ส่อวุ่น!! สมาชิกสหกรณ์ฯครูร้อยเอ็ดกว่า 120 คน แต่งดำขอความเป็นธรรมเลือกประธานฯ

https://www.naewna.com/local/847574

ส่อวุ่น!! สมาชิกสหกรณ์ฯครูร้อยเอ็ดกว่า 120 คน แต่งดำขอความเป็นธรรมเลือกประธานฯ

ส่อวุ่น!! สมาชิกสหกรณ์ฯครูร้อยเอ็ดกว่า 120 คน แต่งดำขอความเป็นธรรมเลือกประธานฯ

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.20 น.

กลุ่มพิทักษ์ความถูกต้องฯในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด ร่วมแต่งชุดดำยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ”สุชาติ พุทธลา” ให้ได้รับเลือกเป็นประธานสหกรณ์ แทนคนเดิมที่หมดวาระ หลังจะถูกดำเนินคดี

วันนี้ (14 ธ.ค.67) ที่บริเวณด้านหน้าอาคารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด นายประจวบ นาก้อนทอง นายกสมาคมครูจังหวัดร้อยเอ็ด-แกนนำกลุ่มพิทักษ์ความถูกต้อง ปกป้องความชอบธรรม ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด พร้อมด้วยนายลือชัย ศรีหาคลัง และแกนนำกลุ่มพิทักษ์ความถูกต้อง ปกป้องความชอบธรรม ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด นำสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด แต่งชุดสีดำจำนวนประมาณ 120 คน ร่วมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมอให้แก่นายสุชาติ พุทธลา ผู้ได้รับการสรรหาที่จะได้รับการเสนอชื่อต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ให้เลือกเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด แทนคนเดิมที่หมดวาระ แต่นายสุชาติกลับถูกดำเนินคดี

นายประจวบ กล่าวว่า ที่พวกเรามาในวันนี้จุดประสงค์ที่สำคัญก็คือมาขอความเป็นธรรมให้กับนายสุชาติ เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ชุดที่ 62 ได้มีมติที่จะฟ้องนายสุชาติ กับศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งพวกตนคิดว่านายสุชาติ มีนโยบายที่จะลดค่าใช้จ่ายให้กับเพื่อนสมาชิก ได้แก่ลดดอกเบี้ย ลดเงินประกัน หรืออะไรต่างๆที่จะลดภาระได้ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือท่านเป็นเลขานุการของคณะกรรมการการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา ท่านจะมีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้ได้ และมีนโยบายว่าดอกเบี้ยของสหกรณ์น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.75 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิกลง ประเด็นสำคัญคือท่านไม่ได้ทำหนังสือเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ทำหนังสือเพื่อมวลสมาชิกทั้งหมด จึงถูกฟ้องคดี ดังกล่าว จึงมาขอความเป็นธรรมกับผู้ที่มีอำนาจในครั้งนี้

ด้านนายลือชัย ศรีหาคลัง ที่ปรึกษาและผู้ประสานงานกลุ่มพิทักษ์ความถูกต้องฯ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การมาร่วมกิจกรรมอย่างสันติวิธีในครั้งนี้  เกิดจากช่วงรอยต่อการเปลี่ยนประธานสหกรณ์ฯ โดยนายสุชาติอยู่ระหว่างการรอรับรองการเป็นประธานตัวจริง แต่ได้ทำหนังสือไปยังบริษัทประกัน เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกตรงนี้      จึงทำให้คณะกรรมการสหดกรณ์ชุดปัจจุบัน นำมาเป็นประเด็นจับผิดนายสุชาติ นำไปฟ้องร้องเรียกเงิน 13 ล้านบาทจากนายสุชาติว่าแอบอ้างเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด ทำหนังสือไปหาบริษัทประกันฯ ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ดเสียหาย จึงมีคดีความดังกล่าว

“สมาชิกฯด้วิเคราะห์แล้วว่าอาจจะเป็นการกลั่นแกล้งนายสุชาติ และอาจขาดสิทธิการเป็นเป็นประธานสหกรณ์ฯ และหากสมาชิกเราไม่ได้มีการตอบรับจากคณะกรรมการชุดนี้ หรือมีการเจรจากันให้เข้าใจที่สามารถตกลงกันได้ ในวันประชุมใหญ่สหกรณ์ที่จะมาถึง ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นี้ มวลสมาชิกอาจจะไม่ร่วมประชุมหรืออาจจะมีประเด็นในการชุมนุมของสมาชิกมากขึ้นก็ได้”นายลือชัยฯ กล่าว

ด้านนายสุริยา โคตะชัย ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในส่วนของตนเองตอบคนเดียวหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งทันทีไม่ได้ทุกอย่างจะต้องเข้ามติที่ประชุมของคณะกรรมการร่วม เพราะว่าอำนาจการบริหารเป็นของคณะกรรมการที่มีการบริหารเป็นคณะ ในส่วนตนเองทำหน้าที่เป็นประธานไม่มีหน้าที่ที่จะสามารถสั่งการได้ ประธานมีหน้าที่ทำตามมติของคณะกรรมการ เท่านั้น

สำหรับในวันที่ 22 ธันวาคม 2567 เป็นการเปิดประชุมสามัญประจำปี 2567 คณะกรรมการชุดเดิมยังมีหน้าที่ในการดำเนินการมีสิทธิ์เต็มที่ตามระเบียบ และข้อบังคับ ในส่วนของคณะกรรมการชุดใหม่ก็จะดำเนินการต่อหลังจากวันที่ 22 ธันวาคม 2567 สำหรับชื่อของนายสุชาติ ฯ จะถูกนำเสนอในที่ประชุมวันที่22 ธันวาคม 2567 แน่นอน และหรือนายทะเบียนสหกรณ์ฯเห็นเป็นอื่นใดก็ขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการฯ ยืนยันตนเองทำทุกอย่างตามมติและข้อบังคับของสหกรณ์ฯ ผู้บริหาร-สมาชิกสหกรณ์ทุกคนเป็นพี่เป็นน้องกัน ให้รอดูวันที่ 22 ธันวาคม 2567 นี้

ขณะที่นายไพรินทร์ สินธุไพร และนายจอมขวัญ แสงแก้ว สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ดได้ร่วมแสดงความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ที่เดินทางมาวันนี้ก็เพื่อให้กำลังใจทั้ง 2 ฝ่าย อยากจะให้คุยกันด้วยดี ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันคุยกันด้วยเหตุและส่วนตัวมองว่านายสุชาติ พุทธลา ว่าที่ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด คนใหม่ มีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิกลง และที่สำคัญคือ นายสุชาติฯไม่ได้ทำหนังสือเพื่อประโยชน์ของตัวเองแต่หากเป็นการทำหนังสือเพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกทั้งหมดถ้าจะมาถูกฟ้องดำเนินคดี ดังกล่าวมันก็ไม่ยุติธรรม

“จึงอยากจะให้ผู้ที่มีอำนาจทบทวนแนวทางในการดำเนินการดังกล่าว หรือหาข้อยุติโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จะได้เป็นแบบอย่างที่ดี ตัวอย่างที่ถูกต้องให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศได้นำไปปฏิบัติ ดั่งวิสัยทัศน์ที่ว่า เป็นสหกรณ์ชั้นนำในระดับประเทศ ที่มีความมั่นคง สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดี บริหารจัดการด้วย หลักธรรมาภิบาล “นายไพรินทร์ กล่าว จากนั้นผู้ที่มาร่วมกิจกรรมต่างทยอยแยกย้ายกันเดินทางกลับอย่างสงบในเวลา 11.45 น. 

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมฯครั้งที่ 6

https://www.naewna.com/local/847470

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมฯครั้งที่ 6

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมฯครั้งที่ 6

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.48 น.

‘คณะสงฆ์ กทม.’จัดกิจกรรม‘เยาวชนไทยรวมใจทำความดี’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ครู-เยาวชนกว่า 1,000 คนร่วมงาน

13 ธันวาคม พ.ศ. 2567 พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เมตตาเป็นประธานใน “กิจกรรมเยาวชนไทยรวมใจทำความดี แข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 และพิธีมอบรางวัลโครงการพัฒนาผู้เรียนด้วยการสวดมนต์ “บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ประจำปีการศึกษา 2567 ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระร่วมงาน ได้แก่ พระศรีปริยัติดิลก (วีระชัย ตนฺติปาโล ป.ธ.9) เจ้าคณะเขตหนองจอก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร, พระครูพิทักษ์รัตนานุกิจ (ณรงค์กิจ สุกิจฺโจ) เจ้าคณะเขตสายไหม เจ้าอาวาสวัดพรพระร่วงประสิทธิ์ เเขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร, พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย, พระปลัดอุกฤษฏิ์ วํสธโร ประธานสงฆ์ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมธารา สายไหม กทม. ฯลฯ และได้รับเกียรติจากนายกวีวงศ์ อยู่วิจิตร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) นางนภัทร ธัญญวณิชกุล รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร นายษรกฤต ผลลูกอินทร์ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการสื่อสาร ฯ และนายบดินทร์ วัชโรบล ที่ปรึกษาประธานสภากรุงเทพมหานคร, คณะกรรมการด้านนวัตกรรม องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ รวมถึงมีคณะครู และเยาวชน จำนวนกว่า 1,000 คน ร่วมกิจกรรม

กิจกรรมเริ่มในภาคสายเป็นการแข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 แบ่งเป็น ระดับชั้นประถมศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาต้อนต้น และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากนั้น เยาวชนได้เข้าฐานกิจกรรม 3 ฐาน ประกอบด้วย ฐานที่ 1 “Animation ภูมินรก ภพสวรรค์ แดนอัศจรรย์หลังความตาย” ฐานที่ 2 “บิงโก ศีล5 และกฎแห่งกรรม” ฐานที่ 3 “เกมทายภาพ พุทธประวัติ” นอกจากนี้ คณะครูที่มาร่วมกิจกรรมยังได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม ฟังธรรมะจากพระอาจารย์วิทยากร ระหว่างที่เยาวชนเข้าฐานกิจกรรมด้วย

ส่วนภาคบ่าย คณะครู และนักเรียนร่วมกันสวดธรรมจักร จากนั้นท่านผู้มีเกียรติถวายพานสักการะ และพานดอกไม้ แด่ท่านประธานสงฆ์ ต่อด้วยตัวแทนนักเรียนกล่าวแสดงตนเป็นพุทธมามกะ และกล่าวปฏิญาณตน จากนั้น เป็นพิธีมอบโล่รางวัล โครงการพัฒนาผู้เรียนรู้ด้วยการสวดมนต์ “บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” จำนวน 36 รางวัล และโล่รางวัล การแข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 6 จำนวน 9 รางวัล ต่อด้วย พิธีมอบใบประกาศ และทุนการศึกษา โครงการประกวดเรียงความชิงทุนการศึกษา ปีการศึกษา 2567 หัวข้อ “ชีวิตก้าวหน้าถ้าทุกคนหันมาสวดธรรมจักร” จำนวน 9 รางวัล โดยพระครูพิทักษ์รัตนากุกิจ ดร. เจ้าคณะเขตสายไหม เจ้าอาวาสวัดพระร่วงประสิทธิ์ และพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับสถานศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 12 แห่ง

สำหรับงานครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากคณะสงฆ์กรุงเทพมหานครร่วมกับคณะสงฆ์เขตสายไหม ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมธารา ชมรมพุทธศาสตร์สากล และสถาบันพัฒนาเยาวชนโลก วัดพระธรรมกาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทั้งครูและเยาวชนได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา รวมทั้งได้ปฏิบัติทั้งการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ และสอบตอบปัญหาทางศีลธรรม และปลูกฝังศีลธรรมแก่เยาวชน เพื่อให้นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องดีงามต่อไป

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

https://www.naewna.com/local/847279

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.19 น.

‘ผอ.OKMD’ชี้แคมเปญ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะแก่การลงทุนเวลา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กและเยาวชน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในเวทีแลกเปลี่ยนภาคียุทธศาสตร์ ปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมงานระหว่างภาคียุทธศาสตร์และจังหวัดยุทธศาสตร์ปิดเทอมสร้างสรรค์ ณ ห้อง ประชุม 201 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า OKMD โดย ทีเคพาร์ค และมิวเซียมสยาม ได้ร่วมขับเคลื่อนงานปิดเทอมสร้างสรรค์ โดยการสร้างสรรค์การเรียนรู้ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยภารกิจของ OKMD ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา ก็ได้ทำนวัตกรรมการเรียนรู้ เข้าถึงคนทุกช่วงวัย ลดการเหลื่อมล้ำของสังคม เริ่มแรกเราชวนคนที่อยากเรียนรู้เข้าห้องสมุดค้นคว้าหาเรื่องที่สนใจใคร่รู้ และเรียนรู้เรื่องนั้นอยากลึกซึ้ง นอกจากนี้ ยังมีการเรียนรู้ผ่านพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดง เรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย 

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า จนถึงวันนี้ 20 ปี ผ่านมาไป เทคโนโลยี และกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่ง OKMD มีโอกาสได้ส่งเสริม และบ่มเพาะนวัตกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ผ่านการเล่นใน 3 แบบ ได้แก่ 

1. การเรียนรู้ผ่านการบอร์ดเกม ที่ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องง่าย โดยบอร์ดเกมบางประเภท เป็นเกมกลยุทธ์ ที่ต้องฝึกการคิดวิเคราะห์ และบางประเภทก็เล่นเป็นทีม สามารถทำให้เกิดการคิดสร้างสรรค์และมีความเป็นทีมมากขึ้น

2. การเล่นในพื้นที่สนามเด็กเล่น หรือที่เรียกว่า Playground โดยใช้หลักการพัฒนาสมอง ให้เด็กได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น เช่น มีบ้านต้นไม้ มีพื้นทราย มีพื้นน้ำ และมีสะพานโยกเยก ซึ่งจะสอนให้เด็กฝึกตัดสินใจ และมีความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ผ่านสะพานโยกเยก ความสร้างสรรค์ทำให้เกิดการเรียนรู้ รูปแบบใหม่ได้

3. การเล่นควบคู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ใช้ Robotics, AR, VR เป็นต้น โดยจัดให้มีการแข่งขัน การจัดประกวด สอดคล้องกับนโยบายโคดดิ้งของรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อนด้วย ดังนั้น การเรียนรู้ผ่านนวัตกรรมการเล่น จึงเป็นภารกิจหนึ่งที่ OKMD ทำมาตลอด 20 ปี 

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า เร็วๆนี้จะมีความร่วมมือระหว่าง สสส. OKMD ภาคีเครือข่าย จัดแคมเปญ “ปิดเทอมสร้างสรรค์” โดยทุกหน่วยงานมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน คืออยากให้มีพื้นที่เรียนรู้ กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเท่าที่ผู้บริหาร สสส. ได้พูดถึงไว้อย่างนาสนใจว่า อยากให้ทุกตารางเมตรของประเทศไทย มีพื้นที่เรียนรู้ อาจเรียนรู้จากชุมชน หรือบางพื้นที่ที่มีพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์อยู่เดิมแล้ว ก็เข้าไปเชื่อมโยง และพัฒนาชุมชนสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายในชุมชน ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ใช้เวลา และวันว่างให้เป็นประโยชน์ ในการค้นคว้าหาความรู้ เนื่องจากการลงทุนของเด็กวัยเรียนคือ “การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้และต่อโยงไปถึงการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/847211

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 09.12 น.

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แก้ไขปัญหาเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพิ่มโอกาสทางการศึกษา 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

13 ธันวาคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ให้บริการเครือข่าย Infinite sim ช่วยแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนเด็กเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาหาความรู้ทางโลกออนไลน์ ผ่าน “ซิมพร้อมเรียน” ซึ่งเป็นโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จะช่วยให้น้อง ๆ นักเรียนเรียนรู้ในโลกออนไลน์ได้มากขึ้น  โดยครูสามารถแจ้งสิทธิ์ให้กับนักเรียนลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ sim-student.nbtc.go.th 

โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง  “ซิมพร้อมเรียน” สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ จำนวน 357,000 ซิม (คน) เพื่อสนับสนุนนักเรียนให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรีจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 จำนวน 2 กลุ่ม ดังนี้

1) นักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้น ม.1 – ม.3 (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 – 15 มกราคม 2568)

2) นักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้น ป.6 (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 – 15 มกราคม 2568)

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนรับซิม ดังนี้

1) ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ sim-student.nbtc.go.th  จากนั้นกด “ลงทะเบียนรับซิมฟรี”

2) กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จากนั้นกด “ตกลง”

3) ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนักเรียน จากนั้นกด “ไปต่อ”

4) เลือกเบอร์โทรศัพท์ “เบอร์ใหม่” หรือ “เบอร์เดิม”  (แนะนำเลือกเบอร์ใหม่ เพื่อสามารถเปิดใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการย้ายค่าย)

5) เลือกเครือข่าย “Infinite” จากนั้นกด “ไปต่อ”

6) เลือกสถานที่รับซิมการ์ด จากนั้นกด “ยืนยัน”  (แนะนำเลือก “รับที่โรงเรียน”)

7) ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน กด “ตรวจสอบสถานะ” เพื่อเช็กความเรียบร้อยในขั้นตอนสุดท้าย

“รัฐบาลมุ่งสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึง เพื่อเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ” นายคารม ระบุ

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่ นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

https://www.naewna.com/local/847179

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่  นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่ นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม(บพค.) จัดงานประชุมวิชาการ PMU-B Brainpower Congress 2024 ภายใต้แนวคิด“Unlocking the Potential of Ignite Thailand: ปลดล็อกศักยภาพคนไทยจุดประกายสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและส่งสริมงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

โดยในงานได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) มากล่าวสร้างขวัญและให้กำลังใจแก่นักวิจัย พร้อมกันนี้ มีความพยายามในการหารือร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของประเทศ อันเป็น Agenda-based issue ที่สอดรับกับแนวทางนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐนตรี นางสาวแพทองธารชินวัตร เป็นประธานฯ เน้นย้ำว่ากระทรวง อว.ได้มีนโยบายสำคัญด้านการพัฒนากำลังคนให้เป็นผู้เรียนดีมีความสุข มีรายได้ ควบคู่ไปกับนโยบาย “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ”

โดยมีหลักสำคัญประเทศเน้นกำลังคน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรม Semiconductor &Advanced Electronics , อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV, อุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นสูง เพื่อตอบโจทย์ความเป็นASEAN Medical Hub แห่งภูมิภาคจึงขอให้ทุกคนมาร่วมกันกับกระทรวง อว.ของเราเพื่อการพัฒนาระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิใจ ยกระดับกระทรวงให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังผู้ปาฐกถาพิเศษ อีกหลายท่าน อาทิ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะกรรมการบริหาร บพค.ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Enhancing the Scientific and Technological Infrastructure of Thalland: Strategy to Implementation” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยผ่านกลยุทธ์สู่การปฏิบัติจริง

ศธ.ติดตามนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

https://www.naewna.com/local/846865

ศธ.ติดตามนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

ศธ.ติดตามนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และศธ. ณ โรงเรียนแม่แตง และโรงเรียนแม่ริมวิทยาคม ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.เชียงใหม่

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่เขต 15 (กลุ่มภาคเหนือตอนบน) ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และเชียงราย ที่โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม เพื่อรับฟังการรายงานผลกระทบและการดำเนินการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย -รับฟังรายงานผลการช่วยเหลือฟื้นฟูสถานศึกษาและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย -มอบนโยบายทางการศึกษา ข้อสั่งการและมาตรการป้องกันและฟื้นฟูสถานศึกษาจากอุทกภัย โดยมีศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน เข้าร่วมประชุม

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากฟังรายงานการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสถานศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย พบมีมูลค่าความเสียหาย จำนวน 205,714,812 ล้านบาท ซึ่งสถานศึกษาในสังกัด ศธ.ได้รับความเสียหายทุกสังกัดโดยทุกหน่วยงานได้ร่วมบูรณาการในการฟื้นฟูสถานศึกษาอย่างเต็มที่ สำหรับเป้าหมายการขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่นั้น พบว่า การบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มุ่งสร้างความเป็นเลิศ โดยเฉพาะการวางเป้าหมายการจัดการศึกษาในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่มีการสำรวจพบว่า ในอนาคตจะเป็นการจัดการศึกษาที่ไร้พรมแดน เพื่อความมั่งคั่ง มั่นคงในชีวิตที่มีความสุข ขณะที่การแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือ zero drop out ในจังหวัดเชียงใหม่ยังพบว่าเด็กหลุดระบบการศึกษา จำนวน 25,000 คน ซึ่งสำรวจได้เพียงร้อยละ 30 เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่พบตัวตนตามช่วงอายุแล้ว มีการอพยพถิ่นฐาน และได้รับรายงานว่าได้มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด เพื่อติดตามค้นหาเด็กให้เข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ส่วนสถานศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย นั้นมีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ 205 แห่งพบมูลค่าความเสียหาย จำนวน 192.6 ล้านบาท โดยใช้แผนที่จับข้อมูลสถานศึกษาและจัดทำระบบเตือนภัยในการฟื้นฟูสถานศึกษาหลังน้ำลด พร้อมได้รับความช่วยเหลือจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาในพื้นที่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ตนได้มอบให้สถานศึกษามาขับเคลื่อนโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมตาม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 ซึ่งแม้สถานศึกษาส่วนใหญ่มองว่า การเป็นโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมจะถูกปิดล็อกด้วยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 จนทำให้ไม่สามารถคิดค้นหลักสูตรหรือนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ได้ หรือแม้กระทั่งการใช้งบประมาณมาดำเนินการ แต่ตนไม่อยากให้คิดเช่นนั้นและอยากให้ทุกโรงเรียนได้คิดนอกกรอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการติดตามนโยบายการศึกษาทำให้ตนเชื่อว่าสถานศึกษาภาคเหนือตอนบนมีการพัฒนาที่สมบูรณ์อย่างมาก

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ผมได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนอกจากจะติดตามสถานการณ์น้ำท่วมโรงเรียนภาคเหนือแล้ว ผมยังได้รับทราบว่ามีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณดูแล ก็จะติดตามเพื่อจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนฟื้นฟูต่อไป นอกจากนี้ยังได้รับรู้ข้อมูลใหม่ๆในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ถือเป็นประโยช์อย่างยิ่งในการมาติดตามนโยบายในครั้งนี้ทำให้ได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆ และคิดว่าในเขต 15 นี้จะมีการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาได้ดี เนื่องจากภาคการศึกษาทุกส่วน รวมถึงโรงเรียนเอกชนมีความพร้อมมากในการให้ความช่วยเหลือแบ่งปัน” พล.ต.เพิ่มพูน กล่าว

‘จุฬาฯ’ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

https://www.naewna.com/local/846971

'จุฬาฯ'ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

‘จุฬาฯ’ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.43 น.

จุฬาฯสุดปลื้มติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 2025 QS Sustainability Rankings

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับอย่างน่าภาคภูมิใจใน 2025 QS Sustainability Rankings โดยได้รับการจัดอันดับที่ 16 ในเอเชีย และอันดับ 1 ในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นเลิศทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจาก QS Sustainability Rankings

QS Sustainability Rankings เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 1,700 แห่งโดยพิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สำคัญ โดยประเมินมหาวิทยาลัยในด้านต่าง ๆ เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) การบริหารจัดการ (Governance) และประสิทธิภาพในมิติที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

ความสำเร็จของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จากผลของ 2025 QS Sustainability Rankings จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีคะแนนรวมสูงถึง 80.7 ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ

• ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 71 ของโลก พิสูจน์ให้เห็นถึงความคิดริเริ่มที่มีผลดีและนโยบายเพื่อความยั่งยืนที่ทรงพลังของมหาวิทยาลัย

• การแลกเปลี่ยนความรู้: อันดับ 135 ของโลก สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการแบ่งปันความเชี่ยวชาญและสร้างความร่วมมือ

• ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 124 ของโลก แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในด้านความยั่งยืนและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

• การบริหารจัดการ: อันดับ 176 ของโลก แสดงถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่น

• ความเท่าเทียม: อันดับ 257 ของโลก ตอกย้ำความพยายามในการส่งเสริมความครอบคลุมและลดความเหลื่อมล้ำ

• ผลกระทบด้านสังคม: อันดับ 313 ของโลก สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในการส่งเสริมความเท่าเทียมและการแลกเปลี่ยนความรู้

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันชั้นนำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต

‘ในหลวง-พระราชินี’จะเสด็จฯสักการะ’พระเขี้ยวแก้ว’ เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

https://www.naewna.com/local/846820

'ในหลวง-พระราชินี'จะเสด็จฯสักการะ'พระเขี้ยวแก้ว' เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

‘ในหลวง-พระราชินี’จะเสด็จฯสักการะ’พระเขี้ยวแก้ว’ เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.38 น.

ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธ.ค.2567 เวลา 17.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

https://www.naewna.com/local/846603

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ  ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.25 น.

ประเทศไทยเปิดก้าวแรก โครงการนำร่อง “หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์” ด้านสะเต็มศึกษา (Thai-US Joint-degree Sandbox for STEM Teacher Education Program) พลิกโฉมการพัฒนาครูมืออาชีพก้าวนำการเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน ต่อยอดจากโครงการครุศึกษายุคใหม่ SEA-TEP (Southeast Asian Teacher Education Program) ในระดับภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือระหว่างศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ศูนย์ SEAMEO STEM-ED) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และพันธมิตรภาคการศึกษาอีกมากมาย โดยจากที่ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาครูไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับโลก จึงให้การสนับสนุนโครงการฯ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนก้าวสำคัญของการศึกษาไทย แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนคุณภาพที่สอดรับกับยุคสมัย พร้อมตั้งเป้าเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อเตรียมความพร้อมแก่นิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้มีคุณภาพระดับสากลผ่านการผสานหลักสูตรของสถาบันเครือข่ายการศึกษาในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

จากงานวิจัยของประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะครูวิชาชีพในอนาคตที่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน ทั้งจากรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ICER) เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า หลักสูตรการพัฒนาครูในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ และจากผลการประเมินจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International StudentAssessment หรือ PISA) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของนักเรียนไทยอายุ 15 ปี ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการนำร่องนี้จึงถือเป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นในการปรับปรุงการผลิตและพัฒนาครูเพื่อยกระดับความสามารถของนักเรียนไทยให้สูงขึ้น พร้อมเตรียมรับความท้าทายในศตวรรษที่ 21

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ภาคีด้านการศึกษาในโครงการ SEA-TEP ทั้งประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และคาซัคสถาน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา ซึ่งต่อยอดจากSEA-TEP นี้ จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นบทถัดไปของการศึกษาไทยเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการสร้างโมเดลพัฒนาครูสะเต็มที่มีคุณภาพ เพื่อปรับใช้ในบริบทการศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และเพื่อเน้นย้ำเป้าหมายของโครงการฯ ที่มุ่งพัฒนาหลักสูตรนำร่องเป็นแนวทางพัฒนาครูจากต้นน้ำ ภายในงานได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักการศึกษา คณาจารย์ในเครือข่ายโครงการ SEA-TEP เน้นถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เตรียมนิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้หน่วยการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพในการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเมินข้อมูล ใช้หลักฐานและหลักการทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนข้อสรุปและสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และที่สำคัญคือต้องสามารถประยุกต์ทักษะเพื่อแก้ปัญหาจริงได้ โดยแต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการนำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ของตนอย่างเป็นรูปธรรม

“หลักสูตรครูในปัจจุบัน จำเป็นต้องเน้นการฝึกปฏิบัติที่เข้มข้นมากกว่าทฤษฎีเพื่อใช้ในการสอนได้จริง และเน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ให้เด็กคิดและแก้ปัญหาได้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยให้เด็กสนุก เรียนรู้ได้ดีขึ้น” ดร.มนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กล่าวเสริมถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนโครงการฯ ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขยายผลหลักสูตรพัฒนาครูให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ ความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทางคุรุสภาจึงทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับพลังของการร่วมมือกันระหว่างอาจารย์ในวิชาชีพเดียวกันว่า ถึงแม้จะมาจากต่างมหาวิทยาลัยกัน แต่ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันยกคุณภาพหลักสูตรคุรุศึกษาร่วมกันได้ สถาบันทั้ง 7 แห่งที่สนใจร่วมมือกันนี้ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยอิลลินอย เออร์แบนา-แชมเปญจน์ และมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต เพื่อนำร่องพัฒนาโมเดลหลักสูตรร่วมที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการพัฒนาครูสะเต็มในยุคปัจุบัน ซึ่งมีการรับรองคุณภาพและการประเมินที่ตรงตามมาตรฐานระดับสากล โดยเรามองว่านอกจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ครูไทยแล้ว ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของประเทศตนเองได้อีกด้วย

“ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษจะเป็น “ประตูบานหลัก” ให้ทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ได้เข้าถึงแหล่งความรู้ และเครื่องมือการเรียนการสอนจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก โดยหลักสูตรปริญญาร่วมจะจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาอังกฤษ อีกทั้งใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการเนื้อหา การประเมินผลและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างสถาบันด้วย เพื่อเสริมความสามารถให้กับครูยุคดิจิทัลสอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนสำหรับอนาคตไปพร้อมๆ กัน”

ด้าน มร.โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ทางสหรัฐอเมริกาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะช่วยสร้างครูที่เปี่ยมคุณภาพผ่านสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยของเรา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกกระดับสะเต็มศึกษาเพื่อขับเคลื่อนบุคลากรแห่งอนาคตเพื่อเผชิญความท้าทายระดับโลกไปพร้อมกัน ไม่เพียงแต่โครงการนำร่องฯจะเน้นการพัฒนาด้านสะเต็มศึกษาเท่านั้น แต่ยัง “ก้าวนำ” เทรนด์การพัฒนาครูให้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกยุคใหม่ได้อย่างล้ำสมัย

ด้าน ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช.เผยทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มว่า การปฏิรูปการศึกษาในวิชาชีพครูต้องมองไปข้างหน้า ก้าวข้ามการพัฒนาทักษะทั่วไป เพื่อให้พร้อมตอบสนองความต้องการของแรงงานอนาคต เราจึงยกระดับหลักสูตรการศึกษาครูระดับปริญญาตรีและโทในสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีให้ทันสมัย ภายใต้โครงการแซนด์บ็อกซ์นี้กับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองความท้าทายของสังคมดิจิทัล พร้อมพัฒนาทักษะตอบโจทย์ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อรองรับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อนาคต

ด้าน น.ส.ซามิรา คานาปิยาโนวาผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนยูเรเชียแปซิฟิกสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟรอนมุ่งมั่นสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนทั่วโลกให้บรรลุเป้าหมายดั่งที่ตั้งใจ เราตระหนักดีว่าสะเต็มศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การวิจัย และเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนโครงการพัฒนาครูในประเทศไทยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยคิดค้นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อความท้าทายที่โลกเผชิญ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่การสนับสนุนด้านสะเต็มศึกษาที่เชฟรอนทำมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษ ได้นำไปสานต่อโดยรัฐบาลไทยผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา

เรียกได้ว่าโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษาถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคการศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายในภูมิภาคเพื่อพลิกโฉมบทใหม่ที่ท้าทายของวงการการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบก้าวต่อไปที่สามารถขยายผลในประเทศอื่นๆ ภายใต้เครือข่ายของ SEAMEO STEM-ED ซึ่งรวมถึงกัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และคาซัคสถาน ผ่านโครงการ SEA-TEP อีกด้วย เพื่อเสริมแกร่งการพัฒนาบุคลากรด้านสะเต็มศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ สู่การพัฒนาบุคลากรคุณภาพระดับภูมิภาคต่อไป

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’ Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

https://www.naewna.com/local/846604

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’  Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’ Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกขบวนกว่า 40 แฟรนไชส์ จัดกิจกรรม“แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2024” ณ จ.นครสวรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ขยายธุรกิจ และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยรวมถึงเป็นการช่วยเหลือผู้ว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 ณ ลานกิจกรรม ลานโปรโมชั่นชั้น G (ลานเจ้าพระยา, ลานยมผสาน และลานแม่ปิง) ตั้งแต่เวลา 10.30-20.00 น.

โดยไฮไลท์ของการจัดกิจกรรมคือ การแสดงและจำหน่ายสินค้าธุรกิจแฟรนไชส์กว่า 40 แบรนด์ชั้นนำ การเจรจาทางธุรกิจ เพื่อเป็นเวทีพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขาธุรกิจ เป็นการเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำปรึกษาแนะนำ และสนับสนุนเงินทุนพร้อมเงื่อนไขพิเศษให้ผู้ที่สนใจ จึงขอเชิญชวนผู้ว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง