มจธ. ร่วมมือภาคอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมยกระดับทักษะคนวัยทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763199

มจธ. ร่วมมือภาคอุตสาหกรรม  จัดกิจกรรมยกระดับทักษะคนวัยทำงาน

มจธ. ร่วมมือภาคอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมยกระดับทักษะคนวัยทำงาน

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดกิจกรรม KMUTT’s University & Industry Networking “People & Technology for Smart Manufacturing and Business Sustainability” ภายใต้แผนงานโครงการพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย (Reinventing University System)

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ยกระดับทักษะกำลังคนวัยทำงาน และเป็นการขยายผลโมเดลความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจอุตสาหกรรม สู่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง และเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยมี รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากร มจธ. และหน่วยงานพันธมิตรภาคเอกชน เข้าร่วมงานจัดขึ้น ณ โรงแรมโมริโนะ ศรีราชา จ.ชลบุรี

นักวิจัยจุฬาฯ สร้างนวัตกรรมใหม่ ชุดตรวจไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763203

นักวิจัยจุฬาฯ สร้างนวัตกรรมใหม่  ชุดตรวจไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สาย

นักวิจัยจุฬาฯ สร้างนวัตกรรมใหม่ ชุดตรวจไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สาย

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กลุ่มนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์พิสิฐ ตั้งกิจวานิชย์ และ อาจารย์ ดร.ณัฐธยาน์ ช่วยเพ็ญ คณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ชัยลภากุล และ ดร.ปฤญจพร ทีงาม ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกันพัฒนาชุดตรวจวัดไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สาย ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Wireless Point-of-Care Testing for Hepatitis B Virus infection)เพื่อช่วยในการตรวจคัดกรองหาเชื้อ วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบีให้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเก็บข้อมูลขึ้นฐานข้อมูลออนไลน์ รวดเร็ว ครบ จบในขั้นตอนเดียว ตั้งเป้าผลิตเชิงอุตสาหกรรมเพื่อนำไปใช้ตรวจได้ทั่วประเทศ

ในปัจจุบัน การตรวจหาโปรตีนไวรัสตับอักเสบบี ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของบุคลากร และใช้เครื่องตรวจขนาดใหญ่แบบ machine-based assays มักมีอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่และมีราคาแพง ชุดตรวจวัดไวรัสตับอักเสบบีแบบไร้สายฯ เป็นชุดตรวจวัดสารทางชีวภาพด้วยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้า(electrochemical biosensors) ที่เรียกว่าแอมเพอโรเมตริก(amperometric detection) สำหรับขั้นตอนการตรวจคัดกรองโรคจะใช้ “ตัวอย่างเลือด” ปริมาณซีรัม (serum) เพียง 2 ไมโครลิตร มาหยดและบ่มบนขั้วไฟฟ้าจากนั้นล้างด้วยน้ำยา wash buffer และรอให้แห้ง ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 10 นาที ก็สามารถให้ผลการวิเคราะห์โดยจะสังเกตเห็นกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้

หลักการ คือหากมีเชื้อไวรัสหรือ antigen อยู่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้า ซึ่งค่าของกระแสไฟฟ้าที่วัดได้ สามารถอ้างอิงถึงปริมาณของเชื้อที่มีอยู่คร่าวๆ
(semi-quantitative) อธิบายง่ายๆ ชุดตรวจนี้ นอกจากบอกได้ว่าเจอหรือไม่เจอเชื้อแล้ว ยังบอกปริมาณคร่าวๆ ของเชื้อที่พบได้ด้วย ถ้ากระแสไฟฟ้าน้อยคือเชื้อเยอะ กระแสไฟฟ้าเยอะคือเชื้อน้อย ใช้เวลาไม่นานก็ทราบผลและข้อมูลต่างๆ และสามารถอัปโหลดขึ้นระบบออนไลน์ได้ทันทีแบบ real time และมีความจำเพาะเจาะจงของข้อมูลได้ว่าเป็นผลตรวจของใคร ซึ่งสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบบี การระบุว่าใครเป็นหรือไม่เป็น ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากเป็นโรคที่ใช้ระยะเวลานานในการรักษา

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ปัจจุบันงานวิจัยอยู่ในเฟส 2 คือขั้นตอนของการเก็บข้อมูลเพื่อลงพื้นที่ รวมถึงการเก็บข้อมูลการใช้งาน และทำ clinical trial หรือการทดสอบทางคลินิกตาม ม.27 ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการผ่อนผันการทำวิจัย และยื่นขอ อย. ก่อนที่จะผลิตในลักษณะ commercialized kit หรือผลิตภัณฑ์ที่พร้อมวางจำหน่ายในเฟสต่อไป

สกสว.หารือรมว.กระทรวงยุติธรรม มุ่งพัฒนาโจทย์วิจัย หนุนขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763274

สกสว.หารือรมว.กระทรวงยุติธรรม มุ่งพัฒนาโจทย์วิจัย หนุนขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

สกสว.หารือรมว.กระทรวงยุติธรรม มุ่งพัฒนาโจทย์วิจัย หนุนขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.19 น.

สกสว. หารือ รมว.กระทรวงยุติธรรม มุ่งพัฒนาโจทย์วิจัย สนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วย ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้ทรงคุณวุฒิ สกสว. 
รศ. ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ สกสว. เข้าพบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อแสดงความยินดีพร้อมแนะนำถึงการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เพื่อหารือถึงแนวทางการบูรณาการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม มาช่วยในการส่งเสริมและสนับสนุนด้านกระบวนการยุติธรรมของประเทศ สู่เป้าหมายให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ระบบราชการมีธรรมาภิบาล ลดปัญหาคอร์รัปชันและความรุนแรง

รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงนโยบายสำคัญของ รมว.ยุติธรรม สภาพปัญหา ข้อเท็จจริง และข้อท้าทายของงานยุติธรรมในปัจจุบัน รวมถึงเน้นย้ำความตั้งใจในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และการบังคับใช้กฎหมายแบบไม่เลือกปฏิบัติ ตลอดจนการเร่งสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยการนำความยุติธรรมเข้าหาประชาชน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญในการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการดำเนินงานของกระทรวงในมิติต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ได้มีการหารือถึงประเด็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรม และกองทุน ววน. โดยเฉพาะแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2566 – 2570 ที่เกี่ยวกับด้านยุติธรรม อาทิ แผนงาน P12 (S2) พัฒนานโยบายและต้นแบบสำหรับสังคมคุณธรรม การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล และ P14 (S2) พัฒนานโยบายและต้นแบบเพื่อสร้างสังคมไทยไร้ความรุนแรง ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสวัสดิภาพสาธารณะสำหรับหน่วยงานในกระทรวงการยุติธรรม ที่ได้รับการจัดสรรทุนจากกองทุน ววน. ที่ผ่านมานั้น ประกอบด้วย 5 หน่วยงาน คือ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานกิจการยุติธรรม และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งมีสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่เป็นหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ดูแลแผนงานวิจัยด้านยุติธรรม อีกด้วย

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีความเห็นว่าทั้ง 2 หน่วยงาน จะดำเนินงานร่วมกันใน 3 ประเด็น คือ การก้าวข้ามความขัดแย้งรุนแรง ด้วยแนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน การแก้ปัญหายาเสพติดด้วยแนวคิดการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด การใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก การแก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใส ความไม่มีส่วนร่วมของประชาชน และการคอร์รัปชันในระบบยุติธรรม พร้อมหารือถึงแนวทางการนำทฤษฎีจากงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริง ด้วยการนำข้อค้นพบและข้อเสนอไปใช้ และการลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนด้านงานวิจัยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานให้ทุน  

“สกสว. เป็นหน่วยงานบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

‘เปิดพื้นที่เรียนรู้’ ตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763273

'เปิดพื้นที่เรียนรู้' ตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนแรงงาน

‘เปิดพื้นที่เรียนรู้’ ตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนแรงงาน

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.16 น.

“กสศ.” ส่งต่อ “สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี” เปิดพื้นที่เรียนรู้พัฒนาทักษะอาชีพตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนแรงงานที่หยุดงานในวันอาทิตย์ พร้อมอัดฉีดแจกเครื่องมือทำมาหากินหัวละ 4 พันบาท จุดประกายเป็นนายตัวเองตั้งต้นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้หลังเลิกงานหรือได้ต่อยอดอาชีพอิสระที่ทำอยู่แล้วช่วยบรรเทาปัญหาปากท้อง 

เมื่อวันที่ 16 ต.ค.66 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ โครงการพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566 สนับสนุนภาคีเครือข่าย “สหภาพแรงงานปราจีนบุรี” จัดกิจกรรมค้นหาศักยภาพและความต้องการเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษา อายุระหว่าง 15 – 24 ปีจำนวน 50 คน เพื่อจุดประกายให้มี “ทักษะอาชีพเสริม” บรรเทาปัญหาปากท้องที่ยึดโยง “อาชีพ” และ “รายได้” แก่เยาวชนแรงงานที่ทำงานในโรงงาน หรือ บุตรหลานผู้ใช้แรงงานที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  

นายจีรศักดิ์ เตียวตระกูล นักวิชาการพัฒนาฝีมือแรงงานชำนาญการ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ทักษะอาชีพเสริม ช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจเปราะบางและการจ้างงานในอนาคตได้อย่างไร” ว่าสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานพร้อมปรับรูปแบบการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานจากเดิม “ยึดติดกับสถานที่” กลุ่มเป้าหมายต้องมาฝึกอบรมที่สำนักงานของสถาบันฯ ปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นสามารถ “เปิดพื้นที่เรียนรู้” ด้วยการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญไปจัดฝึกอบรมนอกสถานที่ได้ เพื่อตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่หยุดงานในวันอาทิตย์ เพราะต้องทำงานในโรงงานตั้งแต่วันจันทร์ – เสาร์ จึงไม่สามารถไปเรียนรู้ตามเวลาราชการได้เพราะต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว  

ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2567 เตรียมจัดโครงการพัฒนาทักษะเฉพาะของแรงงานอิสระยุค 4.0 (Gig Worker) อาทิ  ซ่อมมอเตอร์ไซด์ , ขายของออนไลน์ , อาหารเครื่องดื่มเบเกอรี่ หรือ  เสริมสวยทำเล็บเจล เป็นอาชีพเสริมที่น้อง ๆ เยาวชนนอกระบบการศึกษาในโครงการ กสศ. ให้ความสนใจ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนอกสถานที่ เช่น สำนักงานสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย , สำนักงานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย หรือ สถานที่ใดก็ได้เพื่ออำนวยความสะดวกเยาวชนแรงงานนอกระบบการศึกษา 

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว มีเงื่อนไขต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ตามที่กำหนด ต้องเข้าฝึกอบรมจำนวน 30 ชั่วโมงเพื่อให้ได้รับใบประกาศนียบัตร  และ ที่สำคัญโครงการดังกล่าวสามารถจัดรายการเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก หรือ เครื่องมือทํามาหากินให้ด้วย โดยจะสนับสนุนถัวเฉลี่ยหัวละไม่เกิน 4 พันบาท เพื่อเป็นทุนประเดิมในการตั้งต้นประกอบอาชีพเสริม ตัวอย่างเช่น  เครื่องเป่าลม ชุดไขควง ชุดประแจ อุปกรณ์อาชีพซ่อมมอเตอร์ไซด์ , สมาร์ทโฟน อุปกรณ์อาชีพขายของออนไลน์ หรือ เตาอบไฟฟ้า อุปกรณ์อาชีพขนมอบ เป็นต้น 

นายภิเศรษฐ์  ป้องคำศรี อดีตประธานสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย หนึ่งในทีมพี่เลี้ยงที่ค้นหากลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนนอกระบบการศึกษาเข้าร่วมโครงการ กสศ.มีกลุ่มน้อง ๆ ที่อยากมีทักษะซ่อมมอเตอร์ไซด์ , ขายของออนไลน์ หรือ อาหารและเครื่องดื่ม จะพยายามหนุนเสริมน้อง ๆ ได้รวมกลุ่มกันให้เหนียวแน่นเพื่อให้ได้เข้าโครงการของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี เพราะน้อง ๆ กลุ่มนี้พอมีทักษะช่างหรือนักธุรกิจเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว หากได้เรียนรู้ทักษะเพิ่มและมีอุปกรณ์ทำมาหากิน อาจนำไปสู่อาชีพหลักได้ในอนาคต ปรับตัวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มการจ้างแรงงานข้ามชาติมาแทนแรงงานไทยและการใช้ Automation มากขึ้นในบางภาคอุตสาหกรรม 

‘แบตฯลิเทียมไอออนจากแกลบ-ขยะโซลาร์เซลล์’ ผลงาน‘มข.’คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763024

‘แบตฯลิเทียมไอออนจากแกลบ-ขยะโซลาร์เซลล์’ ผลงาน‘มข.’คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติปี2566

‘แบตฯลิเทียมไอออนจากแกลบ-ขยะโซลาร์เซลล์’ ผลงาน‘มข.’คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติปี2566

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเภทหน่วยงานภาครัฐ จากผลงงาน “แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนจากแกลบและขยะโซลาร์เซลล์” จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ

รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์แบตเตอรี่และพลังงานใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนจากแกลบและขยะโซลาร์เซลล์ เป็นการนำแกลบและขยะโซลาร์เซลล์มาผลิตเป็นวัสดุที่ชื่อว่า “นาโนซิลิกอน” ซึ่งสามารถใช้เป็นขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนได้ รวมถึงแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

“เซลล์แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนที่ผลิตได้มีความจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 15% ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้มีระยะการขับเคลื่อนได้ไกลขึ้นมีความปลอดภัยสูงขึ้น และรองรับการชาร์จเร็วกว่าเดิม 4 เท่า ส่งผลให้เกิดการนำเอาสิ่งของที่มีอยู่ภายในประเทศมาใช้ในการผลิตแบตเตอรี่เพื่อยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน”รศ.ดร.นงลักษณ์ กล่าว

รศ.ดร.นงลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนจากแกลบและขยะโซลาร์เซลล์ ยังช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการผลักดันให้เกิดห่วงโซ่คุณค่า ของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สมัยใหม่ได้อย่างครบวงจร ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแกลบและขยะโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นของที่มีมูลค่าต่ำให้มีมูลค่าสูงขึ้น

โดยที่มูลค่าเหล่านั้นจะต้องสามารถสร้างประโยชน์และสร้างรายได้เพิ่มให้กับชาวนา จากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ รวมถึงสามารถลดการทำเหมืองในรูปแบบเดิม ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และหยุดการฝังกลบแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะนำไปสู่การรีไซเคิลขยะโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสม และสามารถใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืน

สำหรับพิธีมอบรางวัล ในงาน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566” จัดขึ้นเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่คนไทยที่ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่น และเกิดคุณค่าที่ชัดเจนต่อประเทศชาติในหลากหลายด้านหรือหน่วยงานองค์กรที่มีการบริหารจัดการโดยใช้ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้

เพื่อให้เกิดการสร้างคุณค่าทั้งในเชิงพาณิชย์และเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ หรือกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้าง ส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคมไทย สร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพนวัตกรรมจากฝีมือคนไทย และสร้างให้เกิดภาพลักษณ์สู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’ รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763022

‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’  รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’ รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับรเสวนาวิชาการ Chula the Impact ครั้งที่ 20 เรื่อง “รู้ลึกกฎหมายและการดำเนินคดีเพื่อดูแลเด็กและเยาวชน” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสืบเนื่องจากข่าวอาชญากรรมความรุนแรงต่างๆ ที่ผู้กระทำผิดเป็นเด็กและเยาวชน จนกลายเป็นคำถามของสังคมเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดของประชากรกลุ่มนี้ รวมถึงแนวทางการดูแลอย่างเหมาะสม

ณัฏฐพร รอดเจริญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กและเยาวชน นอกเหนือไปจากเรื่องของการเยียวยาผู้เสียหายแล้วนั้น ในอีกมุม เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในสมาชิกภาคีอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็กจึงต้องให้ความปกป้องคุ้มครองต่อเด็กด้วย ในกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาจึงต้องมีการใช้กฎหมายและกระบวนการที่เป็นลักษณะเฉพาะขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการอย่างไม่เคร่งครัด การปิดทุกอย่างให้เป็นความลับเพื่อให้เด็กไม่ถูกตีตรา

สามารถกลับตัวมาเป็นคนดีของสังคมและไม่หวนไปกระทำความผิดซ้ำอีก กระบวนการนี้จึงเป็นการทำให้สังคมกลับคืนสมดุล โดยอยากให้มองในภาพรวมเป็นหลัก ไม่ใช่ในกรณีใดกรณีหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม ทั้งนี้ สำหรับเด็กหรือเยาวชนเมื่อทำผิดจะถูกดำเนินคดีภายใต้ศาลเยาวชนและครอบครัว จะมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างไปจากผู้ใหญ่

โดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ที่เป็นกฎหมายกำหนดขั้นตอนและวิธีการดำเนินคดีกับเด็กหรือเยาวชน มีเจตนารมณ์และบทบัญญัติที่มุ่งฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่ทำความผิดทางอาญามากกว่ามุ่งลงโทษ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำแนกตามเกณฑ์อายุเด็กหรือเยาวชนเป็นหลัก และเป็นไปตามหลักการสากล ขณะที่ในส่วนของบทลงโทษของเยาวชนที่มีความแตกต่างจากผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่นั้น เป็นเพราะเป้าประสงค์ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญามีความต่าง โดยมองว่าเด็กคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของโลก

มีความพึ่งพิงกับครอบครัวและปัจจัยหลายด้านของสังคม กระบวนการตัดสินใจมีปัจจัยหลายอย่างประกอบ ต่างจากอาชญากรที่เป็นผู้ใหญ่ที่ผู้กระทำความผิดอาจจะเกิดจากกระบวนคิดและวิจารณญาณ กระบวนการยุติธรรมจึงต้องแยกจากผู้ใหญ่ คดีเด็กและเยาวชนจะใช้หลักการไม่ควบคุมโดยไม่จำเป็น การควบคุมตัวมีระยะเวลาที่สั้นเพียง 24 ชม.สำหรับการจับกุมต้องแจ้งไปที่สถานพินิจ จากนั้นนำตัวไปศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อตรวจสอบการจับกุมว่าเด็กได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่

และระหว่าง 30 วัน ในการควบคุมตัวศาลเยาวชนและครอบครัวจะต้องกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เช่น บำบัดรักษา ตรวจสภาพร่างกายและจิตใจ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว หลักการที่สำคัญคือเบี่ยงเบนคดีไม่ให้เด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น ดังนั้นจะมีการดำเนินคดีพิเศษ ศาลสามารถทำแผนฟื้นฟู และดูว่าเด็กรู้สำนึกผิดหรือไม่ เพื่อไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญา

ส่วนในกรณีที่เด็กก่อเหตุอุกฉกรรจ์จะใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา โดยมีการกำหนดเงื่อนไข มีการใช้นักบำบัด นักจิตวิทยา สหวิชาชีพ เข้าอบรมเพื่อให้เด็กปรับปรุงตัวและคืนกลับเข้าสู่สังคมได้ ทั้งนี้คดีอาญาเด็กและเยาวชนมีหลักการคือ ต้องไม่นำเสนอข้อมูลส่วนบุคคลของเยาวชน ไม่มีการถ่ายภาพ บันทึกเสียง มีการห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดี ที่สำคัญคือการไม่ตีตรา ให้ความสำคัญหรือให้พื้นที่สื่อกับผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ

“มีข้อสังเกตที่ท้าทายว่า พฤติกรรมในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี ได้รับอิทธิพลจากสื่อค่อนข้างจะมาก ในส่วนที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขารู้สึกหรือมีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น อาจจะมีข้อพิจารณาในการแก้ไขข้อกฎหมายในอนาคต เช่น นำไปรวมกับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาว่าอาจต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ก็ได้” อาจารย์ณัฏฐพร กล่าว

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงคำถามหนึ่งที่ว่า “ทำไมเด็กและเยาวชนต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ” นั่นเป็นเพราะ “เด็กและเยาวชนยังไม่อาจพัฒนากระบวนการคิด หรือมีแนวคิดด้านจริยธรรม แยกแยะถูกผิดได้เท่าผู้ใหญ่” ซึ่งกว่าจะรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ต้องผ่านกระบวนการคิดในช่วงพัฒนาการเสียก่อนนอกจากนั้น “ความรุนแรงมีที่มาที่ไปไม่ได้อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้น” และ 1 พฤติกรรมอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว เช่น เกม การเลี้ยงดู ฯลฯ แต่เป็นทุกเหตุปัจจัยรวมกัน

“สิ่งที่เราช่วยกันได้คือการเริ่มสังเกตพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของเด็กๆ ทั้งทางร่างกาย วาจา และความรุนแรงที่กระทำต่อตัวเอง การทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่อยากให้ความรุนแรงยกระดับ เราต้องเริ่มฝึกสังเกตและยับยั้งความรุนแรงกันตั้งแต่แรก ถ้าเราสามารถช่วยเด็กๆ ให้สามารถตระหนักรู้ถึงอารมณ์ที่มีอยู่ข้างใน สื่อสารได้ออกมาอย่างเหมาะสมมีคนคอยรับฟัง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีการยกระดับจนนำไปสู่เหตุน่าสะเทือนใจ”ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าว

วิจัย‘ภาวะกระดูกพรุนในอวกาศ’ ต่อยอดความรู้สู่การดูแล‘ผู้ป่วยติดเตียง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763023

วิจัย‘ภาวะกระดูกพรุนในอวกาศ’ ต่อยอดความรู้สู่การดูแล‘ผู้ป่วยติดเตียง’

วิจัย‘ภาวะกระดูกพรุนในอวกาศ’ ต่อยอดความรู้สู่การดูแล‘ผู้ป่วยติดเตียง’

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันเป็นยุคของการเติบโตทางธุรกิจท่องเที่ยว “อวกาศ” ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตนวัตกรรมต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งออกแบบเพื่อใช้สำหรับชีวิตในห้วงอวกาศหรือเทียบเท่าอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่แค่เพียงการเตรียมวัตถุสิ่งของ แต่คือการเตรียมความพร้อมของ “ผู้เดินทาง” ที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับ “สภาพไร้แรงโน้มถ่วง” ซึ่งเป็นสภาวะที่มนุษย์ไม่คุ้นชิน

ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล และอาจารย์นักวิจัยประจำหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก (COCAB – Center of Calcium and Bone Research) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม อยู่ในที่ที่แรงโน้มถ่วงพอเหมาะ ร่างกายจึงจะมีโครงสร้างที่แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกระดูก

“มีงานวิจัยจากหลายประเทศที่ค้นพบความผิดปกติของกระดูกอย่างชัดเจนทั้งในมนุษย์และสัตว์ที่ต้องเผชิญสภาพไร้น้ำหนักของห้วงอวกาศเป็นเวลานาน อย่างน้อยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ขึ้นไปเนื่องจากกระดูกที่เคลื่อนไหวภายใต้สภาพไร้แรงโน้มถ่วง ตลอดจนเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น เนื้อเยื่อ ไขมัน กล้ามเนื้อ สมอง ฯลฯ จะขาดสัญญาณเชิงกล หรือแรงกระทำที่จะทำให้เซลล์ต่างๆ อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และส่งสัญญาณถึงกันได้เป็นปกติ ซึ่งโดยทั่วไปมวลแคลเซียมของกระดูกจะสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว ภายใต้สภาพไร้แรงโน้มถ่วง น้ำหนักตัวจะหายไป กระดูกจะสูญเสียมวลแคลเซียมอย่างรวดเร็ว” ศ.ดร.นพ.นรัตถพล กล่าว

มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ลงนามความร่วมมือวิจัยที่นำไปสู่การสร้างสมมุติฐานของความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักของห้วงอวกาศเป็นเวลานาน ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทำให้เกิดการศึกษาเพิ่มเติมนอกเหนือจาก “สัญญาณเชิงกล” ต่อกระดูก ต่อเนื่องไปจนถึงข้อสงสัยที่มีต่อแรงกระทำที่เชื่อมโยงสู่อวัยวะในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

เช่น เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ซึ่งโดยธรรมชาติเมื่อมนุษย์อยู่บนพื้นโลกที่มีแรงโน้มถ่วง จะรับรู้ได้ถึงแรงกด หรือแรงสั่นสะเทือนเมื่อเกิดการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด ฯลฯ เพื่อตอบโจทย์การออกแบบยาต้านกระดูกพรุนที่ออกฤทธิ์ได้อย่างตรงจุด หรือกิจกรรมที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน สำหรับชีวิตทั้งบนโลกและในห้วงอวกาศได้ต่อไป ของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักของห้วงอวกาศเป็นเวลานาน

โดย JAXA และ GISTDA สนับสนุนให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ ศ.ดร.นพ.นรัตถพล พร้อมด้วย รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาเนื้อเยื่อของหนูทดลองที่เลี้ยงบนสถานีอวกาศนานาชาติ

นอกจากนี้ ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)และ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดโอกาสให้ทีมนักวิจัยของ ศ.ดร.นพ.นรัตถพลศึกษาในเรื่อง “สัญญาณเชิงกลที่เชื่อมโยงสู่อวัยวะในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย” เช่น เนื้อเยื่อ ไขมัน ลำไส้ และกล้ามเนื้อต่างๆ ซึ่งล้วนส่งสัญญาณมาปรับเปลี่ยนการทำงานของกระดูกทางอ้อม ซึ่งศ.ดร.นพ.นรัตถพล ให้ความเห็นว่า สำหรับในประเทศไทย เมื่อกล่าวถึงการเตรียมตัวไปใช้ชีวิตในอวกาศอาจไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนักในปัจจุบัน

แต่หากได้มีการ “ประยุกต์ผลวิจัย” ดังกล่าวเพื่อ “สร้างความเข้าใจต่อกลไกที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยติดเตียง” ซึ่งขาดการเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย จนทำให้มีมวลกระดูกน้อยลง “เป็นปรากฏการณ์ที่คล้าย และมีจุดร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในนักบินอวกาศ”ก็อาจนำไปสู่หนทางแก้ไข และขยายผลสู่ระดับนโยบายที่จะส่งผลในเชิงบวกเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศได้ต่อไปในอนาคต!!!

‘รพ.หลวงพ่อเปิ่น’ผสาน‘แพทย์แผนไทย-จีน’ ฟื้นฟู‘ผู้ป่วยระยะกลาง’ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763025

‘รพ.หลวงพ่อเปิ่น’ผสาน‘แพทย์แผนไทย-จีน’  ฟื้นฟู‘ผู้ป่วยระยะกลาง’ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

‘รพ.หลวงพ่อเปิ่น’ผสาน‘แพทย์แผนไทย-จีน’ ฟื้นฟู‘ผู้ป่วยระยะกลาง’ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะทำงานของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เยี่ยมชม “การดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยด้านการแพทย์ระยะกลาง (Intermediate Care : IMC)” หลังพ้นวิกฤต ณ โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น จ.นครปฐม ด้วยการแพทย์ผสมผสานระหว่างแพทย์แผนไทยและแผนจีน เมื่อช่วงต้นเดือนต.ค. 2566ที่ผ่านมา ซึ่ง นพ.ยุทธกานต์ ชินโสตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น กล่าวว่า ศูนย์บริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ระยะกลาง (ศูนย์ IMC) เป็นการจัดบริการตาม Service Plan ของกระทรวงสาธารณสุข เน้นผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค

ได้แก่ 1.หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก 2.สมองบาดเจ็บหรือได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ 3.บาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ และ 4.ผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก โดยให้บริการการฟื้นฟูแบบเข้มข้นในลักษณะของผู้ป่วยใน (IPD) ด้วยศาสตร์ผสมผสานจากแพทย์แผนตะวันตก แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ใช้ระยะเวลาการรับรักษาประมาณ 3 สัปดาห์ รวมไปถึงยังมีการให้บริการแบบผู้ป่วยนอก (OPD) อย่างไรก็ดีสำหรับการแพทย์ผสมผสานจะให้บริการตั้งแต่นักกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การฝึกพูด ฝึกกลืน

โดยแพทย์แผนไทยจะให้บริการ นวด ดึง รักษาอาการท้องผูก ข้อติด เป็นต้น ส่วนแพทย์แผนจีนก็จะมีการฝังเข็มร่วมด้วย ขณะเดียวกัน ในกลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังที่จะเป็นกลุ่มอายุค่อนข้างน้อยก็จะมีกระบวนการการฝึกดำรงชีวิตอิสระโดยกลุ่มคนพิการที่มีประสบการณ์ตรง และผ่านการฝึกอบรมให้คำปรึกษา เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านความพิการ และกลับมาใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้ ซึ่งจากการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 มีผู้เข้ามารับบริการต่อปีประมาณ 130 ราย ส่วนมากเป็นกลุ่มผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก

“มีการติดตามประสิทธิภาพในการฟื้นฟู โดย 90% ของผู้ที่เข้ารับบริการทั้งหมดแบบเข้มข้นสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับปกติ ที่นี่มีอุปกรณ์ให้ยืม ผ่านกองทุนที่สนับสนุนโดย สปสช. ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในการตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นในผู้สูงอายุผู้พิการ ผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลันที่ต้องการฟื้นฟู และผู้ป่วยที่ดูแลระยะยาว ซึ่งก็ตั้งเป็นธนาคารยืมคืนอุปกรณ์ เช่น เตียงลม อุปกรณ์ช่วยการเดิน ฯลฯ เพื่อให้ผู้ป่วยนำกลับไปใช้ที่ได้บ้าน” นพ.ยุทธกานต์กล่าว

นายรัฐการ พรรณพัฒน์ รองนายก อบจ.นครปฐม กล่าวเสริมว่า อบจ.นครปฐม ได้เข้าไปซ่อมแซมปรับปรุงบ้านผู้ป่วย หรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วประมาณ 5 หลัง โดยใช้งบประมาณจากท้องถิ่นในการดูแล นอกจากนี้ ในส่วนของกายอุปกรณ์ก็ได้สนับสนุนงบประมาณที่ทาง อบจ. ร่วมกับสปสช. ลงไปดูแล โดยให้องค์การบริการส่วนตำบล (อบต.) ในแต่ละพื้นที่สำรวจและทำเรื่องขอเบิกงบประมาณได้ โดยในขณะนี้กำลังจะทำความตกลงร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่ เพื่อนำนักศึกษาเข้ามาช่วยเรื่องของการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่อาจจะชำรุดได้

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง หรือ IMC และมีความ โดดเด่นเรื่องการบูรณาการจากหลายส่วน เช่น เมื่อได้รับการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลจังหวัดก็จะมีการให้บริการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน นอกเหนือจากการทำกายภาพบำบัด รวมถึงยังมีการแนะนำเรื่องการประกอบอาชีพของผู้ป่วยอีกด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อได้ลงพื้นที่มาในครั้งนี้ สปสช. อาจจะต้องกลับไปปรับปรุงดูความเป็นไปได้ว่านอกเหนือจากการให้บริการกายภาพบำบัดแล้วจะสามารถเพิ่มเรื่องการดูแลโดยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ฯลฯ เข้ามาได้หรือไม่ เพราะ สปสช. มีกลไกตรงนี้อยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าจะปรับกลไกทางการเงินเพื่อเสริมเข้าไป เช่น เดิมเรื่องของหมอนวดที่อาจจะยังไม่ชัดเจน โดยในปีหน้าก็จะทำให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ผู้ป่วยกลุ่มนี้มากขึ้น

“ถ้าฟังจากที่ผู้อำนวยการเล่าว่าบูรณาการจากหลายแห่ง มีการรับผู้ป่วยจากนอกจังหวัดด้วย ตรงนี้ก็จะสนองนโยบายของรัฐบาลเรื่องบัตรประชาชนใบเดียวสามารถรับบริการที่ไหนก็ได้คิดว่าถ้ามีความเป็นไปได้ และโรงพยาบาลมีความพร้อมและพอใจในการให้บริการกับค่าตอบแทนที่ สปสช. ให้โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่นเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะขยายงานตรงนี้ลงไปในพื้นที่ต่างๆ ได้” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

‘เจ้าฝันถึงโลกสีใด’งานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี 14 ตุลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762894

'เจ้าฝันถึงโลกสีใด'งานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี 14 ตุลา

‘เจ้าฝันถึงโลกสีใด’งานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี 14 ตุลา

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.40 น.

มูลนิธิ 14 ตุลา ร่วมกับ สมาคมนักเขียนฯ และ สมาคมภาษาและหนังสือฯ จัดงานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” 50 ปี 14 ตุลา จิตวิญญาณประชาธิปไตย มิตรน้ำหมึกร่วมงานอบอุ่น

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิ 14 ตุลา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดเรื่องสั้นและบทกวี ในวาระ 50 ปี 14 ตุลา “14 ตุลา จิตวิญญาณประชาธิปไตย” โดยมี “จรัญ หอมเทียนทอง” กรรมการยุทธศาสตร์ ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ “นรีภพ จิรโพธิรัตน์” นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ “เจน สงสมพันธุ์” อดีตนายกสมาคมนักเขียนฯ และ “ประเดิม ดำรงเจริญ” ประธานฝ่ายวรรณกรรม 50 ปี 14 พร้อมด้วยนักเขียน กวี สมาชิกแวดวงวรรณกรรม สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน บริเวณลานนิทรรศการ 50 ปี 14 ตุลา “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ด้านหน้าของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ 2566 ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 12-23 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิ 14 ตุลา กล่าวว่า 14 ตุลา เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย เวลาผ่านไป 50 ปี คนรุ่นที่เกิดทัน 14 ตุลา ที่ได้ประสบเหตุการณ์ต่างๆ ปัจจุบันก็ล่วงเข้าสู่วัยชรา คนรุ่นใหม่จำนวนมากก็จะไม่มีโอกาสทราบเรื่องราวเหล่านั้น 50 ปี จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะต้องจัดรำลึกเหตุการณ์ขึ้น เพื่อจะได้สืบทอดอุดมการณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป เพราะประชาธิปไตยในประเทศไทยยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่ เหมือนกับหลาย ประเทศในโลกที่ต้องใช้เวลาและการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์สังคม จึงจำเป็นที่จะต้องจัดงานในวาระนี้เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้รับไม้ต่อจากคนรุ่นเก่า หากรอไปจัดตอน 60 ปี คนรุ่นเก่าก็อาจจะจากไปหรือหลงลืมไปแล้ว 50 ปี จึงนับเป็นเวลาที่เหมาะสม

นายแพทย์วิชัย กล่าวต่อว่า การเลือกวรรณกรรมมาเป็นหนึ่งในกิจกรรมของวาระ 50 ปี 14 ตุลา เพราะวรรณกรรมทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมอุดมการณ์ ปลุกเร้าการต่อสู้ และปลอบประโลมความเจ็บปวด รวมถึงสร้างพลังต่างๆ ได้มากมาย งานวรรณกรรมมีบทบาททุกยุคสมัย ทุกสังคม 

แต่ในฐานะที่เป็นภาคเอกชนหน่วยเล็กๆ จึงไม่สามารถจัดการประกวดที่เป็นผลงานชิ้นใหญ่อย่างหนังสือเล่มหรือนวนิยายได้ จึงประกวด “เรื่องสั้น” และ “บทกวี” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย และสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมถึงศิลปินแห่งชาติ ศิลปาธร นักเขียน นักประพันธ์ มาร่วมเป็นกรรมการวางกติกา โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากพอสมควร และดำเนินการตัดสินแล้วเสร็จเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

“ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้าขึ้น ทำให้สามารถจัดพิมพ์รวมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดไว้ในหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นพิเศษในวาระนี้แล้วเสร็จทัน โดยความพิเศษของเล่มนี้ มีการนำวรรคหนึ่งจากบทเพลงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ยังคงร้องกันอยู่ คือเพลงนกสีเหลือง ซึ่งมีวรรคทอง “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” และได้นำวรรคทองนี้มาเป็นชื่อนิทรรศการและเป็นชื่อหนังสือ มีการนำเหรียญที่ระลึกในวันพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ตุลา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการเผาศพสามัญชนคนไทยที่ท้องสนามหลวง เพราะปกติเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น มีการนำเหรียญที่ระลึกมาปรับปรุงใหม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน หน้า-หลัง ส่วนหนึ่งอยู่ปกหน้าหนังสือ และอีกส่วนอยู่ปกหลังหนังสือ และจำหน่ายภายในงานครั้งนี้ โดยสามารถสอบถามได้ที่บูทนิทรรศการ 50 ปี 14 ตุลา” นายแพทย์วิชัยกล่าว

ทั้งนี้ ผลการประกวดเรื่องสั้นและบทกวี ในวาระ 50 ปี 14 ตุลา “14 ตุลา จิตวิญญาณประชาธิปไตย” มีผลงานได้รับรางวัลดังนี้

ประเภทเรื่องสั้น

 เรื่องสั้นชนะเลิศ ได้แก่ “ซ่อนกลิ่น” โดย ศิริพงศ์ หนูแก้ว

 รองชนะเลิศ 2 รางวัล ได้แก่ กาลครั้งหนึ่ง…ในประเทศไทย โดย สาคร พูลสุข และ ดวงจันทร์ในช่องเขาขาด โดย สาโรช แซ่ซึง

รางวัลชมเชย 10 รางวัล ดังนี้

1. จุณความว่างกลางเดือนตุลาคม โดย กิตติศักดิ์ คงคา
2. ศิลปกรรมคนเมือง โดย ชม นวนมุสิก
3. งูสวัด โดย พิณพิพัฒน ศรีทวี
4. รูปสัญญะล่องลอย โดย วินทกานท์
5. ประวัติศาสตร์ 66 ปี กับ 8 นาทีที่ความทรงจำเป็นใบ้ โดย ศิริ มะลิแย้ม
6. เธอ…อยู่ที่ใด โดย Rosaline
7. แค่ฉากอีโรติก  โดย ฮีม พาราพิพัฒน์
8. ระหว่าง  โดย แรมสองค่ำเดือนสราปีมะโรง
9. พี่สาวน้องชาย เรื่องบางเรื่องไม่เหมาะเป็นเรื่องสั้น โดย สันติสุข กาญจนประกร
10. อัตชีวประวัติของเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง  โดย ชาคริต คำพิลานนท์

ประเภทบทกวี

 บทกวีชนะเลิศ ได้แก่ ห้าสิบปีต่อมา โดย คีตา บารัตดายา

 รองชนะเลิศ 2 รางวัล ได้แก่  จนกว่าฟ้านี้จะสีทอง โดย อัษฎาวุธ ไชยวรรณ และ ตู้ไปรษณีย์หมายเลข 2516 โดย องอาจ สิงห์สุวรรณ

รางวัลชมเชย มี 10 รางวัล ดังนี้

1. 14 ตุลา โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี
2. รำลึกถึงนกตัวแรกที่แตกดับ (แด่จีระ บุญมาก) โดย อติรุจ ดือเระ
3. ประวัติศาสตร์ไม่เคยบอกเรา  โดย จีรนันท์ สงเปีย
4. ห้าสิบปีสิบสี่ตุลา แตกพร่า..เป็นภาพเลือน โดย ขอบฟ้า เหตุการณ์
5. EXHIBITION  นิทรรศการไม่เคยเปลี่ยน  โดย  เสฏฐ์ บุญวิริยะ
6. อนุสรณ์แห่งสุสาน โดย ภูวดล ภูโยฮาต
7. รากแห่งเดือนตุลาฯ  โดย  นายทิวา
8. วันนี้มือทุกมือคือมือไท  โดย ปริญญ์ สระปัญญา
9. แรงกระเพื่อม (การเคลื่อนไหวใต้เงาเงื้อมประวัติศาสตร์) โดย  เมธาวี ก้านแก้ว
10. ปีศาจ  โดย ดิตถ์จรัส

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762849

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.21 น.

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30 จะเริ่มขึ้น

คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 30 ร่วมกันจัด ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ : การแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม 2566 ณ วังรี รีสอร์ท จ.นครนายก มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักฟุตบอลได้รู้จักและทำกิจกรรมร่วมกัน ในการสร้างความสัมพันธ์กันของ 4 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยมี มาสเตอร์อาสา มรพงษ์ หัวหน้าสำนักผู้อำนวยการ/ผู้แทนผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ นางณิชาฒ์ สุกรี รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นายเตชิต เอกรินทรากุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ กลุ่มกิจกรรมพิเศษ นางวราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและมาตรฐานคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมเป็นประธานเปิดค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์

สำหรับกิจกรรมในค่าย ประกอบด้วย กิจกรรมสันทนาการ จากคณะครูโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่รับหน้าที่ดูแลการจัดค่ายในครั้งนี้ นอกจากนี้ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ชลัช ภิรมย์ คณะกรรมการผู้ตัดสินสมาคมกีฬาฟุตบอล วิทยากรและผู้ประเมินผู้ตัดสินของสมาคมฯ Referee Assessor ของเอเอฟซี มาให้ความรู้เกี่ยวกับกฎกติกาการแข่งขัน นอกจากนี้มีพี่ ๆ ศิษย์เก่าที่เคยผ่านการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี มาแบ่งปันประสบการณ์ ประกอบด้วย

ศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ : ภานุพงศ์ วงศ์ษา, สถาพร  ใจผ่อง, มาสเตอร์เชี่ยวชาญ  แพรขุนทด

นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ : วรวุฒิ  วังสวัสดิ์ ธวัชชัย, ทองฮวด, ไพฑูรย์  เทียบมา

ศิษยเก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : ศักดา  เจิมดี

ศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย : สุริยะ  อมตเวทย์

นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรมจตุรมิตรปาร์ตี้ เพื่อให้นักกีฬาทั้ง 4 โรงเรียน ได้ผ่อนคลาย ก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตนในนามสถาบันต่อไป โดยมีแขกผู้มีเกียรติ มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ไดแก่ คุณศราวุธ  สุวรรณจูฑะ ปลัดจังหวัดนครนายก (สวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 106) คุณชุมพลภัทร เลาหพานิช นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) คุณวิสิฐศักดิ์ สิทธิศิรประพันธ์ นายกสโมสรโรตารี่นครนายก (นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ รุ่น 107)นายวัชรพงษ์ เอี่ยมอาจหาญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ รุ่น 103)

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30 “สร้างความดีสู่วิถึชีวิตใหม่” ซึ่งปีนี้ โรงเรียนเทพศิรินทร์ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 11-18 พฤศจิกายน 2566 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน กรุงเทพฯ

วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พบ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
เวลา 16.00 น. โรงเรียนอัสสัมชัญ พบ โรงเรียนเทพศิรินทร์

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น.โรงเรียนอัสสัมชัญ พบ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
เวลา 16.00 น. โรงเรียนเทพศิรินทร์ พบ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พบ โรงเรียนอัสสัมชัญ
เวลา 16.00 น.  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พบ โรงเรียนเทพศิรินทร์

วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น. คู่ชิงอันดับที่ 3
เวลา 16.00 น. คู่ชิงชนะเลิศ

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/jaturamitrofficial