สพฐ. จับมือ ตำรวจและภาคีเครือข่าย ดูแลความปลอดภัยนักเรียนช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786680

สพฐ. จับมือ ตำรวจและภาคีเครือข่าย ดูแลความปลอดภัยนักเรียนช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์

สพฐ. จับมือ ตำรวจและภาคีเครือข่าย ดูแลความปลอดภัยนักเรียนช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.18 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมเสริมสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ประจำปี 2567 โดยมีนายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนางสาวสุชาดา สภาพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รวมถึงผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้แก่ พันตำรวจเอก ศิวัช  ศรีวิชัย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ผู้แทนจากภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ คณะผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร คณะครูและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีเปิด ณ โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ กรุงเทพมหานคร 

นายธีร์ กล่าวว่า สำหรับในปี พ.ศ. 2567 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังคงตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ ได้ดำเนินการต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการกรุงเทพปลอดภัย  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขี้นพื้นฐาน ได้ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการควบคุมพื้นที่เสี่ยงให้กับนักเรียนทุกสังกัดในกรุงเทพมหานครทั้งหมด ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และว่าที่ร้อยตรีธนุ  วงษ์จินดา  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มีความห่วงใย จึงได้สั่งการให้ สพฐ.เป็นเจ้าภาพหลักในการทำงานร่วมกับตำรวจนครบาล และหน่วยงานภาคีเครือข่าย โดย สพฐ. มีการมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ จัดพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อออกตรวจพื้นที่สุ่มเสี่ยง เฝ้าระวังเหตุและสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ รวมถึงกำหนดแผนการเฝ้าระวังและสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เพื่อดูแล คุ้มครอง ช่วยเหลือ เฝ้าระวังเหตุอันไม่เหมาะสมที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

นายธีร์ กล่าวต่อว่า สพฐ. มีความห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้เน้นย้ำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาทุกแห่ง ให้ดำเนินการเสริมสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ โดยส่งเสริมการจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างสร้างสรรค์และเฝ้าระวังเหตุอันไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดกับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ประสบปัญหาต่างๆ ให้ได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างทั่วถึงทันเวลา

“สำหรับวันวาเลนไทน์ ถือเป็นวันที่ดี มีการแสดงออกถึงความรัก ไม่เฉพาะความรักของหนุ่มสาว เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้น ขอให้เด็กๆเข้าใจว่า ความรักที่พ่อแม่หรือพี่ ๆผู้ใหญ่ที่ทำงานให้ก็เพื่อให้น้องๆได้เติบโตเป็นกำลังหลักของชาติ อยากให้เด็ก ๆมองความรักในมุมที่หลากหลายและมีช่วงที่เหมาะสม ผู้ใหญ่ไม่ได้ห้าม เรื่องความรักแต่อยากให้มีความพอดีในการใช้ชีวิต และโอกาสที่เหมาะสมกับความรัก เพื่อให้ชีวิตเดินต่อไปได้สุดทางอย่างสง่างาม อยากให้น้อง ๆเรียนรู้เรื่องความรักและเรียนรู้เพศวิถีศึกษาและรู้จักเรียนรู้ในการใช้ชีวิตการอยู่ร่วมกัน เราอยากให้ประชากรมีคุณภาพ ดังนั้น พี่ๆผู้ใหญ่จึงได้พยายามทำงานเพื่อให้เกิดความรักในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมของน้อง ๆ” นายธีร์ กล่าว

ทางด้าน พันตำรวจเอก ศิวัช  ศรีวิชัย กล่าวว่า การทำงานด้านความปลอดภัยของนักเรียนในปีที่ผ่านมา ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน และได้ทำงานกันอย่างเข้มข้นตลอดมา โดยได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการร่วมเฝ้าระวังเหตุและความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์มาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการเฝ้าระวังเหตุและส่งเสริมกิจกรรมวันวาเลนไทน์

“การจัดกิจกรรมในวันนี้ ถือว่าเป็นการเตรียมการยกระดับการเฝ้าระวังเหตุเป็นพิเศษ ที่มีทุกภาคส่วนที่ทำงานด้านความปลอดภัยมาร่วมกันในการเฝ้าระวังเหตุและความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องการกระทำไม่สมควรทางเพศ เรื่องภัยที่เกิดจากการกระทำความรุนแรง เรื่องภัยที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน รวมถึงปัญหาสารเสพติดและสิ่งมึนเมา ซึ่งเป็นผลร้ายต่อนักเรียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทางตำรวจก็จะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายป้องกันไม่ให้เกิดเหตุกับนักเรียน” พันตำรวจเอก ศิวัช กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ได้มีการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เฝ้าระวังเหตุและความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ของทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2567 นี้ สพฐ. ได้ดำเนินงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จัดกิจกรรมเฝ้าระวังเหตุและสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์  12-15 ก.พ.2567 ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ เป็นต้น เพื่อการดูแลคุ้มครอง ช่วยเหลือ และเฝ้าระวังเหตุอันไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง 

โดยในเช้าวันนี้ ได้มีกิจกรรมปล่อยขบวนรณรงค์การเฝ้าระวัง โดยมีภาคีเครือข่ายร่วมออกตรวจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีจุดเสี่ยงกว่า 100 จุด 
 

‘ทร.’อบรมครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ‘ในหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786652

‘ทร.’อบรมครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ‘ในหลวง’

‘ทร.’อบรมครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ‘ในหลวง’

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.16 น.

‘ทร.’อบรมครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ‘ในหลวง’ ผบ.ทร.ย้ำความพร้อมถวายพระเกียรติสูงสุด สืบสานจัดขบวนเรือพระราชพิธีหนึ่งเดียวในโลก

12 กุมภาพันธ์ 2567 ที่แผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ พลเรือเอก อะดุง  พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี ณ แผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ  โดยได้กล่าวให้โอวาท ครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธีว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 8 กรกฎาคม 2567

ทั้งนี้ การอบรมครูฝึกฝีพายเป็นขั้นตอนแรก ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งถือได้ว่าครูฝึกทุกคนได้รับความไว้วางใจ ให้ปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่ง ในการถ่ายทอดความรู้ รูปแบบและวิธีการปฏิบัติ จึงขอให้ตั้งใจเรียนรู้ ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ นำไปฝึกกำลังพลประจำเรือ เพื่อให้การปฏิบัติในขบวนเรือพระราชพิธีเป็นไปด้วยความสง่างาม และสมพระเกียรติ นำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศของกองทัพเรือและประเทศชาติ จากข้อมูลที่ได้รับปัจจุบันในโลกนี้ มีขบวนเรือพระราชพิธี เหลือเพียงประเทศไทยประเทศเดียว จึงขอให้ทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด

ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวภายหลังการให้โอวาทครูฝึกฝีพายว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ของพสกนิกรชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาให้จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค โดยกองทัพเรือได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภารกิจนี้

ทั้งนี้ กองทัพเรือได้เริ่มดำเนินการเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการเตรียมการสำหรับฝีพายที่เริ่มในวันนี้ ส่วนที่ 2 คือการซ่อมทำเรือพระราชพิธี โดยร่วมกันระหว่างกรมศิลปากรกับอู่ธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน กองทัพเรือพร้อม ถวายพระราชพิธีนี้ ให้สมพระเกียรติสูงสุดและ ให้เกิดความเรียบร้อย

สำหรับครั้งนี้ใช้เรือพระราชพิธีจำนวน 52 ลำ และปีนี้นายท้ายเรือ พระราชพิธีทุกลำ เป็นนายทหารโรงเรียนทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงนายทหารที่จบจากโรงเรียนนายเรือ ส่วนอื่นๆก็ยังคงเป็นการรักษาประเพณีอันดีงาม ที่ประเทศไทยมีอยู่ให้ดำรงสืบต่อไป

ส่วนกาพย์เห่เรือที่จะใช้ในพระราชพิธีนี้แต่งใหม่ทั้งหมด เป็นการถวายพระเกียรติพระองค์ท่าน และผู้ประพันธ์ ยังคงเป็นครูทองย้อย คนเดิม โดยให้แนวทางไว้ว่า กาพย์เห่เรือจะเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้คนไทยได้รับทราบในรายละเอียด ที่พระองค์ได้ทรงสละทุนทรัพย์ และสละเรื่องต่างๆให้กับปวงชนชาวไทย ดังนั้นนอกจากเป็นการถวายพระเกียรติโดยทั่วไปแล้วในรายละเอียดประชาชน จะได้ยินในการขับเสภาว่า ฝ่าพระบาททรงทำเรื่องใดบ้างให้กับประชาชนชาวไทย นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์

ส่วนการจัดการจราจรทางน้ำกรมเจ้าท่า จะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้ ร่วมกับกองทัพเรือ และคงต้องขอแจ้งกับประชาชนล่วงหน้า โดยจะดูแลให้กระทบกับประชาชนที่ใช้ แม่น้ำเจ้าพระยาในการสัญจรให้น้อยที่สุด ส่วนเรื่องของการท่องเที่ยวยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในรายละเอียด แต่คงจะเหมือนทุกครั้งคือจะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้ชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามความเหมาะสม /////////-005

เครือข่าย‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ระดมสมอง ‘สสส.’เปิดตัวกิจกรรมปี’67คิกออฟ2มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786496

เครือข่าย‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ระดมสมอง ‘สสส.’เปิดตัวกิจกรรมปี’67คิกออฟ2มี.ค.นี้

เครือข่าย‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ระดมสมอง ‘สสส.’เปิดตัวกิจกรรมปี’67คิกออฟ2มี.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมภาคีเครือข่ายงานปิดเทอมสร้างสรรค์ ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ย่านสาทร-งามดูพลี กรุงเทพฯ โดย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า กิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนที่จะใช้เวลาช่วงปิดเทอมและวันหยุดกว่า 150 วันต่อปี ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ด้านทักษะชีวิตอย่างเต็มที่

ซึ่ง สสส. เป็นหน่วยงานเชื่อมโยงระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ใจดีที่เปิดพื้นที่กิจกรรมให้แก่เด็กๆ ได้เข้าไปเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์ม http://www.happyschoolbreak.com โดยเด็กๆ และผู้ปกครองสามารถสืบค้นกิจกรรมที่น่าสนใจได้ทั่วประเทศ เน้นสร้าง Soft skills ซึ่งเป็นทักษะความสามารถด้านอารมณ์ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม และการพัฒนาตนเอง เช่น การสื่อสารพูดคุย รองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในศตวรรษที่ 21 ที่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายด้าน

อาทิ การเมือง การศึกษา อารยธรรมใหม่เครือข่ายทางสังคม เทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร การใช้ AI ที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในยุคปัจจุบัน โดยสิ่งสำคัญคือการสนับสนุนให้เด็กๆ ได้ร่วมในกิจกรรมจิตอาสา ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านจิตปัญญา เพื่อปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในสังคม เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนและให้เด็กๆ ได้เห็นคุณค่าของตัวเองที่มีต่อสังคมและผู้อื่น เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์

“สำหรับปีนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายเพิ่มความพิเศษให้กับโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ด้วยการกำหนดแนวคิด “ปิดเทอมสร้างสรรค์ กิจกรรมฉ่ำเว่อ” มีเป้าหมายเชิญชวนภาคีเครือข่ายและหน่วยงานอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดพื้นที่กิจกรรมในชุมชนให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงพื้นที่กิจกรรมที่ปลอดภัยได้ภายใน 15 นาที จึงเป็นโจทย์สำคัญของ สสส. และภาคีเครือข่ายที่จะร่วมสร้างและกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ใจดีเข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชนได้” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า การปิดเทอมของเด็กๆ ที่มีเวลาถึง 150 วัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น พัฒนาการถดถอย ภาวะโภชนาการที่ไม่ถูกหลัก ผู้ปกครองต้องทำงานไม่มีเวลาดูแล หลายบ้านแก้ปัญหาด้วยการให้เด็กไปเรียนพิเศษ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เนื่องจากเวลาช่วงปิดเทอมของเด็กๆ ควรจะถูกใช้เพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนมากกว่า

ดังนั้น สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมเปิดพื้นที่กิจกรรม เช่น องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีกิจกรรมออกค่ายอาสาในทุกปี กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดค่ายในอุทยานแห่งชาติรับอาสาสมัครเด็กๆ และจัดค่ายศึกษาธรรมชาติ

ซึ่งเป้าหมายพิเศษปีนี้ ในการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เด็กสามารถเข้าถึงได้ภายใน 15 นาที สืบเนื่องจากการสำรวจในปีที่ผ่านๆ มาพบว่าหนึ่งปัญหาที่พบคือ สถานที่จัดงานไกลจากที่พักอาศัย ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือกรณีเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ก็จะต้องเป็นคนพาไป ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กบางกลุ่มเข้าไม่ถึงพื้นที่กิจกรรม

“สสส. จึงตั้งโจทย์นี้ขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย การสร้างเครือข่ายชุมชนในเป็นพื้นที่ต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เด็กๆ เข้าถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง โดยจะเปิดตัวแคมเปญปิดเทอมสร้างสรรค์ประจำปี 2567 “ปิดเทอมสร้างสรรค์ กิจกรรมฉ่ำเว่อ”ในวันเสาร์ที่ 2 มี.ค. 2567 ที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park ขอเชิญชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนเข้าร่วม หรือติดตามกิจกรรมได้ที่ แพลตฟอร์ม http://www.happyschoolbreak.com”น.ส.ณัฐยา กล่าว

น.ส.พรเพ็ญ เธียรไพศาล ผู้ประสานงานโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ พื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนกลาง กล่าวว่า เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายกับ สสส. เข้าปีที่ 2 ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในการเป็นพี่เลี้ยง ทำให้ภาคีเครือข่ายมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสนับสนุนศักยภาพให้มีความเข้มแข็งขึ้นนอกจากนั้น ยังเป็นหน่วยงานที่เชื่อมโยงระหว่างภาคีเครือข่ายและชุมชนในพื้นที่ได้ทำงานร่วมกันมากขึ้นด้วย

สำหรับปีนี้ได้เลือกพื้นที่สร้างสรรค์ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน เช่น เขตดุสิต สัมพันธวงศ์ บางพลัด เน้นเข้าไปสนับสนุนงานของศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร และศูนย์สร้างสุขทุกวัย เพื่อสร้างกิจกรรมที่เหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นอาจจะไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็ก จึงทำให้มีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมเฉลี่ยประมาณ 10 คนต่อศูนย์ ดังนั้น ปีนี้จึงเสนอปรับรูปแบบการสร้างกิจกรรมในโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์

“กิจกรรมที่เด็กๆ ชอบมากคือการทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยภาษาอังกฤษ พาเด็กๆ เดินทัวร์ในพื้นที่รอบๆ ศูนย์เยาวชนฯ พร้อมสอดแทรกความรู้ด้วยภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียน มีเป้าหมายของปีนี้คือการสร้างพื้นที่กิจกรรมและสนับสนุนให้เด็กเข้าถึงพื้นที่สร้างสรรค์ได้มากกว่า 100 คนต่อศูนย์” น.ส.พรเพ็ญ กล่าว

‘กสม.’ชวนชาว‘TikTok’ประกวดคลิปสั้น ‘ฮักบ่Hate’สื่อสารสร้างสรรค์ไม่ก่อเกลียดชัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786497

‘กสม.’ชวนชาว‘TikTok’ประกวดคลิปสั้น  ‘ฮักบ่Hate’สื่อสารสร้างสรรค์ไม่ก่อเกลียดชัง

‘กสม.’ชวนชาว‘TikTok’ประกวดคลิปสั้น ‘ฮักบ่Hate’สื่อสารสร้างสรรค์ไม่ก่อเกลียดชัง

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย TikTok Thailand บริษัท เทลสกอร์ จำกัด COFACT ประเทศไทย มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัย ประเทศไทย จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการประกวดคลิปสั้น TikTok รณรงค์เสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ภายใต้แคมเปญ “ฮักบ่Hate” เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2567 ณ Creator House by TikTok ชั้น 4 สยามพารากอน กรุงเทพฯ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก และทุกวันอังคารสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์เป็นวันส่งเสริมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยแห่งชาติ และวันส่งเสริมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยสากล หรือ Safer Internet Day ที่ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เนตในปีนี้ กสม. จึงร่วมกับ 7 องค์กรเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รณรงค์เพื่อพื้นที่ปลอดภัยบนโลกอินเตอร์เนต

โดยมุ่งเน้นไปที่การยุติและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง จนเป็นที่มาของการจัดประกวด คลิปสั้น TikTok ภายใต้แคมเปญ “ฮักบ่Hate” เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ด้วยความเคารพในสิทธิของผู้อื่นและไม่สร้างความเกลียดชังต่อกัน ซึ่งสำหรับกิจกรรมเปิดตัวโครงการประกวดคลิปสั้น TikTok มีการเสวนาในหัวข้อ “ฮักบ่Hate การสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง” โดยมีวิทยากร 4 ท่าน ประกอบด้วย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

น.ส.วาเนสซ่า ชไตน์เม็ทซ์ ผู้อำนวยการโครงการประจำประเทศไทยและเมียนมา มูลนิธิฟรีดริช เนามัน, น.ส.ศรีดาตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทยและ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ประเทศไทยได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสถานการณ์ ปัญหา และผลกระทบ จากการกลั่นแกล้ง (Bullying)และ Hate Speech ในพื้นที่สื่อออนไลน์ แนวทางการรับมือและป้องกันภัยจากสื่อออนไลน์ รวมทั้งการสร้างคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์

นายวสันต์ กล่าวต่อไปว่า โอกาสนี้ กสม. และองค์กรเครือข่าย ขอเชิญชวนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในแพลตฟอร์ม TikTok ร่วมการประกวดคลิปสั้นในแคมเปญ “ฮักบ่Hate” โดยสร้างสรรค์คลิปความยาวไม่เกิน 1 นาที มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแบ่งปันมุมมอง ความเข้าใจ และความตระหนักต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเด็นการสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง หรือ Hate Speech ชิงรางวัลรวมมูลค่า 50,000 บาท

“สามารถส่งคลิปเข้าร่วมการประกวดได้ตั้งแต่วันนี้-8 มีนาคม 2567 ติดตามรายละเอียดและหลักเกณฑ์การประกวดเพิ่มเติมได้ที่ TikTok : สำนักงาน กสม. (@nhrc_thailand) และ Facebook Fanpage : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” นายวสันต์ กล่าว

‘สศร.’จัดกิจกรรม’ชนช้างกราฟิก’ปีที่9 ปลุกพลังนักออกแบบพัฒนาชุมชนน่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786498

‘สศร.’จัดกิจกรรม’ชนช้างกราฟิก’ปีที่9  ปลุกพลังนักออกแบบพัฒนาชุมชนน่าน

‘สศร.’จัดกิจกรรม’ชนช้างกราฟิก’ปีที่9 ปลุกพลังนักออกแบบพัฒนาชุมชนน่าน

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สศร. ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่ รายการ “ชนช้างกราฟิก” เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ส่งเสริมความนิยมไทย ผ่านภูมิปัญญา สินค้าและบริการ โดยร่วมมือกับผู้ทรงคุณวุฒิ และ บุคคลที่มีชื่อเสียงผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ หรือ ด้านเรขศิลป์ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ แบบอย่าง และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบเรขศิลป์สู่ศิลปินรุ่นใหม่โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา

มุ่งให้เกิดการพัฒนา ทักษะ ประสบการณ์ด้านการออกแบบอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งส่งเสริมความสามารถนำองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาและต่อยอดความคิด ในการแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนต่างๆ ทั้งภูมิปัญญา สินค้า และบริการ ที่มีอยู่ในทุกๆ ด้านให้กลายเป็นสินทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยว สร้างรายได้สู่ชุมชน สอดคล้องกับแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีวัฒนธรรม

ซึ่งใน 2567 ได้เปิดรับสมัคร นิสิตหรือนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 2-4 สาขาวิชาเรขศิลป์ ออกแบบนิเทศศิลป์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ นฤมิตศิลป์ ครุศิลป์ หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมโครงการเป็นทีม ทีมละ 2 คน รวมทั้งจะได้เข้าร่วมในรายการชนช้างกราฟิก ปีที่ 9 รูปแบบการแข่งขันทักษะด้านศิลปะร่วมสมัย สาขาเรขศิลป์

“ผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบรุ่นใหม่หลายปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยนักออกแบบเข้าไปช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ด้านการออกแบบภาพลักษณ์ของชุมชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการขายของที่ระลึก ด้วยการใช้งานออกแบบมาช่วยพัฒนาสินค้าชุมชนได้อย่างมาก นอกจากนี้ ผู้ผ่านการอบรมทุกคน มีอาชีพ มีรายได้ระหว่างการเรียน และหน่วยงานต่างๆ ให้โควตาเข้าทำงานหลังเรียนจบ” นายประสพ ระบุ

สำหรับโครงการ “ชนช้างกราฟิก” ในปี 2567 ผู้ร่วมการแข่งขันจะได้รับการอบรมเพิ่มพูนทักษะวิชาการ และพัฒนาการออกแบบเรขศิลป์ และลงพื้นที่พัฒนาชุมชนใน จ.น่านในการศึกษาถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ สินค้าและบริการของแต่ละชุมชน และสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบที่จะช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์และมูลค่าเพิ่มกับให้สินค้าและบริการ ซึ่งชุมชนสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 ก.พ. 2567 และสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย”

คณบดีนิติศาสตร์ฯ‘มธบ.’เผยแนวทาง สร้าง‘นักกฎหมาย’ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786500

คณบดีนิติศาสตร์ฯ‘มธบ.’เผยแนวทาง  สร้าง‘นักกฎหมาย’ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

คณบดีนิติศาสตร์ฯ‘มธบ.’เผยแนวทาง สร้าง‘นักกฎหมาย’ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ที่ผ่านมาเปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการเรียนการสอนของคณะฯ ว่า คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ มธบ. มีการปรับตัวและปรับวิธีการสอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีข้อได้เปรียบ คือ มีคณาจารย์ทั้งภายในและภายนอกที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมี Facility ส่วนกลางที่ทันสมัย เช่น ระบบห้องสมุด ระบบการค้นคว้าออนไลน์และระบบเทคโนโลยีล้ำสมัย

ดังนั้น มธบ. จึงผลิตนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่ไม่ได้จำกัดให้รอบรู้เฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่มุ่งผลิตนักกฎหมายที่ต้องใช้กฎหมายช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง และทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วย ซึ่งหลักสูตรการเรียนการสอน ต้องให้นักศึกษาเข้าใจในตรรกะต่างๆ คิดและวิเคราะห์เป็น ไม่เน้นท่องจำ อีกทั้งนักกฎหมายยุคใหม่จะมีความเชี่ยวชาญด้านตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอแต่ต้องรู้รอบด้าน และต้องเขียนให้เป็น สื่อสารหรือให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อื่นได้ชัดเจน ถูกต้อง ตรงประเด็น

สามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย แต่ต้องรอบคอบและรัดกุม ต้องทำงานร่วมกับผู้ที่ไม่ใช่นักกฎหมายได้ดี เพราะอาจต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ภาคธุรกิจ เทคโนโลยี การเงินการธนาคาร ล้วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งสิ้น ฉะนั้น จึงต้องผลิตนักกฎหมายที่มีความเป็นผู้นำ (leadership skill) สามารถนำกฎหมายไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ต่างๆ ได้

“เพราะสิ่งที่จะเจอในความเป็นจริง อาจไม่ได้อยู่ในตำรา เราจึงต้องฝึกความพร้อมให้นักศึกษาสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องย้ำให้อยู่ใน DNA ของนักศึกษานิติศาสตร์ฯ มธบ. คือ การตั้งอยู่บนหลักการของความถูกต้องโปร่งใสและยุติธรรม โดยไม่หวั่นไหวไปตามกระแสหรืออิทธิพลใดๆ” นายสุทธิพล กล่าว

นายสุทธิพลกล่าวต่อไปว่า นักกฎหมายรุ่นใหม่ต้องมีความพร้อมในการปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลารวมถึงคณาจารย์และบุคลากรของคณะก็ต้องอัปเดตความรู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมต้องทำงานเชิงรุกและใกล้ชิดกับนักศึกษามากขึ้น โดยจะปรับปรุงสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์ที่ปรึกษาให้น้อยลงเพื่อให้คำปรึกษานักศึกษาได้อย่างทั่วถึง

และจะปรับการเรียนการสอนโดยเชื่อมโยงกับคณะอื่นๆ และวิทยาลัยต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี อาจารย์ทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีจะเป็นผู้เข้ามาช่วยเติมเต็มนักศึกษาในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการเชิญกูรูหรือนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในสายปฏิบัติ เช่น อาจารย์ที่บรรยายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา เข้ามาสอนเพื่อเสริมการเรียนการสอนกฎหมายภาควิธีสบัญญัติให้กับนักศึกษา นอกจากนั้น การผลิตนักกฎหมาย ต้องทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความเสี่ยงใหม่ๆ ว่าสามารถอุบัติขึ้นได้ตลอดเวลา

ต้องเข้าใจบริบทของสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนไปและเข้าใจกลไกการทำงานของเทคโนโลยีในแต่ละรูปแบบเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ค้นหาข้อมูลทางการกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว หรือวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ มาสนับสนุนในการตัดสินใจ โดย AI สามารถให้คำแนะนำและช่วยในการตัดสินใจทางกฎหมาย รวมทั้งการวิเคราะห์แนวโน้มของผลการตัดสินหรือการประเมินความเสี่ยงในการดำเนินคดี เป็นต้น

“เราจะสอนให้การเรียนกฎหมายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อ ที่สำคัญนักกฎหมายที่ดีจะต้องมีจริยธรรม เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเข้าใจในกลไกของกระบวนการยุติธรรมดีพอ ที่จะสามารถคุ้มครองสิทธิให้กับผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม” นายสุทธิพล กล่าว

สำหรับประสบการณ์การทำงานก่อนหน้านี้ของ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เคยเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่ Law Firm ชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกา ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ผู้พิพากษาและเลขานุการศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ผู้พิพากษาและเลขานุการศาลแพ่ง โฆษกศาลยุติธรรมคนแรก รองเลขานุการศาลฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรรมการตรวจการแผ่นดิน (คตง.) ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

กองร้อยน้ำหวาน ปฏิบัติการเชิงรุกลุยเคาะประตูบ้านรณรงค์หยุดเผาป่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786333

กองร้อยน้ำหวาน ปฏิบัติการเชิงรุกลุยเคาะประตูบ้านรณรงค์หยุดเผาป่า

กองร้อยน้ำหวาน ปฏิบัติการเชิงรุกลุยเคาะประตูบ้านรณรงค์หยุดเผาป่า

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.23 น.

หน.อุทยานฯลำคลองงู ส่งกองร้อยน้ำหวาน ปฏิบัติการเชิงรุกลุยเคาะประตูบ้านรณรงค์หยุดเผาป่า ดับไฟป่าในใจคน ส่วนค่า PM2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

10 ก.พ.67 นายคุณากร บุญเกื้อสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ค.ของทุกปี ประเทศไทย มักประสบปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ส่งผลให้เกิดฝุ่นควันที่มีค่า PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และถือเป็นปัญหาวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน

ปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และยานพาหนะในการเข้าไปดับไฟ ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากฝีมือมนุษย์ที่ต้องการแค่เพื่อล่าสัตว์ การเก็บหาของป่า และการกำจัดวัชพืชในที่ดินทำกินของเกษตรกรที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า เพื่อเตรียมการเพาะปลูกโดยไม่มีการควบคุมส่งผลให้ไฟลุกลามเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติจึงกลายเป็นไฟป่า

สำหรับแนวทางในการป้องกันในเบื้องต้นนั้น อุทยานแห่งชาติลำคลองงูได้ส่งกองร้อยน้ำหวานออกปฏิบัติการในเชิงรุกด้วยการไปพบปะผู้นำชุมชน เช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ร่วมกันรณรงค์ให้ชาวบ้านป้องกันไฟป่า งดเผา  รวมทั้งแจ้งประกาศห้ามเข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู รวม 3 ตำบล ประกอบด้วยตำบลชะแล ตำบลท่าขนุน และตำบลสหกรณ์นิคม ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 – 31 พฤษภาคม 2567 ยกเว้นพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตบริการ และเขตนันทนาการกลางแจ้ง

หากผู้ใดฝ่าฝืน มีความผิดตามมาตรา 47 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนกรณีที่เผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  หากพบเห็นไฟไหม้ป่า ขอให้แจ้งหน่วยงานดับไฟป่าในพื้นที่ หรือโทรแจ้งสายด่วน 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันเพจสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาญจนบุรี ได้รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศของจังหวัดกาญจนบุรี ประจำวันที่ 10 ก.พ.โดยสถานีตรวจวัด ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ว่า “ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีค่า 45.1 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ”

แนะนำให้ เด็ก คนชรา สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยในกลุ่มโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือดควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้ามีอาการทางสุขภาพ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาอักเสบ แน่นหน้าอก ปวดศรีษะ หัวใจเต้นไม่ปกติ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์ ประชาชนทั่วไปควรเฝ้าระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น

สำหรับจุดความร้อน (Hotspot) ที่พบในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีในวันนี้มีมากถึง 164 จุด สำหรับจุดที่พบประกอบด้วย พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 96 จุด ป่าสงวน 35จุด เขต ส.ป.ก.8 จุด พื้นที่เกษตร 9  จุด และพื้นที่อื่นๆ 16 จุด เส้นทางการเคลื่อนที่ของฝุ่นละอองมาจากแหล่งกำเนิดทั้งภายในและภายนอกจังหวัด 

.-008 

‘ธงทอง’ชี้ 7 ปมย้ายอุเทนถวาย บอกอย่าหลงประเด็นเรื่องการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786293

'ธงทอง'ชี้ 7 ปมย้ายอุเทนถวาย บอกอย่าหลงประเด็นเรื่องการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์

‘ธงทอง’ชี้ 7 ปมย้ายอุเทนถวาย บอกอย่าหลงประเด็นเรื่องการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.27 น.

9 ก.พ.67 กลับมาเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีก กรณีย้าย-ไม่ย้าย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้อุเทนฯ ย้ายออกจากพื้นที่ของจุฬาฯ ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2565 โดยจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังจากมีคำสั่ง

ล่าสุด ศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์แสดงความคิดเห็น ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยออกความคิดเห็นเรื่องที่ตั้งวิทยาเขตอุเทนถวายซึ่งอยู่ในพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ถึงเวลานี้เห็นใครต่อใครก็พูดเรื่องนี้กันให้ขรมไป ถ้าผมจะพูดบ้าง คงไม่เป็นไรนะครับ

1.ผมเคยทำหน้าที่ผู้อำนวยการหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่นานสิบกว่าปี ได้ค้นคว้าเอกสารและผ่านตาเอกสารเกี่ยวกับที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาครบทุกชิ้น ไม่ปรากฏหลักฐานใดว่า “อุเทนถวาย” ได้รับพระราชทาน ได้รับโอน หรือมีกรรมสิทธิด้วยประการหนึ่งประการใดในที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอุเทนถวายในปัจจุบัน มีแต่เพียงสัญญาเช่า ซึ่งครบกำหนดไปนานปีแล้ว และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้ต่อสัญญาเช่าให้อีก

2.อุเทนถวายมีข้อโต้เถียงในเรื่องกรรมสิทธิ และนำคดีขึ้นสู่ศาล คดีถึงที่สุดว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของแปลงนี้

3.ผมจำวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่ได้มีการเจรจาตกลงและทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างอุเทนถวายกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าอุเทนถวายจะย้ายการเรียนการสอนไปยังสถานที่ใหม่ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

4.เรื่องเหตุกระทบกระทั่งระหว่างอุเทนถวายกับสถาบันการศึกษาอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกัน มีมาช้านาน และมีความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเกิดขึ้นต่อเนื่อง บางคราวประชาชนคนธรรมดาก็ถูกลูกหลง บาดเจ็บล้มตายไปกับเขาด้วย

5.ผมได้ทราบจากข่าวสารสาธารณะว่า กระทรวงอุดมศึกษามีแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน โดยการให้สถาบันการศึกษาที่ชื่อ อุเทนถวาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกยังคงรับนักศึกษาปีที่หนึ่งในปีการศึกษาหน้าที่จะถึงนี้ โดยให้ไปจัดการเรียนการสอนในวิทยาเขตหรือสถานที่อื่นซึ่งไม่ใช่พื้นที่ปทุมวัน ซึ่งมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดชี้ขาดมานานปีแล้วว่าเป็นที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

6.การดำเนินการตามข้อ 5 ข้างต้น นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งย่อมอยู่ในฐานะที่จะได้รับทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่า เมื่อตนเข้าไปเป็นนักศึกษา จะมีสถานที่เรียนอยู่ที่ใด เป็นการรับทราบข้อมูลล่วงหน้า ทำให้มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาในสถาบันแห่งนี้

7.มีบางเสียงอภิปรายกล่าวอ้างว่า หากอุเทนถวายไม่อยู่ที่ปทุมวันที่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะนำที่ดินไปจัดผลประโยชน์หรือทำธุรกิจ ผมเห็นว่าข้อเถียงดังกล่าวเป็นการหลงประเด็น หลงตรรกะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิในที่ดินย่อมมีความชอบธรรมที่จะนำที่ดินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้ตามที่เห็นสมควร จากความรู้ส่วนตัวของผม พื้นที่ตรงนี้อยู่ในแผนการใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์ในการศึกษามานมนานแล้ว

“แต่ถ้าในวันข้างหน้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคิดจะปรับแผนไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ก็เป็นเรื่องที่ประชาคมจุฬาฯรวมตลอดถึงประชาชนจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของผู้หนึ่งผู้ใด ถ้ามีเรื่องทุจริตคิดมิชอบเกิดขึ้น ไม่ต้องเดือดร้อนถึงคนอื่นหรอกครับ เพียงแค่คนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน เขาย่อมไม่ยอมอยู่นิ่งอย่างแน่นอนครับ”

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu

สกร.ใช้หลักคิดพอเพียงสร้างซอฟต์พาวเวอร์ชุมชนเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786279

สกร.ใช้หลักคิดพอเพียงสร้างซอฟต์พาวเวอร์ชุมชนเข้มแข็ง

สกร.ใช้หลักคิดพอเพียงสร้างซอฟต์พาวเวอร์ชุมชนเข้มแข็ง

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.26 น.

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เดินหน้าดันซอฟต์พาวเวอร์ สอนอาชีพบนหลักคิดความพอเพียงของแต่ละบุคคล สร้างชุมชนเข้มแข็ง ดึงคนนอกอยากเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

9 ก.พ.67 นายธนากร ดอนเหนือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กล่าวถึงการผลักดันงานด้านการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อสร้างซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ว่า การจัดการศึกษา การฝึกอบรม การสร้างอาชีพให้แก่ประชาชน ของ สกร. หรือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) เดิม ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรของ กศน.ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการจัดกิจกรรมการศึกษาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการศึกษาเพื่อข่าวสารข้อมูล การเพิ่มพูนทักษะอาชีพ เรายึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เรื่องใด อาชีพอะไรที่ประชาชนสนใจ สกร.ก็จะเข้าไปจัดอบรมให้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ดีๆ ที่มีชื่อเสียงของแต่ละชุมชนออกมามากมาย โดยมีหน่วยงานต่างๆเข้าไปช่วยโปรโมทส่งเสริมผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

รักษาราชการแทนอธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า การส่งเสริมอาชีพของ สกร. มอง 3 มิติ คือ 1.มิติการจัดอบรมอาชีพเพื่อการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม เช่น การทอผ้า ซึ่งคนในชุมชนได้ทำอยู่แล้ว และเข้าไปช่วยส่งเสริมโดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสอน หาดีไซเนอร์เก่งๆ ไปช่วยออกแบบ 2.มิติส่งเสริมอาชีพที่จะแก้ปัญหาชุมชน เช่น น้ำเน่าเสีย ก็สอนการผลิตอีเอ็ม หรือ การบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพ ให้ชุมชนนำความรู้ไปแก้ปัญหาของชุมชน และ 3.มิติอาชีพในอนาคต เช่น หลักสูตร Internet of Things ( IOT) หรือ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง เป็นต้น

“ ซอฟต์พาวเวอร์ ในความหมายของผม มองถึงศิลปวัฒนธรรมของชุมชน โดยมีหลักคิด ในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพบนมิติความพอเพียงที่มาจากอัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ของชุมชน สกร.ไม่ควรสอนให้ทำเป็น ค้าขายได้เท่านั้น ซึ่งนอกเหนือจากการจัดอบรม พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เหนือสิ่งอื่นใดต่อไป สกร. จะสอนวิธีให้ชาวบ้านในชุมชนได้พัฒนาอาชีพตามความพอเพียงของแต่ละบุคคล ไม่ใช่สอนเพื่อให้ผลิตและขายเหมือนกันหมด การผลิตเพื่อขายบางคน บางกลุ่มก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย สกร.ต้องอยู่กับพื้นที่ อยู่กับชุมชน ต้องดูด้วยว่า ผลิตแล้วกินเองได้หรือไม่ ใช้เองได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้จำเป็นกับวิถีชีวิตของชุมชน และถ้าเราพัฒนาอาชีพบนมิติความพอเพียงของบุคคลได้ ก็จะส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เก่งบนความพอเพียงของตนเอง กลายเป็นจุดแข็งของชุมชน คนภายนอกก็อยากไปท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  ซึ่งนอกจากมีรายได้จากการขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนแล้ว ยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่ง สกร.จะเดินหน้าทำเรื่องนี้ให้เป็น ซอฟต์พาวเวอร์ ” นายธนากร กล่าว.

กมว.ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย-ครูการศึกษาพิเศษ พร้อมฟันโทษครูผิดจรรยาบรรณ 34 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786277

กมว.ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย-ครูการศึกษาพิเศษ พร้อมฟันโทษครูผิดจรรยาบรรณ 34 ราย

กมว.ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย-ครูการศึกษาพิเศษ พร้อมฟันโทษครูผิดจรรยาบรรณ 34 ราย

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.10 น.

กมว.ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย-ครูการศึกษาพิเศษ พร้อมฟันโทษครูผิดจรรยาบรรณ 34 ราย

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567  นายศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยภายหลังประชุม กมว. ว่า ที่ประชุม ได้พิจารณาร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย กับร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ  ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพครูในสองกลุ่มนี้ เนื่องจากดูแลกลุ่มเด็กพิเศษและกลุ่มเปราะบางที่ดูแลช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้น ครูที่จะมาดูแลการเรียนรู้ การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะต้องเป็นครูที่มีความรู้ความสามารถพิเศษเฉพราะทาง มีวิธีปฏิบัติงาน มีวิธีดูแลเด็กพิเศษและเด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง 

“ก่อนนี้คนอาจจะมองว่า เอาใครก็ได้มาเป็นครูในการดูแลเด็กสองกลุ่มนี้ แต่ระยะหลังนี้เราเริ่มเห็นปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น การดูแลเด็กเล็กกลุ่มพิเศษ หรือดูแลการพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ถ้าเราลงทุนกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศชาติอย่างถูกต้องเต็มที่ ผลตอบแทนนสู่สังคมจะสูงมาก เพราะฉะนั้น ครูที่จะมาช่วยดูแลเด็กปฐมวัยจึงต้องมีมาตรฐานวิชาชีพที่เฉพาะเจาะจง จึงจะสามารถช่วยในเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัยของประเทศอันจะเป็นกำลังสำคัญเป็บพลเมืองของประเทศที่สำคัญยิ่ง เพราะหลายเรื่องที่เราเห็นปัญหาในสังคมหลายอย่าง ก็มาจากประสบการณ์ในวัยเด็ก บาดแผลในใจในช่วงวัยเด็กของเขา ดังนั้น เด็กปฐมวัยจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้ได้รับการพัฒนาการทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมย์ สังคม ให้ไปในทิศทางที่ควรจะเป็น จึงจำเป็นต้องอาศัยครูที่มีความสามารถเฉพราะทางมาดูแล  ดังนั้น เราจึงพยายามผลักดันการออกมาตรฐานวิชาชีพของครูทั้งสองกลุ่มนี้ให้เกิดขึ้น“ ประธาน กมว. กล่าว 

นายศิริเดช กล่าวต่อว่า ก่อนนั้นครูทั้งสองกลุ่มนี้จะใช้มาตรฐานวิชาชีพครูทั่วไป แต่เราได้รวบรวมความเห็นในหลายๆเรื่องที่เป็นข้อน่าสังเกตุ จึงต้องมีการปรับปรุงร่างข้อบังคับนี้ให้ทันสมัยและคมชัดมากยิ่งขึ้น เพื่อว่าเวลานำไปใช้จริงจะได้เกิดปัญหาน้อยที่สุด และเกิดผลดีมากที่สุด อย่างไรก็ตาม คาดว่าร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย กับร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ นี้จะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2567 นี้ หลังคณะกรรมการคุรุสภาเห็นชอบและ รมว.ศธ.ลงนามใช้ต่อไป    

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ครูปฐมวัยมี พ.ร.บ.ครูปฐมวัย ส่วนครูการศึกษาพิเศษ ก็มี พ.ร.บ.ครูการศึกษาพิเศษอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำมาตรฐานครูสองกลุ่มนี้ไว้ก็จะนำไปสู่ขบวนการของการผลิตครูการศึกษาพิเศษ และการผลิตครูปฐมวัย รวมถึงสาระที่ต้องเรียน ว่าจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง และขบวนการสอบก็ต้องว่าด้วยความรู้เหล่านี้  เพราะการประกาศสอบของคณะกรรมการคุรุสภาจะแยกเป็น 1.กลุ่มครูปฐมวัย 2.กลุ่มครูประถมศึกษา 3.กลุ่มครูการศึกษาพิเศษ 4.กลุ่มครูการศึกษาตลอดชีวิต 5.กลุ่มครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฟิสิก เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์  และ 6.กลุ่มครูอาชีวศึกษา  แต่ตอนนี้เราจะเริ่มจากร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย กับร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ก่อน  และหลังจากนั้น ทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ก็จะทำไทม์ไลน์ว่าแผนต่อไปเราจะออกข้อบังคับครูกลุ่มไหนที่เป็นแต่ละกลุ่มเฉพาะ ส่วนกลุ่มครูทั่วไปก็ใช้ พ.ร.บ.ที่ประกาศไว้อยู่แล้ว 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม กมว.ได้พิจารณาโทษผู้กระทำผิดจรรยาบรรณ จำนวน 34 คดี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.โทษตักเตือน  2.โทษภาคทัณฑ์  และ 3.พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  และในจำนวนนี้ มีครูที่ถูกเพิกถอนการใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คือ ครูค้ายาเสพติด ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การทำร้ายร่างกายเด็กจนทำให้เด็กบาดเจ็บอย่างรุนแรง ครูกล่าววาจาหยาบคลายดูหมิ่นเหยียดหยามนักเรียน ครูยืมเงินเด็กและอมเงินเด็ก  เพราะถือว่าเป็นความผิกร้ายแรงจะถูกถอดถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทุกราย  ซึ่งครูที่จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทางต้นสังกัดได้ไล่ออกจากราชการแล้ว เราทำงานประสานกับต้นสังกัดของครูตลอดจึงทำให้การเพิกถอนใบอนุญาตฯเกิดความรวดเร็วขึ้น

“ที่ผ่านมา กมว.มีคดีค้างการพิจารณา 1,200 กว่าคดี ซึ่ง กมว.ได้เร่งพิจารณาไปแล้ว 800 กว่าคดี ที่เหลืออีกไม่มาก และคดีใหม่ก็จะพิจารณาได้เร็วขึ้น เพราะ กมว.จะทำงานควบคู่ไปกับต้นสังกัดของครู เวลาเกิดปัญหาขึ้น กมว.ก็จะลงไปสอบสวนพร้อมกับต้นสังกัดของครู ทำให้งานเร็วขึ้น การเพิกถอนและการพักใช้ใบอนุญาตทำได้เร็วขึ้น จะเห็นได้จากกรีที่ครูใช้เข็มกลัดทิ่มปากเด็กในโรงเรียน ที่ จ.สมุทรปราการ กมว.ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบทันที และสามารถเพิกถอนใบอนุญาตครูได้เร็วขึ้น ครูที่ทำผิดไม่สามารถทำหน้าที่สอนเด็กได้อีกต่อไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด“ ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว