สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย – สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย - สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย – สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย “สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569” ชี้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร จากปรากฏการณ์ “เกิดน้อย อายุยืน และแรงงานหดตัว” อย่างรวดเร็ว จนกำลังจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า พร้อมเน้นย้ำว่า วิกฤตประชากรครั้งนี้ไม่ใช่ทางตัน หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการ “ปฏิรูปคุณภาพคน” และวางนโยบายระยะยาวเพื่อความมั่นคงของประเทศ

โดยข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 4  แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน

สถาบันวิจัยประชากรฯ คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 3.4 ล้านคน

แม้ตัวเลขการเกิดจะลดลงอย่างน่ากังวล แต่ผลสำรวจออนไลน์ความคิดเห็นของประชาชนชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน (สถานการณ์ประชากรและสังคม ปี 2568) โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ส่วนใหญ่ยังต้องการมีบุตร เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ไม่อยากมีลูก” แต่อยู่ที่ ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และเวลาทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ว่า มาตรการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประชาชนให้ความสำคัญกับ คุณภาพการศึกษา เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัวมากกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรในระยะยาว

ดัชนีความสุขประชากรไทย ปี 2568 พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.05 จาก 10 คะแนน แต่มีความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างกลุ่มวัยและอาชีพ โดย Gen Z มีความสุขต่ำที่สุด ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรมีคะแนนความสุขต่ำเพียง 5.50 คะแนน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านรายได้และคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการสร้างครอบครัวและการตัดสินใจมีบุตร

เมื่อการเพิ่มประชากรโดยธรรมชาติไม่ทันต่อการหดตัวของแรงงาน สถาบันวิจัยประชากรฯ จึงเสนอแนวคิด “การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration)” โดยถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติเปิดรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง (ร้อยละ 54.0) และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติที่เติบโตและผ่านการศึกษาในไทย (ร้อยละ 64.3) สามารถทำงานได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ ซึ่งถือเป็นทุนมนุษย์ที่พร้อมใช้งานและปรับตัวได้ดี

อีกหนึ่งประเด็นเร่งด่วนคือ ผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นสถานการณ์ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง มีจำนวนสูงถึง 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในรอบ 30 ปี ทั้งนี้มีความน่ากังวลสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเมือง ซึ่งมีข้อจำกัดในการได้รับการดูแลโดยชุมชน แนวคิดการสร้างตาข่ายนิรภัยดิจิทัล (Digital Safety Net) เช่น การใช้ข้อมูลการใช้น้ำ – ไฟฟ้าเป็นสัญญาณเตือน จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและยกระดับการดูแลผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

ผลสำรวจออนไลน์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจได้สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับการปรับตัวสู่สังคมสูงวัย โดยเสียงส่วนใหญ่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 53.0) เห็นควรให้ปรับนิยาม “ผู้สูงอายุ” โดยเริ่มต้นที่ 65 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ พนักงานบริษัท และผู้ที่มีการศึกษาสูง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในการทำงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังคงมีช่องว่างระหว่างวัย เนื่องจากกลุ่ม Gen Z ยังต้องการให้อายุเกษียณคงอยู่ที่ 60 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คน Gen Z ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาบุคลากรสูงวัยที่มีทักษะสูงกับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในสายอาชีพไปพร้อมกัน รวมทั้งควรแยกนโยบายอายุเกษียณตามลักษณะงานและทักษะ

การรับมือวิกฤตเกิดน้อย – สังคมสูงวัย ต้องก้าวข้ามนโยบายระยะสั้น และหันมาลงทุนใน คุณภาพคนตั้งแต่ปฐมวัย การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพประเทศในระยะยาว

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เดินหน้าภารกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) จัดงาน “PMUC Co-creation: ร่วมสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ครั้งที่ 2 เพื่อสร้างความเข้าใจในทิศทางการสนับสนุนทุนโฉมใหม่ หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดงานครั้งแรกที่มุ่งเน้นภาคเอกชน โดยครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักวิจัย ภาควิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเตรียมความพร้อม และเปิดตัว “Concept Note” ที่ยกระดับคุณภาพงานวิจัยต้นน้ำให้ตอบโจทย์การแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง ณ โรงแรม มณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณะอนุกรรมการประจำ บพข. ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา เป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทย บพข. ภายใต้โครงสร้างใหม่ของ รวพ. จึงมุ่งมั่นสนับสนุนให้นักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐ นำองค์ความรู้มาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า หลังจากที่ บพข. จัดงานครั้งแรกเพื่อสื่อสารกับภาคเอกชนไปแล้ว การจัดงานครั้งที่ 2 นี้ จึงเจาะจงที่กลุ่มนักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” สำคัญของประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือการนำเสนอทิศทางการให้ทุนที่ชัดเจน และเปิดตัวช่องทาง Concept Note (ข้อเสนอโครงการเชิงหลักการ) ที่เปิดรับตลอดทั้งปี กลไกนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถส่งแนวคิดเบื้องต้นมาให้ บพข. พิจารณาความเป็นไปได้ก่อนจัดทำข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ ช่วยลดภาระด้านเอกสารและทำให้การพัฒนาโจทย์วิจัยตรงเป้าหมายตั้งแต่ต้นทาง ตอบสนองต่อพลวัตรการพัฒนานวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ Co-creation: ร่วมสร้างนวัตกรรมไทยกับ บพข.” โดยคณะผู้บริหาร เพื่อแนะนำกรอบโจทย์และความมุ่งหวังของแผนงาน รวมถึงกิจกรรม Workshop เจาะลึกหัวข้อ “Co-creation: สานการขับเคลื่อนกับ บพข. ให้ตอบโจทย์ประเทศ” ซึ่งเน้นเทคนิคการเชื่อมต่องานวิจัยเข้ากับช่องทาง Concept Note ใน 8 แผนงานสำคัญ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.อาหารมูลค่าสูง 4.เศรษฐกิจหมุนเวียน 5.พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ 6.ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ Semiconductor 7.ระบบคมนาคมแห่งอนาคตและระบบราง และ 8.โลจิสติกส์

งาน PMUC Co-creation ครั้งที่ 2 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาควิชาการและภาครัฐเข้ากับกลไกตลาด เพื่อร่วมกันเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

สสส.-กรมสุขภาพจิต หนุน “ปลูก–ปลุกสุข” ปั้นนักสื่อสารสร้างสุขขับเคลื่อนพลังสุขภาพจิตจากแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่พื้นที่จริง ด้วยต้นแบบชุมชนเบญลักษณ์โมเดล ฟื้นฟูจิตใจคนชายแดน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ปลูก–ปลุกสุข” ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 กรมสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงและเครือข่ายนักสื่อสารสร้างสุขด้านสุขภาพจิต โดยมุ่งเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (Mental Health Literacy) ให้ประชาชนสามารถดูแลใจของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล “บ้าน–พลัง–ใจ” เป็นพื้นที่กลางในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมต่อการทำงานจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชนหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการ คือ อำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งสะท้อนภาพการนำแนวคิดและเครื่องมือจากแพลตฟอร์มดิจิทัลมาปรับใช้กับบริบทพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยพลังของแกนนำชุมชน หน่วยงานสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมกันสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย ใกล้ตัว และตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนในชุมชน

ดร.สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 กล่าวว่า “โครงการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารสร้างสุข” หรือ ปลูก-ปลุกสุข มีเป้าหมายเสริมพลังประชาชนให้เป็น Change Agents ด้านสุขภาพจิตในชุมชน เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ดิจิทัลสู่การปฏิบัติการในพื้นที่จริง ครอบคลุมพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด 5 อำเภอในเขตสุขภาพที่ 10 โดยอำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ บูรณาการกับแนวคิดสุขเป็น และแนวคิดปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพจิต เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต ดูแลใจในชุมชน และการสื่อสารผ่านเครือข่ายประชาชนและดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและการดูแลสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น ลดอคติและความกลัวในการขอความช่วยเหลือ”

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิต สสส. กล่าวว่า “การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตจำเป็นต้องมองลึกถึง “รากของปัญหา” และทำงานเชิงป้องกัน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ไม่รอให้ปัญหาเกิดแล้วจึงแก้ไขปลายทาง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ พร้อมเน้นย้ำว่า สุขภาพจิตไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ แนวคิด “สุขเป็น” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะกระบวนการเสริมพลังใจ สร้างทักษะการรับมืออารมณ์ และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้คนในชุมชนได้ฟังกันโดยไม่ตัดสิน โดยเฉพาะการพัฒนา แกนนำสุขเป็น ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ทำหน้าที่เชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ ให้สามารถดูแล เฝ้าระวัง และส่งต่อกรณีมีปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างทันท่วงที

“พื้นที่ชายแดนเผชิญความเปราะบางจากเศรษฐกิจ สถานการณ์ความไม่สงบ และปัญหายาเสพติด จำเป็นต้องมีกลไกชุมชนที่เข้มแข็ง การบูรณาการ “สุขเป็น” เข้ากับแผนตำบล แผนชุมชน และกลไกระดับอำเภอ จะช่วยให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนโดยแกนนำสุขเป็น จึงไม่เพียงช่วยเยียวยาความเครียดและความทุกข์ของคนในช่วงวิกฤต แต่ยังเป็นการยกระดับสุขภาพจิตของคนทั้งชุมชน สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ และทำให้ชุมชนชายแดนสามารถยืนหยัด ดูแลกันเอง และก้าวผ่านความท้าทายไปด้วยกัน” นายชาญเชาวน์ กล่าว

นายชูไชย นิจไตรรัตน์ ผู้จัดการโครงการสุขเป็น มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) หนึ่งในผู้ร่วมขับเคลื่อนงานสุขเป็นในพื้นที่อำเภอเบญลักษณ์ กล่าวว่า “การทำงานเริ่มต้นร่วมกับพื้นที่ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงแกนนำชุมชนตัวจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยความสำเร็จเกิดจากการทำงานร่วมกันของศูนย์สุขภาพจิตสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และภาคีในพื้นที่ ที่มีการเตรียมคนและองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตไว้อย่างเข้มแข็ง ขณะที่ทีมโครงการเข้าไปเสริมด้วยเครื่องมือและกิจกรรมง่าย ๆ ใกล้ตัว ช่วยให้คนในชุมชนเริ่มจากการมีความสุข เห็นคุณค่าในตนเอง และต่อยอดไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่น”

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวเชื่อมั่นว่า การบูรณาการพลังนโยบาย พลังดิจิทัล และพลังชุมชน ผ่านแพลตฟอร์ม “บ้าน–พลัง–ใจ” และการขับเคลื่อนโดยแกนนำสุขเป็นในพื้นที่อย่างอำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ จะเป็นต้นแบบสำคัญของการสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขยายผลได้ในระดับประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เข้าสู่เดือนมกราคมของทุกปี เดือนนี้มีวันสำคัญถึง 2 วันที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของชาติ คือ “วันเด็ก” วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือน และ “วันครู” วันที่ 16 มกราคม เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงได้นั้นการศึกษาอันประกอบด้วยโรงเรียนและครูก็เป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  พบว่า ในปี 2567 มีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 3-18 ปี ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 982,304 คน ซึ่งแม้จะชี้ว่าปัญหา “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา” ลดลงจากปีการศึกษาก่อนหน้าที่มีอยู่จำนวน 1.02 ล้านคน แต่ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่สูง

ขณะที่รายงาน “7 สาเหตุที่ทำให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา” ซึ่ง กสศ. เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. 2567 พบว่า “ความยากจน” เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด สูงถึงร้อยละ 46.7 ห่างจากอันดับ 2 อย่างปัญหาครอบครัว ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 16.4 ขณะที่ผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา มักไม่มีงานประจำหรือมีงานแต่เป็นแบบรับต้างรายวัน สูงถึงร้อยละ 47.11 และหากแบ่งเป็ยกลุ่มอาชีพ พบว่าผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด ร้อยละ 42.67

ช่วงค่ำวันที่ 9 ม.ค. 2569 กสศ. ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ปีการศึกษานี้ ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” มีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง โดย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ช่วง 2 – 3 เดือนนี้เป็นช่วงใกล้ปิดภาคเรียน ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีเรื่องร้องเรียนว่าสถาบันการศึกษาไม่ออกใบรับรองการสำเร็จการศึกษาตามช่วงชั้น (ป.6 , ม.3 และ ม.6) ให้นักเรียนที่มีฐานะยากจน

“อันนี้เป็นประเด็นย้อนแย้ง เพราะจริงๆ รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งตอนนี้สภาองค์กรของผู้บริโภคก็พยายามจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผลักดันให้เกิดการเรียนฟรีที่แท้จริงที่ไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมเงินบำรุงจากนักเรียนในกรณีหลักสูตรทั่วไป แต่ขณะเดียวกันเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีเคสที่เกิดขึ้นตลอดเลยว่ามีเด็กที่สื่อสารเข้ามาทางช่องทางต่างๆ ที่สภาองค์กรฯ มีอยู่ว่าเขาเจอโจทย์จากทางโรงเรียนว่าโรงเรียนไม่ยอมออกใบ ปพ. (เอกสารรับรองประวัติการศึกษา) ให้” ผศ.อรรถพล กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่ มีนา ดวงราศี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค เล่าว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะรับรองสวัสดิการของรัฐด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี แต่ในความเป็นจริงผู้ปกครองบางท่านต้องเครียดเพราะบุตรหลานยังไม่ได้ใบรับรองจบการศึกษา ส่งผลกระทบกับเป้าหมายต่อไปของชีวิต จากที่ตั้งใจจะไปสมัครงานในสถานประกอบการหรือไปเรียนต่อระดับที่สูงขึ้น เมื่อไม่มีเอกสารดังกล่าวก็ต้องหันไปค้าขายหรือติดตามผู้ปกครองไปทำงานก่อสร้าง และพบว่าเด็กหรือเยาวชนบางคนในจำนวนนี้คุณภาพชีวิตแย่ลง  

สำหรับกระบวนการทำงานของสภาผู้บริโภคใน จ.สุรินทร์ เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วจะประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เพื่อประสานต่อไปยังผู้บริหารสถาบันการศึกษาให้ออกเอกสารรับรองการสำเร็จการศึกษาให้ผู้เรียน แต่สิ่งที่พบคือแม้สถาบันการศึกษาจะเข้าใจข้อกฎหมาย แต่กว่าจะได้เอกสารผู้เรียนและผู้ปกครองก็จะถูกเทศนาเป็นเวลานาน ทำให้เด็กรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีและอับอาย ไม่มีกำลังใจที่จะเดินต่อ มองว่าตนเองคือตัวถ่วงปัญหา ทำให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียนเสียหาย

แต่อีกมุมหนึ่ง ในฝ่ายสถาบันการศึกษาเองก็มีมุมมองว่าคณะทำงานรับเรื่องร้องเรียนทำไม่ถูกต้อง เพราะทางโรงเรียนเองก็ได้ผ่อนผันแล้ว เช่น บอกว่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ใช้ขี่ไปทำงานได้แต่เหตุใดมาผ่อนค่าเล่าเรียนกับทางโรงเรียนไม่ได้ ตั้งคำถามว่าทำไมไม่รู้จักวางแผนเก็บเงิน หรือตำหนิว่าแบบนี้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับรุ่นน้อง ต่อไปคนรุ่นหลังๆ จะไม่จ่ายค่าเล่าเรียน เป็นต้น และไม่ว่าจะเป็นการเจรจาผ่าน สพม. หรือเจรจากับผู้บริหารสถาบันการศึกษาโดยตรง ความรู้สึกเสียใจในมุมของสถาบันการศึกษาก็ไม่แตกต่างกัน

“ครูซึ่งเป็นกลุ่มของผู้บริหาร ที่เป็นครูผู้ช่วยเขาก็ร้องไห้เลย เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความทุกข์มาก เป็นภาพที่ไม่ดีกับโรงเรียนมากๆ แต่การไปขอใบจบที่มันผ่านไปปีหนึ่ง มันไม่มีปัญญาไปเอาใบเกรดมาได้ด้วยเงินที่ไปแลก เก็บค่าแรงทุกวันทำงานกับพ่อ แต่ว่าสิ่งที่โรงเรียนบอกว่าโรงเรียนไม่ได้เงินกับด็กเลย มันทำให้โรงเรียนรู้สึกเสียใจมากเลยที่ทำไมเด็กคนนี้จะต้องได้ใบตัวนี้ออกไปด้วย มันไม่เป็นธรรมกับโรงเรียนเลย อันนี้คือภาพที่เห็นว่ามันมีภาพแบบนี้” หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค กล่าว

เช่นเดียวกับ ปาริชาต ชัยวงษ์ ครูชำนาญการ ในฐานะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ที่เล่าว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงระหว่างภาคเรียนซึ่งจะมีการติดตามทวงถาม มีหนังสือแจ้งผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละห้อง ให้อาจารย์ที่ปรึกษาทวงถาม การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งที่ควรเป็นสิทธิ์อยู่แล้วเริ่มต้นจากจุดนี้ ทำให้รู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่หากมาโรงเรียนโดยไม่จ่ายค่าเล่าเรียน ขณะที่สถาบันการศึกษาก็มองคนที่มาเรียกร้องคือปัญหามากกว่าจะมองว่าต้องดูแลช่วยเหลือ ซึ่งเกิดจากระบบช่วยเหลือของโรงเรียนอ่อนแอตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างของระบบช่วยเหลือที่ใช้ได้จริง เช่น หากระหว่างที่กำลังเรียนมีการเยี่ยมบ้านนักเรียน มีการสำรวจคัดกรองก็จะเห็นว่านักเรียนแต่ละคนมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร หรือกำลังเจอกับช่วงเวลาแบบใดในชีวิต อาทิ เคยพบนักเรียนคนหนึ่งมีภาวะซึมเศร้าแต่ยังไม่ถึงกับป่วย นักเรียนคนนี้ไม่อยากมาโรงเรียน เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าพ่อเพิ่งตกงาน ทำให้จ่ายค่าเล่าเรียนในภาคเรียนล่าสุดไม่ได้ทั้งที่ภาคเรียนก่อนๆ จ่ายได้มาตลอด ซึ่งเมื่อพบแบบนี้ก็ไม่ต้องรอให้ไปถึงปลายทาง แต่สามารรถแก้ไขเพื่อให้ปัญหาบรรเทาความรุนแรงลงได้ตั้งแต่ระหว่างทาง

โดยเมื่อครูพบเด็กที่เข้าข่ายต้องได้รับความช่วยเหลือก็สามารถส่งเรื่องมาที่ระบบดูแล ซึ่งโดยส่วนตัวเท่าที่ตนเคยทำยังไม่พบว่ามีกรณีใดที่โรงเรียนไม่อนุมัติให้ช่วยเหลือ เพราะโรงเรียนรับรู้แล้วว่านักเรียนกำลังต้องการความช่วยเหลือและพร้อมสนับสนุน ซึ่งจะต่างจากการไปช่องทางร้องเรียนแล้วทำให้โรงเรียนรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นศัตรู ขั้นตอนจากภายในคืออาจารย์ที่ปรึกษาและงานระบบดูแลเพื่อยื่นขึ้นไปให้ทางโรงเรียนอนุมัติ หลังจากไปเยี่ยมบ้านมาแล้วพบนักเรียนมีสภาวะครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ

“เช่น เราขอเสนอให้เด็กได้ค่าอาหารกลางวันเพิ่มจากโรงเรียนเป็นคูปองเพื่อรับประทานอาหารฟรีทั้งเทอมนี้วันละ 50 บาท เราขอให้เด็กคนนี้ได้รับการลดหย่อนค่าเทอมหรือค่าบำรุงการศึกษาในส่วนที่เป็นของโรงเรียน แล้วก็จ่ายเฉพาะ 200 – 400 บาทในส่วนที่เป็นของสมาคมอื่นๆ ค่าทำความสะอาดอะไรแบบนี้เพื่อให้มันถูกลงเบาลง หรือเราขอให้ผู้ปกครองสามารถผ่อนจ่ายเดือนละ 200 บาท 500 บาทเป็นเวลากี่เดือน คือในระหว่างทางมันสามารถที่จะช่วย Support (สนับสนุน) เขาเพื่อไม่ให้มันกลายเป็นรวมเป็นเงินก้อนใหญ่ตรงปลายทาง เพราะเรารู้ว่าผู้ปกครองไปจ่ายตรงปลายทางเป็นก้อน โอกาสที่จะจ่ายแล้วได้จบมันน้อยลง” อาจารย์ปาริชาต ยกตัวอย่าง

อาจารย์ปาริชาต กล่าวต่อไปว่า เมื่อทำแบบนี้ได้มุมมองที่สถาบันการศึกษามีต่อนักเรียนก็จะไม่มองเป็นปัญหา แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการศึกษาต้องดูแล เพราะไม่ว่าท้ายที่สุดนักเรียนคนนั้นจะเรียนจบหรือไม่ คนที่เดินไปด้วยกันระหว่างทาง เช่น ครูประจำชั้นหรือครูที่รับผิดชอบงานดูแลตั้งแต่ ม.1 – ม.3 จะมีส่วนผลักดันไปถึงจุดนั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและพอจะบรรเทาได้ อย่างไรก็ตาม การทำแบบนี้คือการพึ่งต้นทุนของสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกแห่ง ไม่ใช่ทุกโรงเรียนจะมีทรัพยากรภายนอกมากพอจะมาสนับสนุน

มุมมองจากผู้บริหารสถาบันการศึกษา ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย ในฐานะ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ที่รัฐประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ก็มีการรวมกลุ่มของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงพยายามชี้แจงว่าด้วยงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่รัฐจัดสรรให้นั้นไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเปิดให้มีการระดมทรัพยากร แล้วผู้เกี่ยวข้อง เช่น ชุมชนหรือผู้ปกครองก็ยินดีสนับสนุน กระทั่งในเวลาต่อมา ต้นสังกัดของสถาบันการศึกษาก็ให้แนวปฏิบัติว่าเก็บเงินเรื่องใดได้ – ไม่ได้บ้าง

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังของผู้ปกครองเรื่องคุณภาพ (เช่น ห้องเรียนต้องติดแอร์) ใช้ทรัพยากรบางอย่างที่ไม่เหมือนโรงเรียนรอบนอก แต่โรงเรียนที่ตนทำงานอยู่เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้เพราะผู้ปกครองยากจน การช่วยเหลือให้นักเรียนได้เรียนจบสำหรับสถาบันการศึกษากลุ่มนี้ก็ต้องหาแหล่งสนับสนุนทางอื่นไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน

โดยสรุปแล้วจึงสามารถแบ่งสถาบันการศึกษาแป็น 2 ประเภท ในส่วนของโรงเรียนที่ไม่สามารถเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มกับผู้ปกครองได้ จะไม่เกิดภาพที่นักเรียนไม่ได้รับใบรับรองสำเร็จการศึกษาเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ตรงกันข้ามนักเรียนจะได้รับความช่วยเหลือทั้งเรื่องอาหาร การเดินทาง ทุนการศึกษาเพื่อให้เรียนจบให้ได้ แต่สำหรับโรงเรียนที่กังวลว่าหากไม่มีทรัพยากรแล้วจะยังคงทำให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างไร อาทิ หลายโรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนของครูชาวต่างชาติหรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

“สิ่งที่ผมคิดว่าต้องปรับจูนก็คือผมเข้าใจว่าผู้ปกครองบางคนเพิ่งตื่นรู้ว่าเขาไม่เก็บกันหรือ? ทีนี้เราก็ไม่มี Mapping (การทำแผนที่) ด้วยว่าโรงเรียนไหนเก็บ – ไม่เก็บ ขนาดผมอยู่ใกล้ๆ กับอีกโรงเรียนหนึ่งที่เรียกก็บเขาก็ยังเลือกไปโรงเรียนที่เก็บนะทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายาม คือผมว่าเขาไม่รู้หรือเปล่าว่ามันมีเรื่องการไม่เก็บได้ ในขณะที่ผู้ปกครองก็บอกว่าโรงเรียนไหนฟรีโรงเรียนนั้นไม่ดี อันนี้ก็เป็นมุมมองของผู้ปกครองเช่นเดียวกัน” ผอ.ศุภโชค ระบุ

ผอ.ศุภโชค เสนอแนะเพิ่มเติมว่า จากมิติดังกล่าวอาจจำเป็นต้องเผยแพร่ให้ความรู้กับผู้บริโภคในฐานะผู้ปกครองทั้งหลายว่านี่คือขั้นพื้นฐานของโรงเรียน หรือไม่ก็ทำแผนที่ให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาแห่งใดเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมบ้าง เก็บเท่าไรและอย่างไร เช่น โรงเรียน A เก็บเพิ่ม 20,000 บาท โรงเรียน B เก็บเพิ่ม 15,000 บาท โรงเรียน C เก็บเพิ่ม 5,000 บาท โรงเรียน D ไม่เก็บเพิ่ม ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองรู้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะเหมือนกับมีความเชื่อเดิมมาก่อนเลยว่าเมื่อจะเข้าเรียนชั้นมัธยมต้องเตรียมจ่ายเงิน ดังนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ตนก็อยากให้โรงเรียนที่เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมได้ช่วยสำรวจอย่างจริงจังว่านักเรียนเข้ามาเรียนด้วยข้อจำกัดอะไร เช่น บางคนเรียนอยู่ดีๆ ครอบครัวก็หย่าร้างแยกทาง รายได้ที่เคยมีก็หายไป อย่างตนก็เคยเจอนักเรียนมัธยมในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ครอบครัวแตกแยกตอนกำลังอยู่ชั้น ม.2 ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เมื่อผู้ปกครองถูกทวงถามบ่อยๆ ก็ทนไม่ไหวต้องย้ายเด็กไปเรียนที่โรงเรียนรอบนอก แต่ก็ติดปัญหาไม่มีใบรับรองระดับการศึกษาว่าผ่านชั้น ม.1 มาด้วยเพราะโรงเรียนเดิมไม่ออกให้

และเพื่อไม่ให้เด็กคนนี้เสียโอกาส ครูในโรงเรียนที่เด็กย้ายไปเรียนก็อนุญาตให้ใช้วุฒิการศึกษา ป.6 มาสมัครก่อนแล้วหาทางค่อยๆ เทียบผลการเรียนจนเด็กไม่ต้องเสียเวลา ซึ่งหัวอกคนเป็นครูจะพยายามช่วยเหลือ และตนก็เข้าใจว่าผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มที่เก็บเงินเพิ่มคงมีวิญญาณความเป็นครูไม่แตกต่างกัน เพียงแต่อาจยังได้ข้อมูลไม่เพียงพอ แต่หากรับรู้แล้วตนเชื่อว่าคงเห็นด้วยที่จะช่วยเหลือ ขณะที่รัฐควรมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจกับทั้งผู้ปกครองและผู้บริหารสถาบันการศึกษา

สุดท้ายคือสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนต้องเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้สามารถระดมทรัพยากรจากชุมชนได้มาก หลายสมาคมมีงบปรเมาณจำนวนมาก ตนจึงอยากเสนอว่า นอกจากเติมเต็มทรัพยากรประเภทเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ของผู้เรียน สิ่งอำนวยความสะดวก ยานพาหนะหรืออาคารของโรงเรียนแล้ว ยังอาจปันส่วนงบประมาณมาดูแลเรื่องทุนการศึกษาของนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย

“ในโรงเรียนหนึ่งที่ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ดูเหมือนว่าจะมีชนชั้นกลางค่อนข้างสูงเข้าไปเรียนก็ไม่ได้แปลว่าชนกลุ่มนี้เขาจะไม่เกิดอุบัติเหตุชีวิต บางทีเขาอาจจะต้องเสียจังหวะชีวิตแล้วทำให้ไม่มีเงินค่าเทอม ผมว่าสมาคมผู้ปกครองจำเป็นเหมือนกันที่จะเข้ามาช่วยดูแลช่วยเหลือ ผมว่าถ้าเราตั้งฐาน Mindset (วิธีคิด) ของการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในฐานะมนุษย์ 1 คนที่ควรจะได้เรียน ในฐานะต้นทุนประเทศ เป็นทรัพยากรบุคคลที่จะต้องได้รับการพัฒนา เราคงไม่ยอมเรียกเก็บเงินแล้วทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้ แล้วประเทศเราก็จะย่ำแย่ลงไป” ผอ.ศุภโชค กล่าว

 พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวถึงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายประชากรเด็กเยาวชนอายุ 3 – 14 ปี ในครัวเรือนร้อยละ 15 นับจากฐานะระดับล่างสุด (Bottom 15%) ของสังคมไทย ปีการศึกษา 2567 พบว่า มีเด็กถึง 3 ล้านคน ที่อยู่ในครัวเรือนซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งก็มีความพยายามเติมทรัพยากรไปที่เด็กกลุ่มนี้ แต่ด้วยทรัพยากรมีจำกัดทำให้ดูแลได้เพียง 1.9 ล้านคน ส่วนอีก 1.1 ล้านคนยังไปไม่ถึง

และจริงอยู่ที่หากมีครูและผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ดี ปัญหาที่นักเรียนต้องเผชิญก็จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลง แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกกรณีจะโชคดีแบบนั้น หลายโรงเรียนก็มีข้อจำกัด เช่น ครูต้องดูแลนักเรียนจำนวนมาก ผู้บริหารก็มีภารกิจมาก ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 21 มี.ค. 2568 จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลระบบการศึกษาจะอยู่ที่ 880,453 คน ลดลงต่อเนื่องจากปี 2567 (982,304 คน) และปี 2566 (1.02 ล้านคน)

ขณะที่การเรียนแล้วไม่ได้วุฒิการศึกษา เมื่อออกไปทำงานก็ต้องทำงานที่ใข้วุฒิต่ำกว่าที่เรียนมาจริง รายได้ก็จะน้อยกว่าที่ควรได้รับ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษายังมีเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่าย เช่น ครอบครัว ความพร้อมของเด็ก แม้กระทั่งรูปแบบการศึกษาที่แข็งตัวไม่ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หากเติมเข้ามาก็จะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

“เอาเข้าจริงๆ การเงินเป็นปัญหาเรื่องหนึ่ง ตัวคุณครู ระบบดูแลช่วยเหลือของโรงเรียนสามารถคลี่คลายเรื่องนี้ได้ถ้าเรามีทีมงานที่พร้อมจะช่วยโรงเรียนอีกทางหนึ่ง แบบนี้โรงเรียนน้องๆ สบายเลย ฉะนั้นนอกจากปัญหาโจทย์เรื่องเงิน ปัญหาเรื่องรูปแบบการจัดการศึกษาแล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ” ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าว

ข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 462,240 คน และหากดูสถิติย้อนหลังไปเรื่อยๆ แนวโน้มจำนวนเด็กเกิดใหม่มีแต่จะลดลงไปเรื่อยๆ แม้บางปีอาจมีเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย ในภาพรวมนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสถิติเมื่อ 30 – 40 ปีก่อนที่จำนวนเด็กเกิดใหม่เกือบล้านหรือเกิน 1 ล้านคนต่อปี “เมื่อปริมาณน้อยคุณภาพจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ” และการสร้างคนให้มีคุณภาพก็มาจากการศึกษา

“ต้องไม่มีเด็กคนไหนเรียนไม่จบเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” จึงเป็นเป้าหมายที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนต่อและทำงานตามความรู้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี้จะเท่ากับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป!!!

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

นายพิสุทธ์ ยงค์กมล กรรมการบริหารกลุ่มสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ เป็นประธานเปิดงาน “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” โดยมี ดร.ยงสิทธิ์ ยงค์กมล และ พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ร่วมเปิดงาน ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

นายพิสุทธ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันครู สถาบันในเครือสารสาสน์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมคุณค่าความเป็นครู จึงจัดทำโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” เพื่อเทิดพระเกียรติ “พ่อครูแห่งแผ่นดิน” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่ครูแห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงเป็นต้นแบบของครูผู้ให้ ทั้งด้านความเมตตา ความเสียสละ และการทำนุบำรุงการศึกษาไทย

โครงการนี้มุ่งปลูกจิตสำนึกแห่งการให้แก่ผู้เข้าร่วม ผ่านการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นครู ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันแก่ผู้ขาดแคลนและผู้พิการ การจัดโครงการ “Pay It Forward” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมวันครู หากแต่เป็นการสืบสานพลังแห่งความดี จากครูสู่ศิษย์ จากสถานศึกษาสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการยังได้รับพลังขับเคลื่อนสำคัญจากเยาวชนผู้นำนักเรียนในโครงการ Sarasas Youth Leadership ซึ่งมีบทบาทในการร่วมวางแผนและดำเนินกิจกรรมระดมทุนด้วยจิตอาสา เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากไร้และผู้ด้อยโอกาส การมีส่วนร่วมของเยาวชนในครั้งนี้สะท้อนถึงการปลูกฝังคุณค่าความเป็น “ผู้ให้” การพัฒนาภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมในอนาคต

อีกทั้ง โครงการดังกล่าวยังมุ่งสืบสานคุณค่าความเป็นครูผู้ให้ ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมและจิตสำนึกรักสังคม (CSR) โดยมุ่งเน้นให้ผู้พิการและเด็กด้อยโอกาสที่ขาดแคลน จำนวน 1 ภาค / 1 โรงเรียน ได้รับความสุข แรงบันดาลใจ และพลังบวกในการดำเนินชีวิต ผ่านการบรรเลงดนตรีและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม อาทิ

                •             Sarasas Jazz Big Band (SJB) วงแจ๊สในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Cantabile Chorus (SCC) วงขับร้องประสานเสียงครูในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Affiliated Chorus (SAC) วงขับร้องประสานเสียงนักเรียนในเครือสารสาสน์

                •             วง Symphony Orchestra จากตัวแทน 3 โรงเรียนในเครือสารสาสน์ ได้แก่ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา โรงเรียนสารสาสน์พิทยา และโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน

ภายในงานยังมีการฉายภาพยนตร์สั้น “Pay It Forward” ซึ่งจัดสร้างโดยคณะกรรมการบริหารสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ ภายใต้แนวคิดการส่งต่อความงดงามแห่งการเรียนรู้ สะท้อนคุณค่าการดูแลตนเองและผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม ภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างสรรค์ขึ้นในปี พ.ศ. 2568 ณ โรงเรียนในเครือสารสาสน์ โดยความร่วมมือของนักเรียน คุณครู และบุคลากรทุกฝ่าย ร่วมกับบริษัท สตูดิโอคำม่วน จำกัด เพื่อส่งเสริมแนวคิดการเป็น “ผู้ให้” และการแบ่งปันความปรารถนาดีอย่างต่อเนื่องในสังคม

ในโอกาสนี้ ยังได้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนผู้พิการและโรงเรียนผู้ด้อยโอกาส เพื่อเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษา และตอกย้ำเจตนารมณ์ของโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” ที่มุ่งสร้างคุณค่าทางใจ ควบคู่กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบผู้บาดเจ็บจากเหตุเครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่ม และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา ทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต  ในการนี้  ทรงรับผู้บาดเจ็บทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

วันที่  17 มกราคม 2569   เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ นางศรีไพร นามกรณ์  ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  หน้าโรงแรมปารีส การ์เด้นท์ อินน์  เชิงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา  เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลเจษฎา 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากนั้น

เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี  ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ นายไหน่ อู ( MR.NAING OO) ชาวเมียนมาร์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมหาชัย 1 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  กับทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ กับพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ รายละ 20,000 บาท  แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย  การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

‘เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ’ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึง ‘บัณฑิตจบใหม่’ ทั่วประเทศ

        ปัจจุบันสถานการณ์สังคมและโลกกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากการที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในชีวิตมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ โดยงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2568 ชี้ว่า AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้แล้วถึง 11.7% ของตลาดแรงงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ปี 2568 ยังได้กลายเป็นอีกปีที่สร้างปรากฏการณ์เลิกจ้างคนมหาศาลทั่วโลก อย่างบริษัทในสหรัฐฯ มีการเลย์ออฟพนักงานแล้วกว่า 1.17 ล้านตำแหน่ง โดยสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ยังมีการปลดพนักงานถึง 1.4 หมื่น – 3 หมื่นคน เพื่อลดโครงสร้างองค์กร และสนับสนุนการใช้ AI หรือ Nissan เอง ก็มีแผนจะลดจำนวนพนักงานราว 2 หมื่นตำแหน่งทั่วโลก คลื่นเลิกจ้างเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการลดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอีกด้วย

        เนื่องในบรรยากาศวันรับปริญญาของบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในปี 2569 นี้ คนธรรมศาสตร์หลายช่วงวัย (Generation) ตั้งแต่ Gen Alpha ไปจนถึง Gen Baby boomer จึงขอมอบถ้อยความกำลังใจ รวมถึงเช็กลิสต์ทักษะจำเป็นที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน เพื่อเป็นของขวัญให้กับบัณฑิตทั่วประเทศที่กำลังจะผลัดใบไปสู่ชีวิตการทำงาน

— อย่าหยุดเรียนรู้ อย่าท้อเมื่อล้มเหลว —

เริ่มกันที่ Gen Baby boomer อย่าง . (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กลั่นกรองประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยถ้อยความกระชับว่า การเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่ใช่การต้องหยุดเรียนรู้ หากแต่เป็นการเรียนรู้ในขณะที่ประกอบอาชีพไปด้วย ฉะนั้น สิ่งสำคัญคืออย่า

หยุดที่จะเรียนรู้ และจงหมั่นทบทวน ขวนขวายความรู้อยู่เสมอ นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ควรต้องเตรียมก็คือ ทักษะในการแก้ไขปัญหา อันถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะสำหรับชีวิตส่วนตัว หรือชีวิตการทำงาน ในการทำงานมีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ เมื่อล้มเหลวก็อย่าได้ท้อ ให้ใช้ความล้มเหลวเป็นครูหาทางแก้ไขเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

“บัณฑิตปัจจุบันถือเป็นอนาคตของชาติ กล่าวคืออนาคตของประเทศอยู่ในมือของเขาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มีการนำความรู้ที่ได้มาและความตั้งใจไปใช้ในการทำงาน และไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวหรือตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น หรือสังคมและประเทศด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถไปด้วยกันได้” อาจารย์นรนิติ กล่าวเสริม

— เทคโนโลยีและจริยธรรมในการใช้งาน —

ต่อมาที่ Gen X ทาง . ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า จากการที่ AI เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของทุกคนในปัจจุบัน และจะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบงานในทุกอาชีพ ทักษะที่ทุกคนควรจะมีคือ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานหรือหน้าที่ความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือการใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม       มีจริยธรรม รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สามารถอยู่รอดในตลาดแรงงานได้ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น ถึงแม้ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทักษะพื้นฐาน อย่างการคิดแบบมีเหตุมีผล การวิเคราะห์และแยกแยะ การมีวินัย การเคารพตัวเองและผู้อื่น  การทำงานร่วมกับคนอื่น ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งและจะขาดไปไม่ได้ เพื่อเป็นทั้งหลักยึดในการทำงาน และหลักยึดในการดำเนินชีวิตต่อไปหลังจากนี้

— 3 สิ่งที่ควรมี กับ 3 สิ่งที่ควรทิ้งไป —

ในส่วน Gen Y ผศ. ดร.สุภมาส สุชาตานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า 3 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่โลกการทำงาน คือ 1. การมีใจสู้พร้อมรับทุกความผิดหวังที่เจอ 2. อย่าหยุดเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง แต่ให้เป็นนักเรียนของโลกใบนี้ไป

ตลอดชีวิต (Live Long Learning) และ 3. ขอให้ทุกคนเปิดใจยอมรับความแตกต่าง มีความเข้าอกเข้าใจ และให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะโลกในการทำงานจะมีคนหลากหลายทั้งในแง่อายุ และความคิด

เมื่อมีสิ่งที่ต้องเตรียมแล้ว ผศ. ดร.สุภมาส มองว่า มีอีก 3 สิ่งที่ควรทิ้งไปด้วย ได้แก่ 1. ความคิดที่ตายตัว และเป็นสูตรสำเร็จ เพราะในชีวิตจริงไม่มีเฉลยท้ายบทเหมือนในห้องเรียน แต่เต็มไปด้วยทางเลือก และคำตอบนับไม่ถ้วน ซึ่งจะต้องตัดสินใจตามบริบทที่เกิดขึ้นขณะนั้น 2. ทิ้งการละเลยสุขภาพทั้งกายและใจ เพราะสุขภาพเป็นต้นทุนสำคัญในการทำงานที่นำกลับมาได้ยากหากไม่มีการดูแลตอนอยู่ในช่วงวัยที่ยังทำได้ และ 3. ทิ้งการปล่อยโอกาส โดยถ้าเจอโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่าปล่อยให้หลุดมือ และอย่ากลัวที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา หรือคิดว่ายังไม่เก่งพอ แต่ให้ทำให้ตัวเองดีพอจะรับโอกาส หรือสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองและผู้อื่นได้

— อย่ากดดัน ทำในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ —

ขณะที่ Gen ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเดียวกันบัณฑิตทั่วประเทศในปีนี้อย่าง Gen Z นั้น ดลยวัต สร้อยสนธิ์ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกปัจจุบันคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ความตึงเครียดและความขัดแย้ง (Disruptive Era) จากสถานการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์ และระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ บัณฑิตในยุคปัจจุบันจึงถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะควบคุม หรือกำหนดสถานการณ์ของโลกหลังจากนี้ต่อไป

ดังนั้น จึงอยากให้ขอเสนอให้บัณฑิตมีการเตรียมตัวใน 5 เรื่องก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยแนวคิด GRAD+ โดย G คือ Good Principle หรือการมีหลักการที่ดีและมั่นคง รวมถึงรู้จักรักและเคารพตัวเอง ส่วน R คือ Resilience หรือการล้มแล้วลุกได้ แม้เจอความผิดหวังและเสียใจ ขณะที่ A คือ Accept หรือการยอมรับความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ นอกจากกรอบความคิดเดิมของตัวเอง และ D คือ Delight หรือ ความสุขและความปีติ โดยมองโลกในแง่บวกอย่างสมเหตุสมผลและอยู่ในความเป็นจริง และสุดท้าย + คือ การยึด 4 เรื่องต่อไปไม่ให้เปลี่ยนแปลง เพื่อจะร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดีไปด้วยกัน

Gen Z อีกคนหนึ่งอย่าง สริตา ชนกนำชัย บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 ผู้ได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล ซึ่งเข้าสู่โลกการทำงานแล้ว ได้สื่อสารถึงเพื่อนบัณฑิตว่า อยากให้บัณฑิตทุกคนเตรียมสภาพใจให้พร้อมรับสิ่งที่จะต้องเจอในโลกการทำงาน เนื่องจากไม่ว่าตอนเรียนจะมีการเตรียมตัว และเรียนรู้มามากขนาดไหน แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงจะพบแต่ความท้าทาย สิ่งที่อาจทำให้

ผิดหวัง ความเหนื่อยล้า และความเสียใจ รวมถึงสภาพแวดล้อมจะแตกต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

“แม้ด้วยสถานการณ์ภายนอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรือสังคม แต่อยากบอกบัณฑิตทุกคนว่าอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป และทำสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด อย่าไปกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากนัก” สริตา กล่าวให้กำลังใจบัณฑิตทุกคน

— จงเชื่อมั่นในตนเอง —

ปิดท้ายด้วยน้องเล็กสุดอย่าง Gen Alpha ชินวีร์ วิเศษสรรค์ หรือ น้องชิน นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 และประธานคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สะท้อนความคาดหวังถึงบัณฑิตจบใหม่ว่า คาดหวังว่าบัณฑิตที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสดใหม่ของความรู้ แนวคิด และอุดมคติ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้การทำงาน สร้างอิทธิพลเชิงบวก และขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

“ขอเป็นกำลังใจให้บัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ และอยากให้เชื่อมั่นในตัวเอง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกน่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากในอนาคตจากเทคโนโลยี และปัจจัยต่างๆ และในฐานะคนรุ่นถัดไปการได้เห็นพี่ๆ บัณฑิตเติบโต เรียนรู้ และปรับตัวกับโลกจะเป็นอีกแรงบันดาล จะบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ได้อย่างดีในอนาคต” ชินวีร์ กล่าวในตอนท้าย

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ 'แม่ทัพกุ้ง' มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ม.วงษ์ชวลิตกุล มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ‘พล.อ.บุญสิน พาดกลาง’ เชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณูปการ ต้นแบบผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่

วันที่ 17 มกราคม 2569 สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มีมติเห็นชอบมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ ประจำปีการศึกษา 2567 แด่ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาหารทหารบกเพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ และอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสังคมอย่างต่อเนื่อง

การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของ พลเอก บุญสิน ในการเป็นแบบอย่างของ “ผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่” ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ด้านการจัดการเข้ากับภารกิจความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รอบคอบ และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง

สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ได้หม้อปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในครั้ง ไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณูปการ หากยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมคุณค่าแห่งความเป็นผู้นำ การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา

พิธีมอบปริญญาดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ สะท้อนเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยในการยกย่องบุคคลต้นแบบ และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เช็คเลย! พื้นที่ไหนบ้าง หมอกหนา-ฝุ่นหนัก พยากรณ์อากาศ 24 ชม.นี้

เช็คเลย! พื้นที่ไหนบ้าง หมอกหนา-ฝุ่นหนัก พยากรณ์อากาศ 24 ชม.นี้

เช็คเลย! พื้นที่ไหนบ้าง หมอกหนา-ฝุ่นหนัก พยากรณ์อากาศ 24 ชม.นี้

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.14 น.

17 มกราคม 2569 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือตอนบนและลาวตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง  และเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก รวมทั้งระวังอันตรายจากอัคคีภัยเนื่องจากสภาพอากาศแห้งไว้ด้วย 

สำหรับภาคใต้มีฝนเล็กน้อยบางพื้นที่ เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอ่อนปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ โดยคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในเดินเรือด้วยไว้ด้วย

ฝุ่นละอองในระยะนี้ ประเทศไทยตอนบนมีการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงมาก เนื่องจากการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี และมีลมอ่อน

สำหรับ พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ

อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 14-19 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส  บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-14 องศาเซลเซียส  ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 15-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ส่วนมากตามแนวชายฝั่งทะเล  อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)

อากาศเย็นในตอนเช้าทางตอนบนของภาค โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 19-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นมา: ลมตะวันออก ความเร็ว 15–30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร  ตั้งแต่จังหวัดสงขลา ลงไป: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15–30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร 

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)

อากาศเย็นในตอนเช้าทางตอนบนของภาค โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.