‘พระเขี้ยวแก้ว’ถึงไทย! อัญเชิญประดิษฐานท้องสนามหลวง

https://www.naewna.com/local/845620

‘พระเขี้ยวแก้ว’ถึงไทย! อัญเชิญประดิษฐานท้องสนามหลวง

‘พระเขี้ยวแก้ว’ถึงไทย! อัญเชิญประดิษฐานท้องสนามหลวง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.34 น.

ถึงไทยแล้ว! รัฐบาลอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากจีน ประดิษฐานที่ไทย

วันนี้ (4 ธันวาคม 2567) เวลา 12.20 น. เครื่องบินพิเศษอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) (ฝ่ายจีน) ถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 กรุงเทพมหานคร นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานกรรมการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เป็นประธานในพิธีรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐาน ณ ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธี

เวลา 13.19 น.ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ถึงไทย โดยมี พระพรหมดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เป็นประธานสงฆ์ฝ่ายไทย และพระอาจารย์เหยี่ยนเจว๋ ประธานพุทธสมาคมจีน เจ้าอาวาสวัดกว่างจี้ เป็นประธานสงฆ์ฝ่ายจีน พระสงฆ์ฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ได้ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ หลังจากนั้น นายเฉิน รุ่ยเฟิง รัฐมนตรีประจำสำนักกิจการศาสนาแห่วชาติจีน หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายจีน กล่าวมอบพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานกรรมการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เป็นประธานในพิธีฝ่ายไทย กล่าวรับพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) โดยมี นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการประสานงานโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และคณะกรรมการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี

เวลา 14.42 น.เคลื่อนขบวนรถอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ผ่านเส้นทางเยาวราช เข้าสู่ถนนราชดำเนิน ไปยังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

จากนั้นในเวลา 16.30 น.ริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จะเริ่มเคลื่อนขบวนจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เพื่อไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ขึ้นประดิษฐานที่มณฑปต่อไป

การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานในประเทศไทยครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ในปี 2568 เป็นการสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยกับจีน ผ่านสายสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างไทย – จีน และให้คำว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นในจิตใจของประชาชนทั้งสองประเทศ

ขณะที่ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567  เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2568 รัฐบาลไทยได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ “พระเขี้ยวแก้ว” จากวัดหลิงกวง ประเทศจีน มาประดิษฐานที่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยวันนี้ (4 ธันวาคม 2567) จะมีการจัดพิธีทางศาสนา และอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยมีการจัดริ้วขบวนอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์สู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีด้วย

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนชาวไทยได้สักการะ “พระเขี้ยวแก้ว” 1 ใน 2 องค์บนโลก ซึ่งปัจจุบันมีพระเขี้ยวแก้วเพียง 2 องค์บนโลกใบนี้ คือ “พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา” ประดิษฐาน ณ ประเทศศรีลังกา และ “พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย” ประดิษฐาน ณ ประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้เคยอนุญาตให้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้ายไปประดิษฐานยังประเทศต่างๆ รวม 6 ครั้ง ปีนี้ถือเป็นปีมหามงคลของประเทศไทย จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่คนไทยจะได้สักการะพระเขี้ยวแก้ว เพื่อความเป็นสิริมงคลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

“สำหรับพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว จากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์สู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงวันนี้ เชื่อว่ามีประชาชนสนใจและอยากเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดพิธีดังกล่าว ได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT2HD กดช่อง 2 ตั้งแต่เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการเข้าสักการะพระเขี้ยวแก้ว ได้จากเว็บไซต์ “พระลาน” (https://www.phralan.in.th) และประชาชนสามารถเข้าสักการะพระเขี้ยวแก้วได้ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 07.00 – 20.00 น.โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมดอกไม้สักการะ (ประชาชนไม่ต้องนำมาเอง) และมีโปสต์การ์ดพร้อมบทสวดบูชาพระเขี้ยวแก้วมอบให้ ซึ่งผู้ที่จะเข้าสักการะองค์พระเขี้ยวแก้วต้องนำบัตรประชาชนแสดงเพื่อยืนยันตัวตนด้วย” นางสาวจิราพร กล่าว

– 006

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

https://www.naewna.com/local/845536

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.00 น.

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตลอดระยะเวลา 55 ปี ได้เห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสและพัฒนาเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษา ผ่านการดำเนิน โครงการ “อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรสายอาชีวะ ด้วยรูปแบบของการจัดระบบการศึกษาระบบทวิภาคี ในการประสานความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนและได้สร้างเยาวชนมาแล้วถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 แล้ว เปิดหลักสูตรร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จ.ชลบุรี ในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ โดยมีรูปแบบการเรียนการสอนแบ่งเป็น การเรียนวิชาพื้นฐานที่วิทยาลัย และการเรียนวิชาบริหารชีวิตและฝึกปฏิบัติที่โรงงานโดยทีมพนักงาน บริษัท ไลอ้อนเป็นผู้สอน 

นางวราภรณ์ สุนทรเทพวรากุล ผู้จัดการส่วนทรัพยากรบุคคลและธุรการพื้นที่ศรีราชา บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการอาชีวะศึกษาระบบทวิภาคีปีนี้เป็นปีที่ 8 และเดินหน้าสู่ปีที่ 9 โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2567 นี้ จะเริ่มเปิดรับสมัครนักเรียนจำนวน 15 คน โดยตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน (ตั้งแต่รุ่น 1-8)  มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ 85 คน โดยนักศึกษาจบการศึกษาไปแล้วของทั้ง 5 รุ่น มีจำนวน 59 คน และในส่วนที่จบแล้วมาทำงานกับไลอ้อน มีจำนวน 25 คน ปัจจุบันแบ่งเป็น ปวช. ปี 1 จำนวน 9 คน ปวช. ปี 2 จำนวน 9 คน และ ปวช. ปี 3 จำนวน 8 คน ซึ่งนักศึกษาปี 3 ที่จบการศึกษาบางส่วนจะเข้าศึกษาต่อระดับ ปวส. ที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และอีกส่วนหนึ่งจะเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ

“สำหรับหลักสูตรยังเป็นหลักสูตรเดิม ซึ่งนโยบายของไลอ้อนมีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรสายอาชีวะอย่างต่อเนื่อง และสามารถเป็นโมเดลให้กับบริษัทในเครือฯ นำไปต่อยอดได้ และอยากฝากถึงน้อง ๆ เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาร่วมโครงการนี้แล้ว ขอให้มีความมุ่งมั่นและความตั้งใจ ซึ่งการจะจบการศึกษาและสำเร็จในโครงการนี้ได้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องและตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือตัวของน้องเอง” นางวราภรณ์ กล่าว

มีมุมมองของน้อง ๆ ที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นพี่ และมุมมองของน้องใหม่ที่ได้มาเข้าร่วมโครงการนี้ ได้มาเปิดใจเปิดความรู้สึกที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ทาง ไลอ้อน ประเทศไทย เป็นผู้ใหญ่ใจดี ได้มอบให้  

นางสาวกุสุมา ขัติภิรส หรือ น้องพลอย คือหนึ่งในผู้ที่ได้สำเร็จการศึกษาจากโครงการนี้ โดยอยู่ในรุ่นที่ 4 และได้ก้าวสู่การทำงานกับ ไลอ้อน ประเทศไทย มาเป็นระยะเวลา 1 ปี กับตำแหน่งเจ้าหน้าที่สายการผลิต 1 (Toothbrush) ในปัจจุบัน ได้เปิดใจว่า เป็นความโชคดีที่ได้ร่วมโครงการนี้ การได้รับโอกาสทางการศึกษาจากไลอ้อน นับว่าช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวและการเป็นพนักงานไลอ้อนทำให้ได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ จากรุ่นพี่ ทุกวันนี้ทำงาน มีเงินเดือน สามารถดูแลตนเองและมีเงินส่งให้ครอบครัว ได้การศึกษาที่ดี จนสำเร็จการศึกษา และมาเป็นพนักงานในวันนี้ มีเงินเดือนที่สามารถดูแลตนเองและส่งให้ที่บ้านได้ด้วย รู้สึกดีใจและภูมิใจที่อายุเท่านี้แต่สามารถดูแลตนเองได้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ และมีความกล้าที่จะก้าวออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเอง เป้าหมายต่อไปอยากเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเพื่อนำมาต่อยอดกับการทำงานต่อไป สำหรับน้อง ๆ ที่ได้รับโอกาสนี้ อยากให้ตั้งใจทำให้ดี ทำในสิ่งที่ชอบและถนัด ไม่ย่อท้อ เพราะยังมีเด็กอีกหลายคนที่ยังขาดโอกาสนี้อีกมาก 

นายเมธัส แซ่โซ้ง หรือ น้องอาร์ท จบโครงการในรุ่น 3 และได้ร่วมงานกับไลอ้อนมาเป็นระยะเวลา 2 ปี กับตำแหน่งปัจจุบัน Dilution Control Operator เปิดความรู้สึกว่า การได้ร่วมโครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีในชีวิต ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อและคุณแม่ ตลอดเวลาที่เรียนแม้จะจากบ้านมาไกลแต่ยังมีพี่ ๆ น้อง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน ทำให้รู้สึกไม่เหงา สิ่งที่ได้จากโครงการนี้ นอกจากการศึกษาในห้องเรียนแล้ว ยังได้ลงมือปฏิบัติหน้างาน แก้ไขหน้างานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในห้องเรียน อยากฝากน้อง ๆ รุ่นต่อไป ถ้ามีโอกาสตรงหน้าแล้วให้คว้าเอาไว้ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน สำหรับที่นี่ให้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียนทั่วไป

นางสาวทิพยรัตน์ สมวงษ์ นักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ปี 3 กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าโครงการนี้ เพราะโครงการนี้ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองได้ สิ่งที่ได้รับจากที่นี่คือการได้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ได้รับความรู้หลากหลายค่ะ ทั้งด้านทำงาน ด้านการเรียนรู้ ด้านการใช้ชีวิต ได้ลงมือปฏิบัติงานจริง 3 ปี กับที่นี่มีความสุขมาก ทุกคนไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการ อาจารย์ เพื่อน พี่ น้อง เป็นเหมือนคนในครอบครัว อยากฝากถึงน้อง ๆ ที่จะเข้าร่วมโครงการในรุ่นต่อ ๆ ไปว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและให้โอกาสกับเรามาก ๆ สอนทุกอย่างให้กับเรา ทั้งวิชาชีพ วิชาชีวิต เป้าหมายหลังเรียนจบมีแผนจะศึกษาต่อในระดับ ปวส.

นายสุภนัย จิตต์อารี นักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ปี 3 กล่าวว่า ก่อนเข้าโครงการมีความลังเลว่าจะไปศึกษาต่อที่ไหน เมื่อได้ทราบว่ามีโครงการนี้จากครูแนะแนว มองว่าสามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย และเมื่อเข้ามาเรียนสิ่งที่ได้รับคือทักษะที่มากกว่าคนอื่น เช่น การทำงาน ความคิด การเเก้ไขปัญหาหน้างานจริง จากประสบการณ์ของพี่ ๆ ที่ทำงานจริง เเละมีความเป็นผู้นำเเละกล้าพูดกล้าเเสดงออกในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น จากที่ก่อนเป็นคนขี้อายมากไม่กล้าพูดต่อหน้าคนหมู่มาก สำหรับเป้าหมายในชีวิต หลังจากเรียนจบมีแผนจะทำงานต่อควบคู่ไปกับการส่งตัวเองเรียน เพื่อลดภาระของทางบ้าน อยากฝากถึงน้อง ๆ ทุกคนที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้ ขอให้ตั้งใจเรียน ถึงจะเหนื่อยเเค่ไหนอยากทุกคนสู้ อย่ายอมเเพ้อะไรง่าย ๆ บางครั้งอาจจะคิดถึงที่บ้านที่ต้องจากครอบครัวมาเเต่เชื่อว่าถ้าเราจบจากโครงการนี้ไปได้เราจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เข้มแข็ง ครอบครัวน้อง ๆ ต้องภูมิใจในตัวเราอย่างแน่นอน

โครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ผลิตบุคลากรในสายอาชีพ มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย โดยนอกจากจะได้ความรู้ในการเรียนวิชาพื้นฐานสามัญ และวิชาชีพแล้ว สิ่งที่แตกต่างคือ มีการสอนวิชาทักษะการใช้ชีวิต ที่เน้นปลูกฝังด้านคุณธรรมและจริยธรรม ควบคู่กับการเรียนวิชาการ นอกจากการสนับสนุนทุนการศึกษายังให้สวัสดิการระหว่างเรียน ไม่ว่าจะเป็น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าบำรุงการศึกษา อุปกรณ์การเรียน ชุดนักศึกษา ชุดปฏิบัติการ รถรับส่ง ค่าสาธารณูปโภค ค่าประกันอุบัติเหตุ ที่พัก และรวมถึงการใช้พื้นที่สวัสดิการพนักงาน อาทิ ห้องออกกำลังกาย ลานเล่นกีฬา พักผ่อนในสวนหย่อม เป็นต้น โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และได้ใบรับรองการผ่านงาน รวมทั้งยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทในอนาคต

ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดรวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ทาง FB : LION Goodness Society และ http://www.lion.co.th

‘ทรูปลูกปัญญา’โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวแห่งแรกในไทย

https://www.naewna.com/local/845509

‘ทรูปลูกปัญญา’โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวแห่งแรกในไทย

‘ทรูปลูกปัญญา’โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวแห่งแรกในไทย

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.47 น.

‘ทรูปลูกปัญญา-มูลนิธิออทิสติกไทย’เปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมการ กสทช. โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัว แห่งแรกในประเทศไทย

4 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ (แถวยืน ที่ 3 จากขวา) และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการ (แถวยืน กลาง) เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มุ่งนำเทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสสู่ความยั่งยืน โดยร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย นำศักยภาพขององค์กร ทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีและทีมงาน ร่วมสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตกลุ่มบุคคลออทิสติกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เพื่อเสริมสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและช่วยให้บุคคลออทิสติกสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี โดย  นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (แถวยืน ที่ 3 จากซ้าย) ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (แถวยืน ที่ 2 จากซ้าย) และ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (แถวยืน ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วย นายชูศักดิ์  จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย (แถวยืน ขวาสุด) ให้การต้อนรับและแบ่งปันองค์ความรู้การพัฒนากลุ่มเปราะบางที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ สวัสดิการ และการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลออทิสติก

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทรูได้มีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการสำคัญมากมาย เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันออทิสติกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Screening Tool for Person with Special Need” (STS) เพื่อสำรวจและคัดกรองบุคคลออทิสติกในพื้นที่ห่างไกล ให้สามารถลงทะเบียนรับการพัฒนาศักยภาพและเข้าถึงสวัสดิการรัฐได้อย่างสะดวก ทรูยังคงนำศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนการจัดสร้าง Autism Digital Learning Center เป็นศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัลต้นแบบสำหรับบุคคลออทิสติก ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเปิดโอกาสให้บุคคลออทิสติกและคอรบครัวได้เข้าถึงและพัฒนาทักษะดิจิทัล  นอกจากนี้ยังสร้างศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อการทำงานสำหรับบุคคลออทิสติก เพื่อให้บุคคลออทิสติกและครอบครัว ได้เรียนรู้และอบรมทักษะอาชีพต่างๆ ที่เหมาะสม  เช่น การเป็นบาริสต้า การทำเบเกอรี่ งานศิลปะ และการสกรีน ที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่บุคคลออทิสติกและครอบครัวอย่างยั่งยืน

ทรูได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ รณรงค์ให้สังคม เข้าใจข้อจำกัด และยอมรับศักยภาพบุคคลออทิสติก อันจะเป็นการส่งเสริมการอยู่กันในสังคมอย่างมีความสุข  ล่าสุด ในปีนี้  ทรูซีเจ ได้ผลิตภาพยนต์ซีรีย์ Good Doctor หมอหัวใจพิเศษ ที่เนื้อเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยะภาพอันโดดเด่นของบุคคลออทิสติก และซีรีย์เรื่องนี้กำลังเป็นกระแสและได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรง ที่จะช่วยให้คนในสังคม ได้เข้าใจ ยอมรับ และเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกอีกด้วย

ทั้งนี้ ทรูมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมศักยภาพให้กลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะบุคคลออทิสติก เราเชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีและการสนับสนุนที่เหมาะสม จะช่วยให้พวกเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืนต่อไป

อว.หนุน ทปอ.ตั้ง ‘War Room TCAS’

https://www.naewna.com/local/845358

อว.หนุน ทปอ.ตั้ง ‘War Room TCAS’

อว.หนุน ทปอ.ตั้ง ‘War Room TCAS’

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลกระทบให้นักเรียนในหลายพื้นที่ประสบปัญหาในการเดินทาง รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อมาเข้าสอบ TGAT/TPAT 2-5 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7-9 และ 14 ธ.ค. 2567 นี้ ตนจึงได้หารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อหาทางช่วยเหลือนักเรียนทุกคนให้สามารถเข้าสอบได้อย่างเสมอภาค โดยได้มีการปรับเลื่อนวันสอบในบางสนามสอบ และจัดตั้ง “War Room TCAS” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยจะมีแนวทาง 4 แนวทางในการดำเนินการ ประกอบด้วย 1.ให้มีการเลื่อนวันสอบจำนวน 4 สนามสอบใน จ.ยะลา และนราธิวาส ได้แก่ สนามสอบโรงเรียนสตรียะลา (จ.ยะลา) สนามสอบโรงเรียนธรรมมูลนิธิ (จ.ยะลา) สนามสอบโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง (จ.ยะลา) และสนามสอบมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (จ.นราธิวาส) โดยระบบจะเลื่อนวันสอบให้ผู้สมัครใน 4 สนามสอบนี้โดยอัตโนมัติ เป็นวันที่ 21-23 ธ.ค. 2567 2.ให้สนามสอบใน จ.ปัตตานี จำนวน 3 สนามสอบ และ จ.สงขลา จำนวน 6 สนามสอบ ยังคงเปิดสอบตามปกติ 3.จัดตั้ง War Room TCAS เพื่อเกาะติดสถานการณ์และดูแลการจัดสอบในพื้นที่จังหวัดดังกล่าวเพื่อให้ผู้สมัครได้รับทราบข่าวสารอย่างต่อเนื่อง โดย ทปอ. จะรายงานข้อมูลให้ทราบเป็นรายวันผ่านช่องทาง www.mytcas.com และ FB : mytcas.com สำหรับผู้สมัครสอบที่มีปัญหาสามารถติดต่อ ทปอ. ผ่านทางโทรศัพท์ หรือ ช่องทาง inbox ของ FB : mytcas.com และ 4.อนุญาตให้ผู้สมัครในสนามสอบ จ.ปัตตานี และ จ.สงขลาที่อาจจะประสบปัญหาในการเดินทางมาเข้าสอบในวันที่ 7-9 ธ.ค. 2567สามารถลงทะเบียนย้ายวันสอบมาเป็นวันที่ 21-23 ธ.ค. 2567 ผ่านระบบ student.mytcas.com ได้ภายในวันที่ 5 ธ.ค. 2567 เวลา 24.00 น. ทั้งนี้ สนามสอบที่จัดให้ใหม่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสนามสอบใหม่โดย ทปอ. จะประกาศให้ทราบต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ…‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/845353

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ...‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ…‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดตัวเครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน ประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดต้นแบบให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปประยุกต์ใช้ มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสังคมคาร์บอนต่ำ สร้างความยั่งยืนให้ภาคอุตสาหกรรม ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ กพร. Innovation in Raw Materials Conference 202 : Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิด ยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน

ดร.อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการ “Innovation in Raw Materials Conference 2024 : Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิดยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน” ของ กพร. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยกล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่จึงได้ผลักดันเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุด ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย MIND ของ กระทรวงอุตสาหกกรรมที่มุ่งพัฒนา “อุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน” และสอดคล้องกับแนวคิดในการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร หรือที่เรียกว่า “การทำเหมืองแร่ในเมือง (Urban Mining)” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาขยะหรือของเสียทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับสังคม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จากการเปลี่ยน Waste to Value ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน กพร. ได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีรีไซเคิลและนวัตกรรมวัตถุดิบ รวมกว่า 85 ชนิด โดยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่สนใจ เฉลี่ยกว่า 400 รายต่อปี สร้างธุรกิจใหม่ (Start-up) และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ (หรือ Level-up) ให้มีความสามารถก้าวทันโลกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ผลงานที่สำคัญในปีนี้ กพร. ได้ขยายผลและต่อยอดผลงานที่ผ่านมา จนกระทั่งได้ออกแบบและพัฒนา “เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน” โดยสามารถคัดแยกส่วนประกอบต่างๆ ในซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถคัดแยกวัตถุดิบกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าร้อยละ 80ได้แก่ ลวดนำไฟฟ้า เศษกระจก และแผ่นซิลิกอนที่มีโลหะเงินเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเครื่องคัดแยกนี้นับเป็นเครื่องจักรต้นแบบเครื่องแรกในประเทศไทย

“ความสำเร็จครั้งนี้ จะช่วยให้ กพร. เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ครบวงจร” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และจะช่วยแก้ไขปัญหาซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น จากหลักพันตันต่อปี เป็นหลักหมื่นตันต่อปี ภายในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า” ดร.อดิทัต กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างผลงานที่ประสบความสำเร็จในปีนี้ เช่น การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบในการคัดแยก Black Mass และวัสดุจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถคัดแยก Black Mass คุณภาพสูงจากแบตเตอรี่ฯ ได้กว่าร้อยละ 90 เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการรีไซเคิลโลหะต่อไป ซึ่งตอบโจทย์ที่ประเทศไทยกำลังมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ในยุคยานยนต์สมัยใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การพัฒนาวัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าแร่ โดยได้พัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีการสังเคราะห์ซีโอไลต์ 13 เอ็กซ์ (Zeolite13X) จากหินพอตเทอรี สำหรับใช้เป็นวัสดุดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับอุตสาหกรรมผลิตก๊าซและอาหารแปรรูป จากหินพอตเทอรี 300 บาทต่อตัน เมื่อผลิตเป็น Zeolite13X จะมีราคากว่า 200,000 บาทต่อตัน การพัฒนาสถานประกอบการให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร เช่น การ Upcycle เศษไม้พาเลท และเศษไม้ Pressboard ที่ใช้ในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า โดยนำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ โดยผลการดำเนินงานในปีนี้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี และได้มีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนได้กว่า 19,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

สำหรับงานสัมมนาวิชาการ “Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิด ยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่การผลิตวัตถุดิบ (ทดแทน/ขั้นสูง) ในเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาองค์กร โดยมีการบรรยายมาตรฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และได้รับเกียรติจากบริษัทที่มีการดำเนินงานที่ดีในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน มาร่วมบรรยาย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมทั้งมีการเผยแพร่นวัตกรรมและผลงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ตัวอย่างการดำเนินงานของสถานประกอบการที่มีการดำเนินการดีเด่นด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมมนาหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ HYPERLINK “https://innovation.dpim.go.th/” https://innovation.dpim.go.th

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

https://www.naewna.com/local/845357

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) สร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนจิตรลดา ผ่านกิจกรรม “ค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อย…ท่องแดนซินโครตรอน” จัดเตรียมฐานการทดลองสนุกๆ ได้แก่ เรียนรู้การเดินทางของคลื่นเสียงจากฐานกระดิ่งในโหลแก้ว เรียนรู้ไฟฟ้าสถิตจากฐานเครื่องเปลี่ยนทรงผมสุดแนว ทดลองสร้างภูเขาไฟระเบิดจากสารเคมีใกล้ตัว เรียนรู้การเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก ทำยาสีฟันช้างสร้างปริมาณฟองมหาศาลจากสารเคมีปริมาณน้อย วาดภาพเซลล์พืช ถอดรหัสลับจากสารละลายอินดิเคเตอร์ แข่งปลูกผลึกน้ำแข็งร้อนให้สูงกว่าใคร เรียนรู้สเปกตรัมของแสง และทดลองแยกสเปกตรัมของแสง

รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการ SLRI เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อย…ท่องแดนซินโครตรอน” ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนจิตรลดา จำนวน 106 คน ในโอกาสนี้ ดร.ประพงษ์ คล้ายสุบรรณ์ ประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมศึกษาเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนสำหรับโรงเรียนจิตรลดา และรองผู้อำนวยการพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงสยาม 2 ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แสงซินโครตรอน…ลำแสงสุดล้ำ” เพื่อเปิดมุมมองเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่นักเรียนในค่าย

สถาบันฯ ได้จัดฐานการทดลองสำหรับนักเรียนในค่ายทั้งหมด 10 ฐานการทดลองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน ได้แก่ “ฐานกระดิ่งในโหลแก้ว” เพื่อเรียนรู้การเดินทางของคลื่นเสียงจากการฟังความดังของเสียงกระดิ่งในโหลแก้วที่ค่อยๆ ถูกปั๊มอากาศออก, “ฐานเครื่องเปลี่ยนทรงผมสุดแนว” เพื่อเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตจากทรงผมที่เปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสเครื่องฟานเดอกราฟฟ์, “ฐานภูเขาไฟระเบิด” สร้างภูเขาไฟจำลองจากปฏิกิริยาเคมีของสารเคมีในครัวอย่างผงฟู น้ำยาล้างจาน สีผสมอาหาร และน้ำส้มสายชู, “ฐานท่อถ่วงเวลา”เรียนรู้กฎการเหนี่ยวนำของไมเคิล ฟาราเดย์ จากการทดลองปล่อยแม่เหล็กลงท่อทองแดง แล้วจับเวลาการตกของแม่เหล็ก, “ฐานยาสีฟันช้าง” สร้างปริมาณฟองมหาศาลจากการเร่งปฏิกิริยาเคมีในน้ำยาล้างจานด้วยสารเคมีปริมาณเล็กน้อย, “ฐานสิ่งมีชีวิตจิ๋วรอบตัวเรา” ขยายมุมมองโลกสิ่งมีชีวิตจิ๋วด้วยกล้องจุลทรรศน์ความละเอียดสูง, “ฐานถอดรหัสลับ” เพื่อเรียนรู้สารที่เป็นกรด-เบส และสารละลายอินดิเคเตอร์ที่ใช้บอกความเป็นกรด-เบส, “ฐาน Elsa Trick” เพื่อเรียนรู้การตกผลึกแบบคายความร้อนจากสารละลายอิ่มตัวยิ่งยวด ด้วยการแข่งขันสร้างผลึกน้ำแข็งให้สูงกว่าคู่แข่ง, “ฐานสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” เพื่อเรียนรู้สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากจากชุดสาธิตแสงที่แยกแสงสีขาวเป็นสีต่างๆ เมื่อเดินทางผ่านปริซึม และส่องดูความร้อนที่ปล่อยจากสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านกล้องอินฟราเรด รวมถึงแยกธนบัตรจริงหรือปลอมด้วยไฟฉายแสงอัลตราไวโอเลต, และฐานสุดท้าย “รุ้งกระป๋อง”ทดลองแยกสเปกตรัมแสงด้วยกระป๋องขนม สังเกตแสงรุ้งในกระป๋องเมื่อสองแสงขาวหรือแสงสีอื่นๆ จากหลอดไฟ LED สีแสง สีเขียว และสีน้ำเงิน

นอกจากกิจกรรมฐานการทดลองต่างๆ แล้ว นักเรียนในค่ายยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยาม ซึ่งมีทีมนักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาคนำชม แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงโชว์วิทยาศาสตร์แสนสนุก (SLRI Science Show) โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ แสดงความมหัศจรรย์ของไนโตรเจนเหลวเมื่อสัมผัสวัตถุต่างๆ และการแสดงฟองสบู่ยักษ์ตระการตาสอดแทรกความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง “แรงตึงผิว”

ทั้งนี้ สถาบันฯ และโรงเรียนจิตรลดา ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การทำวิจัยของครูและโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีซินโครตรอนและสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เยาวชนมีเจตนคติที่ดีต่อวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนทางวิชาการ การฝึกอบรม การจัดกิจกรรม ผลักดันโครงการวิทยาศาสตร์และค่ายวิทยาศาสตร์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

มมส จัด ‘Esports in Schools’ ปูทางเยาวชนรุ่นใหม่ ยกระดับสู่วงการอีสปอร์ต

https://www.naewna.com/local/845355

มมส จัด ‘Esports in Schools’ ปูทางเยาวชนรุ่นใหม่ ยกระดับสู่วงการอีสปอร์ต

มมส จัด ‘Esports in Schools’ ปูทางเยาวชนรุ่นใหม่ ยกระดับสู่วงการอีสปอร์ต

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และบริษัทปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จัดโครงการ “Esports in Schools” กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และทัศนคติที่ดีต่ออาชีพในวงการอีสปอร์ตให้แก่นักเรียน ครู รวมถึงผู้ปกครอง ไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมี รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ มมสกล่าวต้อนรับ และ นายประดิษฐ์ คงภูงา ผู้จัดการสาขาภาคอีสานตอนกลาง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผศ.สุวิชัย พรรษา ประธานหลักสูตร วท.บ.สื่อนฤมิต คณะวิทยาการสารสนเทศ นำนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีผลงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกม อีสปอร์ต หรือดิจิทัลคอนเทนต์ เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สำหรับงาน “Esports in Schools” จัดขึ้นเพื่อยกระดับทักษะเยาวชน เด็ก และ นักศึกษาไทยในการเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตที่มีคุณภาพและสามารถเข้าแข่งขันในวงการได้ตลอดจนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ความเข้าใจต่อ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ในความสำคัญและเส้นทางที่อาชีพหลากหลายในวงการอีสปอร์ต และ แรงบันดาลใจให้กับเด็ก เยาวชนผู้สนใจในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต และเป็นการเพิ่มโอกาสและประสบการณ์ต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในวงการอุตสาหกรรมอีสปอร์ต

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับฟัง Inspiration Talk กับ eSports Influencer : ในหัวข้อ “eSports เล่นเกมให้เป็นงาน” โดยวิทยากร และInfluencer ชื่อดังด้าน eSports ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขัน depa eSports Daily Tournament พร้อมประกาศผล และมอบรางวัล โดยมีผลการตัดสิน ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม MSU Esport จาก มมส, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมรวมไทยสร้างชาติจากโรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Gland Lake จาก มมส และ ทีม เจอทีมีหวั่น byลูกอ๊อด จากโรงเรียนสารคามพิทยาคม

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ กล่าวว่าคณะฯ ได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในด้าน Esports ให้ควบคู่ไปกับการเรียนการสอน สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างทัศนคติที่ดีสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้ก้าวไปสู่อุตสาหกรรมและอาชีพในอนาคต ตลอดจน มุ่งส่งเสริมบุคลากรด้าน Esports เพื่อผลิตคนรองรับตลาดในอนาคต โดยกิจกรรมในวันนี้ เป็นโอกาสสำคัญของการให้ความรู้กับ คุณครู อาจารย์ และเยาวชน ส่งเสริมให้วงการอีสปอร์ตเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ทม.หัวหิน เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

https://www.naewna.com/local/845420

ทม.หัวหิน เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

ทม.หัวหิน เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.30 น.

‘ทม.หัวหิน’เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.67 ที่บ้านเพชรสำราญ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น “เทิดไท้สมเด็จบูรพกษัตริย์ไทย ครั้งที่ 8” มี Mr.Brian Anderson นายกสโมสรโรตารีรอยัลหัวหิน นางทิพวรรณ สุทัศน์ ประธานศูนย์การเรียนรู้ดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น เทศบาลเมืองหัวหิน นางประเสริฐศรี จอกกระจาย ประธานชมรมนาฏศิลป์เมืองปราณบุรี คณะผู้บริหารเทศบาลฯ คณะกรรมการและสมาชิกศูนย์การเรียนรู้ฯ วิทยากร คณะครู และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี พร้อมชมการรำถวายสักการะบูรพกษัตริย์ประกอบบรรเลงดนตรีไทยจากนักเรียนที่เข้ารับการอบรม

การอบรมเชิงปฏิบัติการดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ธ.ค.67 เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อบูรพากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ดนตรีไทย และนาฏศิลป์ไทย และปลูกฝังส่งเสริมและพัฒนาให้นักเรียนในท้องถิ่น สำนึกรักบ้านเกิด มองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติที่สวยงาม มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพร้อมที่จะใช้ศักยภาพของตนเองทดแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยมีโรงเรียนในพื้นที่ จ.ประจวบฯ เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 7 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านหัวหิน, โรงเรียนเทศบาลเขาพิทักษ์, โรงเรียนเทศบาลวัดหนองแก, โรงเรียนบ้านห้วยมงคล, โรงเรียนหนองพลับวิทยา, โรงเรียนบ้านสามร้อยยอดบุญรักษ์อุทิศ และโรงเรียนบ้านเนินกรวด และวิทยากรผู้ให้ความรู้แยกตามความถนัดจากโรงเรียนต่างๆ รวมผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 85 คน

โดยในวันที่ 4 ธ.ค.67 จะเป็นการฝึกซ้อมใหญ่การบรรเลงดนตรีไทย และในวันที่ 5 ธ.ค.67 จะเป็นการบรรเลงดนตรีไทยท้องถิ่นในจังหวัดประจวบฯ ประกอบการรำถวายสักการะบูรพกษัตริย์ ณ อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน และในปีนี้ได้มีการประพันธ์บทเพลงชื่อเพลง นจคีตาคาราว สตมราชานุสรณีย์ ประพันธ์คำร้องโดย นายพันธกานต์ ใบเทศ ทำนองโดย นายนิพนธ์ กล่อมบรรจง และ นายสามารถ เกิดมงคล เพื่อประกอบการรำถวายสักการะบูรพกษัตริย์ โดยมีนางรำจิตอาสาในชุดไทยสวยงามจากศูนย์การเรียนรู้ดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น เทศบาลเมืองหัวหิน และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมรำถวาย พร้อมทั้งมีการแสดงจินตลีลาประกอบเพลงธงชาติจากนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน

‘สำนักงานอัยการสูงสุด’จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ’สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

https://www.naewna.com/local/845369

'สำนักงานอัยการสูงสุด'จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ'สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

‘สำนักงานอัยการสูงสุด’จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ’สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.35 น.

สำนักงานอัยการสูงสุด จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2567

สำนักงานอัยการสูงสุด จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2567 เผยแพร่พระกรณียกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมถึงโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

นายบัญชา เขียวต่าย เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานอัยการ ได้ทรงตระหนักถึงการพัฒนากระบวนการยุติธรรมบนหลักการและแนวคิดที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่จำกัดเฉพาะในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุดแต่ยังมุ่งสร้างองค์ความรู้ ความเชื่อมโยง และประสานความร่วมมือของแต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2567 ที่ใกล้จะมาถึงนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ ขึ้น เพื่อเผยแพร่พระกรณียกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

โดยกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย พิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมในพิธี และกิจกรรมเสวนาวิชาการในหัวข้อ “Empowering Voices : เสริมพลังเสียงกลุ่มเปราะบาง สู่การเปลี่ยนแปลง” โดยได้รับเกียรติจากนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ดร.เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และนางสาวขวัญข้าว คงเดชา นักวิชาการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีนางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นำเสนอพระกรณีกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จนได้รับการขนานพระนามว่า “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” ทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติในการขจัดความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงในด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมถึงโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข กิจกรรมน้อมใจถวายพระพรผ่านการพับนกกระเรียน และกิจกรรมตอบคำถามเพื่อรับของที่ระลึก

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลและชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ระหว่างวันที่ 2 – 6 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณโถงรับรอง และห้องประชุม 120 ปี ชั้น 1 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

– 006

มทร.พ.ได้รับการยกย่อง ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

https://www.naewna.com/local/845219

มทร.พ.ได้รับการยกย่อง ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

มทร.พ.ได้รับการยกย่อง ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.57 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้รับการยกย่องในความมุ่งมั่น ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (RMUTP) สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ ประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ครอบคลุมทุกวิทยาเขต ภายในปี 2028 ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ Lever Foundation องค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ระดับโลก หรือ NGO โดยพิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2024 ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการขับเคลื่อนมาตรฐานด้านอาหารอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์ให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม

ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ Lever Foundation จะให้การสนับสนุนด้านคำปรึกษาและการฝึกอบรมแก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการจัดหาไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ในวิทยาเขตทั้ง 4 แห่ง ที่รองรับนักศึกษากว่า 12,000 คน และบุคลากรเกือบ 500 คน โดยมหาวิทยาลัยตั้งเป้าที่จะใช้ความร่วมมือนี้ในการเผยแพร่ความรู้ด้านการผลิตไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ  

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กล่าวถึงความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนว่า “ภายในปี 2028 ไข่ไก่ทั้งหมดที่ใช้ในโรงอาหารทุกวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ทั้งในรูปแบบไข่เปลือกและไข่เหลว จะต้องเป็นไข่ไก่มาจากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ซึ่งนโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาและบุคลากรในการบริโภคสินค้าที่มีจริยธรรมมากยิ่งขึ้น”

ด้าน นายนิค คูนีย์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Lever Foundation กล่าวชื่นชมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ว่า “การแสดงความเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และความยั่งยืนในภาคการศึกษานั้นถือเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่อง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สถาบันการศึกษาอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ตระหนักและดำเนินตาม”

การผลิตไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% เป็นการเลี้ยงไก่ในสภาพแวดล้อมภายในที่เปิดโล่ง ทำให้ไก่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ซึ่งส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหารอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการเลี้ยงในกรง โดยผลการวิจัยของหน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority – EFSA) ชี้ว่า ฟาร์มไข่ไก่แบบไม่ใช้กรง มีอัตราการปนเปื้อนของเชื้อซัลโมเนลลาที่ต่ำกว่าฟาร์มเลี้ยงกรงถึง 25 เท่า และ EFSA ยังแนะนำให้ใช้การผลิตไข่ในระบบแบบไม่ใช้กรงเท่านั้น นอกจากนี้ แนวโน้มการบริโภคในปัจจุบันยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันมาลดการบริโภคไข่เพื่อสนับสนุนสวัสดิภาพไก่ไข่อย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับ Lever Foundation

Lever Foundation เป็นองค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ระดับโลก หรือ NGO ที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทั่วเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ โดยมุ่งเน้นการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในการปรับปรุงกระบวนการจัดหาโปรตีนเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความเป็นมนุษยธรรม ปลอดภัย และยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมเน้นการพัฒนาการจัดหาโปรตีนจากสัตว์ที่ได้รับการดูแลอย่างดีและโปรตีนทางเลือกที่ผลิตขึ้นภายใต้มาตรฐานสากล