วช.-สกสว.-อว.หนุนงานวิจัยรับมือภัยธรณีพิบัติ ลดความเสี่ยง ลดสูญเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687752

วช.-สกสว.-อว.หนุนงานวิจัยรับมือภัยธรณีพิบัติ ลดความเสี่ยง ลดสูญเสีย

วช.-สกสว.-อว.หนุนงานวิจัยรับมือภัยธรณีพิบัติ ลดความเสี่ยง ลดสูญเสีย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 17.29 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนทุนวิจัยโครงการการสร้างแบบจำลองระบบธรณีแปรสัณฐานของประเทศไทย เพื่อประเมินสภาวะความเค้นของธรณีภาคและความเสี่ยงแผ่นดินไหว ภายใต้ชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย และโครงการการศึกษาแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวของประเทศไทย และการกำหนดตำแหน่งและประเมินผลกระทบของรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวในเขตเมืองจากการตรวจวัดแผ่นดินไหว 

รองศาสตราจารย์ ดร.ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวจังหวัดแพร่เกิดในบริเวณที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังเถินพาดผ่าน ซึ่งเคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง เช่น แผ่นดินไหวขนาด 5.0 ที่อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ในปี 2538 และแผ่นดินไหวขนาด 2-3 ในช่วงปี 2560-2562 ที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ห่างจากแผ่นดินไหวปัจจุบันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร ส่วนแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดในบริเวณที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีแม่ทาพาดผ่าน ซึ่งมีแผ่นดินไหวมาโดยตลอดโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แผ่นดินไหวครั้งสำคัญมีขนาด 5.1 ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2549 สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

ศาสตราจารย์ ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย กล่าว่า ฝั่งตะวันตกของประเทศไทยตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนลงมามีรอยเลื่อนที่มีพลังมาก แม้จะสะสมพลังงานช้าแต่มีศักยภาพทำให้สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้สูงถึง 7 ริกเตอร์ คณะวิจัยจึงได้นำข้อมูลมาแปลงเป็นแผนที่เสี่ยงภัยเพื่อหามาตรการรองรับที่เหมาะสม เช่น ออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหว จำกัดพื้นที่ควบคุม 10 จังหวัดตั้งแต่อาคาร 3 ชั้นขึ้นไป บังคับใช้อาคารสาธารณะ อาคารสำคัญ อาคารเก็บวัสดุอันตราย และอาคารทั่วไปที่สูงเกิน 15 เมตร หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 6.3 ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2557 เป็นเหตุให้อาคารถล่มกว่าหมื่นหลังทั้งบ้าน วัด โรงเรียน คณะวิจัยได้เข้าไปเสริมกำลังด้วยโครงสร้างเหล็กให้โรงเรียนนำร่อง 7 โรงเรียน ใช้งบประมาณ 1 ใน 7 ของการสร้างใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของไทย รวมทั้งมหาวิทยาลัยนานยาง ประเทศสิงคโปร์ และหน่วยงานของไต้หวัน

ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงใหม่มีระยะทางห่างจากอาคารโรงพยาบาลในเขตอำเภอเมืองประมาณ 15 กิโลเมตรจากการวิเคราะห์สัญญาณการโยกตัวของอาคารที่ตรวจวัดได้จากอุปกรณ์ราคาประหยัด ซึ่งคณะวิจัยได้ติดตั้งไว้ภายในอาคารโรงพยาบาล พบว่าค่าความเร่งที่ตรวจวัดได้บ่งชี้ว่าอาคารมีการสั่นสะเทือนที่มีความรุนแรงพอที่ประชาชนที่อยู่ในอาคารอาจจะรู้สึกการสั่นสะเทือนได้ แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่อาคารได้ ทั้งนี้คณะทีมวิจัยพยายามพัฒนาระบบที่สามารถประเมินความปลอดภัยของอาคารสำหรับการให้ข้อมูลผู้ใช้งานอาคารเกิดความมั่นใจ และสามารถใช้งานอาคารได้ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ภัยแผ่นดินไหว 

สำหรับชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย และโครงการการศึกษาแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวของประเทศไทย และการกำหนดตำแหน่งและประเมินผลกระทบของรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวในเขตเมืองจากการตรวจวัดแผ่นดินไหว มี ศาสตราจารย์ ดร.นคร ภู่วโรดม แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก วช. ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

‘ตรีนุช’เผยแผ่นดินไหวเชียงใหม่ ไม่มีโรงเรียนได้รับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687684

'ตรีนุช'เผยแผ่นดินไหวเชียงใหม่ ไม่มีโรงเรียนได้รับผลกระทบ

‘ตรีนุช’เผยแผ่นดินไหวเชียงใหม่ ไม่มีโรงเรียนได้รับผลกระทบ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.35 น.

“ตรีนุช” เผยแผ่นดินไหว จ.เชียงใหม่ ไม่มีโรงเรียนได้รับผลกระทบ มั่นใจโรงเรียนบนรอยเลื่อนสอนเด็กเอาตัวรอด

20 ต.ค.65 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นำผู้บริหาร ศธ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ โรงเรียนไตรประชาวิทยา ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จ.น่าน 

โดย น.ส.รีนุช ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (20 ต.ค.65) ทำให้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนนั้นว่า ตนได้รับรายงานว่าขณะนี้ยังไม่มีโรงเรียนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และโรงเรียนในภาคเหนือได้รับผลกระทบทั้งโครงสร้างของอาคารเรียนและช่วงนี้ปิดเทอมเด็กจึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนโรงเรียนไตรประชาวิทยา ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่รอยเลื่อนเปลือกโลก จึงมักเกิดแผ่นดินไหว น้ำป่าไหลหลาก แผ่นดินสไลด์ ทางโรงเรียนจึงได้สอนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ให้นักเรียนรู้จักภัยธรรมชาติ เส้นทางน้ำป่าไหลหลาก และสร้างการรับรู้ให้กับนักเรียน โดยนักเรียนสามารถทำโปรแกรมส่งสัญญาณเตือนภัย รู้วิธีสังเกตุสิ่งรอบตัว และทุกหมู่บ้านจะปลูกต้นไมยราบไว้สังเหตุใบ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวต้องอยู่ในที่โล่ง และรู้วิธีเอาตัวรอดได้เมื่อเกิดเหตุ เป็นต้น 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า โรงเรียนไตรประชาวิทยาเปิดสอนชั้นอนุบาล ถึง ป.6 นักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชนพื้นเมืองไทลื้อ และชนพื้นเผ่าม้งทางโรงเรียนจึงสอนภาษาถิ่นและการใช้ภาษาไทยได้ผล 100% และถึงแม้นักเรียนจะเป็นเด็กแต่ก็ได้เรียนรู้เรื่องการทำโครงงาน หรือ project ที่เชื่อมโยงมาถึงเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ภัยจากธรรมชาติ และจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้ Problem–based Learning (PBL) ที่มีรูปแบบการเรียนรู้โดยการนำปัญหามาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งผลที่ได้สามารถนำมาพัฒนาแก้ปัญหาในชุมชนได้ทุกมิติทั้งเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม อาชีพ และปัญหาปากท้อง

“โรงเรียนได้พานักเรียนไป เรียนรู้ในชุมชน นำประเด็นที่ใกล้ตัว และนักเรียนสนใจมาทำโครงงาน โดยพาเด็กลงพื้นที่ในชุมชนสืบค้นวิธีแก้ปัญหา ใช้ทั้งศาสตร์ภูมิปัญญา ศาสตร์พระราชา ศาสตร์สากลมาแก้ปัญหา เช่น เรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ส่วนเรื่องอาชีพ-ปัญหาปากท้อง ก็ทำโปรเจคแหล่งท่องเที่ยว การเกษตร สร้างทักษะอาชีพร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา เรียนรู้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านผ้าในชุมชน ดูภูมิปัญญาผ้าลายน้ำไหลของน่าน ซึ่งจะนำไปสู่ soft power ถือเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาผู้เรียน พาตนเองรอด พาชุมชนรอดอย่างยั่งยืน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ยูนิเซฟชี้ไทยต้องลงทุนในเด็กเพิ่ม พร้อมช่วยฟื้นตัวจากโควิดอย่างเท่าเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687493

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยูนิเซฟเรียกร้องให้ประเทศไทยเพิ่มการลงทุนในเด็กและเพิ่มมาตรการเพื่อจัดการกับอัตราความยากจนที่สูงในกลุ่มครอบครัวที่มีเด็ก ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเปราะบางและทวีความเหลื่อมล้ำให้กับประชากรทุกกลุ่มในประเทศไทย แต่ครอบครัวที่มีเด็กมักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้กลับลดลงราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิมซึ่งส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาความยากจนและลงทุนในทรัพยากรมนุษย์โดยรวมของประเทศไทย จากข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2564 พบว่าอัตราความยากจนในเด็กสูงถึงร้อยละ 9.9 และสูงกว่าอัตราความยากจนเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งอยู่ร้อยละ 6.3

นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวเนื่องในวันขจัดความยากจนสากลว่า ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 แต่ประชาชนไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเท่าเทียม หลายครอบครัวที่มีเด็กยังคงเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การต่อสู้กับความยากจนในเด็กจึงถือเป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเพราะการแพร่ระบาดทำให้ครอบครัวจำนวนมากต้องตกไปอยู่ใต้เส้นความยากจน แต่ยังเป็นเพราะประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว การจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กๆและคนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะสามารถฟื้นตัวอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน และนอกเหนือจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วแล้ว เราต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการเติบโตและความเจริญก้าวหน้าในระยะยาว

นางคิมกล่าวต่อไปว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการ
ลดอัตราความยากจน โดยประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนลดลงจากร้อยละ 67 ในปี 2529 เหลือเพียงร้อยละ 6.3 ในปี 2564  นอกจากนี้ นโยบายของรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการศึกษาพบว่า อัตราความยากจนในประเทศไทยอาจต้องเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า หากไม่มีการประกาศใช้มาตรการคุ้มครองทางสังคมในด้านต่างๆ เช่น การให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กเพิ่มเติม
แก่ครอบครัวยากจนในช่วงแรกๆ ของการแพร่ระบาด และตัวอย่างในอดีตชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถจัดการกับความยากจนได้ แต่ต้องลงทุนและดำเนินการมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในเด็กและมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง ยกตัวอย่างเช่นสวัสดิการที่มุ่งเน้นไปที่ประชากรเด็กจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจนในประชากรทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางคิมเน้นย้ำว่าการลงทุนในเด็กไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกเท่านั้นแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เราไม่สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวหรือการสนับสนุนเด็ก เพราะจริงๆ แล้วการเริ่มต้นที่ดีสำหรับเด็กทุกคนก็คือการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ซึ่งจะเป็นการประกันอนาคตที่ก้าวหน้าของคนรุ่นต่อๆ ไป

มจธ.สู่มหาวิทยาลัยไทยอันดับ 1 จัดอันดับโดย Times Higher Education

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687502

มจธ.สู่มหาวิทยาลัยไทยอันดับ 1  จัดอันดับโดย Times Higher Education

มจธ.สู่มหาวิทยาลัยไทยอันดับ 1 จัดอันดับโดย Times Higher Education

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

Times Higher Education สถาบันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากประเทศอังกฤษ ที่จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยมีเกณฑ์การจัดอันดับพิจารณาจากคุณภาพการสอน (Teaching) 30% คุณภาพงานวิจัย (Research) 30% งานวิจัยที่ถูกนำไปอ้างอิง (Citations) 30% ความเป็นสากล (International Outlook) 7.5% และรายได้จากภาคอุตสาหกรรม (Industry Income) 2.5% โดยใช้ตัวชี้วัดในการประเมินผล กว่า 13 ตัวชี้วัด ล่าสุดได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดทั่วโลก ประจำปี 2023 “THE World University Rankings 2023” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มีผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในไทย โดยอยู่ในอันดับ 801-1000 ของโลกร่วมกับมหาวิทยาลัยในไทยอีก 3 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า การจัดอันดับ “THE World University Rankings 2023” มจธ. มีคะแนนรวม 32.7 สูงสุดของทุกมหาวิทยาลัยในไทย โดยได้รับการประเมินตามตัวชี้วัดใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ คุณภาพการสอน 18.4 คะแนน คุณภาพงานวิจัย 18.6 คะแนนงานวิจัยที่ถูกนำไปอ้างอิง 57.0 คะแนน ความเป็นสากล 36.0 คะแนน และรายได้จากภาคอุตสาหกรรม 71.8 คะแนน โดยมีผลคะแนนที่โดดเด่นของด้านคุณภาพงานวิจัย งานวิจัยที่ถูกนำไปอ้างอิง และด้านภาพรวมความเป็นสากล ที่มีผลคะแนนที่ดีขึ้นจากปี 2022  ทั้งนี้ คุณภาพการสอนและคุณภาพงานวิจัยมาจากการสำรวจความมีชื่อเสียงเป็นองค์ประกอบหลักโดยสำรวจความมีชื่อเสียงด้านการสอน 15% และด้านการวิจัย 18% ซึ่ง มจธ.ได้คะแนนในส่วนนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก จึงจะต้องมีการสร้างกลไกให้มหาวิทยาลัยเป็นที่รู้จักที่กว้างขวางขึ้น พร้อมกับการพัฒนา ผลักดัน และสนับสนุน ทั้งในด้านการสอนและงานวิจัย ให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

มจธ.มีเป้าหมายที่จะเป็น “The Sustainable Entrepreneurial University” มหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ และด้วยภารกิจหลักข้อหนึ่งของ มจธ. คือ การวิจัยและนำองค์ความรู้และผลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยและสังคมโลก การเรียนการสอนของ มจธ. จึงมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ทำให้ได้ทักษะที่คิดเป็น ทำได้ มีความสามารถแก้ไขปัญหา ทำงานวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรมได้ มจธ.ได้มีการจัดระบบนิเวศที่ส่งเสริมสนับสนุนตั้งแต่เริ่มทำวิจัยไปจนถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาได้ทำงานวิจัยตั้งแต่ระดับปริญญาตรีในด้านที่สนใจ ผ่านทุนการศึกษา REAL (Research Experience and Applied Learning) จนนำไปสู่การได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิจัยทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติที่มีความน่าเชื่อถือในระดับ Q1 ของนักศึกษาทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกองค์ความรู้ที่ได้ก็มีระบบสนับสนุนให้สามารถต่อยอดไปใช้ประโยชน์และสร้างนวัตกรรม ทำให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศและมุ่งเป้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ.ดร.สุวิทย์ กล่าว

เลขาฯรมช.กระทรวงศึกษาธิการ เยี่ยมชมการเรียนการสอน ม.ศรีปทุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687497

เลขาฯรมช.กระทรวงศึกษาธิการ  เยี่ยมชมการเรียนการสอน ม.ศรีปทุม

เลขาฯรมช.กระทรวงศึกษาธิการ เยี่ยมชมการเรียนการสอน ม.ศรีปทุม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกันติพจน์ สิริภักดิสกุล กรรมการที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะครูอาจารย์ จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ได้เยี่ยมชมผลงานนักศึกษาและการจัดการเรียนการสอนและการดำเนินงานด้านดิจิทัลมีเดีย โดยมี ผศ.ดร.กมล จิราพงษ์ คณบดีคณะดิจิทัลมีเดีย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและคณาจารย์ให้การต้อนรับที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน) เมื่อเร็วๆ นี้

ก่อนการเยี่ยมชมในวันเดียวกัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ร่วมกับ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ คณะสหวิทยาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้จัดการสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “เทรนด์การสร้างรายได้ของเด็กไทยในโลกยุคดิจิทัลประจำปีการศึกษา 2565” โดยมีผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม และนางสาวนันนกรฐ์ทิพย์สูงเนิน รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 ร่วมเปิดงาน

งานแสดงเทคโนฯการศึกษา Bett Asia 2022 ผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687499

งานแสดงเทคโนฯการศึกษา Bett Asia 2022  ผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ

งานแสดงเทคโนฯการศึกษา Bett Asia 2022 ผู้ร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

งาน Bett Asia Leadership Summit & Expo ประจำปี ครั้งที่ 6 จัดโดย เบ็ต (Bett) คอมมูนิตี้ด้านเทคโนโลยีการศึกษา ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายในงานมีการจัดแสดงเทคโนโลยีล่าสุดด้านการศึกษาบริเวณโซนเอ็กซ์โป พร้อมการประชุมสุดยอดผู้นำ Leadership Summit หารือถึงโอกาสในอนาคตทางการศึกษา รวมถึงจัดงาน Bett Asia Awards เพื่อมอบรางวัลให้แก่สุดยอดผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านการศึกษา ณ โรงแรมThe Athenee Hotel เมื่อกลางเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

Bett Asia 2022 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน จาก 49 ประเทศ โดยเป็นผู้บริหารและผู้นำด้านการศึกษามากกว่า 700 คน และตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย บรูไน ลาว และมาเลเซีย และภายในงานเอ็กซ์โปของ Bett Asia 2022 มีแบรนด์และบริษัทต่างๆ กว่า 52 แห่งมาจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการล่าสุด และโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) โดยตรงจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อาทิ Microsoft, Lenovo, HP, Zoom และอื่นๆ อีกมากมาย

จุฬาฯ ร่วมกับ Degree Plus เปิดหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687500

จุฬาฯ ร่วมกับ Degree Plus  เปิดหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

จุฬาฯ ร่วมกับ Degree Plus เปิดหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย และบริษัท ดีกรีพลัส จำกัด โดยนายวรพล รัตนพันธ์ ผู้จัดการทั่วไป เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต ภายใต้โครงการบริการวิชาการ การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสหวิทยาการ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือ CUGS Academy : Lifelong Learning and Interdisciplinary Chula longkorn University Graduate School และพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แบบ Online, Blended Learning, On-demand และระบบคลัง หน่วยกิต สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (CUGS-CBS)

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กล่าวว่า การร่วมมือระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กับบริษัท Degree Plus ครั้งนี้เพื่อต้องการที่จะขยายโอกาสทางการเรียนรู้ทุกช่วงวัยและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้สอดรับกับบริบทการศึกษาโลก และเป็นไปตามกฎกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องระบบ “คลังหน่วยกิตแห่งชาติ” (NCBS) ที่จะเปิดโอกาสให้ได้เชื่อมต่อในเร็ววันนี้ เพราะเป็น Ecosystem ที่สำคัญของกระทรวงฯ ที่ขยายโอกาสให้กับนิสิตนักศึกษาในระบบ Formal,In-Formal และ Non-Formal Education ช่วยให้ผู้เรียนสามารถได้ความรู้ใหม่ๆ ผ่าน Learning Platform ที่หลากหลาย รวมถึงประสบการณ์จริงจากการทำงาน โดยการไม่ผูกขาดองค์ความรู้ที่สำคัญ แม้ว่าผลการเรียนรู้ผลลัพธ์การเรียนรู้ ประสบการณ์การทำงาน ฯลฯ ที่หลากหลาย สามารถผ่านกระบวนการการรับรองจากมหาวิทยาลัย ทั้งประเภท Degree และ Non-Degree ซึ่งขึ้นอยู่กับเกณฑ์และดุลพินิจตามเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงฯ และประกาศกระทรวงฯที่กระจายอำนาจ (Decentralized) ไปยังแต่ละสภามหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นการพลิกโฉมอุดมศึกษาครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

สำหรับหลักสูตร CUGS Academy ที่พร้อมเปิดให้เรียน จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ 1) หลักสูตร
Operations Management 4.0 : Reconfiguring Your Value Chain with Technologies 2) หลักสูตร Digital Business in the Metaverse Era 3) หลักสูตร Mental Wellness: Coping with Stress and Burnout 4) หลักสูตร Healthcare Innovation Development Bootcamp

ลงนามต่อยอดพัฒนากำลังพลด้านวิทย์สุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687490

ลงนามต่อยอดพัฒนากำลังพลด้านวิทย์สุขภาพ

ลงนามต่อยอดพัฒนากำลังพลด้านวิทย์สุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (มฉก.) และ พญ.จีรวรรณ เวศกิจกุล ผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยอาชีวศึกษาจันทร์รวี จังหวัดเชียงใหม่ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อเพิ่มขยายโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีคณะผู้บริหารและคณาจารย์จากทั้งสองสถาบันร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นอธิการบดี คณบดี และผู้บริหารคณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มฉก. นำชมห้องโลกเสมือนจริง
(VR Zone) Co-Working Space และศูนย์การเรียนรู้ทางการพยาบาล

ศธ เตรียมตั้งงบ 67 เพื่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จ.พะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687523

ศธ เตรียมตั้งงบ 67 เพื่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จ.พะเยา

ศธ เตรียมตั้งงบ 67 เพื่อตั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษ จ.พะเยา

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 17.33 น.

วันที่ 19 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  พร้อมคณะผู้บริหาร ศธ. ตรวจเยี่ยมและติดตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ศธ. จ.พะเยา โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ว่าราชการ จ.พะเยา ในฐานะประธารคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดพะเยา (กศจ.) เข้าร่วมประชุมด้วย ณ โรงเรียนพะเยาพิทยาคม อ.เมือง จ.พะเยา 

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า มาติดตามนโยบายในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา  ซึ่งพื้นที่ทำกันอยู่แล้วก็ให้มีความเข้มข้นขึ้น และเน้นย้ำให้ทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ดูแลเรื่องปัญหายาเสพติด และแผนเผชิญเหตุหากเกิดปัญหาต่าง ๆขึ้นจะรองรับอย่างไร โดยให้มีการเตรียมความพร้อมมากยิ่งขึ้น 

“และติดตามเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้กลุ่มเด็กพิเศษ ซึ่ง ศธ.จะจัดสร้างโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ขึ้นที่ จ.พะเยา ขณะนี้มีการเตรียมพื้นที่ไว้แล้วซึ่งใช้พื้นที่ของโรงเรียนขนาดเล็กที่ยุบรวมไปแล้วก็จะพัฒนาสร้างอาคารเพิ่มเป็นโรงเรียนการศึกษาพิเศษ วันนี้จึงได้มาติดตาม เพื่อเตรียมจัดตั้งงบประมาณปี 2567 มาดูแลให้ตอบโจทย์พื้นที่ที่มีความต้องการของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กที่อยู่พื้นที่ห่างไกล เด็กพิการให้สามารถเข้าถึงการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเน้นการบูรณาการในพื้นที่ โดยให้ทุกหน่วยงานใน ศธ.และศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) เป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ในการทำงานร่วมกัน และขับเคลื่องโรงเรียนคุณภาพ โรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อจัดการศึกษาให้เหมาะสมตอบโจทย์กับบริบทของแต่ละพื้นที่ให้มากที่สุด” รมว.ศธ. กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงการจัดการศึกษา ระบบทวิศึกษาในจังหวัดพะเยา ว่า ได้จัดตามนโยบายปฏิรูปประประเทศด้านการศึกษาอยู่แล้ว และอยากให้จัดอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ได้สะท้อนความต้องการว่า เพื่อให้เด็กๆได้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ จะเป็นทางเลือกให้สามารถประกอบอาชีพ และมีโอกาสทางศึกษาต่อไปได้
 

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687424

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.29 น.

รับลูกบิ๊กตู่!ตรีนุชสั่งองค์กรหลักหา‘ของขวัญปีใหม่’ให้ประชาชน

19 ตุลาคม 2565 ที่ จ.เชียงราย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้กระทรวงต่างๆไปหามาตรการเพื่อที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในปลายปีนี้  โดยให้นำแนวทางมาเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายน นี้ ว่า ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนได้มอบหมายให้ผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. ไปคิดของขวัญปีใหม่ให้ครู นักเรียน และประชาชนแล้ว คิดว่าเร็วๆนี้จะนำเสนอแนวทางต่อ ครม.พิจารณาได้

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ ตนจะประชุมผู้บริหารของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อวางแผนคิดโครงการมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ก่อนนำเสนอให้ รมว. ศธ. พิจารณาต่อไป