‘เสมา 1’ชื่นชมครูช่วยตำรวจบาดเจ็บบนถนน ย้ำมาตรการปลอดภัยในโรงเรียนได้ใช้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784122

'เสมา 1'ชื่นชมครูช่วยตำรวจบาดเจ็บบนถนน ย้ำมาตรการปลอดภัยในโรงเรียนได้ใช้จริง

‘เสมา 1’ชื่นชมครูช่วยตำรวจบาดเจ็บบนถนน ย้ำมาตรการปลอดภัยในโรงเรียนได้ใช้จริง

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.57 น.

วันที่ 31 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีคณะครูโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่นำนักเรียนไปร่วมแข่งขันในกิจกรรมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ที่โรงเรียนศึกษานารีวิทยา โดยขากลับได้พบตำรวจเกิดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำบนถนน จึงเข้าช่วยเหลือโดยทันที และประสานกับโรงพยาบาลจนกระทั่งรถพยาบาลมารับผู้บาดเจ็บไปรักษา นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า เมื่อทราบเหตุดังกล่าว ได้มอบหมายนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. สอบถามข้อเท็จจริงและได้รับรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 คณะครูกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้นำนักเรียนไปร่วมแข่งขันด้านคณิตศาสตร์ในกิจกรรมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ที่โรงเรียนศึกษานารีวิทยา โดยในระหว่างทางกลับเวลาประมาณ 14.25 น. บนถนนมุ่งหน้าขึ้นทางด่วน พระราม 9 ได้พบตำรวจเกิดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำบนถนนซึ่งอาการบาดเจ็บสาหัส ไม่ได้สติและนอนอยู่กลางถนน เลือดไหลเป็นทาง ทางคุณครูและคนขับรถได้จอดลงไปดูคนเจ็บและโทรแจ้ง 191 และประสานรถพยาบาล พร้อมทั้งโบกรถบนถนน และยืนรอรถจนกว่ารถพยาบาลจะมารับ เมื่อรถพยาบาลมาแล้วทุกคนจึงได้ขึ้นรถกลับโรงเรียนอย่างปลอดภัย

จากนั้นในวันนี้ (31 มกราคม 2567) สพฐ. ได้นำคณะครูและบุคลากรโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ประกอบด้วย ครูปัณฑิตา ยาไก่ต้อย ครูอริสา สีระวงค์ ครูศิริวรรณ เนตรสว่าง และนายทรงยศ ทองศิริ พนักงานขับรถ เข้าพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับเกียรติบัตรแสดงความชื่นชม โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ได้กล่าวชื่นชมคุณครูและบุคลากรที่เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บบนถนน พร้อมทั้งประสานรถพยาบาลให้มารับผู้บาดเจ็บ โดยไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า สมเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่ดีพร้อมด้วยจิตอาสาและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ทั้งนี้ ได้กำชับให้สถานศึกษาในสังกัดปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย ในระหว่างการพานักเรียนไปร่วมกิจกรรมนอกโรงเรียน ให้ระมัดระวังอย่างรอบด้าน และให้สถานศึกษาเร่งอบรมความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ครูและนักเรียน เพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียนเอง และอาจช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุเฉพาะหน้าได้ ก่อนที่จะได้รับการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ต่อไป

ด้านว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวเพิ่มเติม ว่า ทาง สพฐ. รู้สึกชื่นชมคณะครูและบุคลากรโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่มีความกล้าหาญและมีน้ำใจ เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบนถนน อย่างมีสติและมีลำดับขั้นตอน โดยให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ประสานรถพยาบาล พร้อมทั้งโบกรถบนถนน และรอจนกว่ารถพยาบาลจะมารับจนเรียบร้อย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุ ที่สพฐ.ได้เน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนต้องมีความพร้อมในการป้องกันเหตุต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งนี้ ทาง สพฐ. จะกำชับสถานศึกษาในสังกัดได้เร่งอบรมให้ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ต่างๆ ตามข้อห่วงใยของ รมว.ศธ. เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป 
 

สถาบันพระปกเกล้า อบรมทักษะผู้นำ เด็กนักเรียน 10 โรงเรียนในสงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783977

สถาบันพระปกเกล้า อบรมทักษะผู้นำ  เด็กนักเรียน 10 โรงเรียนในสงขลา

สถาบันพระปกเกล้า อบรมทักษะผู้นำ เด็กนักเรียน 10 โรงเรียนในสงขลา

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดการจัดอบรมโครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี โดยมีนักเรียนมัธยมจาก 10 โรงเรียนในจังหวัดสงขลา เพื่อให้เกิดเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม
อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และเพื่อส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา

การอบรมขับเคลื่อนโครงการผู้นำเยาวชนพลเมืองดี ของสถาบันพระปกเกล้า มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม รวมทั้งมีทักษะความเป็นผู้นำสู่การพัฒนาโรงเรียนและชุมชนของตนโดยมีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึดมั่นหลักปฏิบัติอย่างมีธรรมาภิบาลและจริยธรรมและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั้งระดับประเทศและระดับโลกและเพื่อให้เกิดเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งนี้การอบรมให้ความรู้แก่ผู้นำเยาวชนในจังหวัดต่างๆ จะจัดให้มีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2568 ทุกภูมิภาคของประเทศ

เด็กม.ศรีปทุมคว้ารางวัลชนะเลิศ ออกแบบเสื้อผ้าเจ้าหน้าที่นิทรรศการไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783980

เด็กม.ศรีปทุมคว้ารางวัลชนะเลิศ  ออกแบบเสื้อผ้าเจ้าหน้าที่นิทรรศการไทย

เด็กม.ศรีปทุมคว้ารางวัลชนะเลิศ ออกแบบเสื้อผ้าเจ้าหน้าที่นิทรรศการไทย

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางสาวนิธิกานต์ จึงถาวรอนันต์ นักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม โชว์ศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเจ้าหน้าที่ประจำอาคารนิทรรศการไทยจากผลงาน “เอกลักษณ์สยาม”ในโครงการ “Thailand Pavilion Expo 2025 Mascot and Costume Design Contest” “โก้แบบไทยๆ เป็นยังไง ใครๆก็อยากเห็น” โดยมี คุณพ่อของนางสาวนิธิกานต์ เป็นตัวแทนเข้ารับมอบรางวัลชนะเลิศ จาก นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ประธานในพิธี ณ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สบส.) จ.นนทบุรี จัดโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

สำหรับ การจัดประกวดออกแบบมาสคอตและเครื่องแต่งกายเจ้าหน้าที่ประจำอาคารนิทรรศการไทยในครั้งนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดนิทรรศการของประเทศไทย ในงาน Expo 2025 Osaka Kansai ที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดขึ้น โดยเปิดพื้นที่ให้นักออกแบบคนไทยได้ส่งผลงานเข้ามาร่วมประกวด ไม่จำกัดอายุ เพศ หรืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานการประกวดออกแบบชุดมาสคอตและเครื่องแต่งกายเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างการจดจำ และสะท้อนถึงภาพลักษณ์อันดีงามของประเทศไทย รวมถึงการประชาสัมพันธ์ความเป็นไทยในด้านต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ ต่อประชาคมโลก โดยในงานนี้มีนักออกแบบทั่วประเทศส่งผลงานร่วมประกวดกว่า 200 ผลงาน

ผลการประกวดทั้ง 2 ประเภทผู้ชนะเลิศ ได้แก่ นายพิริยะ กาญจนคงคาได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดออกแบบมาสคอตอาคารนิทรรศการไทย “Thailand Pavition Expo 2025 Mascot Design Contest” ชื่อผลงาน น้องภูมิใจ และนางสาวนิธิกานต์จึงถาวรอนันต์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเจ้าหน้าที่ “Thailand Pavilion Expo 2025 Costume Design Contest” ชื่อผลงาน เอกลักษณ์สยาม และนายรดิศ หินคำ ได้รับรางวัลชมเชยพิเศษ จากการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเจ้าหน้าที่ “Thailand Pavilion Expo 2025 Costume Design Contest” ชื่อผลงาน ภูมิพัสตรา

งาน World Expo เป็นงานแสดงนิทรรศการระดับโลกที่จัดขึ้นประจำทุก 5 ปี อันถือเป็น พันธกิจของประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกในการเข้าร่วมงานทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่ประเทศไทยจะได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพ ตลอดจนภาพลักษณ์ อันดีงามต่อประชาคมโลก อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ในแง่มุมต่างๆ บนเวทีระดับโลกในปี 2568 ประเทศญี่ปุ่น ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน WORLD EXPO OSAKA KANSAI 2025 ณ นครโอซาก้า ในระหว่างวันที่ 13 เมษายน-13 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิดหลัก “Designing Future Society for Our Lives” การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ เพื่อเป้าหมายชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพดี ซึ่งในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขรับหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการเข้าร่วมงานในนิทรรศการไทย “Thailand Pavilion Expo 2025 Mascot and Costume Design Contest”

รร.นานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ คว้ารางวัลสูงสุดการประเมินคุณภาพการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783979

รร.นานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ คว้ารางวัลสูงสุดการประเมินคุณภาพการศึกษา

รร.นานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ คว้ารางวัลสูงสุดการประเมินคุณภาพการศึกษา

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ได้รับรางวัลสูงสุด GOLD and OUTSTANDING รางวัลการรับรองมาตรฐานการศึกษาจาก Educational Development Trust (EDT) และ British Schools Overseas inspectorate (BSO) ด้วยผลการประเมินคุณภาพการศึกษาจากคณะกรรมการได้ผลลัพธ์เป็นเชิงบวกอย่างสูง และยังมีผลการสอบที่ดีที่สุดในประเทศไทย และผลสอบที่ดีที่สุดในบรรดาโรงเรียนทั่วโลกอีกด้วย

Mr. Nick Gallop ครูใหญ่ ของโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ กล่าวว่า ผลการประเมินครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน นักเรียนครู และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน คณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาได้ให้คะแนนสูงสุดในทุกประเภทแก่โรงเรียนของเรา โดยให้ความสนใจกับผลการเรียนของนักเรียนเป็นพิเศษ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ Nursery จนถึง Sixth Form และไม่เพียงแต่ได้ผลการสอบที่ดีที่สุดในประเทศไทย แต่ยังได้ผลสอบที่ดีที่สุดในบรรดาโรงเรียนทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ผลการประเมินสำหรับระดับ Early Years และ Sixth Form ได้รับการยกย่องว่ามีความยอดเยี่ยมในการดูแลนักเรียน ได้รับการสนับสนุนและมีกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงได้รับคำชื่นชมจากคณะกรรมการ ได้แก่ ครูและนักเรียนมีความสัมพันธ์อันดีให้ความไว้วางใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้นักเรียนชอบมาโรงเรียน ทุกคนในโรงเรียนรู้ในคุณค่าของตนเอง ได้รับการชื่นชม และสนับสนุนให้ “Be the best version of yourself”นักเรียนมีความมั่นใจมีความนับถือในตนเอง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคุณภาพของหลักสูตรมีความโดดเด่นมีการนำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เข้มข้น และมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยให้นักเรียนทุกคนได้พัฒนาทักษะและความสามารถของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ” มีกิจกรรมนอกเวลาเรียน (CCA)มากกว่า 100 วิชา ช่วยพัฒนาความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียน โรงเรียนได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ปกครอง และผู้ปกครองเองได้ให้ความเห็นว่าบุคลากรมีแรงบันดาลใจและแสดงความห่วงใยกับนักเรียน

นอกเหนือจากการประเมินคุณภาพการศึกษาแล้ว ทางทีมคณะกรรมการยอมรับนโยบายเรื่อง ความปลอดภัยของนักเรียน ตรวจสอบดูสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ต่าง ๆ โดยละเอียด ซึ่งก็ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและล้วนมีมาตรฐานในระดับสูงทั้งสิ้น

โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมเปิดบ้านวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567

ผู้ปกครอง สนใจเข้าร่วมงาน ลงทะเบียนได้ที่ ลิงก์ :https://form.jotform.com/233328079969068

วธ.เปิดเส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด หนุน Soft Power บนเส้นทางสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783981

วธ.เปิดเส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด  หนุน Soft Power บนเส้นทางสร้างรายได้

วธ.เปิดเส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด หนุน Soft Power บนเส้นทางสร้างรายได้

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา : เส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิด ภายใต้โครงการจาริกเส้นทางบุญในมิติทางศาสนา โดยมีพระพรหมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 7 และพระเทพสิงหวราจารย์เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ นายสุรพล เกียรติไชยากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และวัฒนธรรมจังหวัดภาคเหนือ หัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายทางวัฒนธรรม สื่อมวลชนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงาน ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

กระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนฐานราก ด้วยมิติทางวัฒนธรรม มุ่งเน้นนำ Soft Power ของท้องถิ่นมานำเสนอผ่านเส้นทางท่องเที่ยวบนฐานของศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อช่วยกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจ้างงาน ส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น และช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้ประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา : เส้นทางสักการะพระธาตุประจำปีเกิดขึ้น เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ มีพระธาตุประจำปีเกิดถึง 5 แห่ง และมีศาสนสถานโบราณสถาน โบราณวัตถุแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ โดยคัดเลือกพระธาตุประจำปีเกิดซึ่งทรงคุณค่าและมีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ กำหนดเป็นเส้นทางสักการะพระบรมธาตุประจำปีเกิด จำนวน 5 วัด ได้แก่ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พระธาตุประจำปีเกิดปีชวด, วัดพระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม, วัดพระสิงห์ พระธาตุประจำปีเกิดปีมะโรง, วัดเกตการามพระธาตุประจำปีเกิดปีจอ และวัดเจ็ดยอด พระธาตุประจำปีเกิดปีมะเส็ง

การจัดงานในครั้งนี้มีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การแสดงฟ้อนบูชามหาเจดีย์ธาตุ (พระธาตุหลวง) การแสดงแสง สี เสียง และศิลปวัฒนธรรม จากเครือข่ายทางวัฒนธรรม อาทิ การแสดงชุดเล่าขานตำนานพระพุทธสิหิงค์และตำนานพระธาตุหลวงวัดพระสิงห์ นอกจากนี้ ได้จัดให้มีการห่มผ้าพระมหาธาตุเจดีย์ธาตุ (พระธาตุหลวง) เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

สหพัฒน์ ให้นักเรียนรอคะแนน A-Level ชมการติวย้อนหลังแบบไม่จำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783975

สหพัฒน์ ให้นักเรียนรอคะแนน A-Level ชมการติวย้อนหลังแบบไม่จำกัด

สหพัฒน์ ให้นักเรียนรอคะแนน A-Level ชมการติวย้อนหลังแบบไม่จำกัด

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สหพัฒน์ เปิดโอกาสให้นักเรียนม.ปลายที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่รอคะแนน A-Levelในโครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่น กลับเข้าระบบติวย้อนหลัง เสริมความรู้ สร้างความมั่นใจ เตรียมพร้อมรับมือกับการสอบ ที่จะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าหลังจากที่กิจกรรมต่างๆ ในโครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่น ครั้งที่ 26 ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 และมีการสอบ TCAS ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาแล้วนั้น แม้ว่าจะมีเด็กบางส่วนผ่านการคัดเลือกจากรอบแฟ้มสะสมผลงาน แบบโควตา และแบบรับตรงไปบ้างแล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังรอคะแนนจากการสอบ A-Level ซึ่งเป็นการสอบที่ใช้เพื่อเตรียมความพร้อมและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ที่มีด้วยกัน 10 วิชาให้เลือกสอบ เพื่อนำคะแนนไปยื่นตามคณะที่ต้องการสมัครเข้าเรียน โดยการสอบ A-Level กำหนดจัดให้มีขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2567 นี้ เพื่อเป็นการเติมเต็มความรู้และเสริมความมั่นใจให้มากขึ้น ทางโครงการฯ จึงขอเชิญชวนให้เข้ามารับชมการติวย้อนหลัง ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสอบลอตสุดท้ายที่กำลังจะมาถึง และยังสามารถเข้าชมซ้ำได้ไม่จำกัดเวลาและจำนวนครั้งอีกด้วย ทั้งนี้ สามารถรับชมการติวย้อนหลังเพื่อเพิ่มความมั่นใจในเนื้อหาความรู้กับทุกวิชาหลักสำคัญสำหรับการสอบ 10 วิชาสามัญหรือ A-Level จาก 20 ติวเตอร์ชั้นนำที่ร่วมติวกับทางโครงการฯ ได้แล้วทาง http://www.sahapatadmission.com

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ ค้นหาความสุขรอบตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784074

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ ค้นหาความสุขรอบตัว

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ ค้นหาความสุขรอบตัว

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 22.15 น.

สสส.สานพลัง Mindset Maker จัดมหกรรม Mindset Fest. ชวนออกกำลังใจ พร้อมค้นหาความสุขรอบตัวได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม “Mindset Maker” หวังลดปัญหาสุขภาพจิตคนไทยทุกช่วงวัย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ Mindset Maker จัดงาน “Mindset Fest. Chapter 1 : Happy Together” ประจำปี 2567 ที่ ลานด้านหน้าและพื้นที่สามเหลี่ยมชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ เพื่อสื่อสารกิจกรรมดูแลใจ ต่อยอดจากงาน “Mindset Maker For Happiness” ในปี 2566 เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักและเห็นความสำคัญในการดูแลสุขภาพใจ รวมทั้งสามารถเข้าถึงชุดกิจกรรมได้ง่าย

ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนไทยทุกช่วงวัย สสส. จึงให้ความความสำคัญกับการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี สามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายในจิตใจ ปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข ปัจจัยสำคัญที่บุคคลจะสามารถมีพลังใจได้ คือ การออกกำลังใจเพื่อสุขภาพจิตที่แข็งแรง

“การฝึกฝนทักษะด้านสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเครื่องมือศาสตร์ด้านจิตวิทยาเชิงบวกที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ประกอบด้วยทุน 4 ด้าน 1.ความหวัง (Hope) 2.การเชื่อในความสามารถของตัวเอง (Efficacy) 3.ความเข้มแข็งทางจิตใจ (Resilience) 4.การมองโลกในแง่ดี (Optimisim) สสส. สานพลังกับ Mindset maker ใช้หลักคิดทางทุนจิตวิทยาเชิงบวก พัฒนาเครื่องมืออย่างง่ายให้บุคคลแต่ละช่วงวัย สามารถฝึกฝนตัวเองให้เข้าใจในความสามารถของตนเอง ผ่านแพลตฟอร์ม Mindset Maker รวม 60 เครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย นำไปใช้งานและฝึกฝนออกกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาวะทางจิตที่ดี” ดร.ชาติวุฒิ กล่าว

นายอรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้จัดการโครงการ และผู้บริหาร Mindset Maker กล่าวว่า จิตวิทยาเชิงบวก เป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงปี 2542 จากการที่นักจิตวิทยาไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดการวนเข้าสู่การรักษาอย่างไม่รู้จบ นักวิชาการจากทั่วโลกจึงระดมความคิดเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ จนเกิดเป็นจิตวิทยาเชิงบวก ที่มีหลักการพื้นฐานคือ “ทุกคนสามารถออกแบบความสุขของตัวเองได้ทุกที่ ทุกเวลา” ไม่ใช่เริ่มตอนที่เจอปัญหา งาน “Mindset Fest. Chapter 1 : Happy Together” เพื่อนำเสนอ “จิตวิทยาเชิงบวก” สู่สังคม ให้เป็นทางเลือกหลักที่คนทั่วไปเข้าใจ เข้าถึง และสามารถสร้างได้เองง่าย ๆ การจัดงาน 2 วัน แบ่งเป็น 2 กลุ่มเป้าหมาย วันที่ 27 ม.ค. เป็นคนทำงานด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย กว่า 30 องค์กรเข้าร่วมแลกเปลี่ยนไปและนำไปต่อยอดงานที่ทำอยู่ โดยใช้อุปกรณ์สำคัญคือแพลตฟอร์ม Mindset Maker ซึ่งมีความสอดคล้องกับการยกระดับจิตใจ ความคิดและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้ดีขึ้น

“กิจกรรมวันที่ 28 ม.ค. ชวนทุกคนมาเล่น Play Day and Happy Version of Me เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักกับแพลตฟอร์ม Mindset Maker มากขึ้น ได้เข้ามาลองเล่นกับนิทรรศการที่มีชีวิต เพื่อรู้จักวิธีที่จะทำให้สุขภาพจิตเราดีได้ด้วยตัวเราเอง โดยมีวิทยากรจากหลายหลากมุมมอง เช่น หมอโอ๋ ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” คุณใบไม้ นัปกานต์ บุญประสม นักกิจกรรม“ยังแฮปปี้ (Young happy) เป็นการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ด้านสุขภาพใจผ่านองค์ความรู้จิตวิทยาเชิงบวกสู่โมเดลความสุขอย่างแท้จริง” นายอรุณฉัตร ว่า

น.ส.วรกัญ รัตนพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง MasterPeace ศูนย์ปรึกษาเชิงจิตวิทยา กล่าวว่า ความสุขที่เราหมายถึงอาจเกิดจากนิยามเล็ก ๆ ของแต่ละคนที่ต่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของสุขภาวะที่ดี พูดง่ายๆ “ความสุข” คือความพึงพอใจของชีวิตกับสถานการณ์ ณ เวลานั้น และมีความสามารถรับมือ จัดการความรู้สึก ความต้องการของตัวเองได้ ดังนั้น การจะพบความสุขได้โดยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องเริ่มจากเราตระหนักในตัวเองก่อน จากนั้น มองให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีความสุขไปกับเรื่องนั้น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนและเรียนรู้ในการสะสมความสุข สามารถเริ่มได้ทันทีผ่านการนึกถึงช่วงเวลาที่มีความรู้สึกเล็ก ๆ หรือรู้สึกเบา ผ่อนคลาย สบายใจ เป็นตัวเอง แม้ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่แต่ความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากความพึงพอใจในชีวิต ซึ่งสิ่งนี้เหมือนจะเป็นความบังเอิญ แต่แท้จริงแล้วเกิดจากการที่เราหมั่นสังเกตตัวเองว่า เราได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มา ทำให้เราเกิดความสุขขึ้นได้ด้วยตัวเอง และสามารถหยิบความสุขที่เรียนรู้มานั้นมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

‘เสมา 1’ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784048

‘เสมา 1’ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5

‘เสมา 1’ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 19.25 น.

“เสมา 1″ห่วงสุขภาพนักเรียน-ครู กำชับสถานศึกษารับมือ PM2.5 เข้ม สวมหน้ากากอนามัย งดกิจกรรมกลางแจ้ง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีความห่วงใยต่อสุขภาพอนามัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากข้อมูลของศูนย์สื่อสารการแก้ไขคุณภาพอากาศ (ศกพ.) แจ้งว่าอัตราการระบายอากาศใน กทม. มีแนวโน้มที่จะลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมกราคม นี้ จึงทำให้ฝุ่นละออง PM2.5 สูงขึ้นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกหนังสือกำชับ มาตรการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยเน้นย้ำให้ถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด

“ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีความรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่ง ศธ.ได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด และเข้าใจถึงความห่วงใยของผู้ปกครองที่ไม่อยากให้ลูกหลานทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เข้าแถว เล่นกีฬาในพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อปกป้องเด็กๆ จากพิษภัยของฝุ่นละออง PM 2.5 ให้ได้มากที่สุด วันนี้จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ศธ. เตรียมความพร้อมในการรับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 เช่น การสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ลดการทำกิจกรรมนอกอาคาร งดการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยสามารถพิจารณาปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนได้ตามความเหมาะสม” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ ผลกระทบทางสุขภาพของฝุ่น PM 2.5 ที่เกินมาตรฐาน มีทั้งระยะสั้น เช่น แสบตา คันตา น้ำตาไหล คัดจมูก มีน้ำมูก แสบจมูก แสบคอ ไอแห้ง คันตามร่างกาย รวมถึงอาจมีอาการในระดับรุนแรงถึงขั้นแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด เหนื่อยง่าย ส่วนระยะยาว จะส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง จะมีการรับสัมผัสเร็วกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น สถานศึกษาจึงต้องติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 อยู่เสมอ พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย เพื่อขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมตามความต้องการของพื้นที่ได้ โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการรายงานคุณภาพอากาศ การคาดการณ์คุณภาพอากาศ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Air4Thai

เริ่มแล้ว!รองปลัด อว.เปิดประชุมAPAN แสวงหานวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมนักวิจัยรุ่นเยาว์โชว์ผลงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784021

เริ่มแล้ว!รองปลัด อว.เปิดประชุมAPAN แสวงหานวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมนักวิจัยรุ่นเยาว์โชว์ผลงาน

เริ่มแล้ว!รองปลัด อว.เปิดประชุมAPAN แสวงหานวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมนักวิจัยรุ่นเยาว์โชว์ผลงาน

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.37 น.

‘รองปลัด อว.’เปิดประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก รวมบุคคล 500 สาขาวิชาชีพ ร่วมแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ ส่งเสริม นักวิจัยรุ่นเยาว์ โชว์ผลงาน

30 มกราคม 2567 นายศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 57 ( The Asia-Pacific Advanced Network : APAN 57) พร้อมกล่าวว่า ประเทศไทย โดยสำนักงานบริหาร เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา หรือ UniNet สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมียินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก A 57 u The Asia-Pacific Advanced Network: APAN 57 nulúnia Towards a Sustainable Future ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศเจ้าภาพ ในปี ค.ศ. 2024 ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29 ม.ค. – 2 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ APAN เป็นเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของเครือข่ายการ วิจัยและการศึกษาแห่งชาติทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก เป็นพื้นฐานในการให้บริการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมกันพัฒนาเครือข่าย ส่งเสริมการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง ถือเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ที่ไม่ แสวงหากำไรของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในประเทศเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิก

สำหรับการประชุม APAN ในครั้งนี้ มีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในทุกศาสตร์ ทุกสาขาอาชีพ มารวมตัวกัน จากการจัดในประเทศไทยกว่า 500 คน เพื่อร่วมกันแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ก้าวหน้า โดยเน้นความเป็นเลิศ ในเครือข่ายขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาวิจัย เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือระหว่างกันจากทุกศาสตร์ในหมู่ประเทศสมาชิกทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยรุ่นเยาว์ใน APAN ได้มีโอกาสนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยในทุกศาสตร์ “การประชุมตลอด 5 วันนี้ ท่านจะได้พบกับการประชุมวิชาการในระดับ Technical Program การสัมมนา Workshops การนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่มากกว่า 15 ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย จากหลายประเทศทั่วโลก โดยมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ นำเสนอแนวคิดเจาะลึกในประเด็น เฉพาะด้าน เกี่ยวกับเครือข่ายกิจกรรมด้านวิชาการและสังคม เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมมือในการพัฒนา ระหว่างกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากการประชุมในครั้งนี้ตามที่คาดหวัง NECTECT

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทย มีนโยบายที่จะกระตุ้นและสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่คนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ด้วยการใช้ประโยชน์จาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถปรับเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านทำให้ เกิดความเจริญขึ้นหรือความเสื่อมถอย ซึ่งคนไทยทุกคนจะต้องรู้เท่าทันและปรับวิธีคิดตามความเปลี่ยนแปลงให้ทัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้อยู่ในมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทางเศรษฐกิจและสังคม เครือข่าย APAN จึงได้มีส่วนในการเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ผลักดันให้คนไทยเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามนโยบายนี้

การประชุมเครือข่ายขั้นสูงแห่งเอเชียแปซิฟิก จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ที่ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ โดยในครั้งที่ 1 คือ APAN 13 จัดขึ้นที่ภูเก็ต เมื่อปี 2002, ครั้งที่ 2 APAN 19 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2005, ครั้งที่ 3 APAN 33 จัดขึ้นที่เชียงใหม่ ปี 2012 และล่าสุด ครั้งที่ 4 APAN 57 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783908

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาค

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.07 น.

‘อว.-กทม.’เตรียมจัดงาน‘ตลาดนัดนวัตกรรม’ 3 มุมเมือง นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมพัฒนาเมือง เพิ่มทักษะใช้เทคโนโลยี ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมขยายผลสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ

ในการประชุมคณะกรรมการอํานวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่ประธานเป็นการประชุม กอวช. ก็ได้เร่งให้มีการประชุมโดยเร็ว เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของงานที่จะต้องขับเคลื่อนต่อ โดยเฉพาะใน 4 หน่วยงานหลัก ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวง อว. ได้แก่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนอีก 3 แห่ง คือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ที่มีบทบาทสำคัญมาก ในการขับเคลื่อนภารกิจและงานที่เกี่ยวข้องทางด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันภาคธุรกิจ การพัฒนาเชิงพื้นที่ การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาคนกำลังคนทักษะสูง รวมถึงการวิจัยขั้นแนวหน้า นอกจากนี้คณะกรรมการฯ แต่ละท่านก็ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ 

“ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่นายกรัฐมนตรีลงมากำกับดูแลสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้วยตัวเอง เนื่องจากท่านให้ความสำคัญมากเรื่องของนโยบายที่จะขับเคลื่อนด้าน อววน. ของประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว 

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของ สอวช. ประจำปี 2566 ใน 4 เป้าหมาย ได้แก่ 1.ยกระดับประเทศให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางในปี 2580 โดยเพิ่มจำนวนบริษัทนวัตกรรม 2.ยกสถานะทางสังคมของประชากรในกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำ 3.การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตัน ขณะนี้ได้มีการนำร่องโครงการ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และจังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อนสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย 50 แห่ง ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสีเขียว 4.ยกระดับทักษะพัฒนากำลังคน สมรรถนะสูงโดยตั้งเป้า 25% ของแรงงานทั้งหมด โดยปี 2567 ตั้งเป้าหมายฝึกอบรมให้ได้ 100,000 คน จาก 700 หลักสูตรที่ได้พัฒนาขึ้นมา นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนพลิกโฉมมหาวิทยาลัยผ่านโครงการ Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการศึกษา ที่ผลิตหลักสูตรขึ้นมาใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

ด้าน ดร.สิรพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอแนวทางการจัดงาน “ตลาดนัดนวัตกรรม 3 มุมเมือง” โดยกล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. และหน่วยงานในสังกัด ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ตลอดจนสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับเมืองและชุมชนท้องถิ่นไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สอวช. บพท. กทม. และเครือข่ายหน่วยบริหารและจัดการทุน สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมงานได้แก่ บุคลากรจาก กทม. เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยงานจะจัดขึ้น ในวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2567 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

ดร.สิริพร กล่าวด้วยว่า จากการหารือร่วมกับ กทม. พบว่า กทม. เองต้องการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อตอบโจทย์สอดคล้องไปกับตัวชี้วัดของ กทม. ทั้ง 9 ด้าน อาทิ เศรษฐกิจดี สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี เดินทางดี ฯลฯ ขณะเดียวกันยังได้สรุปปัญหาสำคัญของเมืองและชุมชนได้ 3 ประเด็นหลักคือ 1.การศึกษาการเรียนรู้ 2.เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และ 3. การจัดการเมือง เช่น การคมนาคม สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ดังนั้นเพื่อให้การจัดงานครอบคลุมประเด็นปัญหาเหล่านี้ เราจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะแบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 3 พื้นที่ คือ 1.นวัตกรรมการเรียนรู้ 2. เมืองน่าอยู่อย่างชาญฉลาด และ 3. เป็นเมืองนวัตกรรมสำหรับทุกคน ซึ่งทั้ง 3 วันของการจัดงานจะมีการเสวนา โดยมีวิทยากร 57 คน จาก 22 หน่วยงาน สลับสับเปลี่ยนมาให้ความรู้ แสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว City Lab และ มีสภาเด็กและเยาวชนมาให้ความเห็นว่า อยากเห็นเมืองเป็นอย่างไรในอนาคตด้วย

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวด้วยว่า สอวช. สกสว. และ บพท. ยังเห็นความสำคัญและโอกาสที่จะนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมเชิงนโยบายและการสนับสนุนทุน ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเมืองและชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากวิกฤตต่าง ๆ ได้  ////-005