‘ม.นเรศวร’ตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ ผุดงานบริการ‘วิจัยยา’มุ่งสู่ฮับพัฒนายารักษาโรคใหม่อาเซียน

https://www.naewna.com/local/845216

‘ม.นเรศวร’ตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ ผุดงานบริการ‘วิจัยยา’มุ่งสู่ฮับพัฒนายารักษาโรคใหม่อาเซียน

‘ม.นเรศวร’ตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ ผุดงานบริการ‘วิจัยยา’มุ่งสู่ฮับพัฒนายารักษาโรคใหม่อาเซียน

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.48 น.

‘ม.นเรศวร’จับมือ‘บริษัท วีลาล่า-INVITROCUE PTE LTD’ จัดตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ระดับก่อนคลินิก เตรียมผุดงานบริการ‘วิจัยยา’ชนิดใหม่ และหลักสูตรอบรมบุคลากรรองรับ ตั้งเป้าเป็นฮับด้านการวิจัยและพัฒนายาในการรักษาโรคใหม่ของอาเซียน

2 ธันวาคม 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) โดย รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดี  ร่วมกับ บริษัท วีลาล่า โดย ดร.พงษธร โชติเกษมศรี ประธานกรรมการบริหาร และ INVITROCUE PTE LTD โดย Dr.Her Zhisheng Associate Director, Technology ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์ทดลองระดับก่อนคลินิกตามมาตรฐานสากลเพื่อสนับสนุนการวิจัยในไทยให้สามารถพัฒนายารักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายขึ้น อีกทั้งยังเพื่อดึงลูกค้างานวิจัยจากทั่วโลกให้มาใช้งานบริการทดสอบสัตว์ทดลองในไทย

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มหาวิทยาลัยนเรศวร บริษัท วีลาล่า และ INVITROCUE PTE LTD จะได้แลกเปลี่ยนความรู้วิชาการผ่านการสัมมนาหรือการประชุมเชิงวิชาการ นอกจากนี้ยังได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการทดสอบและพัฒนายาใหม่ในระดับก่อนคลินิก ตลอดจนความร่วมมือทางด้านการพัฒนาบุคลากร โดยร่วมกันเสนอหลักสูตร การอบรมบุคลากรรองรับการบริการทดสอบระดับก่อนคลินิก เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานและความก้าวหน้าทางการทดสอบวิจัยที่เกี่ยวข้องการทดสอบยา วัคซีน เครื่องมือแพทย์ สารแต่งเติมในอาหาร เครื่องสำอาง อาหารใหม่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาสัตว์ สารชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ใน ครัวเรือน รวมถึงเคมีเกษตรและเคมีอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางด้านงานบริการ โดยทาง มน. และทั้ง 2 บริษัทฯ จะร่วมมือกันในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ข้อสนเทศ เครื่องมือ อุปกรณ์ สถานที่ตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้การดำเนินงานในโครงการต่างๆ บรรลุเป้าหมาย โดยมีระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่  2 ธันวาคม 2567 และสิ้นสุดในวันที่ 2 ธันวาคม 2570

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ได้แก่ รองอธิการบดี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้บริหารจากส่วนงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะ จะเกิดประโยชน์ขึ้นทั้งสองทาง คือ ประโยชน์ต่อคนไข้โดยตรง และประโยชน์ต่อการวิจัยมะเร็ง ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ในส่วนของมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีโรงพยาบาลที่ดูแลรักษาคนไข้มะเร็งในพื้นที่ได้แก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลพระพุทธชินราช รองรับอยู่แล้ว ทั้งนี้ในการทดลองที่ผ่านมา กว่าที่คนไข้มะเร็งจะได้รับยาที่ตอบสนองกับตัวเองอย่างเหมาะสมนั้น ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก และในระหว่างรอ ก็จะยิ่งที่ทำให้การรักษายากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นโมเดลทางคลินิกในเรื่องการของการทดสอบการตอบสนองต่อยาของ บริษัท วีลาล่า จึงจะส่งผลดีต่อคนไข้

“รูปธรรมตรงนี้จะสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็น ศูนย์รักษามะเร็งภาคเหนือตอนล่าง ที่เป็นหลักให้กับประเทศได้ และขอให้หาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้คนไข้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่รับได้ ในส่วนของ มน.เอง ก็มีนักวิจัยที่ทำงานด้านนี้ค่อนข้างมากและมีคอนเนกชั่นกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่จะมาช่วยสนับสนุนและขยายงานวิจัยด้านมะเร็งได้ในหลายมิติมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ”

ด้าน ดร.พงษธร โชติเกษมศรี กล่าวเสริมว่า จากความเห็นดังกล่าวข้างต้นนั้น ได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของ บริษัทวีลาล่า ที่ต้องการให้คนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี โดยเราได้วางแผนไว้ว่า หากทางมน. มีโครงการวิจัยอะไร ก็สามารถมาคุยกับเราได้ และอาจจะขอทุนร่วมกันจากภาครัฐ เพื่อทำให้โครงการนี้สามารถขยายผลให้สามารถใช้งานได้ในวงกว้างที่ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีความตั้งใจในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร โดยในปี 2568 เราจะนำร่องโดยการจ้างพนักงานเพิ่มเติมซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ในพื้นที่จำนวน 6-20 คน ขณะเดียวกันในส่วนนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเอง เราก็จะให้มีการอบรมในเรื่องของเทคโนโลยี เพื่ออัปเดตกับนักวิจัยต่างชาติและงานวิจัยระดับโลกในทุกไตรมาส

“เราได้ไปดูศูนย์สัตว์ทดลองของมหาวิทยาลัยฯ มาแล้ว จึงเห็นถึงความพร้อมและมาตรฐาน และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการใช้งานของภาคเอกชน เราได้วางเป้าหมายจะพัฒนาที่นี่ให้เป็นฮับงานวิจัยและพัฒนายาในการรักษาโรคใหม่ เนื่องจากมน.มีความพร้อมในทุกด้านที่จะสามารถทำได้” ดร.พงษธร กล่าว

คุรุสภา เตรียมพร้อมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568

https://www.naewna.com/local/845040

คุรุสภา เตรียมพร้อมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568

คุรุสภา เตรียมพร้อมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์งานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระสำคัญ เรื่องการดำเนินงานและแผนการประชาสัมพันธ์งานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 อาทิ การจัดทำหนังสือที่ระลึกวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดประกวดสปอตโทรทัศน์วันครู ประจำปี 2568 การประกวดเรียงความ การส่งการ์ดความสุข เป็นต้น ซึ่งในปีนี้คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญในเรื่องทักษะของครูและนักเรียนในเรื่องของการใช้ประโยชน์จาก AI เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน และเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์กับคุณครูชาวต่างชาติด้วยรูปแบบ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน

ทั้งนี้ การจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 ส่วนกลาง จัดงานในวันที่ 16 มกราคม 2568 ณ บริเวณสนามหญ้าและหอประชุมคุรุสภา ในรูปแบบผสมผสานแบบ Onsite และ Online ผ่านทาง Platform วันครู (www.วันครู.com) และส่วนภูมิภาค กำหนดให้สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทุกจังหวัดเป็นหน่วยจัดงานวันครูส่วนภูมิภาค โดยจัดประชุม ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

https://www.naewna.com/local/845041

ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ  มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร คณบดีคณะวิทยาการจัดการ กล่าวถึงคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีการก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2527 โดยเป็นคณะที่มีการผลิตบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจ การบัญชี เศรษฐศาสตร์ การท่องเที่ยว และนิเทศศาสตร์ การเพาะบ่มให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในหลากหลายอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในวาระการครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จัดกิจกรรมโครงการพัฒนาทักษะทางวิชาการ วิชาชีพ และอัตลักษณ์นักศึกษากิจกรรม “ต่อยอดอนาคตด้านวิทยาการจัดการ และคืนสู่เหย้าชาวเราวิทยาการจัดการ มบส. ครบรอบ 40 ปีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เห็นว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้จัดการเรียนการสอนและสรรค์สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคม และพวกเขาเหล่านั้นได้นำความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษาเล่าเรียนไปพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง มีการมอบรางวัลผู้นำด้านวิทยาการจัดการ ให้กับผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม สร้างคุณความดีอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคมและประเทศ มีบุคคลเข้ารับรางวัลจำนวน 22 ท่าน และการรับมอบทุนการศึกษาให้คณะวิทยาการจัดการเพื่อจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาต่อไป

ในงานมีการปาฐกถาพิเศษ ต่อยอดอนาคตด้านการท่องเที่ยว โดยคุณมงคล วิมลรัตน์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จุดหมายปลายทางของ นักท่องเที่ยวคุณภาพ การกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยว เหมาะสมและใช้จ่าย ต่อหัวเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอันดับโลกที่ดีขึ้น มีเมืองที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น มีการท่องเที่ยวกลับมาซ้ำในประเทศไทย การกระจายประโยชน์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทุกจังหวัดเป็นเมืองน่าเที่ยวสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยชุมชนไม่เดือดร้อนจากการท่องเที่ยว มีการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของการใส่ใจพร้อมดูแลสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมนักท่องเที่ยวใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างมลพิษจากการท่องเที่ยว มีการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่ง ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

การปาฐกถาพิเศษ ต่อยอดอนาคตด้านการสื่อสาร โดย ดร.ธนกร ศรีสุขใสผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในปัจจุบัน โลกดิจิทัลโลกแห่งการสื่อสารทุกรูปแบบ โลกจริงและโลกเสมือนยากที่จะแยกแยะ ทุกคนเป็นผู้ผลิตข่าวสารและผู้รับสารและผู้ได้รับผลกระทบ เนื้อหาเชิงลบมีอิทธิพลมากกว่าเนื้อหาเชิงบวกสื่อสังคมออนไลน์และอินฟูลเอนเซอร์เป็นผู้มีบทบาทหลักในการกําหนดทิศทางของสังคม เกิดการ DISRUPTION ในทุกวงการรวมถึง KNOWLEDGE DISRUPTION ความคิดความเชื่อ ค่านิยมและทัศนคติของคนในสังคม เปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พลเมืองและสื่อสร้างสรรค์ บทบาทของพลเมืองตื่นรู้ Active Citizens พลังของ Content เครือข่ายภาคประชาสังคม ต่อยอดการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม การพัฒนา Content Creator เป้าหมายของการสื่อสาร สร้างทักษะชีวิต รู้เท่าทันโลก สร้างแรงบันดาลใจ เผยแพร่ความรู้ใหม่ สร้างคุณค่าและมูลค่า สร้างกระบวนการรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

กิจกรรม คืนสู่เหย้าชาวเราวิทยาการจัดการ มบส. ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีการมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ให้กับศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียง และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ จำนวน 17 คน

GISTDA พาระบบการจัดการจราจรอวกาศ คว้ารางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จาก วช.

https://www.naewna.com/local/845038

GISTDA พาระบบการจัดการจราจรอวกาศ  คว้ารางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จาก วช.

GISTDA พาระบบการจัดการจราจรอวกาศ คว้ารางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จาก วช.

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้รับ “รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี รางวัลการวิจัยแห่งชาติ” ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยผลงาน “ระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON (เซอร์คอน)” ซึ่งออกแบบและพัฒนาทีมวิจัยเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA ประกอบด้วย ดร.สิทธิพร ชาญนำสิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ, ดร.สุวัฒน์ ศรีเสวต หัวหน้าห้องปฏิบัติการกลศาสตร์วงโคจร (AstroLab) นายกีรติ พุทธสุวรรณ นักพัฒนานวัตกรรม และนายพศวีร์ เสียงเย็น นักพัฒนานวัตกรรม

ด้วยปัจจุบันในอวกาศเต็มไปด้วยวัตถุอวกาศจำนวนมากกว่า 550,000 ชิ้น และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการโคจรด้วยความเร็วสูงของวัตถุอวกาศต่างๆ เหล่านี้เป็นภัยคุกคามกับดาวเทียมหรือยานอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศ จะทำให้ดาวเทียมเกิดความเสียหายส่งผลให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจลดลงหรือไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ต่อไป นอกเหนือจากนี้เศษซากดาวเทียมจะกลายเป็นขยะอวกาศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของการชนกับดาวเทียมเพิ่มมากขึ้นจนเราไม่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้อีก ที่ผ่านมา GISTDA ได้ใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงาน Combined Space Operations Center (CSpOC) ของสหรัฐอเมริกา ในการแจ้งเตือนและวิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้ของการพุ่งชน โดย CSpOC จะส่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ GISTDA ก่อนล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการดาวเทียมสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ดี การใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศก็มีข้อจำกัดและมีความเสี่ยงในการที่ผู้ให้บริการไม่สามารถติดต่อได้ แจ้งล่าช้า หรือระงับการให้บริการ ซึ่งจะส่งผลต่อการติดตามการจราจรการชนของดาวเทียมไทยทุกดวง

GISTDA เล็งเห็นว่าระบบการจัดการจราจรอวกาศเพื่อติดตามและแจ้งเตือนการชนเพื่อลดและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดาวเทียมเป็นระบบที่มีความสำคัญมาก ทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ หรือ S-TREC จึงพัฒนาระบบการจัดการจราจรอวกาศที่เรียกว่า ZIRCON เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอวกาศได้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการขอใช้บริการจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศภายในประเทศตามนโยบาย National Roadmap ของการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ หรือ Earth Space System Frontier Research : ESS เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ

ที่ผ่านมา GISTDA ประสบความสำเร็จในการใช้งานระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแจ้งเตือนการพุ่งชนของวัตถุอวกาศกับดาวเทียมไทยโชตตามที่ CSpOC แจ้งเตือน ให้ทราบล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน และช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนวงโคจรได้อย่างดี ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง และ ลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ การติดตามการประเมินสถานการณ์และคาดการณ์จุดตกของสถานีอวกาศเทียนกง-1 กลับสู่โลก การแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี ตกสู่พื้นโลก หรือการแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี วาย4 ตกสู่พื้นโลก เป็นต้น ปัจจุบันทางองค์การอวกาศฟิลิปปินส์ หรือPhilippine Space Agency มีประสานหารือขอใช้บริการของระบบ ZIRCON ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ตามร่างนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวังและบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ (แผนนโยบายและแผน SSA&STM) ภายใต้คณะนโยบายอวกาศแห่งชาติ สทอภ. มีหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแจ้งเตือนความเสี่ยงการชนในอวกาศกับดาวเทียมสัญชาติไทย ความเสี่ยงวัตถุอวกาศตกลงมากระทบประเทศไทย รวมไปถึงการทำฐานข้อมูลและปรับปรุงตำแหน่งของดาวเทียม หรือ Two line element (TLE) ดังนั้น สทอภ. มีแผนพัฒนาต่อยอดขีดความสามารถให้พร้อมบริการการจัดการจราจรอวกาศตามที่ระบุหน้าที่ สทอภ. ในร่างนโยบายและแผน SSA&STM

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศจาก GISTDA จะเข้ารับพระราชทานรางวัลการวิจัยแห่งชาติ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ต่อไป

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/845036

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำคณะบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมมอบสิ่งของ อุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์กีฬา ภายใต้โครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ณ ศาลาหนองเขียว ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดกิจกรรมนี้ขึ้นทุกปี โดยในครั้งนี้ได้มามอบของใช้ต่างๆ ให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเขียว ซึ่งการร่วมกันจัดกิจกรรมมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูงครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายสหกรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน จังหวัดใด ก็สามารถร่วมมือกันจัดกิจกรรมที่ดีแบบนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีพิธีเปิดอาคารสหกรณ์นักเรียน โรงเรียนบ้านหนองเขียว มอบทุนส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 5,000 บาท พร้อมมอบชุดคอมพิวเตอร์ จำนวน 12 เครื่อง และมอบแท็งก์น้ำ 2,000 ลิตร จำนวน 2 ถัง

“การดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียน กรมฯ ดำเนินการมากว่า 30 ปี ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับเด็กนักเรียน สามารถปลูกฝังและพัฒนาทักษะการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งอาคารสหกรณ์นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเขียวเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านร้านสหกรณ์ในอาคารแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระบบสหกรณ์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมสหกรณ์นักเรียนสามารถทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ในการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ฝึกให้เด็กนักเรียนได้ขายสินค้า จดบันทึกการทำบัญชี การบันทึกรายงานการประชุม ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้ออมเงิน นำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ รวมถึงการเรียนรู้ในบทบาทของการทำหน้าที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สิ่งเหล่านี้จะสร้างคุณค่าให้กับพี่น้อง ประชาชน ในเรื่องของการประกอบอาชีพ โดยกรมฯ มุ่งมั่นที่จะขยายผลไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการที่จะเสริมสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น สร้างเศรษฐกิจให้ดีกับประเทศต่อไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอยู่ห่างไกลขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน สิ่งของ เครื่องใช้ในการอุปโภค-บริโภค จึงได้จัดโครงการมอบไออุ่นให้น้องน้อยบนดอยสูง ประจำปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันความช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต วัสดุอุปกรณ์ด้านการศึกษาที่จำเป็นให้กับเด็กนักเรียน และโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรักความสามัคคี ความร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ในประเทศ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ในการสนับสนุนปัจจัยและสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังมอบกระปุกออมสินและเงินขวัญถุงให้กับเด็กนักเรียน เพื่อส่งเสริมการออมให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9

https://www.naewna.com/local/845126

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.46 น.

วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทั่วประเทศ ถวายพระราชกุศล ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การทางศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์และกลุ่มภาคีเครือข่ายจัด “กิจกรรมถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” โดยเชิญชวนผู้นำทางศาสนา และภาคเอกชน ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วประเทศ ร่วมกันบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่อาณาประชาราษฎร์ และในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์บำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ส่วนกลางร่วมกับวัดบวรนิเวศวิหาร จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายพระราชกุศล ในวันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2567 เวลา 14.00 น.โดยมี พระเดชพระคุณพระธรรมวชิรญาณโสภณ เจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และประชาชน เข้าร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และสดับปกรณ์ (พิธีการทอดผ้าบังสุกุล) สำหรับส่วนภูมิภาค ได้สนับสนุนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เช่นเดียวกับส่วนกลาง และจัดกิจกรรมตามวันเวลาและสถานที่ตามความเหมาะสมในพื้นที่ อาทิ กิจกรรมพิธีทำบุญ ตักบาตรพระสงฆ์ กิจกรรมเจริญพระพุทธมนต์หรือปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลฯ กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ การจัดนิทรรศการหรือจัดทำวีดิทัศน์น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ใช้ดอกดาวเรืองหรือดอกไม้สีเหลืองจัดทำพานพุ่มและตกแต่งสถานที่ประกอบพิธี ซึ่งดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีสีเหลืองตรงกับ “วันจันทร์” ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพ แสดงถึงพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ที่เรียบง่ายและพอเพียง และถือเป็นต้นไม้มงคลที่เชื่อกันว่าเป็นดอกไม้ที่มาจากสรวงสวรรค์ หากปลูกไว้ก็จะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองและครอบครัว มีความอยู่ดี กินดี และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทุกหนทุกแห่งบนผืนแผ่นดินไทยที่รอยพระบาทได้ประทับลง เป็นไปเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ของอาณาประชาราษฎร์ และพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง จึงขอเชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมกันทำความดีถวายพระราชกุศล อันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้ประชาชนของพระองค์มีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ศาสนิกชนทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงพระบรมราโชวาท น้อมนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน มีจิตอาสาเสียสละ มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ช่วยเหลือกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี

– 006

‘ศุภมาส’แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์’เรียนดี มีความสุข มีรายได้’

https://www.naewna.com/local/845077

'ศุภมาส'แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์'เรียนดี มีความสุข มีรายได้'

‘ศุภมาส’แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์’เรียนดี มีความสุข มีรายได้’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.57 น.

“ศุภมาส”แถลงผลงาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์”เรียนดี มีความสุข มีรายได้” พร้อมชู”วิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ”ริเริ่ม 12 แนวทาง ขับเคลื่อน อว.สู่กระทรวงเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) แถลงผลงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยนำเสนอผลงานในรูปแบบที่แปลกใหม่และน่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมแห่งการนำเสนอ” โดยถ่ายทอดผลงานผ่านละครเวทีสร้างสรรค์ ภายใต้ชื่อ “เชื่อมต่ออนาคตไทย สู่ปีแห่งความสำเร็จกับกระทรวง อว.” ซึ่งแสดงให้เห็นผลงานของกระทรวง อว.ที่สามารถเข้าถึงประชาชน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหารกระทรวง อว. หัวหน้าหน่วยงาน และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า เมื่อครั้งที่ตนได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ได้วางนโยบายหลักด้านการอุดมศึกษา “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” มุ่งเป้าหมายการลดภาระของนักศึกษา ผู้ปกครอง และอาจารย์ผู้สอน สำหรับด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำนโยบาย “วิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” โดยให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำและภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน โดยได้ผลักดันโครงการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น โครงการ “อว. for EV” สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้แข็งแกร่ง พร้อมขอความร่วมมือสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศให้เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้มากที่สุด โครงการ “อว. for AI” ตั้งเป้าหมายให้นิสิต นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศมีความรู้พื้นฐานด้าน AI ภายในชั้นปีที่ 2 นอกจากนี้ยังมีนโยบาย “อว. for Ignite Thailand” ที่จะผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เชมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และ AI โดยจัดตั้ง 5 หลักสูตรแซนด์บ็อกข์เพื่อสร้าง “New Growth Engine” ในประเทศ

ด้านการปฏิรูปอุดมศึกษา กระทรวง อว.มุ่งเน้นแนวคิด “2 ลด 2 เพิ่ม” คือ ลดภาระ-ลดเหลือมล้ำ-เพิ่มทักษะ-เพิ่มโอกาส เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงได้และมีคุณภาพ ผ่านมาตรการ Free TCAS และ Free TGAT ที่สำคัญ อว.ได้พัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และนำมาเทียบโอนเพื่อสำเร็จการศึกษา รวมไปถึง Skill Mapping (แผนที่ทักษะ) Skill Transcript (บันทึกทักษะ) และ Coop+ (สหกิจศึกษาพลัส) ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาและประชาชนสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคต

นอกจากนี้ กระทรวง อว.ยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และสร้างความตระหนักด้านการวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีในสังคมวงกว้าง ผ่านการจัดกิจกรรม “อว.แฟร์ Sci Power for Future Thailand” ทั้งในกรุงเทพฯ และ 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้กับนวัตกรรมแห่งอนาคต และงาน “One Stop Open House 2024” ที่รวมสถาบันอุดมศึกษาจากทั่วประเทศไว้ในที่เดียว เพื่อให้ข้อมูลการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแก่เยาวชนและผู้ปกครอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลการเข้าศึกษาต่อ โดยทั้งสองงานนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปอย่างมาก

สำหรับปีต่อไป กระทรวง อว.จะสานต่อนโยบายเดิมให้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยมี 12 เรื่องที่จะทำทั้งในด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน.ได้แก่ 1) ปฏิรูปสถาบันอุดมศึกษาก้าวสู่การเป็น AI University รองรับยุค Education 6.0 ด้วยการนำ AI และ Metaverse มาช่วยในการเรียนการสอนแบบ Immersive Education 2) เพิ่มโอกาสในการเข้าทำงานของบัณฑิตจบใหม่ จัดให้มีการรวมผู้ประกอบการมาพบกับบัณฑิตในงาน Job Fair ภายในต้นปีหน้า 3) เพิ่มประสิทธิภาพของกำลังคนตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรม 4) เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการพิจารณาการขอตำแหน่งทางวิชาการ 5) สนับสนุนให้มีโรงเรียนสาธิตอินเตอร์ในสาธิตที่มีความพร้อม 6) ผลักดันกฎหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

7) ผลักดันไทยให้เป็น Education Hub 8) ใช้ ววน.เพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ สนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่และผลักดันวาระสำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ 9) นำ ววน.ไปช่วยตอบโจทย์สำคัญของประเทศ อาทิ น้ำแล้ง ภัยพิบัติ PM2.5 ความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นต้น 10) นำอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ไปสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ SMEs Startup ในท้องถิ่น 11) สนับสนุนเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าของประเทศ (Frontier Technolog) และ 12) ปฏิรูประบบ ววน. อย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการจัดสรรงบประมาณจากกองทุน ววน. การปรับระบบหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามและประเมินผล การจัดทำแผนด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น

“ตนเชื่อว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คือรากฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศไทศไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการทำให้ อว.เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศผ่านการวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ สร้างความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว

– 006

เปิดผลโพล’นอร์ทกรุงเทพ’ นักการเมือง’ไม่ควร’ฟ้องร้องประชาชน มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง

https://www.naewna.com/local/844987

เปิดผลโพล'นอร์ทกรุงเทพ' นักการเมือง'ไม่ควร'ฟ้องร้องประชาชน มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง

เปิดผลโพล’นอร์ทกรุงเทพ’ นักการเมือง’ไม่ควร’ฟ้องร้องประชาชน มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.26 น.

นอร์ทกรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็น นักการเมือง “ไม่ควร” ฟ้องร้องประชาชน กรณีวิจารณ์พรรคการเมือง พร้อมมองการวิจารณ์ มีประโยชน์ – มวลชนมีสิทธิ์ออกเสียง  

ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์มกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 โดยมีจำนวนผู้ให้สำรวจรวม 1,500 ราย จากทั่วทุกภูมิภาค โดยได้สอบถามถึงประเด็น  “ความคิดเห็นทางการเมือง” 

โดยได้ถามถึงว่า กรณีที่ “ประชาชนวิจารณ์พรรคการเมือง” เห็นว่านักการเมืองควรฟ้องร้องประชาชนหรือไม่ ปรากฏว่าผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ให้ความคิดเห็นว่า

ไม่ควรฟ้องร้อง 55.2% และ บางส่วนมองว่าควรฟ้องร้อง 33.8% ขณะที่ ยังไม่แน่ใจ 11%  

พร้อมทั้งสอบถามต่อเรื่องความเห็นว่า “ประชาชนมีสิทธิในการวิจารณ์พรรคการเมือง” หรือไม่ ซึ่งผู้ให้สำรวจเห็นด้วยว่า มีสิทธ์ 45.6% และมองว่าไม่มีสิทธิ์ 37.2% และไม่แน่ใจ 17.2% 

ผศ.ดร.สานิต ได้สอบถามต่อถึง การที่ “นักการเมืองไล่ฟ้องประชาชนเป็นการกระทำที่สุจริต” หรือไม่ โดยได้คำตอบว่า สุจริต 30.6% ไม่สุจริต 50.7% และ ไม่แน่ใจ 15.7% 

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ให้สำรวจยังให้คำตอบในกรณี “ประชาชนออกมาวิจารณ์พรรคการเมือง” มีประโยชน์มากเพียงใด สรุปได้ว่า มีประโยชน์มาก 50.1% มีประโยชน์ 16.4% ไม่มีประโยชน์ 20.8% และไม่มีความคิดเห็น 12.7%  

เชิญชวนปชช.ติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

https://www.naewna.com/local/844983

เชิญชวนปชช.ติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

เชิญชวนปชช.ติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.18 น.

ผบ.ทสส. เชิญชวนประชาชนติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ ทหารรักษาพระองค์ ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10

2 ธ.ค.67 เมื่อเวลา 11.50 น. ทำเนียบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดเผยถึงพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ที่พระลานพระราชวังดุสิต วันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) ว่า ถือเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ 10 เป็นพระราชพิธีมหามงคลอย่างยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทยและทหาร อยากเชิญชวนประชาชนร่วมเฝ้าชมและติดตามพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์

ทั้งนี้ มีการเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว โดยมีอนุกรรมการการจราจรและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งตำรวจนครบาลเป็นผู้จัดการทั้งหมด คาดว่าจะจัดการได้ดี

นศ.สาธารณสุขศาสตร์ แถลงการณ์ถึงรัฐบาล-สมาชิกรัฐสภา ขอรณรงค์’ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า’

https://www.naewna.com/local/844960

นศ.สาธารณสุขศาสตร์ แถลงการณ์ถึงรัฐบาล-สมาชิกรัฐสภา ขอรณรงค์'ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า'

นศ.สาธารณสุขศาสตร์ แถลงการณ์ถึงรัฐบาล-สมาชิกรัฐสภา ขอรณรงค์’ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 12.28 น.

สนสท. สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการประชุมสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทยครั้งที่ 1 / 2567 ทางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย ได้มีการแถลงการณ์ถึงรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา ขอไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้าเข้าประเทศ ตามที่มีความพยายามผลักดันให้มีการทบทวนนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย (สนสท.) ซึ่งประกอบด้วยนิสิตนักศึกษาจาก 13 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ขอประกาศจุดยืนคัดค้านการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้

นางสาว มณิศวรรณ บัวโทน นายกสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย นักศึกษาสาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพเชิงนวัตกรรม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 กล่าวว่า “สมาพันธ์ฯ เกิดจากการรวมตัวของนิสิตนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 13 มหาวิทยาลัย อันได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วัตถุประสงค์ของสมาพันธ์ คือ การพัฒนาให้พวกเรานิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้มีโอกาสนำความรู้ในวิชาชีพมาช่วยเหลือคนในสังคมให้คนในสังคมได้มีความรู้และทัศนคติที่ดีในเรื่องสุขภาพ ซึ่งขณะนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้ามีความพยายามแทรกแซงนโยบายการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทยผ่านกลไกทางการเมืองในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้มีการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างถูกกฎหมายในการนำมาซึ่งผลกระทบให้เกิดการแพร่ระบาดไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนจนไม่อาจจะควบคุมได้ ในฐานะพวกเราซึ่งรวมตัวเป็นเครือข่ายนักศึกษาสาธารณสุขที่จะเป็นอนาคตของบุคลากรที่ดูแลสุขภาพของประชาชน  เราเห็นความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า จึงมีการจัดกิจกรรมประกาศแถลงการณ์จุดยืน สนสท. ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า

นายภูริช บุญศิริเภสัช รองนายกฝ่ายยุทธศาสตร์ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “สนสท. เป็นแกนนำนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนของคนในสังคมให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นงานสาธารณสุขแนวใหม่ในการปกป้องสุขภาพของผู้ที่ยังไม่เคยรับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพให้คงไว้ซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าก็จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่มีผลกระทบสำคัญต่อสังคมโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน สนสท.เราเคยแถลงจุดยืนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่ปี 2564 ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมายังรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทาง สนสท. ก็ยังคงขอประกาศจุดยืนถึงการไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้าเช่นเดิม เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินที่ทำให้เกิดการเสพติด ซึ่ง 7 ใน 10 ของเยาวชนที่เสพติดนิโคตินจากบุหรี่จะเลิกไม่ได้ตลอดชีวิตและยังสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการไปใช้ยาเสพติดอื่นอีกด้วย ซึ่งทาง สนสท เราในฐานะนักสาธารณสุขรุ่นใหม่ไม่อาจเพิกเฉย ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศเราได้”

นายพิเชษฐ์พงษ์ บุญภา รองนายกฝ่ายสื่อสารองค์กร สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข กล่าวว่า “ขณะนี้ทุกเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หมออนามัย ล้วนประกาศจุดยืนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบกับประเทศไทยมีพันธกรณีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกที่มีมาตรการป้องกันการแทรกแซงนโยบายการควบคุมยาสูบจากอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งในขณะนี้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้เสนอ 3 แนวทางในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งทาง สนสท. พวกเราใคร่ขอวิงวอนรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติขอได้โปรดสนับสนุนแนวทางที่กำหนดให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยต่อไปในอนาคต”

นางสาว มณิศวรรณ บัวโทน นายกสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้แทนนักศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชนในอนาคต เราขอยืนยันจุดยืนในการปกป้องสุขภาพของเยาวชนและสังคมไทยจากภัยบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ทาง สนสท.ขอแถลงการณ์วิงวอนท่านผู้แทนในรัฐสภา รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีช่วย

1. “คงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า’ เพื่อปกป้องสุขภาพ ของพวกเราและเพื่อน ๆ เยาวชน โดยขอให้คำนึงถึงถึงอนาคตของพวกเราเป็นสำคัญ มากกว่าผลกำไรและภาษี”

2. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดช่วยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อให้การคุ้มครองพวกเราและ เยาวชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. พวกเราจะช่วยเป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องและเปิดเผยกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเป้ามาที่เพื่อนเยาวชนของเรา รวมถึงความพยายามแทรกแซงนโยบายในรูปแบบต่างๆ 

4. พวกเราจะร่วมกันสร้างค่านิยมใหม่ในหมู่เพื่อนๆ ให้เห็นว่าการไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ

พวกเราขอเชิญชวนเพื่อน ๆ นักศึกษาจากทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและคณะสาธารณสุขศาสตร์ทั่วประเทศ มาร่วมกันสร้างพลังของคนรุ่นใหม่ “ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” ในการปกป้องเพื่อนเยาวชนของเราให้ห่างไกลจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า