‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848314

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ.นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สอศ. รวมทั้ง นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ นายสรง เทา หัวหน้าฝ่ายสัญญาเชิงพาณิชย์ และนายบรูซ ฟาน รองประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ร่วมลงนามในครั้งนี้ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.มุ่งเน้นนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านแนวคิด 2 ประการ คือ การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับบริษัทหัวเว่ย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เห็นผลในเชิงประจักร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาให้ก้าวทันเทคโนโลยีและตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยมีแผนพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรการศึกษา จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านดิจิทัล 3 หลักสูตร ได้แก่ Datacom, Cloud Service และ AI Certification Training เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะฯให้เผชิญความท้าทายในโลกดิจิทัล และพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มดำเนินการในกรุงเทพฯ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา พร้อมวางแผนขยายไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี

ขณะที่ นายวิลเลี่ยม จาง กล่าวเสริมว่า อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังแรงงาน โดยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้คนรุ่นใหม่ หัวเว่ยเชื่อว่าการส่งเสริมทักษะดิจิทัลต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย จึงมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลในระบบอาชีวศึกษา ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Cloud, AI และ Big Data เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล และพัฒนาโครงการฝึกอบรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษาของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระชับช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับนักเรียนอาชีวศึกษาในอนาคต

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848391

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’  ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ(Executive Forum for FosteringExcellence in Education) โดยมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายถาวรชลัษเฐียร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางกิตติยา โตธนะเกษมผู้อำนวยการสถาบันธนาคารไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษนโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า ลำดับแรก ขอขอบคุณผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาและเมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 1,800 โรงเรียน และให้ครบ 29,000 กว่าโรงเรียน รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกกว่า 400 แห่ง ในยุคที่ตนยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตั้งใจจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development) จะพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษา ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน

“ศธ.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพื่อคนไทยมีความรู้ ทักษะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ. ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ การมีความสุขในการเรียน การทำงาน และให้เด็ก เยาวชน มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime จึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ทำให้เด็กฉลาดรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และสิ่งควรทำ รู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ และฉลาดคิด มีเหตุมีผลในการใช้ชีวิต อะไรไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากคนไทยฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครู ให้เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA นอกจากนี้จะไม่มีการตัดเสื้อโหลอีกต่อไป ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครู

ส่วน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการฯ กอศ. กล่าวว่าสอศ.มีการปรับหลักสูตร ลดทฤษฎี เน้นลงมือทำ เพิ่มทักษะการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยเริ่มพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ปรับหลักสูตร นอกจากนี้ จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือในรูปแบบที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำ คือ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ต่อไป สอศ.จะพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีสกิลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบ STEM คือ การบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี,วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เท่านั้น นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI, การต่างประเทศ ดังนั้น อาจจะต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

https://www.naewna.com/local/848403

'ศุภมาส'เยี่ยมชม'สอวช.'หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ'SMART Green Office'

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.17 น.

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’ ชื่นชมเป็นมันสมอง-หัวใจของ’อว.-รัฐบาล’ ด้าน’สุรชัย’ชี้ภาพอนาคต สอวช. เป็นหน่วยงานชี้ทิศทางด้าน อววน. ของประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เดินทางมายัง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อเยี่ยมชม สอวช. หลังจากปรับปรุงสำนักงานใหม่ให้อยู่ในรูปแบบ “SMART Green Office” โดยนางสาวศุภมาส ได้กล่าวชื่นชม ว่าสามารถจัดสำนักงานได้อย่างร่มรื่น ทันสมัย ตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบัน  

น.ส.ศุภมาส ยังได้กล่าวขอบคุณ ผู้บริหาร บุคลากรของ สอวช. ตลอดจนหน่วยบริหารและจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในความตั้งใจ และการทุ่มเททำงานเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และดูแลพี่น้องประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ตั้งแต่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่น

“สอวช. เป็นหน่วยงานที่เป็นเสมือนหัวใจและมันสมอง รวมจอมยุทธที่ทรงพลัง ความน่าเชื่อถือสูง มีบุคลากรที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของ กระทรวง อว. และของรัฐบาล นอกจากนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติจากงานวิจัย ตั้งแต่วิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงงานวิจัยเรื่องยาก ๆ เกิดการต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ ขอให้ทุกท่านภูมิใจว่าภารกิจที่ได้ร่วมกันทำ เป็นภารกิจที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกภาคส่วน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ด้านนายสุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของ สอวช. ต่อพนักงานว่า สอวช. เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทั้งในฐานะเจ้ากระทรวงฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กอวช.) และในฐานะผู้อำนวยการ สอวช. ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร โดยมีหลักการทำงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. Lean office ให้ความสำคัญสูงสุดกับบุคลากร ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้เป็นเครือข่ายเดียวกัน 2. Clean office คือการมีธรรมาภิบาลในสำนักงาน และ 3. Green office ใช้เทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล พนักงานของ สอวช. ต้องมี work-life balance มีสุขภาพดี มีความมั่นคงและหลักประกันในชีวิตที่ดี มีความสุขในการทำงานมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นพนักงาน สอวช. 

นายสุรชัย กล่าวถึงภาพอนาคตของ สอวช. ที่อยากเห็น คือ เป็นหน่วยงานนโยบายที่ชี้ทิศทางด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เป็น Strategic Intelligence Unit ที่มีความสำคัญต่อรัฐบาล มีความน่าเชื่อถือ และเป็นอิสระทางวิชาการ นอกจากนี้ สอวช. ยังเป็นเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นพันธมิตรร่วมดำเนินการกับหน่วยงานในระบบ อววน. และสิ่งที่ สอวช. ได้ดำเนินการมาตลอดคือ การทำให้ อววน. ไทย ก้าวไปสู่ระดับ World Class ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเชื่อมโยง กับบริบทประเทศ การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดอันดับและดำเนินการเพื่อให้สามารถเลื่อนอันดับทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับ อววน. ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน สอวช. ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมในสาขาที่เป็นจุดแข็งของประเทศด้วย

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ รับปีใหม่ 2568 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัตเหตุ

https://www.naewna.com/local/848100

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ  เปิดจุดบริการ รับปีใหม่ 2568  ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัตเหตุ

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ รับปีใหม่ 2568 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัตเหตุ

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ กรมการขนส่งทางบก โดยนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางและสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ที่ปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ กระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมสนับสนุนความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับกรมการขนส่งทางบก ในการดำเนินงานโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งมั่นให้การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม สร้างทักษะวิชาชีพและส่งเสริมการมีจิตอาสา ให้เยาวชนมีส่วนในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา และมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต

“นับเป็นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนโครงการฯ ขอให้ทุกท่านร่วมสร้างความตระหนักและความปลอดภัยในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2568 และโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสุขในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศไทย และส่งเสริมการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายยศพล กล่าวว่า สอศ.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก จำนวน 16,430,400 บาท เพื่อให้ประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของรถและการขับขี่อย่างปลอดภัย รวมถึงการป้องกันอุบัติเหตุจากความบกพร่องของรถยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากจะสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาทักษะ และปลูกฝังจิตอาสาให้กับนักเรียนอาชีวศึกษาส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและมีความสุขยิ่งขึ้น

โครงการฯ ดังกล่าวนี้ ได้กำหนดการตั้งจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” จำนวน 150 จุดใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2567 ถึง 2 ม.ค. 2568 เวลา 06.00-19.00 น. เพื่อให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ บนถนนสายหลัก และสายรอง ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยนต์ และรถไฟฟ้าในเบื้องต้น รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมยานพาหนะ ในกรณีฉุกเฉิน มีจุดบริการพักคน พักผ่อนระหว่างเดินทาง จุดบริการเคลื่อนที่ และให้คำแนะนำเส้นทางสำหรับผู้เดินทาง ทั้งนี้ เรื่องความปลอดภัยของครูและนักเรียน นักศึกษา ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่และการตั้งจุดบริการต้องอยู่ในความปลอดภัย ซึ่ง สอศ. ขอยืนยันว่าจะดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้

ขณะที่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อสนับสนุนโครงการฯ และเป็นการแสดงเจตจำนงในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะนักศึกษา ได้นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม สร้างจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมที่นำไปสู่การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ให้มีความสอดคล้องกันทั่วประเทศ

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวนวัตกรรมหมุดถนนเรืองแสง เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

https://www.naewna.com/local/848098

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวนวัตกรรมหมุดถนนเรืองแสง เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวนวัตกรรมหมุดถนนเรืองแสง เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.ดร.ทนงศักดิ์ อิ่มใจ นักวิจัยจากสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับนักวิจัยจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และ สหราชอาณาจักร ได้พัฒนาหมุดถนนแบบไฮบริด ที่ผสมผสานเทคโนโลยี

ตัวสะท้อนแสงเรืองแสง Glow-in-the-Dark และผงแก้วรีไซเคิล ภายใต้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ Mitsui Sumitomo Insurance Welfare Foundation จากประเทศญี่ปุ่น และมีการยื่นจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

รศ.ดร.ทนงศักดิ์ กล่าวว่า หมุดถนนแบบไฮบริดเรืองแสงนี้สามารถดูดซับพลังงานจากแสงในช่วงเวลากลางวันและปล่อยแสงในที่มืดได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง และยังสามารถสะท้อนแสงไฟจากพาหนะ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีแสงสว่างน้อย เช่น ทางโค้ง ทางแยก และจุดทางข้าม โดยคุณสมบัติเด่นของวัสดุสะท้อนแสง ประกอบด้วย เพิ่มความสว่าง มีความสว่าง 150 mcd/m²หลังแปดชั่วโมงในความมืดสามารถสะท้อนแสงไฟจากพาหนะ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสะท้อนแสงทั่วไป ประหยัดพลังงาน ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ ลดต้นทุนการผลิต ลดต้นทุนวัสดุได้ถึง 30% ด้วยการใช้ผงแก้วรีไซเคิล และทนทานต่อสภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม จากการทดลองนำตัวสะท้อนแสงเรืองแสงติดตั้งบนถนนภายในมหาวิทยาลัยและในพื้นที่ต่างๆ ปรากฏว่า ตัวสะท้อนแสงนี้สามารถทนต่อแรงกดจากยางรถยนต์น้ำหนักกว่า 30 ตัน และยังคงความสว่างได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม และในอนาคตทีมวิจัยมีแผนที่จะพัฒนาและปรับปรุงวัสดุให้ทนทานยิ่งขึ้น รวมถึงขยายการใช้งานในระดับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ยังไม่มีระบบไฟถนน

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ เป็นนวัตกรรมม้านั่งเรืองแสงและกรวดเรืองแสง จากวัสดุรีไซเคิลสามารถเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือใช้และยังใช้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ และหวังว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะได้รับการนำไปใช้ในระดับสากล เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยบนถนนทั่วโลกอีกด้วย

สพฐ.เล็งนำเทคโนโลยีดิจิทัล – AI สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

https://www.naewna.com/local/848099

สพฐ.เล็งนำเทคโนโลยีดิจิทัล - AI สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

สพฐ.เล็งนำเทคโนโลยีดิจิทัล – AI สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงสพฐ. ครั้งที่ 49/2567 ตนได้นำข้อสั่งการของ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช, นายพัฒนะ พัฒนทวีดล, นายธีร์ ภวังคนันท์รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สพฐ. จึงได้จัดกิจกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม.6 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบวัดความถนัด (TGAT และ TPAT) จำนวน8 วิชา ระหว่างวันที่ 2-6 ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา ผ่านระบบออนไลน์ ช่องทาง OBEC Channel ของ สพฐ. ทั้งแพลตฟอร์ม YouTube, Facebookและ TV ซึ่งในระยะเวลา 5 วัน มีนักเรียนทั่วประเทศสนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยรับชมผ่าน YouTube จำนวนมากถึง 5 แสนครั้ง ร่วมแสดงความเห็นกว่า 1.1 แสนข้อความ และรับชมผ่าน Facebook มากกว่า 2 แสนครั้ง ร่วมแสดงความเห็นกว่า 1.1 หมื่นข้อความ โดยจากการสำรวจความคิดเห็น นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจมาก และต้องการให้จัดกิจกรรมนี้ต่อไปถึงร้อยละ 98.75

เรื่องต่อมา คือ ความคืบหน้าการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการพัฒนาทักษะภาษา โดยการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะในอนาคต (Future Skill) โดยใช้เกมเทคโนโลยีจำลองสถานการน์ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. รวมถึงการขับเคลื่อนอีสปอร์ต (ESPORTS) ต่อยอดนวัตกรรมทางการศึกษา 2025 การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง และการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีฝาแฝดเสมือนจริงบนโลกดิจิทัล (Digital Twin 3.O) สำหรับ สพฐ. ซึ่งในส่วนของ Future skill ได้ทำ MOU ร่วมกับ มทร.สุวรรณภูมิในช่วงเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา ส่วนอีสปอร์ต ได้ทำ MOU ร่วมกับ มรภ.สวนสุนันทา มีนักเรียนสมัครแข่งขันอีสปอร์ตของ สพฐ. จำนวน 1,200 ทีม (นักเรียน 8,400 คน ครู 1,200 คน) และยังอยู่ระหว่างการรับสมัครจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2567 ขณะที่การพัฒนาครูด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง และ Digital Twin อยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติหลักการโครงการ และจัดทำแผนการดำเนินโครงการต่อไป

“นอกจากนี้ ยังได้หารือในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับพัฒนาคุณภาพการศึกษา อาทิ การแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบ Thailand Zero Dropout การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อปฏิบัติหน้าที่เครือข่ายนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน การพัฒนาทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริงของผู้เรียน ทำให้มีรายได้ระหว่างเรียน-จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ การดำเนินงานโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ การประเมินผลการศึกษาผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) การสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เรียน เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนและครูทุกคน “เรียนดี มีความสุข” ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในทุกพื้นที่” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ภาคอีสานโชว์ของ 201 ผลงาน ในงาน ‘ประกวดสิ่งประดิษฐ์’ ครั้งที่ 35

https://www.naewna.com/local/848101

ภาคอีสานโชว์ของ 201 ผลงาน ในงาน ‘ประกวดสิ่งประดิษฐ์’ ครั้งที่ 35

ภาคอีสานโชว์ของ 201 ผลงาน ในงาน ‘ประกวดสิ่งประดิษฐ์’ ครั้งที่ 35

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดการประกวดสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ครั้งที่ 35 ประจำปีการศึกษา 2567 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2567 ณ โคราช ฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช โดยมี นายอาคม จันทร์นาม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ระดับชาติ, นายนิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาผู้แทนสถานประกอบการ ผู้บริหารสถานศึกษาครูที่ปรึกษา นักเรียน นักศึกษา จากสถานศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะกรรมการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชน และผู้ที่สนใจ กว่า 2,000 คน ร่วมงาน

นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า กิจกรรมสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ครั้งที่ 35 นี้ นับเป็นประโยชน์และส่งเสริมเยาวชนนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ให้มีความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์ รู้จักนำองค์ความรู้และทักษะประสบการณ์ ในการเรียนรู้สายวิชาชีพ มา
สร้างสรรค์เป็นสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมและประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมเป็นผู้ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ซึ่งกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา เป็นส่วนที่จะช่วยพัฒนาเยาวชนของชาติ ด้วยการสร้างผลงานเชิงประจักษ์ เป็นสิ่งที่การันตีผู้เรียนอาชีวะที่มีศักยภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม พร้อมเป็นกำลังหลักนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ในยุคของการขับเคลื่อนประเทศไทย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นพลวัตคนไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ซึ่งสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแบ่งออกเป็น 7 ประเภท มีผลงานจำนวน 201 ผลงาน ดังนี้ ประเภทที่ 1สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรหรือเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่ : จำนวน 29 ผลงาน ประเภทที่ 2 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ : จำนวน 29 ผลงาน ประเภทที่ 3 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสิ่งแวดล้อม : จำนวน 29 ผลงาน ประเภทที่ 4 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร : จำนวน 29 ผลงาน ประเภทที่ 5 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HEALTH CARE) : จำนวน 29 ผลงาน ประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ต้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ : จำนวน 29 ผลงาน และประเภทที่ 7 สิ่งประดิษฐ์ประเภทกำหนดโจทย์ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไทย (Thai Fashion) : จำนวน 27 ผลงาน

ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอาชีวศึกษา ผลิตภัณฑ์จากสิ่งประดิษฐ์ฯ ของนักเรียน นักศึกษา จัดแสดงนิทรรศการผลงานสิ่งประดิษฐ์ฯและนวัตกรรมอาชีวศึกษา เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้แสดงศักยภาพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการพัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษาด้วย โดยผลงานที่ได้รับคัดเลือกในระดับภาคจะเข้าสู่การประกวดฯ ในระดับชาติต่อไป

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนสวดมนต์ข้ามปี-ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป รับศักราชใหม่

https://www.naewna.com/local/848116

'วัดพระธรรมกาย'ชวนสวดมนต์ข้ามปี-ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป รับศักราชใหม่

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนสวดมนต์ข้ามปี-ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป รับศักราชใหม่

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.57 น.

วัดพระธรรมกายชวนสวดมนต์ข้ามปี-ตักบาตรพระกว่า 3,000 รูป รับศักราชใหม่-ต้อนรับพระธรรมยาตรา 2-31 มกราคม 68 เสริมสิริมงคลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เวลา 20.30 น. จัดพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 7,000,000,000 จบ และสวดมนต์ข้ามปี สร้างบุญเป็นสิริมงคลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ มหารัตนวิหารคด หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์ จากนั้น วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เวลา 06.20 น. มีพิธีตักบาตรพระต้อนรับศักราชใหม่ 2568 ณ ลานธรรมพระมหาธรรมกายเจดีย์ โดยมีพระธรรมทายาทในโครงการอุปสมบทบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ พ.ศ. 2567 จำนวน 3,000 กว่ารูป มาเป็นเนื้อนาบุญ

“การสวดมนต์ข้ามปีนี้ จัดขึ้นตามนโยบาย กรรมการมหาเถรสมาคม โดยพระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้จัดเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในปีนี้ ซึ่งนอกจากมีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และตักบาตรรับปีใหม่ด้วยแล้ว วัดพระธรรมกายได้เปิดสวนดอกไม้ “ทุ่งสวรรค์ ตะวันฉาย” ให้ประชาชนเข้าชมฟรีจนถึง วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568 ซึ่งดอกไม้ที่ปลูกขึ้นมีด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ดอกแพงรวย สีแดง (แพงพวย) ดอกเบญจทรัพย์ สีม่วง และดอกทรัพย์บานชื่น สีชมพู ซึ่งปลูกขึ้นเพื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยในกิจกรรมต้อนรับพระภิกษุธรรมยาตราโครงการกตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 13 ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม 2568 นี้ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมส่งท้านปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตามวันและเวลาดังกล่าว โดยติดตามและสอบถามรายละเอียดการร่วมกิจกรรมได้ทาง http://www.dmc.tv, เพจ Facebook สำนักสื่อสารองค์กร และ http://www.gbnus.com หรือ โทร.02-831-1000 และ 02-831-1234” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ เชื่อมโยงข้อมูล ประมวลผลดิจิทัล แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

https://www.naewna.com/local/847995

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ เชื่อมโยงข้อมูล ประมวลผลดิจิทัล แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ เชื่อมโยงข้อมูล ประมวลผลดิจิทัล แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.04 น.

ศธ. เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ทุกกรณีเชื่อมโยงข้อมูล ประมวลผลดิจิทัล แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

วันที่ 17 ธันวาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดตัวระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) ในการประชุมสัมมนาเปิดการใช้งานระบบย้ายข้าราชการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (Teacher Rotation System: TRS)เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสวันครู ปี 2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้ยึดนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของครู อันจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมถึงคุณภาพการจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน จึงได้สั่งการให้นำระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS)มาใช้กับการยื่นคำร้องขอย้ายทุกกรณีครอบคลุมการย้ายข้าราชการครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะเป็นการลดภาระงานด้านเอกสารทั้งจากตัวผู้ขอย้ายเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแล้ว การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการประมวลผลยังจะช่วยปิดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ในการย้ายได้อีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับเฉพาะการย้ายสับเปลี่ยน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำร่องเปิดใช้งานไปแล้ว 2 รอบ  ในช่วงการย้ายประจำปี 2567และได้รับผลตอบรับในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องการช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการย้าย ลดภาระงานด้านเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูในการดำเนินการย้าย อีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย       

สำหรับระบบ TRS จะเชื่อมโยงข้อมูลของคุณครูจากระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (HRMS) ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) และระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (SCS) เพื่อให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูล และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยต่อไปคุณครูที่ต้องการขอย้าย ทั้งกรณีปกติ กรณีพิเศษ และกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะต้องดำเนินการผ่านระบบ TRS เท่านั้น ซึ่ง    

ขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ TRS เรียบร้อยแล้ว และกระบวนการต่อจากนี้ทางสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการชี้แจง เพื่อให้ทางสำนักงานเขต/ส่วนราชการ ได้เข้าใจในทิศทางเดียวกันก่อนที่จะเปิดให้คุณครูได้ยื่นคำร้องขอย้ายในวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ ผ่านเว็บไซต์ https://trs.otepc.go.th ถือเป็นของขวัญวันครูที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มอบให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปี 2568 และมั่นใจว่าจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสร้างความโปร่งใส เป็นธรรมในกระบวนการย้ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

สอศ.-กสศ. ร่วมขับเคลื่อนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงปี’68

https://www.naewna.com/local/847898

สอศ.-กสศ. ร่วมขับเคลื่อนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงปี’68

สอศ.-กสศ. ร่วมขับเคลื่อนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงปี’68

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานการประชุมชี้แจงการเปิดรับข้อเสนอโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยในการประชุมครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม ได้แก่ นายนพพร สุวรรณรุจิและผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานเพชรชินินทร อนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับสูงกว่าภาคบังคับ นางสาววิภาดา ศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานการศึกษาและวิจัย สถาบันวิทยาลัยชุมชน รวมถึงผู้บริหารและคณาจารย์จากสถานศึกษาสายอาชีพทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมเสมอภาค ชั้น 13 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom)

นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2568 เป็นความร่วมมือสำคัญระหว่าง สอศ.กับ กสศ. ที่จัดตั้งขึ้น โดยมีแนวคิดว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในมิติต่างๆ โดยมุ่งสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจน 20% ของประเทศ ให้มีโอกาสเรียนต่อสายอาชีพชั้นสูง และมีงานทำทันทีเมื่อจบการศึกษาในสาขาที่ตลาดแรงงานมีความต้องการ นอกจากนี้ยังสนับสนุนสถานศึกษาในการพัฒนารูปแบบหลักสูตรนวัตกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีทักษะรอบด้าน ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและท้องถิ่น

“ส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพผ่านการผลิตและพัฒนากำลังคนถือเป็นยุทธศาสตร์การทำงานที่สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาด้านกำลังคนเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงจึงเป็นช่องทางสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการผลิตกำลังคนที่สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการผลิตและภาคธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ”รองเลขาธิการ กอศ. กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปี 2568 ยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนทุนการศึกษาในสาขาที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศและตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงานทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น โดยมีการพัฒนารูปแบบใหม่ผ่านความร่วมมือที่สำคัญระหว่าง สอศ. หอการค้าไทย และหอการค้าจังหวัดกำแพงเพชร ขอนแก่น และภูเก็ต เพื่อร่วมกันพัฒนากำลังคนสายอาชีพที่มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่จังหวัด และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามความถนัดและสามารถเข้าสู่อาชีพได้อย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. และเครือข่าย ได้สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนชั้น ม.3 ม.6 ปวช. หรือเทียบเท่า จำนวนทุนสะสม 6 รุ่น รวมกว่า 13,924 คน ผ่านเครือข่ายสถานศึกษาสายอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน 165 แห่ง ใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเป็นการทำงานร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน วิทยาลัยชุมชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศ