ม.ศรีปทุม จัดโครงการ ‘พินัยกรรมชีวิต’ ชีวิตออกแบบได้ แม้ในวาระสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786964

ม.ศรีปทุม จัดโครงการ ‘พินัยกรรมชีวิต’  ชีวิตออกแบบได้ แม้ในวาระสุดท้าย

ม.ศรีปทุม จัดโครงการ ‘พินัยกรรมชีวิต’ ชีวิตออกแบบได้ แม้ในวาระสุดท้าย

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.เจียมจิต สุวรรณน้อย คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดโครงการเสวนาการเผยแพร่ความรู้ ในหัวข้อ “พินัยกรรมชีวิต” โดยมี ศ.ดร.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร
ผู้อำนวยการของเยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม และศาสตราจารย์ของภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร รวมถึง พญ.นาฎ ฟองสมุทร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการด้านผู้สูงอายุ ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านข้อกฎหมายต่างเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ “Living Will” พินัยกรรมชีวิต หรือ หนังสือแสดงเจตนา (Advance Directive)

ซึ่งเป็นการทำเอกสารแสดงเจตจำนงล่วงหน้าของ บุคคลเกี่ยวกับการรับบริการด้านสาธารณสุขผ่านหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการบริการสาธารณสุขเพื่อการยื้อชีวิตในวาระสุดท้าย หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตระยะสุดท้ายของผู้ป่วย ให้สุขสบายมากที่สุดก่อนจะจากไป ตาม ม.12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ให้แก่ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา ณ ห้องออดิทอเรียม 1 อาคาร 11 ชั้น 14มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) พร้อมกันนี้ ได้ถ่ายทอดสดผ่านทางโซเชียลมีเดีย Facebook Live ของเพจ Facebook คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกช่องทางหนึ่ง

สพฐ.ชู รร.อยุธยานุสรณ์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786962

สพฐ.ชู รร.อยุธยานุสรณ์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม

สพฐ.ชู รร.อยุธยานุสรณ์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาธิการ ในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ณ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย ผู้บริหารหน่วยงานด้านการศึกษาในพื้นที่ ร่วมเปิดการ Kick Off ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัย และติดตั้งตู้แดงของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจตรารักษาความปลอดภัยในโรงเรียน

นายธีร์ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ พบว่าทางโรงเรียนได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างชัดเจน มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้สามารถพร้อมใช้งานและติดตั้งไฟส่องสว่างในยามวิกาล ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยนอกเวลาราชการ ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้

ส่วนภาพรวมของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศนั้น ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วครบ 100%แต่อาจจะยังไม่แล้วเสร็จในทุกพื้นที่เนื่องจากเราเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาในภาพรวมซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่ให้กระบวนการดำเนินไปได้เป็นปกติ วันนี้เราต้องสอดประสานการทำงานร่วมกัน เพราะโรงเรียนเป็นจุดเปราะบางที่อาจจะเกิดเหตุได้ง่าย จึงต้องมีการตรวจตราที่ละเอียดเข้มขึ้นกว่าเดิม โดยช่วงที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือช่วงหลังเลิกเรียน วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งทางตำรวจก็ให้ความมั่นใจว่าจะตรวจตราดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงชุมชน ท้องถิ่นก็จะช่วยกันเป็นหูเป็นตาด้วย

“เชื่อว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้ครูสามารถดูแลจากระยะทางไกลได้ผ่านกล้องวงจรปิด เป็นการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกเหนือไปจากภาระหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอน ตามข้อห่วงใยของพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดาเลขาธิการ กพฐ. ที่ให้ความสำคัญกับครูและบุคลากรทางการศึกษา และตั้งใจที่จะลดภาระครูฯ อย่างจริงจัง และมั่นใจว่าการบูรณาการร่วมกันระหว่างโรงเรียน กับชุมชน ตำรวจ หน่วยงานท้องถิ่น จะทำให้กระบวนการทำงานกระชับขึ้น เกิดเป็นภาพที่น่ารักของโรงเรียน ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จับมือกันให้แน่นและทำงานกันอย่างชัดเจนขึ้น” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ได้ดำเนินการสอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นชอบ ให้ยกเลิกครูอยู่เวรรักษาการณ์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 รวมถึงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย และตามข้อสั่งการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ได้ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการ จึงได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน ดังนี้

กำหนดระยะเวลาในการเปิด-ปิด สถานศึกษา ได้แก่วันจันทร์-ศุกร์ เปิด 06.00 น.ปิด 18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ปิดทำการ มอบหมายครูที่รับผิดชอบห้องเรียน ห้องสำนักงาน ห้องปฏิบัติการต่างๆ ตรวจสอบความเรียบร้อย ปิดไฟปิดพัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดหน้าต่างล็อกประตูให้เรียบร้อย ในวันจันทร์-ศุกร์ ภายในเวลา 18.00 น.

ถ้าหากครูที่มีความประสงค์มาปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการ ให้จัดทำแบบขออนุญาตมาปฏิบัติงานที่กลุ่มบริหารงานบุคคลขณะเดียวกันครูที่มีความประสงค์นำนักเรียนมาทำกิจกรรมที่โรงเรียนนอกเวลาราชการ ให้จัดทำบันทึกข้อความเพื่อขออนุญาตพร้อมหนังสือขออนุญาตผู้ปกครองที่กลุ่มบริหารวิชาการ และครูต้องมาควบคุมนักเรียนด้วยตนเองตลอดเวลาขณะทำกิจกรรม กรณีครูและบุคลากรฯ มีความประสงค์เข้ามาบริเวณสถานศึกษาโดยใช้เวลาไม่นาน ให้ลงนามในบันทึกการเข้า-ออกบริเวณโรงเรียน ที่ป้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าโรงเรียน

โดยโรงเรียนได้ประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยนอกเวลาราชการ และโรงเรียนได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดให้สามารถพร้อมใช้งานและติดตั้งไฟส่องสว่างในยามวิกาล ครอบคลุมทุกพื้นที่

เปิดโครงสร้าง’สกร.’แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787056

เปิดโครงสร้าง'สกร.'แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

เปิดโครงสร้าง’สกร.’แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 22.42 น.

“ธนากร ดอนเหนือ” กางโครงสร้างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ส่วนกลางมี 12 กอง ระดับพื้นที่ลงถึงชุมชน ปีนี้เดินหน้าดันงานจัดสอบเทียบสำหรับเด็กอัจฉริยะ – จัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ  ชี้งานของ สกร. คือ แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย

นายธนากร ดอนเหนือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำโครงสร้างใหม่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ว่า ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าหน่วยงานภายใน สกร. ในส่วนกลาง มี 12 กอง ประกอบด้วย 1.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 2.กลุ่มตรวจสอบภายใน 3.กลุ่มกฎหมายและนิติการ 4.สำนักงานเลขานุการกรม 5.กองบริหารการคลัง 6.กองบริหารทรัพยากรบุคคล 7.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ 8.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง 9.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน 10.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 11.กองมาตรฐานความรู้และรับรองวุฒิ และ 12.ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้ และ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์

รักษาราชการแทนอธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า สำหรับระดับพื้นที่จะมีหน่วยงานการศึกษา/สถานศึกษา กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาค สถาบันการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร สถาบันการศึกษาทางไกล และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายพิเศษ โดยภายใต้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด จะมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจการ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล และศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ โดยมีการกำหนดกรอบอัตรากำลังของ สกร.ทั้งหมด ดังนี้ เป็นข้าราชการ 4,980 อัตรา พนักงานราชการ 15,139 อัตรา และ ลูกจ้างประจำ 248 อัตรา ซึ่งโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ และการกำหนดกรอบอัตรากำลังใหม่นี้จะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายนนี้

นายธนากร กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการในส่วนของกฎหมายลำดับรองที่ต้องออกตามความใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง เช่น การกำหนดสถานที่ตั้งของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร /ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอและเขต (กทม.) / ศูนย์การเรียนรู้ตำบลและแขวง (กทม.) การกำหนดอำนาจหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” การประกาศให้จัดตั้งศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจการ ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานศึกษาไปแล้วจำนวน 39 แห่ง และการกำหนดให้หน่วยจัดการเรียนรู้มีอำนาจในการรับรองคุณวุฒิให้แก่ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยมีการออกเป็นประกาศนียบัตร หรือ วุฒิบัตร หรือ หนังสือรับรองความรู้ เพื่อนำไปสะสมในการได้รับการรับรองคุณวุฒิ

“ สกร.เป็นกรมใหม่ เราต้องเร่งทำงานอย่างรอบด้านในทุกมิติ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนงานได้ ซึ่ง สกร.ได้นำนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มาปฏิบัติ เช่น ลดภาระงานครู แก้ไขปัญหาหนี้สิน ให้นักเรียน นักศึกษาเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมี 2 นโยบายของ รมว.ศธ. ที่ สกร.ต้องเร่งทำให้เร็วในปี 2567 นี้ คือ การจัดการศึกษาเพื่อเด็กอัจฉริยะ และการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ สกร.ในทุกมิติ โดยในส่วนของการจัดการศึกษาเพื่อเด็กอัจฉริยะ สกร.กำลังดำเนินการพัฒนาหลักสูตรสอบเทียบ เพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ และเพื่อให้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สกร.จึงได้ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานคณะการรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการจัดทำหลักสูตรมาตรฐานของชาติมาจัดสอบ และมอบสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้ออกข้อสอบ นอกจากนี้ผมจะได้หารือกับมหาวิทยาลัย ให้ช่วยจัดทำหลักสูตรนักส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้ครูและบุคลากรเข้ารับการอบรม โดยเรียนที่มหาวิทยาลัยเพียง 1-2 วัน และศึกษาทำงานในพื้นที่ให้มาก 3-6 เดือน จบแล้วได้รับหน่วยกิตไปสอบเทียบระดับปริญญาโทได้ เพื่อเตรียมบุคลากรได้ปรับตัวและพร้อมปฏิบัติงานใหม่ๆ ตามภารกิจใน กฎหมายและโครงสร้างใหม่ของ สกร.ซึ่งผมมองว่างานของ สกร. คือ แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย” นายธนากร กล่าว.

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786905

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.00 น.

‘ศาลเจ้าไต้ฮงกง’มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567

13 กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ  คณะกรรมการฯ ผู้ช่วยกรรมการฯ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 ในวันชิวสี่ หรือวันที่สี่ของเทศกาลตรุษจีน  ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธีอัญเชิญ (รับ) เทพเจ้าลงจากสวรรค์ และเริ่มประกอบพิธีสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) สะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา โดยคณะสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่  9 – 18 กุมภาพันธ์ 2567 โดยขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน  “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง” ขอพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ ลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา หรือ “พะเก่ง” เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ครอบครัวมีสุข เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความมั่นคงสถาพร ตลอดปี พร้อมรับประทาน สาคูสิริมงคล  เพื่อความกลมเกลียวและอยู่เย็นเป็นสุข  รับฮู้ (ยันต์) ของหลวงปู่ไต้ฮง  ติดหน้าบ้าน หรือพกติดตัวเพื่อคุ้มครอง  เคาะระฆังทอง ให้ก้องกังวานเพื่อให้ชีวิตสดใส การงานรุ่งเรืองระบือไกล และร่วมขอพรเทพยดาฟ้าดินเนื่องในวันประสูติ (ทีกงแซ)  ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2567 ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้หลวงปู่ไต้ฮง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ  ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ (โดยในวันที่ 9 และ 17กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดบริการโต้รุ่ง)

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เฮง ๆ ๆ  ต้อนรับปีมังกรทอง  มูลนิธิฯ เปิดให้มีการทำบุญพะเก่งออนไลน์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung

เนื่องจากขณะนี้ ประเทศไทย เกิดสถานการณ์ค่าฝุ่น P.M 2.5 เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังคงมีอยู่ในขณะนี้ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใย และเพื่อความปลอดภัยของผู้มีจิตศรัทธา มูลนิธิฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร คอยอำนวยความสะดวกผู้มีจิตศรัทธา รวมทั้งจัดตั้งหน่วยพยาบาลสำหรับการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และจัดให้มีป้ายประชาสัมพันธ์ค่าฝุ่นละออง P.M 2.5 แบบ Realtime เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้มีจิตศรัทธาอีกทางหนึ่ง รวมถึงจัดให้มีมาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทุกวันหลังปิดทำการในแต่ละวัน รวมทั้ง ขอความร่วมมือประชาชนผู้มีจิตศรัทธาสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และใช้บริการเจลแอลกอฮอล์ที่มูลนิธิฯ ที่จัดบริการแก่ทุกท่านทั่วทุกบริเวณงาน รวมทั้งจัดให้มีบูธปฐมพยาบาลเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมงาน

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และเฟชบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

สพฐ.เปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786729

สพฐ.เปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย

สพฐ.เปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย โดยมี พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตารองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม (ปป.) และคณะผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมพิธีเปิด ณ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพมหานคร

นายธีร์ ภวังคนันท์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยของนักเรียน จากสถิติของศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. พบว่า การใช้ความรุนแรงของนักเรียนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อหามาตรการเฝ้าระวังเหตุที่จะเกิดกับนักเรียน สพฐ. จึงได้ร่วมกับ บช.น.ในการดำเนินโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย เพื่อเฝ้าระวังนักเรียนในด้านการใช้ความรุนแรง และความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน เพื่อจัดทำแผนร่วมกันในการปฏิบัติงานระหว่างสถานศึกษากับสถานีตำรวจในพื้นที่นครบาล

“การจัดกิจกรรมในวันนี้ ถือว่าเป็นการเตรียมการยกระดับการเฝ้าระวังเหตุเป็นพิเศษ ที่มีทุกภาคส่วนที่ทำงานด้านความปลอดภัยมาร่วมกันในการจัดทำแผนปฏิบัติการนักเรียนกรุงเทพมหานครปลอดภัย ตามนโยบายด้านความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข ในสถานศึกษาที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายธีร์ กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. กล่าวว่า เพื่อให้นักเรียนในกรุงเทพมหานครได้รับความปลอดภัยในทุกมิติ บช.น.จึงได้ร่วมกับ สพฐ. จัดทำแผนร่วมกันในการปฏิบัติงานระหว่างสถานศึกษากับสถานีตำรวจในพื้นที่นครบาล เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

อว.ผุดไอเดีย ‘ปทุมวันโมเดล’ จบศึก2สถาบัน ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786726

อว.ผุดไอเดีย ‘ปทุมวันโมเดล’ จบศึก2สถาบัน ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’

อว.ผุดไอเดีย ‘ปทุมวันโมเดล’ จบศึก2สถาบัน ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประชุมหารือกับ พล.ต.ท.สำราญ นวลมาผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และ รศ.ดร.ฤกษ์ชัยฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย ถึงการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักศึกษา 2 สถาบัน

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีมาตรการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะยาวได้ออกมาแบบ “ปทุมวันโมเดล” ขึ้นมาซึ่งเป็นการดีไซน์หลักสูตรที่สอดคล้องกับนโยบายเรียนดี มีความสุข มีรายได้ โดยให้นักศึกษามีงานทำระหว่างเรียน เด็กที่จะเข้าไปเรียนปี 1 ที่ปทุมวัน ทางสถาบันจะหาที่ทำงานให้พร้อมเรียนไปด้วย เมื่อเด็กจบมาแล้วก็การันตีว่าเด็กก็จะมีงานทำอย่างต่อเนื่องแน่นอน และในระหว่างเรียนก็จะมีการสร้างความมั่นคงทางรายได้และทางจิตใจ เมื่อเด็กเรียนหนังสือหนักและทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เด็กก็จะมีความรับผิดชอบสูงขึ้น มีเวลาว่างน้อยลง การก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไปด้วย

“ในส่วนของอุเทนถวายที่จะต้องมีการขยับขยายสถานที่ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของคนส่วนใหญ่ ทุกแผนต้องดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมายและต้องให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นด้วย” รมว.อว. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า สำหรับ “ปทุมวันโมเดล” จะเริ่มวันที่ 29 ก.พ.นี้ โดยจะจัดงานจ๊อบแฟร์ขึ้นมาและมีบริษัทที่จะมารองรับการเข้าทำงานของเด็กเป็นร้อยกว่าบริษัท ส่วนการเรียนการสอนจะเป็น “บ็อกคอร์ส” หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ คือไม่ต้องมาเรียนเป็นเทอม แต่มาเรียนอาทิตย์เดียวก็จบเป็นรายวิชา ซึ่งทำให้เด็กได้มีทักษะมีความรู้ที่เข้มข้นขึ้นไม่ต้องมาเสียเวลาเป็นเทอมๆ

รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริอธิการบดี มทร. ตะวันออกกล่าวว่า วิทยาเขตอุเทนถวาย ยืนยันจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในการย้ายออกจากพื้นที่เดิม ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำแผนเสนอสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เพราะบางคณะ เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา มีสภาวิชาชีพดูแลอยู่ว่าเมื่อย้ายไปแล้วจะต้องมีเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทางวิชาชีพ เป็นต้น ทำให้การย้ายออกจากพื้นที่เดิม อาจจะต้องใช้เวลา ส่วนการต่อต้านของนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับการย้าย ก็กำลังทำความเข้าใจและเชื่อว่าถ้าทุกคนมีส่วนร่วมก็จะเกิดการยอมรับ

ขณะที่ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 กล่าวว่า การแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทระหว่างวิทยาเขตอุเทนถวายกับปทุมวัน ในระยะสั้น ตำรวจจะเพิ่มมาตรการกวดขันนักศึกษาที่พ้นสภาพและเข้ามาในสถาบันนอกเวลาราชการให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันเหตุและจะตรวจสอบประวัตินักศึกษาที่จะเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 เพื่อทำประวัติ รวมทั้งดึงกล้องวงจรปิดจากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันมาที่ สน.ปทุมวัน เพื่อตรวจสอบและป้องกันเหตุ โดยจะเริ่มในเดือน มี.ค.นี้ 

‘โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย’ พัฒนาวิชาการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786725

‘โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย’  พัฒนาวิชาการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

‘โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย’ พัฒนาวิชาการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โลกในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาของไทยต้องมีการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จในเรื่องดังกล่าวฯ อยู่ที่งานวิชาการ มีหัวใจหลักอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพวิชาการ โดยหลักการนี้เป็นแนวคิดของ รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียน นายธรรมวิทย์ ธรรมพิธี กล่าวว่า นโยบายหลักในการจัดการศึกษาของโรงเรียน คือเน้นเรื่องความเป็นเลิศหรือความเก่ง พร้อมกับการเป็นคนดีมีคุณธรรม ในด้านของความเก่งนั้นทางโรงเรียนได้แบ่งเป็น 3 เรื่องคือ

1.เก่งแบบโรงเรียนมาตรฐานสากล คือ นักเรียนต้องมีความเป็นเลิศทางวิชาการ มีความสามารถในการสื่อสารด้านภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ต้องผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ และสามารถร่วมกันดูแลสังคมโลกได้ 2.เก่งทางด้านศิลปะ และ 3.เก่งทางด้านกีฬา โดยในด้านภาษาทางโรงเรียนมีการสอนในทุกแผนการเรียนถึง 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส และภาษาพม่า

“ส่วนด้านศาสนานั้น ทางโรงเรียนจะมุ่งเน้นไปที่การมีคุณธรรมและเป็นคนดี มีการจัดกิจกรรมโดยกำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ อาทิ การมีระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญของ รร.ที่ว่า “มานะ วินัย ซื่อสัตย์ สามัคคี” ซึ่งเป็นกิจกรรม รร.วิถีพุทธ มีการจัดกิจกรรมวัดในโรงเรียนทุกวันอังคาร การนั่งสมาธิหน้าเสาธงก่อนขึ้นเรียนทุกวัน เป็นต้น” ผอ.โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย กล่าว

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ประจำปี 2549 กล่าวว่า รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี เป็นโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศของภาคกลาง เพียบพร้อมทั้งในด้านวิชาการ มีนักเรียนสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึงมีกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ ทั้งนี้เป็นเพราะคุณภาพของครู ที่ได้ทุ่มเทตั้งใจมอบความรู้ให้กับนักเรียน มีความเข้มแข็ง สามัคคี การทำงานแบบทีมเวิร์ก รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนก็มีการฝึกฝนให้นักเรียน สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในสังคมอย่างมีความสุข

“การมาที่โรงเรียนแห่งนี้ ทำให้ได้พบว่าปัจจุบันโลกได้เปิดกว้าง และมอบพื้นที่ให้กับคนที่มีความสามารถมากมาย สื่อมวลชนหรือนักการศึกษาจึงควรสนับสนุน และส่งเสริมเรื่องราวดีๆ ที่ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาของประเทศไทยให้มากกว่านี้ ไม่ใช่นำเสนอข่าวแต่ในด้านลบ เพราะยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมาย เราต้องหันมาช่วยกันเพื่อผลักดันเพิ่มพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” ดร.รัตนา กล่าว

โดยผู้สนใจในเรื่องดังกล่าว สามารถเข้าไปชมคลิปการสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ได้ในรายการ 1 ในพระราชดำริ ตอนความฝันอันสูงสุด กล้าฝันเพื่อวันใหม่ ซึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท ร่วมกับมูลนิธิอานันทมหิดล ได้จัดทำขึ้น โดยคลิก https://www.youtube.com/watch?v=UWNDWOLYQqU&t=933s ได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

กมว.ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพ‘ครูศึกษาพิเศษ-ปฐมวัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786728

กมว.ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพ‘ครูศึกษาพิเศษ-ปฐมวัย’

กมว.ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพ‘ครูศึกษาพิเศษ-ปฐมวัย’

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยภายหลังประชุม กมว.ว่า ได้พิจารณาร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย กับร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพครูในสองกลุ่มนี้ เนื่องจากดูแลกลุ่มเด็กพิเศษและกลุ่มเปราะบางที่ดูแลช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นครูที่จะมาดูแลการเรียนรู้ การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะต้องเป็นครูที่มีความรู้ความสามารถพิเศษเฉพาะทาง มีวิธีปฏิบัติงาน มีวิธีดูแลเด็กพิเศษและเด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง

“ก่อนนี้คนอาจจะมองว่า เอาใครก็ได้มาเป็นครูในการดูแลเด็กสองกลุ่มนี้ แต่ระยะหลังนี้เราเริ่มเห็นปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น การดูแลเด็กเล็กกลุ่มพิเศษ หรือดูแลการพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ถ้าเราลงทุนกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศชาติอย่างถูกต้องเต็มที่ ผลตอบแทนสู่สังคมจะสูงมาก เพราะฉะนั้น ครูที่จะมาช่วยดูแลเด็กปฐมวัยจึงต้องมีมาตรฐานวิชาชีพที่เฉพาะเจาะจง จึงจะสามารถช่วยในเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัยของประเทศอันจะเป็นกำลังสำคัญเป็นพลเมืองของประเทศที่สำคัญยิ่ง เพราะหลายเรื่องที่เราเห็นปัญหาในสังคมหลายอย่าง ก็มาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก บาดแผลในใจในช่วงวัยเด็กของเขา ดังนั้น เด็กปฐมวัยจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้ได้รับการพัฒนาการทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม ให้ไปในทิศทางที่ควรจะเป็น จึงจำเป็นต้องอาศัยครูที่มีความสามารถเฉพาะทางมาดูแล ดังนั้น เราจึงพยายามผลักดันการออกมาตรฐานวิชาชีพของครูทั้งสองกลุ่มนี้ให้เกิดขึ้น” ประธาน กมว. กล่าว

นายศิริเดช กล่าวต่อว่า ก่อนนั้นครูทั้งสองกลุ่มนี้จะใช้มาตรฐานวิชาชีพครูทั่วไป แต่เราได้รวบรวมความเห็นในหลายๆ เรื่องที่เป็นข้อน่าสังเกต จึงต้องมีการปรับปรุงร่างข้อบังคับนี้ให้ทันสมัยและคมชัดมากยิ่งขึ้น เพื่อว่าเวลานำไปใช้จริงจะได้เกิดปัญหาน้อยที่สุด และเกิดผลดีมากที่สุด อย่างไรก็ตาม คาดว่าร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย กับร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ นี้จะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2567 นี้ หลังคณะกรรมการคุรุสภาเห็นชอบและ รมว.ศธ.ลงนามใช้ต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโมเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ครูปฐมวัยมี พ.ร.บ.ครูปฐมวัย ส่วนครูการศึกษาพิเศษก็มี พ.ร.บ.ครูการศึกษาพิเศษอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำมาตรฐานครูสองกลุ่มนี้ไว้ก็จะนำไปสู่ขบวนการของการผลิตครูการศึกษาพิเศษ และการผลิตครูปฐมวัย รวมถึงสาระที่ต้องเรียน ว่าจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง และขบวนการสอบก็ต้องว่าด้วยความรู้เหล่านี้ เพราะการประกาศสอบของคณะกรรมการคุรุสภาจะแยกเป็น 1.กลุ่มครูปฐมวัย 2.กลุ่มครูประถมศึกษา 3.กลุ่มครูการศึกษาพิเศษ 4.กลุ่มครูการศึกษาตลอดชีวิต 5.กลุ่มครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฟิสิกส์-เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ และ 6.กลุ่มครูอาชีวศึกษา แต่ตอนนี้เราจะเริ่มจากร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย กับร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษก่อน และหลังจากนั้นทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ก็จะทำไทม์ไลน์ว่าแผนต่อไปเราจะออกข้อบังคับครูกลุ่มไหนที่เป็นแต่ละกลุ่มเฉพาะ ส่วนกลุ่มครูทั่วไปก็ใช้ พ.ร.บ.ที่ประกาศไว้อยู่แล้ว

ชาวต่างชาติตื่นตัวฝึกสมาธิ เรียนรู้วัฒนธรรมชาวพุทธ หันเข้าวัดไทยในต่างแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786730

ชาวต่างชาติตื่นตัวฝึกสมาธิ เรียนรู้วัฒนธรรมชาวพุทธ หันเข้าวัดไทยในต่างแดน

ชาวต่างชาติตื่นตัวฝึกสมาธิ เรียนรู้วัฒนธรรมชาวพุทธ หันเข้าวัดไทยในต่างแดน

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.36 น.

ชาวต่างชาติตื่นตัวฝึกสมาธิ เรียนรู้วัฒนธรรมชาวพุทธ หันเข้าวัดไทยในต่างแดน

เมื่อเร็วนี้  ประเทศเดนมาร์ก วัดพระธรรมกายคอร์ชัวร์ ลุสท์สโกว  ได้รับการติดต่อจากโรงเรียน Hong Efterskole เมือง Hong  ขอเข้าเรียนรู้พระพุทธศาสนา  วัฒนธรรมชาวพุทธ  และปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจิตวิทยาและการใช้ชีวิต นักเรียนได้เรียนรู้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การตักบาตร  การถวายผ้าไตร การสวดมนต์  การนั่งสมาธิ  และกรวดน้ำ  พร้อมกันนี้ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สอบถามเรื่องต่างๆที่สนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และการสมาธิ

Marie หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้กล่าวว่า “การนั่งสมาธิของฉันดีมาก ฉันรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่สุด ฉันรับรู้ได้ว่า ร่างกายของฉันได้พักผ่อน มันเหมือนกับฉันได้นั่งอยู่ริมทะเล เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ขอขอบคุณอย่างยิ่ง”

Alma  “เป็นประสบการณ์ที่มีความสงบ ฉันรู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจ ฉันประหลาดใจมาก ที่เวลาในการนั่งสมาธิผ่านไปเร็วมาก”

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมวัดพระธรรมกายคอร์ชัวร์ ลุสท์สโกว  ได้ที่ เพจFB : Wat Phra Dhammakaya Korsør Lystskov – Denmark

ด้านประเทศแอฟริกาใต้  วัดพุทธเคปทาวน์ ได้เปิดคลาสสมาธิ สำหรับชาวท้องถิ่น ในหัวข้อสุดยอดของการบูชาคือการปฏิบัติบูชา โดยมีชาวท้องถิ่นให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม 50 กว่าคน ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของวัดพุทธเคปทาวน์ได้ที่ เว็บไซต์ https://capetownmeditation.org/  และ เพจFB : วัดพุทธเคปทาวน์ 

เพิ่มพูน มอบความปรารถนาดีถึงครู-นักเรียนทั่วประเทศ ด้วย 14+1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786683

เพิ่มพูน มอบความปรารถนาดีถึงครู-นักเรียนทั่วประเทศ ด้วย 14+1

เพิ่มพูน มอบความปรารถนาดีถึงครู-นักเรียนทั่วประเทศ ด้วย 14+1

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.25 น.

 “เพิ่มพูน” มอบความปรารถนาดีถึงครู-นักเรียนทั่วประเทศ ด้วย 14+1 ของขวัญ โครงการ “ศึกษา Take care ดูแลใจ มอบความรักเติมเต็มความสุข” “โฆษกศธ.” ฝากผู้ปกครองให้ความรู้เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์น

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) แถลงข่าว “Take care ดูแลใจ มอบความรักเติมเต็มความสุข” โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำศธ. และโฆษกศธ.ผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เข้าร่วมฯ โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ศธ.ถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการศึกษา โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ด้วยการเรียนรู้อย่างมีความสุข และมีทักษะชีวิต ซึ่งได้มีการนำนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพกายและจิตสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม และมีการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง ที่ผ่านมา ศธ. ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตรอบด้าน สร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้กับนักเรียน นักศึกษาและพัฒนาคุณภาพของครูและบุคลากร ให้สามารถส่งเสริม สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้เรียนให้มีการเรียนรู้ที่สมวัยด้วยการเรียนรู้อย่างมีความสุข และมีทักษะชีวิตผ่าน 14 โครงการแห่งความรัก บวก 1 แนวทางเติมเต็มความสุขให้กับครูและนักเรียน ดังนี้

1. Online Up Skill โดยการติวให้กับนักเรียนที่จะสอบเข้าศึกษาต่อ ในระดับ ม.1 และม.4 พร้อมอบรมเพิ่มทักษะสำหรับครูในช่วงปิดภาคเรียน  2.ลด(ภา)ระ เลิก โครงการที่ซ้ำซ้อน ปรับรูปแบบให้ทันสมัย  3.พัฒนาสุขภาวะกายและใจ เพิ่มมิติด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา และธรรมนูญสุขภาพในโรงเรียน   4. MOE Content Creator Award 2024 ด้วยการสร้างและพัฒนา Content เพื่อการสื่อสารด้านสุขภาพกายและจิตของนักเรียน นักศึกษา ครูในหัวข้อเด็กไทยฐานใจดี หัวข้อพลังความดีสร้างชาติ และหัวข้อ Coaching ปิ๊งอาชีพ ชิงเงินรางวัลกว่า 450,000 บาท   5.สุขภาพจิตดีเริ่มที่เรา “Hello Good Day” จัดทำรูปแบบการสื่อสารสุขภาพจิตในโรงเรียนเชิงบวกด้วยการสวัสดีตอนเช้า และจัดทำ LINE STICKER “MOE Happy” เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างความตระหนักการมีส่วนร่วมและการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนร่วมกัน  6. Guidance Teacher Skill Up พัฒนาครูแนะแนวในทุกสังกัดให้สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ดูแลช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และพัฒนาศักยภาพพร้อมดูแลสุขภาพจิตผู้เรียน

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า 7.พัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายนักจิตวิทยาโรงเรียน เพิ่มทักษะการฟัง การให้คำปรึกษา และทักษะของนักจิตวิทยาคลินิกที่จำเป็นต้องใช้ในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาค  8. MOE Consulting Platform สร้างแพลตฟอร์มให้คุณครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ได้ขอรับการปรึกษาและการดูแลสุขภาพจิต จากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาในรูปแบบ Face to Face บนระบบ Online 9.ใส่ใจสุขภาพจิตนักเรียนด้วย Platform School Health HERO ต่อยอดขยายผลการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนวิถีใหม่ให้ครอบคลุมทุกสังกัด

10. Bully Free zone สร้างกลไกป้องกันการ Bully ในสถานศึกษา ที่ครอบคลุมทั้งระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับต้นสังกัด เพื่อคอยให้คำปรึกษา เป็นที่พึ่งพิงสร้างความไว้วางใจ ความรู้สึกปลอดภัย คอยรับฟัง รวมทั้งช่วยเหลือคุ้มครองนักเรียนที่ถูกกระทำอย่างเหมาะสม พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจประเมิน รักษา ฟื้นฟู เยียวยาจนจิตใจและร่างกายสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ   11.จัดตั้งหน่วยบริการแนะแนวให้การปรึกษาทางการศึกษา อาชีพ คุณภาพชีวิต และบริการตรวจสุขภาพใจอย่างครบครัน ครอบคลุม 928 แห่งทั่วประเทศ  12.ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย  13.สถานศึกษาปลอดภัย 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย  และ14 พัฒนากระบวนทัศน์ทักษะ อารมณ์สังคมในผู้เรียน ให้รู้ตน รู้คน รู้สังคม รู้คิดบวก มีทักษะทางสังคมและอารมณ์ในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนอีก 1 แนวทางสนับสนุนกิจกรรม 3 ด้าน ทั้งศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ศธ. จะดำเนินงานโครงการแห่งความรัก เติมเต็มความสุขให้กับครูและนักเรียน ด้วย 14 โครงการ บวก 1 แนวทาง สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากสถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงาน “ศึกษา Take care ดูแลใจ มอบความรักเติมเต็มความสุข” ให้สำเร็จ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสุขในการเรียน การทำงาน ให้กับทุกท่าน ถือเป็นการสร้างพลังบวกให้เกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เห็นผลสัมฤทธิ์ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นไป”รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว

ด้าน นายสิริพงษ์ กล่าวว่า วันวาเลนไทน์นี้ อยากฝากผู้ปกครองให้ความรู้ ความเข้าใจให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งอยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็น และกำลังเติบโตให้มีความเข้าใจเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง รวมถึงการป้องกันที่เหมาะสม โดยส่วนตัวคิดว่าเรื่องดังกล่าว สามารถพูดคุยกันได้ และพ่อแม่ควรที่จะหาโอกาสพูดคุยกับลูก ๆเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท้องไม่พร้อม และโรคติดต่อต่าง ๆอยากให้ผู้ปกครองทุกคนเปิดใจ เพื่อชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ส่วนที่หลายหน่วยงานอยากให้มีการขายถุงยางอนามัยในโรงเรียนแต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าจะเป็นการส่งเสริมเรื่องเพศสัมพันธ์ให้เด็กก่อนวัยอันควรนั้น  ในยุคสมัยหนึ่งการซื้อถุงยางอนามัยอาจจะเป็นเรื่องที่น่าอาย แต่ปัจจุบันถ้าเราอายและคิดว่า พูดคุยกันไม่ได้ ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้น อยากให้ปรับมุมมองว่าควรแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น