‘สพฐ.’เยี่ยมโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ยกนิ้วการรักษาปลอดภัย วาง 7 มาตรการเข้มดูแล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786116

‘สพฐ.’เยี่ยมโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ยกนิ้วการรักษาปลอดภัย วาง 7 มาตรการเข้มดูแล

‘สพฐ.’เยี่ยมโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ยกนิ้วการรักษาปลอดภัย วาง 7 มาตรการเข้มดูแล

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 08.47 น.

‘สพฐ.’เยี่ยมโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ยกนิ้วมาตรการรักษาปลอดภัยดี มั่นใจตำรวจ-ท้องถิ่นร่วมใจดูแลโรงเรียน พร้อมวาง 7 มาตรการเข้มดูแล

9 กุมภาพันธ์ 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาธิการ ในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ณ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆนี้ โดยมี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานด้านการศึกษาในพื้นที่ ร่วมเปิดการ Kick Off ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัย และติดตั้งตู้แดง ของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจตรารักษาความปลอดภัยในโรงเรียน

นายธีร์ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ พบว่าทางโรงเรียนได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างชัดเจน มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้สามารถพร้อมใช้งานและติดตั้งไฟส่องสว่างในยามวิกาล ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยนอกเวลาราชการ ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้

ส่วนภาพรวมของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศนั้น ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วครบ 100% แต่อาจจะยังไม่แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ เนื่องจากเราเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาในภาพรวม ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่ให้กระบวนการดำเนินไปได้เป็นปกติ วันนี้เราต้องสอดประสานการทำงานร่วมกัน เพราะโรงเรียนเป็นจุดเปราะบางที่อาจจะเกิดเหตุได้ง่าย จึงต้องมีการตรวจตราที่ละเอียดเข้มขึ้นกว่าเดิม โดยช่วงที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือช่วงหลังเลิกเรียน วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งทางตำรวจก็ให้ความมั่นใจว่าจะตรวจตราดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงชุมชน ท้องถิ่น ก็จะช่วยกันเป็นหูเป็นตาด้วย

“เชื่อว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้ครูสามารถดูแลจากระยะทางไกลได้ผ่านกล้องวงจรปิด เป็นการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกเหนือไปจากภาระหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอน ตามข้อห่วงใยของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ที่ให้ความสำคัญกับครูและบุคลากรทางการศึกษา และตั้งใจที่จะลดภาระครูฯ อย่างจริงจัง และมั่นใจว่าการบูรณาการร่วมกันระหว่างโรงเรียน กับชุมชน ตำรวจ หน่วยงานท้องถิ่น จะทำให้กระบวนการทำงานกระชับขึ้น เกิดเป็นภาพที่น่ารักของโรงเรียน ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จับมือกันให้แน่นและทำงานกันอย่างชัดเจนขึ้น” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ได้ดำเนินการสอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นชอบ ให้ยกเลิกครูอยู่เวรรักษาการณ์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 รวมถึงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย และตามข้อสั่งการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ได้ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการ จึงได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน ดังนี้

1. กำหนดระยะเวลาในการเปิด ปิด สถานศึกษา ได้แก่ วันจันทร์ – ศุกร์ เปิด 06.00 น. ปิด 18.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ปิดทำการ   

2. มอบหมายครูที่รับผิดชอบห้องเรียน ห้องสำนักงาน ห้องปฏิบัติการต่างๆ ตรวจสอบความเรียบร้อย ปิดไฟ ปิดพัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดหน้าต่าง ล็อกประตูให้เรียบร้อย ในวันจันทร์ – ศุกร์ ภายในเวลา 18.00 น. 

3. ครูที่มีความประสงค์มาปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการ ให้จัดทำแบบขออนุญาตมาปฏิบัติงานที่กลุ่มบริหารงานบุคคล 

4. ครูที่มีความประสงค์นำนักเรียนมาทำกิจกรรมที่โรงเรียนนอกเวลาราชการ ให้จัดทำบันทึกข้อความเพื่อขออนุญาตพร้อมหนังสือขออนุญาตผู้ปกครองที่กลุ่มบริหารวิชาการ และครูต้องมาควบคุมนักเรียนด้วยตนเองตลอดเวลาขณะทำกิจกรรม

5.กรณีครูและบุคลากรฯ มีความประสงค์เข้ามาบริเวณสถานศึกษาโดยใช้เวลาไม่นาน ให้ลงนามในบันทึกการเข้าออกบริเวณโรงเรียน ที่ป้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าโรงเรียน 

6. โรงเรียนได้ประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยนอกเวลาราชการ  

7. โรงเรียนได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดให้สามารถพร้อมใช้งานและติดตั้งไฟส่องสว่างในยามวิกาล ครอบคลุมทุกพื้นที่

‘สสส.-ทช.-มูลนิธิอันดามัน’ประกาศ’ปฏิญญาเกาะลันตา’ลุยแก้ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวจมกองขยะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786059

'สสส.-ทช.-มูลนิธิอันดามัน'ประกาศ'ปฏิญญาเกาะลันตา'ลุยแก้ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวจมกองขยะ

‘สสส.-ทช.-มูลนิธิอันดามัน’ประกาศ’ปฏิญญาเกาะลันตา’ลุยแก้ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวจมกองขยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.53 น.

สสส.-ทช.-มูลนิธิอันดามัน สานพลัง ลุยแก้ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวจมกองขยะ ประกาศ “ปฏิญญาเกาะลันตา” จัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง เล็งเก็บภาษีพลาสติก หวังลดปัญหา มุ่งสู่ “Lanta Go Green” ต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมชูนวัตกรรม BMON ติดอาวุธชาวบ้าน ร่วมป้องกัน “การกัดเซาะชายฝั่ง” ครั้งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2567 ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภาคีเครือข่ายลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานโครงการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกัดเซาะชายฝั่ง และโครงการลดภัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกในระบบนิเวศทะเล

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ชายฝั่งทะเลไทย 3,151 กม. ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งถึง 1 ใน 4 ส่งผลกระทบทั้งด้านระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ถูกวิธี จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลชายหาดที่มีความถูกต้อง มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางธรรมชาติของชายหาด ความสมดุลชายฝั่งทะเล และวิธีป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ดังนั้น ประชาชนในพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงต้องได้รับความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ติดตามข้อมูลชายหาดด้วยตนเอง เพื่อนำใช้ในการตัดสินใจเลือกวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะที่ถูกต้องและเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ 

“กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงร่วมกับ สสส. เครือข่ายชุมชนชายฝั่งทั้ง 24 จังหวัด และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลทั่วประเทศกว่า 880 คน พัฒนากลไกบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเล สอดรับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในท้องถิ่น ช่วยกันสอดส่องดูแลระบบนิเวศทางทะเล ตั้งแต่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน และท้องทะเล รวมถึงการทำลายปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายากเกยตื้น การทำประมงผิดกฎหมาย บุกรุกตัดไม้ป่าชายเลน และการจัดการขยะทะเล” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง เน้นสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงการจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง สสส. จึงได้สานพลังภาคีเครือข่าย พัฒนานวัตกรรม “เครื่องวัดความลึกน้ำทะเลชายฝั่ง” อย่างง่าย ที่ใช้วัสดุท่อ PVC ให้คนในพื้นที่สามารถใช้งานด้วยตนเอง และเรียนรู้ระบบตรวจวัดรูปตัดชายหาดด้วยเทคโนโลยี BEACH MONITORING (BMON) ที่เป็นฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงชายหาด ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตามหลักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) ทำให้ชุมชนในพื้นที่เกิดความรู้ ความเข้าใจ สร้างความตื่นตัวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกัดเซาะชายฝั่ง เรียนรู้ต่อการปรับตัวต่อภัยคุกคามได้อย่างถูกต้อง

“สำหรับปัญหาขยะทะเล ไทยเป็นประเทศที่มีขยะรั่วไหลลงสู่ทะเลติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยเฉพาะพลาสติกและโฟม เมื่อขยะลงสู่ทะเลแล้วจะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่า ไมโครพลาสติก ปนเปื้อนเข้าสู่ระบบนิเวศ รวมถึงห่วงโซ่อาหารทะเล ย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ขณะนี้ สสส. อยู่ระหว่างพัฒนาร่างกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์จากพลาสติก นำเอาระบบการลดภาษีมาสร้างแรงจูงใจผู้ประกอบการ เช่น ผลิตพลาสติกที่รีไซเคิล ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ จะได้รับการลดภาษี ขณะที่ภาษีที่เก็บได้จะคืนสู่ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาระบบจัดการขยะ จัดทำบ่อขยะให้ได้มาตรฐานต่อไป” ดร.ชาติวุฒิ กล่าว

นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอันดามัน และผู้รับผิดชอบโครงการลดภัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกในระบบนิเวศทะเล สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า ไทยมีปริมาณขยะทะเลชายฝั่งกว่า 10 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 2.8 ล้านตัน ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง มูลนิธิอันดามัน ร่วมกับ สสส. และคนในพื้นที่ อ.เกาะลันตา 3 พื้นที่ ประกาศปฏิญญาเดินหน้าสู่การเป็นลันตา โก กรีน (Lanta Go Green) หรือท่องเที่ยวสีเขียว กำหนดให้ภาคธุรกิจมีระบบจัดการขยะภายใน ตั้งแต่ลดการใช้พลาสติกในแบบครั้งเดียวทิ้ง งดใช้โฟม 100% และปัญหาใหญ่อย่างขยะอาหารที่มีปริมาณมากแต่การระบายสู่ภาคเกษตรน้อย ภาคธุรกิจเครือข่ายโรงแรมสีเขียว นำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมักบำรุงต้นไม้ในโรงแรม รวมถึงมีระบบจัดการเก็บขยะหาดหน้าโรงแรม 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และจัดตั้งชมรมผู้ประกอบการรีไซเคิล เริ่มเปลี่ยนจากถึงขยะทึบมาเป็นถังขยะแบบตาข่าย ทำให้เกิดการแยกขยะ นำขยะรีไซเคิลไปขาย เป็นการสร้างทัศนียภาพที่สวยงามอีกด้วย

“Lanta Go Green ถือเป็นต้นแบบสร้างการเปลี่ยนแปลง สู่ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มุ่งสร้างพื้นที่การท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายทรัพยากร แบ่งปันรายได้ไปสู่ชุมชน อ.เกาะลันตา ถือเป็น 1 ใน 3 พื้นที่ต้นแบบในกลุ่มทะเลอันดามัน แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ เชื่อมโยงระหว่าง จ.ภูเก็ต พังงา และตรัง มีนักท่องเที่ยวกว่า 1.2 ล้านคน สร้างรายได้ 2 แสนล้านบาทต่อปี” นายภาคภูมิ กล่าว

อุเทนฯย้ายแน่!! ลุ้นเคาะแผน 10 ก.พ.นี้ ผุด’ปทุมวันโมเดล’ หวังลดปัญหาศึก 2 สถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786018

อุเทนฯย้ายแน่!! ลุ้นเคาะแผน 10 ก.พ.นี้  ผุด'ปทุมวันโมเดล' หวังลดปัญหาศึก 2 สถาบัน

อุเทนฯย้ายแน่!! ลุ้นเคาะแผน 10 ก.พ.นี้ ผุด’ปทุมวันโมเดล’ หวังลดปัญหาศึก 2 สถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.18 น.

“ศุภมาส” ไม่รอช้าประชุมแก้ปัญหา“อุเทนถวาย-ปทุมวัน” ผุด “ปทุมวันโมเดล” ให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย สร้างรายได้เริ่ม 29 ก.พ.นี้ ด้านอุเทนถวายยันปฎิบัติตามคำสั่งศาลพร้อมทำแผนย้ายเข้าสภามหาวิทยาลัย 10 ก.พ.นี้ ขณะที่ตำรวจเพิ่มมาตรการเข้มป้องกันเหตุ

เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ได้ประชุมหารือกับ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6 รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันและ รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ถึงการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักศึกษา 2 สถาบัน

หลังเสร็จสิ้นการประชุม น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีมาตรการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะยาวได้ออกมาแบบ“ปทุมวันโมเดล”ขึ้นมาซึ่งเป็นการดีไซน์หลักสูตรที่สอดคล้องกับนโยบายเรียนดี มีความสุข มีรายได้ โดยให้นักศึกษามีงานทำระหว่างเรียน เด็กที่จะเข้าไปเรียนปี 1 ที่ปทุมวัน จะมีงานทำเลย ทางสถาบันจะหาที่ทำงานให้พร้อมเรียนไปด้วยเลย เมื่อเด็กจบมาแล้วก็การันตีว่าเด็กก็จะมีงานทำอย่างต่อเนื่องแน่นอน และในระหว่างเรียนก็จะมีการสร้างความมั่นคงทางรายได้และทางจิตใจ เมื่อเด็กเรียนหนังสือหนักและทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เด็กก็จะมีความรับผิดชอบสูงขึ้น มีเวลาว่างน้อยลง การก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไปด้วย

“ในส่วนของอุเทนถวายที่จะต้องมีการขยับขยายสถานที่ ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของคนส่วนใหญ่ ทุกแผนต้องดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมายและต้องให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นด้วย” รมว.อว.กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เสถียร กล่าวว่า ปีการศึกษา 2567 สถาบันฯ จะทำปทุมวันโมเดลขึ้นมา มีการดีไซน์หลักสูตรใหม่โดยสถาบันจะหางานให้เด็กที่จะเข้าไปเรียนปี 1 ทำงานเลย พร้อมกับเรียนไปด้วย เพื่อให้นักศึกษาอยู่ในพื้นที่ทำงานมากกว่าอยู่ในสถาบัน โดยเริ่มวันที่ 29 ก.พ.นี้ จะจัดงานจ๊อบแฟร์ขึ้นมาและมีบริษัทที่จะมารองรับการเข้าทำงานของเด็กเป็นร้อยกว่าบริษัท ส่วนการเรียนการสอนจะเป็นบ็อกคอร์ส หลักสูตรบัณฑิตพันธ์ใหม่ บ็อกคอร์สก็คือไม่ต้องมาเรียนเป็นเดือนเป็นเทอม มาเรียนอาทิตย์เดียวก็จบ เป็นรายวิชาไปเลย ก็ทำให้เด็กได้มีทักษะมีความรู้ที่เข้มข้นขึ้นไม่ต้องมาเสียเวลาที่ต้องอยู่ตลอดเวลาเป็นปีเป็นเทอม

ขณะที่ รศ.ดร.ฤกษ์ชัย กล่าวว่า วิทยาเขตอุเทนถวาย ยืนยันจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในการย้ายออกจากพื้นที่เดิม ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำแผนเสนอสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เพราะบางคณะเช่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา มีสภาวิชาชีพดูแลอยู่ว่าเมื่อย้ายไปแล้วจะต้องมีเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทางวิชาชีพ เป็นต้น ทำให้การย้ายอออกจากพื้นที่เดิม อาจจะต้องใช้เวลา ส่วนการต่อต้านของนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยกับการย้าย ก็กำลังทำความเข้าใจและเชื่อว่าถ้าทุกคนมีส่วนร่วมก็จะเกิดการยอมรับ

พ.ต.อ.นริศ แถลงว่า การแก้ปัญหาการทะเลาวิวาทระหว่างวิทยาเขตอุเทนถวายกับปทุมวัน ในระยะสั้น ตำรวจจะเพิ่มมาตรการกวดขันนักศึกษาที่พ้นสภาพและเข้ามาในสถาบันนอกเวลาราชการให้เข้มข้นขึ้นเพื่อป้องกันเหตุและจะตรวจสอบประวัตินักศึกษาที่จะเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 เพื่อทำประวัติ รวมทั้งดึงกล้องวงจรปิดจากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันมาที่ สน.ปทุมวันเพื่อตรวจสอบและป้องกันเหตุ โดยจะเริ่มในเดือน มี.ค.นี้

เสมา 2ชื่นชม ตำรวจ-เขตพื้นที่ อยุธยา ร่วมมือดูแลความปลอดภัยโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785931

เสมา 2ชื่นชม ตำรวจ-เขตพื้นที่ อยุธยา ร่วมมือดูแลความปลอดภัยโรงเรียน

เสมา 2ชื่นชม ตำรวจ-เขตพื้นที่ อยุธยา ร่วมมือดูแลความปลอดภัยโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.33 น.

“เสมา 2” ชื่นชม ตำรวจ-เขตพื้นที่ พระนครศรีอยุธยา ร่วมมือดูแลความปลอดภัยโรงเรียน แย้มเตรียม MOU สตช.-มหาดไทย ขยายผลทั่วประเทศ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย ระหว่าง กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.ภ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 3 เขต ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครูและบุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี ณ หอประชุมตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุรศักดิ์  กล่าวว่า การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย และตามข้อสั่งการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 เป็นหน่วยหลักในพื้นที่ระดับจังหวัด เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ได้ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการและแผนเผชิญเหตุ ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 เรื่อง การดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการให้แก่สถานศึกษาในจังหวัดตามบริบทของพื้นที่และความเหมาะสม โดยให้สถานศึกษายกเลิกคำสั่งการอยู่เวรรักษาการณ์ของสถานศึกษา ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานที่ดูแลและติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา จึงเห็นควรให้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในการร่วมมือการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยในสถานศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและสถานศึกษาร่วมกันดูแลนักเรียน อาคาร สถานที่ และบุคลากร ให้มีความปลอดภัย โดยดำเนินการติดตั้งตู้แดงหน้าโรงเรียน มีการลงเวลา-ลงชื่อสำหรับการตรวจตราพื้นที่ในแต่ละครั้ง โดยลงบันทึกในคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อเป็นการป้องปรามอาชญากรรม และบูรณาการร่วมกันกับทุกฝ่ายทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของโรงเรียน

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า การลงนามฯครั้งนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความปลอดภัย จากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีสายตรวจเข้าไปติดตั้งตู้แดงที่หน้าโรงเรียน เมื่อสายตรวจมาถึงจุดตรวจก็สแกน QR Code แล้วก็บันทึกข้อมูลเข้าไปยังระบบของกองบัญชาการตำรวจ ทุกคนก็จะรู้ว่าเข้ามาตรวจจริงไหม ตรวจตอนกี่โมง เป็นการใช้เทคโนโลยีคู่กับการติดตั้งตู้แดง ซึ่งวันนี้เมื่อคนไทยเห็นตู้แดงก็อุ่นใจแล้วว่าต้องมีตำรวจมาตรวจแน่ ส่วนคนที่คิดจะทำอะไรไม่ดีเมื่อเห็นตู้แดงก็จะตระหนักว่าต้องมีตำรวจเข้ามาตรวจตรงนี้ ถือว่าเป็นการสร้างความมั่นใจว่าตำรวจจะดูแลทุกโรงเรียนอย่างเต็มที่ ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเองก็ให้ความมั่นใจว่าทางจังหวัดจะกำชับไปยังฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการช่วยกันออกตรวจคู่ไปกับตำรวจอีกทางหนึ่ง รวมถึงส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เช่นองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ให้การยืนยันว่าพร้อมจะสนับสนุนงบประมาณในการจัดฝึกอบรมเรื่องการเผชิญเหตุให้กับเด็กนักเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยในเรื่องความปลอดภัย และทางเทศบาลพระนครศรีอยุธยาที่รับผิดชอบในพื้นที่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนทั้งเรื่องของเทศกิจ และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือ อปพร. เพื่อช่วยดูแลโรงเรียนในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ

“ผมในฐานะตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ผมรู้สึกซาบซึ้งและเห็นความตั้งใจของทุกท่าน ในการช่วยกันดูแลความปลอดภัยของนักเรียน เพราะว่าเด็ก ๆนักเรียนในโรงเรียนก็คือลูกๆของทุกคนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเช่นกัน สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าการลงนามในวันนี้จะเป็นการนำร่องให้ทุกจังหวัดได้มีความร่วมมือในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะจัดทำ MOU ฉบับใหญ่ในภาพรวมระดับกระทรวง ร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีผลไปถึงทั้งประเทศในการช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับโรงเรียน เพราะโรงเรียนปลอดภัย นักเรียนปลอดภัย คือความมุ่งหวังของผู้ใหญ่ทุกคน ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ที่ให้ความสำคัญกับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนครับ” รมช.ศธ. กล่าว

ทางด้าน พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.ภ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการจัดเวรเราจะจัดตามวงรอบของสายตรวจ ซึ่งปกติแล้ว 8 ชั่วโมงเราจะตรวจหนึ่งครั้ง วันหนึ่งก็จะต้องมี 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย แล้วยังมีสายสืบสวนเข้ามาร่วมตรวจด้วย วันหนึ่งอย่างน้อยต้องมี 3-4 ครั้ง แต่ถ้าโรงเรียนไหนมีภัยคุกคาม เช่น เคยมีการงัดแงะบ่อย หรือมีคนที่ไม่ประสงค์ดีเข้ามาวนเวียนแถวโรงเรียน ก็ต้องรีบแจ้งเพื่อเราจะได้เข้าไประงับยับยั้งหรือเข้าไปปรากฏกายให้เห็นบ่อยขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนความเร็วในการเข้าถึงจุดเกิดเหตุเมื่อมีการแจ้งเหตุนั้น ต้องดูว่าจุดที่รับแจ้งอยู่ไกลไหม ซึ่งที่หน้าตู้แดงเราจะติดสติกเกอร์ที่มีเบอร์โทรของสายด่วน 199, 191 รวมถึงเบอร์ สภ.ตำรวจติดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยสถิติที่ได้รับแจ้งจากโรงเรียนเท่าที่เห็นตอนนี้มีอยู่สองแห่ง เป็นเรื่องของการลักทรัพย์ในโรงเรียน ซึ่งถือว่ายังไม่อันตรายมากนัก แต่เราก็พร้อมเฝ้าระวังต่อไป

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีลงนามแล้ว นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. พร้อมด้วย นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.ภ.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. และคณะทำงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลพระนครศรีอยุธยา สังกัด สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 เพื่อติดตามการดำเนินงานตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน ซึ่งพบว่าทางโรงเรียนมีการกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างชัดเจน ตามนโยบายด้านความปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ. พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการลงตรวจรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาด้วย 
 

ม.ศรีปทุม ปั้นเยาวชนไทยสู่เส้นทาง ‘AI Engineer’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785700

ม.ศรีปทุม ปั้นเยาวชนไทยสู่เส้นทาง ‘AI Engineer’

ม.ศรีปทุม ปั้นเยาวชนไทยสู่เส้นทาง ‘AI Engineer’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ม.ศรีปทุม จัดเวทีแข่งขัน “SPU AI Prompt Mini Hackathon 2024” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา ครั้งแรกในประเทศไทย มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างทักษะ AI Engineer อาชีพมาแรงเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานทั่วโลกในยุคดิจิทัล มีนักเรียนสนใจเข้าร่วมการแข่งขันคับคั่งว่า 300 คน จาก 28 รร. ทั่วประเทศ ทีม Query Crafters มาวินคว้ารางวัลชนะเลิศ เผยทักษะการใช้ AI จะเป็นหนึ่งสกิลสำคัญที่ต้องมี ค่าตัวสูง ชี้ AI Engineer เนื้อหอม ผลตอบแทนสูง ธุรกิจทุกอุตสาหกรรม มุ่งลงทุน AI ยกระดับศักยภาพธุรกิจ พร้อมเปิด 3 อาชีพดาวรุ่งยุคค่าตัวสูงยุค AI 1. Prompt Engineer 2. AI and Machine Learning Engineer และ 3. Data Engineer

ผศ.ดร.ปราลี มณีรัตน์ รักษาการคณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก โดยได้เข้ามามีบทบาทแทรกซึมอยู่ชีวิตมนุษย์อย่างรวดเร็ว และได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม หันมาให้ความสนใจและเริ่มลงทุนเพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้สามารถแข่งขันและเติบโตต่อไปได้ และยังเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยมองเห็นเทรนด์ดังกล่าวจึงได้เตรียมความพร้อมพัฒนาคน เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานเพื่อทันต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี AI ในภาคเศรษฐกิจและสังคม ในมิติของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษามีสกิลการใช้ AI ชีวิตประจำวัน การปรับหลักสูตรคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้าน AI Engineer ป้อนให้ทันความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อบ่มเพาะเยาวชน ให้มีความพร้อมศึกษาต่อในสายอาชีพ AI Engineer

ทั้งนี้ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมมือกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ( NECTEC) สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AiAT) และสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยี ไซเบอร์ จัดเวทีแข่งขัน “SPU AI Prompt Mini Hackathon 2024” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาครั้งแรกของประเทศไทย โดยทีมชนะเลิศ ได้แก่ทีม Query Crafters รับเงินรางวัล 10,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รับเงินรางวัล 8,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ โรงเรียนราชบพิธ รับเงินรางวัล 5,000 บาท ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ เตรียมอุดมศึกษา มหิดลวิทยานุสรณ์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย โยธินบูรณะ สามเสนวิทยาลัย ฯลฯ ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 300 คน“การจัดการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อกระจายความรู้บ่มเพาะ การสร้าง Prompt Engineer เพื่อให้มีความเข้าใจและใช้คำสั่งพัฒนา AI ให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ นับเป็นจุดประกายแนวทางให้เยาวชน โดยคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี AI ต้องการกระจายองค์ความรู้เทคโนโลยี Al เพื่อบ่มเพาะทักษะ AI Engineer ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้าสู่สายอาชีพ AI Engineer”

นายกนธี บุญมีประกอบ Super AI Engineer Machine Learning Scientist บริษัท ฟินีม่า จำกัด เปิดเผยว่า อาชีพ AI Engineer คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ หน้าที่หลักๆ คือการเขียนโปรแกรมหรือชุดคำสั่งด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์สามารถเรียนรู้ พัฒนา และสามารถตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อนได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นผู้นำข้อมูลใหม่ๆ มาพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในยุคปัจจุบันและอนาคตและเป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนสูงมีโอกาสเติบโตในสายงานอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมในประเทศกำลังมุ่งนำเอา AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ประกอบกับ ในอนาคตอันใกล้ AI จะเข้าไปมีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ และการทักษะพื้นฐานเช่นเดียวกับการใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์พื้นฐาน Word, Excel ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ทำให้เกิดความต้องการอาชีพ AI Engineer มาพัฒนา AI Prompt ที่ง่ายและสะดวก สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

ทั้งนี้ อาชีพดาวรุ่ง AI Engineer ที่มาแรงและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ได้แก่ 1.Prompt Engineer อาชีพใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์และ Natural Language Processing ต้องการมีทักษะความเข้าใจและการสร้างข้อความที่มีความหมายจากข้อมูลธรรมชาติ 2.AI and Machine Learning Engineer อาชีพนี้เปรียบเสมือนผู้สร้างหัวใจหลักของ AI ช่วยศึกษา ออกแบบ และพัฒนา Algorithm ให้ระบบ AI สามารถทำงานและเรียนรู้ได้ด้วยตัวระบบเอง และประยุกต์ใช้ให้ตรงกับความต้องการในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การแพทย์, การผลิต, การขนส่ง, การสื่อสาร, การเงิน 3. Data Engineer วิศวกรข้อมูล ทำให้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์เป็น insight เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจ

นายธนพัฒน์ แช่มเทศ ตัวแทนจากทีม Query Crafters ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่ง SPU AI Prompt Mini Hackathon 2024 เปิดเผยว่า ทีมเกิดจากการรวมตัวกันจากเด็กต่างโรงเรียน คือ โรงเรียนศรียาภัยชุมพร และโรงเรียนนานาชาตินิวตัน ที่พบกันในงานประกวด Hackathon ครั้งก่อนได้ชักชวนกันมาเข้าร่วมแข่งขัน การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการสร้าง Prompt Engineer แบบจับมือทำและนำมาประยุกต์ใช้ได้ทัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการคว้าชนะครั้งนี้ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งมั่นเข้าเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI เพราะมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญกับมนุษย์ ภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

อว.ปั้นหลักสูตร ‘ผลิต-พัฒนากำลังคน’ เพิ่มทักษะ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785703

อว.ปั้นหลักสูตร ‘ผลิต-พัฒนากำลังคน’  เพิ่มทักษะ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไทย

อว.ปั้นหลักสูตร ‘ผลิต-พัฒนากำลังคน’ เพิ่มทักษะ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายในโครงการประชุมสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนการจัดทำหลักสูตรในการผลิตและพัฒนากำลังคน โดยใช้แผนที่ทักษะ (Skill Mapping) และทรานสคริปต์แสดงผลทักษะ (Skill Transcript) โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ปลัด อว. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด อว. นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสร้างและพัฒนาบัณฑิต พร้อมด้วยผู้บริหารและคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน จำนวน 109 แห่งหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร ชั้น 3 อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

รมว.อว. กล่าวว่า การทำ Skill Mapping หรือแผนที่ทักษะเพื่อระบุทักษะที่สำคัญในการทำงานในสาขาอาชีพสมัยใหม่ และเป็นไปตามความต้องการของประเทศ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจความต้องการทักษะของภาคธุรกิจ และจากฐานข้อมูลการทำงานระดับโลก เพื่อทำการวิเคราะห์หาทักษะที่นักศึกษาควรมี ปัจจุบันได้มีการประกาศทักษะที่พึงประสงค์จำนวน 5 สาขา ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ การตลาดดิจิทัล การท่องเที่ยวสมัยใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษา หรือหน่วยงานที่จะพัฒนากำลังคน สามารถนำไปปรับใช้ในการออกแบบหลักสูตรได้

ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษานำร่อง 6 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยพะเยา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน การนำ Skill Mapping ใช้ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้เป็นไปตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ใช้บัณฑิต และนำไปสู่การขยายผลให้กับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในการจัดทำทรานสคริปต์แสดงผลทักษะ (Skill Transcript) และใบประกาศนียบัตรแสดงผลทักษะ (Skill Certificate) ต่อไป

“Skill Mapping ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนและผลักดันให้การสร้างหลักสูตรบนฐานสมรรถนะและทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่มีการพัฒนาอยู่อย่างสม่ำเสมอ และปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้เรียนมีทักษะที่พึงประสงค์ มีความพร้อมในการทำงาน และเป็นที่ต้องการของภาคผู้ใช้บัณฑิต และอาชีพในอนาคต” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ การประชุมสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนการจัดทำหลักสูตรดังกล่าว มีการจัดเสวนา 4 หัวข้อ ได้แก่ 1.แนวทางการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนตามปรัชญาการอุดมศึกษาไทย 2.การนำ Skill Mapping ไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน 3.การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน โดยใช้ Skill Mapping ของสถาบันอุดมศึกษา 6 แห่ง และ 4.การสร้างและพัฒนากำลังคนเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม

มจพ.เชิญชวนร่วมงานวันสถาปนา มจพ.ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785701

มจพ.เชิญชวนร่วมงานวันสถาปนา มจพ.ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 65

มจพ.เชิญชวนร่วมงานวันสถาปนา มจพ.ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 65

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มจพ. ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (มจพ.) และชมรมศิษย์เก่าในภูมิภาคต่างๆ ร่วมกันจัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ 65 ปี โดยใช้ชื่องานว่า “65 ปี มจพ. พลิกโฉมพลิกความคิด สู่ความยั่งยืน” ในวันจันทร์ที่ 19 ก.พ. 2567 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัย ส่งเสริมความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำงาน ระหว่างศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้เกษียณอายุราชการ คณาจารย์ บุคลากร เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ รวมทั้งเผยแพร่ผลงาน ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย

สำหรับกิจกรรม ประกอบด้วย ภาคเช้า ณ ลานเฉลิมพระเกียรติ เวลา 08.00 น. พิธีทำบุญตักบาตรอาหารแห้งพระสงฆ์ 19 รูป, ภาคสาย ณ ลานทวาปูชนียาจารย์ หน้าอาคาร
บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน เวลา 09.45 น. พิธีรำลึกทวาปูชนียาจารย์ ศ.ดร.บุญญศักดิ์ ใจจงกิจ และ Dipl. Ing Karl Stützle, ภาคบ่าย ณ หอประชุมประดู่แดง อาคารอเนกประสงค์ ชั้น 2 เวลา 13.00 น. พิธีประกาศเกียรติคุณ “ศิษย์เก่าดีเด่น” โดย พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณหลังจากนั้น เวลา 15.05 น. ณ ลานอเนกประสงค์ชั้น 1 พิธีเปิดนิทรรศการและเยี่ยมชมบูธนิทรรศการเทคโนโลยีดาวเทียม เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานเพื่อความยั่งยืน เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติ

และภาคค่ำ ณ ลานเฉลิมพระเกียรติ เวลา 17.00 น. ชมการแสดงดนตรีสากล (วงดนตรีประดู่แดง) การแสดงโดยนักศึกษาชมรมศิลปะการแสดง มจพ. เวลา 19.00 น. ดร.แอ็นสท์ ว็อล์ฟกัง ไรเซิล (Dr.Emst Reichel) เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “65 ปี มจพ. พลิกโฉม พลิกความคิด สู่ความยั่งยืน” ชมวีดิทัศน์ “65 ปี มจพ.” พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณบุคคลเกียรติยศ ศาสตราจารย์ บุคลากร นักศึกษาที่มีผลงานดีเด่นสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมวันรวมน้ำใจ บุคลากรดีเด่นและผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ชมการแสดงและมอบรางวัลพิเศษ และรับประทานอาหารร่วมกัน

มจพ.ขอเชิญชวนคณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้เกษียณอายุราชการ แขกผู้มีเกียรติ เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมงานวันรวมน้ำใจชาว มจพ. ประจำปี 2567 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรุงเทพฯ และขอเชิญชวนทุกท่านชมนิทรรศการ 65 ปี มจพ. อาทิ เทคโนโลยีดาวเทียม เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานเพื่อความยั่งยืน เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติ ระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ลานอาคารอเนกประสงค์ มจพ. ผู้ที่สนใจติดต่อขอซื้อบัตร (โต๊ะจีน) ราคาโต๊ะละ 4,000 บาท ได้ที่กองกิจการนักศึกษา มจพ. โทรศัพท์ 02-5552000 ต่อ 1151, 1121, 1166 หรือที่ www.kmutnb.ac.th

‘English We Like’ ติวเข้มน้องๆ ก่อนสอบเข้ามหา’ลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785699

‘English We Like’ ติวเข้มน้องๆ ก่อนสอบเข้ามหา’ลัย

‘English We Like’ ติวเข้มน้องๆ ก่อนสอบเข้ามหา’ลัย

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ฉัตรพรรณกร สุวรรณะ ปลัดอำเภอแม่ริม (เจ้าพนักงานปกครอง ชำนาญการ) จ.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “English We Like” โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมี นางสาวธัญชนก คำวินิจ และนางสาวเบญจมาศบุญเพิ่มพูล รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ พร้อมด้วย คณะครู วิทยากร นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการ

น.ส.ฉัตรพรรณกร กล่าวว่า โครงการ “English We Like” เป็นการติวสอนภาษาอังกฤษผ่านข้อสอบของปีที่ผ่านๆ มา เป็นการสื่อสาร เทคนิค การพูดภาษาอังกฤษและ
คำศัพท์ เพิ่มพูนความรู้ เพื่อเป็นแนวทางนำไปใช้ในการทำข้อสอบสำหรับเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ในการสื่อสาร รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมติวกับโครงการได้ฟรี เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการติว เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง

“ทุกคนจะมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมที่มีคุณค่า ภายใต้บรรยากาศ ที่สนุกสนาน แนวคิด เทคนิคต่าง ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งการพูด การฟัง การอ่าน
และการเขียน การทดลองทำข้อสอบของปีที่ผ่านมา ขอให้นักเรียนทุกคนได้ตั้งใจเก็บเกี่ยวความรู้ และฝึกปฏิบัติให้เต็มศักยภาพ ของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดในอนาคตต่อไป” ปลัดอำเภอแม่ริม ระบุ

ด้าน นายกฤตภัค สุธนวรกุล ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ขนุน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาและพัฒนาภาษาอังกฤษของเด็กและเยาวชน จึงจัดโครงการ “English We Like” เพื่อเพิ่มพูนความรู้และฝึกฝนทักษะ นอกเหนือจากในบทเรียน และนอกห้องเรียน เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีเทคนิคในการทำข้อสอบ TGAT-Eng และเพื่อให้เด็กที่เข้าร่วมโครงการ มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ทักษะภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และฝึกให้มีความกล้าในด้านการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคตต่อไป

‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785719

‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’

‘ธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ เปิดหลักสูตรออนไลน์ ‘Data Science – AI’

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 16.15 น.

‘มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ จับมือ ‘IBM Thailand’ ทำ MOU ดำเนินโครงการ “Thammasat-IBM SkillsBuild” เปิดโอกาสให้ นศ. เพิ่มความรู้ – ทักษะจำเป็นด้านเทคโนโลยี ผ่านหลักสูตรออนไลน์ 4 กลุ่มวิชาหลัก ‘Data Science – AI – Security – Cloud’ จากบริษัทชั้นนำด้าน IT ระดับโลก

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดำเนินโครงการ “Thammasat-IBM SkillsBuild” เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีได้รับองค์ความรู้แบบข้ามศาสตร์ พร้อมเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อโลกปัจจุบัน และการประกอบอาชีพในอนาคต โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับการลงนามดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัดและไร้พรมแดนให้กับนักศึกษา ผ่านการเรียนรู้ในหลักสูตรออนไลน์ของบริษัทชั้นนำด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ระดับโลกอย่าง ไอบีเอ็มฯ (IBM E-learning Courses) ที่ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มวิชาหลัก ได้แก่ Data Science, Artificial Intelligence (AI), Security และ Cloud

ศ.ดร.นพ.รัฐกร วิไลชนม์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ธรรมศาสตร์เชื่อว่าการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญให้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ไอบีเอ็มฯ ในการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นแห่งแรกที่ทำเรื่อง Credit Bank กับ บริษัท ไอบีเอ็มฯ

ศ.ดร.นพ.รัฐกร กล่าวต่อไปว่า โดยหลังจากมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงในวันที่ 31 ม.ค. 2567 แล้วทาง มธ. จะเปิดระบบให้นักศึกษาสามารถเรียนหลักสูตรดังกล่าวได้ทันทีผ่านทางเว็บไซต์ของธรรมศาสตร์ และเว็บไซต์ของไอบีเอ็ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มวิชาจะแบ่งความรู้ออกเป็น 3 ระดับ เริ่มตั้งแต่ความรู้

ระดับพื้นฐาน ระดับปานกลาง และระดับสูง เมื่อศึกษาจบในแต่ละวิชาแล้ว นักศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตร (E-Certification) และสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้มาเทียบโอนหน่วยกิตจากการศึกษาครั้งนี้ได้ด้วย ซึ่งสามารถเลือกเรียนเป็นรายวิชาเลือกเสรี

“นอกจากสามารถทำให้การศึกษาเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาแล้ว ขณะเดียวกันเราก็มั่นใจว่าหลักสูตรที่ มธ. กับ ไอบีเอ็มได้ร่วมกันจัดทำนั้น มีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถประเมินคุณภาพของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี ทำให้การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ไม่ต่างจากการเรียนในชั้นเรียน”

ด้าน รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับโครงการความร่วมมือกับไอบีเอ็มในครั้งนี้  นับเป็นความร่วมมือในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้นักศึกษา หรือนักเรียนในชั้นระดับมัธยมที่สนใจเข้ามาเรียน และสอบผ่านการประเมิน สามารถสะสมหน่วยกิตไว้ได้  เมื่อสมัครเข้ามาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ ก็สามารถโอนหน่วยกิตที่สะสมไว้เข้ามาในหลักสูตรได้  สิ่งเหล่านี้เป็น Digital literacy ที่สำคัญ ถือว่าเป็น 1 ในทักษะ ที่คนจะประสบความสำเร็จได้ สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในอนาคต และตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  ในการช่วยพัฒนาคนให้กับประเทศ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยจะทำให้ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย World Class University for the People  ที่เปิดกว้างให้กับประชาชน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาแรก ๆ ของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญการเรียนการสอนนอกห้องเรียน ตลอดจนการเรียนรู้ที่ไม่ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และได้ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงเทพ SkillLane สถาบันเศรษฐกิจดิจิทัล หรือล่าสุดกับทางบริษัท ไอบีเอ็มฯ ในการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการ Upskill-Reskill ให้กับทั้งนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในด้านนั้น ๆ อยู่แล้ว ทำให้องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ได้จริง

“นอกจากนี้การเรียนการสอนในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต้องไม่ได้มีหน้าที่ให้ความรู้แต่เพียงนักศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย ซึ่งหลักสูตร E-learning ที่ มธ. ได้ไปร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเปิดให้คนทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมระบบ Credit bank ที่สามารถเก็บหน่วยกิต เพื่อเทียบโอนได้เมื่อเข้ามาเรียนใน มธ.” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

ขณะที่ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ภารกิจที่ มธ.ทำมาโดยตลอดวางอยู่บนการทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในข้อที่ 4 เรื่องการสร้างหลักประกันให้ทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย

รศ.เกศินี กล่าวอีกว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ และการทลายกำแพงในการเข้าถึงความรู้นอกห้องเรียนจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทั้งมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศ ตลอดจนช่วยให้การพัฒนา

ระบบการเรียนการสอนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ทำให้การผลิตนักศึกษา ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศมีประสิทธิภาพตอบโจทย์การทำงานในอนาคตภายใต้การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

“นี่เป็นอีกหนึ่งครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นธรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ที่ได้นำจุดแข็งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ การวิจัย ไปสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/785646

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

วันพุธ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.37 น.

‘เพิ่มพูน’เผยบอร์ดเคาะเลือก‘พีระพันธ์’นั่นเลขาฯสกสค.คนใหม่ เชื่อมือการบริหาร

7 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้พิจารณารายชื่อผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.คนใหม่ ตามที่ คณะกรรมการสรรหาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ที่มีนายธนู ขวัญเดช รองปลัดศธ. เป็นประธาน เสนอมา 2 รายชื่อ คือ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ อดีตเลขาธิการคุรุสภา และนายพีระพันธ์ เหมะรัต อดีตผู้บริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด

ทั้งนี้ คณะกรรมการ สกสค.ได้อ่านข้อมูล ประวัติ และวิสัยทัศน์ต่าง ๆ และได้ให้คณะกรรมการสรรหาฯชี้แจงข้อมูลที่นอกเหนือจากเอกสารเพิ่มเติม เมื่อคณะกรรมการได้รับทราบข้อมูลครบถ้วนแล้ว ก็ได้มีการลงคะแนนโดยวิธีลับ โดยให้เขียนเป็นตัวเลข ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0 เสียง เลือก นายพีระพันธ์ เป็นเลขาธิการ สกสค.คนใหม่  สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการสรรหา ก่อนทำสัญญาจ้างต่อไป 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า  สำหรับนายพีระพันธ์ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเงิน อยู่สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ เคยเป็นผู้บริหารสินทรัพย์ของธนาคารอิสลาม มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็คิดว่า มีความเหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. ถือเป็นมิติใหม่ เพราะที่ผ่านมาจะให้ผู้บริหารศธ. มาดูแล สกสค. ซึ่งแม้จะมีประสบการณ์บริหาร แต่ยังขาดความรู้ด้านการเงิน  ดังนั้น จึงคิดว่าถ้าได้ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว ก็น่าจะมาช่วยบริหารสกสค.ให้มีรายได้เพิ่ม สามารถจัดสวัสดิการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มากขึ้น

“การสรรหาเลขาธิการสกสค.คนใหม่  ไม่มีเด็กฝาก และไม่มีใครฝากมาอย่างแน่นอน เพราะ สกสค. ถือเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาค่อนข้างมาก ช่วงนี้คงไม่มีใครอยากเข้ามา   ส่วนปัญหาต่าง ๆที่มีอยู่นั้น ผมไม่ถือว่า เป็นปัญหา แต่มองเป็นความท้าทาย ที่จะต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรให้ สกสค.มีรายได้เพิ่ม สมาชิกได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ตรงนี้เป็นโจทย์ซึ่งนายพีระพันธ์ ก็เสนอวิธีคิด ซึ่งเป็นวิธีคิดนอกกรอบจากที่เราคิดได้  อาจเพราะนายพีระพันธ์ เคยผ่านการทำงานกับสถานบันการเงิน จึงรู้ว่าจะเชื่อมต่อกับสถาบันการเงินเพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูได้อย่างไร การสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีให้เกิดดอกออกผล และข้อสำคัญที่สุด คือ พร้อมจะรับนโยบาย เรียนดี มีความสุข ของรัฐมนตรีว่าการศธ. ซึ่งจะต้องทำให้ทุกคนมีความสุขให้ได้ ” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนการสรรหาผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค.ตัวจริง แทนนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ นั้น คิดว่าคงยังไม่ดำเนินการ เพราะนายพัฒนะ ถือว่าทำงานได้ดี และเลขาธิการสกสค.คนใหม่ก็มาจากภาคธุรกิจ ซึ่งก็สามารถดูแลบริหารจัดการได้ครอบคลุม  เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องหาผู้อำนวยการองค์การค้าคนใหม่ เพราะเลขาธิการสกสค. ที่ได้รับการสรรหามาใหม่ จะช่วยดูแลเรื่องการบริหารทรัพย์สินได้อยู่แล้ว ส่วนด้านวิชาการก็ให้นายพัฒนะ ช่วยดูแล ถือว่าเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน