‘สมศ.’ ประชุมเตรียมความพร้อม รร.ทดลองประเมินนำร่อง 42 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744329

‘สมศ.’ ประชุมเตรียมความพร้อม  รร.ทดลองประเมินนำร่อง 42 แห่ง

‘สมศ.’ ประชุมเตรียมความพร้อม รร.ทดลองประเมินนำร่อง 42 แห่ง

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า สมศ.ได้จัดประชุมภายใต้โครงการ “ส่งเสริมสถานศึกษาและประสาน ความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมสนับสนุนการประกันคุณภาพการศึกษา” เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทดลองประเมินนำร่องทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ สถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) จำนวน 5 แห่ง สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 18 แห่งสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา จำนวน 9 แห่ง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เขตและอำเภอและสถานศึกษาขึ้นตรงจำนวน 10 แห่ง รวมทั้งสิ้น 42 แห่ง

“การประชุมครั้งนี้ เพื่อชี้แจงให้สถานศึกษา ทั้ง 42 แห่ง ได้ทราบ กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษา การศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และด้านการอาชีวศึกษา ตามที่ คณะกรรมการ สมศ. ได้ประกาศ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566 รวมทั้งได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ก่อนเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่ง สมศ. ยังคงจุดเน้นโดยให้ความสำคัญกับการประเมินเพื่อพัฒนาการยกระดับคุณภาพ (Quality Improvement) โดยกำหนดรูปแบบและวิธีการตรวจเยี่ยม (Virtual visit / Onsite visit / Hybrid) ที่เหมาะสมจำนวนวันประเมิน (1-3 วัน) ระยะเวลาจะแตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษาแต่ละประเภท โดยหลังจากที่ สมศ.ได้ทำการประเมินนำร่องแล้วจะสรุปผลรวบรวมข้อคิดเห็นที่ได้ทั้งหมด และเชิญผู้ประเมินภายนอก สมศ. มาประชุมร่วมกัน เพื่อให้กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกได้รับการพัฒนาจนมีความเหมาะสม เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้ในการประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษา การศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการอาชีวศึกษา และ กศน. ได้ในปีถัดไป” ดร.นันทา กล่าว

รร.บ้านปางส้าน น้อมนำแนวพระราชดำริฯ ปลูกผักสวนครัวเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744330

รร.บ้านปางส้าน น้อมนำแนวพระราชดำริฯ ปลูกผักสวนครัวเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมชาย ไตรทิพย์ชาติสกุล นายอำเภอแม่สอด เป็นประธานเปิดการขับเคลื่อนกิจกรรมต่อยอดแนวทางการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีสู่ปฏิบัติการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารที่โรงเรียนบ้านปางส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 โดยมี นางสาวอนงค์ศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางส้าน พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนต้อนรับ

นอกจากนี้ ในงานยังมีภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมหลายหน่วยงานด้วยกัน มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การปลูกพืชผักสวนครัวและปล่อยพันธุ์ปลา ณ ศูนย์เรียนรู้ 459 โรงเรียนต้นแบบทุนอาหารกลางวันอย่างยั่งยืน การรณรงค์ส่งเสริมดำเนินกิจกรรม “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” การบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย ขยายผลการดำเนินการสร้างคลังอาหารชุมชน ปลูกพืชผักสวนครัวผลไม้ และสมุนไพร บริเวณสองข้างทางภายในหมู่บ้านเป็นต้น

เด็กไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ รถต้นแบบประหยัดพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744331

เด็กไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ  รถต้นแบบประหยัดพลังงาน

เด็กไทยคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ รถต้นแบบประหยัดพลังงาน

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“Virgin” ทีมเยาวชนไทยจากวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร สร้างชื่อเสียงจารึกในสนามแข่งขันนวัตกรรมยานยนต์ระดับภูมิภาคอีกครั้ง โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันรถประหยัดพลังงาน ประเภทรถต้นแบบ (Prototype Category) ในหมวดเครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้ภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) ด้วยน้ำมัน Ethanol จากการแข่งขัน Shell Eco-marathon Asia Pacific and Middle East 2023 ที่เกาะ Lombok ประเทศอินโดนีเซีย โดยทำสถิติด้วยการใช้เชื้อเพลิง 1 ลิตรสามารถวิ่งได้เทียบเท่าระยะทางไกลถึง 1,867.8 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับการขับรถจากจาการ์ตาไปกัวลาลัมเปอร์

Shell Eco-marathon Asia Pacific and Middle East 2023 เป็นหนึ่งในการแข่งขันสุดยอดนวัตกรรมรถยนต์ประหยัดพลังงานระดับภูมิภาค ซึ่งมุ่งเน้นให้เยาวชนสร้างสรรค์เทคโนโลยีและออกแบบรถยนต์เพื่อการประหยัดพลังงาน ได้เริ่มการแข่งขันอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณPertamina Mandalika International Street Circuit ที่เกาะ Lombok ประเทศอินโดนีเซีย

อินโดรามา เวนเจอร์ส-กทม.มอบประกาศฯ รร.เป็นเลิศจัดการขยะรีไซเคิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744332

อินโดรามา เวนเจอร์ส-กทม.มอบประกาศฯ  รร.เป็นเลิศจัดการขยะรีไซเคิล

อินโดรามา เวนเจอร์ส-กทม.มอบประกาศฯ รร.เป็นเลิศจัดการขยะรีไซเคิล

วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางอาราธนา โลเฮีย ชาร์มา รองประธานบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์สจำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่โรงเรียนที่เป็นเลิศในการจัดการขยะรีไซเคิล สังกัดกรุงเทพมหานคร 87 แห่งโรงเรียน ในพิธีปิด “โครงการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน” ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้

“โครงการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน” ได้อบรมความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืน และการรีไซเคิล ให้แก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครตั้งแต่เริ่มดำเนินการปี 2561 ปัจจุบันมีจำนวนกว่า100 แห่ง มีครูและนักเรียนเข้ารับการอบรมทั้งหมด 11,593 คน และโรงเรียนที่ได้รับประกาศนียบัตรโดยผ่านการประเมินการจัดการขยะพลาสติก และการรีไซเคิลที่เหมาะสมภายในโรงเรียน จำนวน 87 โรงเรียน แบ่งเป็นประกาศนียบัตรระดับดีเยี่ยม จำนวน 20 โรงเรียน ระดับดี จำนวน 32 โรงเรียน และโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 35 แห่ง และมีแผนขยายผลไปยังโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครอีก 337 โรงเรียน ภายในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำความรู้เข้าถึงนักเรียนได้ประมาณ 40,000 คน

นครนายกเปิดงานประเพณีหล่อเทียนพรรษาแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744394

นครนายกเปิดงานประเพณีหล่อเทียนพรรษาแล้ว

นครนายกเปิดงานประเพณีหล่อเทียนพรรษาแล้ว

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.05 น.

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ที่บริเวณถนนหน้าธนาคารธนชาตหลังเก่า นายวิชัย บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีหล่อเทียนพรรษา ประจำปี 2566 โดยมีนายศุภกฤษณ์ จัยสรสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองนครนายก กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานประเพณีหล่อเทียนพรรษา โดยมีหัวหน้าหน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานเทศบาลเมืองนครนายก เจ้าหน้าที่ตำรวจ และประชาชน เข้าร่วมในพิธีเปิดงานฯ

ด้วยเทศบาลเมืองนครนายก ได้จัดให้มีงานประเพณีหล่อเทียนพรรษา ประจำปี 2566 ในวันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา ซึ่งพวกเราเหล่าพุทธศาสนิกชนยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาในเทศกาลนี้จะต้องมีการถวายเทียนพรรษาแด่ภิกษุสงฆ์ เพื่อจุดเป็นพุทธบูชาตลอดพรรษาจึงเป็นกุศลการจัดงานประเพณีหล่อเทียนพรรษาของเทศบาลเมืองนครนายก ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีเป็นการสืบสารวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยได้เป็นอย่างดี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

สกสว.เดินสายเยี่ยมหน่วยงาน รวบรวมผลงานวิจัยเด่น นำเสนอ’กรรมาธิการงบประมาณฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744320

สกสว.เดินสายเยี่ยมหน่วยงาน รวบรวมผลงานวิจัยเด่น นำเสนอ'กรรมาธิการงบประมาณฯ'

สกสว.เดินสายเยี่ยมหน่วยงาน รวบรวมผลงานวิจัยเด่น นำเสนอ’กรรมาธิการงบประมาณฯ’

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 17.12 น.

สกสว. เยี่ยมชมผลงานเด่นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พร้อมหารือกลไกการดำเนินงาน การผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และการนำส่งผลลัพธ์ ผลกระทบ ไว้เป็นข้อมูลเพื่อชี้แจงแก่ “กรรมาธิการงบประมาณฯ”  

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามผลการดําเนินงานโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ วงษ์พานิช. รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร พัชรประกิติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คณะอาจารย์และนักวิจัย ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอภาพรวมการดำเนินงาน ก่อนเยี่ยมชมผลงานวิจัยเด่นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หน่วยวิจัยสนามไฟฟ้าประยุกต์ในงานวิศวกรรม หน่วยวิจัยระบบพลังงานสะอาดวิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ และ หน่วยวิจัยนวัตกรรมและทดสอบผลิตภัณฑ์ระบบราง  

รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ กล่าวว่า สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และ บริหารระบบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ โดยการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งงบประมาณออกเป็น 4 ส่วน คือ 1. งบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) เพื่อดำเนินงานตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และแผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง 2. งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตามพันธกิจของหน่วยงาน ให้แก่ กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย ทั้งในและนอกกระทรวง อว. กว่า 180 หน่วยงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ 3. งบประมาณด้านการนำผลการวิจัยวิจัยไปใช้ประโยชน์ สำหรับขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 และ 4. งบประมาณด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นอกจากการจัดทำแผนด้าน ววน. และ บริหารระบบงบประมาณแล้ว สกสว. ยังมีพันธกิจในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ของหน่วยรับงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ววน. ทั้งในส่วนของการนำส่ง Output Outcome Impact ความสามารถในการจัดการและดำเนินการตามแผนงาน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลจากการนำผลงาน ววน.ไปใช้ประโยชน์ สำหรับการเยี่ยมชมผลการดําเนินงาน ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ครั้งนี้ เพื่อหารือต่อแนวนโยบายของกองทุนส่งเสริม ววน. ที่เกี่ยวกับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน การบริหารจัดการงบประมาณ การพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการติดตามประเมินผล และการดำเนินการที่สอดคล้องกับพ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ฯ ร่วมกัน อีกทั้งได้ทำความเข้าใจกระบวนการบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานและจะได้หนุนเสริมให้หน่วยงานมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ให้การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า ที่สกสว.สามารถนำไปเสนอและใช้ชี้แจงแก่คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ 2567 ต่อไป

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร กล่าวว่า ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน ตามพันธกิจ เพื่อผลิตผลงานวิจัยที่เป็นการสร้าง และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ สร้างสรรค์นวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ความต้องการของสังคม ชุมชน ภาครัฐและเอกชน และประเทศ ให้บริการวิชาการที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับบริบทมหาวิทยาลัยด้านวิชาชีพและเทคโนโลยี และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น ชุมชนและสังคม อย่างต่อเนื่อง

โดยในปีงบ 2567 ที่จะถึงนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้พัฒนากรอบและข้อเสนอโครงการวิจัย ภายใต้แนวคิด BCG Model เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่มุ่งเน้นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจไปพร้อมกัน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพยากรชีวภาพ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าหรือยาวนานที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การพัฒนาเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ใน 8 เรื่อง คือ 1.สังคมสูงวัย สุขภาพ และ เครื่องมือการแพทย์ 2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่ วัตถุ พลังงานและสิ่งแวดล้อม 3.เศรษฐกิจฐานราก การค้าชายแดน และธุรกิจรูปแบบใหม่ 4. เกษตร อาหารและสมุนไพร 5.ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว 6.ระบบนิเวศน์วิจัยและนวัตกรรม งานวิจัยสู่งานประจำ 7. การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ และ 8.การวิจัยและพัฒนาตามแนวทางศาสตร์พระราชา

อย่างไรก็ตามหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กรอบงานวิจัยดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบและผลสัมฤทธิ์ของแผนด้าน ววน. เช่นเดียวกับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการขับเคลื่อนเรื่องสำคัญของประเทศ อาทิ ผลการวิจัยเรื่อง PM 2.5 และระบบราง เป็นต้น

วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744290

วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร

วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.08 น.

วช.สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์แก่เยาวชน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร ร่วมกับหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ ณ จ.ตรัง

วันที่ 15 กรกฎาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” ภาคใต้ ครั้งที่ 2 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. ร่วมในพิธี เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เป็นหัวหน้าโครงการฯ  พร้อมนี้ นายสมนึก ธูปหอม นายอำเภอย่านตาข่าว นายพีรพล จริงจิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรังและกระบี่ นายภิญโญ จินตนปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ และคณะผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีเปิดการอบรมฯ ณ โรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. มีนโยบายที่มุ่งส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกิดการสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับโดรน เพื่อการใช้ประโยชน์ ได้ประสบผลสำเร็จ และในการพัฒนาคิดค้นซอฟต์แวร์ดังกล่าว ยังได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับนานาชาติอีกด้วย

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน”  เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งการจัดอบรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของภาคใต้ ณ โรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 15 – 17 กรกฎาคม 2566 โดยมีเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ให้ความสนใจเข้าร่วมการอบรมมากกว่า 100 คน

นอกจากนี้ เยาวชนที่เคยได้รับการถ่ายทอดความรู้และมีประสบการณ์ในการอบรมและนำความรู้เกี่ยวกับเครื่องบินและโดรนไปต่อยอดในการศึกษาและประกอบอาชีพ จนประสบความสำเร็จ ได้แก่ นางสาวภัณฑิรา ฤทธิเดช ผู้ปฏิบัติหน้าที่ Ground Aviation Service จาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งเป็นศิษย์เก่าจากโรงเรียนย่านตาขาวรัฐชนูปถัมภ์แห่งนี้ ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน ที่เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ด้วย 

สำหรับโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จนประสบผลสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาซอฟต์แวร์การสั่งงานโดรนแปรอักษร กล่าวได้ว่าเป็น “โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ถือเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาและส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรในภาคใต้ มีกำหนดจัดขึ้นใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ โดยนักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการอบรมได้ที่ Facebook Fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ
 

ครูถอดกระโปรงเด็กอนุบาล 5 ขวบน้อมรับผิดแล้ว แม่ยังยืนกรานดำเนินคดีตาม กม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744279

ครูถอดกระโปรงเด็กอนุบาล 5 ขวบน้อมรับผิดแล้ว แม่ยังยืนกรานดำเนินคดีตาม กม.

ครูถอดกระโปรงเด็กอนุบาล 5 ขวบน้อมรับผิดแล้ว แม่ยังยืนกรานดำเนินคดีตาม กม.

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.56 น.

ครูจ้างอนุบาลออกโรงรับผิดพูดความจริงแล้วถอดกระโปรงนักเรียนอนุบาล 2 วัย 5 ขวบจริง ทำกระทบจิตใจเด็กรุนแรง เหตุเขียนตัวที(T)ไม่สวย หลังพ่อแม่เข้าร้องผ่านสื่อ ครูไม่พูดความจริง ล่าสุดครูรายดังกล่าวน้อมรับและยกมือไหว้ขอโทษผู้ปกครอง ด้านแม่ยังยืนกรานดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่ต้นสังกัดครู ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เตรียมพิจารณาบทลงโทษ หากผิดรุนแรงถึงขั้นไล่ออก เผยครูเพิ่งจะมายอมรับความจริงภายหลัง  

จากกรณีพ่อแม่ของ ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 5 ขวบ นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่ง ใน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เข้าพบผู้สื่อข่าวประจำ จ.ตรัง เพื่อเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม หลังจากเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา คุณครูผู้หญิง น.ส.แก้ว (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นคุณครูประจำชั้นได้ทำโทษลูกสาว โดยการถอดกระโปรง กลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนๆทั้งหญิงและชายในชั้นเรียนกว่า 28 คน

โดยอ้างว่าลูกสาวเขียนอักษรภาษาอังกฤษตัว ที (T) ไม่สวยและได้นำกระโปรงมาวางตั้งไว้บนพื้นหน้าชั้นเรียน พร้อมกับให้ลูกสาวกลับไปนั่งเขียนตัวที (T) ที่โต๊ะโดยมีเพียงแค่กางเกงในตัวเดียว พร้อมทั้งขู่ว่าถ้าบอกผู้ปกครองอีก จะไม่ให้นอนกลางวัน ทำให้ผู้ปกครองเดือดร้อนใจ เนื่องจากเด็กเกิดความกลัวครู อับอายเพื่อน ไม่กล้ามาโรงเรียน พร้อมทั้งในช่วงแรกคุณครูปฎิเสทว่าไม่ได้กระทำ แต่ต่อมากลับรับว่ากระทำจริง

ภายหลังจากปรากฏเป็นข่าว ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (17 ก.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องทำงาน ผอ.โรงเรียนอนุบาลดังกล่าวในพื้นที่ ต.ย่านตาขาว น.ส.กชมนต์ หรือแม่โดม อายุ 26 ปี พร้อมด้วยนายปริวุฒิ อายุ 40 ปีผู้เป็นพ่อ ชาว ต.ท่าพญา อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ได้เดินทางเข้าพบนายอำนวย สุวรรณพัฒน์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา นางสุภาณี ช้อนขำ ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลฯ นางชนิกานต์ อุไรรัตน์ ท้องถิ่น อ.ย่านตาขาว นายสุวิว มณีโชค ปลัดเทศบาลฯ และคุณครูแก้ว (สงวนชื่อ-สกุล) ซึ่งเป็นครูพนักงานจ้างเหมาทั่วไป (ไม่ได้บรรจุรับราชการ) เพื่อเข้ามาพูดคุยหาทางออกกัน ก่อนที่คุณครูรายดังกล่าวจะออกมายอมรับความผิด ว่าได้กระทำจริง พร้อมทั้งยกมือขอโทษผู้ปกครองของนักเรียน โดยไม่มีเหตุการณ์บานปลายเกิดขึ้น

นายอำนวย สุวรรณพัฒน์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา กล่าวว่า หลังจากปรากฏเป็นข่าวกรมส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สั่งการและกำชับมาแล้ว และการกระทำเช่นนี้ แบบนี้มันผิดจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่แล้ว แม้กระทั่งการตีนักเรียนก็มีกฎหมายข้อห้าม ฉะนั้นพฤติกรรมการลงโทษแบบนี้จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ไม่มีความเหมาะสม ตนเพิ่งทราบเรื่องเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังเหตุเกิดวันที่ 13 ก.ค. ตอนแรกที่สอบถามครูรายดังกล่าวก็คงปฏิเสธบางส่วน แต่บางส่วนก็ยอมรับความจริง แต่ก็ไม่ทั้งหมด หลังจากที่ได้ทำการสอบสวนวันนี้ทั้งฝั่งผู้ปกครองและครูคู่กรณี ก็ได้ทราบความจริงทั้งหมดแล้ว

เมื่อช่วงเช้าก็ได้พาผู้ปกครองพาดูที่เกิดเหตุและได้สอบถามเหตุการณ์กับนักเรียนในห้องก็ได้ความว่าครูประพฤติถอดกระโปรงนักเรียนจริงๆ หลังจากนี้จะได้ทำรายงานถึงต้นสังกัดคือเทศบาลย่านตาขาวตามลำดับ ส่วนการช่วยเหลือเด็กเบื้องต้นต้องทำการย้ายห้องเรียน เฝ้าสังเกตพฤติกรรม ซึ่งทางโรงเรียนจะให้การช่วยเหลือที่สุด 

ส่วนนางสุภาณี ซ้อนขำ ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลฯ กล่าวว่า ครูดังกล่าวทำงานมาที่นี่ 7 ปีแล้ว เท่าที่เห็นพฤติกรรมที่ผ่านมาครูคนดังกล่าวเป็นคนที่รักเด็ก เอาใจใส่ในการเรียนการสอน แต่เรื่องทำโทษเด็กบางทีอาจจะเกินเลยไปจนเด็กร้องไห้ จนตนมาทราบตนก็เสียใจ ยอมรับว่าครูรายนี้บอกความจริงเราไม่หมด ตนก็เพิ่งมาทราบเรื่องทั้งหมดหลังการสอบสวน จากนี้ต้องรอบันทึกจากโรงเรียน และตั้งคณะกรรมการสอบสวน ก่อนจะส่งเรื่องไปให้ทางท้องถิ่น จ.ตรัง และว่ากันไปตามระเบียบถ้าร้ายแรงก็ว่าไปตามบทลงโทษตามระเบียบเทศบาล ซึ่งโทษถ้าพบว่าร้ายแรงจริงๆ คือการไล่ออก ซึ่งเด็กเล็กตั้งแต่ 0-6 ขวบควรให้ในสิ่งที่เหมาะสมเพราะเป็นวัยที่จดจำ อยากให้ทุกคนที่เป็นครูตระหนักการลงโทษเด็กมีหลายรูปแบบ แต่การลงโทษแบบนี้ไม่เหมาะสมแน่นอน ส่วนจะลงโทษยังไงต้องรอผลสอบ และผู้บริหารเทศบาลว่าไปตามระเบียบ

ขณะที่ น.ส.กชมนต์ หรือแม่โดม อายุ 26 ปี กล่าวว่า วันนี้ได้พบผู้บริหารสถานศึกษาแล้ว ก็ได้รับการยอมรับว่าครูรายนั้นถอดกระโปรงลูกสาวตนจริง โดยให้ลูกสาวตนเขียนตัว T จนเสร็จก่อนให้ใส่กระโปรงกลับตามเดิม และทาง ผอ.โรงเรียนก็ได้บอกถึงการดำเนินการทางวินัยและบทลงโทษต่างๆ ให้ตนฟัง ซึ่งหลังจากที่ได้พบครูรายดังกล่าวในตอนแรกยังโกรธที่ครูรายนั้นยังไม่ยอมรับ จนต้องสอบถามเด็กในห้องก่อนมายอมรับภายหลัง

ตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกพอใจ เพราะลูกสาวตนได้รับผลกระทบเยอะ เช่น ไม่กล้ามาโรงเรียน ไม่อยากพบครูคนนี้แล้ว อับอายเพื่อนในห้อง ทางตำรวจ สภ.ย่านตาขาว ได้ติดต่อให้เข้าสอบปากคำเพิ่มเติมแล้ว หลังจากนี้อยากให้โรงเรียนแก้ไขปัญหานี้ ผลกระทบที่น้องจะได้รับ ย้ายห้องไปเรียนห้องอื่นจะเข้ากับเพื่อนได้มั้ย อยากให้โรงเรียนกำชับครูลงโทษตามเหตุสมควร ฝากถึงผู้ปกครองรายอื่นหากพบว่าลูกตัวเองโดนกระทำเกินกว่าเหตุ อยากให้ออกมาเรียกร้องเพื่อที่จะไม่โดนกระทำแบบนี้อีก ทำโทษได้ตีได้แต่อย่าละเมิดสิทธิเด็ก ทำให้เด็กได้รับความอับอาย เพราะเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจลูกสาวตนมาก ส่วนหลังจากนี้ทางคดีเบื้องต้นตนก็ยังคงดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ในเบื้องต้นวันนี้ก็ยังคงไม่มีการยอมความแต่อย่างได แต่อย่างไรก็ต้องปรึกษากับทางครอบครัวอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามที่ สภ.ย่านตาขาว ทาง พ.ต.อ.พูนศักดิ์ เซ็งแซ่ ผกก.สภ.ย่านตาขาว เผยว่าหลังจากผู้เสียหายเข้ามาขอแจ้งความ ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีก็ได้รับแจ้งความไว้แล้ว และในวันนี้ทาง พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร รอง ผบก.ภ.จว.ตรัง ได้กำชับในคดีนี้มาแล้ว พร้อมทั้งในวันนี้ตนได้สั่งการให้ ร.ต.อ.สุวิทย์ สุวรรณราช รอง สว.(สอบสวน) สภ.ย่านตาขาว (เจ้าของคดี) เชิญผู้ปกครองมาทำการสอบปากคำ และจะดำเนินการประสานสหวิชาชีพมาสอบเด็กที่เสียหายอีกครั้งตามขั้นตอนของกฏหมาย และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย – 003

กรมทรัพยากรธรณียัน ไม่พบ ‘โปรตีน’ ในสสารที่ระบุเป็นพระธาตุ ‘ครูบาฉ่าย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744207

กรมทรัพยากรธรณียัน ไม่พบ ‘โปรตีน’ ในสสารที่ระบุเป็นพระธาตุ ‘ครูบาฉ่าย’

กรมทรัพยากรธรณียัน ไม่พบ ‘โปรตีน’ ในสสารที่ระบุเป็นพระธาตุ ‘ครูบาฉ่าย’

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.52 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีที่มีข่าวศิษย์ครูบาฉ่ายเผยผลการพิสูจน์ “พระธาตุ” จาก 5 สถาบันระดับชาติพบโปรตีนในสสาร ซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่างที่ออกมาจากร่างกาย “ครูบาฉ่าย” โดยมีการอ้างถึงผลการตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณี เป็นหลักฐานหนึ่งตามข้อความที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และ facebook ของ Jessada Denduangboripant (อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์)

ล่าสุด กรมทรัพยากรธรณีได้โพสต์ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ขอชี้แจงข้อเท็จจริงจากผลการตรวจวิเคราะห์เคมีทางวิชาการพบว่า ไม่พบมีสารประกอบของโปรตีนในตัวอย่างที่ทำการวิเคราะห์แต่อย่างใด

รายละเอียดเรื่องนี้พบว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566 ตัวแทนคณะศิษย์ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ได้นำตัวอย่างเม็ดกลมสีแดงคละขนาด ตั้งแต่เล็กกว่า 2 มม. จนถึง ประมาณ 2 มม. เดินทางมาขอรับบริการตรวจสอบวัตถุดังกล่าวที่กรมทรัพยากรธรณี

กรมทรัพยากรธรณี ขอชี้แจงข้อเท็จจริงจากผลการตรวจวิเคราะห์เคมีทางวิชาการพบว่า ไม่พบมีสารประกอบของโปรตีนในตัวอย่างที่ทำการวิเคราะห์แต่อย่างใด

กรมทรัพยากรธรณีได้ตรวจสอบทางวิชาการ ตัวอย่างดังกล่าวโดยใช้เครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ ( XRD และ micro XRF) โดยผลการวิเคราะห์พบเป็นสารประกอบที่ไม่มีรูปผลึกมีธาตุซิลิกอนและออกซิเจน เป็นองค์ประกอบ และเมื่อเผาตัวอย่างที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที ผลการวิเคราะห์พบโซเดียมซัลเฟตเป็นส่วนประกอบ

จึงสรุปได้ว่า ผลการตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณี ไม่ได้มีการรายงานว่า พบโปรตีนในตัวอย่างแต่อย่างใด

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FDMRTH%2Fposts%2Fpfbid0Ca4hq36wEhbtVEdPfWgDErWXiCPuCCiozHLWHJhFo987F4vRA3DTL1Tv85EnFKLGl&show_text=true&width=500

‘มข.-ม.เซาท์เวสต์เจียวทง’เปิดตัวสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744117

‘มข.-ม.เซาท์เวสต์เจียวทง’เปิดตัวสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute

‘มข.-ม.เซาท์เวสต์เจียวทง’เปิดตัวสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ Southwest Jiaotong University (มหาวิทยาลัยเซาท์เวสต์เจียวทง) สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดตั้งสถาบัน The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute พร้อมจัดพิธีเปิดสถาบัน ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภายในงานได้รับเกียติจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น Ms.YangNing รักษาการกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ณ จังหวัดขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น Prof. Yao Faming รองอธิการบดี Southwest Jiaotong University (SWJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีนผู้บริหาร Tianyou Railway Institute และ China Railways International Thailand อุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วมพิธี

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความร่วมมือทางวิชาการและวิจัยระดับประเทศด้านรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การคมนาคมในภูมิภาค ร่วมกับ Southwest Jiaotong University (SWJTU) ซึ่งไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีน สามารถเชื่อมโยงไปสู่ประเทศต่างๆ ในอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้ง High Speed Train ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทยอีกด้วย

ซึ่ง มข. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของพันธกิจและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญของชาติด้านรถไฟความเร็วสูง จึงกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อผลิตบัณฑิตด้านวิศวกรรมศาสตร์รถไฟความเร็วสูงร่วมกับมหาวิทยาลัย Southwest Jiaotong ภายใต้ชื่อหลักสูตร “วิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train Engineering)” เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และก่อตั้งสถาบัน KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. เพื่อจัดฝึกอบรม ให้ความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านรถไฟความเร็วสูง

Prof. Yao Faming รองอธิการบดี Southwest Jiaotong University (SWJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า ระบบรางรถไฟไทย-จีนเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของนโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (one belt one road)” เป็นการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในแถบคาบสมุทรอินโดจีนโดยเฉพาะระหว่างไทยและจีนถือเป็นถนนสายหลักและกุญแจสำคัญ ด้วยความก้าวหน้าของนโยบาย one belt one road ส่งผลให้ไทยและจีนมีโอกาสมากขึ้นในการผลักดันและพัฒนาการขนส่งระบบราง

มหาวิทยาลัยเซาท์เวสต์เจียวทงในฐานะสถาบันอุดมศึกษาด้านวิศวกรรมแห่งแรกของประเทศจีน และเป็นสถานศึกษาด้านของการรถไฟแห่งแรกๆ ของจีน ได้ขับเคลื่อนงานด้านวิศวกรรมมาตลอด 127 ปี ผลิตผู้มีความรู้ความสามารถกว่า 300,000 คน และได้ผลิตนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศกว่า 60 คน และผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจและออกแบบทางวิศวกรรมระดับประเทศอีก 31 คน เพื่อก้าวจากอันดับหนึ่งของจีนสู่อันดับหนึ่งของโลก

โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงของประเทศจีน ถือเป็นการสร้างต้นแบบนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมการขนส่งของจีน การก่อตั้งสถาบันระบบรางเทียนโย่ว โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยเซาท์เวสต์เจียวทงจะก่อเกิดคุณประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย นำเอาจุดเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัย หลอมรวมเป็นการแลกเปลี่ยนทางการศึกษารูปแบบใหม่ระหว่างจีน-ไทย

รศ.ดร.รัชพล สันติวรากร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Southwest Jiaotong University มาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตร “วิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง” (High Speed Train Engineering) รองรับกับเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และรวมถึงการนำความเจริญสู่ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ จึงต้องพัฒนาบัณฑิตที่มีความรู้มีคุณภาพและศักยภาพพร้อมรองรับในตลาดแรงงานในอนาคตตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความพร้อมในด้านทรัพยากรบุคลากร มีผู้เชี่ยวชาญ กอปรกับมีความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีที่แน่นแฟ้นกับ Southwest Jiaotong University ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีนในด้านเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง โดยได้มีการแลกเปลี่ยน การเยี่ยมเยือนการประชุมหารือในการจัดทำหลักสูตรร่วมกัน

ตลอดจนได้รับสนับสนุนจากกงสุลใหญ่ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ณ จังหวัดขอนแก่น หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ช่วยคณะวิศวกรรมศาสตร์ขับเคลื่อนการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในด้านวิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง ในยุคดิจิทัล ให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บัณฑิตในตลาดแรงงานยุคแห่งการแข่งขันมีโอกาสได้งานทำสูงในตลาดแรงงาน กอปรกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการผลิตบัณฑิตคุณภาพสู่สังคม Future Global Citizens

สำหรับพิธีลงนามการจัดตั้งและเปิดศูนย์The KKU-SWJTU Tianyou Railway Institute และหลักสูตร (High Speed Train) ในครั้งนี้ มีข้อตกลงสำคัญ เพื่อส่งเสริมการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกัน แลกเปลี่ยนเยี่ยมชม และฝึกอบรมด้านการขนส่งทางราง แลกเปลี่ยนบุคลากรและนักศึกษาทั้งสองสถาบัน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับสูงรวมไปถึงการผลิตบัณฑิตที่จะตอบสนองความต้องการในอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงของประเทศ เพื่อสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความสามารถมีคุณภาพและศักยภาพด้านวิศวกรรมรถไฟความเร็วสูง เพื่อรองรับในตลาดแรงงาน โดยมีระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2566-2571)