สพฐ.เปิดตัวการเรียนรู้แห่งอนาคต สร้างทักษะอนาคตเยาวชนทุกที่ทุกเวลา

https://www.naewna.com/local/847899

สพฐ.เปิดตัวการเรียนรู้แห่งอนาคต สร้างทักษะอนาคตเยาวชนทุกที่ทุกเวลา

สพฐ.เปิดตัวการเรียนรู้แห่งอนาคต สร้างทักษะอนาคตเยาวชนทุกที่ทุกเวลา

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เข้าร่วมการเปิดตัวแคมเปญ “สร้างทักษะอนาคต ทุกที่ทุกเวลา Future Youth Thailand” มอบโอกาสให้เด็กไทยทุกคน เรียนรู้ทักษะสำคัญได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยคอร์สออนไลน์ และกิจกรรม Pitching ฟรี! กับ Starfish Labz “ร่วมสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการ STEAM Design Process สู่การนำไปใช้ในชีวิตจริง สอดคล้องกับ SDG 11 และ SDG 13”ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเด็กสามารถนำความรู้และทักษะมาประยุกต์ใช้ได้ในโลกแห่งความเป็นจริงตามหลักการพัฒนาการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ มากกว่าการท่องจำเพียงอย่างเดียว

สำหรับโครงการดังกล่าว นับเป็นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนในประเทศไทย พร้อมริเริ่มการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านการเรียนรู้ และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมและการศึกษาที่ก้าวหน้า โดยการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เสริมสร้างทักษะที่จําเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียน รวมถึงการคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการสื่อสารผ่านการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการออกแบบ STEAM เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการนําเสนอประสบการณ์การเรียนรู้แบบเรียนด้วยตนเองที่เน้นการใช้งานบนมือถือ ซึ่งสามารถเข้าถึงนักเรียนได้ทั้งในเขตเมืองและชนบท พร้อมทั้งส่งเสริมนวัตกรรมที่ยั่งยืนให้นักเรียนพัฒนาทางออกสำหรับโลกแห่งความเป็นจริงที่สอดคล้องกับ SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) และ SDG 13 (การรับมือการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ) ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความยั่งยืนทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับโลก รวมถึงการสนับสนุนครูและโค้ช โดยการจัดทำคู่มือสำหรับครูและโค้ชเพื่อช่วยในการดำเนินการบทเรียน ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและการพัฒนาทักษะปฏิบัติในห้องเรียนและชุมชน โดยสื่อสารประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศอีกด้วย

นางเกศทิพย์ กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวจะส่งผลทำให้เกิดการพัฒนา นักเรียนในประเทศไทยทุกคนจะเข้าถึงการศึกษาที่พร้อมสำหรับอนาคต และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยโครงการสร้างทักษะอนาคตเยาวชน Future Youth Thailand : เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ขนาดย่อมแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Paced Micro Learning) ออกแบบโดย Starfish Education เพื่อเสริมสร้างพลังให้นักเรียนไทยอายุ 13-18 ปี พัฒนาทักษะที่จําเป็นสําหรับอนาคต ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหลักสูตรนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และบูรณาการกระบวนการออกแบบ STEAM มอบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ในด้านการศึกษาแบบ Maker Education การเรียนรู้เชิงรุกและการแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงหลักสูตรนี้จะเสริมพลังให้นักเรียน พัฒนาทางออกสำหรับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในโลกแห่งความเป็นจริงพร้อมกับได้รับทักษะที่สำคัญพร้อมสำหรับอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะนําโอกาสในการเรียนรู้ไปสู่นักเรียนทั่วประเทศไทยและช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสำหรับอนาคต

“สพฐ. และ Starfish Education เป็นการรวมพลังและมอบโอกาสให้เด็กไทยทุกคน โดยการเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รองรับการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา มุ่งสร้างเยาวชนไทยที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ด้วยการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการสื่อสารผ่านการเรียนรู้เชิงรุกและสามารถพัฒนาและสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน โดยมีกิจกรรมที่มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนนักเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานแข่งขัน Pitching รับโล่รางวัลระดับประเทศ สร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน ให้นักเรียนพัฒนาทางออกสำหรับโลกแห่งความเป็นจริงที่สอดคล้องกับ SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) และ SDG 13 (การรับมือการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ) เพื่อนักเรียนได้สร้างทักษะอนาคต ทุกที่ทุกเวลา ด้วยความสามารถของตนเองอย่างยั่งยืน” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘รมช.สุรศักดิ์’ มอบโล่รางวัล ‘PEF Award for ALL’ ประจำปี 2567 หนุนดึงภาคีเครือข่าย ร่วมปฏิวัติการศึกษา ‘แก้ปัญหาประเทศ’

https://www.naewna.com/local/847897

‘รมช.สุรศักดิ์’ มอบโล่รางวัล ‘PEF Award for ALL’ ประจำปี 2567 หนุนดึงภาคีเครือข่าย ร่วมปฏิวัติการศึกษา ‘แก้ปัญหาประเทศ’

‘รมช.สุรศักดิ์’ มอบโล่รางวัล ‘PEF Award for ALL’ ประจำปี 2567 หนุนดึงภาคีเครือข่าย ร่วมปฏิวัติการศึกษา ‘แก้ปัญหาประเทศ’

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงการ “PEF Award for ALL” ประจําปี 2567 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานประกอบการ ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนร่วมต้อนรับ

นายสุรศักดิ์ กล่าวภายหลังมอบโล่รางวัล ว่าขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานประกอบการ ลูกๆ นักเรียน นักศึกษาทุกคนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้อันนํามาซึ่งความภาคภูมิใจ ชื่อเสียงและเกียรติคุณที่ได้ทุ่มเทกําลังกาย กําลังใจ กําลังความคิดเป็นพลังสำคัญของการขับเคลื่อภารกิจของการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายที่เน้นประโยชน์สุขของประชาชน ตลอดจนสถานประกอบการที่เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการร่วมพัฒนาการศึกษาของไทย ทั้งนี้ ขอชื่นชมลูกๆ นักเรียน นักศึกษาที่ได้รับรางวัลการประกวดผลงานโครงการผลิตสื่อสร้างสรรค์ที่ทันสมัย เป็นต้นแบบนักสื่อสารสร้างสรรค์ ปลูกจิตสำนึกด้านการผลิตสื่อที่ปลอดภัย รู้เท่าทันสื่อ และเลือกบริโภคสื่ออย่างถูกต้องจนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลงาน สร้างความภูมิใจ ให้แก่สถาบันการศึกษาและสถาบันครอบครัว

“ทั้งนี้ เชื่อว่าการที่มูลนิธิเพื่อพัฒนาการศึกษาเอกชนได้สรรหาผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานประกอบการที่ทำงานด้วยความทุ่มเท เสียสละมีผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน กอปรด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ อดทน และอุทิศตนในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อการศึกษา ทำให้การปฏิบัติงานเกิดผลสำเร็จ จนได้รับโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณ รวมถึงการประกวดผลงานของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนเกิดการสร้างสรรค์รูปแบบสื่อที่ดี เกิดเนื้อหาของสื่อที่จะนําไปใช้ในการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพและมีคุณค่าต่อสังคมจนได้รับรางวัลเกียรติบัตรและเหรียญรางวัลในวันนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ระบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็ง มั่นคง เป็นที่ยอมรับของสังคมและ ประเทศชาติต่อไป” รมช.สุรศักดิ์ กล่าวและว่า

ทั้งนี้ ขอฝากให้ทุกท่านปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นําความรู้ ความสามารถ มาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ รวมถึงนักเรียนขอให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเป็นคนดี เป็นคนเก่งของสังคมและประเทศชาติ และที่สำคัญขอให้ตระหนักไว้เสมอว่าคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า หากทุกท่านร่วมใจกันที่จะสร้างและรักษาไว้ก็จะพัฒนาและก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสเท่าเทียมทุกพื้นที่

https://www.naewna.com/local/847896

MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสเท่าเทียมทุกพื้นที่

MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างโอกาสเท่าเทียมทุกพื้นที่

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายเกรียงไกร เธียรนุกุลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสุรพงษ์ เป้ากลาง ผู้แทนจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุม บุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า การศึกษา คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อสร้างต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน

“ผมเชื่อมั่นว่าโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” Partnership School Projectจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ เยาวชนไทยจะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการพัฒนาตนเอง และมีความพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน ให้เกิดความเข้มแข็งและความยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย ผมหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม “จับมือ” “ร่วมพัฒนา” “ขยายผล”ยกระดับการศึกษาในระดับประเทศ และเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นพลังนำพาการศึกษาไทยให้ก้าวไปทัดเทียมนานาประเทศต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการเฉพาะด้านของบริบทแต่ละชุมชน ภายใต้หลักการ “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” โดยใช้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน”รวมถึงพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสร้างความร่วมมือการบริหารวิชาการ การระดมทรัพยากรและงบประมาณ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาผู้เรียน ภายใต้การสนับสนุนทรัพยากรจากผู้สนับสนุนและทุกภาคส่วน พร้อมทั้งพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้มีศักยภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ”มีศักยภาพและความพร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ จบแล้วมีงานทำและมีรายได้ที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต สุดท้ายนี้ ตนเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการลดช่องว่างด้านความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาของประเทศไทยต่อไป

หวั่นขาดสภาพคล่องกระทบคนวัยเรียน ‘อ.อนุสรณ์’แนะรัฐจัดงบเพิ่มเติมอุ้ม‘กยศ.’

https://www.naewna.com/local/847634

หวั่นขาดสภาพคล่องกระทบคนวัยเรียน ‘อ.อนุสรณ์’แนะรัฐจัดงบเพิ่มเติมอุ้ม‘กยศ.’

หวั่นขาดสภาพคล่องกระทบคนวัยเรียน ‘อ.อนุสรณ์’แนะรัฐจัดงบเพิ่มเติมอุ้ม‘กยศ.’

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.12 น.

15 ธ.ค. 2567 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการสภาการศึกษา กล่าวถึงสถานการณ์ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า ขณะนี้ กองทุน กยศ. ที่จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2538 กำลังมีปัญหาสภาพคล่องและอาจประสบปัญหาทางการเงินจนอาจไม่สามารถสนับสนุนการศึกษาแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ซึ่งในช่วงงบประมาณปี 2561-2567 กองทุน กยศ. ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จนกระทั่งมีการของบประมาณในปีงบประมาณ 2568 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง เนื่องจากในปีงบประมาณ 2568 กองทุนต้องจ่ายเงินกู้ยืมและภาระผูกพันจ่ายเงินกู้ยืมกว่า 5.9 หมื่นล้านบาท ส่วนรายรับจากการชำระหนี้มีเพียง 2.7 หมื่นล้านบาท เงินสดสะสมอาจติดลบเร็วๆนี้ และ จะเกิดปัญหาสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการศึกษาได้

“ขณะนี้มีผู้กู้ยืม กองทุน กยศ. กว่า 7.1 ล้านราย อยู่ในระหว่างการชำระหนี้ 3.6 ล้านราย ชำระหนี้เรียบร้อย 1.9 ล้านราย หาก กยศ ขาดสภาพคล่องรุนแรง อาจทำให้นักศึกษาผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ต้องขาดโอกาสทางการศึกษา ทำให้ขาดโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจได้ รัฐบาลจึงควรจัดสรรงบประมาณปี 2568 เพิ่มอย่างน้อยอีก 1.5 หมื่นล้านบาทให้กับกองทุน กยศ.” รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุ

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น องค์กร Unicef สหประชาชาติ ธนาคารโลก  (World Bank) ได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งการเพิ่มบทบาทของ กยศ. ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนนักศึกษาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ยากจนมีประสิทธิภาพและครอบคลุมกว้างยิ่งขึ้น มีความจำเป็นในการต้องปฏิรูประบบการเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาอย่างมียุทธศาสตร์และบูรณาการผ่านระบบการให้ทุนการศึกษา และต้องเพิ่มงบทุนการศึกษาให้เพียงพอโดยเฉพาะทุนการศึกษาในการเรียนสาขาวิชาชีพต่างๆ” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว  

รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า จากการวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา บ่งชี้ชัดเจนว่า การลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มค่าที่สุดเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม คือ การลงทุนการศึกษาในช่วงปฐมวัย เด็กประถมจำนวนมากในหลายประเทศรวมทั้งไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทักษะทางคณิตศาสตร์ ทักษะทางด้านสังคมอ่อนแอลงเพราะหยุดเรียนในชั้นเรียนไปนานจากปัญหาการแพร่ระบาดโควิดช่วงปี 2563-2564 ซึ่งนำสู่ปัญหาการศึกษาอีกมากที่จะตามมา

ความรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สุขอนามัยศึกษา สังคมศาสตร์และคณิตศาสตร์สำหรับทุกระดับในการศึกษาขั้นพื้นฐานอ่อนแอลงหมดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดและต้องปิดโรงเรียน เด็กนักเรียนและนักศึกษาในช่วงดังกล่าวต้องได้รับการเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ชดเชยที่ขาดไป เพราะเด็กนักเรียนจะมีปัญหาทางการศึกษาในการเรียนรู้ขั้นสูงต่อไปในระดับอุดมศึกษา เด็กเหล่านี้จะอ่อนแอในวิชาพื้นฐานต่างๆ ที่ทำให้ไม่สามารถเรียนต่อในขั้นสูงได้ และประเทศไทยก็จะขาดกำลังทั้งที่มีความรู้พื้นฐานและความรู้ขั้นสูงและการวิจัยด้านต่างๆ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

https://www.naewna.com/likesara/847013 วิจารณ์สนั่น! สาวรีวิววิธีบิดหนี้ กยศ. 5 แสน กลโกงมาครบ ‘เปลี่ยนชื่อ-ถ่ายทรัพย์สิน’

ชวนชมนิทรรศการ’Silently Loud เสียงเงียบที่ดังก้อง’ ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2567

https://www.naewna.com/local/847613

ชวนชมนิทรรศการ'Silently Loud เสียงเงียบที่ดังก้อง' ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2567

ชวนชมนิทรรศการ’Silently Loud เสียงเงียบที่ดังก้อง’ ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2567

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.06 น.

Silently Loud เสียงเงียบที่ดังก้อง สร้างพลังเชื่อมคนเมืองสู่ธรรมชาติ ในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2567

ในโลกที่เสียงรอบตัวเร่งรีบและดังก้องตลอดเวลา เคยสงสัยไหมว่า “เสียงในความเงียบ” จะสามารถปลุกหัวใจคุณได้อย่างไร? ในปีนี้ “เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2567” หรือ “Chiang Mai Design Week 2024” (CMDW2024) ได้ร่วมกับ AIS 3BB Fibre3 (เอไอเอส สามบีบี ไฟเบอร์ ทรี) จัดนิทรรศการ Silently Loud ที่นำเสียงจากธรรมชาติ มาผสานกับศิลปะและเทคโนโลยี เพื่อถ่ายทอดพลังที่เงียบสงบแต่ทรงอิทธิพล เชื่อมโยงวิถีคนเมืองกลับสู่ธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ภายใต้แนวคิดเดียวกับเทศกาล ““SCALING LOCAL: Creativity, Technology, And Sustainability – For Reviving Recovery”” นิทรรศการนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรม ที่เปลี่ยนแนวคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ยั่งยืน

เมื่อเสียงเงียบบอกเล่าความสัมพันธ์

Silently Loud นิทรรศการที่เชิญชวนผู้ชมดำดิ่งสู่ประสบการณ์ใหม่ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ที่สะท้อนความสมดุลและการพึ่งพาอาศัยกันในหลากหลายมิติ ผ่านงานศิลปะร่วมสมัยที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีเสียงล้ำสมัย นำเสนอบรรยากาศของป่าเขามาสู่เมืองใหญ่ ถ่ายทอดผ่านภาพเคลื่อนไหวและเสียงที่บันทึกจากพื้นที่จริงในหมู่บ้านห้วยพ่าน จังหวัดน่าน ให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและงดงามที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

ไฮไลต์ของนิทรรศการอยู่ที่ผลงาน “รังนกกระจาบ” ที่ได้ 2 ศิลปิน อย่าง กฤตธี ม่วงมี และ กรีฑาพล ทองคำ มาร่วมออกแบบ โดยโครงสร้างทำจากวัสดุจากธรรมชาติมาผสมผสานกับสายไฟเบอร์ออปติกเหลือใช้ (E-waste) ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวคิดการหลอมรวมกันระหว่างธรรมชาติและสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ได้อย่างลงตัว  โดยสะท้อนสัญลักษณ์แห่งความสมดุลและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในทุกระดับ         

โดยนิทรรศการนี้ได้สร้างประสบการณ์การรับชมที่พิเศษด้วยด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Smart Soundbar Powered by AIS 3BB Fibre3 ซึ่งใช้เทคโนโลยี Immersive Sound ให้เสียงสมจริง โดยถ่ายทอดเสียงธรรมชาติอันสมจริงจากป่าเขาสู่ผู้ชมในทุกมิติ สร้างความรู้สึกราวกับได้เชื่อมโยงชีวิตกลับสู่อ้อมกอดของธรรมชาติอีกครั้ง ด้วยเสียงเงียบที่ร้องได้ดังที่สุดจากหัวใจ

ถ่ายทอดธรรมชาติผ่านเทคโนโลยีเสียง Immersive เชื่อมโยงธรรมชาติสู่เมือง

นายปัญจพงศ์ เรืองปรีชาพงศ์ ผู้อำนวยการภาคเหนือตอนบน AIS 3BB Fibre3  อธิบายแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการ Silently Loud ในงาน Chiang Mai Design Week 2024 ว่า “นิทรรศการนี้เกิดจากความต้องการนำเสนอความสุขและความผ่อนคลายผ่าน “เสียง” ที่เชื่อมโยงคนเมืองเข้ากับธรรมชาติ แม้จะอยู่ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น ก็สามารถรับสัมผัสบรรยากาศของป่ามาสู่เมือง ด้วยการถ่ายทอดบรรยากาศของธรรมชาติจากหมู่บ้านห้วยพ่าน จังหวัดน่าน มีทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงที่บันทึกจากพื้นที่จริง

งานนี้จึงเป็นถ่ายทอดศิลปะผ่านเสียงซึ่งเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนจากท้องถิ่นไปสู่เมืองใหญ่ โดยเป็นการบอกเล่าความสุขที่เรียบง่ายและเข้าถึงทุกคน ผ่านเทคโนโลยี Immersive Sound นำมาใช้เพื่อจำลองเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา สำหรับหัวใจของระบบเสียงนี้ อยู่ที่ความแม่นยำในการวางตำแหน่งเสียงและการควบคุมคลื่นเสียงอย่างละเอียด ที่จะส่งผลให้ผู้ฟังรู้สึกดื่มด่ำและสมจริงในทุกมิติ การออกแบบนี้จึงไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อย่างมีพลัง”

ความยั่งยืนผ่านศิลปะและ E-Waste

นิทรรศการ Silently Loud คือตัวอย่างอันโดดเด่นของการผสมผสานศิลปะ เทคโนโลยี และแนวคิดความยั่งยืน โดยทาง AIS 3BB Fibre3 ได้ร่วมมือกับนักออกแบบในการนำ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) มาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะที่ทั้งเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

ในส่วนพื้นที่จัดแสดงภายนอก กรีฑาพล ทองคำ ได้ออกแบบ โครงสร้างในรูปแบบ “รังนกกระจาบ” โดยใช้ วัสดุธรรมชาติ ผสมผสานกับ สายไฟเบอร์ออปติกที่ไม่ได้ใช้แล้ว โครงสร้างนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของชีวิตชนบทได้อย่างงดงาม และเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งการใช้วัสดุ E-Waste ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ แต่ยังเปลี่ยนเป็นผลงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ สร้างมูลค่าใหม่ผ่านงานออกแบบ พร้อมขับเคลื่อนเชียงใหม่ในฐานะเมืองแห่งการสร้างสรรค์

สำหรับพื้นที่จัดแสดงด้านใน กฤตธี ม่วงมี ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจาก หมู่บ้านห้วยพ่าน จังหวัดน่าน ผ่าน ภาพเคลื่อนไหว ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายของผู้คนในชุมชนที่การกลมกลืนกับธรรมชาติ ภาพเหล่านี้ไม่เพียงพาผู้ชมดื่มด่ำไปกับบรรยากาศอันสงบของป่าเขาและความงดงามท้องถิ่น แต่ยังช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของธรรมชาติที่ต้องการการอนุรักษ์และการดูแล

“ทาง AIS 3BB Fibre3 ได้ให้ความสำคัญเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ไปพร้อมกับการเปิดรับไอเดียสร้างสรรค์จากนักออกแบบทั่วประเทศ เราดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงาน Chiang Mai Design Week 2024 และพร้อมต่อยอดไปสู่การสนับสนุนต่าง ๆ ในครั้งต่อไป แต่จะเป็นในรูปแบบไหนต้องติดตาม เพราะ AIS 3BB Fibre3 เชื่อว่าการพัฒนาต่อยอดและการออกแบบที่ดีจะเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ท้องถิ่นสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างความสุขแห่งการใช้ชีวิตได้แบบยั่งยืน” นายปัญจพงศ์ กล่าวสรุป

ชวนสำรวจมิติใหม่ของผลงานสร้างสรรค์ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย เชื่อมโยงคนเมืองกับธรรมชาติผ่าน “เสียง” ในงานนิทรรศการ Silently Loud ที่ เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2024 (Chiang Mai Design Week 2024) ระหว่างวันที่ 7-15 ธันวาคม 2567 ณ TCDC เชียงใหม่ แล้วค้นพบว่า “เสียงในความเงียบ” อาจเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อธรรมชาติและการออกแบบไปตลอดกาล

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่

Website: http://www.chiangmaidesignweek.com

Facebook: Chiang Mai Design Week

Instagram: Chiang Mai Design Week

ส่อวุ่น!! สมาชิกสหกรณ์ฯครูร้อยเอ็ดกว่า 120 คน แต่งดำขอความเป็นธรรมเลือกประธานฯ

https://www.naewna.com/local/847574

ส่อวุ่น!! สมาชิกสหกรณ์ฯครูร้อยเอ็ดกว่า 120 คน แต่งดำขอความเป็นธรรมเลือกประธานฯ

ส่อวุ่น!! สมาชิกสหกรณ์ฯครูร้อยเอ็ดกว่า 120 คน แต่งดำขอความเป็นธรรมเลือกประธานฯ

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.20 น.

กลุ่มพิทักษ์ความถูกต้องฯในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด ร่วมแต่งชุดดำยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ”สุชาติ พุทธลา” ให้ได้รับเลือกเป็นประธานสหกรณ์ แทนคนเดิมที่หมดวาระ หลังจะถูกดำเนินคดี

วันนี้ (14 ธ.ค.67) ที่บริเวณด้านหน้าอาคารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด นายประจวบ นาก้อนทอง นายกสมาคมครูจังหวัดร้อยเอ็ด-แกนนำกลุ่มพิทักษ์ความถูกต้อง ปกป้องความชอบธรรม ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด พร้อมด้วยนายลือชัย ศรีหาคลัง และแกนนำกลุ่มพิทักษ์ความถูกต้อง ปกป้องความชอบธรรม ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด นำสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด แต่งชุดสีดำจำนวนประมาณ 120 คน ร่วมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมอให้แก่นายสุชาติ พุทธลา ผู้ได้รับการสรรหาที่จะได้รับการเสนอชื่อต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ให้เลือกเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด แทนคนเดิมที่หมดวาระ แต่นายสุชาติกลับถูกดำเนินคดี

นายประจวบ กล่าวว่า ที่พวกเรามาในวันนี้จุดประสงค์ที่สำคัญก็คือมาขอความเป็นธรรมให้กับนายสุชาติ เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ชุดที่ 62 ได้มีมติที่จะฟ้องนายสุชาติ กับศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งพวกตนคิดว่านายสุชาติ มีนโยบายที่จะลดค่าใช้จ่ายให้กับเพื่อนสมาชิก ได้แก่ลดดอกเบี้ย ลดเงินประกัน หรืออะไรต่างๆที่จะลดภาระได้ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือท่านเป็นเลขานุการของคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา ท่านจะมีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้ได้ และมีนโยบายว่าดอกเบี้ยของสหกรณ์น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.75 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิกลง ประเด็นสำคัญคือท่านไม่ได้ทำหนังสือเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ทำหนังสือเพื่อมวลสมาชิกทั้งหมด จึงถูกฟ้องคดี ดังกล่าว จึงมาขอความเป็นธรรมกับผู้ที่มีอำนาจในครั้งนี้

ด้านนายลือชัย ศรีหาคลัง ที่ปรึกษาและผู้ประสานงานกลุ่มพิทักษ์ความถูกต้องฯ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การมาร่วมกิจกรรมอย่างสันติวิธีในครั้งนี้  เกิดจากช่วงรอยต่อการเปลี่ยนประธานสหกรณ์ฯ โดยนายสุชาติอยู่ระหว่างการรอรับรองการเป็นประธานตัวจริง แต่ได้ทำหนังสือไปยังบริษัทประกัน เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกตรงนี้      จึงทำให้คณะกรรมการสหดกรณ์ชุดปัจจุบัน นำมาเป็นประเด็นจับผิดนายสุชาติ นำไปฟ้องร้องเรียกเงิน 13 ล้านบาทจากนายสุชาติว่าแอบอ้างเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด ทำหนังสือไปหาบริษัทประกันฯ ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ดเสียหาย จึงมีคดีความดังกล่าว

“สมาชิกฯด้วิเคราะห์แล้วว่าอาจจะเป็นการกลั่นแกล้งนายสุชาติ และอาจขาดสิทธิการเป็นเป็นประธานสหกรณ์ฯ และหากสมาชิกเราไม่ได้มีการตอบรับจากคณะกรรมการชุดนี้ หรือมีการเจรจากันให้เข้าใจที่สามารถตกลงกันได้ ในวันประชุมใหญ่สหกรณ์ที่จะมาถึง ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นี้ มวลสมาชิกอาจจะไม่ร่วมประชุมหรืออาจจะมีประเด็นในการชุมนุมของสมาชิกมากขึ้นก็ได้”นายลือชัยฯ กล่าว

ด้านนายสุริยา โคตะชัย ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในส่วนของตนเองตอบคนเดียวหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งทันทีไม่ได้ทุกอย่างจะต้องเข้ามติที่ประชุมของคณะกรรมการร่วม เพราะว่าอำนาจการบริหารเป็นของคณะกรรมการที่มีการบริหารเป็นคณะ ในส่วนตนเองทำหน้าที่เป็นประธานไม่มีหน้าที่ที่จะสามารถสั่งการได้ ประธานมีหน้าที่ทำตามมติของคณะกรรมการ เท่านั้น

สำหรับในวันที่ 22 ธันวาคม 2567 เป็นการเปิดประชุมสามัญประจำปี 2567 คณะกรรมการชุดเดิมยังมีหน้าที่ในการดำเนินการมีสิทธิ์เต็มที่ตามระเบียบ และข้อบังคับ ในส่วนของคณะกรรมการชุดใหม่ก็จะดำเนินการต่อหลังจากวันที่ 22 ธันวาคม 2567 สำหรับชื่อของนายสุชาติ ฯ จะถูกนำเสนอในที่ประชุมวันที่22 ธันวาคม 2567 แน่นอน และหรือนายทะเบียนสหกรณ์ฯเห็นเป็นอื่นใดก็ขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการฯ ยืนยันตนเองทำทุกอย่างตามมติและข้อบังคับของสหกรณ์ฯ ผู้บริหาร-สมาชิกสหกรณ์ทุกคนเป็นพี่เป็นน้องกัน ให้รอดูวันที่ 22 ธันวาคม 2567 นี้

ขณะที่นายไพรินทร์ สินธุไพร และนายจอมขวัญ แสงแก้ว สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ดได้ร่วมแสดงความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ที่เดินทางมาวันนี้ก็เพื่อให้กำลังใจทั้ง 2 ฝ่าย อยากจะให้คุยกันด้วยดี ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันคุยกันด้วยเหตุและส่วนตัวมองว่านายสุชาติ พุทธลา ว่าที่ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด คนใหม่ มีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิกลง และที่สำคัญคือ นายสุชาติฯไม่ได้ทำหนังสือเพื่อประโยชน์ของตัวเองแต่หากเป็นการทำหนังสือเพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกทั้งหมดถ้าจะมาถูกฟ้องดำเนินคดี ดังกล่าวมันก็ไม่ยุติธรรม

“จึงอยากจะให้ผู้ที่มีอำนาจทบทวนแนวทางในการดำเนินการดังกล่าว หรือหาข้อยุติโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จะได้เป็นแบบอย่างที่ดี ตัวอย่างที่ถูกต้องให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศได้นำไปปฏิบัติ ดั่งวิสัยทัศน์ที่ว่า เป็นสหกรณ์ชั้นนำในระดับประเทศ ที่มีความมั่นคง สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดี บริหารจัดการด้วย หลักธรรมาภิบาล “นายไพรินทร์ กล่าว จากนั้นผู้ที่มาร่วมกิจกรรมต่างทยอยแยกย้ายกันเดินทางกลับอย่างสงบในเวลา 11.45 น. 

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมฯครั้งที่ 6

https://www.naewna.com/local/847470

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมฯครั้งที่ 6

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมฯครั้งที่ 6

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.48 น.

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ครู-เยาวชนกว่า 1,000 คนร่วมงาน

13 ธันวาคม พ.ศ. 2567 พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เมตตาเป็นประธานใน “กิจกรรมเยาวชนไทยรวมใจทำความดี แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 และพิธีมอบรางวัลโครงการพัฒนาผู้เรียนด้วยการสวดมนต์ “บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ประจำปีการศึกษา 2567 ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระร่วมงาน ได้แก่ พระศรีปริยัติดิลก (วีระชัย ตนฺติปาโล ป.ธ.9) เจ้าคณะเขตหนองจอก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร, พระครูพิทักษ์รัตนานุกิจ (ณรงค์กิจ สุกิจฺโจ) เจ้าคณะเขตสายไหม เจ้าอาวาสวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ เเขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร, พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย, พระปลัดอุกฤษฏิ์ วํสธโร ประธานสงฆ์ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมธารา สายไหม กทม. ฯลฯ และได้รับเกียรติจากนายกวีวงศ์ อยู่วิจิตร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) นางนภัทร ธัญญวณิชกุล รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร นายษรกฤต ผลลูกอินทร์ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการสื่อสาร ฯ และนายบดินทร์ วัชโรบล ที่ปรึกษาประธานสภากรุงเทพมหานคร, คณะกรรมการด้านนวัตกรรม องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ รวมถึงมีคณะครู และเยาวชน จำนวนกว่า 1,000 คน ร่วมกิจกรรม

กิจกรรมเริ่มในภาคสายเป็นการแข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 แบ่งเป็น ระดับชั้นประถมศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาต้อนต้น และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากนั้น เยาวชนได้เข้าฐานกิจกรรม 3 ฐาน ประกอบด้วย ฐานที่ 1 “Animation ภูมินรก ภพสวรรค์ แดนอัศจรรย์หลังความตาย” ฐานที่ 2 “บิงโก ศีล5 และกฎแห่งกรรม” ฐานที่ 3 “เกมทายภาพ พุทธประวัติ” นอกจากนี้ คณะครูที่มาร่วมกิจกรรมยังได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม ฟังธรรมะจากพระอาจารย์วิทยากร ระหว่างที่เยาวชนเข้าฐานกิจกรรมด้วย

ส่วนภาคบ่าย คณะครู และนักเรียนร่วมกันสวดธรรมจักร จากนั้นท่านผู้มีเกียรติถวายพานสักการะ และพานดอกไม้ แด่ท่านประธานสงฆ์ ต่อด้วยตัวแทนนักเรียนกล่าวแสดงตนเป็นพุทธมามกะ และกล่าวปฏิญาณตน จากนั้น เป็นพิธีมอบโล่รางวัล โครงการพัฒนาผู้เรียนรู้ด้วยการสวดมนต์ “บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” จำนวน 36 รางวัล และโล่รางวัล การแข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 จำนวน 9 รางวัล ต่อด้วย พิธีมอบใบประกาศ และทุนการศึกษา โครงการประกวดเรียงความชิงทุนการศึกษา ปีการศึกษา 2567 หัวข้อ “ชีวิตก้าวหน้าถ้าทุกคนหันมาสวดธรรมจักร” จำนวน 9 รางวัล โดยพระครูพิทักษ์รัตนากุกิจ ดร. เจ้าคณะเขตสายไหม เจ้าอาวาสวัดพระร่วงประสิทธิ์ และพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับสถานศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 12 แห่ง

สำหรับงานครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากคณะสงฆ์กรุงเทพมหานครร่วมกับคณะสงฆ์เขตสายไหม ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมธารา ชมรมพุทธศาสตร์สากล และสถาบันพัฒนาเยาวชนโลก วัดพระธรรมกาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทั้งครูและเยาวชนได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา รวมทั้งได้ปฏิบัติทั้งการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ และสอบตอบปัญหาทางศีลธรรม และปลูกฝังศีลธรรมแก่เยาวชน เพื่อให้นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องดีงามต่อไป

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

https://www.naewna.com/local/847279

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.19 น.

‘ผอ.OKMD’ชี้แคมเปญ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะแก่การลงทุนเวลา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กและเยาวชน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในเวทีแลกเปลี่ยนภาคียุทธศาสตร์ ปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมงานระหว่างภาคียุทธศาสตร์และจังหวัดยุทธศาสตร์ปิดเทอมสร้างสรรค์ ณ ห้อง ประชุม 201 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า OKMD โดย ทีเคพาร์ค และมิวเซียมสยาม ได้ร่วมขับเคลื่อนงานปิดเทอมสร้างสรรค์ โดยการสร้างสรรค์การเรียนรู้ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยภารกิจของ OKMD ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา ก็ได้ทำนวัตกรรมการเรียนรู้ เข้าถึงคนทุกช่วงวัย ลดการเหลื่อมล้ำของสังคม เริ่มแรกเราชวนคนที่อยากเรียนรู้เข้าห้องสมุดค้นคว้าหาเรื่องที่สนใจใคร่รู้ และเรียนรู้เรื่องนั้นอยากลึกซึ้ง นอกจากนี้ ยังมีการเรียนรู้ผ่านพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดง เรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย 

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า จนถึงวันนี้ 20 ปี ผ่านมาไป เทคโนโลยี และกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่ง OKMD มีโอกาสได้ส่งเสริม และบ่มเพาะนวัตกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ผ่านการเล่นใน 3 แบบ ได้แก่ 

1. การเรียนรู้ผ่านการบอร์ดเกม ที่ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องง่าย โดยบอร์ดเกมบางประเภท เป็นเกมกลยุทธ์ ที่ต้องฝึกการคิดวิเคราะห์ และบางประเภทก็เล่นเป็นทีม สามารถทำให้เกิดการคิดสร้างสรรค์และมีความเป็นทีมมากขึ้น

2. การเล่นในพื้นที่สนามเด็กเล่น หรือที่เรียกว่า Playground โดยใช้หลักการพัฒนาสมอง ให้เด็กได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น เช่น มีบ้านต้นไม้ มีพื้นทราย มีพื้นน้ำ และมีสะพานโยกเยก ซึ่งจะสอนให้เด็กฝึกตัดสินใจ และมีความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ผ่านสะพานโยกเยก ความสร้างสรรค์ทำให้เกิดการเรียนรู้ รูปแบบใหม่ได้

3. การเล่นควบคู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ใช้ Robotics, AR, VR เป็นต้น โดยจัดให้มีการแข่งขัน การจัดประกวด สอดคล้องกับนโยบายโคดดิ้งของรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อนด้วย ดังนั้น การเรียนรู้ผ่านนวัตกรรมการเล่น จึงเป็นภารกิจหนึ่งที่ OKMD ทำมาตลอด 20 ปี 

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า เร็วๆนี้จะมีความร่วมมือระหว่าง สสส. OKMD ภาคีเครือข่าย จัดแคมเปญ “ปิดเทอมสร้างสรรค์” โดยทุกหน่วยงานมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน คืออยากให้มีพื้นที่เรียนรู้ กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเท่าที่ผู้บริหาร สสส. ได้พูดถึงไว้อย่างนาสนใจว่า อยากให้ทุกตารางเมตรของประเทศไทย มีพื้นที่เรียนรู้ อาจเรียนรู้จากชุมชน หรือบางพื้นที่ที่มีพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์อยู่เดิมแล้ว ก็เข้าไปเชื่อมโยง และพัฒนาชุมชนสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายในชุมชน ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ใช้เวลา และวันว่างให้เป็นประโยชน์ ในการค้นคว้าหาความรู้ เนื่องจากการลงทุนของเด็กวัยเรียนคือ “การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้และต่อโยงไปถึงการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/847211

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 09.12 น.

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แก้ไขปัญหาเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพิ่มโอกาสทางการศึกษา 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

13 ธันวาคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ให้บริการเครือข่าย Infinite sim ช่วยแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนเด็กเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาหาความรู้ทางโลกออนไลน์ ผ่าน “ซิมพร้อมเรียน” ซึ่งเป็นโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จะช่วยให้น้อง ๆ นักเรียนเรียนรู้ในโลกออนไลน์ได้มากขึ้น  โดยครูสามารถแจ้งสิทธิ์ให้กับนักเรียนลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ sim-student.nbtc.go.th 

โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง  “ซิมพร้อมเรียน” สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ จำนวน 357,000 ซิม (คน) เพื่อสนับสนุนนักเรียนให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรีจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 จำนวน 2 กลุ่ม ดังนี้

1) นักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้น ม.1 – ม.3 (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 – 15 มกราคม 2568)

2) นักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้น ป.6 (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 – 15 มกราคม 2568)

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนรับซิม ดังนี้

1) ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ sim-student.nbtc.go.th  จากนั้นกด “ลงทะเบียนรับซิมฟรี”

2) กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จากนั้นกด “ตกลง”

3) ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนักเรียน จากนั้นกด “ไปต่อ”

4) เลือกเบอร์โทรศัพท์ “เบอร์ใหม่” หรือ “เบอร์เดิม”  (แนะนำเลือกเบอร์ใหม่ เพื่อสามารถเปิดใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการย้ายค่าย)

5) เลือกเครือข่าย “Infinite” จากนั้นกด “ไปต่อ”

6) เลือกสถานที่รับซิมการ์ด จากนั้นกด “ยืนยัน”  (แนะนำเลือก “รับที่โรงเรียน”)

7) ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน กด “ตรวจสอบสถานะ” เพื่อเช็กความเรียบร้อยในขั้นตอนสุดท้าย

“รัฐบาลมุ่งสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึง เพื่อเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ” นายคารม ระบุ

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่ นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

https://www.naewna.com/local/847179

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่  นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่ นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม(บพค.) จัดงานประชุมวิชาการ PMU-B Brainpower Congress 2024 ภายใต้แนวคิด“Unlocking the Potential of Ignite Thailand: ปลดล็อกศักยภาพคนไทยจุดประกายสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและส่งสริมงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

โดยในงานได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) มากล่าวสร้างขวัญและให้กำลังใจแก่นักวิจัย พร้อมกันนี้ มีความพยายามในการหารือร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของประเทศ อันเป็น Agenda-based issue ที่สอดรับกับแนวทางนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐนตรี นางสาวแพทองธารชินวัตร เป็นประธานฯ เน้นย้ำว่ากระทรวง อว.ได้มีนโยบายสำคัญด้านการพัฒนากำลังคนให้เป็นผู้เรียนดีมีความสุข มีรายได้ ควบคู่ไปกับนโยบาย “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ”

โดยมีหลักสำคัญประเทศเน้นกำลังคน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรม Semiconductor &Advanced Electronics , อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV, อุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นสูง เพื่อตอบโจทย์ความเป็นASEAN Medical Hub แห่งภูมิภาคจึงขอให้ทุกคนมาร่วมกันกับกระทรวง อว.ของเราเพื่อการพัฒนาระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิใจ ยกระดับกระทรวงให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังผู้ปาฐกถาพิเศษ อีกหลายท่าน อาทิ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะกรรมการบริหาร บพค.ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Enhancing the Scientific and Technological Infrastructure of Thalland: Strategy to Implementation” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยผ่านกลยุทธ์สู่การปฏิบัติจริง