‘อนุชา’สั่งการ‘พศจ.’เร่งตรวจสอบ-พัฒนาคุณภาพชีวิตคณะสงฆ์ 3 จชต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697826

‘อนุชา’สั่งการ‘พศจ.’เร่งตรวจสอบ-พัฒนาคุณภาพชีวิตคณะสงฆ์ 3 จชต.

‘อนุชา’สั่งการ‘พศจ.’เร่งตรวจสอบ-พัฒนาคุณภาพชีวิตคณะสงฆ์ 3 จชต.

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.22 น.

‘อนุชา’สั่งการ‘พศจ.’เร่งตรวจสอบ-พัฒนาคุณภาพชีวิตคณะสงฆ์ 3 จชต.

13 ธันวาคม 2565 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้อนรับคณะสงฆ์และเครือข่ายพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโอกาสที่คณะเดินทางมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก และศึกษาดูงานแหล่งชุมชนต้นแบบพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 12-18 ธันวาคม 2565 โดยมี พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ , นายธัชชญาณ์ณัช  เจียรธนัทกานนท์  เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายไกรยุทธ หอมไกรลาศ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมด้วย

นายอนุชา กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้ต้อนรับคณะคณะสงฆ์และเครือข่ายพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสร่วมหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับทางมหาเถรสมาคม ซึ่งที่ประชุมให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของคณะสงฆ์ชายแดนใต้ ทั้งการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต และโครงการต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ภายใต้สังคมเชิงพหุวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่ หากคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ประสบปัญหาใด ขอให้ประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือมาได้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของตน

นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับพระสงฆ์ที่อาพาธ หรือ วัดที่ประสบปัญหาค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ประสานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เพื่อเร่งตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือต่อไป และขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดทุกจังหวัด เร่งตรวจสอบและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคณะสงฆ์ชายแดนใต้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

สำหรับการเข้าพบนายอนุชา ครั้งนี้ เป็นไปตามกำหนดการของกิจกรรม โดยคณะสงฆ์และเครือข่ายไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สะท้อนสถานการณ์และประเด็นปัญหา รวมถึงแนวทางในการช่วยเหลือและดูแลพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา

คุณหญิงกัลยา เยี่ยมชมอุโมงค์น้ำชิคาโก โมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมและกำจัดน้ำเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697645

คุณหญิงกัลยา เยี่ยมชมอุโมงค์น้ำชิคาโก  โมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมและกำจัดน้ำเสีย

คุณหญิงกัลยา เยี่ยมชมอุโมงค์น้ำชิคาโก โมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมและกำจัดน้ำเสีย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วงเช้าวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะฯ ได้เดินทางมาดูโครงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำและอุทกภัย “TARP” (Chicago’s Tunnel And Reservoir Plan) หรือ “Deep Tunnel” ระบบอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ปรับปรุงคุณภาพน้ำในเส้นทางน้ำของชิคาโก และปกป้องทะเลสาบมิชิแกนจากมลพิษที่เกิดจากท่อระบายน้ำล้น โดยความสำเร็จของ TARP ช่วยลดความเสียหายจากภัยพิบัติปีละกว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยให้ชาวเมืองชิคาโกและเมืองใกล้เคียงหลายล้านคนและธุรกิจปลอดภัยจากน้ำท่วม ซึ่งถือเป็นโมเดลตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำเรื่องน้ำท่วมและการจัดการน้ำเสียที่ดีที่สุดของประเทศ และแห่งหนึ่งของโลก

คุณหญิงกัลยา ได้แลกเปลี่ยนว่า ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำฝน แต่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สิ่งที่ต้องเติมให้กับคนก็คือองค์ความรู้ ซึ่งการได้มาดูงานในครั้งนี้ สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกัน และประสบกับปัญหาน้ำท่วมจำนวนมากทำให้ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันกับกรุงเทพมหานครนอกจากนี้คุณหญิงกัลยา เห็นว่าระบบอุโมงค์น้ำมีสิ่งที่เหมือนแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นคือ การใช้ธรรมชาติมาช่วยธรรมชาติ เช่น เรื่องการใช้หลักแรงโน้มถ่วงการใช้จุลินทรีย์ในการบำบัดน้ำเสีย

นางดรุณวรรณกล่าวต่อว่า การมาดูงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก วุฒิสมาชิก แทมมี่ ดักเวิร์ท และวุฒิสมาชิก ดิค เดอร์บิน ประธาน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในวุฒิสภาแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ รวมทั้ง Commissioner Eira L. The Metropolitan Water Reclamation District of GreaterChicago (MWRD) และคณะฯ มาบรรยายให้ความรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก นอกจาก Commissioner Eira จะชื่นชม ดร.คุณหญิงกัลยา ที่ทำเรื่องการ
บริหารจัดการน้ำจนเกิดผลลัพธ์ในวิทยาลัยเกษตรฯ และขยายผลไปยังชุมชนแล้วสิ่งที่ Commissioner Eira พูดไว้ตอนหนึ่งคือ “เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ และทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ไปสู้กับธรรมชาติ” เพราะถ้าเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ก็จะหาแนวทางที่จะลดผลกระทบที่มาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เช่นเดียวกัน

หลังจากนั้น ในช่วงบ่าย ดร.คุณหญิง กัลยา และคณะฯ ได้เดินทางไป American Water Works Association (AWWA) โดยได้รับการต้อนรับจาก Annie Storey,CAE Executive Director และ คณะกรรมการ AWWA องค์กรไม่แสวงหากำไรสากล ที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำและการจัดหาน้ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2424 ซึ่งมีสมาชิกจากทั่วโลกประมาณ 50,000 คน โดยสิ่งที่น่าสนใจในการดูงานที่ AWWA คือที่นี่ เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของคนทุกระดับ เริ่มตั้งแต่เยาวชน ซึ่งตรงกับหลักคิดของดร.คุณหญิงกัลยาที่ว่าการที่จะให้ความรู้ และให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ต้องเริ่มจากเยาวชนก่อน ซึ่ง AWWA ทำกิจกรรม มีหลักสูตร ทำเป็นศูนย์ความรู้ในเรื่องน้ำเพื่อให้ความรู้กับทุกคนซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของคุณหญิงกัลยาที่ได้เอาองค์ความรู้เรื่องของน้ำไปสอดแทรกในสถานศึกษา ปลูกฝังให้กับเด็กและเยาวชน โดยสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือการทำให้เกิดหลักสูตรชลกรซึ่งถือเป็นซอฟต์แวร์ที่สำคัญในการสร้างคน และเป็นแนวทางในการสร้างอาชีพในอนาคต ช่วยทำให้มีรายได้จากอาชีพที่เกี่ยวข้องทั้งในไทยและในองค์กรเกี่ยวกับน้ำที่เป็นสากลได้ด้วยเช่นกัน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแนะรัฐใช้กฎหมายควบคุม เชื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าแทนการแบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697644

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแนะรัฐใช้กฎหมายควบคุม  เชื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าแทนการแบน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแนะรัฐใช้กฎหมายควบคุม เชื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าแทนการแบน

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มลาขาดควันยาสูบ “ECST” และเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าวถึงกระแสข่าวที่พบเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปีใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นว่า การแบนบุหรี่ไฟฟ้าป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ได้จริง แต่กลับทำให้เด็กแอบซื้อบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนจากตลาดใต้ดินและตลาดออนไลน์ได้ง่ายขึ้นอีกต่างหาก ทำให้ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยและยิ่งนานวันปัญหายิ่งมากขึ้น ซึ่งภาครัฐไม่สามารถวิ่งไล่จับหรือปราบปรามให้หมดได้โดยเฉพาะการเข้าถึงผ่านทางช่องทางออนไลน์ ทุกวันนี้เรามี พระราชบัญญัติควบคุมบุหรี่ ที่ห้ามโฆษณาสินค้าห้ามไม่ให้คนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อบุหรี่ได้และร้านค้าที่จะขายก็ต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น ไม่ให้มีการขายออนไลน์ จำนวนเด็กที่สูบบุหรี่จึงมีอัตราต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนคนสูบบุหรี่ทั้งประเทศ แสดงว่าการมีกฎหมายควบคุมนั้นได้ผล หากมีกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมในลักษณะเดียวกัน เราเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ เช่นเดียวกับที่พรรคภูมิใจไทยและกระทรวงสาธารณสุขพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติกัญชากัญชง เพื่อป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน

นายมาริษกล่าวต่อว่า จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2564 พบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนที่อายุ 15 ถึง 19 ปีเป็นกลุ่มที่สูบบุหรี่เพียง 6.2% เท่านั้น ซึ่งเทียบกับกลุ่มอายุ 25 ถึง 44 ปี ซึ่งมีจำนวนผู้สูบบุหรี่ 21% นับว่าต่ำกว่ามาก และกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีอัตราผู้สูบบุหรี่น้อยที่สุดในประชากรทุกกลุ่ม และเกือบ 80 ประเทศทั่วโลกใช้กฎหมายมาควบคุมเพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนแทน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อนุญาตการขายบุหรี่ไฟฟ้า ก็จะสั่งให้ทางบริษัทเจ้าของสินค้าทำแผนการตลาดที่ไม่ดึงดูดเด็กและเยาวชนมาให้ตรวจสอบด้วย

“ตอนนี้เริ่มมีหลายหน่วยงานที่มาศึกษาปัญหานี้ เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินคณะกรรมาธิการการพาณิชย์คณะอนุกรรมาธิการการสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมสรรพสามิต กระทรวงดีอีเอสเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาศึกษาจากตัวอย่างในต่างประเทศกว่า 70 ประเทศที่ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนและพิจารณาให้รอบด้านมากกว่ามิติด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวเพราะปัญหานี้มีความซับซ้อน ไม่อาจแก้ไขด้วยการแบนหรือการกดทับปัญหาเอาไว้โดยไม่ยอมรับความจริง เพราะทุกวันที่ผ่านไปเท่ากับเราปล่อยให้เด็กและเยาวชนหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น”นายมาริษกล่าวทิ้งท้าย

นักวิจัย ม.อ. คว้าทุนวิจัยลอรีอัล การฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697642

นักวิจัย ม.อ. คว้าทุนวิจัยลอรีอัล  การฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเล

นักวิจัย ม.อ. คว้าทุนวิจัยลอรีอัล การฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเล

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พิมพ์ชนก บัวเพชร หลักสูตรชีววิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับทุนในสาขาชีวภาพในงานวิจัย “การบูรณาการคุณลักษณะทางนิเวศสรีรวิทยาของหญ้าทะเลเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศและความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน” จากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทยเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ลอรีอัลให้ความสำคัญในการดำเนินงานทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยให้สตรีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปิดมุมมองใหม่ๆ ด้านงานวิจัยเพราะเชื่อว่าโลกต้องการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี

งานวิจัย “การบูรณาการคุณลักษณะทางนิเวศสรีรวิทยาของหญ้าทะเลเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศและความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน” ได้วิจัยเกี่ยวกับหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ จัดเป็นหนึ่งในระบบนิเวศคาร์บอนสี มีบทบาทโดดเด่นในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แหล่งหญ้าทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูง แต่ปัจจุบันพื้นที่หญ้าทะเลที่สมบูรณ์ลดลงต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยมีโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลมายาวนาน แต่ต้องศึกษาเพิ่มเติมและติดตามระยะยาวอย่างเป็นระบบ งานวิจัยนี้นับเป็นโครงการแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านนิเวศสรีรวิทยาเพื่อเพิ่มความสำเร็จในการฟื้นระบบนิเวศหญ้าทะเล และผลการศึกษาจากงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลและช่วยระบุสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รวมถึงปัจจัยคุกคามเพื่อเพิ่มโอกาสและความสำเร็จในการฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลนำไปสู่การลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเป็นแนวทางการจัดการทรัพยากรหญ้าทะเล เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนต่อไป

รศ.ดร.พิมพ์ชนก บัวเพชร กล่าวต่อไปว่า ทุนวิจัยลอรีอัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ เป็นทุนที่สนับสนุนงานวิจัยที่ดำเนินการอยู่แล้วและต้องการต่อยอดรวมถึงยังเป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs Sustainable Development Goals ขององค์การสหประชาชาติ โดยงานวิจัยด้านดังกล่าว เป็นประเด็นที่หลายภาคส่วนให้ความสำคัญทั้งในระดับชาติและนานาชาติ สอดคล้องกับแนวคิดทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศขององค์การสหประชาชาติ และยังเป็นหนึ่งใน flagship ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ดำเนินการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง

ซัมซุงปั้นเด็กไทยให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมแก้ไขปัญหาสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697641

ซัมซุงปั้นเด็กไทยให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่  พัฒนานวัตกรรมแก้ไขปัญหาสังคม

ซัมซุงปั้นเด็กไทยให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมแก้ไขปัญหาสังคม

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ซัมซุง จัดโครงการ Samsung Solve for Tomorrow เพื่อปั้นนวัตกรรุ่นใหม่ประกวดสากลที่มี ในประเทศไทย เป็นปีแรก โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นภาคีพันธมิตรหลัก ได้นำพาเยาวชนไทยกว่า 1,000 คน จาก 308 ทีมทั่วประเทศไทยกำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมปีที่ 4-5 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1- 2 เข้าร่วมประชันไอเดียสร้างสรรค์ ใช้ทักษะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM) ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ Innovation for Sustainable Communities, Good Health & Wellbeing

สำหรับทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศในปีนี้ ได้แก่ทีม BCC Robot จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โชว์ไอเดียสุดล้ำด้วยนวัตกรรม Fitness Force รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ทีม ฝัน จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ด้วยนวัตกรรม DremIN และรางวัล รองชนะเลิศ อันดับสอง ได้แก่ ทีม Lunares จากโรงเรียนสาธิตการจัดการปัญญาภิวัฒน์ด้วยนวัตกรรม Cloud based TDS meter and TDS limiting system โดยมีศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี, นางสาวปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และนายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมมอบรางวัล รวมถึงคณะกรรมการคณาจารย์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานมากมาย

นางสาวปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ซัมซุงได้จัดโครงการนี้ขึ้นที่ประเทศไทยเป็นปีแรกหลังจากที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลมาแล้วถึง 35 ประเทศ ในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีเยาวชนมาร่วมประกวดออกแบบนวัตกรรมกว่า 308 ทีมถือว่าซัมซุง ได้ตอบโจทย์ความมุ่งมั่นที่จะสร้างให้เยาวชนได้มีบทบาทในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี, IOT, Design Thinking และ Innovation เพื่อต่อยอดพัฒนาการดำรงชีวิตโลกยุคใหม่ให้ยั่งยืนและดียิ่งขึ้นต่อไป โครงการนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป นอกจากจะสร้างนวัตกรรุ่นใหม่แล้ว ก็ยังมุ่งมั่นที่จะต่อยอดแนวคิดผลักดันผลงานให้เป็นรูปธรรมเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป”

ลงนามพัฒนางานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697639

ลงนามพัฒนางานวิจัย

ลงนามพัฒนางานวิจัย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางมรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับรองศาสตราจารย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโครงการ “พัฒนางานวิจัยสู่การผลิตภาคอุตสาหกรรม” เพื่อนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของโรงงานแบตเตอรี่ ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม และอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แบรนด์ RYN (อาร์วายเอ็น) ของกลุ่มบริษัท ยิบอินซอย จำกัด พร้อมทั้งยังพัฒนา และต่อยอดแบตเตอรี่ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนขยายธุรกิจไปยังกลุ่ม Renewable Energy พลังงานทดแทน นำกลับไปใช้ใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี

รางวัลชนะเลิศนักธุรกิจน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697640

รางวัลชนะเลิศนักธุรกิจน้อย

รางวัลชนะเลิศนักธุรกิจน้อย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางเบญจมาศ รัตนประภา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางสะพานประพันธ์ชนานุสรณ์โรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ได้รับรางวัลชนะเลิศจากผลงานในประกวดนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนงานอาชีพและผลิตภัณฑ์ โครงการนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม นำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระดับประเทศ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากผลิตภัณฑ์ลูกอมส้มแผ่นสอดไส้ผลไม้กวน โดยมี นางวรรณา เขมดำรง เป็นครูผู้ฝึกสอน

สอศ.จับมือ นานาชาติ CPSC ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697735

สอศ.จับมือ นานาชาติ CPSC ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน

สอศ.จับมือ นานาชาติ CPSC ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.45 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2565 สำนักนโยบายและแผนอาชีวศึกษา ได้จัดการประชุม ณ โรงแรม AL MEROZ HOTEL BANGKOK ประชุมผู้นำเพื่อความยั่งยืน ของ TVET และผู้บริหาร ระดับสูง สำหรับแผนยุทธศาสตร์ (CPSC) พ.ศ.2566-2571

สำหรับในปี พ.ศ.2565 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ CPSC กำหนดจัดการประชุมสัมมนาระดับภูมิภาค ในหัวข้อ “Leadership for Sustainable TVET” and “Senior Executives’ Conference for CPSC Strategic Plan 2023-2028” ระหว่างวันที่ 12 – 16 ธันวาคม 2565 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ของการประชุมเชิงปฏิบัติการ การหารือระดับชาติและการประชุมผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ CPSC ปี 2566 – 2571 ซึ่งจะตอบสนองต่อความต้องการและความท้าทายของการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมในภูมิภาค และสามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาการศึกษา ด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมของประเทศไทยได้

วัตถุประสงค์

– เพื่อให้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ ความรู้ ประสบการณ์ แนวทางในการพัฒนา การจัดอาชีวศึกษาร่วมกันในระดับภูมิภาค/นานาชาติ

– เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำของการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศสมาชิกของ CPSC

– เพื่อให้ประเทศสมาชิกของ CPSC ได้ร่วมกันตรวจสอบแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ CPSC ปี 2566 – 2571

– เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาการจัดอาชีวศึกษาในภูมิภาคและนานาชาติให้เข้มแข็ง

โดยมี นางปัทมา วีระวานิช ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา Prof. Wickramasinghe, Director General of Colombo Plan Staff College for Technician Education สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานความร่วมมือด้านการพัฒนา การอาชีวศึกษาของประเทศร่วมกับวิทยาลัยนักบริหารการศึกษาช่างเทคนิคแผนโคลัมโบ หรือ Colombo Plan Staff College for Technician Education (CPSC) ซึ่งเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศด้านการอาชีวศึกษา มีสมาชิก 17 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน บังคลาเทศ ภูฏาน ฟิจิ อินเดีย สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย มัลดีฟส์ มองโกเลีย เมียนมาร์ เนปาล ปากีสถาน ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา และไทย มีสำนักงานตั้งอยู่ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยความร่วมมือกับ CPSC จะเป็นการพัฒนาการจัดอาชีวศึกษาภายใต้กิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การจัดฝึกอบรมในประเทศ หรือ In-Country Program และการจัดประชุมสัมมนา/ฝึกอบรมในระดับภูมิภาค (Regional Program) และระดับนานาชาติ

สำนักงานอัยการร่วมออกบูธกาชาด สวนลุมพินี ปชช.ต่อคิวปรึกษาข้อ กม.แน่นต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697625

สำนักงานอัยการร่วมออกบูธกาชาด สวนลุมพินี ปชช.ต่อคิวปรึกษาข้อ กม.แน่นต่อเนื่อง

สำนักงานอัยการร่วมออกบูธกาชาด สวนลุมพินี ปชช.ต่อคิวปรึกษาข้อ กม.แน่นต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.01 น.

รองโฆษกอัยการฯเผยบูธอัยการงานกาชาด ปชช.แห่ใช้บริการเเน่น ต่อคิวขอคำปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี พบส่วนมากเป็นปัญหาจากเศรษฐกิจปากท้อง  การกู้ยืมเเนะเป็นหนี้อย่าฆ่าตัวตาย! 

วันที่ 12 ธันวาคม 2565 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงตามนโยบาย น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด (อสส.) ที่ให้อัยการเป็นฝ่ายเดินเข้าหาประชาชน โดยจัดให้อัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเปิดให้บริการปรึกษากฎหมายฟรี ซึ่งในวันที่8 -18 ธ.ค. ในงานกาชาด สวนลุมพินี โดยสำนักงานอัยการสูงสุดออกร้านงานกาชาดพบว่า มีผู้ให้ความสนใจต่อคิว รอขอคำปรึกษาด้านกฎหมายจนถึงดึกทุกคืน ซึ่งตนได้มาช่วยน้องๆอัยการคุ้มครองสิทธิ์ฯเพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ประชาชนในงานกาชาดเกือบทุกวัน ด้วยใจที่อยากมาช่วย มานั่งรับฟังปัญหาของประชาชน ซึ่งบางคนก็ขอระบายความทุกข์ บางคนก็ขอร้องเรียน หลายคนขอเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ทุกปัญหาคือความทุกข์ใจในชีวิตเมื่อได้เล่าสู่กันฟังเผื่อจะเป็นความรู้ไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ให้เกิดความทุกข์ กับตัวเราได้บ้าง

โดยมีผู้สูงวัยหลายคนเกษียณมามีบำเหน็จเงินก้อนอยากต่อยอด หารายได้ปล่อยกู้ ร้อยละห้า ร้อยละสี่ ร้อยละหก ถ้าเอา 12 คูณจะเป็นดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีตามที่กฎหมายทั้งนั้น ซึ่งบางคนก็ไม่รู้ว่าดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนดอาจถูกดำเนินคดีได้แล้วเข้ามาปรึกษาว่า ลูกหนี้ไม่คืน ไม่มีปัญญาจ่าย จะฟ้องจะดำเนินคดีอย่างไร จึงให้คำแนะนำไปว่า ยิ่งปล่อยดอกเบี้ยอัตราสูงเท่าไหร่โอกาสที่จะได้เงินคืนยิ่งยาก เพราะคนที่กู้ยืมถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆก็คงไม่กู้ยืมดอกเบี้ยสูง แล้วคนที่กู้เข้าตาจนแล้วยอมจ่ายดอกเบี้ยสูงอาการเป็นหนี้จ่ายไม่ไหวยิ่งหนักขึ้นไปอีก และหากจะไปฟ้องร้องดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็บังคับกันไม่ได้   ตนจึงแนะนำว่าสำหรับคนที่เกษียณแล้วโอกาสหารายได้น้อยลงมากตามอายุ ควรเก็บเงินไว้หรือลงทุนอะไรที่มั่นคง เพราะเงิน ก้อนสุดท้ายในชีวิต จะต้องดูแลท่านจนกว่าจะสิ้นอายุขัย อย่าไปเสี่ยง อย่าไปโลภ ดอกเบี้ยสูงหรือพวกลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่อัตราโดนโกงคือ 100% ถ้าโกรธไปทวงหนี้ผิดกฎหมายก็เป็นคดีอาญาตามมาอีกเช่นกัน ไม่ควรไปเสี่ยงกับการได้ดอกเบี้ยสูงที่ผิดกฎหมาย 

ส่วนคนเป็นลูกหนี้ก็มาปรึกษาว่า ผ่อนไม่ไหวจะแก้ปัญหาอย่างไรกฎหมายช่วยอะไรได้ อันนี้เราก็รับเจรจาลดหนี้จากดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดให้เป็นดอกเบี้ยตามกฏหมาย และต้องยกตัวอย่างหลายคนที่ไปฆ่าตัวตายเพราะเป็นหนี้นอกระบบใช้หนี้ไม่ไหวเกิดเป็นข่าวประจำต่อเนื่อง ทางออกมีครับมาปรึกษาอัยการไม่ต้องตาย ไม่ต้องหนี

ส่วนปัญหามรดก รับฟังความทุกข์จากประชาชนแล้วมีข้อคิดคือ ถ้าเลี้ยงลูกให้ดี ไม่โลภ ไม่หลง ญาติพี่น้องคงไม่ต้องมาทะเลาะกันเพราะแย่งมรดก ครอบครัวใดที่เลี้ยงลูกให้ดี ไม่โลภ มักไม่มีปัญหามรดก คนจนมีปัญหามรดก น้อยกว่าคนรวย เพราะไม่มีอะไรให้แย่งกัน เมื่อเกิดปัญหาแล้วความเป็นญาติพี่น้องสิ้นสุดฟ้องร้องกันในศาล  มองว่าต้นเหตุน่าจะมาจากครอบครัวและการเลี้ยงดูมาด้วยความดีงามและศีลธรรมอันดี เเต่ถ้ามีข้อติดขัดในการจัดการมรดกจากการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ว่าเป็นเงินในบัญชีเงินฝากหรือบ้านที่ดินอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนทั้ง 117 สาขาทั่วประเทศยื่นคำร้องขอจัดการมรดกให้ฟรี 

สำหรับปัญหาเรื่องถูกหลอกลวง ถูกโกงก็มาก ถูกโกง มาจากความไว้วางใจถ้าคนไม่รู้จักเราจะหลอกลวงเราไม่ได้เลย  ยิ่งรู้จักสนิทมากเท่าไหร่ เราไว้ใจมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสโกงได้มากเท่านั้น ไม่มั่นใจก่อนตัดสินใจโทรปรึกษาอัยการสายด่วน 1157 ก่อนอาจจะไม่ถูกโกง

“ด้วยสภาพเศรษฐกิจในสถานการณ์ตอนนี้ย่อมสะท้อนสภาพปัญหากฎหมาย ด้วยความห่วงใยประชาชนเชิญปรึกษาอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ฟรีใช้บริการเถอะครับความทุกข์ใหญ่หลวงจะได้ไม่ต้องตามมาภายหลัง” รองอธิบดี สคบ.ระบุตอนท้าย .
 

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697517

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “ความท้าทายจากนโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy in Action) ของการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่และฉลาด”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “Thailand Smart City Expo 2022” จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย ชณกช ชสิธภนญ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.-สภาพัฒน์) กล่าวว่า ในปัจจุบันแผนการพัฒนาขับเคลื่อนเสร็จแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนแล้วได้ผลที่เป้าหมายกำหนดไว้

ซึ่งกรณีของ “หมุดที่ 8” จะมีเป้าหมายอยู่ 3 เป้าหมาย ได้แก่ 1.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาค ซึ่งจะเป็นหมุดเดียวกับภาคพื้นที่และเมือง โดยการที่จะทำให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องมีการจ้างงาน เพื่อมีเศรษฐกิจและกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น ดังนั้น จะเป็นสิ่งที่เป็นผลต่อเนื่องทั้งรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องทำ ก็คือรัฐบาลมีนโยบายสร้างให้เกิดกำลังคนที่พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เช่น EEC มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย

2.การกระจายรายได้ให้ทั่วถึง การกระจายรายได้เกิดขึ้นได้จะต้องมีการจ้างงานเกิดขึ้นในพื้นที่ ถ้าหากกระจายรายได้ไม่ทั่วถึงจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น และ 3.การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งเมืองอัจฉริยะ (DEPA) จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีแผนที่ดี มีการปฏิบัติซึ่งมีทรัพยากร กลไกต่างๆ ต้องพร้อม มีติดตามประเมินผลและมีการปรับเปลี่ยนแผนเมื่อจำเป็น

“โดยแผนการพัฒนาที่ 13 เป็นแผนระดับที่ 2 ซึ่งหมายความว่าเป็นระดับนโยบาย การกระทำจะเกิดขึ้นในระดับที่ 3 ซึ่งเป็นแผนที่หน่วยงานต่างๆ ทุกระดับเป็นผู้ทำ จะเห็นได้ว่าเป้าสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ คนจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั่วถึง เมืองที่ดีจะต้องเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนและพร้อมปรับตัวซึ่งทุกคนจะต้องได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน” ผอ.กองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สภาพัฒน์ ระบุ

ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการกลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า ความท้าทายในการทำ “สมาร์ทซิตี้” คือการเปลี่ยนความคิดของคน โดยเฉพาะผู้นำเมืองหรือนายกเทศมนตรีที่เกิดความกลัวจึงทำให้ปิดกั้นสิ่งต่างๆ นอกจากนี้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีผู้นำรุ่นเก่าจะรับได้ยากจึงทำให้เกิดช่องว่าง และเรื่องของงบประมาณก็เป็นความท้าทายเช่นกัน

“ในส่วนของกฎหมายก็ปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีไม่ทัน ซึ่งจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้เข้าช่วย โดยการร่วมมือกับเอกชนเข้ามาเพื่อไม่ให้ทางหน่วยงานท้องถิ่นรับภาระเพียงคนเดียวนอกจากนี้การนำคนรุ่นใหม่เข้ามาเพราะจะรับรู้เรื่องเทคโนโลยีได้เร็ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่นำมาเทรนเรื่องของสมาร์ทซิตี้ก็เป็นคนในพื้นที่” รอง ผอ.กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม DEPA กล่าว

ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ความท้าทายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยี และการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี โดยปัจจุบันจะมุ่งเน้นส่งเสริมมากกว่ากำกับดูแล ตัวอย่างเช่น ถ้าเมืองต้องการทำตลาดกลางขายสินค้าเกษตร โดยตลาดต้องการคนขายและคนซื้อ และตัวแพคฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในทางแก้ ซึ่งเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล

“เช่น AI นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายและการขึ้นลงของราคาสินค้า แต่เมื่อนำ AI มาใช้จะมีปัญหาหรือไม่ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์มีการกรองเอาข้อมูลส่วนบุคคลออกหรือไม่ ซึ่งมีเรื่องกฎหมายและระเบียบที่ต้องทำตาม และอาจจะทำให้กีดกันคนบางกลุ่มออกไป ซึ่งเป็นมุมของธรรมาภิบาลที่ต้องเข้าไปกำกับดูแล” ผอ.ETDA ยกตัวอย่าง

ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่ธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารโลกมีบทบาทส่งเสริมสมาชิกมากถึง 177 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารโลกด้วย เป้าหมายคือส่งเสริมให้ประเทศเกิดการพัฒนา เพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงตอบโจทย์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งคำว่า “สมาร์ทซิตี้” ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยเท่านั้น จึงได้นำประสบการณ์จากต่างประเทศมาเล่าให้กับหน่วยงานต่างๆ ว่าทิศทางในการขับเคลื่อนควรจะทำอย่างไรและควรจะไปทิศทางไหน

“เมื่อพูดถึงสมาร์ทซิตี้จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยประเทศไทยมีข้อมูลดิจิทัลเป็นรหัส 13 หลัก แต่ยังไม่มีการแบ่งปันข้อมูลและใช้ข้อมูล การที่จะทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้ เครื่องมือและข้อมูลต่างๆ จะต้องเชื่อมโยงกันเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์ นอกจากนี้โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สามารถจัดการความแออัดให้น่าอยู่และยั่งยืนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ที่สามารถจัดการเมืองที่แออัดให้น่าอยู่เป็นผลสำเร็จได้” เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าว