สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย  ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่สนับสนุนการจัดตั้ง ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ อมตะซิตี้ ชลบุรี ศูนย์กลางการให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมที่ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยและส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) โดยมีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ผลิตบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูง และพัฒนาแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จัดโปรแกรม Reskill และ Upskill เพื่อรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ 2.สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรม นำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานจริง สนับสนุนเทคโนโลยีแลนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม 3.เชื่อมโยงโอกาสและแหล่งทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาสนับสนุนทุนวิจัยและโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศศูนย์บริการแห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึง สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพันธมิตรอื่นๆ ที่มุ่งเน้นให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) รวมทั้งภาคเอกชนได้สนับสนุนให้ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเซรั่มน้ำยางพารา (CERB) มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ พัฒนานวัตกรรมการใช้เซรั่มน้ำยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ ซึ่งเป็นการนำเซรั่มน้ำยางพารามาผ่านกระบวนการได้เป็นสารต้านอัลไซเมอร์ มะเร็ง ป้องกันโรคกระดูกพรุนป้องกันโรคเบาหวาน โดยผลิตภัณฑ์นี้ สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากเดิมได้ไม่น้อยกว่า 100 เท่า สามารถเพิ่มมูลค่าราคายางพาราแก่ผู้ประกอบการได้มากขึ้น คาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ภูมิภาค ได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทในปี 2570 ทั้งยังส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและสิทธิบัตรนานาชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยี การสกัดสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพมูลค่าสูงหลายรายการ

แต่เดิมที่อุตสาหกรรมยางพารามุ่งเน้นการส่งออกในรูปวัตถุดิบต้นน้ำ ต่อมา CERB ได้ศึกษาคุณสมบัติของเซรั่มน้ำยางพาราซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำยางประกอบด้วยเซรั่มน้ำยางพาราคิดเป็น 65% ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมผลิตยาง เพื่อพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว โดยแบ่งออกเป็น 2 เเพลตฟอร์มเทคโนโลยี ได้แก่ 1.แพลตฟอร์มการสกัดแยกส่วน(Separation-based technology) โดยการแยกสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากเซรั่มน้ำยางพารา และ 2.แพลตฟอร์มการย่อยด้วยเอนไซม์ (Digestion-based technology) โดยการใช้เอนไซม์เฉพาะเพื่อสกัดสารชีวภาพที่มีมูลค่าสูง เพื่อนำสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ อาทิ สารสกัด Hb-extract เพื่อใช้ในเวชสำอาง มีสารพฤกษเคมีช่วยบำรุงผิว, Hevea latex oligosaccharides (HLOs) มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ คล้าย Human Milk Oligosaccharides (HMO) และช่วยต้านอัลไซเมอร์และมะเร็ง, Beta-glucan oligosaccharide (BGOs) มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย และต้านมะเร็ง, Quebrachitol มีศักยภาพช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และป้องกันโรคเบาหวาน และ 5-Methylthioadenosine (MTA) มีฤทธิ์ต้านมาลาเรีย วัณโรค และมะเร็ง เป็นต้น

สำหรับแผนในอนาคต CERB ตั้งเป้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสารชีวภาพจากเซรั่มน้ำยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานผลิตระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP โดยคาดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากทรัพยากรยางพาราได้อย่างยั่งยืน

ม.นครพนม จัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 26 ถ่ายทอดภูมิปัญญา-พัฒนาอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

ม.นครพนม จัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 26  ถ่ายทอดภูมิปัญญา-พัฒนาอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

ม.นครพนม จัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 26 ถ่ายทอดภูมิปัญญา-พัฒนาอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดงานแถลงข่าว “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 26” ภายใต้แนวคิด “BCG เกษตรพื้นถิ่นสู่ความยั่งยืน” โดยมี นางสงวน มะเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธาน พร้อมด้วย ผศ.ดร.ถนอม ทาทอง รองอธิการบดีฝ่ายแผนและงบประมาณ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี และนายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม ร่วมแถลงข่าว ณ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์)

นางสงวน มะเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จ.นครพนม มีโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ประกอบด้วย ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง สินค้าเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ยังมีสินค้า GI คือ สับปะรดท่าอุเทน ลิ้นจี่นครพนม และพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าวหอมมะลินาปี ข้าวเหนียวนาปีมันสำปะหลัง มันแกว และยางพารา เป็นต้นซึ่งการจัดงานดังกล่าวเป็นแนวทางการพัฒนาอาชีพโดยยึดตามหลักคิดของ BCG คือ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่พัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ ไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศในด้านสังคม เศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
และ “เกษตรมูลค่าสูง” ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ถนอม ทาทอง รองอธิการบดีฝ่ายแผนและงบประมาณ กล่าวว่า การจัดงานเกษตรลุ่มน้ำโขงได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการสนับสนุนการจัดกิจกรรม ซึ่ง ม.นครพนม มีนักวิชาการ นักวิจัย ที่ได้สร้างสรรค์งานวิจัยองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยการบูรณาการศาสตร์พระราชา ร่วมกับผลงานวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อเกิดเป็นนวัตกรรมการเกษตรที่ช่วยให้เกษตรกร ประชาชนได้นำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพจนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม กล่าวว่า ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (จาก พ.ศ.2560 ถึง พ.ศ.2579) มุ่งเน้นการเสริมจุดแข็งแก้ไขจุดอ่อน เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรให้เกิดความอย่างยั่งยืน ด้วยวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ซึ่งมีตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย คือ “เกษตรกรมีรายได้เงินสดสิทธิทางการเกษตรต่อหัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3” ดังนั้น การจัดงานฯ จึงเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ มีความสุขและอยู่ดี

ด้าน ผศ.ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดี คณะเกษตรและเทคโนโลยี กล่าวว่า การจัดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 26” นี้ เป็นการกระจายโอกาสในการบริการวิชาการ การบริการวิชาชีพ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นลุ่มน้ำโขง โดยกิจกรรมต่างๆ อยู่ภายใต้แนวคิด “BCG Model สู่เกษตรมูลค่าสูง” โดยปีนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการ นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์จากสาขาวิชาต่างๆ ของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

ภายในงานยังมีการประชุมวิชาการเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “สร้างสรรค์นวัตกรรมเกษตร BCG สู่สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย” ซึ่งในการประชุมวิชาการดังกล่าว มีการเสวนาทางด้านการเกษตรได้แก่ การยกระดับการผลิตสมุนไพรไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้ Model BCG และ IOT นวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อการเกษตรสู่ BCG Model, การเสวนาทางการเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ ตลอดจนการฝึกอบรมเกษตรด้านต่างๆ เช่น การผลิตไก่พื้นเมืองและไก่ลูกผสมพื้นเมือง โอกาสเชิงธุรกิจสำหรับเกษตรกรรายย่อย, การจัดการศัตรูพืชเชิงนิเวศและการตลาดดิจิทัลเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน, การจัดการศัตรูพืชในยางพารา Smart Farmer และโครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ ระยะที่ 2, การประกวดและการแข่งขันทักษะของนักเรียน-นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้แก่ การแข่งขันส้มตำลีลา, การแข่งขันจัดสวนถาด, การแข่งขันการจัดตู้ปลาสวยงาม, การแข่งขันทักษะการเขียนโปรแกรมArduino สำหรับการจัดการโรงเรือนอัจฉริยะ, การแข่งขันทักษะการฟาดแส้, การแข่งขันทักษะการคล้องโคและบังคับโค, การประกวดอาหารของหมู่บ้านและชุมชน, การประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเชิงสร้างสรรค์จากข้าว, การประกวดผลผลิตทางการเกษตร และการแข่งขันตกปลา

ซึ่งงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 26 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2568 ณ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์) ต.ขามเฒ่า อ.เมือง จ.นครพนม

‘ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี’ ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

'ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี' ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

‘ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี’ ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.23 น.

“โรงเรียนคำพ่อสอน” : ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

ในยุคที่ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนเป็นประเด็นสำคัญของสังคม “โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน” โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)  จากการดำเนินการมากว่า 9 ปี พบว่า การเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนและยังสร้างพฤติกรรมด้านบวกให้เยาวได้อีกด้วย โดยโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนเริ่มต้นพาครูเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์ ใช้ความรักความความเมตตา เข้าใจ ให้อภัย ให้โอกาส ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ที่2 นักเรียนจะอบอุ่นใจว่าเขามีคุณค่าในสายตาครูเขายังมีครูเป็นที่พึ่ง

รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นในสิ่งใกล้ตัวอย่างต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิตในโรงเรียน เช่น พี่สอนน้อง ฯ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะของนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self Esteem) เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และครูต้องมีท่าทีในเชิงบวกกับนักเรียนเช่น ยิ้ม หาเรื่องชื่นชม ตั้งใจรับฟังในสิ่งที่นักเรียนพูด เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งตรงตามกระแสพระราชดำรัสเพื่อปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) “..ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อนไม่ให้แข่งขันกันแค่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกันเพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี..”

แนวปฏิบัติดังกล่าวนี้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างแท้จริง โดยโครงการนี้มิได้เพียงช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก ๆ เช่นเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ไม่หนีเรียน ลดความก้าวร้าวรุนแรงในโรงเรียนแล้ว  แต่ยังส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ทำให้การเรียนรู้ด้านวิชาการของเด็กดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขยายความสำเร็จจากประถมสู่มัธยม

จากความสำเร็จของโครงการฯ ในระดับประถมศึกษา ได้นำไปสู่การขยายผลสู่ระดับมัธยมศึกษา โดย “โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ” สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดชุมพร เขต 2  เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการประยุกต์ใช้แนวทางของโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนจนเกิดผลสำเร็จ

นางสาวรจนา กลิ่นหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ ตำบลหาดยาย อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร กล่าวว่า “โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีทั้งนักเรียนประถมศึกษา (ป. 1 – ป.6 ) และมัธยมศึกษา (ม.1 – ม.3 ) ซึ่งก่อนหน้านี้พบปัญหาด้านพฤติกรรมของเด็ก เช่น การไม่เข้าเรียน การยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เราจึงได้นำหลักการของโรงเรียนคำพ่อสอนมาใช้กับเด็กระดับมัธยมฯ ในกระบวนการเดียวกัน แต่ละเอียดอ่อนต่างกัน ด้วยพฤติกรรมเป็นเด็กที่โตกว่า โดยมีกิจกรรมที่โรงเรียนได้นำมาจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนมาทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นวิถีของโรงเรียนคือ ‘เปิดเทอมสร้างสุข ให้ความรักก่อนให้ความรู้’ เช่น การกอด ยิ้ม ชม สบตา สวัสดี ซึ่งโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนได้พาครูไปเรียนรู้จิตวิทยานีโอฮิวแมนนิส กับรศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน

นอกจากนี้ ยังมีขบวนการตาสับปะรด  ที่ให้นักเรียนช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและรายงานครูโดยไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งช่วยลดปัญหาการหนีเรียนและพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งเด็กมัธยมฯ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมาในรูปแบบต่าง ๆ เราต้องใส่ใจให้มาก การชวนนักเรียนมาทำกิจกรรมในหลายๆ มิติ มอบหมายให้มีบทบาทในกิจกรรมต่าง ๆ จะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับจากสังคม เด็กจะมีความภูมิใจในตนเอง  ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เด็กมีจิตสาธารณะมากขึ้น ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และเรียนรู้เกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ”

เปลี่ยนแปลงครู สู่การเปลี่ยนแปลงเด็ก

“โรงเรียนคำพ่อสอน” ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการ  ทำให้เกิดความเข้าใจต่อพฤติกรรมของนักเรียนและรับฟังนักเรียนมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีความกล้าเข้ามาปรึกษาครู การเปลี่ยนแปลงของครู จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเด็กนักเรียนเช่นกัน

นางสาวเบญจมาศ คงคาชัย หรือ “ครูบิว”  โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ อ.หลังสวน จ.ชุมพร  กล่าวถึงแนวทางการนำโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน” มาประยุกต์ใช้ว่า “เมื่อก่อนครูบางคนอาจจะใช้คำพูดรุนแรงกับเด็ก แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการ ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี ใช้คำพูดสุภาพ และให้ความรักความเข้าใจเด็กมากขึ้น ส่งผลให้เด็กกล้าปรึกษาครู ลดช่องว่างระหว่างครูกับนักเรียน และทำให้บรรยากาศในโรงเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”   นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมีกิจกรรม “พี่สอนน้อง” ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมเป็นพี่เลี้ยงดูแลน้องประถม ส่งเสริมความรับผิดชอบและภาวะผู้นำ ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกมีคุณค่า และช่วยลดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และการใช้สื่อโซเชียลในทางที่ผิดอีกด้วย

เปลี่ยนแปลงตนเองจนเป็นแบบอย่าง

เด็กชายจรูญโรจน์ ปานมณี หรือ น้องกัน นักเรียนชั้น ม.2 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เดิมทีเขาติดบุหรี่ตั้งแต่ชั้น ม.1 เนื่องจากอิทธิพลจากเพื่อนกลุ่มเก่า แต่เมื่อครอบครัวทราบและขอให้เลิก เขาจึงตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่โดยอาศัยกิจกรรมสนับสนุนของโรงเรียน เช่น การเข้าร่วมโครงการ “พี่สอนน้อง” และการใช้ลูกอมเลิกบุหรี่ที่ทางโรงเรียนจัดทำขึ้น

น้องกันกล่าวว่า “พอเลิกบุหรี่ได้ ผมรู้สึกดีขึ้นมาก มีความตั้งใจเรียน และอยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียน ตอนนี้เข้ามาเป็นทีมงาน ทำกิจกรรมดี ๆ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนครับ “

โมเดลแห่งการสร้างสังคมที่ดี

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังได้เชื่อมโยงโครงการฯ กับชุมชน โดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น “สาหร่ายใบไชยาทอดกรอบ” และ “ชามัทฉะไชยา” (ชาเขียว) ซึ่งได้รับรางวัลระดับจังหวัด นอกจากนี้ ยังมี “ลูกอมหญ้าหมอน้อย” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้การสร้างรายได้ และเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองด้วย

การนำกระบวนการจากโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน” มาใช้ในโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ลดพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนของครูและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียน โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีแนวทางที่เหมาะสมและการสนับสนุนที่ดีจากครู ผู้ปกครอง และชุมชน ก็สามารถสร้างโรงเรียนที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาเยาวชนได้อย่างแท้จริง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ 2568

'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง'ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ 2568

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.39 น.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และประธานอนุกรรมการบริหารกองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสาวพิมพ์ณภัท สุนทรฐิติวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิฯ และคณะมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ กองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้ว่าราชการจังหวัด และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และเครือข่ายสถานศึกษาต่างๆ ร่วมพิธี ณ ห้องประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

การประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568 และเพื่อกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เห็นคุณค่าความสำคัญของอัตลักษณ์ไทยในเรื่องมารยาทไทย มารยาทในสังคม และสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี นับเป็นจุดเริ่มต้นขวบปีแรกที่กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคมขึ้น เพื่อรณรงค์ สร้างกระแสและความตระหนักในการสืบสานและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านมารยาทไทย

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#สายด่วนและแอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘ศธจ.อยุธยา’การันตี GPAS 5 ปฏิรูปการศึกษา สนองนโยบาย ศธ.เตรียมขยายสู่ระดับอาชีวะ

'ศธจ.อยุธยา'การันตี GPAS 5 ปฏิรูปการศึกษา สนองนโยบาย ศธ.เตรียมขยายสู่ระดับอาชีวะ

‘ศธจ.อยุธยา’การันตี GPAS 5 ปฏิรูปการศึกษา สนองนโยบาย ศธ.เตรียมขยายสู่ระดับอาชีวะ

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.02 น.

พระนครศรีอยุธยาโชว์ศักยภาพนำร่องระบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 steps ยอดเยี่ยมสนองนโยบายกระทรวงศึกษายุครัฐบาลสืบสันดาน บูรณาการการศึกษาเชิงลึก เกิดเป็นนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์สามารถนำไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม เตรียมขยายสู่สถานศึกษาอาชีวศึกษา

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 ที่โรงเรียนเซนต์แอนโทนี่ บางปะอิน พระนครศรีอยุธยา ได้มีการจัดกิจกรรมโครงการทางวิชาการ พลิกโฉมโรงเรียนเซนต์แอนโทนี่ ด้วยรูปแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 steps สร้างต้นแบบนวัตกรรมครู Best Practices สู่นวัตกรรมนักเรียน โดยมี นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่นักเรียนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน โดยมี ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เป็นประธานผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นจำนวนมาก

นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัด เปิดเผยว่า การใช้ GPAS 5 steps ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเซนต์แอนโทนี่ บางปะอิน สอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผลจะส่งผลสู่ผู้เรียนโดยตรง หมายความว่ากระบวนการของ GPAS 5 steps เป็นนวัตกรรมสามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พลิกโฉมการศึกษาได้

“ในฐานะศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ดูแลการจัดการศึกษาภายในจังหวัดก็พยายามนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อสนองนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยพร้อมจะสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนในสังกัดได้นำ GPAS 5 steps ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ให้เด็กเกิดการเรียนรู้”

ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีการใช้กระบวนการ Active Learning มานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่นวัตกรรมใน GPAS 5 steps จะช่วยสร้างแนวทางการสร้างนวัตกรรมจากครูสู่นักเรียนได้เป็นอย่างดี จนได้รับการตอบรับจากนักเรียนที่ดี มีโรงเรียนเข้าร่วมค่อนข้างมาก และคาดว่าจะมีการขยายโครงการไปถึงสถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาด้วย

ขณะที่ ดร.นารี คูหาเรืองรอง ที่ปรึกษาโรงเรียนเซนต์แอนโทนี่ เปิดเผยว่า การจัดการศึกษาการเรียนการสอนด้วย กระบวนการ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 steps ทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากเดิมที่เด็กนักเรียนไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยพูดเรื่องเนื้อหาหลักการ เนื่องจากยังมีความสับสน แต่เมื่อนำ กระบวนการ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 steps มาใช้ทำให้เด็กนักเรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างเป็นกระบวนการ สร้างความมั่นใจในการนำเสนอนำความรู้และหลักการของรายวิชาต่างๆมาบูรณาการ มีการใส่แนวคิดใหม่ๆเข้าไป ทำให้นำมาซึ่งการศึกษาเชิงลึก เกิดเป็นนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์สามารถนำไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ รายได้ของครอบครัวและชุมชน ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ด้าน นายวุฒินันท์ โชคอำนวย ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์แอนโทนี่ บางปะอิน เปิดเผยว่า ผู้ปกครองให้การตอบรับการจัดการเรียนการสอนด้วยกระบวนการ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 steps เป็นอย่างดี ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงจนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ ทำให้นักเรียนเกิดสมรรถนะที่มีคุณภาพ และมีความสุขในการเรียน ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

‘ทวี’ร่วมงานฉลองวันชาติญี่ปุ่น และวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

'ทวี'ร่วมงานฉลองวันชาติญี่ปุ่น และวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

‘ทวี’ร่วมงานฉลองวันชาติญี่ปุ่น และวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.52 น.

‘ทวี’ร่วมงานฉลองวันชาติญี่ปุ่น และวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายรวิศ สอดส่อง บุตรชาย ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาที่ห้องเพลนารีฮอลล์ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในโอกาสวันชาติญี่ปุ่น และวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งในปีนี้ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงมีพระชนมพรรษาครบ 65 พรรษา โดยมี นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ และมีแขกผู้มีเกียรติระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่งกว่า 1,000 คน

สำหรับบรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ภายในงานมีการออกร้านแนะนำสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากบริษัทเอกชนชั้นนำของญี่ปุ่น รวมถึงประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และองค์กรต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านอาหาร เครื่องดื่ม ภายในงานอีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา รมว.ยุติธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ นายซูซูกิ เคอิสุเกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎหมายและงานยุติธรรม ซึ่งไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือผ่านกรอบความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในกรอบความร่วมมือด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงชื่นชมการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมของไทย พร้อมทั้งเสนอให้มีการจัดการประชุม ASEAN Plus Japan Law Ministers’ Meeting (ALAWMM + Japan) ด้วย

สำหรับกระทรวงยุติธรรมของไทย มุ่งเน้นให้ความสำคัญ เรื่อง การยกระดับเรื่องหลักนิติธรรม (Rule of Law) และการพัฒนากฎหมาย และขณะนี้ อยู่ระหว่างการพัฒนาร่างพระราชบัญญัติชะลอฟ้อง พ.ศ. …. โดยเห็นว่าการชะลอฟ้องถือเป็นกลไกที่สำคัญในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศญี่ปุ่น จึงประสงค์ที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวจากญี่ปุ่น ในโอกาสนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้แสดงความขอบคุณฝ่ายไทยสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับคดี นางสาวคาวาชิตะ โทโมโกะ ด้วย โดยกระทรวงยุติธรรมของไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือด้านกฎหมายและงานยุติธรรมในมิติต่างๆ อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องมาโดยตลอด 

บริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีโชว์ศักยภาพ จุดประกายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ‘Business Day 2025’

บริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีโชว์ศักยภาพ  จุดประกายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ‘Business Day 2025’

บริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีโชว์ศักยภาพ จุดประกายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ‘Business Day 2025’

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดงาน Business Day 2025 ภายใต้แนวคิด “SustainaBiz – The New-Generation of Sustainable Entrepreneurs” ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงผลงาน พัฒนาทักษะ และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหาร นักศึกษา และนักเรียนเข้าร่วม ณ ลานกิจกรรมหน้าอาคาร 4 คณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี

รศ.ดร.กล้าหาญ ณ น่าน คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้นำความรู้จากการเรียนมาประยุกต์ใช้จริง ผ่านการทำงานเป็นทีมและการลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ภายในงานได้จัดกิจกรรมทั้งหมด 5 กิจกรรมหลักด้วยกันคือ การประกวดนิทรรศการด้านบริหารธุรกิจ การแข่งขันร้องเพลง RTBS Singing Contest 2025 กิจกรรม Sustainable Business Hackathon การออกร้าน RTBS Marketplace และการแสดงจาก 9 หลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจ

คณบดีคณะบริหารธุรกิจ ยังกล่าวอีกว่า Business Day 2025 ที่เกิดขึ้น ช่วยเสริมสร้างทักษะสำคัญให้นักศึกษา ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การบริหารจัดการธุรกิจ และความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่มีคุณภาพผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน ผ่านการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคาดหวังว่าประสบการณ์จากงานดังกล่าว จะช่วยให้นักศึกษาสามารถเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง หรือเข้าไปทำงานด้านบริหารธุรกิจได้อย่างมีคุณภาพหลังจบการศึกษา โดยเฉพาะธุรกิจที่เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน

ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงานตลอด 2 วันนี้ยังช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาความสามารถเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการ สนับสนุนและส่งเสริมแนวคิดการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม สนับสนุนเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของโลกยุคใหม่ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีแก่นักศึกษาร่วมด้วย รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจ
ให้กับผู้สนใจเข้าศึกษาต่อร่วมด้วย ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของคณะบริหารธุรกิจได้ที่ https://www.facebook.com/Bus.rmutt และ https://bus.rmutt.ac.th

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ  มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) วิทยาเขตสีคิ้ว จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 กิจกรรมเดิน วิ่ง กินดี เพื่อสุขภาพ วิวหลักล้าน ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก มุ่งเพิ่มกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และส่งต่อองค์ความรู้การบริโภคอาหารปลอดภัย ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 700 คน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกองทุน สสส. กล่าวในพิธีเปิดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 ว่า ภัยสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) คร่าชีวิตคนไทย 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด คิดเป็น 4 แสนคนต่อปี สร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการมีกิจกรรมทางกายและรับประทานผักผลไม้ที่ไม่เพียงพอ สสส. จึงขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและอาหารเพื่อสุขภาวะให้เป็นประเด็นสำคัญในการทำงานตามทิศทางและเป้าหมายของแผนระยะ 10 ปี มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้วยการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชน โดยในปี 2568 เน้นขยายการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ กำหนดพื้นที่นำร่อง รวมถึงสร้างกลไกขับเคลื่อนแผนการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตลดเสี่ยง NCDs ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปสู่ระดับประเทศ นำไปสู่สังคมภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

“โคราช เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมในโคราชและสร้างกระแสส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ในรูปแบบเทศกาลการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Healthy Sport Tourism & Festival) จุดประกายในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ที่สำคัญ นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เข้าถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการจากผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์จากเครือข่าย “ตลาดเขียว” สสส. ทั่วประเทศอีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. จัดงานเดินวิ่งกว่า 1 พันสนามต่อปีความพิเศษของสนามนี้คือ งานวิ่งแนวใหม่ที่ส่งเสริมให้เกิดกระแสการออกกำลังกายควบคู่กับการเลือกกินอาหารที่ดีไม่ก่อให้เกิดโทษ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอาหารปลอดภัย เน้นลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย ผ่าน “ตลาดเขียว” โดยเน้นหลักการ 8 เรื่อง 1.พื้นที่กระจายผลผลิตอินทรีย์ อาหารปลอดภัยสู่คนเมือง 2.ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการจัดการขยะ 3.มีที่มาจากเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง4.มีมาตรฐานรับรอง PGS หรือออร์แกนิค 5.ราคาเป็นธรรม6.พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีวัฒนธรรม 7.กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน 8.เพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค ผ่านการจัดกิจกรรมชิมข้าว จากสายพันธุ์ที่มีโภชนาการสูง น้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs

“ตลาดเขียวดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปสู่การกระจาย การแปรรูป การตลาด และผู้บริโภคที่ผ่านมา เกิดต้นแบบตลาดเขียวถึง 88 แห่ง ใน 19 จังหวัดและขยายผลผ่านการขับเคลื่อนนโยบายโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ทำให้เกิดตลาดเขียวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 300 แห่ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1 แสนราย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนอกจากช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอาหาร ยังสร้างพลเมืองอาหารที่มีทักษะ จิตสำนึกในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ รวมพลังเป็นชุมชนอาหารที่เข้มแข็ง สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Gindee Club” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

‘สทน. – ส.อ.ท.’ ร่วมมือหนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

‘สทน. - ส.อ.ท.’ ร่วมมือหนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

‘สทน. – ส.อ.ท.’ ร่วมมือหนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ สถาบันเทคโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีและรังสี ภายในงาน FTI EXPO 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี ศึกษาวิจัย รวมถึงการให้บริการแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทุกระดับทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) กล่าวว่า ในนามสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อร่วมกันส่งเสริม สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีในด้านการศึกษาวิจัยและการให้บริการแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทุกระดับทั่วประเทศ สทน.มีความพร้อมทั้งบุคลากรที่เชี่ยวชาญ มีองค์ความรู้เครื่องมือและอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและการบริการ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและเกิดความร่วมมือต่างๆ จะยิ่งส่งผลให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทย สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ เพื่อเปิดประสบการณ์สู่การสร้างโอกาส ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ตลอดจนสร้างมูลค่าและคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับขอบเขตความร่วมมือครั้งนี้ สทน.และ ส.อ.ท. จะร่วมมือในการส่งเสริมงานวิจัยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตร อาหาร สมุนไพร สุขภาพ และอื่นๆ ร่วมกันโดย ส.อ.ท. เป็นผู้รวบรวมประเด็นปัญหาหรือความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่จะปรับปรุงพัฒนาด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี และ สทน. เป็นผู้นำไปวิจัยตามกระบวนการวิจัยจนบรรลุผลสำเร็จ และส่งมอบผลงานวิจัยพร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั้น การต่อยอดและการประยุกต์ ใช้ผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ากับกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบันและเท่าทันต่อความต้องการของผู้บริโภคและรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป สอดรับกับนโยบาย ONE FTI ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทยเพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม ผ่านแนวทาง 4 Go ในส่วนของ Go Innovation ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยหลุดพ้นจากกับดักของเศรษฐกิจ จากเดิมทำมากได้น้อย ให้เปลี่ยนเป็นทำน้อยได้มากด้วยนวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ