รัฐบาลชวน‘ลูกหนี้ กยศ.’ ลงทะเบียนขอเงินที่ชำระเกินคืนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791798

รัฐบาลชวน‘ลูกหนี้ กยศ.’ ลงทะเบียนขอเงินที่ชำระเกินคืนได้

รัฐบาลชวน‘ลูกหนี้ กยศ.’ ลงทะเบียนขอเงินที่ชำระเกินคืนได้

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567, 09.32 น.

รัฐบาลเชิญชวน‘ลูกหนี้ กยศ.’ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ เพื่อขอรับเงินคืนในส่วนที่ชำระเกิน ทาง http://www.studentloan.or.th

8 มีนาคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คำนวณยอดหนี้คงเหลือใหม่ตาม พ.ร.บ. กยศ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ให้แก่ผู้กู้ยืมกลุ่มเร่งด่วนที่ถูกบังคับคดีหรือถูกอายัดเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จำนวน 50,614 ราย ทำให้ผู้กู้ยืมบางรายมีสถานะปิดบัญชีได้ทันทีและมีผู้กู้ยืมที่จะได้รับเงินคืนในส่วนที่ชำระเกินจำนวน 3,494 ราย นั้น

นายคารม กล่าวว่า กองทุนฯ ได้มีการออกหนังสือแจ้งผู้กู้ยืมแต่ละรายให้ลงทะเบียนรับเงินคืนและเริ่มดำเนินการจ่ายเงินคืนแล้วผ่านระบบโอนเงินแบบพร้อมเพย์ที่ผูกบัญชีธนาคารด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืมเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

“ขอเชิญชวนลูกหนี้ กยศ.ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เพื่อขอรับเงินคืนทางเว็บไซต์ “กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา” โดย กศย. จะเร่งคืนเงินให้ตามลำดับต่อไป” นายคารม กล่าว

‘รมช.สุรศักดิ์’ ให้กำลังใจครูผู้ตรวจข้อสอบอัตนัย O-NET วิชาภาษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791755

'รมช.สุรศักดิ์' ให้กำลังใจครูผู้ตรวจข้อสอบอัตนัย O-NET วิชาภาษาไทย

‘รมช.สุรศักดิ์’ ให้กำลังใจครูผู้ตรวจข้อสอบอัตนัย O-NET วิชาภาษาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.01 น.

“รมช.สุรศักดิ์” ให้กำลังใจครูผู้ตรวจข้อสอบอัตนัย O-NET วิชาภาษาไทย ชื่นชมทำงานด้วยความทุ่มเทเสียสละ เผย สทศ. ประกาศผลทดสอบ O-NET วันที่ 27-28 มี.ค.นี้ ชี้การสอบข้อสอบอัตนัย ช่วยนักเรียนได้พัฒนาทักษะ “การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ สรุปใจความสำคัญ และเชื่อมโยงความคิด”

7 มีนาคม 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ครูผู้ตรวจประจำศูนย์ตรวจ ครูผู้ตรวจผ่านระบบออนไลน์ และคณะทำงานประจำศูนย์ตรวจข้อสอบอัตนัย O-NET วิชาภาษาไทย ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี โดยมี ผศ.ดร.ศิริดา บุรชาติ ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) (องค์การมหาชน) วิทยากร ครูผู้ตรวจประจำศูนย์ตรวจ ครูผู้ตรวจผ่านระบบออนไลน์ และคณะทำงานประจำศูนย์ตรวจ ร่วมให้การต้อนรับ 

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานการตรวจข้อสอบอัตนัย การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ( O-NET ) วิชาภาษาไทย ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 ในวันนี้ จากคำกล่าวรายงานจะเห็นได้ว่า สทศ. มีการพัฒนาการสอบ O-NET วิชาภาษาไทยด้วยรูปแบบข้อสอบอัตนัยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการพัฒนาวิธีการตรวจ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการดำเนินการตรวจข้อสอบอัตนัย สอดคล้องกับนโยบายของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ​ รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมีการเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะเห็นได้จาก สทศ. ได้มีความร่วมมือกับสถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมครูผู้ตรวจข้อสอบอัตนัย การจัดทำเกณฑ์การตรวจและการเป็นศูนย์ตรวจข้อสอบอัตนัย โดยความร่วมมือกับครูในการตรวจข้อสอบอัตนัยในครั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลาการตรวจระหว่างวันที่ 7-16 มีนาคม 2567 

“สำหรับปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการทดสอบ 658,932 คน คิดเป็นจำนวนกระดาษคำตอบที่ต้องดำเนินการตรวจ 2,635,728 แผ่น มีครูผู้ตรวจ 908 คน และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียนเข้ารับการทดสอบ 409,777 คน คิดเป็นจำนวนกระดาษคำตอบที่ต้องดำเนินการตรวจ 819,554 แผ่น มีครูผู้ตรวจ 832 คน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในการเป็นศูนย์ตรวจ นอกจากนี้ สทศ. ได้มีการนำร่องศึกษาและวิจัยการตรวจกระดาษคำตอบผ่านระบบออนไลน์ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 172 คน ส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตรวจด้วยระบบออนไลน์ 100%  โดย สทศ. จะประกาศผลการทดสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในวันที่ 27 มีนาคม 2567 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในวันที่ 28 มีนาคม 2567 ซึ่งผลทดสอบจะใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาตนเองของผู้เรียน วางแผนการจัดการเรียนการสอนของครู และผู้บริหารระดับสูงได้นำผลไปกำหนดนโยบายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาต่อไป” รมช.สุรศักดิ์ กล่าว 

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สทศ. มีการนำระบบการตรวจแบบออนไลน์ มาใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งสามารถดำเนินการตรวจได้ทั้งในศูนย์ตรวจและที่พักอาศัยของผู้ตรวจ สอดคล้องกับนโยบาย “Anywhere Anytime”การสอบด้วยข้อสอบอัตนัย ส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ การสรุปใจความสำคัญ การเชื่อมโยงความคิด และการสื่อสารของตนเอง รวมถึงการแสดงความคิดเห็นและการโต้แย้งอย่างมีเหตุผลได้ดีขึ้นถือเป็นการพัฒนาสมรรถนะด้านการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดีในการตรวจข้อสอบอัตนัยครั้งนี้ รู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนานวัตกรรม ด้านการทดสอบทางการศึกษาของ สทศ. รวมถึง ครู อาจารย์ และคณะทํางานทุกท่าน ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาทางการศึกษา ตนขอขอบคุณในความทุ่มเทเสียสละและขอเป็นกําลังใจให้กับครูทุกท่าน ทั้งยังขอให้การตรวจข้อสอบอัตนัยในครั้งนี้ประสบผลสําเร็จตามวัตถุประสงค์
-009

‘มโหธรเทวี’ นางสงกรานต์ปี 2567 เปิดคำทำนายปีนี้ ‘น้ำน้อย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791717

'มโหธรเทวี' นางสงกรานต์ปี 2567 เปิดคำทำนายปีนี้ 'น้ำน้อย'

‘มโหธรเทวี’ นางสงกรานต์ปี 2567 เปิดคำทำนายปีนี้ ‘น้ำน้อย’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.40 น.

สวธ. เผยแพร่ประกาศพร้อมภาพวาด “นางมโหธรเทวี” นางสงกรานต์ พุทธศักราช 2567

7 มีนาคม 2567 นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดทำภาพวาดนางสงกรานต์ ประจำปี ๒๕๖๗ พร้อมเผยแพร่ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ จากฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ดังนี้

ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช 2567 ปีมะโรง (เทวดาผู้ชาย ธาตุทอง) ฉอศก จุลศักราช 1386 ทางจันทรคติ เป็น ปกติ มาสวาร ทางสุริยคติ เป็น อธิกสุรทิน

วันที่ 13 เมษายน เป็น วันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 5ค่ำ เดือน 5 เวลา 22 นาฬิกา 24 นาที

นางสงกรานต์ ทรงนามว่า มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จไสยาสน์ลืมเนตรมาเหนือหลัง มยุรา (นกยูง) เป็นพาหนะ

วันที่ 16 เมษายน เวลา 02 นาฬิกา 15 นาที 00 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น 1386 

ปีนี้ วันอังคาร เป็น ธงชัย , วันพฤหัสบดี เป็น อธิบดี , วันจันทร์ เป็น อุบาทว์ , วันเสาร์ เป็น โลกาวินาศ

ปีนี้ วันอังคาร เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 300 ห่า  ตกในโลกมนุษย์ 30 ห่า ตกในมหาสมุทร 60 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 90 ห่า  ตกในเขาจักรวาล 120 ห่า  นาคให้น้ำ 7 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 5 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ จะได้ผลกึ่ง เสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีวาโย (ลม) น้ำน้อย

(ที่มา ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง)

‘วิรังรอง’แนะใครเข้าใจผิด โปรดอ่านคำชี้แจง‘ศาลปกครอง’ปมย้าย‘อุเทนถวาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791568

‘วิรังรอง’แนะใครเข้าใจผิด โปรดอ่านคำชี้แจง‘ศาลปกครอง’ปมย้าย‘อุเทนถวาย’

‘วิรังรอง’แนะใครเข้าใจผิด โปรดอ่านคำชี้แจง‘ศาลปกครอง’ปมย้าย‘อุเทนถวาย’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 08.56 น.

‘วิรังรอง’แนะใครเข้าใจผิด โปรดอ่านคำชี้แจง‘ศาลปกครอง’ปมย้าย‘อุเทนถวาย’

7 มีนาคม 2567 นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ และนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 30 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้…

ศาลปกครองชี้แจงไม่ได้พิพากษาบังคับคดีอุเทนถวาย คำชี้แจงของศาลปกครองชัดเจนนะคะ ท่านที่มีความเข้าใจผิดคิดว่าศาลปกครองมีคำตัดสินให้อุเทนถวายย้ายออกจากที่ดิน แล้วท่านยังได้แสดงความเห็นไว้ในสื่อออนไลน์หลายแห่งหลายแพลตฟอร์มเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีผู้อ่านเข้าใจผิด เชื่อและแชร์ตามๆ กันไป เป็นการนำข้อมูลที่ไม่จริงสู่ระบบออนไลน์ จึงขอความกรุณาอ่านคำชี้แจงจากศาลปกครองด้วยค่ะ

“จุฬาฯจะมาร้องขอให้ศาลบังคับคดีจึงทำไม่ได้ เพราะตามกฎหมายศาลทำไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกอย่างต้องเดินหน้าตามนี้ แต่ขึ้นอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล และการตกลงกันของทั้งจุฬาลงกรณ์ และอุเทนถวาย ดังนั้น คำถามที่ว่าศาลบังคับคดีให้เป็นไปตามคำสั่งหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่มี และสั่งไม่ได้”

เรื่องการที่จะย้ายออกจากพื้นที่นั้นต้องเป็นเรื่องของรัฐบาล อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะจัดสรร หาพื้นที่ และงบประมาณในการก่อสร้างให้กับอุเทนถวาย เพราะอุเทนถวายเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐ มิใช่ของเอกชน แต่เนื่องจาก หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้มีการจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จะให้อุเทนถวายย้ายไปอยู่ที่ไหน เด็กนักเรียนกำลังเรียนหนังสืออยู่ จะให้ย้ายออกไปเรียนอยู่กับบ้าน เช่น เรียนงานช่างโดยฝึกทางออนไลน์กันไปโดยไม่มีกำหนดหรือ จึงขอความกรุณาทำความเข้าใจประเด็นที่สำคัญนี้ด้วยค่ะ

อันที่จริงเรื่องอุเทนถวายเป็นเรื่องที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ควรจะต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจังโดยเร่งด่วน เนื่องจากจุฬาฯ ได้ทำการขับไล่ไม่ให้อยู่หลายรอบแล้ว ขอให้ท่านเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าหากอุเทนถวายจะย้ายไปอยู่ที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ก็ควรจะมีพื้นที่ขนาดพอสมควรที่จะสร้างมหาวิทยาลัยที่ทำการสอนงานช่าง สถาปัตย์ วิศวะ ทั้งปริญญาตรี โท และเอกตลอดจนภาคสมทบอย่างที่เปิดสอนอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไม่แออัด พร้อมหลักประกันให้สถาบันมีความมั่นใจว่า อีก 100 ปีข้างหน้าจะไม่มีใครมาไล่ที่ให้อุเทนถวายต้องนับ 1 ใหม่อีก เหมือนอย่างที่โดนจุฬาฯ ไล่ที่อย่างทุกวันนี้

ส่วนการเรียกร้องของนักศึกษาอุเทนถวายทั้งนักศึกษาปัจจุบันและนักศึกษาเก่าที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงเจตจำนงที่จะขออยู่ในพื้นที่เดิม ก็เป็นเรื่องที่เขามีสิทธิ์ที่จะร้องขอความกรุณาจากจุฬาฯ ได้ ประเด็นที่ดิฉันเห็นคือ นักศึกษาเหล่านั้น เคลื่อนไหวผ่านกระบวนการและช่องทางเท่าที่พวกเขาคิดว่าจะช่วยพวกเขาได้โดยสงบสันติ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นคืออีกเรื่องหนึ่ง

เนื่องจากจุฬาฯ ไม่ได้ยกเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ว่าเป็นสาเหตุที่ต้องการให้อุเทนถวายย้ายออกไป ก็ควรเคารพเหตุผลของจุฬาฯ  โดยไม่คิดคาดเดาแทนจุฬาฯ เพราะแม้แต่จุฬาฯ ก็ยังไม่ได้กล่าวออกมาสักคำในเรื่องดังกล่าว ดูจากศาลปกครอง ที่ได้ออกมาชี้แจงวันนี้ทำให้ดิฉันเข้าใจว่าเพื่อให้สังคมเข้าใจคำพิพากษาอย่างถูกต้อง ไม่เข้าใจผิดกันไปจนถกเถียงบานปลาย เนื่องจากมีการแสดงความเห็นผ่านสื่อออนไลน์กันมากถึงคำตัดสินของศาลว่าถึงที่สุดแล้วและอุเทนถวายไม่เคารพคำสั่งศาล ไม่เคารพกฎหมายสังคมจะอยู่ไม่ได้ จุฬาฯ ก็เช่นกันสามารถออกมาชี้แจงต่อสังคมได้

ซึ่งจุฬาฯ ได้แสดงเหตุผลของการขอพื้นที่นี้คืนอย่างชัดเจนว่า เพื่อการพัฒนาพื้นที่ด้านการศึกษาของจุฬาฯ จึงทำให้ดิฉันเคยตั้งข้อ สังเกตไว้ว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นพื้นที่การศึกษาอยู่แล้ว จุฬาฯ สามารถใช้พื้นที่อื่น ของจุฬา ที่เป็นพื้นที่การศึกษา หรือพื้นที่ที่ใช้เชิงพาณิชย์ที่เหลืออยู่ มาปรับใช้เป็นพื้นที่ขยายเพื่อการศึกษาก็น่าจะย่อมได้ มีหลายท่านแสดงความเห็นว่า ที่ดินนั้นเป็นของจุฬาฯ จุฬาฯ จะทำอะไรก็ได้ อย่าลืมว่าเนื่องจาก ผู้บริหารจุฬา อยู่ในตำแหน่งอย่างมากคือ 8 ปีแล้วก็จากไป ส่วนที่ตรงนั้นไม่ใช่ของผู้ใดผู้หนึ่งแม้แต่ผู้บริหารของจุฬาฯ ก็มิใช่เจ้าของ ทรงพระราชทานมาใช้เพื่อเป็นพื้นที่การศึกษาเล่าเรียน จึงหวังว่า จุฬาฯ จะทบทวนการใช้พื้นที่ที่ได้เคยขอพระราชทานมา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อการศึกษาของเยาวชนอย่างจริงจังตามพระปณิธานของล้นเกล้าฯ ดิฉันเห็นว่าหากดูที่รากเหง้าและพื้นฐานของการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน ถ้าล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ท่านคงไม่ทรงปลื้มปีติกับการที่จุฬาฯ จะไล่ที่อุเทนถวายทั้งที่ยังไม่มีสถานที่เรียนรองรับแต่กลับมีพื้นที่ที่พระราชทาน ซึ่งจุฬาฯ พัฒนาเชิงพาณิชย์เกือบจะล้อมรอบพื้นที่ที่ใช้สำหรับการศึกษา

การที่ดิฉันออกมาแสดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน จึงมิใช่เป็นการสนับสนุนให้อุเทนถวายทำผิดกฎหมายดังที่มีผู้ต่อว่าดิฉันต่าง ๆ นานา เพราะถ้าว่ากันตามกฎหมาย จุฬาฯ ชนะตลอดมาในเชิงนิติศาสตร์ซึ่งเป็นเพียงประเด็นเดียวที่ทำให้อุเทนถวายหมดหนทางสู้ที่จะอยู่บนผืนดินนั้นต่อไปก็คือการที่จุฬาฯ ขอพระราชทานที่ดินและได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นก่อน

ส่วนการที่ดิฉันสนใจรวบรวมข้อมูล หลักฐานและข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้น่าจะครบถ้วนตามที่ต้องการแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล ก็เพราะมีเวลาว่างมาก ต้องการทำให้เกิดประโยชน์ และเพื่อจะได้เข้าใจในประเด็นที่เคยสงสัยมานาน เมื่อยิ่งค้นคว้าไปก็ยิ่งเจอข้อสงสัยที่จะขอตั้งข้อสังเกตในประเด็นข้อเท็จจริง จึงจะเป็นการบันทึกและวิพากษ์เชิงปกิณกะประวัติศาสตร์และวิชาการ และหวังว่าอาจเป็นประโยชน์ เป็นความรู้สำหรับผู้สนใจตลอดจนผู้ที่ยังไม่เคยทราบ

“กฎหมายคือมาตรฐานต่ำสุดของสังคม ผู้ใดจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ แต่ถ้าสังคมใดที่คนมีคุณธรรมต่อกัน สังคมนั้นไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย หลักคุณธรรมหลักนิติธรรมจึงเป็นความสูงส่งของจิตใจมนุษย์”

สำหรับมติ กยพ. (กยพ. ไม่ใช่ศาลนะคะ) และคำพิพากษาศาลปกครอง จะนำมาแสดงและอธิบายชี้แจงเป็นกรณีศึกษาต่อไป ถ้าเอามาแปะไว้เฉย ๆ ก็ไม่ใช่วิรังรองนิ  ชอบทำเรื่องให้ยาก ๆ ไปงั้นแหละค่ะ 5555

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ศาลปกครอง’แจงไม่ได้บังคับคดี‘อุเทนถวาย’ แนะทางแก้เป็นเรื่องนโยบายรัฐ-2ฝ่ายตกลงกัน 

-005

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FDabbaransi.Wirangrong%2Fposts%2Fpfbid0teQUgyFKauJEx9sZEXERSbXVNn8vZHWHigY6xuTvfLUTAh25ph5qUfoByZ1yH6xMl&show_text=true&width=500

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791462

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย  พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

สกู๊ปพิเศษ : สวทช.จัด ‘NAC2024’ โชว์ขุมพลังวิจัย พลิกโฉมประเทศด้วย BCG Implementation

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) พร้อมด้วยทีมนักวิจัย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมงานแถลงข่าว การจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 (19th NSTDA Annual Conference : NAC 2024) ภายใต้แนวคิด “สานพลัง สร้างงานวิจัย พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วย BCG Implementation” ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. กล่าวว่า สวทช.เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็งขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยความเชี่ยวชาญและความสามารถของ สวทช.ที่จะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ผ่านแผนงาน BCG Implementation และเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และผลงานวิจัยพัฒนา สวทช. จึงจัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 เพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่ได้กำหนดไว้ใน 4 มิติ ได้แก่ “ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม-เพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ-เพิ่มการพึ่งพาตนเอง-สร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยสู่ความยั่งยืน” โดย สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเปิดการประชุมและทอดพระเนตรนิทรรศการวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 น. โดยสามารถติดตามรับชมการถ่ายสดผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย NBT 2HD

ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รอง ผอ.นาโนเทค กล่าวว่า ไฮไลต์ของนิทรรศการปีนี้ นอกจากนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ยังมีนิทรรศการความก้าวหน้าของงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากนักวิจัย สวทช. ทั้ง 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติรวมทั้งสิ้น 57 ผลงาน ซึ่งมีทั้งผลงานวิจัยที่นำไปใช้จนเกิดประโยชน์ในวงกว้างเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และผลงานวิจัยที่พร้อมส่งมอบให้กับภาคสังคมได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น การพัฒนาวัคซีนสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ, ชุดตรวจคัดกรองติดตามโรคไตเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานเชิงคุณภาพ (AL-Strip และ GO-SENSOR), Thai School Lunch for BMA (ระบบจัดสำรับอาหารเช้า-กลางวัน ในโรงเรียนในสังกัด กทม.), Lookie Waste : แอปพลิเคชั่นตรวจสอบปริมาณขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหาร และ EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยาก นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทเอกชนภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงาน NAC2024 ยังได้เปิดบริการให้ผู้เข้าร่วมงานเข้ามาปรึกษาและขอคำแนะนำจากศูนย์ Connex ซึ่งเป็นศูนย์เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่ภาคธุรกิจในรูปแบบครบวงจรที่จะช่วย Connect ผู้ประกอบการธุรกิจได้เข้าถึงแหล่งความรู้ งานวิจัย รวมถึงแหล่งทุน และเป็นตัวกลางในการให้คำปรึกษาที่ตรงโจทย์โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการต่อยอดเชิงพาณิชย์

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผอ.เอ็นเทค กล่าวว่า อีกไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมจากผู้เข้าร่วมงาน NAC ทุกๆ ปี คือ หัวข้อสัมมนาที่เข้ากับยุคสมัย ปัญหาโลกร้อน โลกรวน และเทรนด์งานวิจัยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ ที่ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรงที่จะมาร่วมแชร์ข้อมูลมากกว่า 40 หัวข้อ เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์จากการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ มาตรการรองรับ CBAM ของอุตสาหกรรมไทยพร้อมมุ่งสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน , โลกเปลี่ยน คนปรับ : พัฒนาคุณภาพน้ำชุมชนเพื่อคุณภาพชีวิต ด้วย วทน. และ ฝุ่น! : ปัญหาและการรับมือ หรือด้านสุขภาพการแพทย์ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Health เพื่อการยกระดับการให้บริการสาธารณสุข , จีโนมิกส์ประเทศไทย : การแพทย์จีโนมิกส์เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย Pharma NETwork ผสานพลังเพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาไทย ทั้งนี้ ยังมีด้านสุขภาพและความงาม เช่น นวัตกรรมการผลิตสารสกัดสมุนไพรมูลค่าสูง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงาม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Open house โดย สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับนักนักอุตสาหกรรม และนักลงทุน ได้เข้าชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพื่อเปิดประสบการณ์สัมผัสกับเทคโนโลยีจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการวิจัยของ สวทช. รวมถึงการเข้าชมตัวอย่างผลงานนวัตกรรมจากบริษัทผู้เช่าพื้นที่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ตลอดจนนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจจากบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ที่จะเป็นตัวช่วยให้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มศักยภาพและกำไรให้กับธุรกิจ

และอีกหนึ่งไฮไลท์ในงาน คือ “NAC Market” ที่จะนำสินค้านวัตกรรมที่พัฒนาจากงานวิจัยและบริการต่างๆ ของ สวทช. และสินค้าอื่นๆ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเยาวชน การเสวนาสำหรับครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะไม่ได้ฟังบรรยายอย่างเดียวแต่ยังได้ลงมือประดิษฐ์และการทดลองจริง

สวทช.ขอเชิญทุกคนเตรียมพบกองทัพนวัตกรรม งานวิจัย และองค์ความรู้ด้าน วทน. มากมายที่รออยู่ในงานจัดการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรืองาน NAC2024 วันที่ 28-30 มีนาคม 2567 เวลา 09.00-16.30 น. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (ยกเว้นวันที่ 29 มีนาคม 2567 เปิดให้เข้าชม เวลา 13.00-16.30 น.) ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงานได้ฟรีที่ https://www.nstda.or.th/nac สอบถามเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-5648000

อาชีวะ ปั้น ‘ช่างอากาศยาน’ ขับเคลื่อนไทย สู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791459

อาชีวะ ปั้น ‘ช่างอากาศยาน’  ขับเคลื่อนไทย สู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

อาชีวะ ปั้น ‘ช่างอากาศยาน’ ขับเคลื่อนไทย สู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในทุกมิติ ขานรับนโยบายรัฐบาลด้านการจัดการศึกษาเร่งพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยเฉพาะด้านช่างอากาศยานเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศสู่เป้าหมาย ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีสถานศึกษาในสังกัดที่เปิดการเรียนการสอนสาขาช่างอากาศยาน จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคถลาง วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ และได้รับการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน จากสำนักงานการบินพลเรือแห่งประเทศไทย แล้ว 5 แห่ง ตามลำดับ

โดยการเรียนการสอนเป็นไปตามหลักสูตรความรู้พื้นฐานของนายช่างภาคพื้นดิน ภายใต้การรับรองจาก The Civil Aviation Authority of Thailand (CAAT) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในหลักสูตร Aircraft Maintenance Licence-Aeroplane Turbine (AMEL B1.1) ที่มีการเรียนการสอนแบบ Block Course จำนวนทั้งสิ้น
13 Module ซึ่งมีคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการบิน เป็นผู้พิจารณาหลักสูตรที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมการบินทั้งระบบ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในรูปแบบทวิภาคี โดยนักศึกษาจะเข้าฝึกงานในสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองให้เป็น Maintenance Repair and Overhaul (MRO) จำนวน 2 แห่ง คือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประจำสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินนานาชาติดอนเมือง และการดูแลอย่างใกล้ชิด มาตรฐานใกล้เคียงกับมาตรฐานขององค์การความปลอดภัย ด้านการบินของสหภาพยุโรป (EASA) และเมื่อสำเร็จการศึกษา นักศึกษาจะได้รับ 1 วุฒิ และประกาศนียบัตรทั้งสิ้น 7 ใบ ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กำหนดว่านายช่างภาคพื้นดินจะต้องจบการศึกษาจากสถาบันที่ CAAT รับรองเท่านั้น

“จะเห็นได้ว่า การเรียนสายอาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและผลิตกำลังคนด้านช่างอากาศยานให้มีสมรรถนะสูงตามมาตรฐาน ให้ตอบโจทย์ในภาคอุตสาหกรรม ผู้เรียนจบหลักสูตรและผ่านการฝึกประสบการณ์ตามมาตรฐานการรับรองในระดับสากล จึงเชื่อมั่นได้ว่าผู้เรียนอาชีวศึกษา พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานตามเป้าหมายของประเทศต่อไป” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

วศ.อว.ถ่ายทอดองค์ความรู้ยกระดับคุณภาพน้ำในพื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791455

วศ.อว.ถ่ายทอดองค์ความรู้ยกระดับคุณภาพน้ำในพื้นที่ห่างไกล

วศ.อว.ถ่ายทอดองค์ความรู้ยกระดับคุณภาพน้ำในพื้นที่ห่างไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว.ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่
ห่างไกลทุรกันดาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุปโภคและบริโภคน้ำที่สะอาดและปลอดภัย เนื่องจากในถิ่นทุรกันดาร พื้นแหล่งน้ำต่างๆ มีโอกาสถูกปนเปื้อนทั้งจากสภาพแวดล้อม เชื้อโรคและกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ จึงได้มอบหมายให้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ถ่ายทอดพัฒนาทักษะเพื่อยกระดับคุณภาพน้ำในพื้นที่ทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกล โดยที่ วศ.อว. เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบ เพื่อการอุปโภคและบริโภค สามารถนำองค์ความรู้ด้านการผลิตเครื่องกรองน้ำ สำหรับผลิตน้ำสะอาดที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้สร้างความร่วมมือในการตรวจติดตามคุณภาพน้ำร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเด็กและประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ รวมถึงครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นปัญหาทั่วประเทศ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดี วศ. กล่าวว่า วศ.อว. ได้ลงพื้นที่ระยะเริ่มต้นเพื่อดำเนินการในพื้นที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้แก่ ร.ร.ตชด.กามาผาโด้, ร.ร.ตชด.จุฬา-ธรรมศาสตร์ 3, ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดน บ้านแม่หละคี และพื้นที่ในโครงการพระราชดำริศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ และเดินหน้าโครงการขยายผลไปในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและโครงการตามแนวทางอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ วศ.อว. ได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชุมชน ด้วยการยกระดับคุณภาพน้ำและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์แก่ครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ ประชาชนในพื้นที่ ผลการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือของบนพื้นฐานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และข้อมูลด้านวิชาการที่ถูกต้อง ทำให้เกิดแนวทางที่ดีซึ่งทำให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าสู่การพัฒนาสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมั่นใจ สร้างการพัฒนาอย่างมั่นคงยั่งยืนตลอดไป

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ กสศ. มอบทุนผู้ช่วยพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791457

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ กสศ. มอบทุนผู้ช่วยพยาบาล

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ กสศ. มอบทุนผู้ช่วยพยาบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ดำเนินการ โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปีการศึกษา 2567 เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่มีความสนใจศึกษาต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล (การดูแลผู้สูงอายุ) หลักสูตร 1 ปี รุ่นที่ 4 เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาสนับสนุนความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาในสาขาที่ขาดแคลน ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศในปัจจุบันผู้สำเร็จการศึกษา สามารถทำงานได้ในโรงพยาบาลของรัฐบาลและเอกชน ตลอดจนหน่วยบริการสุขภาพทุกระดับ ทั้งในและต่างประเทศได้

โดยวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาลขึ้น เพื่อผลิตผู้ช่วยพยาบาลให้ตอบสนองความต้องการการดูแลในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งในสถานพยาบาลและในชุมชน ให้ได้รับการช่วยเหลือดูแลให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้อย่างดี ส่งผลให้ประชาชนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีรายได้เฉลี่ยของทุกคนในครัวเรือนน้อยกว่า 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ปวช. 3 หรือเทียบเท่า และจะสำเร็จการศึกษาในปี 2567 เท่านั้นมีเกรดเฉลี่ย 5 ภาคการศึกษา 3.00 ขึ้นไป อายุ 18-35 ปี เปิดรับสมัครวันนี้-15 มี.ค.2567 สามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ https://shorturl.asia/HRkVh สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-5766700 ต่อ 8831 (วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น.)

อสส.เป็นประธานจัดงานพิธีตักบาตรพระนวกะ จำนวน 47 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791438

อสส.เป็นประธานจัดงานพิธีตักบาตรพระนวกะ จำนวน 47 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

อสส.เป็นประธานจัดงานพิธีตักบาตรพระนวกะ จำนวน 47 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.20 น.

อสส.เป็นประธานจัดงานพิธีตักบาตรพระนวกะ จำนวน 47 รูป ถวายพระพรชัยมงคลและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระนวกะ จำนวน 47 รูป ตามโครงการบรรพชา – อุปสมบทหมู่และปฏิบัติธรรม เพื่อถวายพระพรชัยมงคล ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีพระธรรมวชิรปาโมกข์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพระสงฆ์จากวัดโสมนัสวิหาร วัดป่าเทพเนรมิต จังหวัดลพบุรี วัดบูรณศิริมาตยาราม วัดป่าญาณสิริ จังหวัดปราจีนบุรี วัดป่าหนองปลิง จังหวัดศรีษะเกษ วัดเทพศิรินทราวาส วัดพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมจำนวน 9 รูป ร่วมออกรับบิณฑบาตอาหารแห้ง ณบริเวณลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ

สำหรับโครงการดังกล่าวสำนักงานอัยการสูงสุดได้จัดขึ้นตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมในภาพรวมของสำนักงานอัยการสูงสุดประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยบูรณาการร่วมกับโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรมตามหลักธรรมาภิบาลแก่บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และมีพระพลานามัยแข็งแรง โดยมีบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมอุปสมบท จำนวน 47 คน และร่วมปฏิบัติธรรม จำนวน 25 คน ระหว่างวันที่24 กุมภาพันธ์ ถึง วันที่ 6 มีนาคม 2567 ซึ่งได้รับเมตตาจากสมเด็จพระธีรญานมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาจารย์ ประกอบพิธีอุปสมบท ณ พุทธคยา พร้อมประกอบศาสนกิจ และเจริญสติภาวนาปฏิบัติธรรม ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล สาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐเนปาล

– 006

ป่วนหนักมาก! มือมืดแฮกเพจสำนักพุทธฯ ปล่อยคลิปสยิว พศ. แจ้งความแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791431

ป่วนหนักมาก! มือมืดแฮกเพจสำนักพุทธฯ ปล่อยคลิปสยิว พศ. แจ้งความแล้ว

ป่วนหนักมาก! มือมืดแฮกเพจสำนักพุทธฯ ปล่อยคลิปสยิว พศ. แจ้งความแล้ว

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.20 น.

วันที่ 6 มีนาคม 2567 เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีผู้ติดตามเกือบ 60,000 คน ได้มีการโพสต์คลิปลามกอนาจาร ต่อเนื่องกันรัวๆ หลายคลิป จนทำให้ชาวพุทธที่กดติดตามเพจตกอกตกใจ ไปตามๆ กัน ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ต่อมา เฟซบุ๊ก สำนักข่าวพระพุทธศาสนาและสังคม ออกมาชี้แจงว่า “แจ้งข่าว ขณะนี้เพจเฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาแทรกแซง หากมีการเคลื่อนไหวในเพจหลังจากนี้ ไม่ใช่การดำเนินการจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมขอให้ช่วยกันสแปมเฟซบุ๊ก หรือ รายงานให้ปิดระงับ เนื่องจากมีการปล่อยคลิป อนาจาร”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 15.00 น. สามารถกู้คืนเพจได้แล้ว

ล่าสุดนาย อินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า พบว่าผู้ที่แฮกเข้ามาได้ลงรูปโป๊ที่เพจของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วย อย่างไรก็ตาม เพจดังกล่าวเป็นเพจเพื่อการประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงไม่กระทบกับข้อมูลสำคัญของหน่วยงานแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งความไปที่ สภ.พุทธมณฑล ทั้งประสานงานกับทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อขอกู้คืนเพจ และกระจายข่าวผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ช่วยกันกดรีพอร์ตเพจให้มากที่สุด

รวมทั้งแจ้งไปยังผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ ให้ช่วยกดรีพอร์ตเพจ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ด้วย อย่างไรก็ตาม จะมีการทำเพจใหม่ เพื่อเป็นช่องทางติดต่อ ประชาสัมพันธ์งานของ พศ.และคณะสงฆ์ ผ่านสื่อโซเชียลต่อไป