‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ

‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ

‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ 

25 มกราคม 2569  ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค กล่าวในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบุคลากรตาดีกา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมนำเสนอนโยบาย ตอนหนึ่งว่า พรรคประชาชาติ ยืนยันว่าการพัฒนาประเทศที่ดีที่สุด ก็คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยจะดูอนาคตต้องดูที่การศึกษา การลงทุนกับมนุษย์ ต้องลงทุนกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 7 ปี จะได้ผลตอบแทนกลับมามากที่สุดถึง 10 เท่า วัยเด็กเป็นช่วงที่สำคัญที่ต้องเรียนรู้เรื่องชีวิต ไม่ใช่แค่วิชาชีพอย่างเดียว 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยลงมากจนน่าตกใจ จนมีการคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรเหลือแค่ 30 ล้านคน จากตอนนี้ 66 ล้านคน อย่างไรก็ตามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังเยอะอยู่ แต่ก็น่ากังวลว่าแม้อัตราการเกิดเยอะ แต่การดรอปเอาต์ หรือไม่ได้เรียนหนังสือก็สูงเช่นกันถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องให้คุณค่ากับอนาคต และการสร้างคน

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สมัยที่ตนเป็นเลขาธิการศอ.บต. ได้เสนอให้อุดหนุนโรงเรียนตาดีกา ละ 2 หมื่นบาท เพื่อนำไปพัฒนาตาดีกา ซึ่งน่าปลื้่มใจว่ามีผู้ปกครองมาช่วยสนับสนุนเพิ่ม บางตาดีกา มีเงินสนับสนุนหลายแสน ได้เอาเงินตรงนี้มาจากครูต่างประเทศ มาสอนภาษา สอนวิชาการอื่นๆ พัฒนาเยาวชนของเราจนได้ผลดีมาก

“งบประมาณอุดหนุนตาดีกา เราใช้ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งได้ผลดีมาก มีการประเมินโครงการก็ได้เป็นอันดับ 1 โครงการอื่นในภาคใต้ใช้เงินเป็นพันล้าน แต่ประชาชนไม่รู้จัก ไม่ได้ประโยชน์ นี่คือโครงการที่ทำให้ประชาชนรู้จักศอ.บต. ซึ่งต้องบอกว่าก่อนจะผลักดันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทัศนคติด้านความมั่นคงก่อนหน้านี้เป็นลบ ผมต้องไปเจรจาของบประมาณ โชคดีที่ตอนนั้นรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ มีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบถือเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง”พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า มาวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าคุณค่าของตาดีกายิ่งใหญ่มาก ครูเสียสละในการดูแลลูกหลาน พ่อแม่ก็ต้องการให้สั่งสอนศีลธรรม จริยธรรม และศาสนา เด็กห่างไกลจากยาเสพติดได้ก็เพราะครู เพราะครอบครัว ครูทำงานหนักแต่ไม่ได้รับการดูแล ตนหารือกับสถาบันปอเนาะ ก็เสนอให้เพิ่มค่าตอบแทน ตาดีกาก็ควรได้เช่นกัน เราอยากเพิ่มค่าตอบแทนให้เป็น 5-5.5 พันบาท และไม่ใช่แค่ในจังหวัดชายแดนใต้ แต่ต้องเป็นเงินสนับสนุนทั่วประเทศ และในอนาคตก็ต้องเพิ่มสวัสดิการเหมือนราชการด้วย

วุฒิสภาขยับ! ‘ชิบ จิตนิยม’ นำทีมรุกสื่อรัฐสภา-ดันงานวิจัยเชื่อมโยงนโยบาย

วุฒิสภาขยับ! ‘ชิบ จิตนิยม’ นำทีมรุกสื่อรัฐสภา-ดันงานวิจัยเชื่อมโยงนโยบาย

วุฒิสภาขยับ! ‘ชิบ จิตนิยม’ นำทีมรุกสื่อรัฐสภา-ดันงานวิจัยเชื่อมโยงนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

วุฒิสภาขยับ! ‘ชิบ จิตนิยม’ นำทีมรุกสื่อรัฐสภา ดันงานวิจัยเชื่อมโยงนโยบาย ผนึกกำลังสื่อสร้างความเข้าใจสู่ภาคประชาชน

วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่รัฐสภา นายชิบ จิตนิยม ประธานคณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อน และติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา นำคณะอนุกรรมการฯ เข้าศึกษาดูงาน ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา เพื่อวางแนวทางความร่วมมือเชิงรุกในการสื่อสารข้อมูลงานวิจัยไปสู่ภาคประชาชน โดยมี นางสุพรรณี ชีวะไทย ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ให้การต้อนรับ

นายชิบ เปิดเผยว่า การเข้าศึกษาดูงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้สื่อรัฐสภาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง ‘องค์ความรู้จากงานวิจัย’ เข้ากับการ ‘กำหนดนโยบาย’ และการ ‘สร้างการรับรู้ของประชาชน’ โดยได้มีการหารือถึงแนวทางการพัฒนาความร่วมมือผ่านเครือข่ายสื่อ เพื่อยกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยให้มากขึ้น ผ่านพลังการนำเสนอของสื่อในสังกัดรัฐสภา

เรามุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาให้ก้าวทันโลก การเชื่อมโยงระหว่างฐานข้อมูลวิชาการ งานนโยบาย และความเข้าใจของพี่น้องประชาชนเข้าด้วยกัน จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะวุฒิสภาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวอีกว่า คณะอนุกรรมการฯ เตรียมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ไปสรุปผลเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘มิตซูบิชิ’หนุนอาชีวะกรุงเก่า! ‘มอบสื่อการสอนอัจฉริยะ’ เสริมทักษะช่างยนต์รุ่นใหม่

‘มิตซูบิชิ’หนุนอาชีวะกรุงเก่า! ‘มอบสื่อการสอนอัจฉริยะ’ เสริมทักษะช่างยนต์รุ่นใหม่

‘มิตซูบิชิ’หนุนอาชีวะกรุงเก่า! ‘มอบสื่อการสอนอัจฉริยะ’ เสริมทักษะช่างยนต์รุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

‘มิตซูบิชิ’หนุนอาชีวะกรุงเก่า! ‘มอบเครื่องยนต์-ระบบส่งกำลังชุดใหญ่’ ให้เทคนิคอยุธยา-เสริมทักษะช่างยนต์รุ่นใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โดมอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ดร.สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธี รับมอบสื่อการเรียนการสอนชุดเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม บริษัทมิตชูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

โดยมี น.ส.มยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สถาบันอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 กล่าวต้อนรับ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีรับมอบสื่อการเรียนการสอน จากคณะผู้บริหาร บริษัทมิตชูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) และคณะผู้บริหารส่วนมิตซูบิซิไทยธาดาอยุธยา

น.ส.มยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การรับมอบสื่อการเรียนการสอนชุดเครื่องยนต์และชุดระบบส่งกำลังจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คณะครูแผนกวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ได้มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยนำไปถ่ายทอดให้กับนักศึกษาและชุมชนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการมีส่วนร่วมส่งเสริมการศึกษาของไทย โดยให้โอกาสนักเรียนเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ที่ทันสมัย

‘เชื่อมั่นว่าการรวมพลังของสององค์กรที่มีวิสัยทัศน์และศักยภาพที่แข็งแกร่ง จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย และเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน ภาคการศึกษา และธุรกิจยานยนต์ ให้ก้าวไปข้างหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน น.ส.มยุรี กล่าวทิ้งท้าย

/////////////-026

ร.ส.ท.จับมือลงนาม MOU ‘พัฒนาทักษะนวัตกรรม’ ปั้นนักเรียนรับโลกอนาคต

ร.ส.ท.จับมือลงนาม MOU ‘พัฒนาทักษะนวัตกรรม’ ปั้นนักเรียนรับโลกอนาคต

ร.ส.ท.จับมือลงนาม MOU ‘พัฒนาทักษะนวัตกรรม’ ปั้นนักเรียนรับโลกอนาคต

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด มุ่งเน้นสร้างเครือข่ายพัฒนาผู้เรียน สู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลและมืออาชีพในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ 3 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน กับ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด เพื่อร่วมกันพัฒนาการจัดการศึกษา เสริมสร้างทักษะ และเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีในอนาคต

ในการนี้ นางมนัสดากาณฑ์ รักษ์พงศ์สถิต ผู้อำนวยการโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับผู้แทนจากบริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด โดยมีคณะผู้บริหาร คณะครู และผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นสักขีพยาน

นางมนัสดากาณฑ์ รักษ์พงศ์สถิต เปิดเผยว่า โรงเรียนให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม จริยธรรม และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนการสอน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ต่อยอดในการศึกษาต่อ และเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพในอนาคต

นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีและพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ ทรัพยากร รวมถึงประสบการณ์ด้านนวัตกรรมการศึกษา เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์ รู้เท่าทันเทคโนโลยี และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ถือเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

////////////////-026

สกร.จับมือ-กรมป่าไม้-มสธ.-ภาคีเครือข่าย จัดประชุมวิชาการ โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ

สกร.จับมือ-กรมป่าไม้-มสธ.-ภาคีเครือข่าย จัดประชุมวิชาการ โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ

สกร.จับมือ-กรมป่าไม้-มสธ.-ภาคีเครือข่าย จัดประชุมวิชาการ โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“สกร.จับมือ-กรมป่าไม้ -มสธ.-ภาคีเครือข่าย” จัดประชุมวิชาการ “โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ“ เฉลิมพระเกียรติ “กรมสมเด็จพระเทพฯ”

23 ม.ค.69 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการ “โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “13 ปี พระเมตตา สร้างป่า สร้างรายได้ สร้างถิ่นไทยให้เข้มแข็ง”  ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฯ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายอุปดิศร์ ฉัตรคำ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ไม้ในเขตพระราชทานและ พื้นที่พิเศษ กรมป่าไม้  และ ศ.ดร. ดุสิต เวชกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พร้อมภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนโครงการฯ เข้าร่วมการแถลงข่าว ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.เกศทิพย์ เปิดเผยว่า โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยในทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกและทำไร่เลื่อนลอย โดยทรงมีพระราชดำรัส ณ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จังหวัดน่าน เมื่อปี 2555 ความตอนหนึ่งว่า “ป่านี้เป็นสมบัติของชุมชน ของชาติของเรา ของคนพื้นที่ เป็นของชาวบ้าน ต้องรักษาไว้เป็นของลูกหลาน ต้องปลูกป่าเลยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ชาวบ้านพยายามจะคิดหาพืชใหม่ที่มีราคาแพง แดดไม่กลัวระหว่างที่ปลูกให้ชาวบ้านมีรายได้จริงๆ…”

จากการน้อมนำแนวทางดังกล่าว กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้บูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่ปี 2556 โดยมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เป็นหน่วยงานนำร่อง และขยายผลจนครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน ตาก แม่ฮ่องสอน และเลย รวม 38 อำเภอ ปัจจุบันมีเกษตรกรร่วมโครงการฯกว่า  62,000 ครัวเรือน

สำหรับการจัดงานในปีนี้ สกร. ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สกร. จัดงานประชุมดังกล่าว เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธาน  ในการประชุม ฯ 

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน พร้อมทั้งมุ่งเน้นการ สร้างองค์ความรู้และทักษะให้แก่เกษตรกรสมาชิกได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการปลูกและบำรุงรักษาไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะปลูกจิตสำนึกรักผืนป่า เพื่อให้ราษฎรสามารถอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล โดยสามารถสร้างรายได้เสริมผ่านกระบวนการกลุ่มในระหว่างการดูแลรักษาป่า ควบคู่ ไปกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยเฉพาะครู สกร. ให้มีความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีหน่วยงานร่วมดำเนินการ ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมการปกครอง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รวมทั้งหน่วยงานสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน 

การจัดประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ ในครั้งนี้ คาดว่ามีผู้จะมีผู้เข้าร่วมกว่า 850 คน ประกอบด้วยเกษตรกรจากพื้นที่ 5 จังหวัดเป้าหมาย ผู้บริหาร และครูสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมุ่งหวังผลลัพธ์ให้ครูและเกษตรกรไม่เพียงแต่มีความรู้ในการอนุรักษ์ป่าเพื่อไม่ให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ทำกินเพิ่มเติม แต่ยังต้องสามารถสร้างรายได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านการจัดตั้งกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง  กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย วีดิทัศน์เทิดพระเกียรติ การนำเสนอผลงานของสมาชิกโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ที่มีแนวปฏิบัติที่ดี และครูที่ปฏิบัติงานที่ดี เป็นต้นแบบ การเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสมาชิกโครงการ และหน่วยงานเอกชน  ตลอดจน การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” นิทรรศการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กรมป่าไม้ หน่วยงานเอกชน และการจัดกาดนัด  พร้อมกันนี้ ยังมีการนำเสนอและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฯ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิกและหน่วยงานร่วม รวมทั้งเป็นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการรักษาป่า ฟื้นฟูป่าขององค์ประธาน ให้เป็นที่ประจักษ์ โดยทั่วกัน

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้ มุ่งมั่นขับเคลื่อนโครงการนี้เพื่อสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง  13 ปีที่ผ่าน จากที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยเรื่องของการบุกรุกป่า การใช้สารเคมี การดำเนินการที่ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย จึงมีโครงการสร้างป่า สร้างรายได้เกิดขึ้น โดยการบูรณาการร่วมกันระหว่าง สกร.กรมป่าไม้ กรมวิชาการเกษตร ฯ มสธ.และภาคีเครือข่าย เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ป่า มีการวางแผน ต้นน้ำคืออนุรักษ์พื้นที่ป่า ส่วนกลางน้ำ คือ มีการจัดทำหลักสูตรให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถต่อยอดให้สอดคล้องกับเครดิตแบงค์ และความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริง เป็นการปลูกป่าภายในใจให้ทุกคนมองเห็นได้ว่า ป่า นอกจากช่วยในเรื่องอากาศแล้วยังทำให้เกิดองค์ความรู้และสร้างแบรนของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากป่า เพื่อสร้างรายได้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อป่าที่สมบูรณ์และชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน 

อธิบดี สกร.กล่าวด้วยว่า มสธ.ได้มีการติดตามผลการดำเนินการ ว่าอะไรที่เป็นตังชี้วัดของความสำเร็จ ในพื้นที่ 5 จังหวัด และอะไรที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้โครงการนี้เกิดความยั่งยืนสมกับพระปณิธานของพระองค์ท่าน และสามารถสร้างป่า สร้างรายได้ในทุกๆที่และในอนาคนจะขยายผลต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่ง สกร.ถือว่าบทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญ ทำให้เกิดการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสามารถทำให้เกิดองค์ประกอบของ “เลิร์นทูเอิร์น” มีรายได้ระหว่างเรียน ได้ต่อไปในอนาคต“ อธิงดี สกร.กล่าว

ด้านนายอุปดิศร์ ฉัตรคำ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ไม้ฯ กล่าวว่า เราเริ่มต้นโครงการนี้จากปัญหาที่ป่าไม้ถูกบุกรุกและทำลายป่า ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ เช่น เกิดภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม ผลผลิตเกิดความเสียหาย หรือผลผลิตได้น้อยลง กรมป่าไม้ได้มีการเข้าไปดูแลในเรื่องการปลูกป่า โดยกรมป่าไม้ได้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนและชุมชนและให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการดูแลรักษาผืนป่า ซึ่งโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ตามพระราชดำริฯ เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 มีการปลูกป่าใหม่ขึ้นมา และสร้างจิตสำนึกประชาชน หรือปลูกป่าในใจคน โดยให้ประชาชนช่วยกันดูแลรักษาป่าในพื้นที่ โดยกรมป่าไม้ได้เข้าไปดูแลเกษตรกรในชุมชน เป้าหมายเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมต้นกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมในการปลูกแต่ละพื้นที่ และเข้าไปดูแลพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ ศ.ดร. ดุสิต เวชกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ มสธ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เข้าใจดีว่า โครงการ สร้างป่า  สร้างรายได้ ของ ”กรมสมเด็จพระเทพ“ ท่านเน้นเรื่องการรักษาป่าต้นน้ำลำทาน  ซึ่ง มสธ.มีการสอนด้านการเกษตรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก มสธ. จึงเข้าไปช่วยในการพัฒนาเชิงวิชาการร่วมกับครู สกร. และกรมป่าไม้ เพราะแต่ละชุมชนมีความต้องการความรู้ที่แตกต่างกัน มสธ.ก็ไปให้ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ มสธ. ยังได้ทำแบบประเมินการดำเนินงานของโครงการฯแต่ละพื้นที่ เพื่อดูว่าอะไรที่เป็นตังชี้วัดของความสำเร็จ และอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข พร้อมสอดแทรกความรู้ความคิดเพื่อให้นำไปต่อยอดได้ ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ประสบความสำเร็จมากขึ้น
 

คณะผู้แทน นมธ. รวมรุ่น ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ มอบเงินสนับสนุนสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และรพ.ทหารผ่านศึก

คณะผู้แทน นมธ. รวมรุ่น ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ มอบเงินสนับสนุนสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และรพ.ทหารผ่านศึก

คณะผู้แทน นมธ. รวมรุ่น ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ มอบเงินสนับสนุนสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และรพ.ทหารผ่านศึก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

คณะผู้แทน นมธ. รวมรุ่น ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ มอบเงินสนับสนุนสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และโรงพยาบาลทหารผ่านศึก

คณะผู้แทนผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคม” (นมธ.) รวมทุกรุ่น ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสังคม มอบเงินสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 180,000 บาท ให้แก่ 2 หน่วยงานสำคัญ เพื่อร่วมส่งต่อความช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ

โดยคณะผู้แทน นมธ. ได้มอบเงินสดจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้รับเกียรติจากประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยาก และพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางในสังคม อาทิ เด็กและเยาวชน สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสและการดูแลอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังได้มอบเงินสดจำนวน 80,000 บาท ให้แก่ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึกเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานทั่วไปของโรงพยาบาลในทุกภาคส่วน อันเป็นการร่วมดูแลและเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกและครอบครัว ซึ่งเป็นผู้เสียสละและอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ

การมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของหลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์เพื่อสังคม” ที่มุ่งปลูกฝังผู้นำให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการลงมือทำจริงและการแบ่งปันคืนสู่สังคม

‘ม.มหิดล’ มอบรางวัลอาจารย์ตัวอย่าง ‘ศ.พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท’ นักไวรัสวิทยาผู้ชนะใจนักศึกษาไทย

'ม.มหิดล' มอบรางวัลอาจารย์ตัวอย่าง 'ศ.พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท' นักไวรัสวิทยาผู้ชนะใจนักศึกษาไทย

‘ม.มหิดล’ มอบรางวัลอาจารย์ตัวอย่าง ‘ศ.พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท’ นักไวรัสวิทยาผู้ชนะใจนักศึกษาไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

ปัจจัยที่ทำให้อาจารย์จากต่างประเทศสามารถเอาชนะใจนักศึกษาไทย นอกจากการสอนที่ดีแล้ว ยังมีสิ่งที่สำคัญ คือการปรับตัวให้เข้ากับบริบทสังคมไทย และเข้าใจความแตกต่างรายบุคคลของนักศึกษาไทย เป็นเทคนิคที่ไม่เพียงใช้ได้กับครูสอนภาษาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย ซึ่งเป็นหนทางสำคัญสู่การเพิ่มผลผลิตชาติอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท นักไวรัสวิทยาประจำสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้คร่ำหวอดสร้างผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อการค้นพบทางออกของการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ที่ก่อโรคไข้เลือดออก และไวรัสซิกาที่ทำลายเซลล์สมองและเนื้อเยื่อของทารกในครรภ์มารดามาเป็นเวลากว่า 25 ปี จนต่อยอดสู่การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์สู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์เลือดใหม่ของประเทศไทยต่อไป

สิ่งที่ฝากความประทับใจจากการได้ทำหน้าที่ “ครู” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท กล่าวว่า คือการได้สัมผัสกับความขยันและมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ตามที่มุ่งหมายของลูกศิษย์ชาวไทย ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความมีน้ำใจ ช่วยเหลือสนับสนุนกันและกัน เสมือนเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต ทำให้รู้สึกเหมือน “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

นอกจากนี้ด้วยวิธีการสอนที่ให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางโดยการกระตุ้นให้เกิดความสนใจใฝ่รู้จากการหมั่นเตรียมตัวค้นคว้าและฝึกตั้งคำถาม จะทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวามากกว่าเพียงการเข้ามานั่งฟังบรรยาย

จากบทบาทการเป็นผู้สอนหลักในหลักสูตรระดับปริญญาโทและเอก ในหลักสูตรพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลและพันธุวิศวกรรมศาสตร์ ของสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท ให้ความกรุณาต่อนักศึกษาไทย แม้ในหลักสูตรนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงแสดงความเป็นห่วงว่านักศึกษาไทยอาจมีทักษะด้านภาษาไม่เท่ากัน จึงพยายามพูดโดยปรับการออกเสียงให้ชัดเจน และไม่เร็วจนเกินไป

ตลอดจนสอบถามเพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษามีความเข้าใจในบทเรียนโดยถ่องแท้หรือไม่ และมีการถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ตรงที่สื่อสารให้นักศึกษาสามารถเข้าใจได้โดยง่าย อีกทั้งนักศึกษาทุกคนได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีผ่านการติดตาม และวางแผนการศึกษาวิจัยร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักศึกษาในการดูแลของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท สามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามกำหนด หรือก่อนกำหนดเวลาของหลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้ปลูกฝังให้ผู้เรียนได้รู้ซึ้งถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์และพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ “Science is not a “one man” thing. Science develops through team working together.”

พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันลูกศิษย์ที่เปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้สู่ความสำเร็จตามพระปณิธานแห่ง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ว่าด้วย “ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปใช้เพื่อประโยชน์สุขแห่งมวลมนุษยชาติ” (True success is not in the learning but in its application to the benefit of mankind.)

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท มีกำหนดเข้ารับรางวัลอาจารย์ตัวอย่างของสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2568 สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในงานครบรอบ 57 ปีวันพระราชทานนาม 138 ปีมหาวิทยาลัยมหิดล ในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

​สพฐ.เร่งแก้ปัญหาหนี้ครู – ข้าราชการบำนาญ เดินหน้าปรับระเบียบ บูรณาการทุกภาคส่วน

​สพฐ.เร่งแก้ปัญหาหนี้ครู - ข้าราชการบำนาญ เดินหน้าปรับระเบียบ บูรณาการทุกภาคส่วน

​สพฐ.เร่งแก้ปัญหาหนี้ครู – ข้าราชการบำนาญ เดินหน้าปรับระเบียบ บูรณาการทุกภาคส่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมเชิงนโยบาย เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและข้าราชการบำนาญอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยยึด “คุณภาพชีวิตครู” เป็นศูนย์กลางของการดำเนินงาน นำโดยศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา (ศนค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ทั้งนี้ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. ได้เข้าร่วมการประชุมหารือบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครู โดยเฉพาะข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการอย่างเป็นระบบ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานด้านการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิด คุ้มครองสิทธิของครู ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิตครูให้สามารถดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม

ในระดับพื้นที่ ศนค. ร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครู ลงพื้นที่ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และรับฟังปัญหาหนี้สินของข้าราชการบำนาญในหลายจังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ชัยภูมิ เลย เชียงใหม่ และอุดรธานี มีผู้เข้าร่วมกว่า 480 คน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกรณีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูง

ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้ประชุมขับเคลื่อนเชิงนโยบายผ่านระบบออนไลน์ในระดับประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สินต้องคุ้มครองคุณภาพชีวิตครู กำหนดให้มีเงินเดือนสุทธิคงเหลือเพื่อการดำรงชีพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน และอยู่ระหว่างการปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความเป็นธรรม เตรียมเสนอประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

นอกจากนี้ สพฐ. อยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อพิจารณามาตรการพักชำระหนี้ การผ่อนปรนเงื่อนไข และการดูแลกรณีหนี้บำเหน็จค้ำประกัน โดยให้ความสำคัญกับครูเกษียณและปูชนียบุคคลทางการศึกษาอย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมกำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดูแลครูเป็นรายกรณี ยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง ใช้หลักจริยธรรม กฎหมาย และหัวใจควบคู่กัน

Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน

Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน

Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Forbes Asia ยกย่องนิสิตเก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาฯให้เป็น 1 ใน 30 คนรุ่นใหม่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียด้าน Social Impact ประจำปี 2025 จากการก่อตั้ง Mindventure ธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนและวัยทำงานในยุคสังคมกดดันเคร่งเครียดและโดดเดี่ยว

หมดไฟทำงานขาดแรงบันดาลใจในการเรียนไม่เห็นคุณค่าตัวเองเศร้าเหงาเบื่อสังคมรู้สึกกำลังอยู่กับคนที่เป็นพิษ (Toxic) – เป็นความรู้สึกที่อาจจะกำลังกัดกินใจใครหลายคน แม้จะไม่อยากรู้สึก แต่ก็ยากจะเลี่ยง เพราะสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน วิถีชีวิต โลกโซเซียล ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนมีความเครียดสูง รู้สึกกดดัน และโดดเดี่ยว

การเปลี่ยนโลกอาจจะยากกว่าการเปลี่ยนตัวเอง ปรับมุมมอง และเรียนรู้แนวทางในการจัดการอารมณ์และวิธีการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นดั่งใจ – นี่คือโอกาสและความตั้งใจในการก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคม Mindventure ของสองพี่น้อง “แกงส้ม – ชนากานต์ และ น้ำหวาน – กันตพร ขจรเสรี” นิสิตเก่าจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัญหาสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะทุกอย่างเริ่มที่จิตใจ ถ้าเรามีความเครียด ไม่มีความสุขในชีวิตก็ส่งผลต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ แค่หนึ่งคนที่มีความเจ็บปวดทางด้านจิตใจ มีความทุกข์ ก็ส่งผลเป็นวงกว้างให้กับสภาพแวดล้อมรอบตัวแล้ว เราจึงต้องใส่ใจเรื่องจิตใจ ชนากานต์ กล่าว

เราทำ Mindventure ขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพจิตของคนในสังคม เราจัดการฝึกอบรมให้กับเยาวชน คนวัยทำงาน และกลุ่มบริษัท ให้คนเข้าใจตัวเอง มีทักษะเรียนรู้ในตัวตน เพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเครียดของสังคม ทั้งสังคมการเรียนและสังคมการทำงาน และสังคมในภาพรวม

จากการดำเนินโครงการเพื่อสังคมเป็นเวลา 10 ปี สองพี่น้องผู้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี ก็ได้รับคัดเลือกจากนิตยสาร Forbes Asia ให้เป็น 1 ใน 30 คนรุ่นใหม่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียด้าน Social Impact ประจำปี 2025

โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจฮีลใจในวันนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้ง ชนากานต์เป็นนักเรียนมัธยมชั้นปีที่ 6 เธอเล่าว่า เธอชอบทำกิจกรรมอาสาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคืองานอาสา รับฟัง ที่จัดโดยธนาคารจิตอาสา

ในงานนั้น วิทยากรชวนเราคุยว่า ชีวิตคืออะไร” เป็นครั้งแรกที่เราได้เล่าเรื่องชีวิตแบบลึกๆให้คนที่ไม่รู้จักฟัง สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการยอมรับอย่างไม่ตัดสิน รู้สึกประทับใจมาก ตอนนั้นได้เห็นว่าตัวเรายังไม่ยอมรับตัวเองเลยคิดเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยๆว่าเรายังเป็นคนไม่ดีพอแต่คนตรงหน้าในงานซึ่งเป็นคนแปลกหน้ากลับรับฟังและยอมรับเราในแบบที่เราเป็นรู้สึกเลยว่าการฟังเป็นสิ่งที่มีพลังมากๆตอนนั้นบอกตัวเองเลยว่าฉันอยากทำสิ่งนี้อยากทำให้เป็นอาชีพ

จากประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสพลังแห่งการรับฟัง ชนากานต์เกิดแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการฟังและการเข้าใจตัวเอง ระหว่างเรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เธอก็ขวนขวายหาโอกาสไปฝึกอบรมกับสถาบันต่างๆ เช่น Thailand Coaching Academy, การโค้ชเพื่อเสริมสร้างพลังชีวิตที่มูลนิธิจิตตาภิวัฒน์วิชชาลัย, หลักสูตร Search Inside Yourself จาก Google รวมถึงทักษะเกี่ยวกับบุคลิกภาพ เช่น MBTI (Myers-Briggs Type Indicator), DISC (Dominance, Influence, Steadiness, and Conscientiousness) และ Enneagram Strengths Finder

ชนากานต์ไม่ได้ไปคนเดียว เธอมักเกี่ยวก้อยชวนน้องสาวไปด้วยเสมอ และในช่วงที่เธอเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 คุณชนากานต์ก็เริ่มทดลองสร้างหลักสูตรสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ ที่เธอร่ำเรียนและฝึกฝนมา ซึ่งการทดลองจัดเวิร์กชอปเพื่อพัฒนาด้านในสำหรับเยาวชนครั้งแรกในชีวิตได้ผลตอบรับดีมาก

แกงส้มชวนน้องสาวและเพื่อนมาช่วยกันจัดเวิร์กชอปรับฟังให้น้องๆระดับมัธยม ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีพื้นที่การอบรมแบบนี้เท่าไรนัก จึงเป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าเวิร์กชอปได้มาทำความเข้าใจตัวเอง รักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง ชนากานต์ กล่าวและว่า “Mindventure เป็นธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการสร้างผลสะเทือนแง่บวกในสังคมด้วย เราตั้งใจให้ธุรกิจของเราช่วยกลุ่มเป้าหมายให้มีทักษะดูแลใจตัวเอง เพื่อรับมือกับปัญหาที่พวกเขาเผชิญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีความกดดันในเรื่องของการเรียน การค้นหาตัวเอง การใช้ชีวิต หรือกลุ่มวัยทำงานที่หมดไฟ มีความเครียดต่างๆ

คอร์สของ Mindventure ออกแบบโดยนำหลักการมาจากพุทธศาสนาจิตวิทยาเชิงบวกและระบบประสาทวิทยาประกอบด้วยคอร์สที่น่าสนใจเช่น Search Inside Yourself คอร์สฝึกอบรมหลักที่จัดให้องค์กรเพื่อการค้นหาภายในตัวเอง Burnt out Prevention คอร์สป้องกันภาวะหมดไฟและการรับมือกับภาวะนี้ Communication and Team Building เทคนิคการสื่อสารในองค์กรเพื่อให้ทีมทำงานได้ดีขึ้นและเข้าใจกันมากขึ้น Mindfulness Leadership Program การสร้างภาวะผู้นำที่เน้นผู้บริหารในองค์กรที่อยากมีภาวะผู้นำที่ดีขึ้นมีสติมากขึ้นรวมถึงรุ่นใหม่ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำ

ชนากานต์ เล่าถึงกระบวนการในการฝึกอบรมว่า คอร์สเหล่านี้เป็นพื้นที่ให้คนที่มาอบรมได้ทบทวนตัวเอง โดยวิทยากรเป็นผู้สร้างกระบวนการและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ถ้าผู้เข้าอบรมเปิดใจและให้ความร่วมมือกับกระบวนการ พวกเขาจะได้เรียนรู้มากที่สุด เป็นการเรียนรู้จากตัวเอง จากการได้มีเวลาทบทวน ไตร่ตรอง คุยกับตัวเองและเพื่อนที่เข้าร่วมการอบรม

ค้นหาตัวเองไม่เจอเปรียบเทียบไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง” เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่มักพบในหมู่ผู้เข้าอบรมที่เป็นเยาวชนและคนวัยทำงาน คุณกันตพรให้ข้อสังเกตว่า เด็กที่เติบโตในสมัยที่มีโซเซียลมีเดีย มักเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วกดดันตัวเองให้เป็นและทำเท่าคนอื่น ซึ่งในโซเซียลมีเดีย ผู้คนต่างโพสต์แต่ด้านดี ด้านที่ไม่ดีก็ไม่ได้โพสต์กัน นี่ก็เป็นหนึ่งในความเครียดของเขา รวมถึงการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ขาดแรงจูงใจในการเรียน ทำงาน และทำกิจกรรมต่างๆ

คนรุ่นใหม่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ เมื่อต้องเลือกว่าจะเรียนอะไร คณะไหน ก็ตัดสินใจไม่ค่อยจะได้ พอไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ได้รู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งอย่างไร ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปต่ออย่างไร ด้านไหน ภาวะหมดไฟก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ

สำหรับคนวัยทำงาน การบริหารความสัมพันธ์ในที่ทำงานและภาวะหมดไฟดูจะประเด็นที่ถูกพูดถึงเสมอๆ ชนากานต์ เล่าว่า คนในวัย 40 – 50 ปีคือวัยที่ทำงานมานานแล้ว ต้องหาไฟในตัวเองต่อว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานทุกๆวัน ส่วนเรื่องของความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เราจะบริหารจัดการความสัมพันธ์อย่างไร ไม่ว่ากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เพื่อนร่วมทีม หรือ คนรอบตัวที่ toxic เป็นพิษ

 “ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ลองเปลี่ยนความคิดหรือกิจกรรม เราต้องเริ่มต้นกลับมาที่ตัวเองก่อน ทบทวนว่าจุดใดที่เป็นพิษ (toxic) ในปัญหามีองค์ประกอบทั้งฝั่งเขาและเรา หากเราเฝ้าดูตัวเองว่ามีอะไรที่อยู่ในการควบคุมของเรา มีอะไรที่เราปรับเปลี่ยนได้บ้าง เช่น ความคิด กิจกรรม

พอเรากลับมาทบทวน เราอาจจะเห็นมากขึ้นว่าสาเหตุคืออะไร จะเริ่มตรงไหน ที่สำคัญเลยคือต้องไม่เก็บปัญหาไว้คนเดียว เพราะอาจเป็นกับดักทางความคิดว่า นี่เป็นปัญหาของเราและต้องแก้คนเดียว ซึ่งก็จะทำให้เหนื่อย เราสามารถขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ เพื่อนร่วมงาน หรือผู้เชี่ยวชาญ

การอบรมกับ Mindventure อาจไม่สามารถพลิกชีวิตผู้เข้าอบรมจากหน้ามือเป็นหลังมือในช่วงข้ามคืน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการทางสังคมทั้งสองอยากหยิบยื่นให้ผู้เข้าอบรมคือความเข้าใจและมุมมองใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นในทุกๆวัน

สกร. เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย’

สกร. เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย’

สกร. เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

สกร. เปิดผลสำรวจ “คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย” เสียงสะท้อนกว่า 1.36 ล้านคน เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกครัวเรือน

วันที่ 21 มกราคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมหน้าที่พลเมืองที่ดีและประชาธิปไตยในสังคมไทย”  ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงมกราคม พ.ศ. 2569 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,400 ตำบลทั่วประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากประชาชนรวมทั้งสิ้น 1,362,902 คน นับเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านพฤติกรรมและทัศนคติของพลเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพรวมของการตื่นตัวทางการเมืองของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

การดำเนินงานในระยะแรก ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 7,451 คน พบว่า ผู้ตอบแบบประเมินส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 4,631 คน คิดเป็นร้อยละ 62.15 รองลงมาเป็นเพศชาย 2,729 คน คิดเป็นร้อยละ 36.63 และเพศสภาพอื่น 91 คน คิดเป็นร้อยละ 1.22 โดยกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 36–45 ปี จำนวน 2,390 คน หรือร้อยละ 32.08 รองลงมาคือช่วงอายุ 26–35 ปี จำนวน 1,846 คน คิดเป็นร้อยละ 24.78 และช่วงอายุ 46–59 ปี จำนวน 1,597 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ขณะที่กลุ่มอายุ 18–25 ปี มีจำนวน 1,007 คน และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 611 คน

ด้านระดับการศึกษา พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2,918 คน คิดเป็นร้อยละ 39.16 รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2,122 คน คิดเป็นร้อยละ 28.48 และประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 991 คน คิดเป็นร้อยละ 13.30 ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวน 792 คน อนุปริญญา 578 คน และสูงกว่าปริญญาตรี 50 คน 

ส่วนด้านอาชีพ พบว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกรหรือประมง จำนวน 2,651 คน คิดเป็นร้อยละ 35.58 รองลงมาคือแรงงานหรือรับจ้างทั่วไป 1,468 คน คิดเป็นร้อยละ 19.70 และผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของธุรกิจ 1,063 คน คิดเป็นร้อยละ 14.27

เมื่อสอบถามถึงแหล่งรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบว่าประชาชนรับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากที่สุด จำนวน 4,767 คน คิดเป็นร้อยละ 63.98 รองลงมาคือบุคคลในชุมชน เช่น ผู้นำ ครู หรืออาสาสมัคร จำนวน 4,361 คน คิดเป็นร้อยละ 58.53 และป้ายประชาสัมพันธ์หรือรถแห่ จำนวน 4,345 คน คิดเป็นร้อยละ 58.31 ขณะที่โทรทัศน์และวิทยุมี จำนวน 2,511 คน

ในประเด็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. พบว่าผู้ตอบแบบประเมินถึง 7,194 คน หรือร้อยละ 96.55 ระบุว่าจะไปใช้สิทธิ ขณะที่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิมีเพียง 96 คน และผู้ที่ยังไม่แน่ใจ 10 คน สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 5,707 คน คิดเป็นร้อยละ 76.59 รองลงมาคือด้านเกษตรกรรม 3,837 คน ด้านสังคม 3,125 คน ด้านสุขภาพ 1,302 คน ด้านการศึกษา 1,253 คน และด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ

ต่อมาในระยะที่สอง ซึ่งเป็นการประเมินในวงกว้างระหว่างวันที่ 14–17 มกราคม 2569 มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวนถึง 1,362,902 คน โดยเป็นเพศหญิง 717,132 คน เพศชาย 598,714 คน และเพศสภาพอื่น 31,264 คน กลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดยังคงเป็นช่วง 36–45 ปี จำนวน 387,934 คน รองลงมาคือ 46–59 ปี จำนวน 318,914 คน และ 26–35 ปี จำนวน 262,844 คน ขณะที่กลุ่มอาชีพหลักยังคงเป็นเกษตรกรและประมง จำนวน 460,254 คน รองลงมาคือแรงงานรับจ้าง 393,274 คน และผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว 156,848 คน

ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้มีรายได้ต่อเดือน 5,000–9,999 บาท มีจำนวนมากที่สุด 375,357 คน รองลงมาคือรายได้ 10,000–14,999 บาท จำนวน 306,167 คน และผู้มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท จำนวน 187,481 คน โดยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 536,293 คน สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างประชากรฐานรากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาพลเมือง

ในด้านความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ พบว่าผู้ตอบแบบประเมินมีความรู้ในระดับมากและมากที่สุด รวมกันถึง 778,209 คน หรือกว่าร้อยละ 57 ขณะที่ผู้ที่มีความรู้ในระดับปานกลางมี จำนวน 472,536 คน และมีเพียงส่วนน้อยที่มีความรู้ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แนวโน้มการไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้ยืนยันว่าจะไปใช้สิทธิถึง 1,274,821 คน หรือร้อยละ 93.54

ข้อมูลยังสะท้อนบทบาทของพลเมืองในมิติที่กว้างขึ้น โดยประชาชนกว่าครึ่งระบุว่า ตนเองมีบทบาทเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม รองลงมาคือการชักชวนคนรอบข้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และการเป็นอาสาสมัครในชุมชน ขณะที่ปัจจัยในการเลือกผู้แทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายและแนวคิดมากที่สุด รองลงมาคือผลงานและประสบการณ์ โดยคุณลักษณะที่ต้องการเห็นในผู้แทนคือความเข้าใจปัญหาพื้นที่ ความซื่อสัตย์สุจริต และการมีผลงานที่เป็นรูปธรรม

จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเป็นพลเมืองของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่ขยายไปสู่บทบาทเชิงสังคม การมีส่วนร่วมในชุมชน และการตื่นรู้ทางประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชาชนยังคาดหวังให้ระบบการเมืองสามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

อธิบดี สกร.ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการส่งเสริมพลเมืองในอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่จับต้องได้ ต้องการการเมืองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และต้องการการเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง หากสามารถนำข้อมูลชุดนี้ไปต่อยอดเชิงนโยบายได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประชาธิปไตยไทยหยั่งรากลึกในสังคม และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

อธิบดี สกร.กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่คือ “เสียงของประชาชน” ที่สะท้อนความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตร สุขภาพ สังคม และการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของทุกครัวเรือน โดย สกร. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เสริมทักษะอาชีพ การเงิน และดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ เพื่อพัฒนาประชาชนให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ” พร้อมย้ำว่า บทบาทของ สกร. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือการเสริมสร้าง “สมรรถนะพลเมือง” ให้รู้เท่าทัน ใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ และร่วมสร้างสังคมสุจริตโปร่งใส อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเติบโตอย่างมั่นคงบนฐานคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน