‘องคมนตรี’ตรวจเยี่ยมศธ.พร้อมหารือขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่าน DLTV

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810375

'องคมนตรี'ตรวจเยี่ยมศธ.พร้อมหารือขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่าน DLTV

‘องคมนตรี’ตรวจเยี่ยมศธ.พร้อมหารือขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่าน DLTV

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.53 น.

”องคมนตรี ดาว์พงษ์“ ตรวจเยี่ยมศธ.พร้อมหารือขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่าน DLTV

วันที่ 13  มิถุนายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ได้มาตรวจเยี่ยมและหารือการขับเคลื่อนเรื่องการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสไปตรวจเยี่ยมมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (DLTV) และโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ในการดำเนินการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ 9  ที่ทรงพระราชทานไว้ ตั้งแต่ปี 2537 และเป็นสิ่งที่ดีมาก ในการช่วยเติมเต็ม แก้ปัญหาโรงเรียนที่มีครูไม่ครบชั้น โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล  ในการนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ ในฐานะ ประธานมูลนิธิการศึกษาทางไกลฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในเรื่องการดำเนินการ ซึ่งจะต้องมีการประเมินการทำงาน รวมถึงการจัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า  อย่างไรก็ตาม ระบบการเรียนการสอนทางไกล ไม่ได้ใช้เฉพาะโรงเรียนสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เท่านั้น แต่ยังใช้ในโรงเรียนสังกัดอื่น ๆ เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม ฯลฯ โดยมี สพฐ. เป็นหน่วยในการเก็บข้อมูลว่ามีโรงเรียนใดจัดการเรียนการสอนผ่านระบบ DLTV รวมถึงมีข้อมูลในการใช้สื่อการเรียนการสอน และจะหาโรงเรียนต้นแบบ ตามหลักการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนทางไกล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการเรียนการสอนทางไกลจะเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 สอดคล้องกับ กับนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา จะทำให้เกิดความต่อเนื่องเติมเต็มการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้เด็กมีครูครบชั้น เชื่อว่าการจัดการศึกษาจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

“ปัจจุบันมีเด็กที่เรียนผ่านระบบ DLTV มากขึ้น กว่า 1.5 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนห่างไกล ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คน มีกว่า 2,000 โรงเรียน ซึ่งผมขอย้ำว่า จากนี้ ศธ.ไม่มีนโยบายในการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก แต่จะใช้แนวทางการควบรวมโรงเรียนที่นักเรียนเดินทางสะดวก เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่วนโรงเรียนสแตนอโลนที่ห่างไกลก็ต้องคงไว้โดยใช้การเรียนการสอนทางไกล เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอน    ขณะเดียวกัน ในส่วนของสำนักงานคณกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ก็มีความร่วมมือ โดยมีนโยบายให้สถานศึกษาในสังกัด สอศ.มาสนับสนุนในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ แต่หากเรื่องใดเกินความสามารถของนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ก็จัดส่งช่างผู้เชี่ยวชาญในการจัดซ่อมต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว  

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในฐาน ที่พล.อ.ดาว์พงษ์ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้มีการพาเยี่ยมชม ศธ. ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง รวมถึงได้รายงาน นโยบายการศึกษาในภาพรวม เพื่อให้ช่วยแนะนำ โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ ยังไม่มีข้อแนะนำในเรื่องใดเป็นพิเศษ และบอกว่า กว่า 90% ค่อนข้างเห็นด้วยกับการดำเนินการ ส่วนเรื่องการผลิตครูนั้น  ที่ผ่านมาทางองคมนตรี ได้มีการขับเคลื่อน ผ่านกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) และฝากให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ช่วยดูแลในเรื่องการพัฒนาคุณภาพครูและการผลิตครูด้วย
        

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’ 2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810099

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’  2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

สกู๊ปพิเศษ : นำ‘กัญชา’กลับไปเป็น‘ยาเสพติด’ 2ฝั่ง‘หนุน-ต้าน’แรงกดดันถึงรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.55 น.

“กัญชา” กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “ประเด็นร้อน”ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ เพราะด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มุ่งมั่นอย่างมากที่จะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด และ สมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ออกตัวรับลูกไปดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่อีกด้านหนึ่ง “พรรคภูมิใจไทย” หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นผู้ผลักดันจนปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติดได้สำเร็จในรัฐบาลชุดก่อนหน้า และที่ผ่านมาก็จะเห็นสมาชิกพรรคออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอยู่เนืองๆ

9 มิ.ย. 2567 ถือเป็นวันครบรอบ2 ปี นับจากการปลดล็อกกัญชาพ้นจากยาเสพติด มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นจากทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยฝ่ายสนับสนุนนั้นมีการเปิดวงเสวนา “ผลกระทบของกัญชาเสรี ทางออกที่เหมาะสมของสังคมไทยคืออะไร” ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไทโดย อำนาจ เหล่ากอที ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นแห่ง

นอกจากนั้น ยังมีการขายทางออนไลน์ซึ่งทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2564 เริ่มมีการปลดล็อกกัญชา แต่เป็นเพียงเพื่อให้ใช้ในทางการแพทย์และการวิจัยเท่านั้นซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ปี 2504 ซึ่งกำหนดมาตรฐานเรื่องการเปิดให้ผลิตและใช้กัญชา ว่าจะต้องเน้นไปที่เพื่อการแพทย์ การวิจัย วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ทั้งนี้ ยอมรับว่าในช่วง2 ปีที่ผ่านมา พบข่าวผลกระทบจากการใช้กัญชาเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มีอาการจิตหลอน

“แน่นอนว่าในตัวของกัญชาเองผลกระทบของมันกับตัวผลบวก ทุกอย่างก็มี Pro (สนับสนุน) และ Con (คัดค้าน) มันอยู่ที่ว่าเราจะสร้างความเข้าใจให้ได้อย่างไรสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเมืองไทย พอเรารู้ว่ากัญชามีประโยชน์ในทางการแพทย์ รักษาอะไรได้บ้าง ก็ไปศึกษาค้นคว้ากันเอาเอง แต่ในต่างประเทศ ล่าสุดก็ไปประชุมที่เวียนนา(ออสเตรีย) เมื่อเดือน มี.ค. 2567 ทุกคนเขาบอกว่า การจะใช้กัญชา มันต้องอยู่ภายใต้การควบคุมทางการแพทย์

คุณใช้ในทางการแพทย์ก็จริง แต่ไม่ใช่เดินไปซื้อ ปลูกเองเด็ดเองมาชงเองนั่นไม่ใช่ เพราะสภาพร่างกายแต่ละคนกับการตอบสนองต่อกัญชาไม่เหมือนกัน ดังนั้นคนที่จะรู้ดีได้คือตัวเรากับตัวคนที่เป็นแพทย์ที่มาวินิจฉัยโรคให้เราว่าคุณใช้เท่าไร ปัจจุบันนี้แม้แต่ตัวสหประชาชาติเอง และ WHO (องค์การอนามัยโลก) ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าขนาดการใช้ที่เหมาะสมต่อร่างกายมนุษย์แต่ละช่วงอายุมันคือเท่าไร” ผอ.กองกฎหมาย ป.ป.ส. กล่าว

ผศ.นพ.ศุภกร ศรีแผ้ว คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉายภาพเพิ่มเติมขึ้นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจุดจำหน่ายกัญชาและจำนวนผู้ใช้กัญชา ว่าในเดือน ส.ค. 2566 มีจุดจำหน่ายกัญชา(ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) รวม 5,600 จุดแต่ ณ วันที่ 7 มิ.ย.2567 เพิ่มขึ้นเป็น 8,132 จุดมีทั้งผลิตภัณฑ์กัญชาโดยตรง (ทั้งแบบแห้งแบบสด และแบบอัดแท่ง) และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีส่วนผสมของกัญชา

ทั้งนี้ ประชาชนร้อยละ 24 เข้าถึงจุดจำหน่ายกัญชาได้ในรัศมี 400 เมตร รอบบ้านร้อยละ 28 ในรัศมี 800 เมตร และร้อยละ 31 ในรัศมี 1,200 เมตร นอกจากนั้น ประชากรร้อยละ 9 ปลูกกัญชาในบ้านของตนเองซึ่งครัวเรือนที่ปลูกกัญชา มีโอกาสที่สมาชิกในครัวเรือนจะใช้กัญชา มากกว่าครัวเรือนที่ไม่ปลูกถึง 4.4 เท่า ขณะที่การใช้กัญชาหลังปลดล็อกจากการเป็นยาเสพติด ในกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและเยาวชน (อายุ 12-19 ปี) โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่นอกระบสถานศึกษา พบการใช้กัญชาถึงร้อยละ 47.6 จากเดิมที่พบเพียงร้อยละ 1-3 เท่านั้น

เมื่อดูจำนวนข่าวอาชญากรรมที่มีรายงานความเกี่ยวข้องกับกัญชา พบว่า ช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2564-8 มิ.ย. 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด พบจำนวน22 ข่าว น้อยกว่าช่วงวันที่ 9 มิ.ย. 2565-21 ธ.ค. 2566 หรือช่วงหลังปลดล็อก ที่พบถึง 95 ข่าว ประเภทข่าวที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือข่าวการสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน จากเดิมร้อยละ 4 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ทั้งนี้ ประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับการห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปเกี่ยวข้องกับกัญชา ควรมีกฎหมายห้ามเสพกัญชาแล้วขับขี่ยานพาหนะ ห้ามข้าราชการใช้กัญชา

และเมื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์จริงๆ ก็ยังพบปัญหา “ผู้ป่วยใช้กัญชาโดยไม่ได้รับจากแพทย์ (ไม่ว่าแพทย์แผนไทยหรือแผนปัจจุบัน) แต่อาศัยการสอบถามคนรู้จักหรือค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง”นอกจากนั้น “ผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้กัญชายังให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้” เช่น กินยาตามคำแนะนำของแพทย์ไม่ปรับยาเอง ไปพบแพทย์ตามนัด การดูแลสุขภาพ อาทิ ออกกำลังกาย งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“เริ่มเห็นนักเรียน-นักศึกษาใช้และสูบกัญชาในที่สาธารณะ เด็กประถมหรือมัธยมเริ่มมีการประดิษฐ์อุปกรณ์เอง มีการโพสต์การใช้อุปกรณ์ลงโซเชียล เริ่มเห็นนักเรียนหญิงเริ่มมีอาการเมากัญชา นักเรียนข่มขู่ครูที่ไม่ให้ตนเองสูบกัญชา บางครั้งอาจต้องมีการตามเจ้าหน้าที่มาเพื่อรักษาสถานการณ์ในส่วนที่มีนักเรียนเกิดอาการไม่ปกติ ภาระงานของหน่วยบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องก็มีมากขึ้น แต่พบว่าสถานบำบัดหลายแห่งมีขีดความสามารถในการรับผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของกัญชาไม่เพียงพอ เรื่องของความเดือดร้อนในชุมชน มีควันรบกวนจากเพื่อนบ้าน

มีเกสรละอองของกัญชาปลิวมาจากในชุมชน เนื่องจากชุมชนปลูกและวิจัยกัญชาจำนวนมาก ผู้ที่เดือดร้อนเองก็ไม่รู้จะเรียกร้องกับผู้ใด เนื่องจากกัญชาไม่ใช่สารเสพติด ไม่ผิดกฎหมาย กรณีเกิดอุบัติเหตุจราจรและเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกัญชา เจ้าหน้าที่ไม่สามารถส่งตรวจกัญชาได้และในบริบทใกล้ตัวอย่างครอบครัว เราพบชายวัยทำงาน เป็นคุณพ่อ กลายเป็นคนที่ไม่ได้ทำงาน วัยรุ่นที่เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก็มีไม่ได้เรียนและไม่ได้ทำงาน ผู้ป่วยก็เกิดอาการผิดปกติและทำความเดือดร้อนให่แก่คนในครอบครัว” ผศ.นพ.ศุภกร กล่าว

ด้าน ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนมอง(ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. .. ซึ่งนำเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเปิดให้รับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค.-15 พ.ย. 2566 พบว่าหลายอย่างไม่แตกต่างจากร่างเดิม ที่เคยพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วก่อนจะมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2566 สาระสำคัญยังคงเป็นการปลดกัญชาจากบัญชียาเสพติด มีการอ้างว่าใช้กัญชาในทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

โดยมีข้อสังเกต เช่น มาตรา 3 ที่ระบุว่า หากใช้กัญชากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยผลิตภัณฑ์นั้น ก็ไม่ต้องถูกควบคุมในฐานะยาเสพติด ซึ่งหากไปดูต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยังไม่มีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ในขณะที่ประเทศไทยอนุญาตไปแล้ว, มาตรา 9 (1) ที่ระบุว่า สนับสนุนให้ประชาชนปลูกหรือแปรรูปกัญชา ข้อนี้ไม่สอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.),

มาตรา 29 อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาได้ไม่เกิน 15 ต้นต่อครัวเรือน โดยให้ผู้ปลูกจดแจ้งกับรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป และยิ่งส่งผลเสียอะไรมากมาย แต่หากผู้ปลูกเป็นสถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่ได้รับใบอนุญาต แบบนั้นยังพอรับได้เพราะมีการควบคุม อนึ่ง แม้จะมีการกำหนดหน้าที่ของผู้จดแจ้งขอปลูกกัญชา แต่กลับไม่มีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืน เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ในรัฐที่อนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ ผู้ปลูกต้องตัดช่อดอกไปทำลายทิ้ง รวมถึงห้ามเด็กและเยาวชนเข้าถึง,

มาตรา 60 ว่าด้วยการห้ามขายผลิตภัณฑ์กัญชา กำหนดเพียงการห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และบุคคลอื่นซึ่งจะให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศในกฎกระทรวง ซึ่งการออกกฎหมายลักษณะนี้ทำให้กัญชากลายเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไป เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยสรุปแล้วร่างกฎหมายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย จะทำให้ 1.ทำให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด 2.สามารถใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ 3.ส่งผลเสียต่อระบบสุขภาพในระยะยาว 4.ทำให้กลุ่มธุรกิจกัญชาได้ประโยชน์ 5.เกิดปัญหาธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน

ดังนั้น ควรมีการแก้ไขในเรื่องนี้ เช่น ควรทบทวนเนื้อหา (ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชงทั้งที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข ควรกำหนดให้ช่อดอก สารสกัดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น THC ที่ต่ำกว่า 0.2 หรือไม่ก็ตาม ควรเป็นส่วนที่ต้องควบคุม ในเรื่องของกัญชาที่ต้องควบคุมตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ทิงเจอร์ เรซิน ให้เป็นยาเสพติดให้โทษประภท 5 แต่อาจยกเว้นบางส่วนที่เป็นเปลือก ลำต้น ราก เส้นใย กิ่ง ก้าน เมล็ด ที่ไม่สามารถปลูกได้ ส่วนใบกัญชาควรควบคุมในระดับหนึ่ง

นอกจากนั้น ไม่ควรอนุญาตให้มีการผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา ซึ่งปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน บางรายถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล ดังนั้น อย. ควรทบทวนการออกประกาศอนุญาตดังกล่าว และรัฐอาจส่งเสริมกัญชงในฐานะพืชเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ควรส่งเสริมกัญชาเพราะเป็นยาเสพติด

“ประชาชนไม่ควรปลูกกัญชาได้ เพราะไม่มีประโยชน์และมีความเสี่ยงเอาไปใช้ที่ไม่เหมาะสม อาจมีการกำหนดบทเฉพาะกาล เช่น ให้มีผล 90 แต่ไม่เกิน 120 วัน เพื่อให้ธุรกิจกัญชาปรับตัวได้ ก็อาจให้เขาไปปรับตัวส่วนการเยียวยา ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรไปเยียวยา เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน ใครอยากต้องรับการเยียวยาก็ไปที่ภูมิใจไทย หรือจะไปที่ผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ไพศาล กล่าว

อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด นำโดยเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย และภาคีชาวกัญชาประเทศไทย รวมตัวกันบริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืน โดยมีแกนนำหลายคน อาทิ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย กล่าวว่า ข่าวการที่รัฐบาลประกาศจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดนั้นได้รับความสนใจจากชาวโลกเป็นจำนวนมาก

“เราต้องการทำกัญชาให้อยู่ภายใต้กฎหมาย อย่าผลักไสเราลงสู่ใต้ดินเหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา หมอยาหลายที่ทำยาแจกคนป่วย เราต้องยกต้นกัญชาหนีตำรวจ
เรามาวันนี้เพื่อการกฎหมายไม่ใช่หลบหนีกฎหมาย เราต้องการกฎหมายปกติควบคุมกัญชา อย่าเอากัญชาไปขังคุกยาเสพติดอีก” ประสิทธิ์ชัย กล่าว

ขณะที่แกนนำคนอื่นๆ ก็ร่วมกันกล่าวเสริม อาทิ “ลุงดำ” อร่าม ลิ้มสกุล ประธานวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเกาะเต่า กับ “หลวงสน”สนธยา แซ่โย้ หมอยาจากเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 2 หมอยาชื่อดัง ระบุว่า กัญชาคือยาดี ราคาถูก ปลูกเองได้ จากประสบการณ์ใช้กัญชารักษาผู้ป่วยหายนับหมื่นราย ทั้งโรคเบาหวาน ความดัน และใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่แพ้เคมีบำบัด ตลอดจนโรคอื่นๆ อีกมากมายมีผลการรักษาชัดเจน เป็นเสมือนทองคำเขียวที่ควรได้รับการสนับสนุน และมี พ.ร.บ.มาควบคุมให้ใช้เป็นที่เป็นทาง

จากนั้นผู้ชุมนุมฝ่ายคัดค้านการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ได้เดินขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง ระบุว่า “สังคมตกผลึกร่วมกันว่ากัญชานั้นต้องควบคุม ดังนั้น ขอให้รัฐบาลใช้ พ.ร.บ.กัญชาควบคุมเพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า และคัดค้านการควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติด” หากรัฐบาลตั้งธงว่ากัญชาต้องเป็นยาเสพติดจะต้องใช้กระบวนการวิจัยสาธารณะตัดสิน

จึงขอให้ตั้งกรรมการร่วมเพื่อจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบ และสำรวจวิจัยกัญชาในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมา เพื่อใช้ข้อเท็จจริงจากการวิจัยมากำหนดว่ากัญชาควรควบคุมด้วยกฎหมายใดจึงจะก่อประโยชน์มากกว่า เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยขอเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีดังนี้ 1.ไม่มีใครถกเถียงว่ากัญชาต้องควบคุมแต่จะควบคุมโดยกฎหมายยาเสพติดหรือ พ.ร.บ.กัญชา ให้ใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นข้อกำหนดสถานะ

โดยนายกรัฐมนตรีพึงตระหนักว่า การที่พรรคของท่านอยากเอากัญชากลับสู่ยาเสพติดเพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ผลิตกัญชาจะเหลือเพียงกลุ่มทุนใหญ่ และเมื่อพูดถึงกัญชาทางการแพทย์มันคือกัญชาที่อยู่ในมือของหมอแผนปัจจุบันและบริษัทยา ประชาชนจะไม่ได้ใช้กัญชาหรืออาจใช้ได้แต่ต้องจ่ายในราคาสูงมาก ข้อดีอย่างเดียวของการนำกัญชาสู่ยาเสพติดคือคนของพวกท่านจะเข้าควบคุมกัญชาที่มีมูลค่านับแสนล้าน

2.ขอให้ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์จำนวน2 ชุด เพื่อนำมากำหนดสถานะของกัญชาโดย “ชุดที่ 1” ข้อมูลเปรียบเทียบในประเด็นข้อดีข้อเสีย คุณสมบัติในการก่อโรคและคุณสมบัติในการรักษาโรค ระหว่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่และกัญชา หากปรากฏว่าคุณสมบัติทั้งสามประการ กัญชาร้ายแรงกว่าสุราและบุหรี่ รัฐบาลสามารถนำกัญชากลับสู่ยาเสพติด แต่หากผลการวิจัยปรากฏว่ากัญชาไม่ได้ร้ายไปกว่าแต่กลับเป็นยารักษาโรคให้กับคนยากจนและคนที่หมอไม่รับรักษาจนหายจากโรคมานับไม่ถ้วนก็ต้องให้กัญชาควบคุมโดยกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

“ชุดที่ 2” ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ เพื่อสำรวจวิจัยชุดข้อมูลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของพืชกัญชานับตั้งแต่การปลดล็อกเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2565 หากการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ทางร้ายแก่สังคมจนไม่อาจแก้ไข รัฐบาลสามารถนำกัญชากลับสู่ยาเสพติดแต่หากว่าผลการสำรวจวิจัย กัญชาก่อประโยชน์การรักษาชีวิตคนมามากมายและกิจการอื่นใดที่เกี่ยวกับกัญชาไม่ได้ส่งผลร้ายจนเกินจะแก้ไข ก็ให้นำกัญชาไปควบคุมโดยกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ

“ข้อเสนอทั้งสองประการเป็นข้อเสนอที่เป็นหลักการพื้นฐานของการกำหนดนโยบายสาธารณะ หากนายกรัฐมนตรียังตระหนักว่าตนเองกำลังเป็นผู้นำรัฐบาลก็จงหันกลับมาใช้กระบวนการที่ถูกต้องในการกำหนดสถานะของกัญชาแต่หากนายกรัฐมนตรีคิดว่าตัวเองเป็นคนของพรรคต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนในพรรคและบริวารว่านเครือ ท่านก็ไม่ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปและเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยจะปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลจนกว่านายกรัฐมนตรีจะยินยอมให้ใช้กฎหมายปกติในการควบคุมกัญชา” แถลงการณ์เครือข่ายฯ ระบุ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809917

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต  ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดใจ ‘อมรเทพ ฉลาดดี’ นักกิจกรรม ม.รังสิต ชวน ‘รู้จักตัวเอง’ ต่อยอดการเรียนสายวิชาที่ชอบ

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากการเรียนที่เราจะต้องโฟกัสเป็นอันดับแรกแล้วนั้น ประสบการณ์จากการทำกิจกรรม การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะนี่จะเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวนั้นเท่านั้น ที่เราจะได้สนุก และได้รับผิดชอบชีวิตของตัวเองก่อนจะเข้าสู่วัยทำงาน

นายอมรเทพ ฉลาดดี (อแมนด้า) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ตนเรียนจบสายวิทย์ – คณิต โรงเรียนนิยมศิลป์อนุสรณ์ จ.เพชรบูรณ์ และตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสาขาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ เพราะว่าชื่นชอบการใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าจะมีช่วงค้นหาตัวตนอยู่พักใหญ่ก็ตาม แต่เมื่อได้ลองเรียนสายวิทย์ – คณิต ก็พบว่า ระดับมหาวิทยาลัยถ้าเราสามารถเลือกเรียนสายวิชาที่เราชื่นชอบ ก็น่าจะต่อยอดไปยังสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ได้

“จากเพชรบูรณ์ สู่มหาวิทยาลัยรังสิต นี่เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจที่อแมนด้าเลือกเอง หลังจากเรียนจบ ม.ปลาย ก็อยากลองมาเรียนในกรุงเทพฯ หรือใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่างน้อยอยากได้ใช้ชีวิต อยากหาสังคมที่ตอบโจทย์ เอาจริงๆ ที่ ม.รังสิต ถือว่าปัง ตอบโจทย์ในทุกคำถาม อแมนด้าตอบได้ เพราะว่าตอนนี้เรียนปี 3 แล้ว ได้สัมผัสชีวิตนักศึกษา ได้เป็นนักกิจกรรม และมีไลฟ์สไตล์อย่างอิสระได้แบบที่ตัวเองอยากทำ อแมนด้าบอกได้เลยว่าคำว่าสังคมดีๆ ที่ตอบโจทย์ คือที่ม.รังสิต ยิ่งบรรยากาศในวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ที่นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งจริงๆ อาจารย์ รุ่นพี่ เพื่อนๆ ทำไมเหมือนรู้จักกันมาแต่ปางก่อน เราคอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ถามว่าทำไมเป็นแบบนั้น เพราะว่านอกจากการเรียนหนังสือแล้ว อแมนด้าและเพื่อนๆ ทำกิจกรรมของคณะ และมหาวิทยาลัยด้วย เลยกลายเป็นว่า ถึงเวลาก็
ไปเรียน เลิกเรียนก็มาเจอกันที่ห้องเส(ห้องสำหรับนักกิจกรรม) และก็ได้สุมหัวทำกิจกรรมด้วยกัน ตอนที่เข้ามาเรียนชั้นปี 1 อแมนด้าเป็นรุ่นที่สถานการณ์โควิดยังรุนแรง ทำให้ต้องเรียนออนไลน์ กิจกรรมที่ทำก็มีเงื่อนไขมากมาย แต่ก็ไม่สามารถมาเป็นปัญหาได้ เพราะเมื่อได้เจอหน้ากัน เมื่อทุกอย่างกลับมา On-siteทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เจอกัน และสนิทกันมากขึ้นค่ะ

พอขึ้นปี 2 เป็นช่วงเวลาที่เริ่มเป็นสต๊าฟทำกิจกรรม ตอนนั้นเราก็เริ่มจากเป็นทีมสันทนาการ ต้องครีเอทกิจกรรมหลายๆ อย่างค่ะและก็ต้องฝึกซ้อมสันทนาการด้วยเมื่อได้เข้ามาอยู่ตรงนี้ ทำให้อแมนด้าได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ มากขึ้น ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคน ทุกวันที่พวกเราใช้เวลาร่วมกัน ก็เพื่อวิทยาลัย เพื่อสิ่งที่พวกเราชื่นชอบ

จนกระทั่งปี 3 นี้ เรียกได้ว่าเป็นชั้นปีที่จะต้องเป็นหลักในการคิดกิจกรรม วางแผนงบประมาณ ประสานงานต่างๆ อแมนด้าเองได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ และน้องๆ เลือกให้เราได้เป็นนายกสภานักศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566 ใจของเราเองค่อนข้างกลัวในตอนนั้น กลัวจะทำมันออกมาได้ไม่ดี แต่เมื่อมีโอกาสนี่คือช่วงเวลาที่ต้องทำให้ตัวเราเองเชื่อมั่นตัวเราเอง อแมนด้าได้ทำหน้าที่หลากหลายทั้งต้องดูแลภาพรวมของทุกฝ่าย การติดต่อประสานงาน การสื่อสารกับผู้คนที่มีความหลากหลาย ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และอีกมากมาย แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ล้วนมีปัญหา แต่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเพราะเราค่อยๆ ฝึกตัวเองให้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่มีอีโก้ในการทำงาน หากเราเปิดใจก็จะสามารถสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันทุกคนในทีมได้ พอมองย้อนกลับไปทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถพัฒนามาเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นได้มากๆ”

เรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตอแมนด้าได้เรียกความมั่นใจของตัวเองกลับมาอย่างเต็มที่ เพราะสังคมและบรรยากาศที่นี่ ทุกคนก็ได้แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ระหว่างกันอย่างเหมาะสม

“สังคมที่ดี กลุ่มเพื่อนที่ดีพวกเราคอยสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อนเอกภาษาอังกฤษ เพื่อนห้องเสที่เป็นนักกิจกรรมด้วยกันอาจารย์ รุ่นพี่ และรุ่นน้อง อแมนด้าได้เห็นการเติบโตของตัวเองของเพื่อน ของน้อง แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองก็ตาม ก็เติบโตเปลี่ยนแปลง จึงสามารถพูดได้ว่ามหาวิทยาลัยรังสิตให้อะไรกับอแมนด้าเยอะมากค่ะ ได้เรียน ได้ทำงาน ได้มีทักษะต่างๆ ยิ่งเมื่อได้ทำกิจกรรมของวิทยาลัย ของมหาวิทยาลัย เราก็ได้รับสิ่งตอบแทนมาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่สำคัญที่สุดความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับทุกๆ วัน รู้สึกมั่นใจ และกล้าตัดสินใจมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”

สำหรับน้องๆ ที่ยังค้นหา ทำความรู้จักกับตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากเราตอบคำถามตัวเองไม่ได้ เพราะบางคำถามต้องใช้ระยะเวลาในการค้นหาคำตอบ หรือเราอาจจะยังคิดอะไรไม่ออก ตอบตัวเองไม่ได้ อแมนด้าก็แนะนำว่าเลือกเรียนภาษาที่คิดว่าชอบก่อนได้ เป็นทางเลือกที่ดีอีกหนึ่งทาง เพราะสุดท้ายภาษาคือพื้นฐานของการสื่อสาร และภาษาสามารถไปต่อยอดอาชีพได้มากมาย

‘China Education Expo’ หนุนคนไทยศึกษาต่อแดนมังกร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809915

‘China Education Expo’ หนุนคนไทยศึกษาต่อแดนมังกร

‘China Education Expo’ หนุนคนไทยศึกษาต่อแดนมังกร

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยศูนย์วัดระดับภาษาจีนนานาชาติ ร่วมกับ กรมการศึกษามณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน และสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล จัดกิจกรรม “China Education Expo” หรือ งานนิทรรศการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาของซานตง โดยมีดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ภายในงานมีการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “จีนมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร(How did China get to this day)” โดย นายกร ทัพพะรังสีนายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน มีสถาบันการศึกษาระดับอุมดมศึกษาซานตงเข้าร่วมกว่า 30 แห่ง และมีนักเรียนจากโรงเรียนของไทยเข้าร่วมงานกว่า 50 โรงเรียน ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อเร็วๆ นี้

อาจารย์จุฑามาศ ลิมศุภนาค หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม “China Education Expo” หรือนิทรรศการแนะแนวการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของมณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งทางความร่วมมือในด้านการศึกษาระหว่างมณฑลซานตงและประเทศไทย โดยเป็นช่องทางให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ ได้รับความรู้และข้อมูลสำหรับการวางแผนศึกษาต่อและการสอบวัดระดับความสามารถภาษาจีนกลาง หรือ HSK (Hanyu Shuiping Kaoshi) รวมถึงวิธีการขอทุนการศึกษาต่อในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการศึกษาในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังเป็นการสานสัมพันธ์เพื่อผลิตบุคลากรร่วมกัน รองรับตลาดแรงงานใน One Belt One Road(เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน) ภายในงานมีการจัดบูธ นิทรรศการจากสถาบันการศึกษากว่า 30 แห่งจากมณฑลซานตง เพื่อค้นหานักศึกษาที่สนใจเรียนต่อที่ประเทศจีน โดยหากมีคุณสมบัติสามารถสอบ HSK ได้ระดับ 4-5 จะได้รับทุนการศึกษา 100% และสามารถไปศึกษาต่อทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยได้ทันที

อาจารย์จุฑามาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการรับนักศึกษาในช่วงที่ผ่านมา พบว่านักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้ความสนใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในหลักสูตรสายภาษาเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องการเพิ่มพูนทักษะด้านภาษาเพื่อสร้างมูลค่าและโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับตนเอง ซึ่ง DPU นอกจากพัฒนาทักษะด้านภาษาทั่วไปแล้ว ยังเน้นการพัฒนาทักษะภาษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงไปของโลก อาทิ ทักษะภาษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Wellness รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซี่งกำลังเป็นเทรนด์ของโลกปัจจุบัน ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนชาวจีนมีแนวโน้มลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าว
ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรีสายภาษาจีนธุรกิจ จะช่วยเจาะลึกองค์ความรู้ด้านภาษารวมถึงศัพท์เฉพาะทางที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง และเปิดโอกาสในการได้งานที่ดีมากยิ่งขึ้น

“วิทยาลัยนานาชาติ DPU ได้เตรียมความพร้อมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษา ในการศึกษาต่อที่ประเทศจีน โดยมีการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่ทันสมัยมีอาจารย์ประจำหลักสูตรที่เป็นเจ้าของภาษาจีนโดยตรง รวมถึงมีการฝึกฝนทักษะเพื่อสอบผ่าน HSK ในระดับ 5 ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของจีน

นอกจากนี้ ภายในมหาวิทยาลัยยังมี Ecosystem หรือระบบนิเวศที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษา โดยมีนักศึกษาต่างชาติกว่า 3,000 คน และมีอาจารย์ชาวต่างชาติสอนถึง 1 ใน 4ของจำนวนอาจารย์ทั้งหมด ทำให้นักศึกษามีโอกาสได้สื่อสารและฝึกภาษากับเจ้าของภาษาโดยตรง ด้วยความพร้อมดังกล่าว จึงทำให้สถาบันการศึกษาจากเมืองซานตงสนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัย เพื่อสรรหานักศึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ โดยนักศึกษาเหล่านี้จะมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาต่อในจีนสูงกว่าปกติ” อาจารย์จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

นายนภดล เคนประทุม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ DPU กล่าวภายหลังเข้าร่วมงาน “China Education Expo” ว่า “จากการร่วมชมนิทรรศการกว่า 30 บูธ ได้รับความรู้และข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทศจีน ทั้งการวางแผนการเดินทาง การเตรียมตัว และการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีน นอกจากนี้มีบูธที่แนะนำการสอบ HSK ซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดความสามารถทางภาษาจีน ทำให้ผมรู้ว่าควรเลือกสอบ HSK ระดับใด และมีวิธีการขอรับทุนการศึกษาอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ยิ่งไปกว่านั้นผมให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบูธของมหาวิทยาลัยที่เน้นผลิตบัณฑิตสายอาชีพครูสอนภาษาจีนโดยเฉพาะ หากมีโอกาสก็พร้อมที่จะศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเหล่านั้น เพื่อตอบโจทย์ความฝันในการเป็นครูสอนภาษาจีนมืออาชีพในอนาคต”

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนเพิ่มทักษะทางด้านภาษา สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ https://ic.dpu.ac.th/ โทร.02-9549734 ต่อ 240

นำร่องการสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809913

นำร่องการสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น  แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

นำร่องการสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เคเอฟซี ประเทศไทย จับมือ กสศ. เดินหน้าโครงการ “KFC Bucket Search” นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ตั้งเป้ายกระดับชีวิตของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวน 300 คน ภายในปี 2567 หลักสูตรนอกกรอบของเคเอฟซีช่วยจุดประกายความหวังด้านการศึกษา และเปิดประตูสู่อาชีพที่ดีในอนาคต ภายใต้แนวคิดที่ว่า“ทุกศักยภาพไม่ควรถูกทอดทิ้ง” โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติมาร่วมงานงานจัดขึ้นที่สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษานางสาวภัทรา ภัทรสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริหารแบรนด์เคเอฟซี บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดร.ไกรยสภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นางจารุวรรณ บุญโตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ

พร้อมเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซีและสร้างหลักสูตรนอกกรอบ หรือ “หลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” เป็นการนำร่องการศึกษายืดหยุ่นที่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านการทำงานและเรียนไปพร้อมกันตัวอย่างวิชาเรียน เช่น ด้วยใจรักนักบริการ ที่จะเรียนรู้เรื่องของงานบริการในร้านอาหาร รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ หรือวิชาจักรวาลภาษาในโลกธุรกิจเพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นในการทำงาน และที่พิเศษอีกวิชาของเคเอฟซี คือ ตัวตึงวงการอาหาร และปรมาจารย์ด้านการครัว ที่จะทำให้เข้าใจมาตรฐานการทำสินค้าให้อร่อยถูกสุขลักษณะในทุกคำ

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809961

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.36 น.

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน ชื่นชมสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 40 แห่ง ร่วมลดดอกเบี้ยให้ครูปลดหนี้ได้เร็วขึ้น

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจมาก ข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2567 ถึง วันที่ 10 มิถุนายน 2567 พบว่า มีผู้สมัครใจมาลงทะเบียนกับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ.จำนวน 7,820 คน จาก 245 เขตพื้นที่การศึกษา รวมผู้ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาสำเร็จแล้ว จำนวน 710 คน คิดเป็นมูลค่าหนี้ที่แก้ไขสำเร็จแล้ว จำนวน 2,130 ล้านบาท จำแนกเป็น กลุ่มสีเหลือง 1,370 คน แก้ไขสำเร็จ 159 คน อยู่ระหว่างดำเนินการ 1,211 คน กลุ่มสีแดงไม่ถูกฟ้อง 4,660 คน แก้ไขสำเร็จ 468 คน อยู่ระหว่างดำเนินการ 4,192 คน และกลุ่มสีแดงถูกฟ้อง 971 คน แก้ไขสำเร็จ 83 คน อยู่ระหว่างดำเนินการ 888 คน และมีกลุ่มรอเข้าระบบ 819 คน ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่ามีครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ.จำนวน 439,858 คน ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้สินมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นและปลดภาระหนี้สินได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งสืบเนื่องจากได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงิน และ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ข้อมูลถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2567 พบว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จำนวน 40 แห่ง ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง และ ในจำนวนนี้มีถึง 10 แห่ง ที่คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญไม่เกินร้อยละ 4.75 ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี จำกัด อัตราดอกเบี้ย 4.75% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุทัยธานี 4.75% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครศรีธรรมราช 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครสวรรค์ 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพิจิตร 4.25% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระบุรี 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุโขทัย 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเครือข่ายพัฒนาชีวิตครูแพร่ 3.5% และในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพระนครศรีอยุธยา จำกัด ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง เหลือ 4.75 %

“ผมขอขอบคุณสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกแห่ง ที่ให้ความร่วมมือในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง ซึ่งช่วยให้ครูและบุคลากรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ลดภาระหนี้สินและมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น และอยากให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่ยังไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลงด้วย โดยผมได้มอบหมายให้ นายภูมิ พระรักษา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ.ไปศึกษาข้อกฎหมายและความเป็นไปได้ ในการให้สมาชิกของสหกรณ์ฯที่มีหนี้สินอยู่กับสหกรณ์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง สามารถโอนย้ายความเป็นสมาชิกและหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดไปอยู่กับสหกรณ์ฯ ที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าได้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูได้มากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809706

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ  ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

23 มิถุนายน ของทุกปีเป็น วันคล้ายวันสถาปนาของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ซึ่งปีนี้ครบรอบ 15 ปี โดยที่ผ่านมา พกฉ. ทำหน้าที่ในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร รวมทั้งการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรเชิงประจักษ์สู่สังคม ผ่านการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนิทรรศการหมุนเวียน งานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติ และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง การถ่ายทอดและส่งต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาเรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในปี 2566 พกฉ. มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ พันธกิจและเป้าหมายขององค์กร ในการไปสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งการเรียนรู้ พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์เกษตรและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานของปี 2566 ที่ผ่านมา พกฉ.เผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร ให้กับผู้เข้าชมและเข้าเรียนรู้ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เกษตรกร บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 700,000 คน บนพื้นที่ 374 ไร่ผ่านกิจกรรมและการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 13 หลักสูตร กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับโครงการท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดมหกรรมเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการหมุนเวียนจำนวน4 ครั้ง จัดตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดแห่งมิตรภาพ ตลาดแห่งองค์ความรู้และการแบ่งปัน ตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัย จำนวน 11 ครั้ง ตลอดจนการจัดนิทรรศการสัญจรไปยังกลุ่มเป้าหมายกว่า 12 ครั้ง โดยร่วมมือกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนปี 2567 นี้ ได้กำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร โดยได้มีการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัย และมีการเรียนรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พื้นที่แห่งการเรียนรู้“กษัตริย์ เกษตร” สอดคล้องการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ พลังแห่งแผ่นดิน เพื่อสร้างความสุขที่พอเพียงด้วยวิถีเกษตรไทย ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ให้มากยิ่งขึ้นและทำงานขยายผลเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ให้ครบจำนวน 72 จังหวัด และเพิ่มเติมในอนาคตให้ครบทุกจังหวัดต่อไป โดยความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และภาคีความร่วมมือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำคัญของทุกภาคของไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคมสู่การพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2529-2212-13,08-7359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809707

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร “ขุยมะพร้าว” ผ่านกระบวนการทางรังสี “เรเดียน -คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” แพลตฟอร์มการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ประโยชน์จากขุยมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกพืชคุณภาพสูง ผลงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) คว้ารางวัลนานาชาติ เหรียญเงิน Silver Medal Award จาก 17th International Invention and Innovation Contest (INTARG2024) ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์ในหลายแขนง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีความมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยและนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น และในปี 2567 มีงานวิจัยของ สทน. ที่มีความโดดเด่นได้รับรางวัลระดับนานาชาติหลายรางวัล ทั้งงานวิจัยทางด้านการแพทย์ งานวิจัยทางอุตสาหกรรม สำหรับงานวิจัยทางด้านเกษตรกรรมที่ได้รับรางวัลในปีนี้คือ

“เรเดียน-คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” แพลตฟอร์มการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ประโยชน์จากขุยมะพร้าว พัฒนาเป็นวัสดุเพาะปลูกคุณภาพสูง ได้รับรางวัลเหรียญเงิน Silver Medal Award จากการประกวดในเวที The 17th International Invention and Innovation Show (INTARG 2024) ระหว่างวันที่ 21-23 พ.ค. 2567 ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล NRCT Honorable Mention Award จาก Nation Research Council of Thailand (NRCT) ในงาน INTARG2024 ผลงานวิจัยนี้มี ดร.ละมัย ใหม่แก้ว เป็นหัวหน้าทีมวิจัย นักวิจัยร่วมโครงการ ได้แก่ นางสาวภัทรา เลิศศราวุธ ดร.ธนกร แสงทวีสินนายวิชัย ภูริปัญญวานิช และนางสาวฉัตรสุดา คงเพ็ง

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์รองผู้อำนวยการ สทน. 

ดร.ละมัย ใหม่แก้ว หัวหน้าทีมวิจัย “เรเดียน-คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการคิดค้นกรรมวิธีผลิตวัสดุเพาะปลูกทดแทนพีทมอสที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก โดยใช้ขุยมะพร้าวซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย โดยทั่วไปขุยมะพร้าวที่ยังไม่ผ่านกระบวนการใดๆ ในท้องตลาดจำหน่ายในราคาเฉลี่ยลิตรละ 1 บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปร่วมกับการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์พัฒนาเป็นวัสดุเพาะปลูกที่มีคุณภาพสูงจะทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น มีต้นทุนเฉลี่ยลิตรละ 10 บาท เพื่อทดแทนการนำเข้าพีทมอสจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาขายในประเทศเฉลี่ยลิตรละ 10-17 บาท ขุยมะพร้าวที่นำมาผลิตผ่านกระบวนการนี้ มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของพืช ช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูก อีกทั้งในกระบวนการผลิตก็เป็นวิธีที่ลดการใช้ความร้อน ลดการใช้สารเคมี และลดปริมาณของเสียสู่สิ่งแวดล้อม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยกรรมวิธีดังกล่าวมี3 ชนิด คือ 1) Radiant-Coir :วัสดุเพาะปลูกปลอดเชื้อรา จุลินทรีย์ และไข่แมลง โดยนำขุยมะพร้าวบดละเอียดมาล้างสารแทนนินออกด้วยน้ำประปา ผึ่งแดดจนแห้งสนิท นำขุยมะพร้าวปลอดแทนนินมาผสมพีทมอส นำไปฉายรังสีจะได้วัสดุเพาะกล้าที่มีคุณภาพสูง มีเชื้อโรคปนเปื้อนน้อยลง เหมาะแก่การนำไปเพาะปลูกกล้าพืช 2) การผลิต Radiant-CoirGel เป็นการผลิตเจลจากขุยมะพร้าว พัฒนาเป็นแผ่นเจลที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีสามารถดูดซับและเก็บกักน้ำได้มากถึง 116 เท่า ของน้ำหนักแห้ง นำไปผสมกับวัสดุเพราะปลูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ลดการใช้น้ำ และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 3) การผลิต Radiant-Sorp เป็นการผลิตโฟมจากแทนนินที่สกัดจากน้ำล้างขุยมะพร้าว มีคุณสมบัติสามารถดูดซับสารละลายเหล็กจากน้ำได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน งานวิจัยนี้ นอกจากจะช่วยในเรื่องการส่งเสริมทางเศรษฐกิจแล้วยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ศูนย์สอบฯแจงข้อผิดพลาด’สอบครูผู้ช่วย 2567′ ยกคะแนนให้ฟรี 41 ข้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809766

ศูนย์สอบฯแจงข้อผิดพลาด'สอบครูผู้ช่วย 2567' ยกคะแนนให้ฟรี 41 ข้อ

ศูนย์สอบฯแจงข้อผิดพลาด’สอบครูผู้ช่วย 2567′ ยกคะแนนให้ฟรี 41 ข้อ

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.05 น.

ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ชี้แจงข้อผิดพลาดสอบครูผู้ช่วย 2567 ยกผลประโยชน์ให้ผู้สอบ โดยยกคะแนนฟรี 41 ข้อ ยืนยันว่าผู้สอบต้องได้รับความยุติธรรมทุกคน

10 มิ.ย.67 จากกรณีของการสอบครูผู้ช่วย สพฐ.2567 ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ข้อสอบที่ยาก และมีข้อผิดพลาดในข้อสอบหลายวิชา นำมาซึ่งข้อเรียกร้องให้คณะกรรมการพิจารณาตรวจข้อสอบใหม่อีกครั้ง

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความระบุ 

เรียน ผู้สอบครูผู้ช่วย สพฐ.2567

ก่อนอื่น ศูนย์สอบฯ ขออภัยในข้อบกพร่องเรื่องการจัดทำข้อสอบ และยินดีรับข้อทักท้วงและเสนอแนะทุกประการ ในระหว่างการสอบ 2 วันนี้ คณะกรรมการ ได้มีการรับทราบข้อมูลโดยตลอด และหาทางแก้ไข ก่อนอื่นขอเรียนเหตุผล และข้อมูลดังนี้

1.การสอบ ครูผู้ช่วย สพฐ.2567 ต้องยุติธรรม ต่อทุกสาขาเอกวิชา และระบบการบริหารจัดการ เน้นเรื่องความปลอดภัย ต้องโปร่งใส ไม่มีเรื่องทุจริต ทั้งสามารถให้ผู้สอบ หรือหน่วยงานตรวจสอบเข้าตรวจสอบภายหลังได้

2.ศูนย์สอบแบ่งคณะกรรมการออกเป็น 3 ทีม ทีมออก ทีมเลือก ทีมพิมพ์ข้อสอบ โดยทุกทีม หลังจากได้รับมอบหมายงานจะถูกเก็บตัว และไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของทีมอื่น

3.หลักของการออกข้อสอบ ภาค ก. คือไม่ให้เอกใด มีความได้เปรียบเสียเปรียบ ดังนั้น คณิตศาสตร์จะเน้นเรื่องการหาคำตอบคล้ายข้อสอบ กพ.(แต่หลายคนบอกง่ายกว่า) เรื่องโจทย์ภาษาไทย ยาว 3-4 หน้า เป็นการวัดเรื่องการจับใจความ สรุปความซึ่งจริงๆไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด เพราะมีคำตอบบอกชัดในโจทย์ (ย้ำว่าไม่ใช่กับดักเวลา) ส่วนภาษาอังกฤษ (หลายคนบอก MVP)เแค่วัดคนพอสื่อสารภาษาอังกฤษได้ หรือไม่ได้เท่านั้น ส่วนวิชาการเป็นข้าราชการที่ดี(ดาวร้าย) ก็อาจดูยากไปแต่ จริงๆก็อยู่ในกรอบเนื้อหาและ การเป็นข้าราชการท่านต้องมีความรู้เหล่านี้ด้วย วิชานี้ทุกเอกไม่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบเท่าไร จึงต้องรับบทผู้ร้าย ทั้งหมดนี้เพื่อคัดผู้สอบไปแข่งกันที่แต่ละเอกวิชา

4. ในส่วนคำเฉลย ภาค ก. ทั้ง 3 วิชา คณะกรรมการ ให้เป็นไปตามที่ผู้ออก เฉลยไว้ ครับ

5.วันนี้ คณะกรรมการได้รับข้อทักท้วงเรื่องข้อสอบ หลังเวลาสอบเสร็จสิ้น จึงมีการประชุมกับ ทั้งผู้ออก ผู้เลือก ผู้พิมพ์ข้อสอบ โดยใช้ข้อมูลจาก ใบรายงานเหตุการณ์ที่ผู้สอบเขียน และข้อมูลที่ได้รับจากเพจศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ทำให้สรุปได้ว่าเกิดความผิดพลาด 3 สาเหตุหลัก

– ผู้ออกข้อสอบ เขียนด้วยลายมือ และบางข้อที่มีปัญหานั้น มีหลาย version ข้อนั้นเลยมีตัวเลือกทั้ง Version เก่าใหม่ (บางข้อที่มีปัญหาผู้ออกทำตัวเลือกผิดแต่ต้นทาง)

– ผู้เลือกไม่มีสิทธิ ทราบคำเฉลยได้แต่เพียงเลือกข้อสอบ ทำให้การเลือกข้อสอบบางข้อหลุดไปจริงๆ

– ผู้พิมพ์ข้อสอบ ต้องพิมพ์ตามข้อสอบที่คัดเลือกแล้ว แต่เนื่องจากเป็นลายมือ และไม่มีความรู้เรื่องศัพท์เฉพาะ โดยคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ข่้อที่ใช้สูตร พิมพ์ผิดเยอะ (ทราบภายหลัง)ประกอบกับผู้ตรวจทานมีเวลาน้อย ต้องรีบส่งต้นฉบับ และต้องไม่ให้ผู้ออกข้อสอบรู้ว่า ข้อใดถูกเลือกใช้สอบ ดังนั้นผู้ออกข้อสอบจึงไม่มีสิทธิตรวจต้นฉบับ

6.สำหรับ ข้อสอบวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ทั่วไป ปีนี้คณะกรรมการ ออกข้อสอบตัดสินใจ รวมชุดกันและใช้ข้อสอบเดียวกัน โดยหลังการสอบจะเสนอให้ สพฐ. พิจารณา ให้ผู้สอบทราบขอบเขตโครงสร้างข้อสอบ ก่อนประกาศการสอบ ทุกวิชาเอก

7. หลังการร่วมกันพิจารณามี มติ เรื่องการพิจารณา ยกประโยชน์ให้ผู้สอบ(ให้คะแนนทุกคน) ดังนี้

– วิชามาตรฐานความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ให้คะแนนฟรี 1 ข้อ

– วิชาความรอบรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มี 1 ข้อ ที่มี 2 ตัวเลือกที่ถูก

วิชาเอก
– เอกคณิตศาสตร์ มีข้อฟรี 11 ข้อ
– ฟิสิกส์ มีข้อฟรี 2 ข้อ
– เอกนาฎศิลป์ มีข้อฟรี 1 ข้อ
– วิทยาศาสตร์/วิทยาศาสตร์ทั่วไป มีข้อฟรี2 ข้อ
– สังคม 1 ข้อ
– ญี่ปุ่น 1 ข้อ
– ภาษาไทย มี 1 ข้อ ที่มี 2 ตัวเลือกที่ถูก
– พลศึกษา มีข้อฟรี 1 ข้อ และมี 1ข้อที่มีตัวเลือกถูก 2ข้อ
– บรรณารักษ์ มีข้อฟรี 1 ข้อ
– ดนตรีไทย มีข้อฟรี 1 ข้อ
– เคมี มีข้อฟรี 4 ข้อ และมี 1ข้อที่มีตัวเลือกถูก 2ข้อ
– ชีววิทยา มีข้อฟรี 5 ข้อ
– ดนตรีสากล มีข้อฟรี 4 ข้อ
– ประถมศึกษา มีข้อฟรี 2 ข้อ
– ธุรกิจศึกษา มีข้อฟรี1 ข้อ
– วิศวกรรมศาสตร์ มีข้อฟรี 1 ข้อ
– การศึกษาพิเศษ มีข้อฟรี2ข้อ

8. ในส่วนผู้ที่ไม่ฝนรหัสชุดข้อสอบ ศูนย์สอบจะต้องหารือกับ สพฐ.ก่อนไม่สามารถสรุปได้ตอนนี้ครับ

ทั้งหมดทั้งปวง คณะกรรมการของศูนย์สอบต้องขออภัย ในข้อผิดพลาด และขอนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุง กระบวนการจัดสอบให้ดียิ่งขึ้น และขอยืนยันว่าผู้สอบครูผู้ช่วย สพฐ.2567 ต้องได้รับความยุติธรรมทุกคนครับ

เสมา2 นั่งหัวโต๊ะรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ กลุ่มมาตรา 38 ค(2) รับปากปัญหาไหนทำได้ทำทันที

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809748

เสมา2 นั่งหัวโต๊ะรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ กลุ่มมาตรา 38 ค(2) รับปากปัญหาไหนทำได้ทำทันที

เสมา2 นั่งหัวโต๊ะรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ กลุ่มมาตรา 38 ค(2) รับปากปัญหาไหนทำได้ทำทันที

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.27 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2567  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการการทบทวนโครงสร้างและแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยมี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา, ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, สำนักงานปลัดศธ., และตัวแทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  9 กลุ่ม 1 หน่วยงาน, และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 2 โรงเรียนราชวินิตมัธยม กทม. 

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 38 ค(2) ซึ่งวันนี้ตัวแทนทุกกลุ่มของบุคลากรได้มาพูดคุย ซึ่งตนได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้มาพูดคุยโดยมี มี เลขาธิการ กพฐ. กคศ., สภาการศึกษา, คุรุสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยแนวทางแรกได้หารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องอัตรากำลัง ที่กลุ่มงานต่างๆ ของมาตรา 38 ค (2) ที่อยู่ตามเขตพื้นที่นั้นขาดอัตรากำลังไม่เพียงพอ สำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้จะต้อง จะต้องทำเรื่องเสนอถึงคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขอแปลอัตราเกษียณของครูผู้สอนที่เหลืออยู่ให้มาเป็นอัตราในมาตรา 38ค(2) โดยศธ.จะเสนอข้อมูลในเนื้องานที่จำเป็น หรือเหตุผลในการขอแปลอัตราจากครูผู้สอนมาเป็นตำแหน่งใน มาตรา 38 ค(2)  สองจะต้อง มีการแก้ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตรงนี้ทางเลขาธิการ กพฐ.จะต้องไปหารือกับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย ที่มีปลัดศธ.เป็นเลขาธิการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่ือหารือถึงเนื้องานระหว่างศึกษาธิการจังหวัด กับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เนื้องจากอัตรากำลังของการศึกษาอื่น มาตรา 38ค(2) ที่มีปัญหานั้นเคยอยู่เขตพื้นที่การศึกษามาก่อน แต่เมื่อตั้งศึกษาธิการจังหวัด ก็มีการแบ่งงานและเอาคนไปช่วยงานที่ศึกษาธิการจังหวัด  แต่ตอนนี้งานโอนกลับมาเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว แต่คนยังไม่ได้คืน ซึ่งเรื่องนี้หลายรัฐมนตรีมีความพยายามทำแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ  วันนี้ เราจะติดตามให้ได้รับความสำเร็จว่าความจำเป็นของศึกษาธิการจังหวัด และสำนีกงานเขตพื้นที่ฯเป็นอย่างไร ถ้าเกินก็ขอคืน แต่ถ้าขาดก็ต้องช่วยกันเพราะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องตามความสมัครใจด้วย และเท่าที่รับฟังบุคลากรเหล่านี้เขาสมัครใจที่จะกลับมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น เรื่องนี้ก็น่าจะแก้ไขได้เร็วขึ้น

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องความก้าวหน้าของตำแหน่งต่างๆของ มาจรา 38 ค (2) ขอมานั้น ก็มอบให้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปพิจารณาเรื่องการแก้กฏหมาย แก้มาตราที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากที่จะต้องแก้ไข ซึ่งทุกรายละเอียดปลีกย่อยจะบอกเลยว่าตรงไหนรับผิดชอบ และเสร็จที่ใคร หรือถ้าต้องแก้ที่รัฐมนตรี  หรือ  คณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็ต้องดำเนินการรงจุดนั้น ทุกระดับพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ความขาดแคลน ความก้าวหน้า สิ่งที่เป็นปัญหาจะได้รับการคลี่คลาย ตนเชื่อว่าต่อไปนี้จะมีความชัดเจนและมีกำหนดไทม์ไลน์ของทุกฝ่ายที่รับผิดชอบด้วย

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมพูดคุยกันวันนี้ รวมถึงตัวแทนของ 38 ค(2) ทุกกลุ่มตามเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆที่นำข้อเสนอแนะมาพูดคุยด้วยเหตุผล มารับฟังและช่วยเสนอแนะว่าสมควรจะแก้ไขแบบนี้ ซึ่งทางศธ.ก็ได้รับฟังข้อเสนอแนะที่ดีและเห็นด้วย ส่วนการทำงานแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น ตนจึงเสนอในที่ประชุมว่าอาจจะต้องตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามแต่ละเรื่องและต้องกำหนดระยะเวลาจะได้ทราบได้ว่าแต่ละเรื่องจะเสร็จเมื่อไหร่ 

“ ก็ขอให้บุคลากร มาตรา 38 ค(2) สบายใจได้ว่าวันนี้เรามีทิศทางที่ดีและชัดเจนขึ้น ไม่มีใครหลอกใครได้แล้ว เพราะผู้ใหญ่ในศธ.ตั้งใจมาหาลือกันและวันนี้ก็ลงรายละเอียดของปัญหาและมีความคืบหน้าว่าปัญหาอยู่ตรงจุดไหน ถ้าอยู่ที่ศธ.ก็จะหาทางแก้ไขเลย แต่ถ้าอยู่นอก ศธ.ผมและ รมว.ศธ.ก็พร้อมจะประสานหน่วยงาน คณะรัฐมนตรี  หรือ รัฐบาล เพราะศธ.ตั้งใจแก้ปัญหาจริงๆ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและอยากให้รู้ว่าศธ.เป็นห่วงอะไรที่เป็นปัญหา ศธ.มีหน้าที่กำกับดูแลก็ต้องแก้ไขปัญหา เรื่องใดที่เราทำได้ ทำดี ทำได้ ทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.“ นายสุรศักดิ์ กล่าว 

ด้านว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ภายหลังรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในวันนี้แล้ว ปัญหาใดที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรี ก็รับไปแก้ไขเลย อันไหนเป็นอำนาจของเลขาธิการ กพฐ. ก็รับมาทำ ส่วนอันไหนที่เป็นอำนาจของสำนักงาน ก.ค.ศ. ก็เสนอให้ ก.ค.ศ.แก้ไข ส่วนอันไหนที่ต้องรอกฏหมาย ก็ต้องรอ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

“กลุ่มที่มาวันนี้ เป็นผู้แทนของ 38 ค(2) ทั้ง 9 กลุ่ม 1 หน่วยงาน ซึ่งเลือกมากลุ่มละ 3 คน  วันนี้หลังจากที่ผมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะแล้ว ก็จะนำไปสังเคราะห์เป็นเรื่องมๆ เรื่องใดทำได้ทันทีก็ทำให้เลยตามนโยบาย รมว.ศธ. เรื่องไหนต้องรอ กฏหมายก็ต้องรอคณะรัฐมนตรี  ซึ่งเรื่องที่กลุ่ม 38 ค(2) มีความกังวล คือ เรื่องคนที่น้อย จากเดิม เรามีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 175 เขต ซึ่งแต่ละเขตมีคน  80-100 คน ต่อมาเพิ่มเขตพื้นที่ฯเป็น 185 เขต แต่คนเท่าเดิม  และต่อมาได้เพิ่มเขตพื้นที่ฯเป็น 245 เขต คนก็ยังเท่าเดิมจึงเป็นที่มาของปัญหา และในปี 2560 ได้แยกไปตั้งศึกษาธิการจังหวัด และตั้งศึกษาธิการภาค  แต่เอาคนในเขตพื้นที่ฯไปอีก จึงเกิดปัญหาทำให้เขตพื้นที่ฯมีคนน้อยลงไปเลื่อยๆ แล้วความก้าวหน้าก็ไม่มีเขาจึงมาทวงสิทธิ หน่วยไหนที่เสร็จภาระกิจแล้วก็ควรคืนคนให้เขาบ้าง จะได้มีคนทำงาน มีขวัญกำลังใจ มีความก้าวหน้า ดังนั้น อันไหนที่ สพฐ.แก้ไขให้ได้ก็จะรีบแก้ไขให้ทันที“ เลขาธิการ กพฐ. กล่า