ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/846605

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมประสานภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงเรื่องการจัดกิจกรรม “OEC
Hackathon : เรียนดี มีความสุขชุมชนยั่งยืน” เป็นกิจกรรมต่อยอดจากมติที่ประชุมสภาการศึกษาเห็นชอบชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) สำหรับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องมือและอาวุธสำหรับการก้าวเดินต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาต้องการจะผลักดันและนำร่องชุดทักษะดังกล่าวให้แก่เด็กและเยาวชนไทยผ่านการจัดกิจกรรมแฮกกาธอน (Hackathon)  เพื่อจำลองรูปแบบการจัดการเรียนรู้สู่ “การเรียนดี มีความสุข” ภายใต้โจทย์นวัตกรรม “ชุมชนยั่งยืน” กิจกรรมที่เป็นการแฮก (Hack) สื่อถึงการแก้ไข ปัญหา การค้นหาทางลัด และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และมาราธอน (Marathon) สื่อถึงการทำงานและใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด

“จึงอยากเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ระดับ ม.ปลาย และ ปวช. จัดกลุ่มกันร่วมส่งไอเดียนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์ความคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนา “ชุมชนของตนให้ยั่งยืน” ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 ธันวาคม 2567 นี้” รมว.ศธ. กล่าวและว่า โดย 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้เข้าร่วม “OEC Hackathon Camp” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2568 มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างเสริมและพัฒนาทักษะ ช่วยติดอาวุธลับคมไอเดียของแต่ละทีมให้เปล่งประกายและสามารถต่อยอดไปสู่การปฏิบัติจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแนะนำกระบวนการคิดและสาธิตเครื่องมือช่วยในการแก้ปัญหา และการนำเสนอความคิดและวิธีแก้ปัญหาของทีมพร้อมคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชน และทีมผู้ชนะจะได้รับโล่และรางวัล และผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตรจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ น้องๆ ที่สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook Page “สภาการศึกษา” และ “Hackathon Thailand”

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

https://www.naewna.com/local/846435

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 42/2567 โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของศธ.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ในระดับเขตพื้นที่ฯรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 22–30 พฤศจิกายน 2567 จำนวน 15,515 คน โดยมีตัวอย่างความสำเร็จของการดำเนินงานและขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ได้แก่ 1.สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ (ศน.) อบรมฯ รุ่นที่ 1 ครบ ร้อยละ 100, 2.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 ผู้บริหาร ศน. อบรมฯ รุ่นที่ 1 ครบ ร้อยละ 100, 3.โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม สพม.เชียงใหม่ ผู้บริหาร ครู เข้าอบรมฯรุ่นที่ 1 ร้อยละ 83

นอกจากนี้ ได้รับรายงานการขยายเครือข่ายเพื่อนำองค์ความรู้PISA ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนกีฬา และจะมีการขยายผลสู่โรงเรียนเอกชนในสังกัด สช.ด้วย

“ศธ.จะขยายมิติการศึกษาไปทั้งหมด ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะอยู่ในสังกัดศธ.หรือไม่ก็ตาม เราจะทำงานร่วมกัน ก็ได้รับความร่วมมือต่างๆ ในการทำงานไปด้วยกัน ก้าวไป
ด้วยกัน เพื่อจะสร้างคุณภาพการศึกษา” รมว.ศธ. กล่าวและว่า ในส่วนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานว่า ตามที่ รมว.ศธ.ได้
มอบหมายให้ทำสื่อวีดีทัศน์แนะนำ PISA วีดีทัศน์การอบรม เรื่อง การสร้างและพัฒนาข้อสอบความฉลาดรู้ เพื่อประชาสัมพันธ์ครู ผู้บริหารที่สนใจสามารถรับชมได้ผ่าน YouTube ช่องทาง สสวท. และรายงานการจัดทำ LINE Openchat “การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” เพื่อเป็นช่องทางรับข้อมูลข่าวสารและตอบข้อสงสัยต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตามสิ้นปีนี้ สสวท.จะมอบภารกิจทั้งหมดนี้ไปให้ สกศ.ดูแลขับเคลื่อนแทน เนื่องจากปี 2568 สสวท.จะต้องเป็นกรรมการในการจัดการสอบ PISA แต่หลังจากสอบเสร็จแล้ว สสวท.ก็จะกลับมารับหน้าที่เหมือนเดิม

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลนวัตกรรม ที่เกาหลี

https://www.naewna.com/local/846430

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลนวัตกรรม ที่เกาหลี

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลนวัตกรรม ที่เกาหลี

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลในเวที Seoul International Invention Fair 2024 : SIIF 2024 ณ COEX สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีองค์กร/หน่วยงานกว่า 30 ประเทศส่งผลงานเข้าร่วมมากถึง 1,000 ผลงาน

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต สังคมก้าวหน้าและประเทศแข่งขันได้ในระดับโลก ล่าสุดที่มทร.ธัญบุรี ไปร่วมแข่งขันที่ SIIF 2024 เป็นอีกความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพขอคณาจารย์และนักศึกษา ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัล Gold Prize และ NRCT Special Award ตกเป็นของผลงาน “นวัตกรรมเซลล์เคมีไฟฟ้าขั้นสูงร่วมเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับควบคุมโรคและการแตกตัวของปุ๋ยในระบบไฮโดรโปนิกส์” โดย น.ส.กัญญารัตน์ หมัด น.ส.นวลลออ ยามาโอะ และน.ส.ทิตสุชา อุทยานิล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.ฉัตรชัย พลเชี่ยว ร่วมกับบริษัท วอเทอร์ป๊อก จำกัด อีกหนึ่งรางวัล Gold Prize คือผลงาน “OilSorbPack : วัสดุดูดซับน้ำมันประสิทธิภาพสูง” โดย น.ส.ศิริชล บัวบุญ และ นายพฤติพงศ์ พันธมนัสโสภา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ รศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ ร่วมกับ ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ไทยยูคิล่อน จำกัด นอกจากนี้ ผลงาน “นวัตกรรมครีมกันแดดชะลอวัยจากสารสกัดสาหร่ายองุ่นที่มีสารฟลาโวนอยด์สูงที่กักเก็บในอนุภาคทรานส์เฟอร์โซมสำหรับผิวแพ้ง่าย” โดย รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์บุญพิสุทธินันท์ คณะการแพทย์บูรณาการ และมีผู้ร่วมวิจัยคือ น.ส.วิรินดา ชมภู น.ส.กิตติ์รวี สมอไทย รวมถึงบริษัท เอ็มทีเนเชอรอล เฮิร์บ จำกัด ได้รับรางวัล Gold Prize และรางวัลพิเศษจากประเทศไต้หวัน ขณะที่ผลงาน “เจลครีมบำรุงรอบดวงตาจากสารสกัดดอกดาวเรืองกักเก็บในไลโปโซมเพื่อต่อต้านริ้วรอยและบำรุงผิว” โดย น.ส.จุฑามาตพงศ์นาคินทร์ และ น.ส.ธนวันต์ สุวรรณพันธ์ คณะการแพทย์บูรณาการ คว้า Bronze Prize ซึ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ รวมถึงผลงาน “ผลิตภัณฑ์งานสร้างสรรค์จากใบตองย้อมสีธรรมชาติ” โดย ผศ.โสภิดาวิศาลศักดิ์กุล และ รศ.ดร.อรวัลภ์อุปถัมภานนท์ จากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ได้รับ Bronze Prize และ Special Prize จากประเทศอิหร่าน

รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาระดับโลก พร้อมผลักดันการวิจัยสู่ระดับสากล และการได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้แก่มทร.ธัญบุรี และประเทศไทย แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษารุ่นใหม่และผู้สนใจศึกษาต่อ การผนึกกำลังระหว่างนักวิจัย คณาจารย์ และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ยิ่งแสดงถึงความเข้มแข็งของการวิจัยและพัฒนาที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสังคมและเศรษฐกิจ และยังแสดงถึงความก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศด้วยวิจัยและนวัตกรรม

สานพลังกำหนดทิศทางลงทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย

https://www.naewna.com/local/846431

สานพลังกำหนดทิศทางลงทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย

สานพลังกำหนดทิศทางลงทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมงาน “ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2025” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเป็นเกียรติในงาน

การจัดงานในครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของ สกสว. ร่วมกับ สอวช. และธนาคารโลก ได้ร่วมวางเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาดัชนีระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย “Thailand SRI Index”มุ่งเน้นการบ่งชี้สถานภาพ ความก้าวหน้า และผลกระทบของระบบ ววน. ซึ่งจะช่วยสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายการลงทุนด้าน ววน. ของประเทศและเป็นเครื่องมือสื่อสารทิศทางนโยบาย ววน. ในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาคมวิจัย โดย ดร.สุรชัย ได้ร่วมเวทีเสวนา “สานพลังตอบโจทย์การกำหนดทิศทางและเป้าหมายการลงทุนด้าน ววน.” ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. Ms. Melinda Good, Country Director ธนาคารโลก ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ นายศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ กรรมการเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมนวัตกรรมและวิจัย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ดร.สุรชัย กล่าวถึง บทบาทการทำงานของ สอวช. ที่ผ่านมาได้มีหน้าที่ในการช่วยดูตัวชี้วัดที่สำคัญของประเทศ ตัวอย่างเช่น การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย IMD World Com petitiveness ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และเปรียบเทียบให้เห็นถึงศักยภาพของไทยและเชื่อมโยงถึงแนวทางการขับเคลื่อนด้านนโยบายของประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ทำงานร่วมกับ สกสว. ในการวางเป้าหมายการพัฒนาดัชนีระบบ ววน. ของประเทศไทย ซึ่ง สอวช. ในฐานะหน่วยงานต้นน้ำของการทำนโยบาย มีการทำแผนและพัฒนาร่วมกับ สกสว. ดัชนีดังกล่าวจะมีประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยให้เราได้รู้ถึงสุขภาพจริง ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในด้าน ววน. เพื่อให้สามารถนำมาปรับแนวทางการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป

ในส่วนของการต่อยอดการทำงานร่วมกับ สกสว. ธนาคารโลก ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาควิชาการ จากทิศทางการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ดร.สุรชัย มองว่า นอกเหนือจากดัชนีระบบ ววน. ของประเทศแล้ว จะมีข้อมูลตัวเลขที่ได้จากการสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐและภาคเอกชนของไทย ที่แสดงให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนของรัฐ สัดส่วนบุคลากรทางด้านวิจัยและพัฒนาของประเทศ รวมถึงสัดส่วนการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งผลการสำรวจในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนไทยยังมีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และภาครัฐจะมีบทบาทช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ของภาคเอกชน โดย ดร.สุรชัย ได้หยิบยกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รัฐจะต้องให้ความสนใจ คือเรื่อง Climate Technology หรือการใช้เทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะครอบคลุมหลายเรื่องที่เชื่อมโยงกับนโยบายระดับโลก โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่มีการเปลี่ยนแปลงและจะส่งผลกระทบกับไทยด้วยเช่นกัน

ศธ.เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ ให้ นร. ม.6 หยุดดูหนังสือที่บ้าน เตรียมสอบ TGAT/TPAT

https://www.naewna.com/local/846433

ศธ.เตรียมมอบของขวัญปีใหม่  ให้ นร. ม.6 หยุดดูหนังสือที่บ้าน  เตรียมสอบ TGAT/TPAT

ศธ.เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ ให้ นร. ม.6 หยุดดูหนังสือที่บ้าน เตรียมสอบ TGAT/TPAT

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 41/2567 ณ ห้องประชุม
ราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA โดย สพฐ.ได้รายงานผลการประชุมแอดมิน และแกนนำ การขยายผลการสร้างข้อสอบวัดความฉลาดรู้ ไปตั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษา 718 User เพื่อนำเสนอแพลตฟอร์มอบรมออนไลน์ขยายผลการสร้างข้อสอบวัดความฉลาดรู้ฯ จำนวน 16 รุ่น และสำรอง ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567-เดือนมีนาคม 2568 ตัวอย่างการดำเนินงานของแกนนำระดับเขตพื้นที่ฯ เช่น อบรมครูแกนนำสพม.สมุทรปราการ ครูเครือข่ายโรงเรียน ในจังหวัดสมุทรปราการ

“ซึ่งศธ.มีเป้าหมายอยากทำให้ครบทุกๆ จุด และอบรมครูเป็นรุ่นๆ ไป ทั้งสถานศึกษาในสังกัด อว. สถานศึกษาใน กทม. และสถานศึกษาในท้องถิ่น เป็นการขับเคลื่อนไปด้วยกันในภาพรวม ในการสร้างครูแกนนำการออกแบบข้อสอบ PISA และมีการนำข้อสอบวัดความฉลาดรู้ฯไปขยายผลการดำเนินการ” รมว.ศธ.กล่าว และว่า นอกจากนี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้นำเสนอแผนการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อดำเนินการตามหลักการ “ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ติดตามผล พัฒนาปรับปรุง” ให้ดียิ่งขึ้น

พร้อมทั้ง มีการเปิดเว็บไซต์ “การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” http://www.ipst.ac.th/d2ieq ให้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานสากล โดยใช้องค์ความรู้จาก PISA และมี LINE Openchat “การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” เพื่อเป็นช่องทางรับข้อมูลข่าวสารและตอบข้อสงสัยต่างๆ ให้กับคุณครู 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้ติดตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหา “เด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา และ เด็กตกหล่น” โดยสำนักงานปลัดศธ.(สป.ศธ.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก็ได้รายงานการเชื่อมโยงข้อมูลผลการติดตามเด็กวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ผ่านเดสก์บอร์ด https://exchang.moe.go.th ที่มีการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งพบว่ามีจำนวนเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาที่ตรวจสอบแล้ว จำนวน 335,580 คนพบตัว 319,446 คน และไม่พบตัว 16,134 คน

นอกจากนี้ สพฐ. ได้รายงานการจัดกิจกรรมการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในหลายกิจกรรมแล้ว เช่น การใช้นวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ใน สพม.ราชบุรี “ราชบุรีโมเดล” โดยทำแผนการเรียนรายบุคคลวิชาชีพคนเลี้ยงวัว ส่วนที่ – เมืองสองแคว ร่วมพัฒนาโรงเรียนต้นแบบประจำอำเภอ จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ – สพป.นราธิวาส เขต 2 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการอบรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ แก่โรงเรียนในสังกัด 10 แห่ง – สพป.กรุงเทพมหานคร เขต 1 บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนกรุงเทพฯเป็นหนึ่ง “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง” (OBEC ZeroDropout) ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร

สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)ไปดูรูปแบบการแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษาที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ เนื่องจากมีเด็กหลายกลุ่ม เช่น เด็กกลุ่มที่อยู่ในเรือนจำ เด็กกลุ่มที่ไปอยู่ต่างประเทศ เด็กกลุ่มอยู่นอกระบบการศึกษาต่างๆ ก็ให้ไปดูรูปแบบว่าเขาทำกันอย่างไร หากไปพูดคุยกับเด็กแล้วเด็กอยากกลับมาเรียนที่โรงเรียนได้หรือไม่ เพราะเปิดเทอมแล้ว จึงให้ไปดูระเบียบกฎหมาย ในการดำเนินการ ก็ให้เวลาถึง 15 ธ.ค.นี้ ให้นำข้อสรุปมารายงานว่าจะมีโมเดลอย่างไรในการขับเคลื่อน

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สำนักงานปลัด ศธ. ได้รายงานความก้าวหน้า มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา รร.ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วาตภัย ดินโคลนถล่ม ว่า ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ครั้งที่ 4/2567 เห็นชอบหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ของ ศธ. วงเงิน 264,458,436 บาท ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในพื้นที่ภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วมหลายจังหวัด ซึ่งได้มอบให้ สป.ศธ.เป็นเจ้าภาพหลักในการรวบรวมข้อมูลปัญหาและการแก้ไข และให้ประสานกับ สพฐ.ในการดูปัญหาน้ำท่วมของโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้

“สำหรับของขวัญปีใหม่ปีนี้จะคล้ายๆ กับปีที่แล้วแต่ก็อาจจะมีเพิ่มเติมมาอีก เบื้องต้นสพฐ.จะจัดของขวัญปีใหม่ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถหยุดเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 2-6 ธ.ค.2567 และให้นับเป็นเวลาเรียนปกติ เพื่อให้นักเรียนได้อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านเพื่อเตรียมตัวสอบ หรือถ้าบางโรงเรียนมีความพร้อมก็ให้จัดติว หรือ จัดกล่องความรู้ สู่ความสุข จัดสอนเสริม เพิ่มเทคนิค สร้างความมั่นในใจการสอบ TGAT/TPAT ตามนโยบาย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) โดยครูผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ตามแนวทางประกาศ สพฐ. เรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1.ให้สถานศึกษาอนุญาต ให้นักเรียนเรียนเสริมความรู้ทั้งในหรือนอกห้องเรียน (ที่บ้านหรือโรงเรียน) 2.ให้สถานศึกษาที่มีความพร้อม จัดสถานที่ในโรงเรียนเพื่อใช้ในการเรียนเสริมความรู้ให้แก่นักเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 3.ให้สถานศึกษาทุกแห่ง มีมาตรการ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีคุณภาพ และมีมาตรการป้องกัน ดูแลด้านความปลอดภัย ให้แก่นักเรียน เป็นต้น” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวและว่า สำหรับในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเปิดศูนย์ “อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน (Fix it Center) เทศกาลปีใหม่ 2568” เพื่อให้บริการตรวจสภาพรถก่อนการเดินทางฟรี ทั่วประเทศ

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 68 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

https://www.naewna.com/local/846522

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 68 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 68 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.36 น.

“อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ“  เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 2568 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

9 ธันวาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ กรมการขนส่งทางบก โดยนายจิรุตน์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับ กรมการขนส่งทางบก ในการดำเนินงานโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยร่วมกับ สอศ.  ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางและสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ที่ปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งมั่นให้การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม สร้างทักษะวิชาชีพและส่งเสริมการมีจิตอาสา ให้เยาวชนมีส่วนในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา และมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต 

“นับเป็นร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนโครงการฯ ขอให้ทุกท่านร่วมสร้างความตระหนักและความปลอดภัยในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2568 และโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสุขในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศไทย และส่งเสริมการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้านนายยศพล กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก จำนวน 16,430,400 บาท เพื่อให้ประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของรถและการขับขี่อย่างปลอดภัย รวมถึงการป้องกันอุบัติเหตุจากความบกพร่องของรถยนต์และอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากจะสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนแล้ว  ยังเป็นการพัฒนาทักษะ และปลูกฝังจิตอาสาให้กับนักเรียนอาชีวศึกษา ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและมีความสุขยิ่งขึ้น 

“โครงการฯ ดังกล่าวนี้ ได้กำหนดการตั้งจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” จำนวน 150 จุดใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 ธ.คซ 2567 ถึง 2 ม.ค. 2568 เวลา 06.00-19.00 น. เพื่อให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ บนถนนสายหลัก และสายรอง ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยนต์ และรถไฟฟ้าในเบื้องต้น รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมยานพานะ ในกรณีฉุกเฉิน มีจุดบริการพักคน พักผ่อนระหว่างเดินทาง จุดบริการเคลื่อนที่ และให้คำแนะนำเส้นทางสำหรับผู้เดินทาง ทั้งนี้เรื่องความปลอดภัยของครูและนักเรียน นักศึกษา ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่และการตั้งจุดบริการต้องอยู่ในความปลอดภัย ซึ่ง สอศ. ขอยืนยันว่าจะดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้

ขณะทึ่ นายจิรุตน์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การดำเนินความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการจัดกิจกรรมภายใต้ชื่อ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” โดยกรมการขนส่งทางบก ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อสนับสนุนโครงการฯ และเป็นการแสดงเจตจำนงในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะนักศึกษา ได้นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม สร้างจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมที่นำไปสู่การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ให้มีความสอดคล้องกันทั่วประเทศ

“ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในความมุ่งมั่นตั้งใจ ความเสียสละ และน้อง ๆ นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่ร่วมมือร่วมใจจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” นายจิรุตน์ กล่าว 

รัฐบาลแนะนำประชาชน เข้าสักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’อย่างไร ไม่ให้เสียเที่ยว

https://www.naewna.com/local/846215

รัฐบาลแนะนำประชาชน เข้าสักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’อย่างไร ไม่ให้เสียเที่ยว

รัฐบาลแนะนำประชาชน เข้าสักการะ‘พระเขี้ยวแก้ว’อย่างไร ไม่ให้เสียเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.31 น.

ศรัทธาประชาชน เพียง 2 วัน เข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุ‘พระเขี้ยวแก้ว’เนืองแน่น รัฐบาลแนะนำเตรียมตัวก่อนเดินทางไปสักการะ อย่างไรให้ ไม่เสียเที่ยว

8 ธันวาคม 2567 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพียงแค่สองวันที่เปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะพระเขี้ยวแก้ว พบว่ามี ประชาชนให้ความสนใจเดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ปี 2568 อย่างเนืองแน่นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดนี้  ซึ่งภายในท้องสนามหลวง ยังมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และมีการจัดกิจกรรมทุกวันอีกด้วย

ทั้งนี้ ขอแนะนำรายละเอียดและข้อปฏิบัติ สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้าน้อมกราบพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว ดังนี้

+ ประตูเปิดให้เข้าตั้งแต่ เวลา 07.00 – 20.00 น. ของทุกวัน

+ แสดงบัตรประชาชน หรือใบขับขี่ หรือพาสปอร์ตต่อเจ้าหน้าที่ประตูทางเข้า  เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เข้า หากไม่มีบัตรแสดงตน)

+ ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปภายในบริเวณ

+ งดนำดอกไม้ พวงมาลัย พานบายศรี มาเอง

+ รัฐบาลจัดดอกบัวประดิษฐ์ไว้ภายใน เพื่อให้น้อมถวาย ผู้เข้าสักการะสามารถหยิบพร้อมบทสวดมนต์ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

+ สามารถเดินน้อมสวดมนต์ เดินเวียนเทียนแล้ววางบริเวณจุดวางดอกบัวโดยรอบได้โดยไม่ต้องไปรอวางด้านข้างจุดแรกจุดเดียว

+ ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าภายในบริเวณมณฑลพิธี

+ แต่งกายสุภาพ ในลักษณะเข้าศาสนสถาน

+ ไม่อนุญาตให้ใส่ชุดดำ เข้าบริเวณมณฑลพิธี

+ ไม่อนุญาตให้ใส่ขาสั้น สายเดี่ยว เกาะอก เสื้อบาง กางเกงยีนส์ขาด เข้าสักการะ

+ ห้ามนำวัตถุของมีคม วัตถุไวไฟ ไฟแช็ค มีด คัตเตอร์ เข้าไปภายในบริเวณมณฑลพิธี

นอกจากนี้ ยังมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในช่วงเวลา 10.00-12.00 น. และเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป และพิธีเจริญจิตตภาวนา ทุกวันพระ โดยจะมีพิธีแสดงธรรมเทศนา 1 กันต์ (ในภาคเช้า) สำหรับในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 จะมีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี และกิจกรรมทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 ม.ค.2568

“ขอเชิญชวนเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งโอกาสที่หาได้ไม่บ่อย นักที่จะได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศจีน ที่ประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทยจนถึงวันที่ 14 ก.พ. 2568 เวลา 07.00-20.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และจะอัญเชิญกลับในวันที่ 15 ก.พ. 2568” นายจิรายุ กล่าว

‘ครูเบญ’ขอกลับไปเป็นครูอัตราจ้างตามเดิม หลัง’สพฐ.’เสนอเยียวยาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

https://www.naewna.com/local/846148

'ครูเบญ'ขอกลับไปเป็นครูอัตราจ้างตามเดิม หลัง'สพฐ.'เสนอเยียวยาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

‘ครูเบญ’ขอกลับไปเป็นครูอัตราจ้างตามเดิม หลัง’สพฐ.’เสนอเยียวยาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.53 น.

“ครูเบญ”ปฏิเสธ”สพฐ.”ที่เสนอเยียวยาเป็นลูกจ้างชั่วคราว ขอกลับไปเป็นครูอัตราจ้างตามเดิมที่อยุธยา หลังผลสอบสรุปชัดชื่อหลุดเกิดจากความผิดพลาด

จากกรณีกระทรวงศึกษาธิการ สรุปผลสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีน.ส.เบญญาภา เย็นอุดม หรือ ครูเบญ สอบติดพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน ลำดับที่ 1 เอกวิทยาศาสตร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว(สพม.สระแก้ว) แต่เมื่อผ่านไป 3 วัน สพม.สระแก้ว ได้มีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ครั้งที่ 2 แต่ปรากฏมีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้สอบได้ในลำดับที่ 1 แทนน.ส.เบญญาภา โดยยืนยันเกิดความผิดพลาดในการตรวจและประกาศข้อสอบ ไม่พบการแก้ไขกระดาษคำตอบ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดราม่า‘ครูเบญ’ผลสอบชัด! ผิดพลาดในการตรวจ-ประกาศข้อสอบ ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรงแล้ว)  

ล่าสุด วันนี้ (7 ธ.ค.) มีรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สอบถามไปที่ “ครูเบญ” สำหรับมาตราการเยียวยาเรื่องที่เกิดขึ้นว่า อยากกลับมาเป็นลูกชั่วคราวของ สพฐ. หรือไม่ โดย“ครูเบญ” ให้คำตอบว่า “ขอกลับไปทำงานที่เดิมดีกว่าคือ กลับไปเป็นครูอัตราจ้าง ในโรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา” ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เล่นขายของ! ฉะผลสอบ‘สพฐ.’ปม‘ครูเบญ’เพราะเจ้าหน้าที่เลินเล่อ ย้ำผอ.เขตพื้นที่ต้องมีโทษ)

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดโครงการฟื้นฟูอาชีพ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย

https://www.naewna.com/local/846085

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดโครงการฟื้นฟูอาชีพ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดโครงการฟื้นฟูอาชีพ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.33 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดโครงการฟื้นฟูอาชีพ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย

วันที่ 7 ธันวาคม 2567 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยศูนย์บริการวิชาการ ร่วมกับสำนักวิชาการจัดการ จัดโครงการสร้างอาชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย ณ ศาลาข้างสวนสาธารณะเกาะลอย อำเภอเมืองเชียงราย

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูอาชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเดือนกันยายน 2567 โดยมุ่งเน้นการสร้างทักษะใหม่ทางด้านการประกอบอาหารการคำนวณต้นทุน และการตลาด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้

อาจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ ยอดสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเป็นที่พึ่งของสังคม โดยมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และชุมชนอย่างยั่งยืน

กิจกรรมประกอบด้วยการอบรมทำอาหาร 5 เมนู โดยมีวิทยากรจากสำนักวิชาการจัดการ และเชฟจาก M the food project. MFU เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ โดยหวังว่าผู้เข้าร่วมจะสามารถนำทักษะที่ได้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

โครงการได้รับความสนใจจากประชาชนในชุมชนเกาะลอยและชุมชนใกล้เคียง รวมทั้งผู้ประกอบการและผู้สนใจกว่า 50 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการความช่วยเหลือและการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์อุทกภัย เตรียมขยายผลโครงการไปยังชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายต่อไป

‘โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม’ บุรีรัมย์ จัดมหกรรมว่าวอีสาน สืบสานประเพณีท้องถิ่น

https://www.naewna.com/local/846077

'โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม' บุรีรัมย์ จัดมหกรรมว่าวอีสาน สืบสานประเพณีท้องถิ่น

‘โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม’ บุรีรัมย์ จัดมหกรรมว่าวอีสาน สืบสานประเพณีท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 09.48 น.

โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม อำเภอห้วยราช จัดมหกรรมว่าวอีสาน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้ร่วมเรียนรู้ประวัติความเป็นมา ถึงกิจกรรมการเล่นว่าวและประดิษฐ์ว่าวแอกโบราณ เพื่อร่วมอนุรักษ์ สืบสาน วัฒนธรรมประเพณีการเล่นว่าว ที่เป็นเอกลักษณ์เด่นประจำถิ่น อ.ห้วยราช ที่มักจะนิยมเล่นกันในช่วงลมหนาว หลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี

โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ได้จัดกิจกรรมบูรณาการการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระมหกรรมว่าวอีสาน โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม เพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน สู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประจำปีการศึกษา 2567 เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ในการเล่นว่าว การประดิษฐ์ว่าวแอกโบราณที่ถูกต้องได้ และสามารถอธิบาย หรือบอกเล่าประวัติความเป็นมาของว่าวแอกโบราณได้ รวมทั้งได้ร่วมกันอนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการเล่นว่าว และการประดิษฐ์ว่าวแอกโบราณ ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ที่มีความโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ประจำเฉพาะของ อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ซึ่งในทุกปีในช่วงฤดูหนาวจะมีการจัดมหกรรมว่าวอีสาน

โดยมี ส.ต.ต.ดร.นปดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดงาน โดยการแกว่งแอกว่าว การระบำว่าว และวิ่งว่าวแข่งกับ นายศุภชัย ภาสกานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ซึ่งระหว่างวิ่งว่าวเปิดงาน นายศุภชัย ถึงกับล้มคะมำ

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีนิทรรศการให้ความรู้ถึงประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับว่าว และว่าวแอกโบราณ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชาว อ.ห้วยราช กิจกรรมการระบำว่าว การแข่งขันการประดิษฐ์ว่าวแอกโบราณ และการแข่งขันชักว่าวขึ้นฟ้าของนักเรียนจากชั้นปีต่างๆ ทั้ง 6 ชั้นปี ซึ่งได้สร้างความสนุกสนาน ร้อยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ได้เป็นอย่างดีจากนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะการแข่งขันชักว่าวขึ้นฟ้า ถ้าทีมไหนสามารถชักว่าวให้ลอยขึ้นฟ้าได้ ก็จะถือว่าทำสำเร็จ แต่หากทีมไหนไม่สามารถชักว่าวให้ลอยขึ้นฟ้าได้ ก็อาจจะทำให้ว่าวนั้นตกลงมาเสียหายได้ โดยมี นายจินดา กรองทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยราช พร้อมคณะครู นักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ สำหรับการเล่นว่าวของชาว อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ได้มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงที่มีลมหนาวพัดเข้ามา ซึ่งเป้นการบ่งบอกว่าฤดูเก็บเกี่ยวข้าวได้เริ่มขึ้นแล้ว และเมื่อหลังจากเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะเป็นช่วงที่ชาวนาจะได้พักผ่อน หลังจากผ่านการเก็บเกี่ยวผลผลิต ประกอบกับในช่วงดังกล่าวนี้ เป็นช่วงที่ลมข้าวเบา หรือลมหนาวมีกำลังแรง ชาวนาจึงได้ประดิษฐ์ว่าวแอกโบราณ ซึ่งเป็นว่าวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นในเขต อ.ห้วยราช ขึ้น

เพื่อนำไปบวงสรวงแสดงความขอบคุณ เทพยาดาฟ้าดิน ที่ได้มอบความอุดมสมบูรณ์ให้ข้าวปลาอาหารมีความบริบูรณ์หล่อเลี้ยงชีวิตชาวนาตลอดมา รวมถึงในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ชาวนาก็จะได้ถือโอกาสออกกำลังกายโดยการวิ่งว่าวไปในตัว ซึ่งได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน จนเป็นเอกลักษณ์เด่นเฉพาะท้องถิ่นของชาว อ.ห้วยราช ที่ทางจังหวัดฯและหน่วยงานต่างๆ ได้สนับสนุนให้การเล่นว่าว เป็นอีกหนึ่งในงานประจำปีของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่จะได้มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในห้วงนี้ ชื่อว่ามหกรรมว่าวอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ โดยในปีนี้ทางอำเภอห้วยราช และหน่วยงานต่างจะจัดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 13-15 ธ.ค.67 ที่บริเวณสนามกีฬาอำเภอห้วยราช (ข้างมหาวิทยาลัยรามคำแหงฯ จังหวัดบุรีรัมย์) – 003