเดือนมิถุนายน 2567 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสมาคมแผงวงจรไต้หวัน (Taiwan Printed Circuit Association : TPCA) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดโครงการ Online Job Matching เพื่อเชื่อมโยงนักศึกษาไทยกับบริษัท PCB ชั้นนำจากไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษากว่า 300 คนทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาไทย แต่ยังส่งสัญญาณความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทคในภูมิภาค

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2567 คณะผู้แทนจาก สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เดินทางเยี่ยมชมโรงงานผลิต PCB ในไต้หวัน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยและแนวทางการพัฒนาบุคลากร โดยการเยือนครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการจัดแสดงนิทรรศการของมหาวิทยาลัยไทยในงาน TPCA Show 2024 ที่ไต้หวัน นิทรรศการดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการไต้หวันอย่างกว้างขวาง โดยมหาวิทยาลัยได้นำเสนอศักยภาพด้านการวิจัยและการพัฒนาบุคลากรที่พร้อมตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานระดับโลก ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้แทนยังได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ TPCA เพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงที่เข้มแข็งระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิต PCB แห่งภูมิภาค

เดือนพฤศจิกายน 2567 TPCA ได้จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากไต้หวันและตัวแทนบริษัทผู้ผลิต PCB เข้าร่วมให้ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรม และตำแหน่งงานที่มีความต้องการในประเทศไทย มีนักศึกษากว่า 300 คนเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ซึ่งนอกจากจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพของตนเองในการร่วมงานกับบริษัท PCB ชั้นนำ

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 TPCA ร่วมกับ สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย มีแผนจัดกิจกรรมฝึกอบรมนักศึกษาทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยในรูปแบบผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์และการเรียนปฏิบัติจริงในสถานที่ (Hybrid) โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิต PCB และได้รับการพิจารณาเข้าทำงานกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย นักศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรมจากโครงการจะได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ช่วยเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจให้นักศึกษาในการเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้ ยังมีการพิจารณามอบโบนัสพิเศษให้แก่นักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานและปฏิบัติงานในระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนเส้นทางอาชีพในระยะยาว

ตลอดระยะเวลาของความร่วมมือที่ผ่านมา TPCA ได้ทำงานร่วมกับ สอวช. และสถาบันการศึกษาไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับบุคลากรให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานระดับโลก ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิต PCB ชั้นนำของโลก พร้อมทั้งส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่มีศักยภาพอย่างยั่งยืน

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

https://www.naewna.com/local/848315

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) ในการประชุมสัมมนาเปิดการใช้งานระบบย้ายข้าราชการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (Teacher Rotation System : TRS) เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศเนื่องในโอกาสวันครู ปี 2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศธ. ได้ยึดนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของครู อันจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมถึงคุณภาพการจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน จึงได้สั่งการให้นำระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) มาใช้กับการยื่นคำร้องขอย้ายทุกกรณีครอบคลุมการย้ายข้าราชการครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะเป็นการลดภาระงานด้านเอกสารทั้งจากตัวผู้ขอย้ายเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแล้ว การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการประมวลผลยังจะช่วยปิดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ในการย้ายได้อีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับเฉพาะการย้ายสับเปลี่ยน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำร่องเปิดใช้งานไปแล้ว 2 รอบ ในช่วงการย้ายประจำปี 2567และได้รับผลตอบรับในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องการช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการย้าย ลดภาระงานด้านเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูในการดำเนินการย้ายอีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย

สำหรับระบบ TRS จะเชื่อมโยงข้อมูลของคุณครูจากระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (HRMS) ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) และระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (SCS) เพื่อให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูล และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยต่อไปคุณครูที่ต้องการขอย้าย ทั้งกรณีปกติ กรณีพิเศษ และกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะต้องดำเนินการผ่านระบบ TRS เท่านั้น

ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ TRS เรียบร้อยแล้ว และกระบวนการต่อจากนี้ทางสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการชี้แจง เพื่อให้ทางสำนักงานเขต/ส่วนราชการ ได้เข้าใจในทิศทางเดียวกันก่อนที่จะเปิดให้คุณครูได้ยื่นคำร้องขอย้ายในวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ผ่านเว็บไซต์ https://trs.otepc.go.th ถือเป็นของขวัญวันครูที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มอบให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปี 2568 และมั่นใจว่าจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสร้างความโปร่งใส เป็นธรรมในกระบวนการย้ายได้อย่างเป็นรูปธรรม