ราชเลขานุการในพระองค์ฯ-นายกฯ ตรวจเยี่ยมการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-แสนแสบ

ราชเลขานุการในพระองค์ฯ-นายกฯ ตรวจเยี่ยมการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-แสนแสบ

ราชเลขานุการในพระองค์ฯ-นายกฯ ตรวจเยี่ยมการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์-แสนแสบ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองแสนแสบ

6 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 07.00 น.ที่ผ่านมา พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองแสนแสบ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ คลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพฯ

โครงการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองแสนแสบ เป็นโครงการในพระราชดำริตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยขับเคลื่อนการพัฒนาและฟื้นฟูภูมิทัศน์เมืองให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนริมคลอง พลิกฟื้นชีวิตให้กับลำน้ำสายสำคัญของประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้ลงเรือตรวจติดตามสภาพพื้นที่ ตั้งแต่บริเวณท่าเรือแยกหลานหลวง ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยล่องไปตลอดเส้นทางคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค สะพานผ่านฟ้าลีลาศ คลองโอ่งอ่าง ไปยังท่าเรือชั่วคราว ข้างสะพานดำรงสถิต (สะพาน SCG) ถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ ระยะทาง 2.6 กิโลเมตร ก่อนรับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมโครงการฯ และความก้าวหน้า อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบ การปรับปรุงภูมิทัศน์ การปรับปรุงทางเท้า การจัดการฐานเสาไฟฟ้าและแสงสว่าง ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณรอบเมือง พร้อมให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

– 006

ประจักษ์สายตาชาวโลก ซาบีดาเดินหน้าRoadshow ดันชุดไทยพระราชนิยม ผงาดมรดกโลก

ประจักษ์สายตาชาวโลก ซาบีดาเดินหน้าRoadshow ดันชุดไทยพระราชนิยม ผงาดมรดกโลก

ประจักษ์สายตาชาวโลก ซาบีดาเดินหน้าRoadshow ดันชุดไทยพระราชนิยม ผงาดมรดกโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

ประจักษ์สายตาชาวโลก! ”ซาบีดา“ เดินหน้า Roadshow “ชุดไทยพระราชนิยม” สร้างการรับรู้ในเวทีโลก นำร่อง เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ก่อนยูเนสโก (UNESCO) พิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปลายปี 2569 นี้   

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้า โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย : มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล กิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยม ในประเทศ และต่างประเทศ (Roadshow) ครั้งที่ 1 ณ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วยนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นายพจน์ หาญพล, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์, นางศรินดา จามรมาน, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, นางปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย และ นางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรอย่างกรมสารนิเทศ  พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อร่วมกันผลักดันภูมิปัญญาไทยให้สง่างามบนเวทีโลก เข้าร่วมประชุม ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ซึ่งการจัดงาน Kick-off ครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ​โอกาสนี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จฯ ทรงเปิดงานและทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อ “วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ในวันที่ 9 เมษายน 2569 นี้ ในคราวเดียวกันด้วย 

นางสาวซาบี ย้ำชัดว่า กิจกรรมนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้และเน้นย้ำให้นานาชาติได้รับรู้ถึง ชุดไทยพระราชนิยม ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย และเป็นการตระเตรียมความพร้อมก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะพิจารณาขึ้นทะเบียนชุดไทย เป็นมรดกโลกในช่วงปลายปี 2569 นี้  นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า คณะทำงานจะดำเนินการสร้างการรับรู้เรื่องชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศอาเซียนเพิ่มเติมด้วย

เผยสถิติน่าตกใจ เด็ก-เยาวชนเชียงราย เผชิญภาวะทุพโภชนาการเสี่ยงป่วย

เผยสถิติน่าตกใจ เด็ก-เยาวชนเชียงราย เผชิญภาวะทุพโภชนาการเสี่ยงป่วย

เผยสถิติน่าตกใจ เด็ก-เยาวชนเชียงราย เผชิญภาวะทุพโภชนาการเสี่ยงป่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

เผยเด็ก-เยาวชนเชียงรายกำลังเผชิญภาวะทุพโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญเผยสถิติน่าตกใจ-เสี่ยงป่วย พชภ.จับมือเครือข่ายสนับสนุนโครงการ”เด็กกายดี” ส่งเสริมการละเล่นภูมิปัญญาดั้งเดิม- ชูอาหารท้องถิ่นปลอดภัย

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเวียงอินน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมระดมสมอง “การสร้างเสริมวิถีสุขภาวะเด็กและเยาวชนชาติพันธุ์ต้นน้ำจังหวัดเชียงราย” ภายใต้โครงการ เด็กกายดี โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนให้เด็กและเยาวชนให้มีสุขภาพกาย-ใจที่ดีใน 34 โรงเรียน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเวียงแก่น แม่จัน แม่ฟ้าหลวง เชียงของ แม่สรวย และอำเภอเมือง โดยมีผู้อำนวยการและผู้แทนโรงเรียน  คณาจารย์ สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาลตำบล นักโภชนาการ เภสัชกร เข้าร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ. และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย กล่าวเปิดงานว่า ปัจจุบันวิถีชีวิตชุมชนเปลี่ยนไป ความเจริญและร้านสะดวกซื้อกระจายไปถึงบนดอยสูง ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของเยาวชนชาตพันธุ์เปลี่ยนไป จึงเสนอแนวคิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดเก็บภาษีอาหารที่ไม่มีประโยชน์และพลาสติกที่ไม่ย่อยสลาย พร้อมส่งเสริมความรู้แบบองค์รวมเรื่องการบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้เด็กมีสุขภาพกายและจิตที่ดี ลดภาระการรักษาของกระทรวงสาธารณสุข

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว กรรมการมูลนิธิ พชภ. และประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือวิกฤตสุขภาพเด็กยุคนี้เผชิญโรคเบาหวานและโรคอ้วนตั้งแต่อายุน้อย เพราะถูกดึงดูดด้วยอาหารที่ทำลายสุขภาพจากความสะดวกสบายทดแทนอาหารท้องถิ่น จึงต้องเร่งส่งเสริมให้เด็กกลับมาเห็นคุณค่าของอาหารพื้นบ้านที่ปลอดภัย

นางสาวจุฑามาศ ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโส มูลนิธิ พชภ. กล่าวว่า พชภ. ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2558 ผ่านโครงการ “เด็กดอยกินดี” ซึ่งพบว่าเด็ก 18% มีปัญหาโภชนาการ และเมื่อเผชิญสถานการณ์โควิด-19 (ปี 2563-2566) การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กเริ่มมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ติดหน้าจอสมาร์ตโฟนสูงขึ้น จึงต่อยอดมาสู่โครงการ “เด็กกายดี” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางกาย โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ 1. การส่งเสริมผ่านอัตลักษณ์และพื้นที่โดยร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย

นางสาวจุฑามาศกล่าวว่า 2. การส่งเสริมผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่น นำศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นของกลุ่มชาติพันธุ์มาประยุกต์ใช้ เช่น การตบมะผาบ ฟ้อนนกกินกะลา และการละเล่นของชาวอาข่า เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม 3. การเดินศึกษาระบบนิเวศชุมชน จัดกิจกรรมเดินสำรวจป่า เพื่อลดการติดหน้าจอ 4. การสร้างกลไกนโยบายท้องถิ่น บูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสาธารณสุข รวมถึงกิจกรรม “นักสืบกายดี” ที่ประสบความสำเร็จในการดึงนักเรียนให้หันมาเคลื่อนไหวร่างกายเพิ่มขึ้นจาก 45 คน เป็น 500 คน โดยโครงการมีแผนจะเข้าร่วมลงพื้นที่ อปท.พื้นที่ 6 อำเภอเป้าหมายในการออกแบบกิจกรรมร่วมกัน และเปิดเทอมจะเริ่มกิจกรรมนักสืบกายดีในโรงเรียนเป้าหมาย

ในช่วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นายเอกราช ลือชา อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนและที่ปรึกษาโครงการ เสนอว่า การเชื่อมโยงการละเล่นชาติพันธุ์เข้ากับการออกกำลังกายจะช่วยสร้างแรงจูงใจและความสนุกสนาน แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการคัดสรรวัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย ปราศจากสารพิษ เพราะหากออกกำลังกายแต่อาหารไม่ได้คุณภาพก็ไร้ประโยชน์

ขณะที่ นายจักรพรรณ ชื่นโชคชัย ข้าราชการบำนาญและตัวแทนผู้สูงอายุ กล่าว ว่าบทบาทของผู้ปกครองเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการเป็นแบบอย่าง ทั้งการพาลูกหลานออกกำลังกาย เช่น การเดินหมื่นก้าว หรือการเล่นกีฬาครอบครัว รวมถึงการตระหนักถึงแหล่งที่มาของอาหาร โดยสนับสนุนให้ครอบครัวและโรงเรียนหันมาปลูกผักสวนครัว เพื่อลดการพึ่งพาพืชผักจากต่างถิ่นที่อาจมีสารตกค้าง

น.ส.พรพรรณ เจริญปัญญากิจ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ สสจ.เชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมของเด็กวัยเรียนวัยรุ่น พฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมาก จึงตั้งเป้าหมายคือต้องควบคุมให้เด็กมีพฤติกรรมนี้ ไม่เกิน 13 ชั่วโมงต่อวัน และตั้งเป้าให้มีกิจกรรมที่เพียงพออยู่ในระดับร้อยละ 40 ส่วนแนวโน้มภาวะโภชนาการเด็กอายุ 6-14 ปี ย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2563-2567) ภาวะสูงดีสมส่วน มีแนวโน้ม “ลดลง” จากร้อยละ 63.5 ในปี 2563 เหลือเพียง ร้อยละ 56.0 ในปี 2567 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าต้องได้มากกว่าร้อยละ 59

น.ส.พรพรรณ กล่าวว่า ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน มีแนวโน้ม “ทรงตัวในระดับสูง” โดยในปี 2568 อยู่ที่ ร้อยละ 14.9  ภาวะเตี้ย ในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 10.9 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าต้องไม่เกินร้อยละ 10 สถานการณ์ โรค NCDs เด็ก 6-14 ปี จ.เชียงราย ย้อนหลัง 3 ปีคือ 2566-2568 มีข้อมูลที่น่าตกใจ เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเด็กเชียงรายป่วยเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง  และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โรคเบาหวาน ตัวเลขขยับสูงขึ้นทุกปี จาก 169 คน ปี 2566 จำนวน 173 คน ปี 2567 พุ่งสูงถึง 198 คน ในปี 2568 โรคความดันโลหิตสูง ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน จาก 177 คน ปี 2566 จำนวน 186 คน (ปี 2567) ทะลุถึง 204 คน ในปี 2568

นายอินชัย อุ่นหน้อย รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ข้อมูลที่นักวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงราย นำเสนอ สะท้อนให้เห็นว่าสถานะทางสุขภาพของเด็กไทย รวมถึงเด็กเชียงรายใน 6 อำเภอเป้าหมาย กำลังเผชิญภาวะทุพโภชนาการ ทั้งผอม เตี้ย อ้วน และเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ให้เห็นว่า รัฐต้องจัดหางบประมาณมหาศาลเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและซื้อยาให้กับเด็ก ดังนั้น หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งเด็ก เยาวชน และคณะครู ข้อมูลสถิติเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับลูกหลานต่อไป

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือ นร.ปรีชานุศาสน์-ผลผลิตหลักสูตร AI

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือ นร.ปรีชานุศาสน์-ผลผลิตหลักสูตร AI

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือ นร.ปรีชานุศาสน์-ผลผลิตหลักสูตร AI

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ตื่นตา! ‘ตู้ยืมลูกบาส-ตู้เก็บมือถืออัจฉริยะ’ ฝีมือนักเรียนปรีชานุศาสน์ ผลผลิตจากหลักสูตร AI สร้างนักคิดรุ่นใหม่แก้ปัญหาได้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนปรีชานุศาสน์ ได้จัดกิจกรรมวันวิชาการอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ธีม ‘นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์’ ณ สนามโรงเรียนปรีชานุศาสน์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้เรียนสู่ศตวรรษที่ 21 โดยได้รับเกียรติจาก บาทหลวงยอด เสนารักษ์ ประธานกรรมการบริหารสถานศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยบาทหลวงสมภพ แซ่โก ผู้อำนวยการ พร้อมด้วย ซิสเตอร์มัยตรี สุระเสียง รองผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร คณะครู และผู้ปกครอง ร่วมชมผลงานของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก นักเรียนได้นำเสนอผลงานที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างน่าสนใจ ได้แก่ ตู้คืน–ยืมลูกบาสอัจฉริยะ: นวัตกรรมแก้ปัญหาอุปกรณ์กีฬาสูญหาย ช่วยจัดการระบบการยืม-คืนอย่างเป็นระเบียบและปลูกฝังความรับผิดชอบ ตู้เก็บโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ: เสริมสร้างวินัยในห้องเรียนด้วยระบบจัดเก็บที่ปลอดภัย ลดการใช้โทรศัพท์ระหว่างเรียน และ เครื่องเล่นเพลงในโบสถ์: พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในกิจกรรมทางศาสนา ใช้งานง่ายและทันสมัย

ตลอดการนำเสนอ ผู้ปกครองต่างชื่นชมในความสามารถของนักเรียนที่สามารถอธิบายแนวคิดและกระบวนการทำงานได้อย่างมั่นใจ สะท้อนถึงการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ‘คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น’ ซึ่งทางโรงเรียนได้รับการสนับสนุนด้านหลักสูตรนวัตกรรมและ AI จาก บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ที่ร่วมพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้ก้าวทันโลกอนาคต

ปัจจุบันโรงเรียนปรีชานุศาสน์เปิดรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อสร้างโอกาสในการค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่และเติบโตเป็นผู้นำแห่งอนาคตผ่านการศึกษาเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง

//////////-026

คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.เวสเทิร์น แข็งแกร่งทางวิชาการ สอบ NL1 ผ่าน 100%

คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.เวสเทิร์น แข็งแกร่งทางวิชาการ สอบ NL1 ผ่าน 100%

คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.เวสเทิร์น แข็งแกร่งทางวิชาการ สอบ NL1 ผ่าน 100%

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ประกาศผลความสำเร็จของนักศึกษาทันตแพทย์ชั้นปีที่ 4 หลักสูตรทันตแพทยศาสตร ที่สามารถสอบผ่านการประเมินเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม ภาควิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์พื้นฐาน(National License: NL1) ครั้งที่1/2569 ผ่าน  100% สำหรับผู้สมัครสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมครั้งแรก

ผลการสอบดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพทางวิชาการและความพร้อมรอบด้านในการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ที่มีคุณภาพและเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนหลักสูตร การเสริมองค์ความรู้เชิงลึก ไปจนถึงกระบวนการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการอย่างเป็นขั้นตอน ควบคู่กับความมุ่งมั่นของคณาจารย์และนิสิตที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานวิชาชีพในระดับประเทศ

ความสำเร็จครั้งนี้ยังตอกย้ำเป้าหมายของคณะทันตแพทยศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความพร้อมทั้งองค์ความรู้ ทักษะปฏิบัติ และจริยธรรมวิชาชีพ สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของไทยในอนาคต

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ได้ที่ https://www.western.ac.th/pages/dt , ⁠ Facebook : https://www.facebook.com/wtu.dent , Line OA: @dentwtuofficial  , โทร. 083-348-1943,098-829-5685

มจพ. เปิดตัวหลักสูตรการบิน ‘ABMS’ รุ่นที่ 1 ผลิตบัณฑิตป้อนอุตฯการบิน – โลจิสติกส์ในยุคดิจิทัล

มจพ. เปิดตัวหลักสูตรการบิน ‘ABMS’ รุ่นที่ 1 ผลิตบัณฑิตป้อนอุตฯการบิน - โลจิสติกส์ในยุคดิจิทัล

มจพ. เปิดตัวหลักสูตรการบิน ‘ABMS’ รุ่นที่ 1 ผลิตบัณฑิตป้อนอุตฯการบิน – โลจิสติกส์ในยุคดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์  ศิลป์จารุ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตรบริการธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจและบริการการบินในยุคดิจิทัล (หลักสูตรนานาชาติ) พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรียา รอบกิจ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ และรองศาสตราจารย์ ดร.จุฑารัตน์  ปิณฑะแพทย์ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตร BBA (Aviation Business Management and Service in the Digital Age) ปั้น “Solution Seeker” สู่อุตสาหกรรมการบิน กับเครื่อง Boeing 737 ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานโลก อุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม Cloud 9 ชั้น 9 สำนักวิจัยวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจพ.

หลักสูตรบริการธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจและบริการการบินในยุคดิจิทัล มุ่งผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินแบบไร้พรมแดน ครอบคลุมองค์ความรู้สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ บริการบนเครื่องบิน (In-flight Services) บริการภาคพื้น (Ground Services) การขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ (Air Cargo & Logistics) และการบริหารอุตสาหกรรมการบิน (Aviation Industry Management) เสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกทั้งด้านธุรกิจ การบริการ และการจัดการในบริบทโลกยุคดิจิทัล โดยอาจกล่าวได้ว่าหลักสูตรนานาชาติ “ABMS” พร้อมปั้นบุคลากรระดับ Solution Seeker ที่ใช้ข้อมูล กลยุทธ์และการจัดการยุคใหม่บนมาตรฐานสากล พร้อมขับเคลื่อนโลจิสติกส์โลก  ด้วยจุดเด่นสำคัญของหลักสูตรคือการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติบนเครื่องบินจริงเต็มลำ Boeing 737 “HS-KMUTNB” ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการจำลองสถานการณ์บนเครื่องเสมือนจริงและเป็นเครื่องบินของมหาวิทยาลัยเอง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการทำงาน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การจัดการธุรกิจและบริการการบินในยุคดิจิทัลที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการจัดการข้อมูล และการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการระบบบริหารจัดการ ตลอดจนการสร้างความคุ้นเคยกับอุปกรณ์จริง ก่อนก้าวสู่สนามการทำงานในอุตสาหกรรมการบินอย่างมืออาชีพ

หลักสูตรนานาชาติ “ABMS” จำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 121 หน่วยกิต เรียนภาษาอังกฤษ 100% ภายใต้มาตรฐานสากล พร้อมเสริมภาษาที่ 3 สร้างความได้เปรียบด้วยการผสานทักษะการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) สู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision Making) ช่วยยกระดับศักยภาพผู้เรียนให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดงานระดับโลก เปิดประตูสู่อาชีพหลากหลาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน, เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานภาคพื้นและสนามบิน, งานด้าน Air Cargo และ Supply Chain รวมถึงงานบริหารและบริการธุรกิจการบินในองค์กรระดับนานาชาติ ฝึกงานแบบสหกิจศึกษา 16 สัปดาห์เต็ม พร้อมโอกาสเปิดโลกกับโครงการแลกเปลี่ยนไปเรียนต่างประเทศ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกกับเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย และตลาดงานระดับอินเตอร์

ทั้งนี้ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต  สาขาการจัดการธุรกิจและบริการการบินในยุคดิจิทัล (ABMS) เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ TCAS สมัครเรียนที่เว็บไซต์  http://www.admission.kmutnb.ac.th หรือ http://www.inter.kmutnb.ac.th, Facebook : International College KMUTNB สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 092-742-4458  ดูระเบียบการรับสมัครและคุณวุฒิและเกณฑ์การพิจารณาสแกน QR Code ด้านล่าง

นักวิจัย มวล. เปลี่ยนทะลายปาล์มเหลือทิ้ง สู่สารชีวเคมีมูลค่าหลักล้าน

นักวิจัย มวล. เปลี่ยนทะลายปาล์มเหลือทิ้ง สู่สารชีวเคมีมูลค่าหลักล้าน

นักวิจัย มวล. เปลี่ยนทะลายปาล์มเหลือทิ้ง สู่สารชีวเคมีมูลค่าหลักล้าน

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โชว์นวัตกรรมแปลง “ทะลายปาล์มเหลือทิ้ง” หลักสตางค์ สู่สารตั้งต้นชีวเคมีมูลค่าหลักล้าน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยา อาหาร พลังงานสะอาดและสารกำจัดศัตรูพืช ลดนำเข้า 100% บพข.ร่วมหนุน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดย ผศ.ดร.ลิตวดี เจือบุญ และ รศ.ดร.วิชิตพันธุ์ รองวงศ์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยน “ทะลายปาล์มน้ำมันเปล่า” ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรซึ่งมีราคาเพียง 10 สตางค์ต่อกิโลกรัม ให้กลายเป็น “กรดลิวูลินิก” (Levulinic Acid) สารตั้งต้นทางชีวเคมีที่มีมูลค่าสูงระดับหลักล้านบาท มุ่งตอบโจทย์อุตสาหกรรมยา อาหาร พลังงานและการเกษตรอินทรีย์ พร้อมเตรียมเดินเครื่องโรงงานต้นแบบ ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 นี้

ผศ.ดร.ลิตวดี เจือบุญ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีทะลายปาล์มเปล่าเหลือทิ้งในระบบกว่า 8,000 ตันต่อปี ซึ่งมีราคาตกต่ำเพียงกิโลกรัมละ 0.1 บาท อีกทั้งการกำจัดด้วยวิธีการเผายังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ขัดแย้งกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Net Zero ของประเทศ ทีมวิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ หมุนเวียน และสีเขียว BCG Model พัฒนา ‘เครื่องปฏิกรณ์แบบพิเศษ’ ร่วมกับกระบวนการสกัดสารเคมีแบบ 2 ขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถเปลี่ยนทะลายปาล์มเปล่า 6.7 กิโลกรัม ให้เป็นกรดลิวูลินิกมูลค่าสูงได้ถึง 1 กิโลกรัม

“กรดลิวูลินิกมีความต้องการในตลาดโลกสูงมาก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่เกรดพลังงานไปจนถึงเกรดบริสุทธิ์สูงสำหรับอุตสาหกรรมยาและอาหาร ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าสารเคมีกลุ่มนี้ 100% นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังสามารถนำไปต่อยอดสังเคราะห์เป็นสาร 5-Aminolevulinic Acid เพื่อใช้เป็นสารกำจัดศัตรูพืชอินทรีย์ ทดแทนการใช้สารเคมีอันตรายอย่าง ‘ไกลโฟเซต’ โดยมีความปลอดภัยต่อมนุษย์ ไร้สารตกค้างและสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ” ผศ.ดร.ลิตวดี กล่าว

นอกจากกรดลิวูลินิกแล้ว กระบวนการสกัดนี้ยังเป็นรูปแบบ Zero Waste หรือไร้ของเสียตกค้าง โดยสามารถสกัดสารพลอยได้อื่นๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เช่น ลิกนิน , กรดฟอร์มิก และ เฟอร์ฟูรัลเพื่อจำหน่ายเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีได้ทั้งหมด“นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศ แต่ยังเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างราคาปาล์มน้ำมันของไทย เมื่อภาคเอกชนสามารถนำของเสียไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล ก็จะส่งผลดีกลับไปยังเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่จะสามารถขายทะลายปาล์มทิ้งเปล่าได้ในราคาที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว ถือเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง” ผศ.ดร.ลิตวดี กล่าวย้ำ

สำหรับโครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับการร่วมลงทุนจากภาคเอกชนคือ บริษัท ทักษิณปาล์ม (2521) จำกัด  ซึ่งก้าวต่อไปจะมีการติดตั้งและเดินเครื่องโรงงานสาธิตต้นแบบขนาด 100 ลิตร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยหากประสบความสำเร็จจะมีการขยายกำลังการผลิตสู่ระดับ 1,000 ลิตรต่อไป

ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลก ผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ ‘FIRST® LEGO® League 2026’

ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลก ผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ ‘FIRST® LEGO® League 2026’

ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลก ผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ ‘FIRST® LEGO® League 2026’

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสียงเชียร์และบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ผสานความสนุก เติมเต็มพื้นที่การแข่งขันหุ่นยนต์ระดับประเทศ “เฟิร์ส เลโก้ ลีก (FIRST® LEGO® League 2026)” ภายใต้ธีม “UNEARTHED (โบราณคดี)” เวทีที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ “ขุดค้น” ความคิด สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาทักษะแห่งอนาคตอย่างรอบด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ควบคู่ทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ผ่านการออกแบบและเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์เลโก้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับนานาชาติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันในปีนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) บริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) จำกัด และพันธมิตร โดยถือเป็นลีกเริ่มต้นที่เปิดให้เด็กไทยได้ประชันการแข่งขันหุ่นยนต์ในประเทศ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ FIRST® LEGO® League Explore สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา อายุ 6–10 ปี และ FIRST® LEGO® League Challenge สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา–มัธยมศึกษา อายุ 9–16 ปี ซึ่งมีเยาวชนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 813 คน จาก 122 ทีม จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 14–15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ห้องไดมอนด์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ผลการแข่งขันปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ Champion’s Award: 1st Place รุ่น FLL Explore ได้แก่ทีม PANKIT จากสถาบัน iBot Academy Rayong จังหวัดระยอง และรางวัลชนะเลิศรุ่น FLL Challenge ได้แก่ทีม KMIDS OREO 1000 จากโรงเรียนสาธิตนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองทีมได้รับถ้วยรางวัล ใบประกาศนียบัตร ของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 40,000 บาท พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนเมษายน 2569

นอกจากนี้ ยังได้มอบ รางวัลพิเศษ “Dow Innovation Award” ให้แก่ทีม CEI ClickRobot Robo Kids จังหวัดเชียงราย เพื่อยกย่องผลงานที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยมีทีมวิศวกรของ Dow ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เด็กไทยต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

นายธนัช วัฒนศักดิ์ภูบาล ผู้อำนวยการฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า Dow เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดจากการลงมือทำ การแข่งขัน FLL ไม่ได้สอนแค่เรื่องหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยี แต่ช่วยปลูกฝังวิธีคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เด็กๆ จะต้องใช้ตลอดชีวิต เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมเด็กไทยให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคต และสร้างนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ให้กับประเทศ

ทั้งนี้ การแข่งขัน FIRST® LEGO® League (FLL) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและการรับสมัครในครั้งต่อไปได้ที่เว็บไซต์ https://gammaco.com/fll/

ราชมงคลผนึกกองทุนอ้อยฯ รุกนำนวัตกรรมลงหน้าไร่ ยกระดับเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer

ราชมงคลผนึกกองทุนอ้อยฯ รุกนำนวัตกรรมลงหน้าไร่ ยกระดับเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer

ราชมงคลผนึกกองทุนอ้อยฯ รุกนำนวัตกรรมลงหน้าไร่ ยกระดับเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

9 ราชมงคลดึงงานวิจัยช่วยกองทุนอ้อยฯ มุ่งใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนาทักษะชาวไร่สู่เกษตรกรอัจฉริยะ พร้อมแปรรูปของเสียสร้างรายได้เสริม เพื่อความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมอ้อยทั่วประเทศ

เมื่อเร็วๆนี้ที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างนายเอกรินทร์ ทองนอก รองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ โดยมี รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ในฐานะประธาน ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เป็นผู้แทนนำคณะผู้บริหารเข้าร่วมลงนาม เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการใช้มิติด้านการศึกษาและวิจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยไทยอย่างครบวงจร

สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคการผลิตจริง โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานในพื้นที่ไร่อ้อยทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างตรงจุด ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยนำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้จัดการไร่ ตั้งแต่การวิเคราะห์ดิน การเลือกสายพันธุ์ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวที่แม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและยกระดับคุณภาพความหวานของอ้อยให้สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังเตรียมร่วมกันสร้างบุคลากรเชี่ยวชาญ ด้วยการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้สมัยใหม่ให้แก่เจ้าหน้าที่และชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะการใช้เทคโนโลยีมุ่งสู่การเป็นเกษตรกรอัจฉริยะหรือ Smart Farmer ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว โดยจะใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของกลุ่มราชมงคลเข้ามาบริหารจัดการของเสียจากโรงงานน้ำตาล เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ เปิดเผยว่า กรอบความร่วมมือระยะเวลา 2 ปีนี้ จะเน้นการสนับสนุนด้านวิชาการและการวิจัยพัฒนาอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการผลิต การใช้ และการจำหน่ายอ้อยและน้ำตาลทราย ให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสนับสนุนทุนวิจัยภายใต้กรอบกฎหมาย และการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม การจับมือกันในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในการเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อยไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ศิลปะแสดงสดนานาชาติเชียงราย 69River Resistance-การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ

ศิลปะแสดงสดนานาชาติเชียงราย 69River Resistance-การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ

ศิลปะแสดงสดนานาชาติเชียงราย 69River Resistance-การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.16 น.

แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง คือสายน้ำข้ามพรมแดนในจังหวัดเชียงรายที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งอาหาร เศรษฐกิจ การเดินทาง และความทรงจำร่วมของชุมชนมายาวนาน จนสามารถสร้างบ้านแปงเมืองสั่งสมความมั่งคั่งจนกลายเป็นแหล่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่หลายยุคหลายสมัยกลายเป็นอาณาจักรโบราณในชื่อต่างๆ แต่ทั้งหมดก่อร่างสร้างเมืองจากรากฐานความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำเหล่านี้

แต่ในวันนี้สายน้ำหลักของเมืองเชียงรายกำลังเผชิญวิกฤตที่มองไม่เห็นจากสารพิษปนเปื้อนที่ไหลมากับสายน้ำซึ่งมีต้นกำเนิดจากเหมืองแร่เถื่อนในฝั่งประเทศพม่า ทั้งแร่แรร์เอิร์ทและเหมืองทองคำ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองกำลังทหารว้า(United Wa State Army -UWSA) และทหารพม่า ที่กระจายตัวตามแหล่งต้นน้ำลำธาร รวมถึงการขุดเจาะทำเหมืองกันกลางลำน้ำ และขยายกิจการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยมีกระบวนการชะล้างดินและสกัดแร่แบบไร้การควบคุมและปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติ ทำให้สารโลหะหนักต่างๆไหลลงสู่ลำน้ำ

สารพิษเหล่านี้ไม่เพียงผ่านมาและผ่านไป หากยังตกค้าง สะสมในระบบนิเวศ ในตัวปลา ในพืชริมน้ำ และห่วงโซ่อาหาร ท้ายที่สุดก็เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ไปถึงความมั่นคงทางอาหาร และสูญเสียวิถีวงจรการพึ่งพาทรัพยากรที่ปลอดภัยในที่สุด

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นเมื่อวิกฤตสายน้ำปนเปื้อนถูกทับซ้อนด้วยโครงการขนาดใหญ่คือการสร้างเขื่อนปากแบงกั้นแม่น้ำโขงในประเทศลาวซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 96 กม. ซึ่งจะทำให้บริเวณหน้าเขื่อนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ตกตะกอนด้วยสารโลหะหนักและกลายเป็นอ่างเก็บน้ำพิษที่เอ่อท่วมใน อ.เวียงแก่นและ อ.เชียงของ จ.เชียงราย

โครงการศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2569 เป็นการ “ต่อต้านเพื่อแม่น้ำ (River Resistance)”  โดยการเข้าร่วมของ ศิลปินไทยและนานาชาติ รวม 11 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน อาร์เจนตินา ออสเตรีย สหรัฐอเมริกา และไทย จำนวน 45 คน ที่จะร่วมแสดงศิลปะริมแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมกันสะท้อนให้สิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ความเสี่ยง การปนเปื้อน ความหวาดหวั่นของชุมชน กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง

งานแสดงศิลปะนานาชาติครั้งนี้มุ่งเน้นใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารปัญหาวิกฤตลุ่มน้ำข้ามพรมแดนไปยังผู้มีอำนาจ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสังคมในวงกว้าง เพื่อให้รับรู้ถึงผลกระทบจากถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ผูกผันกับชีวิตผู้คน เพื่อส่งสารอย่างตรงไปตรงมา เรียกร้องความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการจัดการจัดการทรัพยากรที่คำนึงถึงชีวิตของผู้คนลุ่มแม่น้ำอย่างแท้จริง

ดร.จักกริช ฉิมนอก ศิลปินผู้จัดงานและภัณฑารักษ์ของโครงการ เล่าว่าได้จัดกิจกรรมในลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้งได้แก่ “ฮอมปอย แม่น้ำโขง” และ “ธาราไร้พรมแดน” โดยใช้ศิลปะแสดงสด (Performance Art) เป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายทอดปัญหาเพื่อทำงานทางความคิดและตั้งคำถามต่อสังคม ในเรื่องความไม่เป็นธรรมเชิงสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนในท้องถิ่นในลุ่มแม่น้ำ ต้องเผชิญจากมลพิษการทำเหมืองแร่ทางต้นน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านและปัญหาของเขื่อนในแม่น้ำที่ทำให้ประชาชนลุ่มแม่น้ำได้รับผลกระทบ 

สำหรับโครงการศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2569 ใช้เวลาวางแผนมามากกว่า 2 เดือน โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือ การชวนผู้ชม มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยแยกออกจากกันได้ เมื่อสิ่งหนึ่งได้รับผลกระทบอีกสิ่งหนึ่งย่อมได้รับผลกระทบตามมาเสมอ และผลกระทบนั้นมักลากยาวเป็นลูกโซ่ จากผู้กระทำการหนึ่งไปถึงอีกกระทำการหนึ่งเสมอ ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการจัดวงเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนและเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

“ผมสนใจและพูดถึงประเด็นเหล่านี้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ศิลปะสมัยเรียนจนถึงปัจจุบัน งานศิลปะสำหรับผมจึง เป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารประเด็นปัญหาของสังคม และใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคม ในเรื่องของการเมืองระดับฐานรากไปจนถึงระดับโครงสร้าง”

ศิลปินนักวิชาการผู้นี้ ยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่ต้องใช้ศิลปะแสดงสด (Performance Art) ในการสื่อสารปัญหา เนื่องจาก Performance Art เป็นศิลปะที่ต้องใช้ร่างกายของตัวเองเป็นอุปกรณ์หลักในการแสดงออก เพราะร่างกายเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม สังคม ที่มีส่วนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เช่นกัน

ขณะที่ชินดนัย ปวนคำ หรือ ไนท์ 1 ในศิลปินที่ร่วมแสดงครั้งนี้ และยังเป็น 1 ในศิลปินเชียงรายผู้ก่อตั้งกลุ่ม ไส้ติ่งโซลไซตี้ อธิบายถึงจุดเริ่มต้นทำงานศิลปะเพื่อสื่อสารสังคมของตนเองว่า เคยทำงานศิลปะแนวขบถมาก่อน และยังเชื่อในความงามของศิลปะต้องสวยงาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนที่ได้ทำงานศิลปะในโครงการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนซึ่งตอนนั้นได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ตัวเองถูกกันแกล้งในโลกออนไลน์ และคิดว่ายังเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่พอได้เห็นเรื่องราวของคนอื่นมากขึ้นผมเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันเชื่อมโยงกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น ตนจึงหลุดออกจากกรอบที่ว่าศิลปะต้องสวยงาม

“ก่อนหน้านี้ผมได้ทำงานศิลปะเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เวียงหนองหล่ม ทำให้ผมมองเห็นความซับซ้อนของท้องถิ่นมากขึ้น ผมเห็นว่าคนในพื้นที่มีชีวิต มีประวัติศาสตร์ มีความต้องการของเขาเอง แต่หลายครั้งเสียงเหล่านั้นกลับไม่ถูกได้ยิน ก่อนที่จะได้ร่วมแสดงในงานที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ผมได้ทำงานเกี่ยวกับแม่น้ำกกประมาณ 2-3 ครั้ง โดยการ Performance Art เหมือนกับครั้งนี้ ผมจะประยุกต์แนวคิดที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ เช่น การใช้ร่างกายของตัวเองเปลือยเปล่าท่องมนต์คาถากับแม่น้ำ เพื่อเป็นการสื่อสารว่า อย่าให้ตัวผม อย่าให้พวกเรา หรืออย่าให้ประชาชน ต้องมาอ้อนวอนร้องขอสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การเข้าถึงทรัพยากรที่ปลอดภัย” 

ไนท์ กล่าวในตอนท้ายว่า “ศิลปะของผมไม่ได้ทำขึ้นเพื่อโจมตีใครเป็นการส่วนตัว แต่มันคือการวิพากษ์โครงสร้างรัฐที่ล้มเหลว ถ้ารัฐทำหน้าที่ได้ดี ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้อง”

ทั้งนี้ โครงการเลือกช่วงเวลาที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง คือ 14 มีนาคม ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็น วันปฏิบัติการสากลต่อต้านเขื่อน วันปฏิบัติการเพื่อแม่น้ำ ซึ่งถือกำเนิดจากการเคลื่อนไหวของชุมชนผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลก เพื่อยืนยันว่า แม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากร หากคือระบบในชีวิตที่ต้องได้รับการเคารพ