‘ม.มหิดล’บ่มเพาะ‘ผู้นำสังคม’ สู่การสร้าง‘นวัตกรรม-พลังสังคม’ด้วย‘ปัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744121

‘ม.มหิดล’บ่มเพาะ‘ผู้นำสังคม’ สู่การสร้าง‘นวัตกรรม-พลังสังคม’ด้วย‘ปัญญา’

‘ม.มหิดล’บ่มเพาะ‘ผู้นำสังคม’ สู่การสร้าง‘นวัตกรรม-พลังสังคม’ด้วย‘ปัญญา’

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โลกยุคใหม่ท้าทายด้วยโจทย์ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นหน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาที่จะต้องคอยบ่มเพาะ “ผู้นำสังคม” ให้ถึงพร้อมด้วย “ปัญญา” เพื่อนำไปสู่ “นวัตกรรม=หนทางแก้ไข” ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล โดย โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน จึงได้เปิด “หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (หลักสูตรพหุวิทยาการ)” ให้เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้นำสังคมด้วยการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้เรียน

โดยทั้งบุคคลทั่วไป (Upskill & Reskill) และนำนักศึกษาปริญญาโทสามารถนำองค์ความรู้จากการคิดใหม่ทำใหม่ไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนต่อไป ตามปณิธาน “ปัญญาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรศ.ดร.วรรณา ประยุกต์วงศ์ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชานวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (หลักสูตรพหุวิทยาการ)โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ม.มหิดล กล่าวว่า ด้วยการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) และกรอบคิดเติบโต (Growth Mindset)

จะทำให้ผู้นำสังคมมองไปข้างหน้าได้อย่างมีทิศทาง เป็นหลักตรรกะวิทยาศาสตร์ อันเป็นพลวัตที่มองด้วยเหตุและผล ครอบคลุมทั้งผลผลิต ผลลัพธ์และผลกระทบ เพราะหากผลไม่ดี ก็จะกลับมาเป็นเหตุใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่หากหยุดมองปัญหาโดยไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพียงพยายามเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแล้วใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ไปทำให้เกิดประโยชน์สุข จะสามารถตัดวงจรของปัญหาสู่หนทางแห่งปัญญาได้

ทั้งนี้ “ทักษะการคิดเชิงระบบและวิทยาศาสตร์สู่กรอบคิดการเติบโต” เป็นหนึ่งในรายวิชาของหลักสูตรฯ ที่ฝึกนักศึกษาโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้รู้จักการคิดเชิงระบบได้อย่างน่าสนใจ จากการที่ ผศ.ดร.กิตติคุณ หมู่พยัคฆ์ อาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรฯ ได้นำ “เกมสามเหลี่ยมด้านเท่า” มาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด หากคิดและวิเคราะห์โดยมองเห็น “ประโยชน์สุข” ทั้งของตนเองและผู้อื่น ก็จะสามารถบรรลุสู่ความสำเร็จที่มั่นคงได้ต่อไปไม่ยาก เช่นเดียวกับการสร้างสามเหลี่ยมด้วยการช่วยกันคิดวิเคราะห์ จะทำให้ได้ด้านที่เท่ากันมาบรรจบกันเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ในเวลาไม่นาน

นอกจากทักษะการคิดเชิงระบบและวิทยาศาสตร์สู่กรอบคิดการเติบโต ที่จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการค้นพบหนทางลัดสู่การสร้างพลังสังคมที่ยั่งยืนแล้ว หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (หลักสูตรพหุวิทยาการ)โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้รับการออกแบบให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตามรอย“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จาก “ศาสตร์พระราชา” ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้เป็น “ที่พึ่ง” ได้ในทุกช่วงเวลาของทุกชีวิต!!!

‘กสม.’แนะปรับปรุงขั้นตอนขออนุญาต ‘จัดการศึกษาโดยครอบครัว’หลังพบเหตุล่าช้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744119

‘กสม.’แนะปรับปรุงขั้นตอนขออนุญาต ‘จัดการศึกษาโดยครอบครัว’หลังพบเหตุล่าช้า

‘กสม.’แนะปรับปรุงขั้นตอนขออนุญาต ‘จัดการศึกษาโดยครอบครัว’หลังพบเหตุล่าช้า

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่13 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนกันยายน 2565 ระบุว่า ผู้ร้องมีหนังสือเมื่อเดือนเมษายน 2564 ถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม หรือ สพม.นครปฐม (ผู้ถูกร้อง) เพื่อยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวให้แก่บุตรของผู้ร้อง ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2564

แต่เอกสารสูญหาย ผู้ร้องจึงยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาต่อผู้ถูกร้องใหม่ เมื่อเดือนกันยายน 2564 จากนั้นได้เข้าพบเพื่อหารือเรื่องแผนการจัดการศึกษาร่วมกับผู้ถูกร้องหลายครั้ง ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ผู้ร้องได้หารือแผนการจัดการศึกษาร่วมกับ สพม.นครปฐม จนครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ สพม.นครปฐม ได้ประทับตราลงรับในวันที่หารือ และเสนอไปยังคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครปฐมพิจารณา ต่อมาคณะกรรมการฯ มีมติอนุญาตให้ผู้ร้องจัดการศึกษา ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี 1-3

สพม. นครปฐม จึงมีหนังสือเมื่อเดือนมีนาคม 2565 แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องทราบ แต่ไม่ตรงตามระดับชั้นตามคำขอและไม่ระบุระยะเวลาเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด ผู้ร้องเห็นว่า การพิจารณาอนุญาตจัดการศึกษาล่าช้า ส่งผลให้บุตรของผู้ร้องได้รับการประเมินเลื่อนชั้นและจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นล่าช้าออกไปจึงขอให้ตรวจสอบ และมีความประสงค์ให้เสนอรายชื่อบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการวัดผลและประเมินผล และให้บุตรของผู้ร้องได้รับการวัดและประเมินผลในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 2พร้อมกันให้แล้วเสร็จภายในปีการศึกษา 2565 เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

กสม. พิจารณาจากข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว จึงประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยัง สพม.นครปฐม ให้พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งผลการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สรุปได้ว่า กรณีขอให้บุคคลภายนอกที่ผู้ร้องเสนอชื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่า ไม่สามารถอนุญาตให้นำบุคคลที่ผู้ร้องเสนอชื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการได้ เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539ซึ่งกรณีนี้ กสม. จะดำเนินการติดตามผลต่อไป

ส่วนกรณีขอให้บุตรชายทั้งสองของผู้ร้องได้รับการวัดและประเมินผลทั้งชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 พร้อมกัน ให้แล้วเสร็จภายในปีการศึกษา 2565 เพื่อไม่ให้ผู้เรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นล่าช้า สพม.นครปฐม ได้ออกมาตรการเยียวยาแก่บุตรทั้งสองของผู้ร้องในเบื้องต้นแล้ว แต่ปัญหาของผู้ร้องยังไม่ได้รับการแก้ไข กสม. จึงมีมติรับไว้เป็นคำร้องเพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายวสันต์ กล่าวต่อไปว่า กสม. เห็นว่า สิทธิในการศึกษาของเด็กได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ทั้งนี้ กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 กำหนดให้ ครอบครัว ซึ่งประสงค์จะจัดการศึกษายื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาต่อสำนักงาน และกำหนดให้ สำนักงานเสนอคำขออนุญาตจัดการศึกษาให้คณะกรรมการพิจารณาโดยเร็วและแจ้งผลการพิจารณาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่ผู้ร้องได้แก้ไขปัญหาเอกสารสูญหาย โดยยื่นคำขออนุญาตใหม่ ซึ่งมีผลเป็นคำขอตามกฎหมายแล้ว ต่อมาคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครปฐมมีมติเห็นชอบอนุญาตให้ผู้ร้องจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2564 และแจ้งให้ผู้ร้องทราบเป็นหนังสือ รวมเป็นระยะเวลานับแต่วันที่คำขอมีผลตามกฎหมาย จนถึงวันแจ้งผลเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 40 วัน ซึ่งเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกร้องได้รับคำขออนุญาตจัดการศึกษาของผู้ร้อง

แต่เมื่อพิจารณาระยะเวลาตั้งแต่วันที่ผู้ร้องยื่นคำขอครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2564 จนเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ณ วันที่คำขอมีผลตามกฎหมายคิดเป็นระยะเวลา 265 วัน ดังนั้น การที่เอกสารของผู้ร้องสูญหายทั้งที่มีบุคคลลงชื่อรับไว้ ตลอดจนผู้ถูกร้องใช้ระยะเวลาการพิจารณาคำขอของผู้ร้องล่าช้า ส่งผลกระทบต่อสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนกรณีการวัดผลและประเมินผลล่าช้า ต่อเนื่องจากการพิจารณาคำขออนุญาตล่าช้านั้น สพม.นครปฐม ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องนำบุตรทั้งสองเข้ารับการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อพิจารณาเลื่อนชั้นกลางปีแล้ว อันเป็นการดำเนินการตามหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 จึงให้มีมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้แก้ไขปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคำขออนุญาต

โดยปรับปรุงแนวทางการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ในส่วนของขั้นตอนการยื่นแบบแสดงความประสงค์จะขอจัดการศึกษา สำหรับการจัดทำแผนการจัดการศึกษาที่กำหนดให้ครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาร่วมกัน โดยกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้แผนการจัดการศึกษาครบถ้วนสมบูรณ์โดยเร็ว เพื่อให้ครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาสามารถคาดหมายระยะเวลาที่จะรับการพิจารณาอนุญาตให้จัดการศึกษาได้ทันปีการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาดำเนินการ สรุปได้ดังนี้ (1) ให้ สพม. นครปฐม วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยใช้ข้อมูลจากการเรียนการสอนตามแผนการจัดการศึกษาที่ร่วมกำหนดกับผู้ร้อง เพื่อไม่ให้ผู้เรียนหรือผู้จัดการศึกษาเกิดความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความไม่สอดคล้องกันระหว่างแผนการสอนกับการวัดและประเมินผล หรืออาจกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ถูกร้องกำหนดรายชื่อในบัญชีร่วมเป็นกรรมการด้วย โดยต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(2) ให้ผู้ร้องนำบุตรทั้งสองเข้ารับการวัดผลและประเมินผล เพื่อให้สามารถเลื่อนชั้นตามแนวทางการวัดผลและประเมินผลในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หรือเข้ารับการวัดผลและประเมินผลเพื่อเลื่อนชั้นกลางปีตามแนวทางการดำเนินงานการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว และเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎหมาย

(3) ให้กระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา และ สพฐ.ร่วมกันพิจารณาทบทวนโครงสร้างหน่วยงานการกำกับดูแลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่มีปรัชญาแนวคิดการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจากปรัชญาแนวคิดการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสอดคล้องกัน และเห็นควรจัดให้มีหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกในการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ให้คำปรึกษาแนะนำ และรับเรื่องร้องเรียน ตลอดจนให้ความรู้ ส่งเสริม และสนับสนุนด้านวิชาการ ด้านการบริหารจัดการ กรณีเกิดปัญหาอุปสรรคหรือข้อขัดข้องในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

พระราชทานเพลิงศพ’พระราชวิจิตรการ’อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744182

พระราชทานเพลิงศพ'พระราชวิจิตรการ'อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

พระราชทานเพลิงศพ’พระราชวิจิตรการ’อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.34 น.

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตรวรวิหาร

วันนี้ (16 ก.ค.66) เวลา 17.00 น.ที่เมรุชั่วคราว วัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตร วรวิหาร โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร สมเด็จพระพุทธพจนวชิรมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 (ธ) เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ วรวิหาร พระสังฆาธิการ พระเถระ นายชูชาติ ฉุยกลม ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ 10 นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารส่วนราชการ หน่วยงานภาคเอกชน ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

โอกาสนี้ คณะเจ้าภาพร่วมทอดผ้าไตรบังสุกุล จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ทอดผ้าไตรบังสุกุลบนภูษาโยงหน้าหีบศพ เสร็จแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร อัญเชิญผ้าไตรประทานของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทอดบนภูษาโยงหน้าหีบศพ นายชูชาติ ฉุยกลม ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ 10 เป็นผู้อัญเชิญพระไตรพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดบนภูษาโยงหน้าหีบศพ โดยเมื่อถึงเวลาตามหมายกำหนดการสำนักพระราชวัง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 อดีตเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์วัดเศวตฉัตร วรวิหาร นายชูชาติ ฉุยกลม ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ 10 อัญเชิญดอกไม้จันทน์พระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีวางหน้าหีบศพ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัญเชิญดอกไม้จันทน์ประทานของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วางหน้าหีบศพ จากนั้น พระสังฆาธิการ พระเถระ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ร่วมวางดอกไม้จันทน์ เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) มีสถานะเดิม ชื่อ ภักดิ์ นามสกุล ดีประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2471 บิดาชื่อ นายยอม มารดาชื่อ นางเต่า ที่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 7 ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยได้เข้าบรรพชา เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2488 ณ วัดโพธิ์เกรียบ ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง มีพระครูจันทรโพธิคุณ วัดโพธิ์เกรียบ เป็นพระอุปัชฌาย์ และเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2491 ณ พัทธสีมา วัดโพธิ์เกรียบ ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง มีพระเทพวิมล (ชุ่ม ติสาโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระสังวรวิมล วัดทองนพคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูจันทรโพธิคุณ วัดโพธิ์เกรียบ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดชิต วัดโพธิ์เกรียบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า ด้านการศึกษา ท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุทธาประมุข อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2487 และสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก ณ วัดชัยมงคล อำเภอโพธิ์ทอง สำนักเรียนคณะจังหวัดอ่างทอง เมื่อปี 2490 จากนั้นสามารถสอบไล่ได้เปรียญธรรม 8 ประโยค สำนักเรียนวัดทองนพคุณ กรุงเทพมหานคร ในปี 2509 โดยมีความชำนาญพิเศษ เป็นผู้ถนัดในงานนวกรรม จิตรกรรมไทยและสถาปัตยกรรม ในด้านงานปกครองคณะสงฆ์ ปี 2500 เป็นเลขานุการเจ้าคณะเขตคลองสาน และราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ปี 2511 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดทองนพคุณ กรุงเทพมหานคร และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ปี 2534 เป็นพระอุปัชฌาย์ วิสามัญ จากนั้นในปี 2540 เป็นเจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร วรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร และในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ 7/2558 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ได้มีมติอนุมัติตามที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในขณะนั้น แจ้งตามรายงานของ พระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 ว่า พระพรหมดิลก เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร รายงานว่า พระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) อายุ 87 พรรษา 67 ป.ธ. 8 เจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ได้ปฏิบัติหน้าที่มาโดยเรียบร้อย จนถึงชราภาพ สมควรได้รับปลดเปลื้องภาระเพื่อให้พักผ่อน จึงเห็นสมควรได้รับการพิจารณายกเป็นเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์

“ในด้านสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่พระวิจิตรกรรมพิศิษฐ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2531 และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชวิจิตรการ ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2544” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรการ (ภักดิ์ อตฺถกาโม) น.ธ. เอก, ป.ธ.8 ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ณ โรงพยาบาลตากสิน ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 สิริอายุ 95 ปี 75 พรรษา

– 006

สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้น ‘พระพุทธอังคีรส-หลวงพ่อนาค’ จำลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744017

สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้น 'พระพุทธอังคีรส-หลวงพ่อนาค' จำลอง

สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้น ‘พระพุทธอังคีรส-หลวงพ่อนาค’ จำลอง

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.09 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้นพระพุทธอังคีรสจำลอง และพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง ณ สถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) คลองเก้า อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธียกฉัตรถวายกางกั้นพระพุทธอังคีรสจำลอง และพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง เป็นพุทธบูชา เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังมปริณายก ณ สถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) คลองเก้า อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระธรรมรัตนากรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง พระเทพวัชรเมธี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช รองเจ้าคณะภาค 6-7 (ธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ในนามสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) พระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม พระราชวรเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี (ธ) เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระมหาคณิศร ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระวัชรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพสรธรรมาราม พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า จังหวัดปทุมธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายคมสัน ญาณวัฒนา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ 7 อำเภอ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ไวยาวัจกรวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี และภาคีเครือข่าย เฝ้ารับเสด็จ

การนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังมราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเข้าสู่วิหาร ประทับพระเก้าอี้ พระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พระราชวรเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ฝ่ายธรรมยุต เฝ้าถวายเครื่องสักการะ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายวุฒิพงศ์ วงษ์ศรีแก้ว ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดธัญบุรี พันเอก วงศ์วิศว์ จันทร์เจริญ รองเสนาธิการทหารมณฑลทหารบกที่ 11 พันตำรวจเอก โชคชัย คณะเจริญ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี นายอินทพร จันทร์เอี่ยม รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ไวยาวัจกรวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เฝ้าถวายเครื่องสักการะ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบทูลถวายรายงาน เสร็จแล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปทรงยกฉัตร ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ แล้วทรงเจิมกำพูฉัตร และทรงจับสายสูตรยกฉัตรขึ้นถวายกางกั้นพระพุทธอังคีรสจำลอง ประธานวิหาร แล้วทรงถวายพัดรองที่ระลึกงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน 2566 และเชิงเทียนรุ่งอักษรพระนาม 1 คู่ เป็นพุทธบูชา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธอังคีรสจำลอง 

จากนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังอาคารปฏิบัติธรรม ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ แล้วทรงเจิมกำพูฉัตร ทรงจับสายสูตรยกฉัตรขึ้นถวายกางกั้นพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง ประธานอาคารปฏิบัติธรรม แล้วทรงถวายพัดรองที่ระลึกงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน 2566 และเชิงเทียนรุ่งอักษรพระนาม 1 คู่ เป็นพุทธบูชา แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปหลวงพ่อนาคจำลอง แล้วเสด็จออกจากอาคารปฏิบัติธรรม ทรงรดน้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธเจดีย์ประจำสถานปฏิบัติธรรมฯ และเสด็จกลับเข้าวิหาร  พุทธศาสนิกชนเฝ้าถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงกรวดน้ำ เสร็จแล้ว ประทานพระวโรกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาโดยเสด็จพระกุศลเฝ้ารับประทานของที่ระลึก และประทานพระสัมโมทนียกถา แล้วเสด็จกลับ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดเมตตาประทานพระสัมโมทนียกถา มีใจความว่า “ขออนุโมทนาสาธุการ ที่ท่านทั้งหลายพรั่งพร้อมกันมาร่วมบำเพ็ญกุศล ณ สถานปฏิบัติธรรม บนที่ธรณีสงฆ์ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อเป็นเกียรติแก่อาตมภาพ เนื่องในวาระที่มีอายุ 96 ปี และในวันนี้เป็นโอกาสพิเศษ ที่ได้ร่วมกันประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธาน และยกฉัตรถวายกางกั้น เพื่อเป็นพุทธบูชา และเป็นการสั่งสมบุญนิธิไว้ในพระพุทธศาสนา หลังจากได้มาวางศิลาฤกษ์สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน อาตมภาพก็เฝ้าติดตามข่าวคราวการจัดสร้างอย่างใกล้ชิด พอได้มาเห็นความคืบหน้าจนใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ก็รู้สึกมีกำลังใจ ดุจได้รับของขวัญพิเศษ เพราะสถานที่แห่งนี้ จะอำนวยประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่ชาวโลก ตามวิถีแห่งพระพุทธศาสนา การจะบำรุงรักษาสถานที่อันกว้างใหญ่ เพื่อการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการเจริญพระกรรมฐานนั้น ยังต้องอาศัยทุนนิธิ เป็นเครื่องค้ำจุนให้ยั่งยืนต่อไป ในนามของวัดราชบพิธ จึงขอบอกบุญเป็นพิเศษไว้ เพื่อท่านทั้งหลายจำได้ร่วมกันฝังขุมทรัพย์แห่งบุญไว้ในพระพุทธศาสนาร่วมกันอีกครั้ง

“วันนี้พวกเราทั้งหลาย มาร่วมกันสถาปนาหัวใจของสถานปฏิบัติธรรม คือองค์พระพุทธปฏิมาสำหรับเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณ ทั้งนี้ พระพุทธอังคีรส และหลวงพ่อนาค ที่ทุกท่านได้กระทำสักการบูชาอยู่ในบัดนี้ เป็นพระพุทธรูป“ศักดิ์สิทธิ์” สถิตเป็นประธานแห่งวัดราชบพิธมานานนับร้อยปี คำว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ที่อาตมภาพกล่าวนี้ มีความหมายว่า “ทรงอานุภาพให้สำเร็จได้สมความประสงค์” อาตมภาพไม่ได้หมายถึงอำนาจลี้ลับ หากแต่หมายถึง พระพุทธานุภาพโดยธรรมะ หรืออานุภาพของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นของสมเด็จพระบรมศาสดา เจ้าของรูปพระปฏิมาทั้งสองนั้น มีมากมหาศาลสุดที่จะประมาณได้ พระพุทธศาสนาสามารถเปลี่ยนคนชั่วให้เป็นคนดี ฉุดรั้งคนจะตกนรกให้ขึ้นสวรรค์ เปลี่ยนคนยากไร้ให้กลับเป็นมั่งมี สอนคนโง่ให้กลายเป็นคนฉลาด และสำคัญที่สุดคือ สามารถขัดเกลาชำระล้างคนสกปรกด้วยกิเลส ให้กลับกลายเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์หมดจดอย่างสิ้นเชิงด้วยปัญญา กระทั่งหลุดพ้นจากห้วงทุกข์แห่งสังสารวัฏ นี้คืออานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้า อาตมภาพจึงขอให้ทุกท่านได้สำเร็จสมความประสงค์สูงสุดทางพระพุทธศาสนา ด้วยการเจริญพุทธานุสติ เป็นเบื้องต้น และด้วยการศึกษาพระกรรมฐานกองอื่น ๆ ต่อไป และขออนุโมทนาสาธุการอีกครั้งที่ทุกท่านได้พากเพียรทำหน้าที่ของพุทธบริษัทมาด้วยดี และขออำนวยพรให้ทุกท่านจงเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย รุ่งเรืองในพระพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นสืบไป เทอญ.” เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถาในช่วงท้าย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบทูลรายงาน ความว่า สถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตั้งอยู่บนที่ธรณีสงฆ์ขนาดประมาณ 129 ไร่ ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม คลองเก้า อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แห่งนี้ บังเกิดขึ้นจากกุศลเจตนาของคณะสงฆ์ ตลอดจนสาธุชนทุกหมู่เหล่า ที่ปรารถนาจะสร้างถาวรสถาน แห่งศุภวารสมโภช 150 ปีแห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พุทธศักราช 2563 เป็นโครงการต่อเนื่องถึงการจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระกุศล ประกอบด้วย เสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างสำคัญ ได้แก่ วิหาร อาคารปฏิบัติธรรม ตำหนักที่ประทับ อาคารสังฆิกเสนาสนะ และอาคารที่พักผู้ปฏิบัติธรรม เป็นต้น แวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ตามแผนการสร้างสรรค์ภูมิทัศน์ให้เป็นรมณียสถานสัปปายะแก่การเจริญจิตตภาวนา ตามพระนโยบายของสมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่โปรดประทานไว้ อีกทั้งยังมีการจัดทำแปลงเกษตรสาธิตตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และในรัชกาลปัจจุบัน สำหรับเกื้อกูลประโยชน์ต่อการศึกษาเรียนรู้ของชุมชนแวดล้อม

“นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ขอเข้าใช้สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ เป็นที่ตั้งสถาบันกรรมฐานศึกษาซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตณาณ สมเด็จพระสังมราช สกลมหาสังฆปริณายกโปรดประทานนามว่า “สถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) นับเป็นพระกรุณาคุณอันล้นพ้น และเป็นนิมิตหมายอันดีที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้จักได้บังเกิดประโยชน์ใช้สอยอย่างเป็นรูปธรรมต่อการศึกษา วิจัย ปฏิบัติ และพัฒนาสุขภาวะทั้งทางกายและ ทางจิตใจ ตลอดจนการอบรมพัฒนาสติปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งบัดนี้การก่อสร้างได้ดำเนินลุล่วงไปเป็นอันมาก เป็นศุภนิมิตประจวบมงคลสมัยแห่งพระชนมายุ 8 รอบ ประกอบกับการหล่อและประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธานวิหารและอาคารปฏิบัติธรรม ได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ นับเป็นศรีสง่า เป็นศูนย์รวมจิตใจที่เจริญพุทธานุสติของปวงพุทธบริษัท ประจำสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย อย่างยั่งยืนสืบไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

อนึ่ง เมื่อเวลา 13.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำหัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชน ประกอบพิธีสมโภชพระพุทธอังคีรสจำลอง พระพุทธปฏิมาประธานวิหาร โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์สมโภช มีพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เผยผลพิสูจน์ ‘พระธาตุ’ 5 สถาบันระดับชาติ ชี้พบโปรตีนในสสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743970

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เผยผลพิสูจน์ 'พระธาตุ' 5 สถาบันระดับชาติ ชี้พบโปรตีนในสสาร

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เผยผลพิสูจน์ ‘พระธาตุ’ 5 สถาบันระดับชาติ ชี้พบโปรตีนในสสาร

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.05 น.

คณะศิษย์ครูบาฉ่าย เปิดผลพิสูจน์ 5 สถาบันระดับชาติ พบโปรตีนในสสารซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่างที่ออกมาจากร่างกาย “ครูบาฉ่าย”

จากกรณีที่ครูบาฉ่าย คัมภีรปัญโญ วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี อ้างว่านั่งอยู่เฉยๆ เหงื่อก็ออกมาเป็นเม็ดสีเล็กๆ วิบวับลูกศิษย์ลองเอามือลูกตัวเนื้อตัว ก็มีเม็ดสีเหล่านั้นติดมือออกมา ไปล้างมือก็มีเม็ดสีหลุดออกมาจากร่างกาย เชื่อว่าเป็นเม็ดพระธาตุ ขณะที่ก่อนหน้านี้ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ก็อยากให้นำไปพิสูจน์เช่นกัน ว่าคืออะไร ในขณะนั้นครูบาฉ่าย ยืนยันว่า ไม่เชื่อว่าเป็นพระธาตุอะไร น่าจะเป็นรังแคมากกว่า จากนั้นได้อนุญาตให้อาจารย์อ๊อด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำไปตรวจที่ห้องแลบ โดยผลการตรวจยืนยันทางวิทยาศาสตร์พบว่า เป็นเม็ดพลาสติกซึ่งไม่ใช่พระธาตุนั้น

ล่าสุดเมื่อช่วงช่วงวันนี้ (15 ก.ค.66) คณะศิษย์ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ โดยคุณพรรณปพร วงศ์วรกุล ได้แถลงชี้แจงผลตรวจสสารที่ออกมาจากร่างกายของพระครูบาฉ่าย หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “พระธาตุ” ซึ่งหมายถึงธาตุ 4 ในร่างกายมนุษย์ ที่สวนฉัตรรวีวัฒน์ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โดยการนำผลการทดลอง และผลจากการส่งตรวจ ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ,สำนักงานปรมาณูแห่งชาติ ,กรมทรัพยากรธรณี ,กรมวิทยาศาสตร์บริการ และสถาบันอัญมณีแห่งชาติ(git) พบว่าเม็ดสสารนั้นมีองค์ประกอบจากสิ่งมีชีวิตอยู่ และเมื่อคณะศิษย์ตรวจพบสารสำคัญ คือในเม็ดสสารมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกับเส้นผมของมนุษย์ โดยสามารถตรวจพิสูจน์ได้ด้วยความรู้พื้นฐานในการตรวจโปรตีนทั่วไป ด้วยคอปเปอร์ซัลเฟต และโซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งหักล้างผลตรวจของอาจารย์ อ๊อด ที่ให้ข่าวว่า พระธาตุจากวัดนี้ เป็นเม็ดพลาสติกโดยสิ้นเชิง โดยคณะศิษย์ได้ทดสอบเปรียบเทียบกับเม็ดพลาสติกสารกันชื้นเรซิ่น ที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะไม่มีโปรตีนจากการตรวจพิสูจน์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ทางคณะศิษย์ฯ ไม่ได้ต้องการเอาชนะใคร หรือนำเอาผลตรวจที่ได้ไปอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่ผิดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่การพิสูจน์ครั้งนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของสสารที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เองตามธรรมชาติเท่านั้น

ศธ.จัดมหกรรมแก้หนี้ครูอีสาน เผยช่วยได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743955

ศธ.จัดมหกรรมแก้หนี้ครูอีสาน เผยช่วยได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

ศธ.จัดมหกรรมแก้หนี้ครูอีสาน เผยช่วยได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.32 น.

กระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่อุดรธานี จัดมหกรรมยกขบวน 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ภาครัฐ-เอกชน-สถาบันการเงิน นัดรวมครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคอีสาน แก้หนี้ครู ให้ความรู้เรื่องการเงิน หวังปรับความสมดุลหนี้ครูทั้งระบบอย่างยั่งยืน เผยช่วยแก้หนี้ครูทั่วประเทศได้แล้วเกือบ 2,000 ล้านบาท

วันนี้ (15 ก.ค.66) ที่ห้องประชุม โรงแรมสยามแกรนต์ จ.อุดรธานี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และผู้บริหาร ศธ.ร่วมถึง 16 หน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” 4 ภูมิภาค ครั้งที่ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ห้องประชุมสยามมนต์ตรา คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมสยามแกรนด์ อุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับภูมิภาค ด้วยการจัดมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด โดยเดินทางมาถึงครั้งสุดท้าย นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการเมื่อต้นปี 2566 ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2566  ซึ่ง ศธ.ร่วมมือกับ 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กระทรวงการคลัง กรมบังคับคดี และสถาบันการเงินชั้นนําของประเทศไทย รวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจังทั้งระบบ 

โดยความสำเร็จของการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ครั้งที่ผ่านมา มีดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 626 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 785 ล้านบาท ภาคตะวันออก ที่จังหวัดสระแก้ว มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 143 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 175 ล้านบาท ภาคเหนือ ที่จังหวัดพิษณุโลก มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 199 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 274 ล้านบาท และล่าสุดภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 393 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 615 ล้านบาท

“ภาพรวมตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ มีครูที่ได้รับการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้แล้วจำนวน 1,361 ราย แก้ไขหนี้ได้กว่า 1,849 ล้านบาท รวมถึงอบรมให้ความรู้วินัยการเงินสำเร็จแล้วกว่า 6,500 ราย ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันงานนี้เพื่อให้ครูไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและถึงงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยครั้งนี้จะเดินทางมาเป็นจังหวัดสุดท้าย แต่ ศธ.ยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาความเดือนร้อนของครูไทยทั้งระบบให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะขยายผลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าหมายฝึกอบรมหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้ครูไทยทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้ครูไทยมีระเบียบวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง มีสภาพคล่องทางการเงินที่สมดุลในการจัดการภาระหนี้สิน และมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นได้จริง” นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าว

นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานภาคอีสาน ครั้งที่ 5 ที่จังหวัดอุดรธานี ศธ.มีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูระดับพื้นที่ทั้งระบบอย่างยั่งยืน ใน 3 มิติ โดยมิติแรกเน้นการอบรมให้ความรู้ทางการเงินในด้านการออม การลงทุน การบริหารจัดการหนี้ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่าง ๆ เช่น จัดการเงินดี Happy แน่นอน, รู้คิดพิชิตหนี้, รู้ทันภัยการเงิน เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน-การลงทุน-ภาษี บริหารรายรับ-รายจ่าย และจัดการหนี้สินของตนเองและครอบครัวได้ มิติที่ 2 เปิดให้คำปรึกษา เจรจา ไกล่เกลี่ย ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติการบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูไทยเข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงได้รับการผ่อนปรนและสิทธิพิเศษจากสถาบันการเงินเป็นกรณีพิเศษ และมิติที่ 3 เร่งผลักดันและดำเนินการตามกลยุทธ์ที่ได้กำหนดไว้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูให้ยั่งยืน – 003

ครูอีสานเฮ! ศธ.ลงพื้นที่อุดรธานี แก้หนี้สิน-ให้ความรู้การเงิน ปักหมุดช่วยปรับสมดุลหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743929

ครูอีสานเฮ! ศธ.ลงพื้นที่อุดรธานี แก้หนี้สิน-ให้ความรู้การเงิน ปักหมุดช่วยปรับสมดุลหนี้

ครูอีสานเฮ! ศธ.ลงพื้นที่อุดรธานี แก้หนี้สิน-ให้ความรู้การเงิน ปักหมุดช่วยปรับสมดุลหนี้

วันเสาร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 13.01 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2566 ที่ ห้องประชุมสยามมนต์ตรา คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมสยามแกรนด์ อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำโดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ. ร่วม 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้ง ภาครัฐ-ภาคเอกชน-สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” 4 ภูมิภาค ครั้งที่ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต้อนรับ

นางสาวตรีนุช  กล่าวในการเป็นประธานพิธีเปิดงานฯ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับภูมิภาค ด้วยการจัดมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด โดยครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการเมื่อต้นปี 2566 ในระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2566 ซึ่ง ศธ. ร่วมมือกับ 16 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กระทรวงการคลัง กรมบังคับคดี และสถาบันการเงินชั้นนําของประเทศไทย รวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจังทั้งระบบ โดยความสำเร็จของการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ครั้งที่ผ่านมา มีดังนี้ 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 626 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 785 ล้านบาท ภาคตะวันออก ที่จังหวัดสระแก้ว มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 143 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 175 ล้านบาท  ภาคเหนือ ที่จังหวัดพิษณุโลก มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 199 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 274 ล้านบาท ล่าสุดภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีครูได้รับการไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 393 คน แก้ไขหนี้ได้กว่า 615 ล้านบาท

“ภาพรวมตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ มีครูที่ได้รับการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จำนวน 1,361 ราย แก้ไขหนี้ได้กว่า 1,849 ล้านบาท รวมถึงอบรมให้ความรู้วินัยการเงินสำเร็จแล้ว จำนวนกว่า 6,500 ราย ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันงานนี้เพื่อให้ครูไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และถึงแม้งานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยจะเดินทางถึงครั้งสุดท้าย แต่ ศธ. ยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาความเดือนร้อนของครูไทยทั้งระบบให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะขยายผลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าหมายฝึกอบรมหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้ครูไทยทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้ครูไทยมีระเบียบวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง มีสภาพคล่องทางการเงินที่สมดุลในการจัดการภาระหนี้สิน และมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นได้จริง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้านนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงานภาคอีสาน ครั้งที่ 5 ที่จังหวัดอุดรธานี ศธ. มีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูระดับพื้นที่ทั้งระบบอย่างยั่งยืน ใน 3 มิติ โดยมิติแรก เน้นการอบรมให้ความรู้ทางการเงินในด้านการออม การลงทุน การบริหารจัดการหนี้ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่าง ๆ เช่น จัดการเงินดี Happy แน่นอน, รู้คิดพิชิตหนี้, รู้ทันภัยการเงิน เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน-การลงทุน-ภาษี บริหารรายรับ-รายจ่าย และจัดการหนี้สินของตนเองและครอบครัวได้  มิติที่ 2 เปิดให้คำปรึกษา เจรจา ไกล่เกลี่ย ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติการบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูไทยเข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงได้รับการผ่อนปรนและสิทธิพิเศษจากสถาบันการเงินเป็นกรณีพิเศษ และมิติที่ 3 เร่งผลักดันและดำเนินการตามกลยุทธ์ที่ได้กำหนดไว้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูให้ยั่งยืน ได้แก่

1) สร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การอบรมให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงิน การออม การลงทุน และการบริหารจัดการหนี้สิน, ให้คำปรึกษาทางการเงิน, จัดงบประมาณการใช้เงินในหมวดหมู่ต่าง ๆ การใช้เงินต่อเงิน การลงทุน การกู้ยืม ภาษี และการบริหารจัดการเรื่องการเงินส่วนตัวในภาพรวมให้เกิดความสมดุล   

2) บริหารจัดการแบบพุ่งเป้า (Targeted management) พบปัญหาเร่งช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าเพื่อปรับสมดุลหนี้ อาทิ ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี (หนี้วิกฤต / NPL), ปรับโครงสร้างหนี้, เจรจาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้, จัดหา soft loan (แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ)   

3) พัฒนาระบบการจัดการข้อมูลหนี้ครู (Management Information System) จัดทำฐานข้อมูลกลุ่มลูกหนี้ครูตามสถานะและเชื่อมโยงฐานข้อมูลหนี้ครูทั้งระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ทั้งกลุ่มลูกหนี้วิกฤต, ลูกหนี้ (เงินเหลือน้อยกว่า 30%), ลูกหนี้ (สถานะปกติ) และกลุ่มผู้ค้ำประกัน  4) พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อสร้างความแข็งแรงสหกรณ์ออมทรัพย์ครู (Support System) เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศและสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ งานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” 4 ภูมิภาค ครั้งที่ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 -16 กรกฎาคม 2566 ที่ ห้องประชุมสยามมนต์ตรา คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมสยามแกรนด์ อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีครูจากจังหวัดจังหวัดอุดรธานี บึงกาฬ หนองบัวลำภู หนองคาย และ จังหวัดเลย เข้าร่วม
 

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743895

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.54 น.

นักกฎหมายชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์ในเวทีระหว่างประเทศ จวกทำลายโอกาสการศึกษา-พบนักเรียนกว่า 50 คนได้รหัส G แล้ว แต่ถูกใช้ พรบ.คนเข้าเมืองบังคับ หนูน้อยขอกลับมาเรียนต่อในไทยแต่ยังไร้หน่วยงานรัฐเหลียวแล

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายหน่วยงานภาครัฐ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ร่วมกันผลักดันเด็กจำนวน 126 คนของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์กลับประเทศพม่าเนื่องจากเข้าเมืองผิดกฏหมาย ว่า พม่าไม่ใช้ดินแดนที่ปลอดภัยและไม่มีโรงเรียนดีๆใครๆก็รู้ รวมทั้งไม่ใช่ตลอดแรงงานที่ดี จึงเห็นข่าวจำนวนมากที่เล่าเรื่องผู้ลี้ภัยจากพม่า หรือนักเรียนที่ข้ามแดนมาเรียนจากฝั่งพม่า หรือแรงงานที่ข้ามชาติจากพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทย

ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า หลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยประโยชน์สูงสุดของเด็ก เป็นเรื่องแรกที่ถามกันเสียงดังว่า การอพยพเด็กออกจากโรงเรียนที่อ่างทองไปรอการส่งกลับที่ชายแดนไทยเมียนที่เชียงราย เป็นความคิดที่ถูกต้องต่อหลักกฎหมายนี้จริงหรือไม่  กรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.)ของรัฐไทยรอตอบคำถามในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ ได้เลยว่าการไม่มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่จังหวัดอ่างทองหรืออย่างใด

“เราเคยเห็นเด็กไร้สัญชาติจากพม่าจำนวนมากมายที่จบการศึกษาที่อ่างทอง แล้วก็มาเรียนที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็กลับไปพัฒนาพม่าในยุคของท่านอองซานซูจี  และก็ต้องกลับมาประเทศไทยอันเนื่องมาจากการรัฐประหารในพม่า    พอฝุ่นหายกระจาย ก็พบว่า เด็กๆ จากอ่างทองส่วนหนึ่ง เป็นเด็กไร้สัญชาติในเชียงรายเอง  ตอนนี้ก็ทราบแล้วว่า มาจากโรงเรียนไหนบ้าง ก็ควรจะรีบรับเด็กไปเรียนต่อ  การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้แก่เด็ก ควรที่เอ็นจีโอด้านเด็กจะต้องรวมตัวกันเพื่อส่องตะเกียงเจ้าพายุไปที่เด็กที่เสียโอกาสทางการศึกษาในประเทศนี้ การทำอะไรเงียบๆไม่น่าจะมีความสำเร็จในการคุ้มครองเด็กด้อยโอกาส  กฎหมายคุ้มครองเด็กในระดับพระราชบัญญัติและในระดับอนุสัญญา ก็เข้มแข็งมากที่จะเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยที่ทำลายโอกาสทางการศึกษาในครั้งนี้ของเด็กๆ”รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ กล่าว

ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งที่อยากตะโกนเสียงดังคือ หลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องตลาดแรงงานที่เสรีและเป็นธรรม  ซึ่งรัฐบาลไทยตั้งแต่ยุคที่นายบรรหาร ศิลปะอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คิดออกว่า การเปิดตลาดแรงงานไร้ฝีมือที่ขาดแคลนให้คนจากพม่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ของรัฐไทยก็คิดออกตั้งแต่ พ.ศ.2535  ว่า ถ้าจะจับคนจากพม่าที่เข้าเมืองผิดกฎหมายในแต่ละวัน คงไม่มีห้องกักเพียงพอ ดังนั้นการเอาพวกผู้ใหญ่มาขึ้นทะเบียนแรงงานเพื่อทำงานในตลาดงานไร้ฝีมือที่ยากลำบาก ส่วนเด็กๆ ก็ให้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาแบบสากล จึงเป็นเหตุให้มีทายาทรุ่นสองจากเมียนมามาทำงานกึ่งไร้ฝีมือหรือมีฝีมือจำนวนมากในนิคมอุตสาหกรรมชายทะเล  ความขาดแคลนแรงงานในตลาดไทยจึงพอแก้ไขในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา

“ใครๆก็รู้ว่าแรงงานจากพม่าจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแต่ผู้สูงวัยมากขึ้นทุกวัน และคนหนุ่มสาวทิ้งไปอาศัยในต่างประเทศ  ระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานไร้ฝีมือที่สร้างออกมาอย่างดีใน พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ก็ทำให้กระทรวงแรงงานของรัฐไทยก็เข้าใจการจัดการคนพม่าเข้าเมืองผิดให้เป็นถูก จึงสงสัยมากว่า ระบบราชการอีกส่วนที่อ่างทอง หรือที่ ดย.ลืมประสบการณ์ในส่วนนี้ของรัฐไทยไปได้อย่างไร สงสัยจริงๆ”ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องที่คาใจคนสอนกฎหมายมากคือ มีความตกลงในเสาหลักอาเซียนทางสังคมและวัฒนธรรมในเรื่องการพัฒนาเด็กอาเซียน ดังนั้นก่อนจะอพยพเด็กจากอ่างทอง คณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่อ่างทอง มีโอกาสคิดถึงพันธกรณีตามกฎบัตรอาเซียนนี้หรือไม่ แล้วมาที่เชียงราย ได้มีการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดเชียงรายหรือไม่

“มีหลายคำถามทางกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ควรตอบ ทั้งในระดับโลกและอาเซียน ขอเตือนว่า ถ้าคนทำงานคุ้มครองเด็กในระดับจังหวัดและระดับชาติ ลืมไปว่า กฎหมายดังกล่าวมีอยู่ ก็เตรียมตัวรับผิดชอบในทางระหว่างประเทศได้เลย  การรีบผลักเด็กออกไปให้พ้นหูพ้นตา ไม่ใช่ผลงานที่ดีหรอก  แก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนอย่างที่ทำกันในช่วง พ.ศ.2553 เป็นต้นมา  จะดีกว่า จึงควรกลับไปทบทวน”ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เด็กนักเรียน 126 คนที่ถูกนำมาพักไว้ที่บ้านเด็กต่างๆ 5 แห่งในจังหวัดเชียงราย ได้ถูกส่งกลับประเทศพม่าด้านด่านแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เกือบหมดแล้ว ที่เหลือถูกนำมาพักอยู่ที่บ้านเด็กและครอบครัว ใน อ.แม่จัน อย่างไรก็ตามมีเด็กบางส่วนต้องการที่จะเดินทางกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนฝั่งไทยอีก แต่ยังไม่มีหน่วยงานของรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีฐานะยากจนและต้องการที่มาอยู่โรงเรียนประจำที่มีที่พักด้วย เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทางข้ามแดนไปเช้า-เย็นกลับ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ในจำนวนเด็ก 126 คนพบว่ามี 54 คนที่เคยเรียนในโรงเรียนฝั่งประเทศไทยก่อนที่จะย้ายไปอยู่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 โดยเด็กเหล่านี้ได้รหัส G แล้ว นั่นหมายความว่ารัฐไทยได้เคยจัดเงินอุดหนุนให้ตามระเบียบโดยมีการลงทะเบียนเอกสารหลักฐานต่างๆไว้แล้วตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นและมีการอ้างความผิดตาม พรบ.คนเข้าเมือง ทำให้เด็กๆต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ทำให้เห็นถึงความสับสนในการใช้กฏหมายแต่ละฉบับ

เด็กนักเรียนรายหนึ่ง อายุ 11 ปี อยู่ชั้น ป.2  ซึ่เป็น 1 ในจำนวน 126 คนที่ต้องออกเรียนกลางคันจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กล่าวว่า ตนถูกส่งกลับไปที่ท่าขี้เหล็ก ฝั่งพม่าได้ราว 1 สัปดาห์แล้ว แต่อยากกลับไปเรียนที่ฝั่งไทยอีก อย่างไรก็ตามอาจจะไปเรียนที่โรงเรียนแห่งเดียวกับพี่ชาย ตนอยากเรียนให้จบสูงๆ รู้สึกเสียใจมากที่ออกจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 เพราะอยู่ที่นั่นสนุก และคิดถึงเพื่อนๆและผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใจดี

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย ‘ธนาคารปูม้า’ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743893

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย 'ธนาคารปูม้า' เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย ‘ธนาคารปูม้า’ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.41 น.

วช. หนุน มทร.ศรีวิชัย เสริมงานวิจัย “ธนาคารปูม้า” เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่ เพิ่มทางรอดปูม้าไทยคืนสู่ท้องทะเล

วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ วช. พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดตรัง เพื่อเยี่ยมชมผลสำเร็จของการดำเนินงาน โครงการวิจัยเรื่อง “การฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนธนาคารปูม้าพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดตรังและกระบี่” ภายใต้โครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้า สู่ทะเลไทย” ที่ วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิกิจ ผินรับ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย หัวหน้าโครงการวิจัย และทีมนักวิจัย พร้อมด้วย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มาโนช ขำเจริญ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นายนิรัต ทองพรัด ผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าบ้านหาดทรายทอง นายบุญนำ อมรสิริปัญญา ผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้ปูม้าและธุรกิจอาหารทะเล และผู้นำชุมชนให้การต้อนรับ ณ ตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิกิจ ผินรับ หัวหน้าโครงการวิจัย จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวว่า โครงการฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนธนาคารปูม้าพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดตรังและกระบี่ นั้น ได้ดำเนินโครงการธนาคารปูม้าชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน มีธนาคารปูม้าชุมชนจำนวน 64 แห่ง และศูนย์เรียนรู้จำนวน 13 ศูนย์ รวมทั้งสิ้นจำนวน 77 แห่ง (9 อำเภอ 54 ชุมชน) จังหวัดตรังจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสิเกา อำเภอกันตัง อำเภอปะเหลียน และอำเภอหาดสำราญ จังหวัดกระบี่จำนวน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคลองท่อม อำเภอเหนือคลอง อำเภอเกาะลันตา อำเภอเมือง และอำเภออ่าวลึก ในปีงบประมาณ 2565 ได้ดำเนินการปรับปรุงสถานที่จัดตั้งเพื่อพัฒนาธนาคารปูม้าชุมชนเป็นศูนย์เรียนรู้พร้อมทั้งติดตั้งชุดสื่อการเรียนรู้และนิทรรศการในการขับเคลื่อนธนาคารปูม้าชุมชนสู่ความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตรังและกระบี่ เพิ่มจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารปูม้าบ้านคลองยวน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และธนาคารปูม้าบ้านหาดยาว อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง นอกจากนี้ได้สนับสนุนและบำรุงรักษาวัสดุและอุปกรณ์ในการทำธนาคารปูม้าแบบโรงเพาะฟักชุมชนให้กับธนาคารปูม้าและศูนย์เรียนรู้ของจังหวัดตรังและกระบี่จำนวน 77 แห่ง อาทิ ระบบน้ำ ระบบไฟ ระบบให้อากาศ ถังเพาะฟัก เป็นต้น จัดกิจกรรมวันกินปูม้าตรัง ครั้งที่ 3 เป็นระยะเวลา 2 วัน เพื่อช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ธนาคารปูม้าชุมชนที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปูม้ารวมทั้งกลุ่มเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าประมงจังหวัดตรัง มีรายได้และยอดขายเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายอาหารหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปูม้าในการออกร้านจำหน่ายปูม้า ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวได้สร้างรายได้ให้กับชุมชน ผลิตภัณฑ์สินค้าจากเครือข่ายธนาคารปูม้าจังหวัดตรัง ได้แก่ ปูม้านึ่ง นักเก็ตปูม้า ทอดมันปูม้า จ๊อปูม้าเกาะสุกร ปูม้าจ๋า ปูม้าดองน้ำปลา น้ำพริกปูม้า และข้าวผัดปูม้า เป็นต้น สู่การผลักดันผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปูม้าให้ได้มาตรฐานการผลิต GMP และได้รับการรับรองคุณภาพสินค้าตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียวและเครื่องหมายฮาลาลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค จากกิจกรรมดังกล่าวที่จัดขึ้นมีประชาชนสนใจเข้าร่วมงานและซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ปูม้ามากกว่า 3,000 คน ตลอดระยะเวลา 2 วัน มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 300,000 บาท ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้ ได้มีการนำปุ๋ยส่วนผสมจากเปลือกปูม้ามาใช้ในการปลูกแตงโมแบบโรงเรือนต้นแบบ (แตงโมลอยฟ้า) เกาะสุกร จังหวัดตรัง ที่สามารถปลูกนอกฤดูการเก็บเกี่ยวได้ อีกทั้งให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และมีรสชาติที่หวานกรอบ มีความหวานอยู่ที่ 12.3 บริกซ์ ซึ่งความหวานของแตงโมมาตรฐานปกติจะอยู่ที่ 10-12 บริกซ์ เนื่องจากเปลือกปูม้ามีธาตุอาหารในส่วนของแมกนีเซียมและแคลเซียมอยู่ในปริมาณที่มากซึ่งเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชทำให้พืชเจริญเติบโตและแข็งแรงดี โดยใช้ปุ๋ยส่วนผสมเปลือกปูม้าในการปลูกแตงโมลอยฟ้าจำนวน 320 กิโลกรัมต่อไร่และทีมนักวิจัยได้ผลักดันกิจกรรมเพื่อสังคมได้ชักชวนชาวประมงในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเยาวชนในพื้นที่ร่วมกันปล่อยลูกปูม้าคืนสู่ทะเล ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ในการทำธนาคารปูม้า และการอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าด้วยการปลูกจิตสำนึกกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าไทยให้ยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าบ้านหาดทรายทอง และศูนย์เรียนรู้ปูม้าและธุรกิจอาหารทะเล ตำบลเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จะเห็นได้ว่าการใช้ประโยชน์จากการวิจัยจากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนและบูรณาการให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มทรัพยากรปูม้าในท้องทะเลไทยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งผลสำเร็จในการฟื้นฟูและการจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปูม้าจะช่วยแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ยกระดับการท่องเที่ยว สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าไทยที่ยั่งยืนต่อไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่แปรรูปจากปูม้า และองค์ความรู้จากการวิจัยภายใต้โครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้า สู่ทะเลไทย” ทีมนักวิจัยจะนำมาจัดแสดงนิทรรศการและจัดจำหน่ายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2566 : Thailand Research Expo 2023” ที่ วช. กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2566 ที่จะถึงนี้ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743884

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager

วันศุกร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.45 น.

ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ชื่นชมหลักสูตรพัฒนา RDI Manager ชู สกสว. เดินหน้าขยายผล มุ่งสร้างผลลัพธ์ขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  ให้การต้อนรับ ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ เดินทางเข้าตรวจราชการในโครงการ “การพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรือ RDI Manager ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาประเทศ” เพื่อติดตาม/ตรวจสอบ การดำเนินงาน โครงการให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ และเป็นการตรวจราชการในบทบาทการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อ สกสว. พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้ตอบโจทย์เป้าหมายพัฒนาประเทศ โดยมี ผศ.เชิญโชค ศรขวัญ รองผู้อำนวยการ สกสว. ต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. และตัวแทนผู้ผ่านหลักสูตรในโครงการให้ข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ ณ ห้องประชุม ชั้น 14 สกสว.

ด้าน รศ. ดร.ชลิตา ศรีนวล รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบ ววน. ด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงานในระบบ ววน. สกสว. กล่าวชี้แจงรายละเอียดโครงการการพัฒนา RDI Manager ว่า สกสว. ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างให้หน่วยงานในระบบ ววน. มีระบบและบุคลากรด้านการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง สามารถส่งมอบผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการตอบสนองความต้องการการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุม และทันต่อสถานการณ์มากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (Research Development and Innovation Manager: RDI Manager) ทั้งด้านชุมชนและพื้นที่ ด้านเศรษฐกิจ และด้านนโยบาย เพื่อเป็นกลไกเชื่อมระหว่างผู้ใช้ประโยชน์ของหน่วยงานในระบบ ววน. ทั้งสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงาน/องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ให้เกิดการขับเคลื่อนผลงานวิจัยที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในหน่วยงานต่าง ๆ นั้น ไปสู่การใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปตามแผน สอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ได้ตั้งเป้าไว้

ขณะที่ ตัวแทนผู้ผ่านหลักสูตรในโครงการการพัฒนา RDI Manager ได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงประสบการณ์ ความรู้ และความประทับใจที่ได้จากการเข้าร่วมหลักสูตรในโครงการ นำไปสู่การปรับใช้ในการทำงานจริง ที่ช่วยเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานในระบบ ววน. ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล พร้อมเสนอให้มีการขยายผลในรุ่นต่อ ๆ ไป เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะก่อเกิดเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานวิจัย พัฒนาองค์กร และพัฒนาความร่วมมือในด้านการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมและด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุด ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ได้กล่าวสรุปถึงโครงการการพัฒนา RDI Manager ว่า เป็นโครงการที่ดีและคุ้มค่ากับการลงทุนมาก เพราะหากเทียบกับงบประมาณในการดำเนินงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 10 ล้านบาท แต่สามารถสร้างผลลัพธ์กลับสู่ประเทศได้มากหลายเท่า ก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และโครงการนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกหนึ่งฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศได้โดยใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมแนะว่าควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ช่องทางการสื่อสารในทุก ๆ แพลตฟอร์ม สร้างการรับรู้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องเข้าอบรมในหลักสูตรนี้ เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เชื่อว่า สกสว. จะเป็นกำลังที่ดีที่สุดในการพัฒนา RDI Manager ของประเทศชาติต่อไป