‘คณะสงฆ์และพสกนิกรอำเภอคลองหลวง’ร่วมทำบุญถวายพระราชกุศลในหลวง ร.9

https://www.naewna.com/local/846005

‘คณะสงฆ์และพสกนิกรอำเภอคลองหลวง’ร่วมทำบุญถวายพระราชกุศลในหลวง ร.9

‘คณะสงฆ์และพสกนิกรอำเภอคลองหลวง’ร่วมทำบุญถวายพระราชกุศลในหลวง ร.9

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.45 น.

‘คณะสงฆ์และพสกนิกรอำเภอคลองหลวง’ร่วมทำบุญถวายพระราชกุศลในหลวง ร.9

5 ธันวาคม 2567 พระครูวิจิตรอาภากร เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง เจ้าอาวาสวัดสว่างภพ เป็นประธานสงฆ์ และนางสาวอภิสรา เกษอินทร์ นายอำเภอคลองหลวง เป็นประธานฆราวาส ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ณ อาคารปลูกศรัทธา 2 วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถวายให้การต้อนรับคณะสงฆ์ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และนำปฏิบัติธรรม จากนั้นหัวหน้าหน่วยราชการภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวคลองหลวงร่วมกันตักบาตรคณะสงฆ์ 19 รูป เพื่อถวายพระราชกุศลและวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตลอดรัชสมัย 70 ปี แห่งการครองราชย์

เล่นขายของ! ฉะผลสอบ‘สพฐ.’ปม‘ครูเบญ’เพราะเจ้าหน้าที่เลินเล่อ ย้ำผอ.เขตพื้นที่ต้องมีโทษ

https://www.naewna.com/local/845956

เล่นขายของ! ฉะผลสอบ‘สพฐ.’ปม‘ครูเบญ’เพราะเจ้าหน้าที่เลินเล่อ ย้ำผอ.เขตพื้นที่ต้องมีโทษ

เล่นขายของ! ฉะผลสอบ‘สพฐ.’ปม‘ครูเบญ’เพราะเจ้าหน้าที่เลินเล่อ ย้ำผอ.เขตพื้นที่ต้องมีโทษ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.35 น.

‘ครูจวง’ซัดไม่ใช่เล่นขายของ หลัง‘สพฐ.’แจงผลสอบ‘ครูเบญ’เพราะเจ้าหน้าที่เลินเล่อ ย้ำ ผอ.เขตพื้นที่ต้องมีโทษ โอดทำคนที่ได้ที่ 1 วิชาอื่นถูกเลื่อนด้วย บอกโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว บางวิชาไม่มีครูสอน ทำเด็กเสียโอกาส

6 ธันวาคม 2567 ที่รัฐสภา นายปารมี ไวจงเจริญ​ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สรุปเรื่องผลสอบน.ส.เบญญาภา เย็นอุดม ที่มีชื่อติดตำแหน่งครูผู้สอนลำดับที่ 1 ว่าประกาศผิด เป็นความเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ ว่า ตนได้ประสานกับรองเลขาสพฐ. มาโดยตลอด ได้รับรายงานเบื้องต้นมาแล้วว่าผลสอบผิดจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนสอบสวน ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาอยู่ ตนคิดว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่น่าจะมาประกาศชื่อผิด ไม่ใช่เล่นขายของ การประกาศชื่อคนที่สอบรับราชการต้องรอบคอบกว่านี้ ตนจึงได้ย้ำไปว่าให้สืบสวนสอบสวนอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่างน้อยผอ.เขตพื้นที่ต้องมีความผิด และดำเนินการลงโทษทางวินัย

นายปารมี กล่าวว่า ในส่วนของน.ส.เบญญาภา ตนยังไม่ได้ติดต่อไป แต่จะสอบถามไปว่ายอมรับผลการสืบสวนสอบสวนหรือไม่ ถ้าไม่ยอมรับก็สามารถร้องเรียนเพิ่มได้ ตนจะขับเคลื่อนต่อให้ในกลไกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาฯ ซึ่งตนอยากจะพูดเสริมว่าในครั้งที่น.ส.เบญญาภาสอบ มีวิชาเอกอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ​ สังคม เขาถูกสั่งระงับไม่ให้เรียกบรรจุไปเลย จึงทำให้เสียโอกาส และตนมองว่าช้าไป เสียดายโอกาสแทนคนที่สอบได้ที่ 1 ที่ไม่ใช่วิชาเดียวกันกับน.ส.เบญญาภา พวกเขาก็รอจะไปเป็นครู โรงเรียนก็เปิดเทอมเป็นเดือนแล้ว แต่ไม่มีครูไปสอนในบางวิชา ฉะนั้น ทำให้เสียโอกาสทั้งครูและนักเรียน

‘ครูจวง’โวย ทปอ.ไม่เลื่อนสอบ TGAT-TPAT ทั่วประเทศ จองกฐินเช็คบิล

https://www.naewna.com/local/845955

‘ครูจวง’โวย ทปอ.ไม่เลื่อนสอบ TGAT-TPAT ทั่วประเทศ จองกฐินเช็คบิล

‘ครูจวง’โวย ทปอ.ไม่เลื่อนสอบ TGAT-TPAT ทั่วประเทศ จองกฐินเช็คบิล

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.25 น.

‘ครูจวง’โวย‘ทปอ.’ไม่เลื่อนสอบ TGAT-TPAT ทั่วประเทศ หวั่นคะแนนเด็กเหลื่อมล้ำ สร้างความได้เปรียบคนสอบทีหลัง สวมวิญญาณครูติง‘ข้อสอบ’มีปัญหาทุกปี แนะถ้ายุติธรรมจริง ต้องสอบครั้งเดียว โอดปีนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่‘จองกฐิน’ไล่เช็คบิลต่อ จ่อเอาเรื่องเข้า‘กมธ.อว.’ด่วน เรียกทุกฝ่ายหาทางออก 

6 ธันวาคม 2567 ที่รัฐสภา นายปารมี ไวจงเจริญ​ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ไม่เลื่อนสอบ TGAT และ TPAT ทั้งประเทศหลังเกิดข้อเรียกร้องเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ว่า ตนกังวลใจแทนเด็กอีกหลายแสนคน ซึ่งทปอ.ประชุมเมื่อวานนี้ (5 ธ.ค.) แบบเข้มข้นมาก แต่ออกมาก็คล้ายเดิม และตนมองว่าการสอบในครั้งนี้เป็นการใช้คะแนนไปยื่นสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราต้องเอาความจริงมาพูด ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย เป็นเรื่องซีเรียสมาก ไม่ใช่เฉพาะตัวนักเรียนแต่เป็นทั้งครอบครัว เพราะสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง การจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำให้ได้เป็นโอกาสสำคัญมากในชีวิต  นำมาสู่การได้งานที่ดี ได้รายได้ที่ดี และเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจ

“การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ คะแนนตัดที่ทศนิยม ซึ่ง TGAT และ TPAT เป็นการวัดความถนัดแต่คะแนนใช้ในการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย เด็กจึงรู้สึกกังวลเพราะการสอบอะไรก็ตามที่เป็นการแข่งขันสูงมากขนาดนี้ ควรจะต้องสอบครั้งเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้บริสุทธิ์ ยุติธรรมและเสมอภาค แต่กลายเป็นว่าปีนี้จะมีสอบ 2 ครั้ง ฉะนั้นเด็กจึงกังวล”​ นายปารมี กล่าว

นายปารมี กล่าวต่อว่า ทปอ.ชี้แจงว่าเด็กที่เลื่อนสอบมีเพียง 2.59% จำนวนประมาณ​ 9,000 คน จึงไม่ต้องเลื่อนสอบ เนื่องจากเด็กอีก 97% ไม่ได้รับผลกระทบ ตนคิดว่ามองแบบนั้นไม่ได้ เด็กที่ถูกเลื่อนไปประมาณ 9,000 กว่าคนก็จริง แต่มีโอกาสที่เขาจะได้คะแนนมากกว่า เพราะเขาเห็นแนวข้อสอบภายหลัง

“การสอบในไทยโดยธรรมชาติของเด็ก เวลาเห็นข้อสอบปุ๊บ เขาจะเอามาเฉลยกันในโซเชียลทันที เพราะฉะนั้น จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ จะกระทบกับเด็กอีก 97% ดิฉันเป็นครู เป็นติวเตอร์ด้วย พูดโดยตรงจากส่วนตัว มาตรฐานข้อสอบของ ทปอ.มีปัญหาทุกปี ที่พูดในปีนี้มีมาตรฐานเท่ากัน ออกโดยคนคณะเดียวกัน และคราวเดียวกัน แต่ถ้าบริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ต้องสอบครั้งเดียว” นายปารมี กล่าว

เมื่อถามว่า จะยับยั้งอย่างไรได้บ้าง นายปารมี กล่าวว่า ตนและนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้ประสานงานกับน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงประธานทปอ.แล้ว โทรไปคุยหลายรอบ จนเบื่อซึ่งกันและกันแล้ว การยับยั้งไม่น่าจะได้แล้ว เพราะเด็กจะสอบวันที่ 7 ธ.ค. แล้ว คงต้องให้สอบไปก่อน แต่หลังจากนี้เราจะยังเคลื่อนไหวต่อ และตนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เรียกตัวแทนทปอ. อว. และนักเรียน เป็นเรื่องด่วน ในเมื่อทปอ.มั่นใจ แต่นักเรียนไม่มั่นใจ และหลังจากนี้ถ้าประกาศคะแนนออกมา และเหลื่อมล้ำ ทปอ.จะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร

นายปารมี กล่าวทิ้งท้ายว่า ข้อสอบ TGAT และ TPAT นี้ประเทศไทยนำต้นแบบมาจากข้อสอบ SAT ของต่างประเทศ​ แต่ SAT ปีหนึ่งเขาสอบหลายรอบ ดังนั้น เราเอาไปเทียบไม่ได้ ผิดฝาผิดตัว

ปชช.สวมเสื้อเหลืองทั้งแผ่นดิน น้อมรําลึก‘ร.9’ วันพระบรมราชสมภพ5ธ.ค.

https://www.naewna.com/local/845842

ปชช.สวมเสื้อเหลืองทั้งแผ่นดิน  น้อมรําลึก‘ร.9’   วันพระบรมราชสมภพ5ธ.ค.

ปชช.สวมเสื้อเหลืองทั้งแผ่นดิน น้อมรําลึก‘ร.9’ วันพระบรมราชสมภพ5ธ.ค.

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปชช.สวมเสื้อเหลืองทั้งแผ่นดิน น้อมรําลึก‘ร.9’ วันพระบรมราชสมภพ5ธ.ค. ตักบาตร-ทำกิจกรรมจิตอาสา ร่วมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ นายกฯนำ‘ครม.’ถวายพานพุ่ม

พสกนิกรทั่วประเทศไทย น้อมรำลึกในหลวง รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ-วันพ่อแห่งชาติ พร้อมใจใส่เสื้อเหลืองทำบุญตักบาตร ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์จิตอาสาถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นายกฯนำครม.และคู่สมรสร่วมวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 5 ธันวาคม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพร้อมนายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีคณะองคมนตรีและภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รองนายกรัฐมนตรี หน่วยราชการในพระองค์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ปลัดกรุงเทพมหานคร และผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมพิธี

นายกฯนำปชช.ทำบุญตักบาตร5ธ.ค.

เมื่อนายกรัฐมนตรีและคู่สมรส เดินทางถึงปะรำพิธีท้องสนามหลวง พระสงฆ์ 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล สวดพระพุทธมนต์ จากนั้นคณะองคมนตรีและภริยา นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกาและภริยา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญและภริยา รองนายกรัฐมนตรีและภริยา หน่วยราชการในพระองค์ ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 10 รูป นายกรัฐมนตรีถวายผ้าไตร 10 ไตร พระสงฆ์สดัปกรณ์ อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำรับพร กราบลาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้นนายกรัฐมนตรี นำผู้เข้าร่วมพิธีร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 189 รูป

ถวายพานพุ่มสักการะพระบรมรูปร.9

จากนั้นเวลา 08.30 น.นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพฯ

ต่อมาเวลา 17.00น.นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส เฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2567 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

กทม.ร่วมทำบุญ-ตักบาตร

ที่ท้องสนามหลวง เขตพระนคร นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหาร และข้าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567

ทั่วไทยสวมเสื้อเหลืองทำบุญตักบาตร

ขณะที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำหัวหน้าส่วนราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนกว่า 500 คน สวมเสื้อสีเหลือง ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แด่พระสงฆ์ 89 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายเป็นพระราชกุศล และแสดงความจงรักภักดี รวมทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ องค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ ร่วมกันประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะ วางพานพุ่ม ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง รัชกาลที่ 9

เช่นเดียวกับ จ.กระบี่ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ โดยนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุและสามเณร 89 รูป และวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ ณ ห้องประชุมช้างเผือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่

พสกนิกรรำลึกพระมหากรุณาธิคุณร.9

ที่บริเวณลานสาครบุรี ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร ตำบลมหาชัน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสาคร นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ประธานเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พระสงฆ์ จำนวน 89 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ โดยมีนางสุพิณญา นิรามัยวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรสาคร รองผู้ว่าราชการจังหวัด รอง.กอ.รมนจังหวัด สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร นายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนจังหวัดสมุทรสาครที่สวมเสื้อสีเหลืองอย่างพร้อมเพรียง เข้าร่วมพิธี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์มาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตต่อไป

อำนาจเจริญบำเพ็ญประโยชน์วันพ่อ

ส่วนจ.อำนาจเจริญ นอกจากจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และ วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 บริเวณพุทธอุทยาน พระมงคลมิ่งเมือง อำเภอเมืองอำนาจเจริญแล้ว นายณรงค์ เทพเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายบังคม เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่หอประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ นอกจากนี้ ยังนำชาวอำนาจเจริญร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน อาสาพัฒนา โดยร่วมกันเก็บกวาดขยะมูลฝอย เก็บกวาดใบไม้ ตัดหญ้า ตัดแต่งกิ่งไม้ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม ซึ่งเป็นการร่วมใจกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตามโครงการจิตอาสาพัฒนา “เราทำดี ด้วยหัวใจ” ถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่มีต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

เชียงใหม่จัดกิจกรรมถวายพระราชกุศลร.9

ที่จ.เชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ วันพ่อแห่งชาติ ประจำปี 2567 บริเวณลานข่วงประตูท่าแพ อ.เมืองเชียงใหม่ ภายในงานมีการมอบถุงยังชีพพระราชทาน ให้ผู้นำชุมชน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสในชุมชน 10 แห่ง นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.เชียงใหม่ ยังนำจิตอาสา และ หน่วยงานต่างๆมาออกบูธ ให้บริการประชาชนที่มาร่วมงาน อาทิ การบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ รักษาโรคทั่วไป,การแจกอาหารพระราชทาน น้ำดื่ม การบริการซ่อม และ เปลี่ยนถ่ายน้ำมัน เครื่องรถจักรยานยนต์,การบริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า,การบริการตัดผม,การแจกต้นไม้,การออกหน่วยบริการของส่วนราชการต่างๆ และ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ รวมทั้งการแสดงดนตรีในสวน

มทบ.25ปลูกปอเทืองรำลึกร.9วันดินโลก

ส่วนที่สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 จ.สุรินทร์ พล.ต.ชัยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่ม และพิธีถวายบังคม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 โดยมี กำลังพล เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง จากนั้น ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธาน ปลูกปอเทือง เหลืองอร่าม 5 ธันวาคม เนื่องในวันดินโลก ณ โครงการทหารพันธ์ดี มณฑลทหารบกที่ 25 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ได้ทรงศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดการดินและแก้ปัญหาทรัพยากรดินมามากกว่า 70 ปี จนปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง

มรภ.สุราษฎร์ฯร่วมวางพานพุ่ม

ขณะที่นักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กว่า 3,000 คนร่วมพิธีวางพานพุ่ม ในหอประชุมวชิราลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 แสดงออกถึงความจงรักภักดี การเป็นคนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน พร้อมกล่าวนำถวายราชสดุดีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9

‘ปธ.กมธ.พัฒนาสังคมฯ’เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญมหากุศลน้อมรำลึก 5 ธันวาคม ‘วันพ่อแห่งชาติ’

https://www.naewna.com/local/845852

'ปธ.กมธ.พัฒนาสังคมฯ'เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญมหากุศลน้อมรำลึก 5 ธันวาคม 'วันพ่อแห่งชาติ'

‘ปธ.กมธ.พัฒนาสังคมฯ’เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญมหากุศลน้อมรำลึก 5 ธันวาคม ‘วันพ่อแห่งชาติ’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.39 น.

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2567 ที่วัดเสมียนนารี กรุงเทพมหานคร นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญมหากุศลน้อมรำลึก 5 ธันวาคม วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยการถวายสังฆทาน พิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ นับเป็นบุญมหากุศลยิ่ง ทั้งนี้ ในพิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 9 และนายชาญชัย ไชยพิศ โฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา พร้อมพี่น้องประชาชนในการนี้ด้วย

‘สภาทนายความ’จัดงานเฉลิมพระเกียรติวันพ่อแห่งชาติ’ในหลวง ร.9’

https://www.naewna.com/local/845805

'สภาทนายความ'จัดงานเฉลิมพระเกียรติวันพ่อแห่งชาติ'ในหลวง ร.9'

‘สภาทนายความ’จัดงานเฉลิมพระเกียรติวันพ่อแห่งชาติ’ในหลวง ร.9’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.24 น.

สภาทนายความจัดกิจกรรม เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567

เมื่อเวลา 14.00 น.วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2567 ณ ที่ทำการสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ ได้กล่าวเปิดงานและกล่าวคำน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และร่วมยืนไว้อาลัย 1 นาที พร้อมนำคณะสมาชิกทนายความร่วมขับร้องบทเพลง โดยมีคณะประสานเสียงจากชมรมนักร้องนักดนตรี LCT BAND สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมด้วย ได้แก่ เพลงเดินตามรอยเท้าพ่อ เพลงมาร์ชทนายความ เพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่มีต่อสมาชิกสภาทนายความและปวงชนชาวไทย

– 006

ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษา

https://www.naewna.com/local/845758

ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU 'โรงเรียนร่วมพัฒนา' ยกระดับคุณภาพการศึกษา

ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.43 น.

ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU “โรงเรียนร่วมพัฒนา” จับมือภาคเอกชน-ประชาสังคม ยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสเท่าเทียมทุกพื้นที่

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. เป็นผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กับ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้บริหารของ ศธ. ผู้แทนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เข้าร่วมในพิธี ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยในรูปแบบการมีส่วนร่วม โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” Partnership School Project ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเล็งเห็นว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม ดังนั้น การพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยให้มีคุณภาพ ครอบคลุม และเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน สร้างต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน อีกทั้งการลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้  เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบการศึกษาไทย ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาตามบริบทที่แตกต่าง รวมทั้งเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอีกด้วย

โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาคประชาสังคม จากหลากหลายภาคส่วน อาทิ คุณมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ต้น รวมถึงประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ให้ความอนุเคราะห์ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการ และผู้สนับสนุนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่างๆ ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร และการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งไม่เพียงช่วยให้โรงเรียนในโครงการมีศักยภาพที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเยาวชนไทยซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

“ผมเชื่อมั่นว่าโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” Partnership School Project จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ เยาวชนไทยจะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการพัฒนาตนเอง และมีความพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน ให้เกิดความเข้มแข็งและความยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย ผมหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม “จับมือ” “ร่วมพัฒนา” “ขยายผล” ยกระดับการศึกษาในระดับประเทศ และเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาที่ ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นพลังนำพาการศึกษาไทยให้ก้าวไปทัดเทียมนานาประเทศต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ทางด้าน นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ด้วยประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 จนมาถึงการปฏิรูปรอบที่สองเมื่อปี พ.ศ.2552 แต่คุณภาพการศึกษาของประเทศโดยรวม ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย Thailand 4.0 ได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 กำหนดให้จัดการศึกษาในรูปแบบ “สถานศึกษาร่วมพัฒนา” (Partnership School) โดยมอบหมายให้นายมีชัย วีระไวทยะ และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ขับเคลื่อนโครงการนี้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยขอให้ดำเนินการตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการพื้นที่จังหวัดต่างๆ ตามความเหมาะสม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต โดย สพฐ. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการเฉพาะด้านของบริบทแต่ละชุมชน

“โครงการนี้จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการจัดการศึกษาทุกระดับ ภายใต้หลักการ “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” โดยใช้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการสร้างความร่วมมือ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการระดมทรัพยากรและงบประมาณ ด้านการพัฒนาครูและบุคลากร และด้านการพัฒนาผู้เรียน ภายใต้การสนับสนุนทรัพยากรจากผู้สนับสนุนและทุกภาคส่วน และพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้มีศักยภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” มีศักยภาพและความพร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ จบแล้วมีงานทำและมีรายได้ที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการลดช่องว่างด้านความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาของประเทศไทยต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

– 006

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ ‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วง ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

https://www.naewna.com/local/845671

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ  ‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วง  ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ ‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วง ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ

‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วงผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปภ.เตือน12จังหวัดรับมือ น้ำท่วม-ดินถล่มถึง11ธ.ค. มท.1สั่งเร่งจ่ายเงินเยียวยา

“ในหลวง-ราชินี”ทรงห่วงใยผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน-พระราชกระแสทรงห่วงใย มอบแก่ผู้ประสบอุทกภัย จ.ยะลา ด้านปภ.สรุปสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ยังมี 5 จว.ประสบอุทกภัยสั่งระดมทรัพยากรเร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลัง พร้อมแจ้งเตือน 12 จว.ใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม ระหว่างวันที่ 5-11 ธ.ค. ด้านมท.1เผยนายกฯสั่งเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเร่งจ่ายเงินเยียวยา ไม่ให้ปชช.รอนาน ชี้ความรุนแรงไม่เท่าภาคเหนือ ย้ำผู้ว่าฯ6จว.ใต้มีอำนาจเต็มใช้งบได้เต็มที่

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา

ในหลวง-ราชินีทรงห่วงใยปชช.

ในส่วนจ.ยะลา พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงห่วงใยราษฎร และเชิญสิ่งของพระราชทาน 2,998 ชุด และเชิญสิ่งของพระราชทานสำหรับเด็ก 150 ชุด มอบแก่นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เพื่อส่งมอบให้ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยหนักในจังหวัดยะลา ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยมี พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมรายงานสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ยะลา และอีก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน- 4 ธันวาคม จ.ยะลาได้รับผลกระทบ 8 อำเภอ 58 ตำบล ดินสไลด์ 85 จุด ประชาชนเดือดร้อน 64,584 ครัวเรือน 188,274 คน มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และมีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ 25,245 ไร่ ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว แต่ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งในอ.เมืองและ อ.รามัน นอกจากนี้ พลเอก เฉลิมชัย และคณะ ยังลงพื้นที่มอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง บ้านลิมุด ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา ซึ่งน้ำท่วมสูงเกินกว่า 3 เมตร บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก

5จว.ยังจม-ระดมช่วยเหลือปชช.เต็มที่

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ประจำวัน โดยนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากความกดอากาศสูงกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีน ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ทําให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวม 87 อำเภอ 538 ตำบล 3,729 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 664,173 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 29 ราย

ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส รวม 26 อำเภอ 179 ตำบล 1,107 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 155,894 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 29 ราย เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยระดับน้ำในคลองท่าดี จ.นครศรีธรรมราช ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี มีระดับน้ำลดลง

ทั้งนี้ ปภ.ระดมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการและเครื่องจักรสาธารณภัย อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถสูบน้ำระยะไกล รถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย รถผลิตน้ำดื่ม รถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ เฮลิคอปเตอร์ป้องกันละบรรเทาสาธารณภัย KA 32 พร้อมด้วย The Guardian Team เข้าให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย

แจ้งเตือน12จว.ระวังท่วม-น้ำป่าดินถล่ม

นายภาสกรกล่าวต่อว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ติดตามคาดการณ์สภาพอากาศ พบความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวไทยตอนล่างกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนัก หนักมากบางพื้นที่ โดยต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ ระหว่างวันที่ 5-11 ธันวาคมแยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังและดินถล่ม ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานีนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา สตูล พื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 บริเวณ จ.ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา ยะลา และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุเก็บกักที่เสี่ยงน้ำล้นอ่างฯ และส่งผลกระทบให้น้ำท่วมท้ายน้ำ

อธิบดี ปภ.กล่าวอีกว่า สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่โดยเฉพาะเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ปัจจุบันระดับน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมีความเสี่ยงกระทบความมั่นคงของเขื่อน จึงต้องบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของเขื่อน และกระทบท้ายเขื่อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ คลองชุมพร แม่น้ำหลังสวน แม่น้ำตาปี คลองท่าดี คลองชะอวด แม่น้ำตรัง คลองลำ คลองท่าแนะ คลองอู่ตะเภา แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส

“ปภ.แจ้งเตือน 12 จังหวัดภาคใต้ให้เฝ้าระวังเตรียมรับมือสถานการณ์ภัยระหว่างวันที่ 5-11 ธันวาคม โดยติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำใกล้ชิด หากพื้นที่ใดมีน้ำท่วมขังให้เร่งระบายน้ำออกเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมให้น้อยที่สุด”อธิบดี ปภ.ระบุ

มท.1ย้ำเร่งโอนเงินเยียวยาเหยื่อท่วมใต้

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงงบเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยประชาชนครัวเรือนละ 9,000 บาท เพิ่มอีก 16 จังหวัด พร้อมขยายกรอบงบภัยพิบัติจาก 20 ล้านเป็น 50 ล้านบาทว่า นายกฯสั่งให้ตนในฐานะรองนายกฯลงพื้นที่ภาคใต้ทันที เพราะสถานการณ์หนักมาก ทำให้การทำงานเร็วขึ้น ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ขณะนี้อธิบดี ปภ.ลงพื้นที่ เป็นภารกิจโดยตรงที่ต้องเข้าไปดูแลสถานการณ์ให้ผ่อนคลายขึ้น หลังตนกลับจากพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลความเสียหายและเสนอ ครม. ของบประมาณช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้โดยงบฯ 5,000 ล้านบาท ตนเสนอนายกฯ นายกฯเห็นด้วยที่จะอนุมัติงบประมาณก้อนนี้ไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ให้ปภ.เร่งโอนเงินให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ หลังน้ำลดรัฐบาลจะเยียวยาสุขภาพ จิตใจ เร่งสำรวจความเสียหาย ซึ่งในภาคใต้คงไม่หนักเท่าภาคเหนือ ที่มีดินโคลนและเศษซากไม้ รวมถึงการรุกล้ำพื้นที่ทำให้น้ำไม่สามารถผ่านได้ ภาคใต้ยังไม่รุนแรงขนาดนั้น ในส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 6 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย หากใครบริหารดีนำงบ 50 ล้านรวมอีก 20 ล้านบาท เผื่อกรณีฉุกเฉิน ไม่รวมครัวเรือนละ 9,000 บาทเชื่อว่าจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าได้แน่นอน ผู้ว่าฯสั่งการได้เต็มที่ อธิบดี ปภ.ก็อยู่ในพื้นที่ด้วย ไม่น่ามีปัญหา

รถไฟกรุงเทพ- หาดใหญ่เปิดเดินรถแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกำชับหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมเร่งแก้ปัญหาการเดินทาง ทั้งทางถนนและทางรถไฟให้เร็วที่สุด โดยได้รับรายงานจากนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยศูนย์ความปลอดภัย รฟท. ว่าสถานการณ์น้ำท่วมทางรถไฟภาคใต้ ฝ่ายการช่างโยธาได้ซ่อมทางช่วงที่ขาดในจ.พัทลุงระหว่างสถานีควนเคี่ยม- หารเทา และสถานีหารเทา- โคกทรายเสร็จแล้ว สามารถเปิดการเดินรถไปสถานีชุมทางหาดใหญ่ได้ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยรฟท. เปิดให้บริการขบวนรถเร็วที่ 169 ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 31, 37 จากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์-ยะลา ซึ่งเดินรถจากกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปถึงชุมทางหาดใหญ่ตั้งแต่เช้าวันนี้ (4 ธันวาคม) ส่วนเที่ยวขึ้นจากหาดใหญ่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ในขบวนรถด่วนพิเศษที่ 32 (ชุมทางหาดใหญ่ – กรุงเทพอภิวัฒน์) เปิดให้บริการจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ มาสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ สำหรับขบวนรถพิเศษที่ 38 วิ่งจากอำเภอสุไหงโกลกมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครนั้น เดินทางได้จากชุมทางหาดใหญ่มากรุงเทพฯ ซึ่งจากเส้นทางสุไหงโกลกมาที่สถานีหาดใหญ่ยังอยู่ระหว่างคืนเส้นทาง จะเร่งดำเนินการให้ทันวันที่ 5 ธันวาคม

นราฯเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่เร่งช่วยปชช.

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจ.นราธิวาส นายเราะมันคาน โอราสะมันนี ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยานราธิวาสเผยว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังมีประกาศเตือนต่อเนื่องเรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยจนถึงวันที่ 5 ธันวาคมมีฝนหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจ.สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ตากใบมีผู้รับเสียหาย 8 ตำบล 52 หมู่บ้าน 9 ชุมชน ได้รับผลกระทบ 9,143 ครัวเรือน ราษฎรเดือดร้อน 39,518 คน ผู้อพยพออกจากที่อยู่อาศัย 21,507 คน ศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ 18 แห่งมีผู้ได้รับผลกระทบพักพิงประมาณ 4,603 คน

อุตุเตือนใต้ฝนถล่มระวังท่วม-น้ำป่า

เวลา 17.00 น.กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังปานกลาง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมมาเลเซีย แนวโน้มเคลื่อนลงช่องแคบมะละกา ส่งผลให้มีแนวลมพัดสอบของลมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันออกบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง อ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรขอให้ชาวเรือหลีกเลี่ยงเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีหมอกตอนเช้า แต่ยังมีอากาศเย็นตอนเช้าบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยอดดอยและยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว ยอดดอยอุณหภูมิต่ำสุด 10-16 องศาเซลเซียส ส่วนยอดภูอุณหภูมิต่ำสุด 12–17 องศาเซลเซียส

เหนือ-อีสานเย็นมีหมอกอุณหภูมิสูงขึ้น

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศถึง 18:00 น. วันที่ 5 ธันวาคมว่า ภาคเหนือ อากาศเย็นมีหมอกตอนเช้า อุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35 องศาเซลเซียส ยอดดอยอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10 องศาฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นมีหมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศาฯ อุณหภูมิสูงสุด 34 องศาฯ ยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12 องศาฯ

ภาคกลาง หมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 20 องศาฯ สูงสุด 33 องศาฯ ภาคตะวันออก หมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศาฯ สูงสุด 35 องศาฯ ทะเลคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ภาคใต้ ฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ตกหนักถึงหนักมากบริเวณจ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนกรุงเทพและปริมณฑล หมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศาฯ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาฯ

ร่วมยินดี‘เคบายา’ ‘ยูเนสโก’รับรอง ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

https://www.naewna.com/local/845689

ร่วมยินดี‘เคบายา’ ‘ยูเนสโก’รับรอง ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ร่วมยินดี‘เคบายา’ ‘ยูเนสโก’รับรอง ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.28 น.

วธ.เผย”ยูเนสโก”ประกาศรับรอง”เคบายา”มรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 (The nineteenth session of the Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: IGC-ICH) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ในวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 11.40 น. (เวลาท้องถิ่น) สาธารณรัฐปารากวัย หรือตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 20.40 น. (เวลาประเทศไทย) ยูเนสโก มีมติรับรองให้ Kebaya : knowledge, skills, tradition and practices หรือ เคบายา : ความรู้ ทักษะ ประเพณี และการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเสนอร่วม 5 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity: RL) ประจำปี 2567 อีกด้วย

“จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ “เคบายา” เครื่องแต่งกายอันสง่างามของทางใต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกันต่อจาก “ต้มยำกุ้ง” ถือเป็นรายการมรดกวัฒนธรรมฯ ลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ต่อจากรายการ โขน นวดไทย โนรา สงกรานต์ และต้มยำกุ้ง”

รมว.วธ.กล่าวว่า ในการเสนอ “เคบายา” รายการมรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน เกิดจากแนวคิด นำโดย ประเทศมาเลเซีย ได้มีการประสานงานเมื่อต้นปี พ.ศ.2565 กับประเทศบรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนโดยได้รับความยินยอมจากชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชุมชนผู้ปฏิบัติและผู้แทนจากประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ณ พอร์ตดิกสัน รัฐเนกรีเซมบีลัน ประเทศมาเลเซีย โดยได้แลกเปลี่ยนและเสนอมาตรการส่งเสริมและรักษา จัดทำและสนับสนุนข้อมูลตามเอกสารแบบฟอร์มขอขึ้นทะเบียน หลังจากนั้น ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย และการประชุมออนไลน์ โดยประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ เพื่อร่วมกันจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนยื่นเสนอต่อยูเนสโกในเดือนมีนาคม 2566 เพื่อเข้าวาระการพิจารณาปี 2567

รมว.วธ.กล่าวอีกว่า “เคบายา” เป็นเสื้อผ่าหน้า มีลักษณะเด่นคือการประดับด้วยงานปักและลูกไม้ที่ประณีตและสวมด้วยตัวยึด สามารถสวมใส่คู่กับโสร่งหรือผ้าท่อนล่างที่เข้าชุดกัน เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน ในโอกาสทั่วไป รวมถึงในโอกาสที่เป็นทางการและงานเทศกาลต่างๆ ความรู้ ทักษะ ประเพณีและการปฏิบัติเกี่ยวกับเคบายา มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้หญิงทุกวัย ทุกพื้นที่ และทุกศาสนาจากชุมชนต่างๆ ในหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของประเทศไทย “เคบายา” จึงสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และประเพณีที่มีร่วมกันของภูมิภาค ตลอดจนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีส่วนสนับสนุนในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเสมอภาคทางเพศ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม รวมทั้งสันติภาพและความสมานฉันท์ในสังคม “เคบายา” ยังเป็นรายการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและชุมชนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกัน และมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านต่างๆ

รมว.วธ.ยังเปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาของยูเนสโก ในครั้งนี้ ยังได้แสดงการชมเชยรัฐภาคีในการจัดเตรียมเอกสารและวิดีโอนำเสนอมาอย่างดี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเสนอรายการมรดกร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการสร้างสันติภาพและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชุมชน กลุ่มคน และปัจเจกบุคคลจากแต่ละรัฐภาคีการขึ้นทะเบียนมรดกร่วมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากความภาคภูมิใจแล้ว ยังนำมาซึ่งความสามัคคี ความรับผิดชอบร่วมกัน และความมุ่งมั่นในการร่วมมือที่จะส่งเสริมและรักษามรดกวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จทางประวัติศาสตร์นี้ ประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ นิทรรศการและการแสดงแฟชั่นชุด เคบายา ในช่วงระหว่างการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ ครั้งที่ 19 นี้ ณ นครอซุนซิออน สาธารณัฐปารากวัย ซึ่งจะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมรดกร่วมและความเกี่ยวข้องกับสังคมร่วมสมัยให้กับประชาชนทั่วไป ยังเป็นโอกาสให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่าง ๆ และร่วมกันพยายามส่งเสริมรักษาและสืบทอด “เคบายา” ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป

รมว.วธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรม มีแผนในการส่งเสริมและต่อยอดมรดกวัฒนธรรม หลังจากยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง – เคบายา แล้ว ด้วยการขับเคลื่อน Soft power ด้านอาหาร และด้านแฟชั่น ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม จะนำเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร เกม รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ ให้สอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง เพื่อสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง และบูรณาการกับภาคธุรกิจ-การท่องเที่ยว ในการนำต้มยำกุ้ง เป็นเมนูหลัก เมนูอาหารต้องชิม เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย บรรจุลงในโปรแกรมการท่องเที่ยว และเป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ รวมทั้งผู้เข้าร่วมในการประชุมที่จัดในประเทศไทย หรือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเชิญชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและการบริการเช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขายเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายเมนูต้มยำกุ้ง รวมถึงยอดขายวัตถุดิบต่างๆ และยังเป็นการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและสาระของเมนูต้มยำกุ้งไปสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอีกด้วย และในส่วน ภาคชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนโดยมุ้งเน้นบูรการร่วมกับหอการค้า สมาคม ชุมชน เครือข่ายในพื้นที่ ที่มีวัฒนธรรมการแต่งกายเคบายาร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขาย ด้วยการเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสวมใส่ ชุดเคบายา พร้อมถ่ายรูปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของชุมชนอีกด้วย

ในโอกาสที่น่ายินดีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมกิจกรรม งานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ระหว่างที่ 6 – 8 ธันวาคม 2567 ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ ระหว่าง 10.00 – 21.00 น.โดยในวันที่ 6 ธันวาคม เวลา 18.00 น.จะมีพิธีเปิดงานโดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเปิดงานอย่างเป็นทางการ ภายในงานวันที่ 6 ธ.ค.67 พบกับการสาธิตการทำต้มยำกุ้ง พร้อมให้ชิมฟรี โดย เชฟตุ๊กตา (ครัวบ้านยี่สาร) เชฟกระทะเหล็ก ส่วนวันที่ 7 – 8 ธ.ค.ปรุงต้มยำกุ้ง โดย เชฟเมย์ พัทรนันท์ ธงทอง เชฟกระทะเหล็ก พร้อมให้ชิมต้มยำกุ้งฟรี รวมถึงการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดเคบายา นำโดยนางสาวไทย และรองนางสาวไทย และร่วมชมนิทรรศการ “ต้มยำกุ้ง” และนิทรรศการ/สาธิตการปักชุด-เครื่องประดับ “เคบายา” และอาหารเปอรานากัน จากจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรังและสตูล อิ่มอร่อยกับอาหารที่ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว 20 รายการ และยังได้เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรี การแสดงทางวัฒนธรรมให้รับชมตลอดงาน โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.culture.go.th และเฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

– 006

นายกฯพร้อมผู้แทนจีน เป็นปธ.พิธีอัญเชิญ‘พระเขี้ยวแก้ว’ประดิษฐานท้องสนามหลวง

https://www.naewna.com/local/845677

นายกฯพร้อมผู้แทนจีน เป็นปธ.พิธีอัญเชิญ‘พระเขี้ยวแก้ว’ประดิษฐานท้องสนามหลวง

นายกฯพร้อมผู้แทนจีน เป็นปธ.พิธีอัญเชิญ‘พระเขี้ยวแก้ว’ประดิษฐานท้องสนามหลวง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.53 น.

นายกฯพร้อมผู้แทนทางการจีน เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว ประดิษฐานท้องสนามหลวง ฉลองปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่ท้องสนามหลวง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้แทนทางการจีน เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ประดิษฐานยังมณฑปมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ปี 2568 ภายหลังผู้แทนรัฐบาลไทย และรัฐบาลจีน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีนถึงยังประเทศไทยแล้วได้จัดขบวนอัญเชิญจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เคลื่อนไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยขบวนได้ผ่านย่านเยาวราช ที่แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย – จีน และได้ตั้งริ้วขบวนที่มีความสง่างามบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ประกอบด้วย 24 ริ้วขบวน ที่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวไทยชาวจีน ผสมผสานการแสดงศิลปวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะรถขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่จำลองพระจุฬามณีเจดีย์ มหาธาตุเจดีย์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ณ เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

นอกจากนี้ ยังมีการจำลองบุษบกปราสาท ขบวนรถบุปผชาติ ซึ่งแต่ละขบวนนับเป็นการรวมพลังของผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเครือข่าย 5 ศาสนา กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงขบวนที่ประกอบด้วยชาวไทยและชาวจีนมากถึง 2,700 คน

จากนั้นขบวนได้เคลื่อนไปจนถึงบริเวณท้องสนามหลวง ได้วนรอบมณฑป 1 รอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่อัญเชิญพระสถูปพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ขึ้นประดิษฐานบนมณฑป โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ต่อมา น.ส.แพทองธาร เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้แทนทางการจีน ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และมีคณะสงฆ์ฝ่ายจีน เจริญพระพุทธมนต์ ร่วมกับคณะสงฆ์ฝ่ายไทย

ต่อมาหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายจีน กล่าวมอบพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) นายกฯ กล่าวรับพระบรมสารีริกธาตุ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายดอกไม้ธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประธานสงฆ์ฝ่ายไทยให้ศีล พระสงฆ์ฝ่ายไทย (10 รูป) เจริญพระพุทธมนต์ นายกฯ ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ฝ่ายไทย จำนวน 10 รูป และฝ่ายจีนจำนวน 13 รูป นายกฯ กรวดน้ำ รับพร กราบลาพระรัตนตรัย และทำความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมาเวลา 19.00 น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เสด็จถึงมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และเสด็จกลับ ก่อนนายกฯ เดินทางกลับ

– 006