พว.พลิกโฉมการศึกษาพัฒนานวัตกรรมครู

พว.พลิกโฉมการศึกษาพัฒนานวัตกรรมครู

พว.พลิกโฉมการศึกษาพัฒนานวัตกรรมครู

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

พว.ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย พัฒนานวัตกรรมครู สู่นวัตกรรมผู้เรียน เริ่มแล้ว! โรงเรียนคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสงคราม 12 แห่ง ร่วมมือ พว.ผนึกกำลังพลิกโฉมการศึกษา

วันนี้ (21 ม.ค.) ที่หอประชุมเซนต์ปอล โรงเรียนดรุณาราชบุรี จังหวัดราชบุรี ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทย ด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน โดยเป็นโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง โรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ซึ่งในวันนี้มีโรงเรียนในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 12 โรงเรียน ร่วมลงนามกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  โดยมี ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) นายไพศาล โรจน์สราญรมย์ รองประธานกรรมการบริหาร พว. บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี บาทหลวง ดร.สมเกียรติ จูรอด ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ตลอดจนผู้อำนวยการและผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑราชบุรี คณะครูผู้รับผิดชอบด้านบริหารงานวิชาการ บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเป็นสักขีพยานโดยพร้อมเพรียงกัน

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี กล่าวถึงจุดประสงค์และที่มาของการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ว่า  เกิดจากแนวคิดร่วมกันของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ที่เห็นตรงกันว่าการบริหารจัดการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันของโรงเรียนเอกชน เต็มไปด้วยความท้าทายและความเสี่ยง ทั้งด้านจำนวนนักเรียนที่ลดลง ด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงพิษภัยของสื่อโซเชียล และที่สำคัญ คือ การพัฒนาสมรรถนะและกระบวนทัศน์การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนยุคปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาหลายโรงเรียนได้ขยับปรับเปลี่ยนตนเองแล้ว รวมถึงโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่ถูกยกให้เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในยุค Ai ดังนั้น หากโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ซึ่งมีสถานศึกษาในการกำกับดูแลทั้งหมด 17 แห่ง ได้ผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนสถานศึกษาไปด้วยกัน โดยมีสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ผ่านทาง ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ และทีมงาน คอยดูแลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเบื้องต้นมีโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี จำนวน 12 แห่ง ได้มาลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ในวันนี้ ได้แก่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี โรงเรียนดรุณาราชบุรีวิเทศศึกษา โรงเรียนเรืองวิทย์พระหฤทัย โรงเรียนดำเนินวิทยา โรงเรียนวันทามารีอาราชบุรี โรงเรียนเทพินทร์พิทยา โรงเรียนวังตาลวิทยา โรงเรียนเทพวิทยา โรงเรียนอนุชนศึกษา โรงเรียนวีรศิลป์ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี และ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรสงคราม

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างมาก เห็นได้จากความสำเร็จของโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเด็กสามารถคิดได้ในเชิงระบบการคิดชั้นสูง คิดเป็นกระบวนการได้ สามารถนำไปใช้กับวิชาอะไรก็ได้ และสิ่งที่ตามมาก็คือเด็กคิดเป็น แก้ปัญหาได้ สามารถอยู่ในสังคมได้  แต่ทั้งนี้ปัจจัยที่สำคัญคือต้องเปลี่ยน Mind Set ของครูก่อน ซึ่งตอนนี้ครูเริ่มเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps คืออะไรแล้ว ครูสามารถสร้างแผนการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม ต่างจากเดิมที่สอนแบบ Passive Learning ครูลดการสอนที่เป็นแบบ Talk and Chalk เป็น Active มากขึ้น และเด็กก็มีความสนุก เรียนรู้ได้มากขึ้น เพราะเด็กได้กระบวนการคิด ที่สามารถเรียนวิชาไหนก็ได้ และเรียนอย่างมีความสุข ตามสโลแกนของโรงเรียน คือ สถานศึกษาแห่งความสุข

“ขณะนี้ โรงเรียนดรุณาราชบุรี ได้นำรู้แบบการเรียนรู้แบบ Active Learning มาสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก เพราะคิดว่าถ้าหากมาสอนตอนเด็กโตก็จะช้าเกินไป ต้องปูพื้นสอนตั้งแต่สมองเด็กกำลังพัฒนาไล่ขึ้นมาจนเป็นเด็กโต ขณะที่ครูได้คิดนวัตกรรมรออยู่แล้ว การพัฒนากระบวนการคิดของเด็กก็จะเกิดอย่างต่อเนื่อง”บาทหลวงอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า จากการศึกษาและวิจัยของทางสถาบันฯ รวมถึงการได้ไปศึกษาดูงานการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า การที่จะสามารถพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยได้นั้น จะต้องทำร่วมกันแบบองค์รวม อาศัยกระบวนการพัฒนานวัตกรรมของครูผู้สอน เพื่อนำสู่การสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน ผ่านการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active Learning) ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อดำเนินการดังนี้แล้วผู้เรียนจึงจะเกิดผลการเรียนรู้ จากการลงมือทำเป็นผลงาน และนวัตกรรม จนเกิดความคิดรวบยอดสามารถนำหลักการไปใช้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และด้วยกระบวนการเรียนรู้เดียวกัน ที่สามารถนำไปใช้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้ในชีวิต ที่สำคัญแนวคิดและหลักการนี้สามารถทำได้จริง ซึ่งผมได้พิสูจน์มาแล้ว โดยใช้เวลา 3 ปีการศึกษา ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรีแห่งนี้ ซึ่งทีมผู้บริหารโรงเรียนได้เปิดใจและร่วมมืออย่างเต็มที่ จนทำให้โรงเรียนดรุณาราชบุรีกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

“ปัจจุบันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ได้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)และโรงเรียนเอกชนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี  ผมจึงมั่นใจว่าหากทุกโรงเรียนในประเทศไทยร่วมมือกันอย่างจริงจังเช่นเดียวกันนี้ การพลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู สู่การสร้างนวัตกรรมผู้เรียนจะเกิดผลเป็นรูปธรรม และจะก่อให้เกิดคุณูปการไม่เฉพาะกับการจัดการศึกษาในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะยังประโยชน์ในการสร้างนวัตกรคุณภาพให้กับสังคมโลกได้อีกด้วย”ดร.ศักดิ์สิน กล่าว

015

ทูตวิสามัญฯแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ทูตวิสามัญฯแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ทูตวิสามัญฯแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 14.20 น.นายชอน โคตาโระ โอนีลล์ (Mr.Sean Kotara O’Neill) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
 

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ประสบความสำเร็จในการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรอง มาตรฐานสำนักงานสีเขียว Green Office ระดับ Platinum จากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นระดับการรับรองสูงสุดที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการสำนักงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ปารเมศ กำแหงฤทธิรงค์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. เปิดเผยว่า การได้รับรองมาตรฐานระดับสูงสุดในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของสถาบัน แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากรและพลังงานอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

“เราตระหนักดีว่าบทบาทของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คือการเป็นต้นแบบในการออกแบบพื้นที่ที่สมดุลระหว่างการใช้งานและสิ่งแวดล้อม การได้รับรองมาตรฐาน Green Office ระดับ Platinum จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เพียงแค่สอนเรื่องความยั่งยืน แต่เราลงมือปฏิบัติจริงในทุกกระบวนการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทย” ผศ.ดร.ปารเมศ กล่าว

ทั้งนี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครอบคลุมทั้งด้านการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการขยะและของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานในบุคลากรและนิสิต เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เส้นทางแห่งความสำเร็จต่อเนื่อง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. เป็น ส่วนงานแรกและส่วนงานเดียวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับดีเยี่ยม (Gold) อย่างต่อเนื่อง 2 สมัยซ้อน ในปี พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2566 ก่อนจะก้าวสู่ระดับ Platinum ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ยังเป็น หนึ่งในสามหน่วยงานแรก ในระดับประเทศที่ได้รับรางวัลสูงสุดนี้

ความสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ในการเป็นองค์กรต้นแบบด้านสำนักงานสีเขียว และการบูรณาการแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยถึงความสำเร็จของการจัดงาน “Sweet Heritage สืบสานตำนานขนมไทย ว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับพื้นที่การเรียนรู้สู่รูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด โซนอารยปัญญา ซึ่งเป็นการต่อยอดบทบาทของท้องฟ้าจำลองจากแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สู่พื้นที่การเรียนรู้เชิงบูรณาการ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ภายในงานมีการรวบรวม ขนมไทยพื้นถิ่นจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 140 ชนิด ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยปราชญ์ชาวบ้านและครูภูมิปัญญา เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น และสะท้อนบทบาทของขนมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การดำเนินงานภายใต้โซนอารยปัญญายังสอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 โดยมุ่งพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่ออาชีพตามแนวคิด “Learn to Earn” อาทิ การสาธิตและฝึกปฏิบัติการทำขนมเชิงพาณิชย์จาก สกร.จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การคำนวณต้นทุน ไปจนถึงการต่อยอดสร้างรายได้จริง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตผ่านระบบ Credit Bank เพื่อเทียบโอนเป็นคุณวุฒิในอนาคต

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้เตรียมต่อยอดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประกวดสื่อสร้างสรรค์ สำนึกรักบ้านเกิด ในเดือนมกราคม และโครงการ สร้างรัก สร้างความรู้ สู่เด็ก ตชด.” ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

เป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ (Lifelong Learning Model Center) ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านอาชีพ วัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และความมั่นคงให้กับประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ดร.เกศทิพย์ กล่าว

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ให้การต้อนรับ ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ผตร.อว.) พร้อมคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนครพนม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.กรไชย พรลภัสรชกร รองอธิการบดีฝ่ายการคลัง วิจัยและบริการวิชาการ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมดอกคูณ ชั้น 2 อาคารบริหารธุรกิจ วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม

ในการนี้ คณะทำงานวิจัยได้ร่วมรายงานความก้าวหน้า โครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ “ธาตุพนม” มรดกวัฒนธรรมข้าโอกาสพระธาตุพนม สู่โอกาสสร้างอาชีพจากฐานทุนทางทรัพยากร ธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยนำเสนอแผนการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางการแก้ไขที่ผ่านมา พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ต่อมา ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้นำคณะผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่เป้าหมาย ณ ชุมชนบ้านโคกสว่างพัฒนา อำเภอธาตุพนม เพื่อเยี่ยมชมสวนดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของโครงการ และศึกษาการต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

จากนั้น คณะฯ ได้เยี่ยมชม ศูนย์วิสาหกิจชุมชนธาตุพนมแฮนด์คราฟ อำเภอธาตุพนม เพื่อชมกระบวนการผลิตผ้ามัดย้อมสีจากดอกดาวเรือง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การย้อมสี ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ โดยมีชาวบ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการ และปราชญ์ชุมชน ร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่คณะผู้ตรวจราชการฯ สะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนม ในการพัฒนาพื้นที่ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่น สู่การสร้างอาชีพและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส - ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงนามในข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ร่วมกับผู้สังเกตการณ์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย นายพูนศักดิ์ วรวัฒนกุล, นายกรกต เนติลัดดานนท์ และนายสุวณิช ปัทมโยธิน ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิผล และมีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

พร้อมทั้งเปิดการประชุมครั้งแรก (Kick Off Meeting) โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักภายใน สพฐ. ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เผยว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตในทุกระดับ จึงสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างโปร่งใส มุ่งให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่า และเป็นธรรมต่อครูและประชาชนทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมทุกโครงการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน เพิ่มคุณภาพ ศักยภาพ และความปลอดภัยของผู้รับบริการ พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและความประหยัดอย่างแท้จริง

“สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมฯ จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถค้นหาความถนัด วางแผนการศึกษา และอาชีพ พร้อมจัดทำ Portfolio มาตรฐานอย่างเท่าเทียม ส่วนผู้ปกครองก็สามารถเข้าถึงข้อมูล ติดตามพัฒนาการ แนะนำเส้นทางการเรียน และลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ ขณะที่ครูจะเห็นภาพรวมเส้นทางการเรียนของนักเรียน ช่วยแนะแนวได้ตรงจุด และปรับการสอนให้สอดคล้องเป้าหมาย ทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะ เข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้ นับเป็นข้อตกลงในการรับรองร่วมกันระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อสร้างความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 17 และมาตรา 18 ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สพฐ. มีความตั้งใจเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ มีมาตรการป้องกันการกระทำที่อาจส่อไปในทางทุจริต รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ '21/3 STUDIO'

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

ไทยพีบีเอส ร่วม พม. และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาฯ คัดเลือก 50 ศิลปิน Extra Chromosome” ต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO ปีที่ 2 สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้คนพิการทางสติปัญญาได้กว่า 200 คน ร่วมแสดงศักยภาพด้านศิลปะ ผ่านการวาดภาพและระบายสีบนกระดาษ ยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส  ร่วมกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) จัดกิจกรรม “คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน ปีที่ 2” เพื่อคัดเลือกศิลปินผู้พิการทางสติปัญญา “Extra Chromosome” เข้าร่วมการอบรมเชิงลึกด้านศิลปะ ภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง โดยนางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ

นางเบญจมาส กล่าวว่า โครงการ 21/3 STUDIO เป็นตัวอย่างของการพัฒนา “ศักยภาพ” มากกว่าการมองเพียง “ข้อจำกัด” และสะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สื่อสาธารณะ และภาคประชาสังคมในการสร้างโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเริ่มต้นการทำงานด้านคนพิการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2566 ผ่านโครงการ “แฮกกาธอนเพื่อคนพิการ” ซึ่งเป็นกิจกรรมระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพใหม่ ๆ การส่งเสริมการทำงานในองค์กร หรือการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ HACK HUG HUG (เติมใจให้งาน) ที่ดำเนินงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทางออกหรือวิธีการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม

“โครงการ “21/3 STUDIO” เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2568 นำเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์ศิลปะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย สำหรับผู้พิการทางสติปัญญา ผ่านกระบวนการฝึกฝนเชิงลึก สร้างผลงานศิลปะจากผู้พิการทางสติปัญญาได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้น และจัดแสดงในนิทรรศการ “JUST LET ME BE” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA BANGKOK ระหว่างวันที่ 14–31 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผู้เข้าชมนับพันคนภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งไทยพีบีเอส ได้ทำงานร่วมขับเคลื่อนกับคนพิการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน และต่อยอดสู่การทำงานด้านศิลปะ พัฒนาเป็นโครงการ “21/3 STUDIO ปีที่ 2” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอส ยังได้เปิดตัวรายใหม่ “เหนือพรสวรรค์” Beyond talent เกมโชว์ ที่จะนำผู้พิการมาแสดงความสามารถอันเหนือขีดจำกัดของร่างกาย ทุกวันเสาร์ เวลา 16.05 – 17.00 น. ทางไทยพีบีเอส และสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/BeyondTalent

ภายในงานจัดเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพคนพิการ : ความร่วมมือเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย ประสบการณ์การทำงานจริง และบทบาทของสื่อสาธารณะในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับคนพิการในสังคม  โดยทุกภาคส่วนเห็นตรงกันถึงความสำคัญของความร่วมมือในการเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และมีพื้นที่แสดงออกอย่างเท่าเทียมในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของโครงการ 21/3 STUDIO ประจำปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอย่างเท่าเทียม แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายใหม่ ผู้พิการทางสติปัญญาที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมด้านศิลปะมาก่อน จำนวน 50 คน และ กลุ่มเป้าหมายเดิม (กลุ่มต่อยอด) จำนวน 15 คน เพื่อพัฒนาทักษะสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยในปีนี้ นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกศิลปิน 21/3 STUDIO ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผลงานให้เป็นไปตามเกณฑ์และเป้าหมายของโครงการ

สำหรับการดำเนินงาน 21/3 STUDIO ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 รวมการฝึกอบรมทั้งสิ้น 43 ครั้ง โดยขยายรูปแบบการเรียนรู้จากการวาดภาพไปสู่ศิลปะหลากหลายแขนง อาทิ ปฏิมากรรม การปั้น และการฝึกพูดเพื่อสื่อสารผลงานศิลปะ เพื่อรองรับการแสดงออกที่หลากหลายของผู้พิการทางสติปัญญา และผลักดันการยอมรับในฐานะศิลปินร่วมสมัยอย่างแท้จริง

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ผบ.พัน ร.22 ฉก.2 เผย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบปราสาทตาควาย วางแผนบูรณะ เตือน มีโอกาสทรุด-พัง ยังไม่อนุญาตประชาชนเข้าพื้นที่ พบ สนามทุ่นระเบิดเหลืออื้อ รอเก็บกู้ ชี้ กัมพูชา ถอยร่นกำลังรอฟื้นตัว หลังทหารไทยยึดเนิน 350 วางกำลัง4 กม.

วันที่ 20 มกราคม 2569 พ.ท.ศรายุทธ มาลาสาย ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่22 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2(ผบ.พัน ร.22 ฉก.2) รับผิดชอบพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ระบุถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ล่าสุด กรมศิลปากรได้เข้ามาตรวจดูตัวปราสาทตาควายแล้ว และวางแผนบูรณะ แต่เตือนว่ามีโอกาสทรุด พังลงมา ขอให้หลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้จนกว่าจะได้รับการบูรณะ พร้อมย้ำว่า พื้นที่ยังมีความเสี่ยง ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นเข้ามา ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะยังมีทุ่นระเบิด ที่เคลียร์ไม่เรียบร้อย

“พื้นที่ยังมีทุ่นระเบิดจํานวนเยอะมาก ทั้งปราสาทตาควาย เนิน 350 จะเห็นได้ว่าเส้นทางที่เดินได้เป็นคอนกรีต ส่วนทางซ้ายทางขวา ขวามีทุ่งระเบิดทั้งหมดเพราะมีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เพื่อเอาตัวรอดในสนามรบเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นยังไม่ได้เคลียร์  แต่อยู่ในแผนการดําเนินการต่อไป” พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ต้องใช้เวลา10วันในการเข้ายึดควบคุม พื้นที่ส่วนความยากของบริเวณนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่สูงข่ม แต่เราอยู่ต่ํากว่า เขาจึงได้เปรียบในภูมิประเทศ และได้ดัดแปลงที่มั่นรบมาหลายปี ซึ่งจุดนี้ไม่มีการสูญเสีย ยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวยังมีทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ทั้งด้านซ้ายและขวามือ ซึ่งส่วนใหญ่วางใหม่ โดยสถานการณ์ล่าสุด ต่างฝ่ายต่างเสริมแนวความมั่นคง

พ.ท.ศรายุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับเนิน 350 จุด ถือเป็นพื้นที่สูงข่ม เดิมเป็นพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย นอกจากนี้ยังมีป้อมที่สําคัญ คือป้อมปูนบน ซึ่งเป็นจุดตรวจการณ์ รวมถึงเนิน291 

เนิน 350 ก่อนเหตุปะทะ มีกําลังของฝ่ายกัมพูชา 5 กองพัน จำนวน 1,500 นาย ประจําจังหวัดอุดรมีชัยและกองพันสนับสนุน หลังปะทะที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้มีการปรับกําลังและถอยร่นออกไปปัจจุบันไปวางกําลังเส้น58 บนถนนคอนกรีต ด้านล่าง 

ส่วนช่องเหว ยังพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา การวางกําลังพลเป็นหย่อมเล็กประมาณ 2-3คน เฝ้าดูการปฏิบัติของฝ่ายเรา ส่วนฝ่ายเรามีการวางกําลัง
ประมาณ 4กิโลเมตร 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชา มีการปรับกําลังใหม่ แล้วห่างจากฝ่ายเรา 1 กม. วางกำลังทางด้านทิศตะวันตกของเนิน350 เขาพยายามปรับปรุงที่มั่นและแนวการวางกําลังใหม่ ได้รับความเสียหายพอสมควร อยู่ระหว่างการฟื้นตัวกําลังใหม่

ส่วนฝ่ายเรา สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ ตามแนวทางทหารและการพัฒนาพื้นที่ หลังจากควบคุมได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของเราที่ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่กัมพูชารุกล้ำเรามา 20-40 ปี แล้วตามแผนที่ 1:50000 ยอมรับว่าตอนนี้ เราได้เปรียบการปฏิบัติด้านการยุทธ์ต่างๆ กัมพูชาไม่กล้าอยู่ใกล้เราและถอยร่นกำลังออกไป เขากังวลเรื่องการใช้อาวุธของฝ่ายเรา 

ส่วนอนาคตปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่นั้น ต้องรอผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ทําได้ตอนนี้คือการสถาปนาแนวให้เป็นแนวรบหากกรณีมีการรบเกิดขึ้นซึ่งตนก็ยังไม่แน่ใจ  สําหรับการบินโดรนขณะนี้ไม่มี น่าจะเกี่ยวกับการพูดคุยระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้มีจํานวนเยอะมาก 

“ผมอยู่ที่นี่มา 2 ปีแล้ว นํากําลังเข้าปฏิบัติในลักษณะนี้ปะทะรอบแรกเดือน ก.ค. ก็เห็นความยาก ความมุ่งมั่นตั้งใจของลูกน้อง คาใจตั้งแต่รอบแรก ได้เตรียมการจนกระทั้งปะทะรอบสอง ตั้งมั่นว่าจะทําให้ดีที่สุด คุยกับลูกน้องว่าสิ่งที่คาใจต้องเอาให้ได้ ตอนนี้ทำได้ตามแผนที่ได้วางไว้  ถามว่าดีใจหรือไม่มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ไม่มีดีใจหรือเสียใจ เป็นหน้าที่ที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครมาทําแทนได้เป็นสิ่งที่ผมพูดกับลูกน้องเสมอ”พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ส่วนอุโมงค์ที่กัมพูชาขุดเจาะ พื้นที่350และประสาทตาควายไม่มี ส่วนใหญ่เจาะเป็นซอกหินเป็นหลัก แต่มีความแข็งแกร่ง ส่วนอุโมงค์ที่ปรากฏคือ ช่องกร่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบถึงกัน และจนถึงขณะนี้ประชาชนกัมพูชายังไม่กลับเข้าพื้นที่ ส่วนที่เห็นเป็นทหารกัมพูชาทเข้ามาปรับปรุงที่มั่นใหม่ หลังเส้น58 ยาวไปถึงสระแก้ว ประมาณ 70-80 กม.และช่องจอม 20 กม.

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

'ในหลวง'ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับผู้ได้รับบาดเจ็บทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ กับทรงรับศพผู้เสียชีวิต และพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ แก่ครอบครัว นางสาวสุพิณนา สัตบุตร ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนยกใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟ

20 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเสียพระราชหฤทัย ต่อเหตุการณ์เครนใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟ ขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ขณะกำลังแล่นผ่าน ช่วง กม.รถไฟที่ 220 หลัก 9 หมู่ที่ 11 บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และรถไฟตกราง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในการนี้ ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้ง พระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพผู้ชีวิตรายละ จำนวน 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

โดย เมื่อวันที่ 19 ม.ค.69 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญเงินพระราชทานช่วยเหลือสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพจำนวน 20,000 บาท ไปมอบให้แก่ครอบครัวของ นางสาวสุพิณนา สัตบุตร ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนยกใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ณ บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นายสำเริญ สัตบุตร บิดาของผู้เสียชีวิต เป็นผู้รับมอบ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดทั้งเพื่อนบ้านเดินทางไปให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง และผู้เสียชีวิตมีบุตรชายอายุ 10 ปี จำนวน 1 คน กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปัจจุบันอาศัยอยู่กับลุง

และในวันนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดบุรีรัมย์มอบเงินบำเหน็จชราภาพผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เป็นเงิน 34,164.76 บาท กิ่งกาชาดอำเภอกระสัง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว และจะดำเนินการช่วยเหลือตามโครงการครอบครัวอุปถัมภ์ไปจนกว่าอายุ 18 ปี เนื่องจากบิดา มารดา เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว ส่วนพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษมีกำหนดในวันพุธที่ 21 มกราคม 2568 ณ เมรุวัดปทุมคงคา ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์.

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน การ “เติบโตไปด้วยกัน” คือพลังที่แท้จริงของสังคมไทย “เอสซีจี” มองเห็นคุณค่าผู้ประกอบการท้องถิ่น (Micro Entrepreneur) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มุ่งสร้าง “สังคมแห่งการมีส่วนร่วม” หรือ Inclusive Society ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตไปด้วยกัน โดยริเริ่มโครงการ “ประโยชน์สุข” ด้วยแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงสอนให้ทำงาน “เพื่อส่วนรวม” เพื่อให้เกิดทั้ง “ประโยชน์” และ “ความสุข” แก่ผู้คนในสังคม

คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่า พลังความรู้จากโครงการ “ประโยชน์สุข” เป็นเหมือนโคมทองส่องทาง แม่ดารี – จิตตานันท์ พรรณา ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิธีวังชิ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับชุมชน ด้วยสมุนไพรนวดน้ำตาแม่หม้าย แบรนด์ “ดารีสมุนไพรออแกนิก” โดยมีจุดเริ่มต้นจากอาการ “ปวดเมื่อย” ที่เป็นปัญหาสุขภาพทั้งในผู้สูงอายุ คนทำงานในไร่นา และเด็กๆ นักกีฬา ทำให้ต้องจ่ายเงินซื้อยานวดราคาแพง และบางคนก็ไม่มีเงินซื้อ ซึ่งแพร่เป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

เมื่อเห็นว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ “แม่ดารี” จึงชักชวนกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน และหมอพื้นบ้าน มาร่วมกันคิดค้นยานวดคลายอาการปวดเมื่อยจากสมุนไพรในท้องถิ่น และโฟกัสว่าต้องเป็นออแกนิค ไม่ใช้สารเคมี ซึ่ง อ.วังชิ้น มีพื้นที่สวนเกษตรอินทรีย์เป็นอันดับหนึ่งของภาคเหนือ จนสุดท้ายมาลงตัวที่สูตร “น้ำตาแม่หม้าย” มีส่วนผสมหลักจาก “ไพล” และ “น้ำตาแม่หม้าย” สมุนไพรพื้นถิ่นของ อ. วังชิ้น โดยจะใช้เฉพาะที่มาจากสวนป่าสักทองเท่านั้น เนื่องจากปลอดสารพิษ และมีคุณภาพดี

“น้ำตาแม่หม้าย” เป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งมีความเหนียวมาก ชาวบ้านจึงมักนำมาสานเป็นตระกร้า จนเป็นอีกหนึ่งสินค้าอัตลักษณ์ของวังชิ้น โดยเรื่องเล่าของชื่อนี้มีสองนัย หนึ่งคือ เวลาไปเก็บมาใช้ต้องไปเป็นคู่ เพราะเหนียวมากดึงคนเดียวไม่ได้ แต่แม่หม้ายไม่มีคู่ ทำให้ต้องไปคนเดียว ซึ่งดึงอย่างไรก็ไม่ขาดจึงได้แต่นั่งร้องไห้ ส่วนอีกนัยหนึ่ง เพราะแม่หม้ายไร้คู่ ไม่มีคนนวดให้เวลาปวดเมื่อย ทำได้แค่นั่งดื่มน้ำต้มเถาวัลย์ เพื่อคลายปวดเมื่อย

ปรากฎการณ์ “ของดีบอกต่อ” เกิดขึ้นทันที หลังจากแม่ดารีได้นำยานวดไปแจกครั้งแรกในวันกตัญญู ที่จะมีการนำผู้สูงอายุมาดำหัว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยชาวบ้านสอบถามวิธีการทำยานวดเข้ามาจำนวนมาก ศูนย์เรียนรู้ฯ จึงเปิดสอนและสาธิตการแปรรูปสมุนไพรให้กับชาวบ้าน แต่อุปสรรคคือ ชาวบ้านไม่มีเวลาทำ สุดท้ายจึงตัดสินใจผลิตขายในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือชุมชน พร้อมทั้งนำกระบวนการเรียนรู้จากโครงการ “ประโยชน์สุข” มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แบรนด์ “ดารีสมุนไพรออแกนิค” ที่ได้รับการยอมรับในงานออกร้านระดับจังหวัด พร้อมทั้งขายหมดภายในไม่กี่วัน

“โครงการ “ประโยชน์สุข” ได้ช่วยส่องทางคนในวังชิ้นให้มองเห็นสิ่งใกล้ตัว มองเห็นประโยชน์ของสมุนไพรในท้องถิ่น รู้จักนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของวังชิ้น และยังช่วยแก้ปัญหสุขภาพของทั้งผู้สูงอายุ คนทำงาน และนักกีฬา ที่ประสบกับอาการปวดเมื่อย สามารถประหยัดเงินจากการซื้อยานวดในราคาแพง นอกจากนี้ ชาวบ้านในชุมชนยังมีรายได้จากการนำน้ำตาแม่หม้ายมาขาย รวมถึงสร้างอาชีพและชุมชนได้รับความสุข สนุกสนานในการทำผลิตภัณฑ์ร่วมกัน” 

เอสซีจีเชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โครงการ “ประโยชน์สุข” จึงมุ่งเน้นสร้างองค์ความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาศักยภาพ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง และสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน