‘ศิลปินแห่งชาติ’เปิดภาพ! ‘ยายทองอยู่’จูบพระหัตถ์ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787282

'ศิลปินแห่งชาติ'เปิดภาพ! 'ยายทองอยู่'จูบพระหัตถ์ 'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘ศิลปินแห่งชาติ’เปิดภาพ! ‘ยายทองอยู่’จูบพระหัตถ์ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 08.22 น.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 นายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่ภาพชื่อ “ยายทองอยู่จูบพระหัตถ์” โดยมีเนื้อหาดังนี้ คนที่อยู่ใกล้แล้วอบอุ่นสบายใจน่าจะมีพลังพิเศษอะไรบางอย่างในตัว

พลังดังกล่าวนั้น น่าจะมาจากความเป็นผู้มีจิตเมตตา การวางตน การโอภาปราศรัย และคุณความดีที่สั่งสมมาอย่างไม่ได้ขาด

ขออนุญาตนำประวัติบางตอนของยายทองอยู่มาเสริมข้อคิดเห็นดังกล่าว ดังนี้

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2525 ยายทองอยู่ขณะอายุ 85 ปี ขึ้นรับพระราชทานโล่จากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะเป็นศิลปินพื้นบ้านอาวุโส เนื่องในงาน “เพลงร่วมสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี” ที่จัดโดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด ณ หอประชุมสำนักงานใหญ่ สีลม ในครั้งนั้นมีศิลปินชั้นครูแขนงดนตรีไทยและนาฏศิลป์ ร่วมรับด้วย 6 คน เช่น ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนีย์ , อ.มนตรี ตราโมท …

ในฝ่ายเพลงพื้นบ้านมี 2 คนคือยายทองอยู่ รักษาพล กับพ่อบัวเผื่อน โพธิ์พักตร์ วันรับพระราชทานโล่ กลุ่มศึกษาเพลงพื้นบ้านแต่งตัวให้ยายทองอยู่อย่างดี พาแกนั่งรถไปธนาคารกรุงเทพ เข้าหอประชุม ดูวงดนตรีไทยวงใหญ่บรรเลงเพลงต่างๆ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ถึงเวลาสำคัญผู้บริหารของธนาคารและครูนาฏศิลป์ดนตรีไทยก็ทยอยขึ้นรับพระราชทานตามลำดับ

จนถึงคิวยายทองอยู่ ทุกคนมองแกเดินกระฉับกระเฉงขึ้นไปยังที่ประทับเพื่อรับพระราชทานโล่รางวัลด้วยสายตาเอ็นดู

หลังรับพระราชทานกล่องโล่โดยมีเจ้าพนักงานช่วยรับกล่องต่อจากยายแล้ว ทันใดนั้นแกก็สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้แก่ทุกคน เมื่อแกจับพระหัตถ์ “สมเด็จพระเทพฯ”ขึ้นมาจูบด้วยความเทิดทูน

สมเด็จพระเทพฯ ทรงพระสรวลอย่างมีเมตตา คนในห้องอ้าปากค้าง แต่ก็ทั้งหัวเราะและอมยิ้มพร้อมกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เดินจูงมือพาแกเดินกลับเข้าที่นั่งตามเดิม

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จไปที่ไหนมีแต่คนรัก และรู้สึกอบอุ่น อยากอยู่ใกล้ เพียงเห็นก็มีความสุข

ยายทองอยู่เป็นตัวแทนคนหนึ่งของชาวบ้านและประชาชนทั่วไปที่แสดงออกในความรักต่อพระองค์อย่างจริงใจ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid0HV7XPyAtdd8mGpDJQWY5fXg86Rdz8eYJP5Nk3AxAS7zocVPkCSrDGewDtZCAvKial%26id%3D100063717903959&show_text=true&width=500

ศธ. มอบ ‘ของขวัญแห่งความรัก’ ผ่าน 14+1 โครงการ เติมเต็มความสุขครู-นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787170

ศธ. มอบ ‘ของขวัญแห่งความรัก’ ผ่าน 14+1 โครงการ เติมเต็มความสุขครู-นักเรียน

ศธ. มอบ ‘ของขวัญแห่งความรัก’ ผ่าน 14+1 โครงการ เติมเต็มความสุขครู-นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังแถลงข่าว “Take care ดูแลใจ มอบความรักเติมเต็มความสุข” ว่า ศธ.ถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการศึกษา โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ด้วยการเรียนรู้อย่างมีความสุข และมีทักษะชีวิต โดย ศธ. ให้สามารถส่งเสริม สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้เรียนให้มีการเรียนรู้ที่สมวัยด้วยการเรียนรู้อย่าง
มีความสุข และมีทักษะชีวิตผ่าน 14 โครงการแห่งความรัก บวก 1 แนวทางเติมเต็มความสุขให้กับครูและนักเรียน ดังนี้

1.Online Up Skill โดยการติวให้กับนักเรียนที่จะสอบเข้าศึกษาต่อในระดับ ม.1 และ ม.4 พร้อมอบรมเพิ่มทักษะสำหรับครูในช่วงปิดภาคเรียน2.ลด(ภา)ระ เลิกโครงการที่ซ้ำซ้อนปรับรูปแบบให้ทันสมัย 3.พัฒนาสุขภาวะกายและใจ เพิ่มมิติด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา และธรรมนูญสุขภาพในโรงเรียน 4.MOE Content Creator Award 2024 ด้วยการสร้างและพัฒนา Content เพื่อการสื่อสารด้านสุขภาพกายและจิตของนักเรียน นักศึกษา ครูในหัวข้อเด็กไทยฐานใจดี หัวข้อพลังความดีสร้างชาติ และหัวข้อ Coaching ปิ๊งอาชีพ ชิงเงินรางวัลกว่า 450,000 บาท 5.สุขภาพจิตดีเริ่มที่เรา “Hello Good Day” จัดทำรูปแบบการสื่อสารสุขภาพจิตในโรงเรียนเชิงบวกด้วยการสวัสดีตอนเช้า และจัดทำ LINE STICKER “MOE Happy” เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างความตระหนักการมีส่วนร่วมและการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนร่วมกัน

6.Guidance Teacher Skill Up พัฒนาครูแนะแนวในทุกสังกัดให้สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ดูแลช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และพัฒนาศักยภาพพร้อมดูแลสุขภาพจิตผู้เรียน 7.พัฒนาความเข้มแข็งเครือข่ายนักจิตวิทยาโรงเรียน เพิ่มทักษะการฟัง การให้คำปรึกษา และทักษะของนักจิตวิทยาคลินิกที่จำเป็นต้องใช้ในสถานศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาค 8.MOE Consulting Platform สร้างแพลตฟอร์มให้คุณครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ได้ขอรับการปรึกษาและการดูแลสุขภาพจิตจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาในรูปแบบ Face to Face บนระบบ Online 9.ใส่ใจสุขภาพจิตนักเรียนด้วย Platform School Health HERO ต่อยอดขยายผลการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนวิถีใหม่ให้ครอบคลุมทุกสังกัด 10.Bully Free zone สร้างกลไกป้องกันการ Bully ในสถานศึกษา ที่ครอบคลุมทั้งระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับต้นสังกัด เพื่อคอยให้คำปรึกษา เป็นที่พึ่งพิงสร้างความไว้วางใจ ความรู้สึกปลอดภัย คอยรับฟัง รวมทั้งช่วยเหลือคุ้มครองนักเรียนที่ถูกกระทำอย่างเหมาะสม พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจประเมิน รักษา ฟื้นฟู เยียวยาจนจิตใจและร่างกายสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

11.จัดตั้งหน่วยบริการแนะแนวให้การปรึกษาทางการศึกษา อาชีพ คุณภาพชีวิต และบริการตรวจสุขภาพใจอย่างครบครัน ครอบคลุม 928 แห่งทั่วประเทศ 12.ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 13.สถานศึกษาปลอดภัย 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย และ 14.พัฒนากระบวนทัศน์ทักษะ อารมณ์สังคมในผู้เรียน ให้รู้ตน รู้คนรู้สังคม รู้คิดบวก มีทักษะทางสังคมและอารมณ์ในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนอีก 1 แนวทางสนับสนุนกิจกรรม3 ด้าน ทั้งศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ศธ.จะดำเนินงานโครงการแห่งความรัก เติมเต็มความสุขให้กับครูและนักเรียน ด้วย 14 โครงการ บวก 1 แนวทาง สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากสถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงาน “ศึกษา Take care ดูแลใจ มอบความรักเติมเต็มความสุข” ให้สำเร็จ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสุขในการเรียน การทำงาน ให้กับทุกท่าน ถือเป็นการสร้างพลังบวกให้เกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เห็นผลสัมฤทธิ์ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นไป” รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว

‘เพิ่มพูน’ เดินเครื่องแก้ ‘หนี้ครู’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787167

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ. เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงกำหนดแนวทางดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ.2551 อย่างเคร่งครัด 2.ให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความประสงค์ให้ต้นสังกัดหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ และหักเงินเดือนเพื่อสิทธิประโยชน์อื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดจัดทำหนังสือยินยอมให้ส่วนราชการหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้นั้น จะต้องมีเงินเดือนสุทธิหลังจากหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ 30 3.ให้สถานีแก้หนี้ คณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดและผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด กำกับดูแล และดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่มีปัญหาในการชำระหนี้โดยประสานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือสถาบันการเงินอื่นในการดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และประกาศที่เกี่ยวข้องต่อไป และ 4.สำหรับกรณีผู้ที่มีหนี้สินและต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ให้สถานีแก้หนี้ และผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยให้เชิญเจ้าหนี้ทุกรายร่วมเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้หรือแก้ไขปัญหาการชำระหนี้ แล้วรายงานผลการดำเนินการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบ(ผ่านตามสายงาน) และให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สรุปรวบรวมนำเสนอรัฐมนตรีภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน

อว.ขับเคลื่อน ‘SPACE-F’ หนุนสตาร์ทอัพสายฟู้ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787169

อว.ขับเคลื่อน ‘SPACE-F’ หนุนสตาร์ทอัพสายฟู้ด

อว.ขับเคลื่อน ‘SPACE-F’ หนุนสตาร์ทอัพสายฟู้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว โครงการ SPACE-F หนุนนวัตกรรมฟู้ดเทคและสตาร์ทอัพ โดยมี ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายของกระทรวง อว. คือการมุ่งเน้นส่งเสริมการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจฐานคุณค่า ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG และอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ โดยประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกในปี 2566 กว่า1.5 ล้านล้านบาท มีสถานประกอบการกว่า 1.36 แสนรายและก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 9.73 แสนตำแหน่ง

“โครงการ SPACE-F จึงเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพ ด้านเทคโนโลยีอาหาร ให้สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เรียกได้ว่า “ชาตินวัตกรรม” และสามารถก้าวสู่อันดับที่ 30 ของดัชนีนวัตกรรมโลก ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ต่อไป”รมว.อว. กล่าว

ด้าน ดร.กริชผกา กล่าวว่า NIA มีเป้าหมายในการยกระดับระบบนวัตกรรมของประเทศ โดยอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม
เป้าหมายที่สำคัญ โดยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดย StartupBlink พบว่า ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 52 ของโลก อันดับที่ 11 ของเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 4 ของอาเซียน

“โครงการ SPACE-F จะมีส่วนช่วยส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการที่เปลี่ยนด้วยนวัตกรรม มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม สามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลได้” ผอ. NIA กล่าว

ด้าน ศ.นพ.บรรจง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีความพร้อมในด้านการศึกษาเชิงวิชาการ องค์ความรู้สิ่งอำนวยความสะดวกในด้านอุปกรณ์และเครื่องมือทางงานวิจัยรวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านสาขาวิชาต่างๆจึงมีความพร้อมเพื่อรองรับและช่วยส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาของผู้ประกอบการด้านอาหาร/สตาร์ทอัพในโครงการ SPACE-F ที่มุ่งเน้นสู่การพัฒนาประเทศไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของเอเชีย

ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ได้เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพ รุ่นที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.-31 มี.ค. 2567 ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.space-f.co หรือ Facebook : SPACE-F

วว.เสนอแผนดัน ‘อวกาศยานไทย’ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787168

วว.เสนอแผนดัน ‘อวกาศยานไทย’  เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน

วว.เสนอแผนดัน ‘อวกาศยานไทย’ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)นำโดย ดร.สุเทพจอยเอกา นักวิชาการศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (MPAD) วว. และคณะเสนอแผนผลักดันอุตสาหกรรมการทดสอบอากาศยานและอวกาศยานของประเทศไทย ในงานเสวนา “ความสามารถในการแข่งขันธุรกิจและอุตสาหกรรมการทดสอบดาวเทียมของประเทศไทยกับภูมิภาคอาเซียน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

แผนผลักดันอุตสาหกรรมการทดสอบอากาศยานและอวกาศยานของประเทศไทยของ วว. มีกรอบสาระความสำคัญมุ่งเน้นการสร้างความพร้อมของเครื่องมือวิเคราะห์/ทดสอบ ความหลากหลายทางด้านความสามารถการวิเคราะห์/ทดสอบของห้องปฏิบัติการ และการมุ่งเน้นในเรื่องของบุคลากรที่จะต้องได้รับการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ทั้งด้านวิชาการและทักษะขั้นสูงทางด้านการทดสอบ รวมถึงการธำรงไว้ซึ่งระบบมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ

“หากมีการนำแผนนี้ไปสู่การปฏิบัติ วว. เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและวงการอุตสาหกรรมด้านนี้ คือ ผู้ประกอบการทั้งด้านอากาศยานและอวกาศยานมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุน มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทั้งด้านการผลิตและการทดสอบ ลดการพึ่งพาการส่งไปวิเคราะห์ทดสอบที่ต่างประเทศทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ ต่อไปอย่างยั่งยืน” ดร.สุเทพ กล่าว

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสมบัติวัสดุและวิเคราะห์ความเสียหาย เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบของภาครัฐ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการระบบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ และการป้องกันประเทศ (AS9100D) มีความพร้อมและมุ่งมั่นในการผลักดัน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ของประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ รวมทั้งกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบธุรกิจด้านการบินและอวกาศ

‘ยูเนสโก’ประกาศรับรอง’กรุงเทพฯ-ขอนแก่น-ยะลา’เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787267

'ยูเนสโก'ประกาศรับรอง'กรุงเทพฯ-ขอนแก่น-ยะลา'เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้

‘ยูเนสโก’ประกาศรับรอง’กรุงเทพฯ-ขอนแก่น-ยะลา’เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.55 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เปิดเผยว่า วันนี้ (14 ก.พ.2567) สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก ได้ประกาศรายชื่อเมืองที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities: GNLC) ประจำปี 2567 เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นของเมืองด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน (Lifelong Learning for All) โดยปีนี้มีเมืองของไทยได้รับคัดเลือกและประกาศรับรองให้เป็นสมาชิกเครือข่ายดังกล่าวด้วย จำนวน 3 เมือง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครขอนแก่น และเทศบาลนครยะลา 

โดยเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก หรือ UNESCO GNLC เป็นการดำเนินงานโดยสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเร่งรัดให้เกิดการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมให้เมืองต่างๆ พัฒนาสู่การเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ที่มีคุณลักษณะที่สำคัญคือ เป็นเมืองที่สามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในทุกๆ ภาคส่วน เพื่อจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัว ชุมชน และที่ทำงาน มีการขยายโอกาสในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการเรียนรู้ และสร้างเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 (SDG4) การศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 11 (SDG11) ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน 

การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO GNLC จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกอย่างเต็มที่ โดยจะได้รับคำแนะนำ แนวทาง และการสนับสนุนในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ มีโอกาสในการเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ/ภูมิภาค ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานกับเมืองที่เป็นสมาชิกเครือข่ายทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการเสนอผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นเพื่อรับรางวัล UNESCO Learning City Award ซึ่งมีการมอบรางวัลทุก 2 ปีด้วยประเทศไทยมีสมาชิกที่เป็นเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้รวมทั้งสิ้น 10 เมือง ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย (เป็นสมาชิกเมื่อปี 2562) เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา (เป็นสมาชิกเมื่อปี 2563) จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพะเยา และเทศบาลนครหาดใหญ่ (เป็นสมาชิกปี 2565)  และกรุงเทพมหานคร เทศบาลนครขอนแก่น และเทศบาลนครยะลา ได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิกล่าสุดในปีนี้ 

สำหรับเมืองที่สนใจสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ครั้งถัดไปสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ที่เว็บไซต์ของสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ http://www.bic.moe.go.th
 

—017

‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787110

‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.42 น.

‘สีม่วง’สะพรั่ง!ศธ.-สพฐ.พร้อมใจแสดงความจงรักภักดี‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

14 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า วันนี้ 14 ก.พ. เป็นวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก แต่ความรักของเรากระทรวงศึกษาธิการเป็นความรักสีม่วง แสดงออกให้เห็นว่าพวกเราชาวกระทรวงศึกษาธิการ มีความรักและความจงรักภักดีที่เรามีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพราะสีม่วงเป็นสีประจำพระชนมวารของพระองค์ และพระองค์ท่านทรงมีพระเมตตาต่อวงการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าวันนี้บุคลากรในหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ จะสวมใส่เสื้อสีม่วงมาปฏิบัติงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เป็นญาติพี่น้องบอกว่าผู้ใดมีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็แสดงออกให้สังคมเห็นได้ว่าพวกเรามีความรักและเทิดทูลพระองค์ท่านอย่างไร

นอกจากนี้ ตนได้เน้นย้ำในที่ประชุมว่า เนื่องจากปีนี้เป็นปีมหามงคลในโอกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบ  6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 ก.ค.2567 ตนจึงได้นำข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มาชี้แจงในที่ประชุมว่าในวันจันทร์ ขอความร่วมมือและขอเชิญชวนบุคลากรของศธ.ในการใส่เสื้อสีเหลืองมาปฏิบัติงาน และขอให้มีการประดับธงชาติไทยและธงตราสัญลักษณ์ วปร ตามนโยบายรัฐบาล

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันแห่งความรักปีนี้ ผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการสำนัก ข้าราชการ ลูกจ้าง และบุคลากรของทุกองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีม่วง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงการแสดงความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน เนื่องในวันแห่งความรัก ซึ่งไม่จำกัดเพียงความรักของคู่รักเท่านั้น แต่สามารถแสดงออกถึงความรักต่อครอบครัว พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน บุคคลที่เคารพนับถือ รวมถึงความรักต่อสถาบันหลักของชาติ

ในส่วนของ สพฐ. ได้รณรงค์การใส่เสื้อผ้าสีม่วง ไปยังข้าราชการและบุคลากรในสังกัดทุกสำนัก และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ข้าราชการและบุคลากรของ สพฐ. ได้สานพลังร่วมใจกันใส่เสื้อผ้าสีม่วงอย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีกลมเกลียวกันของคนในองค์กรอย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้ สีม่วงเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ซึ่งพระองค์ทรงส่งเสริมงานด้านการศึกษาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2523 โดยเริ่มจากโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชน และให้ความสำคัญตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียนไปจนถึงการศึกษาขั้นสูง ระยะที่ทรงงานการศึกษามากว่า 40 ปี จึงทรงเชี่ยวชาญด้านการศึกษาอย่างมาก จึงทรงได้รับการเทิดพระเกียรติในฐานะ “เจ้าฟ้านักการศึกษา”  /////////-005

‘สมาคมแม่บ้านมหาดไทย’ออกแถลงการณ์ ขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิตพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787067

'สมาคมแม่บ้านมหาดไทย'ออกแถลงการณ์ ขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิตพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบัน

‘สมาคมแม่บ้านมหาดไทย’ออกแถลงการณ์ ขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิตพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบัน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.35 น.

สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ออกแถลงการณ์น้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

จากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการเสนอเรื่องที่มีบุคคลได้ขับรถยนต์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จผ่านทางร่วมต่างระดับมักกะสัน โดยมีพฤติการณ์ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวจนได้มีการโต้เถียง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว

สมาคมแม่บ้านมหาดไทยขอเรียนว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ซึ่งต่างยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติไทย ทั้งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ดังนั้น สมาคมแม่บ้านมหาดไทยจึงได้มีแถลงการณ์ เรื่อง ขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ความว่า

“สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ 

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมแห่งดวงใจไทยทั้งชาติ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชน นำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ทรงดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาคุณ ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขราษฎร มาเป็นเวลายาวนาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสละเวลา ความสุขส่วนพระองค์ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ อยู่เสมอ และทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในกิจการโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นจำนวนมาก พร้อมทรงรับพระราชทานพระบรมราโชบายมาสนองพระเดชพระคุณในด้านต่าง ๆ นับเป็นการดูแลสอดส่องพระราชกรณียกิจส่วนหนึ่งต่างพระเนตรพระกรรณ อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ทั้งยังทรงมีพระเมตตาคุณ โปรดเกล้าฯ รับสถานศึกษา สมาคม มูลนิธิเป็นจำนวนมากไว้ในพระราชูปถัมภ์ และปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ ไม่ทรงย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อยแม้พระวรกายมีอาการเจ็บป่วยก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพี่น้องประชาชนของพระองค์ท่าน อีกทั้งยังพระราชทานแนวพระราชดำริแก่องค์กรต่าง ๆ ได้น้อมนำไปขับเคลื่อน กอปรประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประชาชนคนไทย และแผ่ขยายไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน เป็นที่ประจักษ์ชัดของประชาชนคนไทย ตลอดจนประชาชนนานาประเทศทั่วโลก

โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้น้อมนำโครงการและแนวพระราชดำริมาขับเคลื่อนร่วมกับประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทยทุกจังหวัด และภาคีเครือข่ายของสมาคมแม่บ้านมหาดไทยในทุกจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” การส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก การมอบทุนการศึกษาเพื่อเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส การซ่อมสร้างโรงพยาบาล และการรับบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตคนเจ็บป่วยทั่วทั้งประเทศ เป็นต้น

สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิต ในการพิทักษ์ รักษา ปกป้องมิให้บุคคลใดมาดูหมิ่นเหยียดหยามพระเกียรติของพระองค์ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศไทยและทั่วโลก ได้รวมพลังกันในการแสดงความจงรักภักดี ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริสู่การขับเคลื่อนสร้างคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองอันเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยตลอดไป”

SCN ร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ความรู้แก่นักศึกษา มธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786961

SCN ร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ความรู้แก่นักศึกษา มธ.

SCN ร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ความรู้แก่นักศึกษา มธ.

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ได้รับเทียบเชิญจาก คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์แก่นักศึกษา ในหัวข้ออาชีวอนามัยและความปลอดภัยในองค์กร โดย SCN ได้ส่งตัวแทน น.ส.พรทิพา เจริญผล ผู้จัดการแผนกความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และในฐานะศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักในการบรรยายข้อมูลให้แก่นักศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์

โดยรายวิชาดังกล่าวถือเป็นหลักสูตรใหม่ที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานการณ์ปัจจุบัน และยุทธศาสตร์ระดับชาติภูมิภาค และโลก ในหัวข้อ “จป.Trick Talk (เทคนิคการสื่อสารและประสานงานภายในองค์กร)” ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาพอนามัยในผู้ประกอบอาชีพทุกอาชีพ รวมถึงความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้น ณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อเร็วๆ นี้

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786960

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

สกู๊ปพิเศษ : SCG เร่งเครื่องพลังงานสะอาด ‘ฟื้นน้ำ-สร้างป่า’ ลดเหลื่อมล้ำชุมชน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอสซีจี เปิดบ้านเอสซีจี ลำปาง ชมกระบวนการผลิตสีเขียว เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 เร่งผลิตปูนคาร์บอนต่ำ นวัตกรรมรักษ์โลกพร้อมชวนชุมชนร่วมฟื้นน้ำ สร้างป่าตั้งโครงการ “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” หนุนปลูกป่าต้นน้ำกว่า 500,000 ไร่ ส่งเสริมการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ลดฝุ่น PM 2.5 ใช้เทคโนโลยีจัดการน้ำช่วยให้มีน้ำทำเกษตรตลอดปีสร้างอาชีพตามอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่ ลดเหลื่อมล้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นายโอบบุญ แย้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ ESG 4 Plus เร่งสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทุกธุรกิจมุ่งใช้กระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก และร่วมกับทุกภาคส่วนลดเหลื่อมล้ำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้แก่ โครงการรักษ์ภูผามหานที เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปีด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งทำไปแล้วกว่า 120,000 ฝาย และโครงการพลังชุมชน อบรมให้ความรู้ เปลี่ยนวิธีคิด สร้างอาชีพ มีรายได้เพิ่มจากการเพิ่มมูลค่าสินค้าในท้องถิ่นให้โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการตลาด ปัจจุบันมีผู้ร่วมเข้าทั้ง 2 โครงการกว่า 200,000 คน จาก 500 ชุมชน ใน 37 จังหวัด เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

นายวรการ พงษ์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด กล่าวว่า เรายึดหลัก “สร้างงานสร้างความเจริญ รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลเมืองดีของลำปาง” ดำเนินงานโดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน ร้อยละ 40 อาทิ ชีวมวล ขยะมูลฝอยจากชุมชนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวเปลือกข้าวโพด กิ่งไม้ใบไม้ จากโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ได้อย่างดี และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ร้อยละ 26 ด้วยการติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ โซลาร์รูฟท็อป นำลมร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกหินปูน-รถตัก-รถขุดไฟฟ้าในโรงงาน ขณะเดียวกันยังผลิตปูนคาร์บอนต่ำซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.05 ตัน CO2 ต่อการผลิต 1 ตัน และปีนี้เตรียมออกปูนคาร์บอนต่ำ รุ่นที่ 2 ซึ่งสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจากรุ่นแรกอีกร้อยละ 5 นอกจากนี้ยังส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกป่าชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพ

นายสงกรานต์ เป็นพวก ผู้ใหญ่บ้านสาแพะเหนือ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง กล่าวว่า ช่วงปี 2558-2559 เกิดภัยแล้งรุนแรง ต้นข้าวยืนต้นแห้งตายเกือบทั้งหมู่บ้าน ชุมชนจึงเข้าร่วม “โครงการรักษ์ภูผามหานที” กับเอสซีจี ลำปาง เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการดูแลป่าต้นน้ำ เช่น สร้างฝายชะลอน้ำ ฝายใต้ทราย วังเก็บน้ำ ประตูเปิด-ปิดน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำชุมชน “อ่างห้วยแก้ว” ได้ถึง 80,000 ลบ.ม. ทั้งยังลดการสูญเสียการจ่ายน้ำด้วยการทำบ่อพวงคอนกรีตตามสันเขา ชุมชนจึงสามารถกักเก็บน้ำเพื่อเพาะปลูกได้ตลอดปี ทำให้ชุมชนสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท

นายสุมัย หมายหมั้น นายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน จึงร่วมกันก่อตั้ง “เครือข่ายป่าชุมชน” เมื่อปี 2552 และขยายผลสู่การก่อตั้ง “สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง” ในปี 2564 โดยจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้ง “กองทุนคาร์บอนเครดิตชุมชน” เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยแล้ง น้ำท่วม หมอกควัน ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งช่วยลดเหลื่อมล้ำทางสังคม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การศึกษาอาชีพ และสุขภาวะ โดยการเข้าร่วมโครงการพลังชุมชน ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมวิสาหกิจชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาสให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง ช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เข้มแข็งเติบโตอย่างยั่งยืน

นางภัทชา ตนะทิพย์ นวัตกรตัวแม่ ชุมชนวังชิ้น จ.แพร่ กล่าวว่า หลังจากเข้าอบรม “โครงการพลังชุมชน” จึงนำวิธีคิด “ง่าย ไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน” มาใช้สร้างอาชีพ ด้วยการ “แปรรูป” กล้วยหอมทองอย่างหลากหลาย อีกทั้งได้ชวนเยาวชนในท้องถิ่นมาร่วมออกแบบบรรจุภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตจาก LocoPack ของ SCGP เป้าหมายถัดไปคือการ “พัฒนาชุมชนวังชิ้น” เป็นชุมชนเศรษฐกิจ “กล้าคิด กล้าทำ ทำต่อเนื่อง”ตั้งศูนย์นวัตกรรมกล้วยหอมทองครบวงจร เปิดสอนอาชีพ สร้างงานให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม และเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมพัฒนาการตลาดเชื่อมกับแผนการท่องเที่ยวให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจ จ.แพร่

นายสินชัย พุกจินดา เจ้าของโฮมสเตย์ หมอนไม้ไออุ่น จ.แพร่กล่าวว่า หลังจากได้เข้าอบรมในโครงการพลังชุมชน จึงเกิดความคิดว่าชุมชนเรามีของดีที่เป็นเอกลักษณ์และพัฒนาเป็นอาชีพได้ นั่นคือทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศดี น่าท่องเที่ยว จึงใช้ทักษะการเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ไม้สักมาออกแบบโฮมสเตย์ “หมอนไม้ไออุ่น” โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเครื่องเรือนไม้สักที่ทำจากมือด้วยหัวใจ ให้บริการอาหารเครื่องดื่ม ชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางภูเขา ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็น “จุดเช็คอิน” ที่นักเดินทางต้องแวะเวียนมา นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำสินค้าของฝากของที่ระลึกมาจำหน่าย และในอนาคตจะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับให้ อ.วังชิ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ช่วยสร้างงาน อาชีพ และยังทำให้คนท้องถิ่นภูมิใจในบ้านเกิดด้วย

จากตัวอย่างความร่วมมือของทุกภาคส่วนและบุคคลหลากหลายวัย ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมายสังคม Net Zero ได้