สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

https://www.naewna.com/local/849255

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้  พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 50/2567 โดยนำข้อสั่งการของ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า วันนี้ตนได้เน้นย้ำผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เรื่องการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในภาคใต้ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,733 โรงเรียน ในพื้นที่ 10 จังหวัด 29 เขตพื้นที่ฯ และ 13 โรงเรียนการศึกษาพิเศษ โดยจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้ (14 จังหวัด) และได้สั่งการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้มีการเยียวยาในเบื้องต้น ทั้งการจัดส่งถุงยังชีพให้กับนักเรียนและครูที่ประสบภัย การจัดสรรเงินช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงอนุญาตให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมสามารถเปิดเป็นแหล่งพักพิงให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่ได้ โดยประสานงานกับทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ส่วนท้องถิ่นในการให้ความร่วมมือดูแลผู้ประสบภัย และหลังจากน้ำลดแล้วก็จะมีทีมฟื้นฟูลงไปเยียวยาช่วยเหลือ เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในวันนี้กระทรวงศึกษาธิการนำโดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีการเปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ทุกกรณี Teacher Rotation System (TRS) ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ฯเตรียมพร้อมบุคลากรที่จะรองรับในเรื่องการใช้งานระบบนี้ เพื่อให้การย้ายครูดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ตามนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ รมว.ศธ. รวมถึงให้เขตพื้นที่และสถานศึกษา แจ้งให้ครูรับทราบว่ามีระบบ TRS แล้ว ขอให้ครูที่ประสงค์จะย้าย เข้ามาเรียนรู้การใช้งานระบบ ซึ่งจะช่วยลดภาระครูได้ อยู่ที่ไหนก็สามารถยื่นคำร้องได้ ไม่ต้องเดินทางไปยังเขตพื้นที่ฯ ช่วยลดภาระในการเดินทาง และทำให้ระบบมีความโปร่งใส เป็นธรรมอีกด้วย

“สุดท้ายคือ การติดตามเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา OBEC Zero Dropout “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ซึ่งในภาพรวมของ สพฐ. มีตัวเลขเด็กตกหล่นกว่า 6 แสนคน โดยจากการรายงานในที่ประชุม พบว่า สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 สามารถดำเนินการติดตามได้ครบ 100% เป็นต้นแบบให้กับเขตพื้นที่อื่นๆ ในการเร่งรัดติดตามเด็กในพื้นที่ของตนเองได้ ซึ่งขณะนี้ทุกเขตพื้นที่กำลังดำเนินการค้นหาเด็กที่ตกหล่นอย่างเข้มข้น เพื่อให้เด็กทุกคนได้กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาล ซึ่งหากเด็กไม่กลับมาเรียน เราก็จะนำการเรียนไปให้น้อง เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในทุกพื้นที่” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

https://www.naewna.com/local/848315

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) ในการประชุมสัมมนาเปิดการใช้งานระบบย้ายข้าราชการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (Teacher Rotation System : TRS) เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศเนื่องในโอกาสวันครู ปี 2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศธ. ได้ยึดนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของครู อันจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมถึงคุณภาพการจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน จึงได้สั่งการให้นำระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) มาใช้กับการยื่นคำร้องขอย้ายทุกกรณีครอบคลุมการย้ายข้าราชการครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะเป็นการลดภาระงานด้านเอกสารทั้งจากตัวผู้ขอย้ายเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแล้ว การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการประมวลผลยังจะช่วยปิดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ในการย้ายได้อีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับเฉพาะการย้ายสับเปลี่ยน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำร่องเปิดใช้งานไปแล้ว 2 รอบ ในช่วงการย้ายประจำปี 2567และได้รับผลตอบรับในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องการช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการย้าย ลดภาระงานด้านเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูในการดำเนินการย้ายอีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย

สำหรับระบบ TRS จะเชื่อมโยงข้อมูลของคุณครูจากระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (HRMS) ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) และระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (SCS) เพื่อให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูล และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยต่อไปคุณครูที่ต้องการขอย้าย ทั้งกรณีปกติ กรณีพิเศษ และกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะต้องดำเนินการผ่านระบบ TRS เท่านั้น

ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ TRS เรียบร้อยแล้ว และกระบวนการต่อจากนี้ทางสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการชี้แจง เพื่อให้ทางสำนักงานเขต/ส่วนราชการ ได้เข้าใจในทิศทางเดียวกันก่อนที่จะเปิดให้คุณครูได้ยื่นคำร้องขอย้ายในวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ผ่านเว็บไซต์ https://trs.otepc.go.th ถือเป็นของขวัญวันครูที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มอบให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปี 2568 และมั่นใจว่าจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสร้างความโปร่งใส เป็นธรรมในกระบวนการย้ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848314

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ.นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สอศ. รวมทั้ง นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ นายสรง เทา หัวหน้าฝ่ายสัญญาเชิงพาณิชย์ และนายบรูซ ฟาน รองประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ร่วมลงนามในครั้งนี้ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.มุ่งเน้นนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านแนวคิด 2 ประการ คือ การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับบริษัทหัวเว่ย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เห็นผลในเชิงประจักร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาให้ก้าวทันเทคโนโลยีและตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยมีแผนพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรการศึกษา จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านดิจิทัล 3 หลักสูตร ได้แก่ Datacom, Cloud Service และ AI Certification Training เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะฯให้เผชิญความท้าทายในโลกดิจิทัล และพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มดำเนินการในกรุงเทพฯ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา พร้อมวางแผนขยายไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี

ขณะที่ นายวิลเลี่ยม จาง กล่าวเสริมว่า อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังแรงงาน โดยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้คนรุ่นใหม่ หัวเว่ยเชื่อว่าการส่งเสริมทักษะดิจิทัลต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย จึงมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลในระบบอาชีวศึกษา ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Cloud, AI และ Big Data เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล และพัฒนาโครงการฝึกอบรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษาของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระชับช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับนักเรียนอาชีวศึกษาในอนาคต

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848391

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’  ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ(Executive Forum for FosteringExcellence in Education) โดยมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายถาวรชลัษเฐียร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางกิตติยา โตธนะเกษมผู้อำนวยการสถาบันธนาคารไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษนโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า ลำดับแรก ขอขอบคุณผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาและเมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 1,800 โรงเรียน และให้ครบ 29,000 กว่าโรงเรียน รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกกว่า 400 แห่ง ในยุคที่ตนยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตั้งใจจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development) จะพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษา ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน

“ศธ.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพื่อคนไทยมีความรู้ ทักษะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ. ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ การมีความสุขในการเรียน การทำงาน และให้เด็ก เยาวชน มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime จึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ทำให้เด็กฉลาดรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และสิ่งควรทำ รู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ และฉลาดคิด มีเหตุมีผลในการใช้ชีวิต อะไรไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากคนไทยฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครู ให้เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA นอกจากนี้จะไม่มีการตัดเสื้อโหลอีกต่อไป ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครู

ส่วน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการฯ กอศ. กล่าวว่าสอศ.มีการปรับหลักสูตร ลดทฤษฎี เน้นลงมือทำ เพิ่มทักษะการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยเริ่มพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ปรับหลักสูตร นอกจากนี้ จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือในรูปแบบที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำ คือ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ต่อไป สอศ.จะพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีสกิลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบ STEM คือ การบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี,วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เท่านั้น นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI, การต่างประเทศ ดังนั้น อาจจะต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

https://www.naewna.com/local/848403

'ศุภมาส'เยี่ยมชม'สอวช.'หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ'SMART Green Office'

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.17 น.

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’ ชื่นชมเป็นมันสมอง-หัวใจของ’อว.-รัฐบาล’ ด้าน’สุรชัย’ชี้ภาพอนาคต สอวช. เป็นหน่วยงานชี้ทิศทางด้าน อววน. ของประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เดินทางมายัง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อเยี่ยมชม สอวช. หลังจากปรับปรุงสำนักงานใหม่ให้อยู่ในรูปแบบ “SMART Green Office” โดยนางสาวศุภมาส ได้กล่าวชื่นชม ว่าสามารถจัดสำนักงานได้อย่างร่มรื่น ทันสมัย ตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบัน  

น.ส.ศุภมาส ยังได้กล่าวขอบคุณ ผู้บริหาร บุคลากรของ สอวช. ตลอดจนหน่วยบริหารและจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในความตั้งใจ และการทุ่มเททำงานเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และดูแลพี่น้องประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ตั้งแต่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่น

“สอวช. เป็นหน่วยงานที่เป็นเสมือนหัวใจและมันสมอง รวมจอมยุทธที่ทรงพลัง ความน่าเชื่อถือสูง มีบุคลากรที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของ กระทรวง อว. และของรัฐบาล นอกจากนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติจากงานวิจัย ตั้งแต่วิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงงานวิจัยเรื่องยาก ๆ เกิดการต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ ขอให้ทุกท่านภูมิใจว่าภารกิจที่ได้ร่วมกันทำ เป็นภารกิจที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกภาคส่วน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ด้านนายสุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของ สอวช. ต่อพนักงานว่า สอวช. เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทั้งในฐานะเจ้ากระทรวงฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กอวช.) และในฐานะผู้อำนวยการ สอวช. ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร โดยมีหลักการทำงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. Lean office ให้ความสำคัญสูงสุดกับบุคลากร ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้เป็นเครือข่ายเดียวกัน 2. Clean office คือการมีธรรมาภิบาลในสำนักงาน และ 3. Green office ใช้เทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล พนักงานของ สอวช. ต้องมี work-life balance มีสุขภาพดี มีความมั่นคงและหลักประกันในชีวิตที่ดี มีความสุขในการทำงานมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นพนักงาน สอวช. 

นายสุรชัย กล่าวถึงภาพอนาคตของ สอวช. ที่อยากเห็น คือ เป็นหน่วยงานนโยบายที่ชี้ทิศทางด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เป็น Strategic Intelligence Unit ที่มีความสำคัญต่อรัฐบาล มีความน่าเชื่อถือ และเป็นอิสระทางวิชาการ นอกจากนี้ สอวช. ยังเป็นเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นพันธมิตรร่วมดำเนินการกับหน่วยงานในระบบ อววน. และสิ่งที่ สอวช. ได้ดำเนินการมาตลอดคือ การทำให้ อววน. ไทย ก้าวไปสู่ระดับ World Class ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเชื่อมโยง กับบริบทประเทศ การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดอันดับและดำเนินการเพื่อให้สามารถเลื่อนอันดับทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับ อววน. ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน สอวช. ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมในสาขาที่เป็นจุดแข็งของประเทศด้วย

ศุภมาส นำทีม GISTDA ลงนามฯ Artemis Accords เปิดศักราชใหม่…สู่การ ‘สำรวจอวกาศ’ ระดับโลก

https://www.naewna.com/local/849256

ศุภมาส นำทีม GISTDA ลงนามฯ Artemis Accords  เปิดศักราชใหม่...สู่การ ‘สำรวจอวกาศ’ ระดับโลก

ศุภมาส นำทีม GISTDA ลงนามฯ Artemis Accords เปิดศักราชใหม่…สู่การ ‘สำรวจอวกาศ’ ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การสำรวจอวกาศระดับนานาชาติด้วยการลงนามเข้าร่วมข้อตกลง Artemis Accords ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านพลเรือนกับสหรัฐอเมริกาในการสำรวจอวกาศ ตามที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการลงนามข้อตกลง เมื่อวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่มีมติให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเป็นหน่วยลงนามและหน่วยประสานงานหลักของประเทศไทย (National Focal Point) ลงนามใน Artemis Accords อย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพมหานคร โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน Mr. Robert F. Godec เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ประธานกรรมการ สทอภ. ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ผู้แทนจาก NASA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

Artemis Accords เป็นข้อตกลงสำคัญที่มุ่งเน้นการสำรวจและใช้งานอวกาศอย่างสันติ โดยลงนามครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2563 ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา อิตาลี ญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหราชอาณาจักร ร่วมลงนามเป็นสมาชิก ปัจจุบัน ข้อตกลงดังกล่าวมีสมาชิกร่วมลงนามแล้วจาก 50 ประเทศ และประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 51 ของโลก สำหรับในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่ร่วมลงนามใน Artemis Accords ต่อจากประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้Artemis Accords ยังทำหน้าที่เสริมสร้างความร่วมมือใน Artemis Program เพื่อการสำรวจดวงจันทร์และอวกาศร่วมกับ NASA ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับสากล เป็นโอกาสของประเทศไทยในการสร้างโอกาสในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวถึงความสำคัญของการเข้าร่วมข้อตกลงนี้ว่า “การลงนามในข้อตกลง Artemis Accords ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่เวทีอวกาศระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ และสร้างโอกาสให้กับนักวิจัย นักศึกษา และผู้ประกอบการไทยในการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า หลังจากนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคใหม่ของการสำรวจอวกาศอย่างเต็มตัว ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งศึกษาและร่วมหารือกับ NASA อย่างใกล้ชิด พร้อมกับตั้งทีมงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านกฎหมาย ด้านการต่างประเทศและด้านเทคนิค เพื่อนักวิจัยและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนในประเทศไทยมีส่วนร่วมในโครงการ Artemis อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง“GISTDA จะทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักให้กับประเทศ” และจะเสนอโครงการ Artemis Thailand ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ การลงนามครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในเวทีโลก ทั้งในด้านวิชาการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศให้ก้าวสู่ยุคแห่งการสำรวจอวกาศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

คณะการท่องเที่ยวฯ DPU พัฒนาหลักสูตร ปั้น ‘บัณฑิตรักษ์โลก’ สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/849253

คณะการท่องเที่ยวฯ DPU พัฒนาหลักสูตร  ปั้น ‘บัณฑิตรักษ์โลก’ สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน

คณะการท่องเที่ยวฯ DPU พัฒนาหลักสูตร ปั้น ‘บัณฑิตรักษ์โลก’ สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นการบูรณาการแนวคิด Sustainability Trends เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (STGs) เข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด High Value Added Services

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Develop ment Goals (SDGs) ที่จัดตั้งโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อแก้ปัญหาระดับโลกใน 17 เป้าหมายสำคัญในมิติต่างๆ เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลักให้สำเร็จภายในปี 2573 ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ( Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล ฯลฯ

ดร.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น ทางคณะฯ จึงได้ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว โดยเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการแนวคิด SDGs สอดแทรกไปในทุกรายวิชา เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้การจัดการท่องเที่ยวที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

หลักสูตรการเรียนมีทั้งหมด 3 สาขา ประกอบด้วย 1.สาขาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเว้นท์ ได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดรับกับรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ปรับเป็นการจัดทัวร์แบบกลุ่มเล็ก เพื่อลดมลภาวะ ทั้งยังพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ โดยให้มีการจัดตั้งบริษัททัวร์จำลอง เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้การจัดทัวร์ในรูปแบบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรายวิชาที่ส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นนักศึกษายังได้เรียนรู้การเป็นมัคคุเทศก์ที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนจะก้าวไปเป็นเจ้าของธุรกิจนำเที่ยวในอนาคต

จากการขึ้นทะเบียน อุทยานธรณีโลก UNESCO (UGGP) ของประเทศไทย 2 แห่ง คือ อุทยานธรณีโลกสตูล และ อุทยานธรณีโลกโคราช รูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ เน้นจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติ โดยรูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่ถูกนำมาสอดแทรกกับรายวิชาการท่องเที่ยวลดมลภาวะ ที่ผ่านมาคณาจารย์ของทางคณะฯ ได้ทำวิจัย หัวข้อ “การสำรวจศักยภาพในการจัดกิจกรรมดูนกเพื่อการเรียนรู้โดยใช้พื้นที่สถานศึกษาขนาดกลางในเขตเมือง กรณีศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” พบว่า มีนกรวม 39 ชนิดในมหาวิทยาลัย งานวิจัยดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการสอนในรายวิชาท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ผ่านการเรียนรู้กิจกรรมดูนก โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมดูนกมาร่วมเป็นวิทยากร รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านโครงการรีไซเคิลที่นักศึกษาจะต้องคิดค้นร่วมกับอาจารย์ผู้สอน เช่น การเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยการรวบรวมฝาขวดน้ำมอบให้กับบริษัท Qualy เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากพลาสติก พร้อมกับเชิญผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรมาบรรยายความรู้ เพื่อให้เห็นความสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนจากวัสดุเหลือใช้

นอกจากนี้ ยังได้รับนโยบายจากมหาวิทยาลัย โดยทางคณะฯ ได้ดำเนินการตาม SDGs เป้าหมายที่ 15 Life on Land ด้านการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศบนบก โดยกิจกรรมที่ผ่านมา นักศึกษาร่วมกับอาจารย์ทำโครงการอนุรักษ์ที่ ศูนย์อนุรักษ์นกน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ผ่านกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและในปีต่อมา คณะฯ ได้ขยายกิจกรรมไปยัง ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า จ.นครนายก โดยนักศึกษาได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดและปรับปรุงกรงเสือ ซึ่งกิจกรรมลักษณะนี้ถูกบูรณาการเข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่ปี 1 เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษา

2.หลักสูตรสาขาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ได้ร่วมมือกับโรงแรม 5 ดาว เช่น เครือแมริออท ผ่านโครงการ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานในสถานประกอบการจริง และยังได้เรียนรู้แนวคิด Green Hotel ผ่านโครงการนำ Food Waste หรือเศษอาหารเหลือใช้มาแปรรูปให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ นักศึกษายังนำแนวคิดนี้มาต่อยอดเป็น Project ของการฝึกงานในสถานประกอบการ ภายใต้โครงการ “การศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากขยะอาหารจากอาหารมื้อเช้าโรงแรม” โดยมีแนวทางแก้ไขโดย นำอาหาร Food Waste มาแปรรูปเป็นคุกกี้เบคอนสำหรับสุนัข ซึ่งได้รับรางวัลชมเชยประเภทโปสเตอร์จากโครงการ CWIE
ปีการศึกษา 2566

ทั้งนี้ ก่อนฝึกงาน นักศึกษาได้เรียนรู้แนวคิด Green Hotel จากการเรียนการสอนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับ โรงแรมขนาดเล็กและโฮมสเตย์ โดยเรียนรู้จากการได้ฝึกประสบการณ์จริงในโรงแรม DPU Park Hotel ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของคณะฯ และเปิดให้บริการกับบุคคลทั่วไป อีกทั้งยังได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาของอาจารย์ในหลักสูตร ที่มีการลงพื้นที่ชุมชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพด้านการโรงแรมและการบริการ รวมถึงแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงที่พักให้ได้มาตรฐาน ให้เหมาะสมกับแนวคิดการท่องเที่ยวยั่งยืน

และ 3.สาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหาร นักศึกษาจะได้ฝึกทักษะระดับเชฟในโรงแรมและร้านอาหารมิชลินสตาร์ โดยนอกจากเรียนรู้การทำอาหารแล้ว ยังต้องเข้าใจการจัดการ Food Waste ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบเหลือทิ้ง เพื่อลดมลพิษจากขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางสนับสนุน SDGs เป้าหมายที่ 12 Responsible Consumption and Production ด้านการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน

ในปีการศึกษา 2567 ทางคณะฯ รับนโยบายจากมหาวิทยาลัย และ Academic Group 1 กำหนดให้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอน เช่น นำ ChatGPT มาช่วยจำลองสถานการณ์บริการในงานโรงแรมและการท่องเที่ยว โดยมีที่ปรึกษาด้านไอทีคอยแนะนำการเขียน ChatGPT Prompts เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ โดยคาดหวังให้นักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สร้างโปรแกรมนำเที่ยว และตอบคำถามของลูกค้าได้เสมือนจริง สำหรับ AI ในงานบริการ ยังมีบทบาทสำคัญในโรงแรม เช่น การเก็บข้อมูลประวัติลูกค้า เพื่อนำไปใช้วางแผนบริการที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น โดยในภาคเรียนถัดไปจะเริ่มนำ AI เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม

“ทั้งนี้ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมยังเน้นปลูกฝังแนวคิด High Value Added Services หรือ การบริการมูลค่าสูง ให้กับนักศึกษา โดยมุ่งสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงแค่มีความรู้ด้านงานบริการ แต่ยังสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการให้บริการมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการที่เปลี่ยนแปลงตามเทรนด์ของโลก” ดร.ยุวรี กล่าวในตอนท้าย

เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ ร่วมเปิดกิจกรรม เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

https://www.naewna.com/local/849313

เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ ร่วมเปิดกิจกรรม เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ ร่วมเปิดกิจกรรม เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.08 น.

“เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ” ร่วมเปิดกิจกรรม “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

วันที่ 23 ธันวาคม 2567 พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  เป็นประธาน Kick off เปิดกิจกรรม “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” ของขวัญปีใหม่กระทรวงศึกษาธิการ กับเครือเซ็นทรัลพัฒนา โดยมี นายปริญญ์ จิราธิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และ น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)พร้อมคณะผู้บริหารเซ็นทรัล ร่วมแถลงความร่วมมือ และมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. , นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ., นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ., นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร., นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. เข้าร่วมงาน และมี ฟิล์ม ธนภัทร , ผิงผิง สรวีย์ เดอะโกลเดนซอง มาร่วมส่งพลังหนุนกิจกรรมเยาวชนในโครงการ “เรียนดี มีความสุขสู่อนาคตที่สดใส”  ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ 

โอกาสนี้ พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าวถึงความร่วมมือและกล่าวขอบคุณกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนการเปิดเวทีแสดงความสามารถ และเปิดโอกาสเส้นทางอาชีพให้กับนักเรียน นักศึกษา ได้มาเรียนรู้ประสบการณ์สร้างทักษะชีวิตเพื่อส่งเสริมให้สำเร็จมีประโยชน์ต่อการศึกษามากยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาฯได้ดำเนินการต่าง ๆ สำหรับปีนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล และเซ็นทรัลพัฒนา ในการดำเนินการด้านการศึกษาซึ่งซึ่งสอดรับกับแนว “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” มิติของการจับมือแล้วไปด้วยกัน จะทำให้เกิดพลังในการทำงานให้สัมฤทธิ์ผล ซึ่ง ในโอกาสเปิดกิจกรรมในช่วงปีใหม่นี้ ก็ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับน้องๆนักเรียนที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลได้มอบให้ และเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการอยากให้เกิดขึ้น 

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้กล่าวทักทายให้กำลังใจกับนักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ผ่านออนไลน์ระบบ Zoom meeting และกล่าวชื่นชมนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆที่ได้มาร่วมโชว์การแสดงในพิธีเปิดครั้งนี้  ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนสังกัด สพฐ. และสังกัด สช. ที่มาร่วมสร้างความสุขและโชว์ทักษะความสามารถ โดยการบรรเลงเพลงและการแสดงที่หลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ สังกัด สพม.กทม. เขต 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย สังกัด สพม.กทม. เขต 2 โรงเรียนพญาไท สังกัด สพป.กทม. และโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สังกัด สช. ณ ลาน

ด้าน น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในนามบริษัทเซ็นทรัลจำกัด (มหาชน)  รู้สึกยินดี อย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านสู่การเปิดกิจกรรมภายใต้โครงการ “เรียนดี มีความสุข อนาคตที่สดใส “ ซึ่ง เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับเซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลภายใต้แนวคิด ”เปิดเวที เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และเปิดเส้นทางอาชีพ“ ในวันนี้เราได้เริ่มต้นสนับสนุนเปิด”พื้นที่“ จัดกิจกรรมแรกของโครงการ ฉลองคริสต์มาสที่แลนด์มาร์กใจกลางเมือง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แห่งแห่งนี้ เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เปิดเวทีให้เยาวชนรุ่นใหม่จากโรงเรียนต่างๆแสดงศักยภาพโชว์การแสดงที่หลากหลายรวมถึงเวทีการประกวดต่างๆและการสนับสนุนการจัดงานและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้น้องน้องนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจัดซุ้มขาย เค้กปีใหม่ในโซน Food Park  19 สาขาสาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศยังพร้อมที่จะร่วมส่งมอบประสบการณ์การเรียนรู้ให้น้องๆ เยาวชน อีก 3 กิจกรรม ได้แก่  เปิดโลกฉายภาพยนตร์รอบพิเศษให้แก่นักเรียนกลุ่มพิเศษ เปิดประสบการณ์เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทดลองลงสนามจริงเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต และเปิดเส้นทางเส้นทางอาชีพ ให้โอกาสได้ทดลองทำงานจริงทมีรายได้จริง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศประเทศ  ซึ่งบริษัทเซ็นทรัลพัฒนามุ่งมั่นในการพัฒนาศูนย์กลางการใช้ชีวิตและเป็นพื้นที่ที่จะอำนวยความสะดวกประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนตามวิสัยทัศน์  Imagining better futures for all เพื่ออนาคตที่ดีและยั่งยืนของทุกคน

สำหรับโครงการ “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิดเปิดเวที เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และเปิดเส้นทางอาชีพ โดยเซ็นทรัลพัฒนา จะสนับสนุนพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เพื่อเป็นเวทีสร้างสรรค์ให้เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ได้แสดงศักยภาพทางด้านวิชาการ วิชาชีพ และการแสดงออกในทุกมิติ ผ่าน 4 ไฮไลต์ ได้แก่ 1. เปิดเวที ให้เยาวชนแสดงความสามารถ เช่น การแสดงดนตรีและเวทีประกวด 2. เปิดโลก ฉายภาพยนตร์รอบพิเศษให้กลุ่มนักเรียนพิเศษ 3. เปิดประสบการณ์ ทดลองขายสินค้าและบริการ พร้อมแข่งขันโชว์ผลงาน และ 4. เปิดเส้นทางอาชีพ ทดลองทำงานจริง สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาศูนย์กลางการใช้ชีวิตและเป็นพื้นที่ที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วน นับได้ว่าเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั่วประเทศอย่างแท้จริง
 

ยะลาเปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ส่งเสริมเด็กเยาวชนเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

https://www.naewna.com/local/848973

ยะลาเปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ส่งเสริมเด็กเยาวชนเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

ยะลาเปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ส่งเสริมเด็กเยาวชนเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.06 น.

นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลาเขต 3 พรรคประชาชาติ เปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ ประจำปี 2567 ส่งเสริมการเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

วันที่ 22 ธันวาคม 2567 ที่ตาดีการาวฎอตุ้ลญันนะห์ ตำบลธารน้ำทิพย์ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลาเขต 3 พรรคประชาชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการตาดีกาสัมพันธ์ ประจำปี 2567 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลยะรม สมาชิกสภาเทศบาลตำบลธารน้ำทิพย์ ผู้นำศาสนา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เด็ก เยาวชน ในพื้นที่เข้าร่วม

นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลาเขต 3 พรรคประชาชาติ กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดหรือตาดีกา นั้นเป็นสถานที่อบรมเด็กเยาวชนมุสลิม มีระบบการจัดการศึกษาของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เน้นการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับความรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้เด็กและเยาวชนมุสลิมสามารถเติบโตบนพื้นฐานคำสอนของอิสลามมีระเบียบแบบแผน ในการดำเนินชีวิต และสามารถประพฤติตนให้ถูกต้องตามกลักศาสนา โดยชมรมตาดีกาเครือข่ายตำบลยะรม ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นกีฬา การอ่าน การเขียน ตลอดจนทักษะในด้านการแสดงออกอย่างมั่นใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานราชการ มัสยิด โรงเรียน ชุมชนตำบลยะรม และชุมชนข้างเคียงสืบต่อไป

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

https://www.naewna.com/local/848961

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 09.17 น.

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผอ.โรงพยาบาลศิริราช และ นายเอนก จงเสถียร ประธานรุ่นคณะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.5 ) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ปิยะ สอนตระกูล และคุณโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ นำคณะนักศึกษาหลักสูตร ปธพ.5  ไปร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆตอบแทนสังคม (CSR) โดยได้มอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬา พร้อมทุนการศึกษา อาหารกลางวันให้กับน้องๆ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และสถานการณ์โควิด

พร้อมทั้งมอบเครื่องปรับอากาศและเครื่องขยายเสียงลำโพงเคลื่อนที่ให้กับ  บก.กฝ.บช.ตชด. ไว้เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการต่อไป