สอวช.เผยผลสำเร็จพัฒนากำลังคน หนุนแนวทาง IGNITE THAILAND

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811174

สอวช.เผยผลสำเร็จพัฒนากำลังคน หนุนแนวทาง IGNITE THAILAND

สอวช.เผยผลสำเร็จพัฒนากำลังคน หนุนแนวทาง IGNITE THAILAND

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.17 น.

‘อว.’โดย‘สอวช.’เผยผลสำเร็จ-เป้าหมายการพัฒนากำลังคน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยจนถึงวัยทำงาน สนับสนุนแนวทาง IGNITE THAILAND สร้างอุตสาหกรรมอนาคต

ในการแถลงวิสัยทัศน์ “เตรียมทัพกำลังคน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต” IGNITE THAILAND : Future Workforce for Future Industry เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานในการแถลง ร่วมด้วยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กระทรวง อว. กำลังขับเคลื่อน ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductor & Advanced Electronics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเป็นโครงการที่เดินหน้าพัฒนากำลังคน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาทิ โครงการ STEMPlus แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงตอบการลงทุนของภาคผลิตและบริการ ที่มีหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น สำหรับกำลังคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม โดยมีแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนที่ส่งบุคลากรมาฝึกอบรม สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไปลดหย่อนภาษีได้ 250% ปัจจุบันมีหลักสูตรด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 150 หลักสูตร ด้าน EV 124 หลักสูตร ด้าน AI 313 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตกำลังด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 12,500 คนต่อปี ด้าน EV 24,000 คนต่อปี ด้าน AI 8,000 คนต่อปี

โครงการ Coop+ หรือ สหกิจศึกษารูปแบบพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์มาพัฒนาทักษะเพิ่มเติมและฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรม หลังจบการศึกษาแล้วยังสามารถทำงานกับบริษัทได้ทันที โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนผ่าน Coop+ 1,500 คนต่อปี เริ่มนำร่องไปแล้วกับ 8 บริษัทชั้นนำ ได้แก่ บริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (อยุธยา) จำกัด บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท นิชชินโบ ไมโคร ดีไวซส์ (ประเทศไทย) จํากัด และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขณะที่ด้าน EV และ AI ก็จะใช้รูปแบบเดียวกัน ตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้าน EV 500 คนต่อปี และด้าน AI 500 คนต่อปี

โครงการจัดทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งระดับปริญญาตรีและโท โดย 15 มหาวิทยาลัย ตั้งเป้าผลิตกำลังคนให้ได้ 1,300 คนต่อปี ขณะเดียวกัน สอวช. ร่วมกับ สป.อว. และ บพค. จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะตามโจทย์ความต้องการจ้างงานของประเทศ GenNX Model ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาทักษะการทำงานผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นแบบเข้มข้น (Bootcamp) โดยปรับรูปแบบการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของประเทศไทย โดยได้มีการจัดการอบรมหลักสูตรนักพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว จำนวน 7 รุ่น และหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุมืออาชีพ จำนวน 2 รุ่น นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลโครงการไปยังมหาวิทยาลัย และภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน

‘ดิสรัปชั่น’ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน ‘ปรับตัว-กำกับดูแล’ควรอยู่จุดไหน?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811009

‘ดิสรัปชั่น’ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน ‘ปรับตัว-กำกับดูแล’ควรอยู่จุดไหน?

‘ดิสรัปชั่น’ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยน ‘ปรับตัว-กำกับดูแล’ควรอยู่จุดไหน?

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“อาจจะเพราะคอนเทนต์ Original ของ…ไม่ต้องผ่านการจัดเรต เลยมีอะไรให้ดูเนื้อหาแบบ…และ…หรือเปล่า?”

คำถามจากเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง ในช่วงที่โลกออนไลน์ของเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หรือเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.2567 กรณี “สตรีมมิ่ง”หรือผู้ให้บริการเนื้อหาภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เนต นำเสนอ 2 เนื้อหาที่ก่อให้เกิด “ดรามา” ข้อถกเถียง-วิวาทะอย่างกว้างขวางในสังคมไทย หรือระยะหลังๆ จะเริ่มเห็นสื่อดั้งเดิมอย่างสถานีโทรทัศน์ ทำแอปพลิเคชั่นดูละครที่ผลิตลงช่องของตนเอง และมีเสียงร่ำลือจากผู้ชมว่า คำบางคำที่ต้อง “ดูดเสียง” เซ็นเซอร์ในการออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ เมื่อไปเผยแพร่ทางออนไลน์ก็ไม่มีการเซ็นเซอร์ จึงได้อรรถรสในการรับชมมากกว่า

แต่แม้ด้านหนึ่งจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า“มาตรฐานการคัดกรอง-เซ็นเซอร์ของประเทศไทย เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้สื่อบันเทิงของไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ทั้งที่คนทำงานวงการนี้ของไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติไหนเลยก็ตาม” ในอีกด้านหนึ่ง “ความเสรีบนโลกออนไลน์ก็ถูกมองว่าทำให้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกลายเป็นเรื่องปกติ” ดังที่ วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำเรื่องนี้ไปอภิปรายในที่ประชุม สว. วันที่ 27 ธ.ค. 2564 ถามหาบทบาทของ “กระทรวงวัฒนธรรม” ว่าในประเทศไทยยังมีหน่วยงานนี้อยู่หรือไม่

“ปล่อยให้มีการไลฟ์สดขายของใช้ถ้อยคำหยาบคายปรากฏในสื่อโซเชียล และขายสินค้าออนไลน์ จนกลายเป็นเนตไอดอล หรือแม้กระทั่งเป็นภาพโป๊ขายสินค้า ขายเครป ขายส้มตำ ขายก๋วยเตี๋ยวโชว์หน้าอก หรือเปิดแก้มก้น จนมีคนไปซื้อของร้านเหล่านี้มากมาย ภาษาที่ใช้ไม่สุภาพกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย แม้แต่คำร่วมเพศ และสารพัดสัตว์อยู่ในการขายของเนตไอดอล โดยเฉพาะคำว่า “โกลด์ ฟลาวเวอร์” พูดติดปากจนปกติ” สว.วันชัย กล่าว

ช่วงบ่ายของวันที่ 7 มิ.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ สังกมา สารวัตร อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ในประเด็นข้างต้น ไล่ตั้งแต่คำถามแรก 1.เป็นความจริงมาก-น้อยเพียงใด? ที่คนทำสื่อ ทั้งที่เป็นสายข่าว (นักเล่าข่าว, พิธีกร) และสายบันเทิง (คนทำภาพยนตร์, ละคร, เพลง) หันไปผลิตเนื้อหาผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) หรือผ่านระบบสตรีมมิ่ง เพื่อหลบเลี่ยงกรอบการเซ็นเซอร์ของรัฐ สามารถทำอะไรแบบ “จัดหนัก-จัดเต็ม” ได้แบบไม่มีกรอบให้ต้องกั๊ก

ในคำถามนี้ อาจารย์สังกมา กล่าวว่า “ทั้งจริงและไม่จริง” โดยการปรับเปลี่ยนสื่อในรอบนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงโลกรอบใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ทั้งประชาธิปไตยที่ถดถอย ความแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายของประชาชนทั้งในสหรัฐ ยุโรป เอเชีย ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการแบ่งฝักฝ่ายการแข่งขันแย่งกันเป็นใหญ่สงครามการค้า สงครามดิจิทัล อาจเป็นไปได้ว่าผู้ผลิตหลบการเซ็นเซอร์ หรือก็อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในการทำธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

“ประเด็นที่ 1 การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ” : การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อที่แทบไม่มีส่วนไหนในสังคมไม่ได้รับผลกระทบ Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน วงการสื่อสารมวลชนก็เช่นกันอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เราเคยเผชิญกันมาเป็นระยะๆ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ดูจะเร็ว และรุนแรงกว่าที่เคยเจอมาในครั้งไหนๆ เราได้เห็นการล้มหายตายจากของสื่อแบบเดิมระดับโลกแบบไม่น่าเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบัน AI ก็เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาท้าทายแวดวงสื่อสารมวลชนเพิ่มเติมอีก

“ช่วง 3 ปีที่ผานมา งานวิจัยพบว่าข้อมูลข่าวสาร เนื้อหา content เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ละวันๆ ข้อมูลถูกสร้างขึ้น 328.77 ล้านเทราไบต์ (terabytes) แปลว่าทุกวันๆ เราจะได้รับข้อมูลเนื้อหาผ่านตาทุกวัน วันละเป็นหลัก 10,000 เนื้อหา นี่คือคำตอบว่า ทำไมคนทั่วไปยังจะต้องติดตามข่าว รายการของเราทางสื่อแบบดั้งเดิมในเมื่อเขามีทางเลือกใหม่ๆ เข้ามา พฤติกรรมมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ด้วยเหตุนี้คือคุณจะไปกำกับดูแลอย่างไร และจะไปกำกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้คนอย่างไร ก็ต้องเอากรอบความคิดอีกชุด ที่ไม่ใช่แบบเดิม แต่คงไว้ซึ่งแก่นแท้ของการกำกับดูแลคือการปกป้องสิทธิการรับรู้ข่าวสารขอประชาชน ให้สมดุลกับสิทธิในฐานะที่ต้องได้รับการปกป้องจากเนื้อหาสื่อที่เป็นพิษเป็นภัย ก็ต้องกลับมาวิธีการที่ตอบประเด็นกำกับดูแลในการแก้โจทย์ภูมิทัศน์ใหม่นี้อย่างเหมาะสม บนหลักการประชาธิปไตยนั่นเอง” อาจารย์สังกมา ฉายภาพปริมาณข้อมูลมหาศาลในยุคออนไลน์

อาจารย์สังกมา กล่าวต่อไปว่า “ประเด็นต่อมา : การอาศัยช่องโหว่ของ platform” โดยขอพูดถึงคำย่อ “IDA” ประกอบด้วย “I-Interaction” สื่อยุคนี้คือการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน โต้ตอบได้ ฉับไว เมนท์กันไปตอบกันมา “D-Demassification” การส่งเนื้อหาไปเฉพาะคนกลุ่มใหญ่เหมือนทำรายการทีวีรอดูกันทั้งบ้านหน้าจอลดลง เปลี่ยนเป็นการผลิตเลือกเจาะรายการยิงไปยังผู้รับสารได้โดยตรงเฉพาะกลุ่ม และ “A-Asynchronous” หมายถึงการที่คนสื่อสารเมื่อได้ก็ได้ อยากรับสารเมื่อใดก็ได้ตามที่ต้องการ

ซึ่ง “เมื่อ IDA มันทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องผลิตสื่อไปอยู่ใน Platform เดิมๆ” อย่างไรก็ตาม “ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คนบางกลุ่มใช้ช่องว่างนี้หนีการกำกับดูแลในการผลิตเนื้อหาใต้ดิน” เช่นดูหมิ่นเหยียดหยาม กลั่นแกล้ง หลอกลวงล่วงละเมิดทางเพศ หรือเนื้อหารุนแรงสุดโต่งทางความคิด แบ่งสีเลือกข้างทางการเมือง จากปรากฏการณ์ Exho Chamber (ห้องเสียงสะท้อน) ดังที่เห็นว่าสังคมไทยทะเลาะเบาะแว้งกันมาเกือบ 20 ปี หรือตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา กรณีเหตุการณ์บุกรัฐสภาของกลุ่มที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

“การใช้สื่อปลุกระดมข้างใครข้างมัน ทำให้ผู้บริหารประเทศทำงานเชิงนโยบายไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างเล่นการเมืองในพื้นที่ Echo chamber ของตัวเอง แต่ที่หนักที่สุด คือแนวคิดที่ต้านหลักการ การพัฒนาความเป็นประชาธิปไตย หรือ democratization ทำให้มันเบลอๆ และเกิดกระแสการกระทำที่ตามใจกลุ่มฉัน ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้ขอสรุปเพื่อตอบคำถามที่ถามมาว่าการทำเนื้อหาเพื่อหนีการเซ็นเซอร์ก็ต้องตอบว่าจริง และทุกกลุ่มต่างใช้ช่องทางนี้ในการหนีการกำกับดูแลเพื่อผลประโยชน์แตกต่างกันไป คนทำการค้าก็ต้องการทำเนื้อหาแค่เอายอดวิวไม่ต้องรับผิดชอบคำพูดรุนแรง ล่อแหลมที่ตัวเองนำเสนอออกไป ในแง่การเมืองกลุ่มต่างๆ ก็ใช้พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ตัวเองเชื่อมั่นใช้วิธีการแนวปลุกระดมกลุ่มมวลชนของตัวเอง” อาจารย์สังกมา กล่าว

คำถามต่อมา 2.ในภูมิทัศน์ของสื่อและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร? ระหว่างขยายการกำกับดูแลไปยังสื่อใหม่ให้กว้างขวางและเข้มงวดยิ่งขึ้น กับการปล่อยให้ทุกอย่างเสรีโดยให้เนื้อหาที่ผลิตออกมาสะท้อนภาพสังคมจริงๆ โดยใช้เพียงการจัดเรตผู้ชมเท่านั้น คำถามนี้ อาจารย์สังกมาชี้ว่า จำเป็นต้องมี “สมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องบุคคลทีได้รับผลกระทบ” ในกรณีที่เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือการสร้างความเกลียดชัง

ทั้งนี้ คุณลักษณะสำคัญของสื่อยุคดิจิทัล สื่อใหม่มีหน้าที่เปิดการสนทนาสาธารณะ มีหน้าที่ต่อต้านการกดขี่เชิงระบบที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งนี้จะเห็นได้จากปรากฏการณ์การเมือง สังคมทั่วโลกที่สื่อกระแสหลักภายใต้การควบคุมของรัฐหรือสื่อที่ต้องหาผลกำไรไม่สามารถกระทำได้ เช่น การชุมนุมในอาหรับ สปริงส์ การรณรงค์ต่อสู้ของสิทธิคนผิวสี เช่น Black Lives Matter ปัญหาโลกร้อนของเกรธา ทุนเบิร์ก เป็นต้น

ส่วนบทบาทสำคัญที่ควรจะเป็นของแต่ละฝ่าย ไล่ตั้งแต่ 2.1 ภาครัฐ ต้องมีความเป็นประชาธิปไตยในการ สร้างกระบวนการ/กลไก ในการให้เจ้าของแพลตฟอร์มสร้างกรอบหลักการสำหรับการกำกับเนื้อหาด้วยตัวเจ้าของธุรกิจเอง จัดเตรียมกรอบหลักสำหรับการกำกับเนื้อหาที่ต้องการให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล ให้มีขั้นตอนที่เหมาะสม ชัดแจ้งในการดำเนินการกับเนื้อหา เช่น การตั้งป้ายเตือนป้ายกำกับในขึ้นบนแพลตฟอร์มตัวเอง แพลตฟอร์มดิจิทัลควรจะทำการกำกับด้วยตนเองผ่านข้อกำหนดการใช้งานและโดยการระบุว่าจะจัดการเนื้อหาอย่างไรและในขอบเขตใด

นอกจากนี้รัฐควรออกมาตรการหลักปฏิบัติไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กำกับดูแลภายใต้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้มีความจริงจัง ตั้งกลไกการทำงานบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสทช. กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายปกป้องเยาวชน กฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ เป็นต้น โดยเป็นการกำกับภายใต้กฎหมาย แต่รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกำกับในแง่การดำเนินงาน ตรวจสอบเนื้อหาด้วยกระบวนการอันไม่เป็นประชาธิปไตย

2.2 แพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องมีมาตรการในการยึดโยงเข้ากับการรับผิดรับชอบที่เรียกว่า regulated self-regulation ต้องมีความโปร่งใส ชัดเจน มีแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ สนับสนุนตั้งองค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ แนะนำ เสนอแนะ ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้สร้างเนื้อหา เพื่อให้แพลตฟอร์มตระหนักถึงหน้าที่ในการรับผิดชอบความปลอดภัยของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

2.3 สำนักข่าวและคนวงการสื่อมวลชน ต้องตระหนักการทำงานของตัวเองในฐานะที่ต้องมีสิทธิเสรีภาพที่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิ โดยองค์กรวิชาชีพ ต้องเข้ามาสร้างหลักปฏิบัติให้ชัดเจน อาทิ กฎหมายการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลักปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับสื่อออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งในฝั่งยุโรปที่เห็นบทเรียนจากการปลุกระดมทางการเมืองที่เกิดขึ้นใน Facebook ช่วงเลือกตั้งทำให้พวกเขาขยับตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม

และ 2.4 ประชาชน ต้องติดอาวุธให้ตัวเองและลูกหลานในการรู้เท่าทันสื่อยุคดิจิทัล (digital literacy) เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของขั้วความคิดสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง หรือไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ภาครัฐมีความจำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาในรูปแบบการเรียนในหลักสูตรการเรียนรู้ ส่วนภาคประชาชนควรส่งเสริมให้มีการเรียนรู้แบบ lifelong learning ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชน

“มันมี 2 ขา ที่เถียงกันเสมอในวงวิชาการ สมมุติมือซ้ายคุณพูดเรื่อง Protection (การป้องกัน) ทางขวาต้องพูดเรื่อง Empowerment (การส่งเสริม) คือคุณจะเพิ่มพลังอำนาจให้ประชาชนมีภูมิต้านทางอย่างไรกับสื่อปลอม สื่อ Hate Speech (สร้างความเกลียดชัง) รัฐมักจะไปแขนซ้ายคือเรื่อง Protection เอากฎหมายวิ่งไล่ไหม? อันนั้นต้องมี แต่อีกขาที่คุณต้องทำไปด้วยคือเรื่อง Empowerment ถ้าคุณอ่านตำรา เชื่อทฤษฎีคนละเล่ม มันก็เริ่มจากฐานคนละอัน วิ่งไล่จับไปก็ยาก ง่ายๆ ไม่ทันเขา

เหมือนพวก (แก๊ง) คอลเซ็นเตอร์คุณจับมันได้มุขหนึ่งมันก็มามุขใหม่ มันเลยต้องมีขาที่ออกมา Educate (ให้ความรู้) แล้วเพิ่ม Empowerment ลงไปให้ทุกระดับ ไปอบรมเหมือนที่ Cofact (ภาคีเครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงในประเทศไทย) เขาลงไป เครือข่ายโน่นนี่ ถ้ารัฐอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง แล้วก็ตีกรอบว่าพื้นที่ฉันตรงนี้ เดี๋ยวตั้งคณะกรรมการ กว่าจะแก้ปัญหาไม่ทัน” อาจารย์สังกมา กล่าว

คำถามสุดท้าย 3.อุดมการณ์หรือปากท้อง คนทำสื่อควรจะเลือกทางใด? หรือจะมีอะไรที่มาช่วยรักษาสมดุลได้บ้าง? เพราะในสภาพที่คนแวดวงสื่อกระแสหลักถูกคาดหวังว่าต้องอยู่ในกรอบที่มากไปกว่ากฎหมาย (จริยธรรม จรรยาบรรณ มารยาท) แตกต่างจากคนในแวดวงสื่อใหม่ทางออนไลน์ที่ไม่ถูกคาดหวังเช่นนั้น (ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมาย จะหยาบคายสองแง่สองง่าม ก่อดราม่าอย่างไรก็ได้เต็มที่) ทำให้รายได้จากเม็ดเงินโฆษณาไหลไปอยู่กับกลุ่มหลังมากกว่ากลุ่มแรก จนระยะหลังๆ เริ่มเห็นคนสื่อหลักไปอยู่ในพื้นที่ออนไลน์เพื่อจะได้หลุดจากข้อจำกัดนั้น

อาจารย์สังกมา ตอบคำถามนี้ไว้ 3 ส่วน คือ 3.1 ภาครัฐ การตรวจสอบอาจหมายถึงการสนับสนุนให้ภาคผู้ประกอบการสามารถที่จะทำให้เกิดพื้นที่ความเป็นกลาง งบประมาณกองทุนต่างๆ อาทิ กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ อาจต้องจัดสรรงบประมาณเฉพาะช่วงการผลิตข่าว การให้รางวัลจูงใจ การมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับข่าวคุณภาพ ไม่ใช่แค่เรียกเรตติ้ง

3.2 สำนักข่าว-องค์กรสื่อ มีทั้ง “ด้านการปรับตัว” เช่น ในแคนาดา สำนักข่าว CBC มีโปรแกรม Reskill ให้นักข่าวอาวุโสที่เก่งในงานข่าวสืบสวนสอบสวน เพื่อทำความเข้าใจและเปิดใจบูรณาการงานของตัวเองเข้ากับสื่อใหม่ที่เกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดสิ่งที่อยู่ในสมองนักข่าวต่างหากที่หาเครื่องมือมาทดแทนไม่ได้ในเชิงคิดวิเคราะห์ การนำนโยบายด้านมัลติมีเดียเนื้อหาภาพ : ใช้ภาพถ่ายคุณภาพสูง วีดีโออินโฟกราฟิก และองค์ประกอบภาพอื่นๆ เพื่อเสริมเรื่องราวของเรา มัลติมีเดียสามารถทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนย่อยง่ายและน่าสนใจยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์เชิงโต้ตอบ โพล และแผนที่ เพื่อให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันต้องเปิดใจรับกลยุทธ์สื่อในยุคดิจิทัล สื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication: IMC) เช่น การโพสต์อย่างมีกลยุทธ์ หาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ ปรับโพสต์ของคุณให้เหมาะสมกับจุดแข็งของแต่ละแพลตฟอร์ม และ “โลกสมัยใหม่ผู้คนต้องการการมีส่วนร่วม”องค์กรสื่ออาจส่วนร่วมกับผู้รับสารผ่านความคิดเห็นและการสนทนา บางทีอาจมีเปิดห้องเสวนาให้สมาชิกบ้าง เป็นต้น ขณะที่ “ด้านการรักษาจุดยืนของวิชาชีพ” ต้องยึดมั่นในการรักษาความถูกต้อง ยอมรายงานช้าลงบ้างเพื่อแลกกกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร ไม่ไหลไปตามกระแสโลกออนไลน์

“สื่อหลักจำต้องยอมไม่วิ่งตามกระแส บรรณาธิการข่าวต้องไม่กดดันไปแข่งในตลาดระดับนั้น แม้เรตติ้งจะดี แต่อาจต้องปรับนโยบายการส่งผู้สื่อข่าวภาคสนาม เพื่อรักษาผลงานบุคลากร และคุณภาพงาน เช่น ข่าวลุงพลที่บางสำนักข่าวต้องการเรทติ้งเพราะคนสนใจ แต่ต้องถามว่าเขาสนใจเพราะเราป้อนให้ หรือเขาสนใจเพราะมันให้อะไรกับสังคม ไม่ควรลดทอนความถูกต้องเพื่อความรวดเร็ว ใช้ดุลยพินิจในการจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดที่ต้องให้ความสนใจในทันที” อาจารย์สังกมา ยกตัวอย่าง

และ 3.3 ระดับปัจเจก (นักข่าว-คนทำสื่อ) คงความลึกซึ้ง การเป็นแก่นแท้ของตัวนักข่าวไว้ และเปิดพื้นที่สำหรับการปรับตัวเน้นเรื่องที่มีความลึกและให้ภาพบริบทที่แตกต่างจากรายการเล่าข่าวแบบบันเทิง ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือการเมืองท้องถิ่น ความรู้เฉพาะทางสามารถดึงดูดผู้ชมที่ทุ่มเทผู้นำทางความคิด : เผยแพร่บทความและการวิเคราะห์ที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญของตัวเองและมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่า

“Druve Rathee คนหนุ่มรุ่นใหม่ในอินเดีย เขาดังมากจากช่อง YouTubeมีคนติดตามช่องพอๆ กับ account ของประธานาธิบดีเลย ทำเนื้อหาการเมืองเปิดโปงช่วงก่อนเลือกตั้ง กระทบ นเรนทรา โมดี เป็นอย่างมาก ไม่มากก็น้อยมีผลทำให้เก้าอี้เขาได้น้อยลง เพราะคนชั้นกลางในเมือง และคนรุ่นใหม่ได้ข้อมูลที่สื่อกระแสหลักไม่เล่น แต่ตัว Druve ยังบอกเลยว่า เขาต้องกลับมายึดหลักจริยธรรมของนักข่าวมืออาชีพอยู่ดี เพราะหากเขาไม่มีสิ่งนี้ประชาชนจะไม่รับเขาในระยะยาว” นักวิชาการด้านสื่อผู้นี้ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

(สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

‘ภูมิธรรม’นำพาณิชย์ บริจาคสิ่งของ’สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811081

'ภูมิธรรม'นำพาณิชย์ บริจาคสิ่งของ'สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า'

‘ภูมิธรรม’นำพาณิชย์ บริจาคสิ่งของ’สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 22.05 น.

“ภูมิธรรม”นำพาณิชย์ บริจาคสิ่งของ”สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ”สมเด็จพระราชินี”เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณกุศลบริจาคสิ่งของให้สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567

โดยในการนี้ นายภูมิธรรมและคณะได้มอบสิ่งของบริจาคที่จำเป็นให้แก่ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า ประกอบด้วย ไข่ไก่ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่อบแห้ง ปลากระป๋อง นม น้ำมันพืช น้ำผลไม้ กระดาษชำระ ผ้าเช็ดตัว ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผ้าอนามัย แป้งเด็ก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน และพัดลม นอกจากนี้ ยังได้มีการบริจาคสิ่งของให้สถานสงเคราะห์อีก 2 แห่ง คือ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี และสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดีหญิงด้วย

สำหรับสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า เป็นหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยอุปการะเลี้ยงดูเด็กอ่อนพิการทุกประเภททั้งชายและหญิงตั้งแต่แรกเกิดถึง 7 ปี แยกตัวออกมาจากบ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด เพื่อดูแลเด็กพิการโดยเฉพาะ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 ปัจจุบันมีเด็กในความอุปการะจำนวน 339 คน เป็นเด็กชายจำนวน 206 คน และเด็กหญิงจำนวน 133 คน โดยแบ่งตามความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของเด็กแยกเป็น กลุ่มเอ ช่วยเหลือตนเองได้ จำนวน 72 คน กลุ่มบี ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง จำนวน 119 คน กลุ่มซี ช่วยตัวเองไม่ได้ จำนวน 121 คน และกลุ่มดี ติดเตียง จำนวน 27 คน โดยตั้งอยู่ที่ 78/9 หมู่ที่ 1 ซอยติวานนท์- ปากเกร็ด 1 ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

– 006

เฮดัง!!เด็กอาชีวะสุดเจ๋ง คว้า 6 รางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811086

เฮดัง!!เด็กอาชีวะสุดเจ๋ง คว้า 6 รางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติ

เฮดัง!!เด็กอาชีวะสุดเจ๋ง คว้า 6 รางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.46 น.

เฮดัง!!เด็กอาชีวะสุดเจ๋ง คว้า 6 รางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติ จากงาน“The 7th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2024” ณ Shanghai World Expo Exhibition & Convention Center นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า นักศึกษาอาชีวศึกษา จาก 4 สถานศึกษา คว้าเหรียญรางวัลจากงาน การประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติ “The 7th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2024” ณ Shanghai World Expo Exhibition & Convention Center ดังนี้

1.วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัล 2 เหรียญทอง และ 1 รางวัล Special Award จาก 2 ผลงาน ได้แก่ เครื่องคั่วเมล็ดกาแฟด้วยโอ่งดิน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) The Automatic Coffee Roaster Jar และ Surgical Apgar Score เครื่องวัดปริมาณการสูญเสียเลือดจากการผ่าตัด

2.วิทยาลัยเทคนิคสงขลา รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) และ WIIPA Special Award จากผลงาน A pollinator for durian flowers machine เครื่องผสมเกสรดอกทุเรียน

3.วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากผลงาน สมาร์ทฟาร์มกระบองเพชร Cactus Smart Farm

4.วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากผลงาน ผ้าทออัตลักษณ์ประจำถิ่นศรีพุนพิน Contemporary Woven Fabric Products With Lcal Identity Pattern “Sri Phun Phin”

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า การประกวดนวัตกรรมดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นประโยชน์และจุดเริ่มต้นที่ดีกับนักศึกษาอาชีวะเป็นอย่างมาก ที่สามารถนำความรู้จากการเรียน และประสบการณ์ในเวทีการประกวดของ สอศ.ได้นำมาปรับประยุกต์ คิดค้นนวัตกรรม จนเกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์ในระดับเวทีนานาชาติที่สามารถคว้ารางวัลแห่งความภูมิใจให้กับนักศึกษา และสถานศึกษา สร้างชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลจากผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่ายในความร่วมมือด้านการวิจัยและต่อยอดสิ่งประดิษฐ์ใช้งานได้จริงเกิดเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ สู่การเป็นนัก นวัตกรในอนาคตต่อไป

สำหรับงาน “The 7th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2024” โดยประเทศไทยคว้ารางวัลนานาชาติทั้งหมด 41 เหรียญทอง และ 10 เหรียญเงิน 10 ผลงาน จาก 27 หน่วยงาน โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2567 ร่วมกับงาน “The 10th China (Shanghai) International Technology Fair” ณ Shanghai World Expo Exhibition & Convention Center นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

– 006

‘หมอหวัด’ชวนโปรประชันวงสวิงกอล์ฟการกุศลชิงถ้วย’หมอหนุ่ย’หาทุนช่วย นร.พยาบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810971

'หมอหวัด'ชวนโปรประชันวงสวิงกอล์ฟการกุศลชิงถ้วย'หมอหนุ่ย'หาทุนช่วย นร.พยาบาล

‘หมอหวัด’ชวนโปรประชันวงสวิงกอล์ฟการกุศลชิงถ้วย’หมอหนุ่ย’หาทุนช่วย นร.พยาบาล

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.46 น.

“หมอหวัด นายก อบจ.กาญจน์” ชวนโปรร่วมประชันวงสวิงกอล์ฟการกุศล ชิงถ้วย “รมช.หมอหนุ่ย” หารายได้เป็นทุนให้บุตรหลานนักเรียนพยาบาลเสาร์ที่ 22 มิ.ย.นี้ที่บลูแซฟไฟร์กอล์ฟ แอนด์รีสอร์ท

นายแพทย์ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ หรือหมอหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ในวันเสาร์ที่ 22 มิ.ย.67 ที่จะถึงนี้ตนจะจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลชิงถ้วยรางวัลของนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนามคม ขึ้นที่สนามกอล์ฟ บลูแซฟไฟร์กอล์ฟ แอนด์รีสอร์ท ต.ช่องด่าน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี จุดประสงค์ 1.เพื่อหารายได้เข้ากองทุนช่วยเหลือนักเรียนทุนพยาบาล และผู้ด้อยโอกาสของจังหวัดกาญจนบุรี 2.เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนสังคมตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการเห็นสมควร และ 3.เพื่อสร้างความสัมพันธภาพของคนในวงการกอล์ฟบ้านเราและจังหวัดใกล้เคียงรวมทั้งกรุงเทพฯและจากทั่วประเทศ

“เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ผมในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักกอล์ฟทั้งมือเก่าและมือสมัครเล่น ที่เป็นชาวกาญจนบุรี หรือแม้กระทั่งนักกอล์ฟทั้งจากจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงกรุงเทพฯและทั่วประเทศที่ให้ความสนใจและเล็งเห็นความสำคัญของเด็กนักเรียน ผู้ด้อยโอกาส สามารถโอนเงินชำระค่าสมัครได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่หมายเลขบัญชี 02-0167888930 ธนาคารออมสิน ชื่อบัญชีนายวราเศรษฐ์ อัศวพิศาลบูลย์ สำหรับค่าสมัครประเภททีมกิตติมศักดิ์ ทีมละ 50,000 บาท ประเภททีมทั่วไปทีมละ 30,000 บาท”

ส่วนประชาชนชาวกาญจนบุรี รวมทั้งผู้ประกอบการห้างร้าน โรงแรมหรือรีสอร์ทและเจ้าของกิจการโรงงานต่างๆ ที่ไม่สามารถไปร่วมการแข่งขั้นได้ท่านสามารถโอนเงินสมทบทุนตามกำลังศรัทธาและกำลังที่มีอยู่ ได้ที่บัญชีธนาคารเดียวกัน

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยื่นแบบภาษี-ย้ายเข้าที่เอกชน’ เกณฑ์ใหม่คุม‘แผงลอยเมืองกรุง’ทำได้จริง?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810856

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยื่นแบบภาษี-ย้ายเข้าที่เอกชน’  เกณฑ์ใหม่คุม‘แผงลอยเมืองกรุง’ทำได้จริง?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยื่นแบบภาษี-ย้ายเข้าที่เอกชน’ เกณฑ์ใหม่คุม‘แผงลอยเมืองกรุง’ทำได้จริง?

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เป็นสำนวนไทยหมายถึง“คนที่ภายนอกดูธรรมดาๆ หรืออาจดูเหมือนคนยากจน แต่แท้จริงแล้วกลับมีฐานะร่ำรวยมั่งคั่ง” ซึ่งด้านหนึ่งต้องการสอนว่าอย่าเพิ่งตัดสินคนจากเครื่องแต่งกายหรือสิ่งของต่างๆที่คนคนนั้นใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่อีกด้านหนึ่ง ในสังคมสมัยใหม่ที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการสังคมต่างๆ โดยใช้งบประมาณจาก “ภาษี” ที่เก็บจากคนทุกคนในประเทศ คนที่เข้าตำราผ้าขี้ริ้วห่อทอง บางครั้งก็ถูกมองในแง่ไม่ค่อยดีนัก เพราะอาศัยภาพลักษณ์ภายนอกช่วยให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

หนึ่งในอาชีพที่อาจเข้าข่ายผ้าขี้ริ้วห่อทองก็คือ “หาบเร่แผงลอย” หรือพ่อค้า-แม่ค้าที่อาศัยทางเท้าเป็นสถานที่ประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายหากขายในพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นจุดผ่อนผัน แต่ก็ถูกตั้งคำถามจากคนทำงานอื่นๆ ในสังคมว่า แม้หาบเร่แผงลอยจะมีภาพลักษณ์ในภาพรวมว่าเป็นอาชีพของคนฐานราก แต่จริงๆ แล้วเป็นเช่นนั้นทุกรายหรือไม่?เช่น หลายคนมีรถยนต์ขับ สามารถส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน มีเงินไปซื้อที่ดินในต่างจังหวัด เป็นต้น แต่เพราะมีภาพเป็นคนยากจน จึงไม่ถูกตรวจสอบการจ่ายภาษีอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการ “โยนหินถามทาง”จากบางหน่วยงาน เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามที่สื่อมวลชนได้รายงานข่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2567 อ้างการเปิดเผยของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงการประชุมคณะกรรมการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2567 ว่า เป็นการหารือเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ทำการค้าในจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย ว่าด้วย “เกณฑ์รายได้” โดยมีสาระสำคัญคือ “ผู้ค้าทุกรายมีหน้าที่ยื่นแบบประเมินภาษี” แม้จะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่ายภาษีก็ตาม เพื่อนำมาพิจารณาอนุญาต

“ผู้ค้าที่อยู่ในจุดผ่อนผันหลังจาก 1 ปีต้องมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน หากเกินกว่านี้คิดว่าผู้ค้าน่าจะพอขยับขยายไปหาที่เช่าอื่นได้ และหลังจากประชาพิจารณ์และปรับปรุงตามความเห็นต่างๆ ในเรื่องอื่นเพิ่มเติมแล้วนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะลงนามและรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ในมุมของกลุ่มผู้ค้า เรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งคำถามว่า “จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดรายได้” อย่างตนเคยพูดคุยกับฝ่ายเทศกิจของ กทม. ทางเจ้าหน้าที่เองก็มองว่า “ต้องนับหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างหมดแล้ว” และหากทำเช่นนั้นจริง เชื่อได้ว่าน่าจะหาผู้ที่มีรายได้เกิน25,000 บาทต่อเดือนได้ยาก “อาจมีบางพื้นที่หาได้..แต่ไม่ใช่ภาพรวม” หลายคนอาจเห็นผู้ค้าขายของได้มาก แต่รายได้ที่เหลือเข้ากระเป๋าจริงๆ ไม่ได้มากแต่อย่างใด เพราะต้องหักออก เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเดินทาง ค่าจ้างแรงงานลูกมือ

อาทิ ร้านก๋วยเตี๋ยว โดยมากจะจ้างแรงงานเฉลี่ย 2 คน เป็นคนเสิร์ฟ 1 คน และคนล้างจานอีก 1 คน ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน แต่ก็ยอมรับว่า“ผู้ค้าจำนวนมากไม่ได้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทำให้ไม่เห็นรายละเอียดว่าต้นทุนแต่ละอย่างในแต่ละวันอยู่ที่เท่าไรบ้าง” แต่หากในอนาคต กทม. บังคับให้ผู้ค้าต้องยื่นแบบประเมินภาษี ก็จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น และผู้ค้าพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย หากมีหลักเกณฑ์ประเมินที่ชัดเจน โปร่งใสและอยู่ในวิสัยที่ผู้ค้าพอรับได้

แต่อีกเรื่องหนึ่ง “การตั้งเกณฑ์ว่าหากรายได้เกิน 25,000 บาทต่อเดือนต้องย้ายออก”เรวัตร ฟันธงเลยว่า “ทำไม่ได้แน่นอน” เพราะเรื่องของการขอพื้นที่เอกชน ก็พยายามทำกันมาตั้งแต่ผู้ว่าฯ กทม. คนก่อน (พล.ต.อ.อัศวินขวัญเมือง) ท้ายที่สุดก็ไม่สำเร็จ เพราะ “เอกชนย่อมต้องมองผลประโยชน์เป็นหลัก” เอกชนมีพื้นที่ก็ต้องการได้ผลประโยชน์จากพื้นที่ “เป็นไปไม่ได้เลยที่เอกชนจะเก็บค่าเช่าถูกๆ” อย่างตลาดแห่งหนึ่งในย่านพระราม 9 ค่าเช่าวันละ 600 บาท 1 เดือนก็ 18,000 บาท ต้องจ่ายล่วงหน้า จ่ายช้าแม้แต่นิดเดียวก็โดนยึดล็อกคืน

“ผมยังไม่เห็นเลย เวลาเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นรองผู้ว่าฯ ท่านไหน หรือแม้แต่ผู้ว่าฯ หรือสำนักงานเขต เขาบอกไปหาพื้นที่มาเดี๋ยวจะไปเจรจาให้ แต่ไม่รู้จะได้ผลมาก-น้อยแค่ไหนนะ เพราะเอกชนพื้นที่เขาก็มีราคา อันนี้คือความจริงที่เราไปประสาน แต่คนที่เสนอข่าวออกนโยบายก็พูดไปอีกแบบหนึ่ง” ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบุ

เรวัตรยังกล่าวอีกว่า ตนเคยไปเจรจากับเจ้าของตลาดซึ่งบรรยากาศดูเงียบๆ ตนขอให้ขายฟรี 3 เดือน โดยเก็บเงินมัดจำผู้ค้าไว้ หากใครเลิกขายก่อน 3 เดือนก็ยึดเงินมัดจำไป ก็ยังได้รับการปฏิเสธ อ้างว่าตลาดก็มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ “ตลาดเอกชนจำนวนมากเจ้าของที่ดินไม่ได้บริหารเอง แต่ปล่อยให้บริษัทออร์แกไนเซอร์เข้ามาจัดการ” โดยบริษัทจะเข้าไปหาพื้นที่เพื่อขอเช่ามาจัดเป็นตลาด รัฐจึงไม่สามารถไปกำกับดูแลเรื่องค่าเช่าได้ แต่หากจะให้ผู้ค้าไปขายในสถานที่ราชการ ในความเป็นจริงสถานที่เหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับการค้าขาย

ในมุมของนักวิชาการ บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า จากข้อมูลที่ทราบมา ผู้ค้าต้องหักต้นทุนถึงร้อยละ 60 ที่เหลือจึงเป็นกำไรหรือรายได้จริง แต่การไปกำหนดเพดานว่าผู้ค้าในจุดผ่อนผันต้องมีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นรายวันคือห้ามมีกำไรถึง 1,000 บาท จะทำให้ผู้ค้าสามารถขายสินค้าได้เพียงไม่กี่อย่าง

ซึ่งตนเห็นว่า ควรกำหนดเงื่อนไขอย่างอื่นที่ทำให้ผู้ค้าสามารถพัฒนาตนเองได้ เพราะเงื่อนไขผู้ค้าในจุดผ่อนผันต้องมีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน เป็นการกำหนดว่ามีแต่คนจนเท่านั้นที่สามารถเป็นผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้แต่อีกด้านหนึ่ง หาบเร่แผงลอยกลับถูกคาดหวังอย่างมากว่าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทั้งเรื่องคุณภาพอาหาร เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับผู้ค้าในตลาดที่มีกฎระเบียบคุมเข้มน้อยกว่า

“สมมุติเอกชนเปิดพื้นที่ ก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากประกาศของ กทม. เรื่องของการตรวจคุณภาพ เรื่องของการเว้นระยะ มันก็ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขแบบที่เอกชนกำหนด ดังนั้นสิ่งที่ กทม. กำหนด ถ้าคุณคิดว่าเขาเป็นคนจน แล้วคุณยังคาดหวังให้เขาต้องเป็นโน่นเป็นนี่เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เรื่องของจัดแผง เรื่องทำแอปพลิเคชั่น พอเวลาจ่ายเงินผ่านแอปฯ ก็แปลว่าผู้ค้าเรียกได้ว่าต้องออนไลน์ตลอด ต้องจ่ายค่าอินเตอร์เนตเพิ่ม” บวร กล่าว

สำหรับข้อเสนอแนะถึง กทม. ในช่วงที่ยังเปิดรับความคิดเห็นประกาศกำหนดหลักเกณฑ์หาบเร่แผงลอยฉบับใหม่ บวร ระบุว่า ในพื้นที่ที่ยังมีการทำการค้าอยู่ เกณฑ์รายได้ไม่ควรเป็นปัจจัยหลัก เมื่อเทียบกับการเน้นการกำกับดูแลควบคู่ไปกับการส่งเสริมเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะ การเว้นระยะให้ผู้เดินเท้าสามารถสัญจรได้ แต่เรื่องเหล่านี้ต้องใช้กระบวนการพูดคุยหาทางออกร่วมกันมากกว่าการใช้กฎเข้าไปควบคุม

นอกจากนั้นยังมีข้อสังเกตด้วยว่า “การกำหนดให้ประเมินผู้ค้าทุกๆ 1-2 ปี ทำให้องค์กรของผู้ค้าอ่อนแอลง” เพราะผู้ค้าจะเปลี่ยนหน้าใหม่เข้า-ออกเป็นระยะๆ ขณะเดียวกัน คนที่เข้ามาสู่อาชีพค้าขายไม่ได้หมายความว่าจะมีทักษะตั้งแต่วันแรกที่เริ่มประกอบอาชีพ เพราะต้องเริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจพื้นที่ก่อนว่าเหมาะสมกับการขายสินค้าอะไร ต้องไปซื้อวัตถุดิบหรือสินค้านั้นที่ไหน รวมถึงความอดทนต่อสภาพอากาศแดดร้อน-ฝนตก ส่วนแนวคิดหาพื้นที่เอกชนให้ทำการค้าแทนการอยู่บนทางเท้า แม้ในช่วงต้นอาจมีโปรโมชั่น แต่หลังจากนั้นผู้ค้าจะอยู่ได้หรือไม่

“มีเงื่อนไขตัวหนึ่งที่ประกาศ กทม. ไม่ได้พูดถึง แต่ตัวผังเมือง กทม. พูดถึง คือ FAR Bonus คือจะให้โบนัสกับเอกชนที่สนับสนุนกิจกรรมแบบนี้ กิจกรรมแผงลอยที่ขายอยู่บนที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าเข้ามาขาย ก็จะได้ที่เรียกว่า FAR Bonus ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีรายละเอียด ก็ไม่แน่ใจว่า เอาแบบคุยกันเองแล้วประมาณว่ามันจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนหรือเปล่า” บวร ระบุ

ด้าน กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นไว้ 4 ส่วน คือ 1.การค้ามีความละเอียดอ่อนและหลากหลาย รัฐไม่สามารถใช้เกณฑ์เดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ เช่น เห็นรถเข็นขนาดเดียวกัน ตั้งอยู่ข้างๆ กัน ใช้พื้นที่เท่ากัน ใช้เวลาขายเท่ากัน แต่ขายอาหารคนละชนิดกัน คันหนึ่งขายข้าวแกง อีกคันขายโรตี รายได้ของผู้ค้าก็ย่อมแตกต่างกัน

หรืออย่างสถานที่ขาย อย่างตนเคยเดินสำรวจ 3 พื้นที่ คือสีลม พระนคร และบางกะปิ สินค้าที่ขายและลูกค้าในย่านเหล่านี้ก็แตกต่างกันไปอีก ดังนั้นหาบเร่แผงลอยจึงมีความซับซ้อนมากหรือตนพักอาศัยอยู่แถวบางแค ซึ่งคนแถบนั้นพึ่งพิงแหล่งอาหารจากตลาดบางแคอย่างมาก หากถูกยกเลิกไปคงไม่พ้นต้องเข้าไปซื้อในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่า “หาบเร่แผงลอยเกิดขึ้นบริเวณทางสัญจรหลัก..เพราะตอบโจทย์การบริโภคของคนทำงานในเมือง” โดยเฉพาะอาหารที่สามารถซื้อติดไม้ติดมือไปรับประทานในสถานที่ทำงานได้

2.การส่งเสริมให้เข้าไปขายในพื้นที่เอกชน ในบริบทของไทยเป็นเรื่องยากมากที่จะทำได้จริง มีตัวอย่างในย่านสีลม ทาง กทม. ให้คำมั่นว่าจะหาพื้นที่ทดแทนผู้ค้าที่ถูกห้ามขายบริเวณซอย 1-ซอย 2 แต่สุดท้ายก็หาให้ไม่ได้ เพราะที่ดินย่านสีลมเป็นพื้นที่ของเอกชนทั้งหมด ซึ่งต้องยอมรับว่า “รัฐไม่สามารถคุมราคาค่าเช่าพื้นที่ได้” อย่างตลาดเอกชนแห่งหนึ่งในย่านบางแค ซึ่งอยู่ริมถนนเพชรเกษม เคยมีผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบจากการห้ามขายบนทางเท้าพยายามเข้าไปอยู่ แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ไหวเพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าเช่าได้

3.มุมมองคนไทยต่อหาบเร่แผงลอยโดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ดูจะมีความ “ย้อนแย้ง”อยู่ในตัวเอง โดยจากที่ลงพื้นที่แจกแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับหาบเร่แผงลอยใน กทม. พบกลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่า “ด้านหนึ่งยอมรับว่าบริโภคสินค้าจากหาบเร่แผงลอย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อยากให้มีหาบเร่แผงลอย” ซึ่งปรากฏการณ์นี้น่าสนใจสำหรับการทำวิจัยต่อในอนาคต แต่เท่าที่สันนิษฐานในเบื้องต้นตนเข้าใจว่าคนเหล่านั้นถูกหล่อหลอมด้วยชุดความคิดหรือวาทกรรมบางอย่าง อาทิ แผงลอยสกปรก แผงลอยกีดขวาง ตามที่ปรากฏผ่านสื่อ

“เท่าที่ผมจำได้ คนหนึ่งบอกประมาณว่า ถ้าแผงลอยไม่มีเขาก็อาจจะพอเดินไปหาอย่างอื่นซื้อไกลกว่านี้หน่อยก็ได้ คือมันเป็นวิธีคิดที่ปัจเจกมากเลย ประมาณว่าไม่มีฉันก็ยังไปหาที่อื่นซื้อต่อได้ แต่ถ้ามันมีฉันก็ซื้อ แต่ฉันก็ไม่เห็นด้วยนะ อะไรแบบนี้ ก็พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้อยู่ ซึ่งมันก็มีวิธีคิดของชนชั้นกลาง ในประเทศที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ เขาก็คงมองว่าการมีพวกนี้มันคือความไม่อารยะ มันก็เป็นลักษณะแบบนี้ เพราะประเทศที่พัฒนามันก็ไม่มีพวกนี้” อาจารย์กฤษฎา กล่าว

และ 4.คนไทยไม่เชื่อมั่นในกลไกภาครัฐ จึงไม่อยากเสียภาษีและพยายามหลีกเลี่ยงหากทำได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็น “ความท้าทายอย่างที่สุด” ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือจากการรัฐประหาร และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกลางหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เมื่อมีข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีหรือขึ้นภาษี เสียงสะท้อนที่ได้ยินบ่อยๆ จากประชาชนโดยรวมคือ “เก็บไปแล้วเอาไปทำอะไร”, “เก็บไปแล้วใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าหรือไม่” หรือก็คือประชาชนไม่เห็นประโยชน์จากการจ่ายภาษี

เมื่อประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะแสดงเจตจำนงเพื่อเสียภาษี ซึ่งสะท้อนผ่านการยื่นแบบประเมินการเสียภาษีน้อยมากทั้งที่ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ทำงานมีรายได้ ในทางกลับกัน ผู้ถืออำนาจรัฐก็ไม่ค่อยกล้าบังคับอย่างจริงจังด้วยเพราะไม่อยากสุ่มเสี่ยงเจอแรงต้านจากประชาชนซึ่งส่งผลกระทบทางการเมือง แม้เงินภาษีจะมีความจำเป็นต้องการจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการสังคมก็ตาม แต่หากรัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าเงินภาษีจะย้อนกลับไปเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ ก็เชื่อว่าประชาชนพร้อมจ่ายด้วยความยินดี

“เราปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ไป เรื่องภาษี แต่ภาษีกับเกณฑ์ก็คนละเรื่องนะ จะให้จ่ายภาษีเพื่อมานั่งดูว่าเกินเกณฑ์ไหม? อันนี้คนละเรื่องแล้ว ฉะนั้นเกณฑ์ก็ต้องไป Review (ทบทวน) กันใหม่เลย ต้องกำหนดเกณฑ์อย่างไรถ้าจะกำหนด แต่ถามว่าควรกำหนดไหม? ก็ควรกำหนด ในเมื่อกำหนดเกณฑ์แล้วมันเหมือนการ Register(ลงทะเบียน) กับรัฐ ฉะนั้นรัฐก็ต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้ค้า

เช่น มีจุดระบายน้ำ จุดทิ้งขยะ มีห้องน้ำ อะไรอย่างนี้ แล้วผมคิดว่านะ ถ้าคุณทำให้มันถูกกฎหมายขึ้นมา ให้มันสีขาวขึ้น แล้วมีการเก็บค่าเช่าหรืออะไรก็ตามแต่ ผมคิดว่าผู้ค้าหลายๆ คนอาจยอมด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันอยู่ในสีเทาๆ ผมเคยถามผู้ค้า เดือนหนึ่งจ่าย 2,000 อ้าว! ถ้าจ่าย 2,000 แล้วโดนเอาข้าวเอาขนมเอาของกิน ฉะนั้นเดือนหนึ่งไม่รู้เสียไปเท่าไร ฉะนั้นก็ทำให้มันขาวสะอาดขึ้นมันดีกว่าไหม? ผู้ค้าไม่แน่ยอมจ่ายด้วย” อาจารย์กฤษฎา ฝากทิ้งท้าย

สำหรับจำนวนผู้ค้าหาบเร่แผงลอยใน กทม. อ้างอิงจากรายงานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักเทศกิจและหัวหน้าฝ่ายเทศกิจสำนักงานเขต ครั้งที่ 2/2567(เผยแพร่วันที่ 29 ก.พ. 2567) ระบุว่า มีพื้นที่ทำการค้าจุดผ่อนผัน 86 จุด ผู้ค้า 4,541 ราย ประกาศเป็นพื้นที่ทำการค้าแล้ว 55 จุด ผู้ค้า 3,440 ราย อยู่ระหว่างพิจารณาประกาศ 31 จุด ผู้ค้า 1,101 ราย ขณะที่รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567 โดยสำนักข่าว The Active ในเครือ ThiaPBS อ้างว่า หาบเร่แผงลอยในจุดและนอกจุดผ่อนผัน มีรวมกันทั้งสิ้น 681 จุด 19,414 ราย

ส่วนข้อมูลจากรายงาน การสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2566 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2566 แรงงานนอกระบบมีจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบประมาณ 2.2 แสนคน ซึ่งจากผู้มีงานทำทั้งสิ้น 40.1 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 21 ล้านคน (ร้อยละ 52.3) และเป็นแรงงานในระบบ 19.1 ล้านคน (ร้อยละ 47.7) โดยแรงงานนอกระบบ อยู่ในภาคเกษตร (รวมป่าไม้และประมง) มากที่สุด ร้อยละ 52.7 แต่รองลงมาคืออยู่ในภาคบริการและจำหน่ายสินค้า ร้อยละ 23.1 ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักหากเทียบกับรายงานฉบับปีก่อนๆ

และเช่นเดียวกับข้อมูลการยื่นแบบประเมินภาษี (แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) โดยกรมสรรพากร ในปี 2565 (ข้อมูลล่าสุดเท่าที่พอหาได้) มีผู้ยื่น 11.52 ล้านคน ก็แทบไม่ต่างจากช่วงก่อนหน้า เช่น ปี 2564 มี 10.3 ล้านคนปี 2563 มี 10.6 ล้านคน ปี 2562 มี 11.8 ล้านคนและเมื่อดูจำนวนคนที่ต้องจ่ายภาษี (ข้อมูลที่พอหาได้คือช่วงปี 2562-2564) พบว่า จะอยู่ที่เฉลี่ย 4 ล้านคนต่อปี (4.02, 3.95 และ 4.17 ล้านคนตามลำดับ

ในวันที่ 27 พ.ค. 2567 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยผลสำรวจว่าด้วยทัศนคติของประชาชนต่อหน้าที่การยื่นแบบฯ และการจ่ายภาษีในกลุ่มประชาชนอายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งพบว่า “คนไทยมีความเข้าใจเรื่องภาษีน้อยมาก” เช่น เกือบ 2 ใน 3 (ร้อยละ 65.6) ไม่รู้ว่าการยื่นแบบฯ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายภาษีเสมอไปราวครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50.5) ไม่ได้ยื่นแบบฯ แม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องยื่น ส่วนใหญ่มีการศึกษาไม่เกินระดับ ม.ปลาย เป็นแรงงานนอกระบบอีกทั้งบางส่วนไม่รู้ว่าการยื่นแบบฯ และเสียภาษีเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย

โดยสรุปแล้ว..จะเรื่องให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบประเมินภาษี (และจ่ายภาษีหากรายได้ถึงเกณฑ์) ก็ดี หรือเรื่องการให้ผู้ค้าขายรายย่อยย้ายออกจากการเป็นหาบเร่แผงลอยเข้าไปอยู่ในตลาดพื้นที่เอกชนก็ตาม ในบริบทของสังคมไทย ดูจะมีข้อจำกัดเต็มไปหมด นี่จึงเป็นความท้าทายภาครัฐของไทยทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ว่าหากต้องการทำให้ได้ จะดำเนินการให้เป็นจริงได้อย่างไร?

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

(สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

CP-Meiji จัดแข่งขัน Robotics Grand Championship 2024 หนุนเด็กไทยต่อยอดทักษะหุ่นยนต์-อากาศยานไร้คนขับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810555

CP-Meiji จัดแข่งขัน Robotics Grand Championship 2024 หนุนเด็กไทยต่อยอดทักษะหุ่นยนต์-อากาศยานไร้คนขับ

CP-Meiji จัดแข่งขัน Robotics Grand Championship 2024 หนุนเด็กไทยต่อยอดทักษะหุ่นยนต์-อากาศยานไร้คนขับ

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.32 น.

CP-Meiji จัดแข่งขัน Robotics Grand Championship 2024 หนุนเด็กไทยต่อยอดทักษะหุ่นยนต์-อากาศยานไร้คนขับ

บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ร่วมกับ ชมรมวิทยาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ชมรมครูหุ่นยนต์ไทย บริษัท เอ็ม รีพับบริค ซัพพลาย และโรงเรียนวัดขอนชะโงก(เขียววิมลราษฎร์อุปถัมภ์) จังหวัดสระบุรี จัดการแข่งขันทักษะวิชาการด้านหุ่นยนต์และอากาศยานไร้คนขับ “CP-Meiji Robotics Grand Championship 2024” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีทักษะแห่งอนาคต ในศตวรรษที่ 21 โดยมี นายวิชัย บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน นายยุทธนา โพธิวิหค ปลัดจังหวัดสระบุรี และนางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ ซีพี-เมจิ เป็นผู้มอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการแข่งขัน ณ โรงเรียนวัดขอนชะโงกฯ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กล่าวว่า ซีพี-เมจิ ดำเนินโครงการ ‘ซีพี-เมจิ นวัตกรรม-การศึกษา-อนาคต’ ตั้งแต่พ.ศ. 2563 ภายใต้เจตนารมณ์ในการเพิ่มคุณค่าชีวิต เพื่อพัฒนาการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน โดยร่วมมือกับโรงเรียนเครือข่ายจำนวน 9 แห่งในจังหวัดสระบุรี จัดอบรมให้ความรู้ทักษะการประกอบหุ่นยนต์และการเขียนโปรแกรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม Robotics and Coding เปิดโอกาสการเรียนรู้นอกห้องเรียน ทั้งนี้ยังส่งเสริมการแข่งขันหุ่นยนต์ในเวทีระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนในการเข้าศึกษาต่อด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ รวมถึงคอมพิวเตอร์ ร่วมผลิตบุคลากรที่มีประสิทธิภาพแก่ประเทศต่อไป

ด้าน ดร.กัญญ์ชิสา ทุมมาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดขอนชะโงกฯ กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ผ่านเรียนรู้วิธีการออกแบบหุ่นยนต์และอากาศยาน ด้วยการประยุกต์ทักษะด้านกลศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และคณิตศาสตร์ ร่วมกับการออกแบบความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศแสดงผลงานในการแข่งขันหุ่นยนต์และอากาศยาน โดยใช้กติกาการตัดสินระดับสากล เพื่อต่อยอดการแข่งขันในระดับสูงหรือระดับนานาชาติ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดการศึกษา รูปแบบ Active Learning และ STEM ให้เด็กๆ ได้เรียนดี มีความสุข อย่างยั่งยืน

สำหรับ การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 263 ทีม กว่า 1,000 คน จาก 74 โรงเรียน ใน 30 จังหวัดแต่ละภูมิภาคของประเทศ โดยได้รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 6 ประเภท ได้แก่ 1.) หุ่นยนต์บังคับมือแบบขาเดินภารกิจขนส่งน้ำนมดิบรีโมทแบบสาย ซีพี-เมจิ 2.) หุ่นยนต์บังคับมือแบบขาเดินภารกิจขนส่งน้ำนมดิบรีโมทแบบสาย รวมทุกระดับชั้น 3.) หุ่นยนต์บังคับมือเคลื่อนที่ด้วยล้อภารกิจขนส่งนมรีโมทแบบสาย 4.) หุ่นยนต์ต่อสู้แบบขา 5.) หุ่นยนต์อัตโนมัติขนถ่ายหินอ่อน 6.) โครงงานหุ่นยนต์ “ไฟฟรีจากฟ้า” Solar Energy และรับถ้วยเกียรติยศจากผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี 4 ประเภท ได้แก่ 1.) หุ่นยนต์บังคับมือเตะจุดโทษ 2.) หุ่นยนต์ซูโม่หนึ่งพันกรัมควบคุมด้วยรีโมท 3.) หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ 4.) อากาศยานไร้คนขับทำภารกิจ

– 006

‘อาชีวะฯ’ประชุมยกระดับแผนเฝ้าระวังป้องกันเหตุความรุนแรง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810548

'อาชีวะฯ'ประชุมยกระดับแผนเฝ้าระวังป้องกันเหตุความรุนแรง

‘อาชีวะฯ’ประชุมยกระดับแผนเฝ้าระวังป้องกันเหตุความรุนแรง

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.30 น.

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นายทวีศักดิ์ คิ้วทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน สถานศึกษาปลอดภัย ของสถานศึกษาในกรุงเทพฯและปริมณฑล ประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ครูปกครอง เครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันเหตุ ใช้มาตรการเชิงรุกป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงของนักเรียนนักศึกษาตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีความห่วงใยและมีนโยบายในการดูแลความปลอดภัยกำชับสถานศึกษาทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยสถานศึกษาให้แก่ผู้เรียน ครูและบุคลากร โดยมีการกำหนดมาตรการร่วมกับตำรวจ ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สถานศึกษาทำแผนเฝ้าระวังเหตุปฏิทินการดำเนินงานวิธีการป้องกันการใช้ความรุนแรงของนักเรียน นักศึกษา คัดกรองเฝ้าระวังติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียนนักศึกษาที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

“และให้สถานศึกษากวดขันนักเรียนนักศึกษาให้ตั้งใจเรียน อยู่ในระเบียบวินัยของสถานศึกษา และปฏิบัติตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบผู้กระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุด และให้สถานศึกษา จัดประชุมผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงร่วมกันสอดส่องดูแลบุตรหลานโดยเฉพาะเวลาเดินทางไป – กลับ หากมีการก่อเหตุความรุนแรงทั้งภายในภายนอกสถานศึกษา ให้ผู้บริหารร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาพร้อมรายงานสถานศึกษาต้นสังกัดทราบทันที” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ม.สวนดุสิต เป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘การประชุมวิชาการระดับชาติสวนดุสิต 2024 ครั้งที่ 6’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810496

ม.สวนดุสิต เป็นเจ้าภาพจัดงาน 'การประชุมวิชาการระดับชาติสวนดุสิต 2024 ครั้งที่ 6'

ม.สวนดุสิต เป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘การประชุมวิชาการระดับชาติสวนดุสิต 2024 ครั้งที่ 6’

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.21 น.

ม.สวนดุสิต เป็นเจ้าภาพจัดงาน “การประชุมวิชาการระดับชาติสวนดุสิต 2024 ครั้งที่ 6” (The 6th Suan Dusit National Academic Conference 2024) ภายใต้หัวข้อ: นวัตกรรม BCG เพื่อการศึกษา (BCG Innovation for Education)

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิตินาถ สุคนเขตร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์  ในนามคณะกรรมการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติสวนดุสิต 2024 ครั้งที่ 6  ในหัวข้อ “นวัตกรรม BCG เพื่อการศึกษา” ได้กล่าวถึง ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ว่า ด้วยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดการประชุมวิชาการระดับชาติมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้พัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ผ่านเวทีการประชุมวิชาการและนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการของบุคลากรทางการศึกษา  

สำหรับการประชุมวิชาการในปีนี้ คณะกรรมการจัดการประชุมได้เล็งเห็นถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่   มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยพึ่งพาใช้ทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งผลของการพัฒนาดังกล่าวนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดของเหลือทิ้งที่สร้างมลพิษ อันเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาด้านสุขภาพ และคุณภาพชีวิตตามมา จึงทำให้รัฐบาลกำหนดแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564 -2570 และกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นโมเดลแบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว  

คณะกรรมการจัดการประชุม จึงตอบสนองบริบทเหล่านี้ด้วยการจัดให้มีการประชุมวิชาการระดับชาติสวนดุสิต 2024 ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ “นวัตกรรม BCG เพื่อการศึกษา”  โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงาน จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ 1) สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 2) สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย 3) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ 4) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 5) สภาการศึกษา และ 6) บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด และ สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) โดยการดำเนินงานในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ตลอดจนครูและนักเรียน จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ส่งบทความเข้าร่วมในการประชุม ซึ่งประกอบด้วยผลงานทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สาขาคอมพิวเตอร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล สาขาเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม สาขาศึกษาศาสตร์ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีณัฐ  สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์  กล่าวเสริมว่า คณะครุศาสตร์  มีหลักการสำคัญในการดำเนินงานที่เน้นให้เกิดการบูรณาการอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ แหล่งเรียนรู้แบบพหุวัฒนธรรม ร่วมกับภาคีเครือทางการศึกษา เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ มีสมรรถนะวิชาชีพครู ผ่านการศึกษาเชิงบูรณการกับการทำงาน ด้วยเหตุนี้ คณะครุศาสตร์ จึงร่วมผลักดันให้เกิดการจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการระดับชาติสวนดุสิตในครั้งนี้  เพื่อส่งเสริมให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เข้มแข็งร่วมกับภาคีเครือทางการศึกษา ที่ไม่ได้จำกัดโอกาสเพียงแค่สำหรับอาจารย์หรือนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้แก่ครู นักศึกษาครู รวมถึงนักเรียน ได้แสดงศักยภาพด้าน  การวิจัยร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นในประเด็นนวัตกรรม BCG เพื่อการศึกษา เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาได้ตื่นตัวและตระหนักเกี่ยวกับบริบทของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ด้าน ดร.ถนอม อินทรกำเนิด นายกสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวปิดท้ายว่า การประชุมวิชาการในครั้งนี้  ได้รับเกียรติจากท่าน เพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ร่วมเป็นประธานต่อจิกซอร์เปิดงานร่วมกัน รวมทั้ง ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ร่วมเป็นเครือข่ายและเจ้าภาพจัดงาน ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์งานวิจัยอันเกิดจากความรู้ความสามารถ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ ก่อเกิดการถ่ายทอดประสบการณ์ของนักวิจัยรุ่นพี่ให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นนวัตกรรม BCG เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570 จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับความรู้เพื่อนำกลับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานหรือการศึกษา มีการสร้างเครือข่ายเชิงวิชาการที่เข้มแข็ง เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยร่วมกัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG

-(016)

จุฬาฯ ติด Top 50 ของโลก มหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810409

จุฬาฯ ติด Top 50 ของโลก มหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืน

จุฬาฯ ติด Top 50 ของโลก มหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 20.55 น.

จุฬาฯ ติด Top 50 ของโลก “มหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืน” THE Impact Rankings 2024และเป็นที่ 1 ของไทยในด้านการพัฒนานวัตกรรม อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำความภาคภูมิใจให้สถาบันอุดมศึกษาไทยในเวทีโลกอีกครั้ง ครองอันดับ Top 50 ของโลกจาก Times Higher Education Impact Rankings 2024 ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างผลกระทบสูงต่อสังคม

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย THE Impact Rankings 2024 ประเมินจากบทบาทของมหาวิทยาลัยทั้งในด้านงานวิจัย การบริหารหน่วยงาน งานบริการวิชาการ และการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) มีสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกเข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 2,152 แห่ง จาก 125 ประเทศ และมีสถาบันอุดมศึกษาไทยที่อยู่ใน Top 50 ของโลกจำนวน 2 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล 

นอกจากนั้น จุฬาฯ ยังได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของไทยใน SDG 9 Industry, Innovation and infrastructure (การพัฒนานวัตกรรม อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน  

ความสำเร็จของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งติด Top 50 “มหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืน”  โดย THE Impact Rankings 2024 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญในด้าน SDGs Impact โดยได้มีการดำเนินงานในเรื่องนวัตกรรมเพื่อสังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง     

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยได้ที่ https://www.timeshighereducation.com/impactrankings